ตชด.43 บูรณาการร่วมสกัดจับขบวนการลักลอบขนยาเสพติดจากภาคเหนือสู่ภาคใต้ จำนวน 6 ราย ของกลางกว่า 1 ล้านเม็ด

ตชด.43 ร่วมกับศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติของกองบัญชาการตำรวจชายแดนตชด.426 ตชด.435 สกัดจับขบวนการลักลอบขนยาเสพติดจากภาคเหนือสู่ภาคใต้ จำนวน 6 ราย ของกลางกว่า 1ล้านเม็ด

วันนี้ 1 ก.ย.68 ศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติกองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน
ภายใต้การอำนวยการของพล.ต.ท.นิตินัย หลังยาหน่าย ผบช.ตชด., พล.ต.ต.รุ่งโรจน์ ฐากูรปุณยสิริ รอง ผบช.ตชด. ผอ.ศปชก.ตชด., พล.ต.ต.ณรงค์ ธณานันทกุล ผบก.ตชด.ภาค 4
พ.ต.อ.ยงศักดิ์ รัตนดิลก ณ ภูเก็ต ผกก.ตชด.43 ได้สั่งการให้ ศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติกองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน นำโดย ว่าที่ พ.ต.อ.ธวัลธรณ์ พุฒิธนพิศุทธิ์ ผกก.บช.ตชด./หน.ชป.สสน.ศปชก.ตชด. ร่วมกับ เจ้าหน้าที่ ชุดปฏิบัติการข่าว กองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดนที่43 นำโดย ร.ต.อ.ไกรสร ล่องลอย หน.ชปข.กก.ตชด.43, ร.ต.ท. คงกระพัน ธรรมชาติ รอง หน.ชปข.ฯ พร้อมพวก

ร่วมกันจับกุมตัวผู้ต้องหาจำนวน 6 ราย ได้แก่

  1. นางสาววรรณี ฯ ภูมิลำเนาจังหวัด สตูล,
  2. นาง สาวอมรรัตน์ ฯ ภูมิลำเนาจังหวัด สตูล,
  3. นายมูฮำหมัด  ฯ ภูมิลำเนาจังหวัด สตูล,
  4. นายยามาล ฯ ภูมิลำเนาจังหวัด สตูล,
  5. นายซุลกีฟลี ฯ ภูมิลำเนาจังหวัด สงขลา
  6. นายอัสฮา ฯ ภูมิลำเนาจังหวัด ยะลา

พร้อมด้วยของกลาง ยาบ้า จำนวน 1,376,000 เม็ด, รถยนต์ จำนวน 3 คัน โดยสามารถจับกุมได้ที่ริมถนนสาย กระบี่-สุราษฎร์ธานี ม.5 ต.ปลายพระยา อ.ปลายพระยา จ.กระบี่ ต่อเนื่อง ริมถนน สาย กระบี่-สุราษฎร์ธานี ม.3 ต.บางสวรรค์ อ.พระแสง จ.สุราษฎร์ ธานี

โดยก่อนการจับกุม จนท.ชุดจับกุม ได้รับแจ้งจากแหล่งข่าวว่า จะมีการลักลอบส่งมอบยาเสพติดให้โทษประเภท 1(เมทแอมเฟตามีนหรือยาบ้า) ในพื้นที่ภาคเหนือสู่ภาคใต้ และส่งต่อไปยังประเทศเพื่อนบ้านโดยจะทำการส่งต่อกันเป็นทอดๆ ในพื้นที่ อ.ปลายพระยา จ.กระบี่ และรอยต่อ พื้นที่ อ.พระแสง จ.สุราษฯ โดยใช้รถเก่งยี่ห้อมิตซูบิชิ มิราจ สีดำ เมื่อได้รับแจ้ง จนท.ชุดจับกุมจึงได้วางแผนเดินทางไปยังริมถนน สาย 44 เซาว์เทริน กระบี่ -สุราษฯ จนท. ชุดจับกุมจึงได้กระจายกำลังอำพลางตัวตามจุดต่างๆ จากการสังเกตการณ์ได้มีรถเก่งคันดังกล่าวตามที่แหล่งข่าวแจ้งมาได้ขับวนเวียนอยู่ในพื้นที่เป็นจำนวนหลายรอบ และต่อมาจอดรถอยู่บริเวณริมถนน สาย 44 เซาว์เทริน กระบี่-สุราษฯ หน้ารีสอร์ท แห่งหนึ่งริมถนน เมื่อจนท.เห็นรถคันดังกล่าวจึงได้เข้าไปตรวจสอบและแสดงตัวเป็น จนท.ตำรวจ จากการตรวจสอบพบบุคคลจำนวน 4 คน ภายในรถเก๋งคันดังกล่าว เป็นผู้ชาย 2 คน ผู้หญิง 2 คน ทราบป้ายทะเบียน ขข 7115 สงขลา บุคคลทั้ง 4 คนแสดงท่าทางมีพิรุธอย่างเห็นได้ชัด จนท.จึงสอบถามว่ามาทำอะไรในพื้นที่นี้ ทั้ง 4 คน ยอมรับว่าได้นัดส่งมอบยาเสพติดหรือยาบ้าให้กับลูกค้าที่จะมารับในพื้นที่ อ.ปลายพระยา จ.กระบี่

จากนั้น จนท.จึงถามว่ายาบ้าที่จะให้กับลูกค้าซุกซ่อนอยู่พื้นที่ใด ทั้ง 4 คนให้ความร่วมมืออย่างดี และ นำ จนท.ไปตรวจยึดยาบ้าที่ได้ซุกซ่อนไว้บริเวณริมถนน สาย44 เซาว์เทริน กระบี่-สุราษฯ ฝั่งขาเข้ากระบี่ ในพื้นที่ ม.5 ต.ปลายพระยา อ.ปลายพระยา จ.กระบี่ เมื่อไปถึงจุดที่ซุกซ่อนยาบ้า พบ กระสอบจำนวน 5 กระสอบ เมื่อ จนท.ตรวจสอบกระสอบแต่ละกระสอบ ปรากฏว่าพบเป็นยาเสพติดหรือยาบ้าทั้งหมด รวมจำนวนยาบ้าประมาณ 769,000 เม็ด 

และต่อมา จนท.ชุดจับกุมได้ประชุมวางแผน จึงได้ให้ นายมูฮำหมัดฯ ติดต่อไปยังคนมารับยาบ้าจำนวนดังกล่าวนี้ และได้ส่งโลเคชั่น พื้นที่รับยาบ้า ผ่านแอปฟิเคชั่นไลน์ จากการติดต่อคนรับยาบ้าบอกว่ากำลังเดินทางมา จากนั้น จนท.ทั้งหมดจึงได้วางกำลังอำพลางตัวในพื้นที่นัดหมายดังกล่าว เมื่อเวลาประมาณตี3 ได้มีรถ 2 คัน ขับตามกันมาเลยจุดนัดหมายและเป็นที่น่าสงสัยเมื่อผ่านจุดนัดหมายได้ทำการชะลอรถและขับผ่านไป แล้วได้ย้อนศรกลับมาทั้ง 2 คัน คันที่ 1 มาจอดริมถนนจุดรับยาบ้า, คันที่ 2 บุคคลทั้ง 2 ลงจากรถได้ส่องไฟฉายหายาบ้าและหยิบยกยาบ้าที่จะเตรียมขึ้นรถ จากนั้น จนท.ที่ซุ่มอยู่ออกมาแสดงตัวเป็น จนท.ตำรวจและควบคุมตัวไว้ได้ ทราบป้ายทะเบียน กอ 8466 สงขลา ส่วนรถอีกคันไหวตัวทันขับรถหลบหนีไปได้ ทราบชื่อภายหลังทั้งสองคนคือ 1.นายซุลกีฟลี กายียุ อายุ 35 ปี อำเภอ สะบ้าย้อย จังหวัด สงขลา, 2.นายอัสฮา มะโร๊ะ อายุ 36 ปี  อำเภอเมืองยะลา จังหวัดยะลา
ต่อมา จนท.ชุดจับกุม ได้พาตัวผู้ต้องหาทั้ง 6 คน

จากการสอบถาม นายซุลกีฟลี กายียุ อายุ 35 ปี บอกว่า ได้รับการติดต่อผ่านทางโทรศัพท์ จากนายอับดุลเละ หรือบังดุล ให้มารับยาเสพติดในพื้นที่จังหวัดสุราษฯ ซึ่งได้ทำมาแล้ว ๑ ครั้ง ครั้งแรกได้ค่าตอบแทน 20,000 บาท โดยเข้าไปรับยาในพื้นจังหวัดพัทลุง และครั้งนี้ นายอับดุลเละ หรือบังดุล สาแม ตกลงจะให้ค่าตอบแทน เป็นเงิน 10,000 บาท โดยตกลงว่าจ่ายค่าตอบแทนเมื่องานเสร็จ จึงได้ออกเดินทางจากบ้านที่ อ.สะบ้าย้อย จ.สงขลา และไปรับนายอัสฮา มะโร๊ะ ที่ จ.ยะลา โดยใช้รถยนต์เก๋งมาสด้า ๒ สีแดง (เป็นรถของนายจ้าง) และเป็นคนขับและได้ไปเปลี่ยนรถยนต์กระบะอีซูซุ สีดำ หมายเลขทะเบียน กอ8466 สงขลา ที่ อ.สิงหนคร จ.สงขลา ซึ่งนายอับดุลเละ หรือบังดุล สาแม เป็นคนจัดเตรียมไว้ให้ ซึ่งนายซุลกีฟลี ฯ เป็นผู้ขับและนายอัสฮา มะโร๊ะ นั่งมาด้วย แล้วเดินทางต่อมา จ.สุราษฯ และได้มีรถฟอร์จูนเนอร์ สีบรอน ไม่ทราบป้ายทะเบียน ขับเป็นรถนำ โดย จักรี หรือแซม ชุมอารัญ เป็นคนขับ และ นายอับดุลเละ หรือบังดุล สาแม นายนั่งมาด้วย

เมื่อมาถึงยังจุดที่ ที่นายอับดุลเละ หรือบังดุล สาแม ได้ส่งตำแหน่งให้ นายซุลกีฟีล และนายอัสฮา มะโร๊ะได้จอดรถ และลงไปเพื่อที่จะเก็บยาเสพติด ได้มีเจ้าที่ตำรวจเข้าทำการควบคุมตัว พร้อมด้วยของกลาง โดยยาเสพติดทั้งหมดจะถูกลำเลียงส่งไปยังพื้นที่ 3 จชต.และส่งต่อไปยัฃประเทศที่3

เบื้องต้น จนท.ได้แจ้งข้อกล่าวหาว่า ถูกจับที่ 1 – 6 “ร่วมกันจำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีนหรือยาบ้า) โดยการมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่าย อันเป็นการกระทำเพื่อการค้าและก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชน และทำให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐหรือความปลอดภัยของประชาชนทั่วไป” และแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติมแก่, ผู้ถูกจับที่ 3, 5, 6 ว่า “เสพสารเสพติดเมทแอมเฟตามีนโดยไม่ได้รับอนุญาต”
และแยกส่งตัวผู้ต้องหาดำเนินคดีดังนี้

  • ส่งสภ.ปลายพระยา กระบี่ คือ นางสาววรรณี ฯ ภูมิลำเนาจังหวัด สตูล, นางสาวอมรรัตน์ ฯ ภูมิลำเนาจังหวัด สตูล, นายมูฮำหมัด  ฯ ภูมิลำเนาจังหวัด สตูล, นายยามาล ฯ ภูมิลำเนาจังหวัด สตูล พร้อมของกลางยาบ้า จำนวน 768,000 เม็ด
  • สภ.พระแสง จ.สุราษฯ จำนวน 2 ราย คือ นายซุลกีฟลี กายียุ, นายอัสฮา มะโร๊ะพร้อมด้วยของกลาง ยาบ้า จำนวน 608,000 เม็ด

ภาพ/ข่าว อ้อม มณีรัตน์

น้ำป่าหลากท่วมหนักอำเภอหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์ แม่น้ำป่าสักล้นพนังกั้นน้ำ ท่วมพื้นที่เศรษฐกิจทั้งเมืองตัดขาดการสัญจร

น้ำป่าหลากท่วมหนักอำเภอหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์ แม่น้ำป่าสักล้นพนังกั้นน้ำท่วมพื้นที่เศรษฐกิจทั้งเมืองตัดขาดการสัญจร

วันนี้(1 ก.ย.68) กองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเพชรบูรณ์ รายงานสถานการณ์อุทกภัยจากอิทธิพลพายุ “หนองฟ้า” เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2568 ทำให้เกิดฝนตกหนักต่อเนื่อง น้ำป่าไหลหลากจากเทือกเขาในจังหวัดเลยและแม่น้ำป่าสัก แม่น้ำพุง และลำน้ำสาขา ไหลเข้าท่วมพื้นที่ อ.หล่มเก่า อ.หล่มสัก ระดับน้ำครั้งนี้สูงกว่าทุกปีที่ผ่านมา มวลน้ำจำนวนมากได้ไหลบ่าอย่างรวดเร็ว และช่วงเย็นวานนี้น้ำได้ล้นพนังกั้นน้ำแม่น้ำป่าสักในเขตเทศบาลตำบลตาลเดี่ยวและเทศบาลเมืองหล่มสัก อย่างรวดเร็ว ทำให้พื้นที่ราชการ ตลาดสด อาคารพาณิชย์ และชุมชนถูกน้ำท่วมทั่วทั้งเมืองหล่มสัก ระดับน้ำสูงและไหลแรงมากกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา ไม่สามารถสัญจรได้ ขณะนี้ระดับน้ำยังท่วมสูงอยู่ไม่สามารถสัญจรได้

ด้านนายศรัณยู มีทองคำ ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ ได้ลงตรวจพื้นที่ตั้งแต่ช่วงเมื่อคืนที่ผ่านมาและให้อำเภอหล่มสักและหน่วยงานท้องถิ่นและภาคีเครือข่ายได้เร่งให้ความช่วยเหลือ ทั้งการแจกข้าวกล่อง จัดตั้งศูนย์ตอบโต้ภัยพิบัติ สนับสนุนเรือท้องแบน รถกู้ภัย เครื่องสูบน้ำ และเครื่องจักรกลเข้ารื้อสิ่งกีดขวางทางน้ำ รวมถึงการดูแลรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของผู้ประสบอุทกภัย แจ้งเตือนเฝ้าระวังฝนตกซ้ำในพื้นที่ด้วย


มนสิชา คล้ายแก้ว รายงาน

ไม่ว่านายกฯ จะเป็นใคร ต้องจัดการ “กัมพูชา” ให้ “เบ็ดเสร็จ-เด็ดขาด”!

การเมืองไทยกำลังร้อนแรง พรรคภูมิใจไทยและพรรคเพื่อไทยต่างยอมรับเงื่อนไขของพรรคประชาชนเพื่อให้ได้เก้าอี้นายกรัฐมนตรี แต่ท่ามกลางเกมอำนาจที่ซับซ้อนนั้น มีเงื่อนไขหนึ่งที่สำคัญมาก… เงื่อนไขที่ไม่ใช่เพื่อตัวบุคคลหรือพรรคใด แต่เพื่อ “ประเทศชาติ”

1. เงื่อนไขของคนไทย!ไม่ว่าพรรคประชาชนจะต่อรองกับภูมิใจไทยหรือเพื่อไทยอย่างไร ไม่ว่าใครจะได้เป็นนายกรัฐมนตรี ผมมั่นใจว่าสิ่งสำคัญที่เราต้องการเห็นคือ รัฐบาลใหม่ที่กล้าชน กล้าแก้ และกล้าจัดการปัญหากัมพูชาให้เบ็ดเสร็จเด็ดขาด เนื่องจากตลอดหลายปีที่ผ่านมา เราเผชิญกับปัญหาเหล่านี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า…

(1) พื้นที่ชายแดนไทยถูกกัมพูชาบุกรุก

(2) ชาวกัมพูชาบางส่วนเข้ามาสร้างบ้านเรือนในแผ่นดินไทย

(3) ปัญหาการล้ำแดนและการใช้อำนาจนอกกฎหมายยังคงเกิดขึ้นทุกครั้ง… ไทยกลับถูกมองว่า “อ่อนข้อ” หรือ “ไม่กล้าเอาจริง”

2. เราอยากเห็นอะไรจากรัฐบาลใหม่?

(1) แถลงนโยบายต่อรัฐสภาอย่างชัดเจน เรื่องการปกป้องอธิปไตยไทย และท่าทีต่อกัมพูชา

(2) มีมาตรการเข้มแข็งครอบคลุมทุกมิติ ป้องกันการรุกรานทุกรูปแบบ… ไม่ว่าจะเป็นการวางทุ่นระเบิด การบุกรุกที่ดิน การล้ำแดน หรือการแทรกแซงเชิงเศรษฐกิจ

(3) การขับไล่ผู้บุกรุกออกจากแผ่นดินไทยไปให้หมด โดยไม่ยืดเยื้อ ไม่ละเลย รัฐบาลใหม่ควรมีมาตรการเชิงโครงสร้าง เช่น การสร้างรั้วถาวรตลอดแนว เพื่อป้องกันการบุกรุกซ้ำซาก ไม่ใช่แค่ไล่จับเป็นครั้งคราวแล้วปล่อยให้กลับเข้ามาอีก

(4) ไม่เอื้อประโยชน์ส่วนตน ไม่เล่นเกมผลประโยชน์กับกัมพูชา คิดถึงผลประโยชน์ของประเทศไทยเป็นสำคัญ

3. บทสรุป

รัฐบาลใหม่อาจมีเวลาไม่มาก แต่ทุกนาทีที่ได้บริหารประเทศ ต้องทำให้ประชาชนมั่นใจว่า “ผู้นำไทยและประเทศไทย” มีศักดิ์ศรี และจะไม่ปล่อยให้กัมพูชามารุกรานซ้ำแล้วซ้ำเล่าอีกต่อไป

นี่คือเงื่อนไขที่คนไทยอยากเห็น… ไม่ว่าจะมีเวลาน้อยเพียงใด รัฐบาลใหม่ต้องจัดการปัญหากัมพูชาให้ “เบ็ดเสร็จ-เด็ดขาด”!


ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์
อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และอดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร

แถลงการณ์สำนักพระราชวัง เรื่อง สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ทรงพระประชวร ฉบับที่ ๖

แถลงการณ์สำนักพระราชวัง เรื่อง สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ทรงพระประชวร ฉบับที่ ๖

ตามที่สำนักพระราชวัง ได้มีแถลงการณ์เรื่อง สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ทรงพระประชวร หมดพระสติ ด้วยพระอาการทางพระหทัย และทรงเข้ารับการรักษาพระองค์ที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย มาตั้งแต่วันที่ ๑๕ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๖๕ และแพทย์ผู้ถวายการรักษาได้รายงานว่าทรงมีพระอาการแทรกซ้อนด้วยการติดเชื้อที่รุนแรงในพระกระแสโลหิต ในวันที่ ๙ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๖๘ ความทราบทั่วกันแล้วนั้น

คณะแพทย์ผู้ถวายการรักษา ได้รายงานเพิ่มเติมว่า พระอาการติดเชื้อโดยรวมดีขึ้น ความดันพระโลหิตคงที่ หลังจากได้หยุดถวายพระโอสถกระตุ้นความดันพระโลหิต คณะแพทย์ยังคงถวายพระโอสถปฏิชีวนะเพื่อควบคุมการติดเชื้อและยังต้องถวายเครื่องช่วยการทำงานของพระปัปผาสะ (ปอด)และพระวักกะ (ไต) อย่างต่อเนื่อง คณะแพทย์ยังต้องเฝ้าติดตามพระอาการและถวายการรักษาอย่างใกล้ชิด ทั้งนี้หากพบว่าพระอาการโดยรวมมีการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ จะมีแถลงการณ์ในลำดับถัดไป

จึงประกาศมาให้ทราบโดยทั่วกัน

สำนักพระราชวัง

๓๑ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๖๘

#แถลงการณ์สำนักพระราชวัง


วช. หนุนเปิดพื้นที่แสดงศักยภาพเยาวชนด้าน AI & เทคโนโลยีโดรน ในเวทีแข่งขัน ‘หนูน้อยจ้าวเวหา’ ชิงถ้วยพระราชทานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

วช. หนุนเปิดพื้นที่แสดงศักยภาพเยาวชนด้านAI & เทคโนโลยีโดรน ในเวทีแข่งขัน ‘หนูน้อยจ้าวเวหา’ ชิงถ้วยพระราชทานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รอบคัดเลือก ณ รร.พิบูลมังสาหาร จ.อุบลราชธานี

เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2568 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ร่วมกับ สมาคมกีฬาเครื่องบินจำลองและวิทยุบังคับ และสถานีโทรทัศน์ Thai PBS จัดการแข่งขันเครื่องบินจำลองวิทยุบังคับ รายการ “หนูน้อยจ้าวเวหา” ชิงถ้วยพระราชทานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ประจำปี 2568 รอบคัดเลือกสนามที่ 4 โดย ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (ผอ.วช.) เป็นประธานในพิธี และให้การต้อนรับ โดยนายประพนธ์ โชควิวัฒน์วนิช รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดอุบลราชธานี นายพุฒิเมธ พวงจันทึก ผู้อำนวยการโรงเรียนพิบูลมังสาหาร นายพิศิษฐ์ มิตรเกื้อกูล นายกสมาคมกีฬาเครื่องบินจำลองและวิทยุบังคับ ณ โรงเรียนพิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลราชธานี

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (ผอ.วช.) กล่าวว่า การแข่งขันครั้งนี้ (วช.) และสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส ได้สนับสนุนให้สมาคมกีฬาเครื่องบินจำลองและวิทยุบังคับ และสมาคมเยาวชนนักประดิษฐ์(ประเทศไทย) ดำเนินการจัดกิจกรรม โดยมีเป้าหมายเพื่อพัฒนาทักษะความสามารถของเยาวชนไทย ในทักษะด้านเทคโนโลยีอากาศยาน รวมถึงส่งเสริมการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ สร้างแรงบันดาลใจให้เยาวชนเรียนรู้เทคโนโลยียุคดิจิทัล พร้อมกันนี้ กิจกรรมในครั้งนี้ยังเป็นการฝึกคิดวิเคราะห์ แก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ และเรียนรู้การทำงานเป็นทีม เยาวชนจะได้มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และเพิ่มพูนประสบการณ์จากการแข่งขัน เพื่อฝึกฝนให้เยาวชนมีแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ประดิษฐกรรมและเทคโนโลยีในอนาคต

นายพิศิษฐ์ มิตรเกื้อกูล นายกสมาคมกีฬาเครื่องบินจำลองและวิทยุบังคับ กล่าวว่า สมาคมกีฬาเครื่องบินจำลองและวิทยุบังคับ ขอขอบคุณ (วช.) และะสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส ที่ให้การสนับสนุนการสร้างศักยภาพเยาวชนไทยด้วยปัญญาประดิษฐ์ ส่งเสริมศักยภาพเยาวชนไทยให้เข้าถึงองค์ความรู้และเทคโนโลยีสมัยใหม่ การแข่งขันในครั้งนี้ มุ่งหมายความก้าวหน้าในการพัฒนาเยาวชนด้านการควบคุมและออกแบบอากาศยานไร้คนขับ ทั้งในด้านความแม่นยำ ความเร็ว และการวางแผน สมาคมฯ มีความภาคภูมิใจที่ได้ร่วมสร้างโอกาสทางการเรียนรู้เชิงประยุกต์ให้แก่เยาวชน และหวังว่าองค์ความรู้ที่ได้รับจะสามารถต่อยอด และพัฒนาทักษะสมรรถนะให้กับอนาคตทางการเรียนของเยาวชน

การแข่งขันเครื่องบินจำลองวิทยุบังคับ “หนูน้อยจ้าวเวหา” ชิงถ้วยพระราชทานฯ รอบคัดเลือกสนามที่ 4 ได้ผู้ชนะเลิศใน 3 ประเภทการแข่งขัน ดังนี้

  • ประเภทปีกหมุนประลองปัญญา
    • รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ทีม ดว.โดนเส้น จากโรงเรียนดงหลวงวิทยา
    • รางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ 1 ได้แก่ทีม เกิบคีบ จากโรงเรียนมุกดาวิทยานุกูล
    • รางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ 2 ได้แก่ทีม adamas จากโรงเรียนมุกดาวิทยานุกูล
  • ประเภทยุทธวิธี
    • รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ทีม gifted KC ทีมนี้พี่ขอ จากโรงเรียนคำเขื่อนแก้วชนูปถัมภ์
    • รางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ 1 ได้แก่ทีม เรณูนคร จากโรงเรียนเรณูนครวิทยานุกูล
    • รางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ 2 ได้แก่ทีม มุกดาวิทยานุกูล03 จากโรงเรียนมุกดาวิทยานุกูล
  • ประเภทปีกหมุนประลองทักษะ
    • รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ทีม ป๋อปาเป้า จากโรงเรียนวารินชำราบ
    • รางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ 1 ได้แก่ทีม sky view จากโรงเรียนอัสสัมชัญนครรราชสีมา
    • รางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ 2 ได้แก่ทีม NongNao จากโรงเรียนบ้านหนองหนาว

ทั้งนี้ การแข่งขันเครื่องบินจำลองวิทยุบังคับ รายการ ‘หนูน้อยจ้าวเวหา’ เป็นเวทีที่เปิดโอกาสให้นักเรียนและนักศึกษาได้แสดงออกถึงศักยภาพและทักษะด้านเทคโนโลยี พร้อมทั้งกระตุ้นการเรียนรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรม และ คณิตศาสตร์ ผ่านกิจกรรมการแข่งขันที่สนุกสนานและท้าทาย โดยเยาวชนจะได้พัฒนาทักษะการคิดอย่างเป็นระบบ การแก้ปัญหา และการทำงานร่วมกันเป็นทีมอย่างมีประสิทธิภาพ


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

ศูนย์บรรเทาสาธารณภัยมทบ.35 จัดกำลังพล ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยภัย ที่ได้รับผลกระทบจาก พายุหนองฟ้า พื้นที่ อ.ทองแสนขัน จ.อุตรดิตถ์

ศูนย์บรรเทาสาธารณภัยมณฑลทหารบกที่ 35 จัดกำลังพล ลงพื้นที่ ช่วยเหลือประชาชน ผู้ประสบอุทกภัยภัย ที่ได้รับผลกระทบจาก พายุหนองฟ้า พื้นที่ อ.ทองแสนขัน จ.อุตรดิตถ์

น้ำป่าหลากเข้าท่วม อ.ทองแสนขัน จ.อุตรดิตถ์ หลังฝนตกหนักจากอิทธิพลของพายุหนองฟ้า หน่วยงานปกครอง ทหาร เร่งเข้าช่วยเหลือประชน จากอิทธิพลของพายุ “หนองฟ้า” ส่งผลให้เกิดฝนตกหนักในพื้นที่อำเภอทองแสนขัน จังหวัดอุตรดิตถ์ โดยปริมาณน้ำฝนสะสมวัดได้สูงสุดถึง 100 มิลลิเมตร ที่สถานีวัดระดับน้ำฝน หมู่ที่ 8 ตำบลผักขวง อำเภอทองแสนขัน ส่งผลให้เกิดน้ำป่าจากลำห้วยแมงไหลหลากเข้าท่วมพื้นที่ใจกลางอำเภอ บางจุดมีน้ำท่วมสูง

ขณะเดียวกัน อ่างเก็บน้ำคลองตรอน มีระดับน้ำอยู่ที่ 195.22 เมตร ระดับทะเลปานกลาง ปริมาณน้ำรวม 60.80 ล้านลูกบาศก์เมตร เกินความจุของอ่าง ทำให้ต้องเร่งระบายน้ำผ่านสปิลเวย์กว่า 18 ล้านลูกบาศก์เมตร ส่งผลให้มวลน้ำไหลเข้าท่วมพื้นที่ลุ่มต่ำและบ้านเรือนประชาชนในหมู่ 1, หมู่ 2 และหมู่ 12 ตำบลบ่อทอง อำเภอทองแสนขัน ประชาชนต้องเร่งขนย้ายสิ่งของมีค่า ผู้ป่วยติดเตียง ผู้สูงอายุ เด็กเล็ก รวมถึงสัตว์เลี้ยงไปยังพื้นที่ปลอดภัย

ด้าน พลตรี สุขาติ พุ่มสุวรรณ ในฐานะ ผู้อำนวยการศูนย์บรรเทาสาธารณภัยเบื้องต้นทหารบกที่ 35 จัดกำลังพลชุดปฏิบัติการบรรเทาสาธารณภัยและจิตอาสาภัยพิบัติ ลงพื้นที่เพื่อให้การช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบอย่างเร่งด่วน ทั้งในด้านการอพยพ การขนย้ายสิ่งของ และการจัดหาพื้นที่พักพิงชั่วคราว โดยยืนยันจะปฏิบัติภารกิจในพื้นที่จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย ซึ่งปัจจุบันเจ้าหน้าที่ทุกหน่วยงานยังคงติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด และเร่งให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ พลตรี สุชาติ พุ่มสุวรรณ ผู้อำนวยการ ศูนย์บรรเทาสาธารณภัยมณฑลทหารบกที่ 35 มอบหมายให้ พันเอก สุรวุฒิ เอื้อคณิต ผู้อำนวยการโรงพยาบาลค่ายพิชัยดาบหัก จัดกำลังพล ลงพื้นที่ช่วยเหลือประชาชน ผู้ประสบอุทกภัยภัย ที่ได้รับผลกระทบจาก พายุหนองฟ้า ณ พื้นที่ อ.ทองแสนขัน โดย มวลน้ำได้เอ่อท่วมมาจาก คลองตรอน เข้าท่วมบ้านเรือนประชาชน หมู่ 1, หมู่ 2, หมู่ 12 ตำบลบ่อทอง อำเภอทองแสนขัน จังหวัดอุตรดิตถ์ โดย ได้ขนย้ายสิ่งของมีค่า ขึ้นที่สูง อพยพ ผู้ป่วยเปราะบาง สัตว์เลี้ยง ไปยังพื้นที่ปลอดภัย

และเมื่อเวลา 17.30 น. พลตรี สุชาติ พุ่มสุวรรณ ผู้อำนวยการศูนย์บรรเทาสาธารณภัยมณฑลทหารบกที่ 35 พร้อมด้วย พันเอก สุรวุฒิ เอื้อคณิต ผู้อำนวยการโรงพยาบาลค่ายพิชัยดาบหัก ลงพื้นที่ พร้อมชุดกูภัยทางน้ำ พื้นที่ หมู่ 1, หมู่ 2, หมู่ 12 ตำบลบ่อทอง อำเภอทองแสนขัน จังหวัดอุตรดิตถ์ เพื่อร่วมวางแผนบริหารจัดการ อพยพเคลื่อนย้ายประชาชน และส่งอาหารให้แก่ผู้ประสบอุทกภัย ในพื้นที่ และคาดว่าในเวลา 22.00 น. จะมีฝนตกและมวลน้ำมาเพิ่มเติม จึง ให้กำลังพลเฝ้าระวังคอยช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่


นที มีเดช รายงาน

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง กทม. ร่วมกับพ่อค้าน่านโรงเรียนซินจง มอบเครื่องอุปโภคบริโภคให้ผู้ประสบอุทกภัยจากพายุ วิภา 2 พันชุด

น่าน – มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง กทม ร่วมกับพ่อค้าน่านโรงเรียนซินจง มอบเครื่องอุปโภคบริโภคให้ผู้ประสบอุทกภัยจากพายุ วิภา 2 พันชุด

“มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง กทม” ร่วมกับพ่อค้าน่านโรงเรียนซินจง มอบเครื่องอุปโภคบริโภคให้ผู้ประสบอุทกภัยจากพายุ “วิภา” ในเขตเทศบาลเมืองน่าน 2 พันชุด 6 ชุมชน โครงการฟื้นฟูเยียวยาหลังน้ำลด ที่โรงเรียนซินจง อำเภอเมืองน่าน จังหวัดน่าน ระหว่างวันที่ 30 – 31 สิงหาคม 2568 (“มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง กทม” นำเครื่องอุปโภคบริโภคให้ผู้ประสบอุทกภัยจากพายุ “วิภา” 4 จังหวัด น่าน, เชียงราย, พะเยา และสุโขทัย จังหวัดละ 2 พันชุด รวม 8 พันชุด มูลค่า 3,060,000 บาท)

30-31 สิงหาคม 68 ที่โรงเรียนซินจง อำเภอเมืองน่าน จังหวัดน่าน นายชุมพล บุญภักดี ผู้ช่วยหัวหน้าแผนกสาธารณภัย “มูลนิธิปอเต็กตึ๊ง กทม” พร้อมทีมงาน เจ้าหน้าที่แผนกสาธารณภัย แผนกอาสาสมัคร และแผนกบรรเทาสาธารณภัย นำเครื่องอุปโภคบริโภคมอบให้ผู้ประสบอุทกภัยน้ำท่วมจากพายุ “วิภา” ในเขตเทศบาลเมืองน่าน 6 ชุมชน 2 พันชุด เพื่อช่วยเหลือฟื้นฟูเยียวหลังน้ำลด โดยนายสุรพล เธียรสูตร นายกเทศมนตรีเมืองน่านกล่าวต้อนรับ พร้อมด้วย นายอุดม เกสโรทยาน ผู้รับใบอนุญาตโรงเรียนซินจง นายวิทยา จงประสาธน์สุข ประธานชมรมพ่อค้าน่าน คณะกรรมการชมรมพ่อค้าน่าน ให้การต้อนรับ คณะ “มูลนิธิปอเต็กตึ๊ง กทม” นำเครื่องอุปโภคบริโภคมอบให้ผู้ประสบอุทกภัยน้ำท่วมจากพายุ “วิภา” ในเขตเทศบาลเมืองน่าน วันเสาร์ 30 ส.ค. 1,000 ชุด และวันอาทิตย์ 31 ส.ค. 1,000 ชุด ซึ่งอาจไม่ครบทุกชมชน ต้องขออภัย หากมีเพิ่มเติมก็จะแจ้งอีกครั้ง

นายอุดม เกสโรทยาน ผู้รับใบอนุญาตโรงเรียนซินจง น่าน กล่าวว่า “มูลนิธิป่อเต็กติ๊ง กรุง เทพ” ได้นำเครื่องบริโภคอุปโภค 2 พันชุด มามอบให้ 6 ชุมชนในเขตเทศบาลเมืองน่าน ที่ได้รับความเดือดร้อนประสบภัยน้ำท่วมครั้งใหญ่ในรอบ 200 ปี จากพายุ “วิภา” 22 -25 ก.ค.68 ที่ผ่านมา มีประชาชนได้รับความเดือดร้อนกว่า 6 พัน ครอบครัว แต่ในรอบนี้ได้คัดเลือกชุมชนที่ได้รับผลกระทบหนัก 6 ชุมชน

  • วันที่ 30 สิงหาคม 2568 มอบให้ 3 ชุมชน ชุมชนบ้านหัวเวียงใต้ ชุมชนบ้านฟ้าใหม่ และชุม ชนบ้านสวนหอม 1 พันชุด
  • วันที่ 31 สิงหาคม 2568 มอบให้ 3 ชุมชน บ้านดอนศรีเสริมกสิกร ชุมชนบ้านมงคล และชุมชนช้างค้ำ 1 พันชุด เป็นการเยียวยาหลังจากได้รับความเสียหายจากภัยน้ำท่วม

นายชุมพล บุญภักดี ผู้ช่วยหัวหน้าแผนกสาธารณภัย มูลนิธิปอเต็กตึ๊ง กทม.กล่าวว่า จากเหตุการณ พายุ “วิภา” ที่ผ่านมาทำให้พี่น้องประชาชนบ้านเรือนที่อยู่อาศัยทรัพย์สิน จังหวัดน่าน พะเยา เชียงราย และสุโขทัย ถูกน้ำท่วมทรัพย์สินหาย เมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมา “ป่อเต็กตึ๊ง “ นำทีมงาน เจ้าหน้าที่แผนกสาธารณภัย แผนกอาสาสมัคร และแผนกบรรเทาสาธารณภัย ลงพื้นที่ อำเภอแม่สาย และ อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย นำเครื่องอุปโภคบริโภคช่วยเหลือพ่อแม่พี่น้องที่ได้รับความเสียหาย 2 พันชุด ที่จังหวัดพะเยา 2 พันชุด และได้เดินทางมาแจกให้พ่อแม่พี่น้องจังหวัดน่าน ตั้งแต่เมื่อวานเย็นวันเสาร์ที่ 30 ส.ค.68 จำนวน 1 พันชุด 3 ชุมชน ชุมชนบ้านหัวเวียงใต้ และวันนี้ วันอาทิตย์ที่ 31 ส.ค.68 อีก 3 ชุมชน บ้านดอนศรีเสริมกสิกร บ้านมงคล และบ้านช้างค้ำ เสร็จจากภารกิจที่จังหวัดน่าน นำทีมไปมอบของให้พี่น้องประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากอุทกภัยน้ำท่วมที่ จังหวัดสุโขทัย อีก 2 พันชุด รวมสิ่ง ของเครื่องอุปโภคบริโภคที่ “มูลนิธิป่อเต็กติ๊ง กรุงเทพ” นำมาช่วยเหลือพ่อแม่พี่น้องที่ประภัยจากพายุ “วิภา” สี่จังหวัด รวม 8,000 ชุด มูลค่า 3 ล้านหกหมื่นบาท

สิ่งของที่นำมามอบให้พี่น้องชาวจังหวัดน่านในครั้งนี้เพื่อเป็นกำลังใจให้พี่น้องชาวเมืองน่านได้สู้ต่อไป ไม่ว่าเหตุการณ์อะไรจะเกิดขึ้น ถ้าหากมีเรื่องที่ได้รับความเดือดร้อนสามารถติดต่อ “มูลนิธิป่อเต็กติ๊ง กรุงเทพ” สายด่วน 1418 จะส่งทีมมาสำรวจและให้ความช่วยเหลือต่อไป แต่ก็ขอภาวนาอย่าให้มีเหตุการณ์ เพราะพี่น้องจังหวัดภาคเหนือ บอบช้ำมาแยะแล้ว ขอให้ทุกคนมีสุขภาพแข็งแรงมีจิตใจที่ดีขึ้นชอบคุณมากครับ


จ.ส.อ.สันติไฌญ จารุพิพัฒน์บุตร NATION TV-NAN

ฮ.มท.2 ลงจอดฉุกเฉิน ที่ปาย

เกิดเหตุ ฮ. มท.2 ลงจอดฉุกเฉินที่.ปาย จอด. แม่ฮ่องสอน หลังประสบปัญหาฝนตกอย่างหนัก กระทบต่อการบิน ล่าสุดนอนพักที่ อ. ปาย 1 คืน

วันนี้ (31 ส.ค. 68) เวลา 13.00 น. นางสาวธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ลงพื้นที่ตรวจติดตามสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ โดยมี นายทศพล เผื่อนอุดม ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย นายศิวกร บัวป้อง รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่, นายจำนง สวัสดิ์วงศ์ ผอ.ศูนย์อำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย, นายดุสิต พงศาพิพัฒน์ หัวหน้าสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเชียงใหม่, นายเกรียงศักดิ์ บุญตาปวน นายอำเภอแม่แจ่ม, นางสาวศรีโสภา โกฏคำลือ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ พร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมลงพื้นที่

ในจุดแรก นางสาวธีรรัตน์ และคณะ ตรวจเยี่ยมศูนย์พักพิงชั่วคราวช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย อบต.แม่ศึก ซึ่งตั้งอยู่ที่อาคารเรียนของโรงเรียนปางอุ๋ง ต.แม่ศึก อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ ซึ่งมีประชาชนพักอาศัย จำนวน 137 คน พร้อมมอบถุงยังชีพให้กับประชาชนที่พักอาศัยในศูนย์พักพิง โดยศูนย์แห่งนี้ นายอำเภอแม่แจ่มได้บูรณาการสรรพกำลังทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดเชียงใหม่ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่ และภาคีเครือข่ายอาสาสมัครทุกภาคส่วน ร่วมดูแลช่วยเหลือประชาชน โดยมีองค์การบริหารส่วนตำบลแม่ศึก รับผิดชอบการบริหารจัดการศูนย์พักพิงชั่วคราว โดยในระหว่างการตรวจเยี่ยม นางสาวธีรรัตน์ได้ประสานไปยังนายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เพื่อขอรับการสนับสนุนบุคลากรเพิ่มเติมด้วย

จากนั้น เดินทางต่อไปยังบริเวณจุดเกิดเหตุดินสไลด์หลังฝนตกหนักต่อเนื่องในพื้นที่หมู่บ้านปางอุ๋ง จ.เชียงใหม่ มีบ้านเรือนได้รับความเสียหายอย่างหนัก ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตและผู้ได้รับบาดเจ็บ ซึ่ง นางสาวธีรรัตน์ ได้มอบเงินช่วยเหลือค่าจัดการศพแก่ครอบครัวผู้เสียชีวิต รายละ 29,700 บาท ตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ขณะที่ในบริเวณที่เกิดเหตุมีกำลัง อส. 500 นาย และ ชรบ. 200 นาย รวมถึง จนท.กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช สนับสนุนภารกิจรื้อถอนท่อนไม้และอาคารที่พังเสียหาย แล้วเดินทางต่อไปยังบริเวณที่ตั้งทีมค้นหาผู้สูญหาย (USAR) ของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเพื่อให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ที่กำลังอยู่ระหว่างภารกิจค้นหาผู้สูญหาย

น.ส.ธีรรัตน์ กล่าวว่า จากสถานการณ์ที่เกิดเหตุดินสไลด์และอุทกภัยที่บ้านปางอุ๋ง อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ เมื่อวันพุธที่ 27 ส.ค. 68 ที่ผ่านมา กระทรวงมหาดไทยและรัฐบาลได้ติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่องและใกล้ชิด ซึ่งในขณะนี้ในพื้นที่ยังต้องเร่งทำงาน โดยได้มีการส่งเครื่องจักรกลที่จำเป็นลงไปในพื้นที่อยู่แล้ว ซึ่งผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย รองผู้ว่าฯ เชียงใหม่ ปภ.จังหวัด กรมการปกครอง ได้เสริมกำลัง อส. 500 นายจาก 19 จังหวัด และ จ.เชียงใหม่ ชรบ. 200 นาย และอปพร. รวมถึงอาสาสมัครต่าง ๆ จากทั่วประเทศที่จะเข้ามาเพื่อที่จะเร่งเคลียร์พื้นที่และสำรวจความเสียหาย

“วันนี้ได้ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ความสูญเสียที่บ้านปางอุ๋ง อำเภอแม่แจ่ม เพื่อประเมินสภาพความเสียหายที่เกิดขึ้น พร้อมทั้งได้กล่าวให้กำลังใจแก่พี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบ รวมถึงครอบครัวผู้เสียชีวิตและผู้ได้รับบาดเจ็บ ตลอดจนผู้ที่พักอาศัยอยู่ในศูนย์พักพิงชั่วคราวที่ได้จัดเตรียมไว้ในพื้นที่ นอกจากนี้ยังได้ตรวจสอบความพร้อมเพียงพอและพร้อมของเครื่องมือ อุปกรณ์ และกำลังเจ้าหน้าที่ เพื่อให้การช่วยเหลือประชาชนสามารถดำเนินการได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ” น.ส.ธีรรัตน์ กล่าว

น.ส.ธีรรัตน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า การลงพื้นที่วันนี้ได้พบว่ามีหลายหน่วยงานที่ได้เข้ามาช่วยเหลือร่วมทำงานแบบบูรณาการทั้งในส่วนของกระทรวงมหาดไทย พม. ที่ได้พูดคุยกับพี่น้องประชา ชน สาธารณสุขในการช่วยเหลือผู้ที่ได้รับบาดเจ็บ อีกทั้งในส่วนของกระทรวงทรัพยากร ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นำจนท.ลงมาช่วยเหลือด้วย เพราะตรงนี้เป็นพื้นที่ของกรมอุทยานฯ ซึ่งจะได้หาที่พักที่ปลอดภัยให้กับผู้ที่ได้รับผลกระทบต่อไปโดยจะดำเนินการให้รวดเร็วที่สุด เพื่อที่จะให้พี่น้องประชาชนเกิดความอุ่นใจว่ามีเจ้าหน้าที่เข้ามาช่วยเหลือเต็มกำลัง

ซึ่งเมื่อวานนี้กรมชลประทานได้เข้ามาดูในเรื่องของการปรับพื้นที่ให้มีความมั่นคงแข็งแรงก่อนในจุดที่เป็นแนวรับน้ำหรือพื้นที่ที่มีความเสี่ยงว่าอาจจะเกิดดินโคลนถล่มและการสไลด์ของดินอีก โดยจะทำให้มีความแข็งแรงขึ้น หลังจากนั้นจะได้ดูว่าพื้นที่ไหนที่จะสามารถตั้งที่อยู่อาศัยให้ผู้ที่บ้านได้รับความเสียหาย ซึ่งอาจจะไม่ใช่ที่บริเวณนี้ เพราะว่าหลาย ๆ ครอบ ครัวได้แจ้งว่ายินดีที่จะย้ายออกจากบริเวณพื้นที่เดิม โดยที่ไม่อยากให้ห่างไกลจากญาติพี่น้องของเขาหรือที่ที่จะต้องทำนา ทำสวน ทำไร่ แต่ก็ต้องเป็นพื้นที่ที่ปลอดภัยไม่เกิดเหตุ การณ์ซ้ำแบบนี้อีก

หลังจากนั้นเวลา16.00 น. นั้นคณะ มท.2 ได้เดินทางกลับสู่ เชียงใหม่ แต่จากสภาพอากาศที่มีฝนตกอย่างหนัก ทำให้นักบินเปลี่ยนเส้นทางบินมาทางอำเภอปาย เพื่อเดินทางต่อไปยังเชียงใหม่ แต่เมื่อถึงปาย ยังคงมีฝนตกลงมาอย่างหนักไม่สามารถเดินไปเชียงใหม่ได้ จึงเปลี่ยนแผนนอนพักที่ อ. 1 คืน และลงจอดที่ สนามบินปาย



ภานุเดช ไชยสกูล / แม่ฮ่องสอน

รวมใจเกือบ 1,000 ดวง ร่วมงานเดิน-วิ่งการกุศล 100 ปี บ้านป่องนัก ค่ายสุรศักดิ์มนตรี จ.ลำปาง

รวมใจเกือบ 1,000 ดวง ร่วมงานเดิน-วิ่งการกุศล 100 ปีบ้านป่องนัก ค่ายสุรศักดิ์มน ตรี จังหวัดลำปาง

เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2568 เวลา 06.00 น. พลตรี วิชาญ ศรีภัทรางกูร ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 32 พร้อมด้วย คุณศิริรัตน์ ศรีภัทรางกูร ประธานสมาคมแม่บ้านทหารบก สาขามณฑลทหารบกที่ 32 เป็นประธานเปิดงาน “เดิน-วิ่ง การกุศล 100 ปีบ้านป่องนัก” ณ บริเวณบ้านป่องนัก มณฑลทหารบกที่ 32 อำเภอเมืองลำปาง จังหวัดลำปาง โดยจัดขึ้นเป็นครั้งแรกในสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ ทั้งยังเป็นการร่วมเฉลิมฉลองครบรอบ 100 ปีบ้านป่องนัก ซึ่งจัดสร้างเมื่อปี 2468 เพื่อใช้เป็นพลับพลาที่ประทับพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 และ สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี และต่อมาในปี 2501 ใช้เป็นพลับพลาที่ประทับของ รัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง อีกครั้งหนึ่ง

ในการนี้มีคณะผู้บังคับบัญชา, รองประธานสมาคมแม่บ้านและสมาชิก, ผู้บังคับหน่วยทหารในพื้นที่, ส่วนราชการ กำลังพลและครอบครัว ที่สำคัญคือนักวิ่งทั้งในและนอกพื้นที่ นักเรียนนักศึกษา เข้าร่วมกิจกรรมร่วมๆ 1000 คน ท่ามกลางบรรยากาศสายฝนโปรยปราย แต่ยังเต็มเปี่ยมด้วยรอยยิ้ม มิตรภาพอันอบอุ่น และสุขภาพทึ่แข็งแรง

สำหรับผลการแข่งขันได้แก่

  • ระยะ FUNRUN (5KM)
    • Over all ชาย
      • ชนะเลิศได้แก่ คุณจิรายุ คำพรม (Low cost)
      • รองชนะเลิศอันดับ 1 คุณสหรัถ ลีลายุทธ (อัสสัมชัญ)
      • รองชนะเลิศอันดับ 2 คุณคชสาร ตัวคะกุตติยา (อิสระ)
    • Over all หญิง
      • ชนะเลิศได้แก่ คุณบงกชรัตน์ การินทร์ (Low cost)
      • รองชนะเลิศอันดับ 1 คุณวราภรณ์ วงค์ชัย (วิ่งลืมแก่)
      • รองขนะเลิศอันดับ 2 คุณธัญรดี วังกาวี (รพ.ค่ายสุรศักดิ์มนตรี)
  • ระยะ MINI MARATHON (10KM)
    • รุ่นต่ำกว่า 30 ปี ชาย
      • ชนะเลิศได้แก่ คุณณัฐภัทร จงวัฒนไพศาล (อิสระ)
      • รองชนะเลิศอันดับ 1 คุณพศิน ตั้งสูงสว่าง (อิสระ)
      • รองชนะเลิศอันดับ 2 คุณเสกสรร จันทร์ตาใหม่ (เทคนิคลำปาง)
    • รุ่นต่ำกว่า 30 ปี หญิง
      • ชนะเลิศได้แก่ คุณวรดา เตจะน้อย (อิสระ)
      • รองชนะเลิศอันดับ 1 คุณกวินทิพย์ หอมแก่นจันทร์ (อิสระ)
      • รองชนะเลิศอันดับ 2 สิบเอกหญิงกนกวรรณ โสจันทร์ (ค่ายสุรศักดิ์มนตรี)
    • รุ่น 30-60 ปี ชาย
      • ชนะเลิศได้แก่ คุณเฉลิมศักดิ์ ศรีชมพู (อิสระ)
      • รองชนะเลิศอันดับ 1 คุณสงศักดิ์ วงค์เรียน (อิสระ)
      • รองชนะเลิศอันดับ 2 จ่าสิบเอกคณิณ อัศวปรมิตชัย (ค่ายสุรศักดิ์มนตรี)
    • รุ่น 30-60 ปี หญิง
      • ชนะเลิศได้แก่ คุณรัชนี มโนเปีย (Pony team)
      • รองชนะเลิศอันดับ 1 คุณพัชรินทร์ ปินตา (เสริมงาน)
      • รองชนะเลิศอันดับ 2 คุณเกศรา เครือบุญมา (รพ.ลำปาง)
    • รุ่น 60 ปีขึ้นไป ชาย
      • ชนะเลิศได้แก่ คุณธวัสญา ประพฤติญานนท์ (อิสระ)
      • รองชนะเลิศอันดับ 1 คุณบรรจง สลีวงศ์ (เถินรันเนอร์)
      • รองชนะเลิศอันดับ 2 ร้อยเอกสาธิต ธรรมสภาพรสิริ (อิสระ)
    • รุ่น 60 ปีขึ้นไป หญิง
      • ชนะเลิศได้แก่ คุณนันทนิจ สำราญใจ (อิสระ)
      • รองชนะเลิศอันดับ 1 คุณผุสดี คำผาด (อิสระ)
      • รองชนะเลิศอันดับ 2 คุณสุเนตร ไชยสาร (อิสระ)

ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 32 ได้แสดงความขอบคุณนักกีฬา และทุกส่วนเกี่ยวข้อง ที่ได้ร่วมใจจัดกิจกรรมเพื่อเป็นการแสดงออกถึงความสุขและภาคภูมิใจที่คนรุ่นหลังได้มีส่วนร่วมรำลึกประวัติศาสตร์ 100 ปีบ้านป่องนักในครั้งนี้ ที่สะท้อนให้เห็นถึงความสัมพันธ์และเกี่ยวเนื่องระหว่างสถาบันและพี่น้องประชาชนที่ไม่เคยแยกจากกันได้เลย ทัังนี้พร้อมส่งต่อความภาคภูมิใจนี้ให้กับชาวไทยและชาวจังหวัดลำปางต่อไป


นที มีเดช รายงาน

จับวัยรุ่นไทใหญ่เลือดร้อน ดำเนินคดีอย่างเด็ดขาด

วัยรุ่นไทใหญ่ ก่อเหตุใช้อาวุธมีดไล่ฟัน กลุ่มนักศึกษาบริเวณสะพานจันทร์สม ตลาดวโรรส (กาดหลวง) มี นศ.ได้รับบาดเจ็บ

เหตุเกิดเมื่อวันที่ 29 ส.ค.68 เวลาประมาณ 03.20 น. ได้รับแจ้งจากทางศูนย์วิทยุ 191 มีเหตุทะเลาะวิวาท บริเวณ สะพานจันทร์สม หน้าตลาดวโรรส ต.ช้างม่อย อ.เมือง จ.เชียงใหม่ หลังเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่สายตรวจและชุดสืบสวนลงพื้นที่ตรวจสอบ พบ ผู้เสียหายชื่อ นายสุติธิปัญญ์ จีระสุพงศ์ อายุ 19 ปี พร้อมพวกรวม 6 คน ซึ่งตนได้รับบาดเจ็บ มีแผลถูกมีดฟันบริเวณด้านข้างลำตัว ลักษณะรอยถลอก ไม่ได้รับอันตรายสาหัส

ผู้เสียหายได้แจ้งว่า ถูกกลุ่มวัยรุ่นชาวไทใหญ่จำนวน 6 คน ได้เดินมาจากทางตลาดวโรรส และจากนั้นได้ถือมีดดาบวิ่งไล่ฟันตนพร้อมพวก และได้วิ่งหนีกันไปทางตลาดวโรรส ซึ่งตนได้ยืนยันว่ามิได้รู้จักหรือมีปัญหากับกลุ่มวัยรุ่นกลุ่มนี้มาก่อน จากนั้นได้เข้าแจ้งความกับพนัก งานสอบสวนและทำการรักษาบาดแผล

พล.ต.ท.กฤตธาพล ยี่สาคร ผบช.ภ.5 และ พล.ต.ต.ยุทธนา แก่นจันทร์ ผบก.ภ.จว.เชียงใหม่ รับรายงานถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ได้สั่งการให้เร่งรัดติดตามจับกุมกลุ่มผู้ก่อเหตุ เนื่องจากเป็นเหตุการณ์ที่สร้างความหวาดกลัวกับพี่น้องประชาชนและนักท่องเที่ยว สร้างความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของเมืองท่องเที่ยวของจังหวัดเชียงใหม่ พ.ต.อ.ปรัชญา ทิศลา ผกก.สภ.เมืองเชียงใหม่ , พ.ต.ท.ชุวาพล ชัยสาร รอง ผกก.สส.ฯ, พ.ต.ต. นศักดิ์ พักตร์ผ่องศรี สว.สส.ฯ, พ.ต.ต.วุฒิ ไกรทาหอม สว.สส.ฯ และชุดสืบสวน สภ. เมืองเชียงใหม่ ลงพื้นที่ตรวจสอบที่เกิดเหตุ และทำการติดตามตัวคนร้ายมาดำเนินคดีตามกฎหมาย

หลังจากชุดสืบสวน สภ.เมืองเชียงใหม่ได้ทำการติดตามเส้นทางหลบหนี และจากการสอบ ถามพยานโดยรอบ จนสามารถพิสูจน์ทราบตัวบุคคลได้ทั้งหมด 6 คน และสามารภจับกุมได้เเล้ว จำนวน 5 คน ดังนี้

1.นายจายอ่องเงิน อายุ 20 ปี สัญชาติเมียนมาร์
2.นายไซนัมเค อายุ 19 ปี สัญชาติเมียนมาร์
3.นายจายโท้ อายุ 19 ปี สัญชาติเมียนมาร์
4.นายหาร อายุ 20 ปี สัญชาติเมียนมาร์
5.นายเจงหาร หรือจอมแสง อายุ19ปี สัญชาติเมินมาร์
6.นายจอมใหม่ความมะ(หลบหนี) หรือดำอายุ 22 ปี สัญชาติเมียนมาร์

พร้อมด้วยของกลางที่ใช้ก่อเหตุ คือ อาวุธมีด 1 เล่ม, รถจักรยานยนต์ยี่ห้อ ฮอนด้ารุ่นPCX
สีดำป้ายทะเบียน 3กด 2717 ชม จำนวน 1 คัน, รถจักรยานยนต์ยี่ห้อ ฮอนด้ารุ่นPCX สีเทา ไม่มีป้ายทะเบียนจำนวน1คัน, เสื้อผ้าที่ผู้ก่อเหตุสวมใส่

ในส่วนคนที่ 6 อยู่ระหว่างการติดตามตัวและรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อขออนุมัติหมายจับศาลจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อนำตัวมาดำเนินคดีให้เร็วที่สุด

พ.ต.อ.ปรัชญา ทิศลา ผกก.สภ.เมืองเชียงใหม่ ได้สอบถามผู้ก่อเหตุทั้ง 5 คน ให้การรับสารภาพว่า ในคืนที่ก่อนพวกตนไปก่อเหตุ ได้กินเลี้ยงสังสรรค์ และเกิดอาการเมา จึงเกิดอารมณ์คึกคะนอง ได้พากันขี่รถจักรยานยนต์ออกมายังบริเวณสะพานจันทร์สม เพื่อที่จะเดินเล่น จนกระทั่งมาพบกับกลุ่มผู้เสียหายที่เป็นนักศึกษา มีด้วยกัน 6 คน ตนจึงคิดว่ากลุ่มนักศึกษาจะมาหาเรื่องตนกับพวก จึงได้ทำการดึงมีดดาบที่ติดตัวมาด้วย วิ่งไล่เข้าฟัน จนผู้เสียหายและพวกหนีไปยังตลาดวโรรส จนทำให้ผู้เสียหาย 1 ใน กลุ่มนักศึกษา ได้รับบาดเจ็บบริเวณด้านข้างลำตัว จากนั้นตนและพวกได้พากันหลบหนีไป ส่วนแรงจูงใจที่ก่อเหตุในครั้งนี้เกิดจากความเมา และคึกคะนอง

เบื้องต้นได้แจ้งข้อหาแก่ผู้ก่อเหตุ ในข้อหา 1.ร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ, 2.พกพาอาวุธมีดไปในเมืองหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุอันควร” ควบคุมตัวทั้งหมดนำส่งพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดี ต่อไป


นที มีเดช รายงาน