ประเสริฐ เปิดงานเทกระจาด อ.สีคิ้ว โคราช

เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2568 เวลา 9.30 น. ณ อำเภอสีคิ้ว จ.นครราชสีมา นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เปิดงานเทกระจาดประจำปี 2568 ณ อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา โดยมี นายพัชร จันทรรวงทอง สส. อ.สีคิ้ว เขต 12 จังหวัดนครราชสีมา, นายสานิตย์ สินทวี นายอำเภอสีคิ้ว, ผู้กำกับ สภ. สีคิ้ว และคณะกรรมการศาลเจ้าพ่อเจ้าพระยาสีคิ้วชุดที่ 5 ร่วมกัน จัดงานในครั้งนี้

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ประชาชนในเขตพื้นที่อำเภอสีคิ้ว มีเด็กและผู้สูงอายุผู้พิการเข้ารับข้าวสารพร้อมกับของแจก และประชาชนอีกประมาณ 5,000 ชีวิต ที่เดินทางมาร่วมในงานเทกระจาดในครั้งนี้เป็นงานประจำปีของมูลนิธิสีคิ้ว ผมในฐานะที่เป็นตัวแทนของประชาชน ขอให้กำลังใจพี่น้องทุกคน ในปี 2568 และปีต่อๆ ไป อ.สีคิ้ว ของเราจะมีการเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง วันนี่มีพี่น้องมาร่วมงานประมาณ 5,000 คน มาแจกข้าว สารอาหารแห้ง ประชาชน ถือว่าเป็นการแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายแก่พี่น้องประชาชน โดยได้รับความร่วมมือจากทุกองค์กร ได้มีส่วนร่วมสนับสนุน ข้าวสาร อาหารแห้ง


ภาพ/ต้อม โรงบิน
ข่าว/กันตินันท์ เรืองประโคน

ทีมนักกีฬาสตช. คว้าชัยการจัดแข่งขันกีฬารักบี้ฟุตบอลประเพณีระหว่างตำรวจไทย – มาเลเซีย ชิงถ้วยรุจิรวงศ์ ครั้งที่ 36

ทีมนักกีฬาสำนักงานตำรวจแห่งชาติของไทย คว้าชัยการจัดแข่งขันกีฬารักบี้ฟุต บอลประเพณีระหว่างตำรวจไทย – มาเลเซีย ชิงถ้วยรุจิรวงศ์ ครั้งที่ 36

วันนี้ (5 กันยายน 2568) พล.ต.อ.กรไชย คล้ายคลึง รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะประธานคณะทำงานการจัดการแข่งขันกีฬารักบี้ฟุตบอลประเพณีระหว่างตำรวจไทยและตำรวจมาเลเซีย เปิดเผยว่า ในปีนี้สำนักงานตำรวจแห่งชาติของไทยเป็นเจ้าภาพการแข่งขันกีฬารักบี้ฟุตบอลประเพณีระหว่างตำรวจไทยและตำรวจมาเลเซีย ชิงถ้วยรุจิรวงศ์ ครั้งที่ 36 ประจำปี 2568 ระหว่างวันที่ 3 – 6 กันยายน 2568 โดยมีการแข่งขันจริงเมื่อวันที่ 4 กันยายน 2568 ที่ผ่านมา ณ สนามกีฬารักบี้ฟุตบอล โรงเรียนปริ้นส์รอยแยลส์วิทยาลัย อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่

โดยมีผู้บังคับบัญชาระดับสูงของตำรวจมาเลเซีย, พล.ต.อ.อัคราเดช พิมลศรี ที่ปรึกษาพิเศษสำนักงานตำรวจแห่งชาติ, พล.ต.ท.กฤตธาพล ยี่สาคร ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5, พล.ต.ต.เทอดศักดิ์ รุจิรวงศ์ ที่ปรึกษาคณะทำงานฯ ร่วมชมและเชียร์นักกีฬาในสนาม

สำหรับผลการแข่งขันปรากฏว่าทีมนักกีฬารักบี้ฟุตบอลของสำนักงานตำรวจแห่งชาติของไทย ชนะในการแข่งขันทั้งสองประเภท ได้แก่ ประเภทอายุไม่เกิน 45 ปี ด้วยสกอร์ 22 ต่อ 5 และประเภทอาวุโส อายุเกิน 45 ปีขึ้นไป ด้วยสกอร์ 15 ต่อ 14 คว้าถ้วยรุจิรวงศ์มาครองได้สำเร็จ จากนั้นในวันที่ 5 กันยายน 2568 ได้มีการจัดงานเลี้ยงเพื่อมอบรางวัลให้กับนักกีฬาทั้ง 2 ประเทศ ที่โรงแรมแชงกรี-ลา เชียงใหม่ โดย พล.ต.อ.กรไชยฯ เป็นประธานมอบถ้วยรางวัลให้กับนักกีฬาที่ชนะการแข่งขันทั้ง 2 ประเภท

ทั้งนี้ การแข่งขันกีฬารักบี้ฟุตบอลประเพณีดังกล่าว ช่วยเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างตำรวจไทยและตำรวจมาเลเซีย ในการบูรณาการทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนเพิ่มศักยภาพการป้องกันปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติที่จะมาคุกคามประชาชนระหว่างสองประเทศ และสำหรับการแข่งขันรักบี้ฟุตบอลประเพณีตำรวจไทย – มาเลเซีย ครั้งที่ 37 สำนักงานตำรวจแห่งชาติของประเทศมาเลเซียจะรับเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันต่อไป


“คนละครึ่ง” รีเทิร์น!

นโยบาย Quick Win ที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เตรียมปลุกพลังการใช้จ่ายของคนไทย

1. ทำไมคนยังพูดถึง “คนละครึ่ง”?

หลายคนคงจำได้ดี… โครงการ “คนละครึ่ง” เคยช่วยให้เราซื้อของแล้ว จ่ายเงินเพียงครึ่งเดียว ที่เหลือรัฐช่วยออกให้ ช่วงโควิดโครงการนี้กลายเป็นพระเอกของเงินในกระเป๋า ทั้งร้านค้ารายย่อยก็ขายดีขึ้น คนซื้อก็มีกำลังจับจ่ายตอนนี้มีข่าวออกมาว่า รัฐบาลใหม่ภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี กำลังคิดจะปลุกโครงการนี้กลับมาอีกครั้ง ให้เป็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจแบบ “ทันใจ”

2. ทำไมรัฐบาล “อนุทิน” จึงเลือกหยิบขึ้นมาใหม่?

เหตุผลง่ายๆ คือ เป็นนโยบายที่คนเข้าใจง่ายที่สุด ไม่ต้องอธิบายเยอะ ประชาชนใช้เป็นอยู่แล้ว และเห็นผลเร็วกับเศรษฐกิจฐานรากพูดให้ชัด… ถ้ารัฐอยากโชว์ผลงานทันที “คนละครึ่ง” คือ “ไม้เด็ด” ที่หยิบมาแล้วกระแสตอบรับดีแน่นอน

3. คนทั่วไปคิดอย่างไร?

ฝั่งประชาชน… ส่วนใหญ่ต้อนรับ เพราะช่วยลดค่าใช้จ่ายจริง บางคนแซวว่า “ขอเต็มร้อยได้ไหม ไม่เอาครึ่ง!”ฝั่งแม่ค้า… ชอบมากเพราะทำให้ร้านค้าคึกคัก ขายของออกได้ทุกวันฝั่งนักวิชาการ… เป็นห่วงงบประมาณ ถ้าควบคุมไม่ดีอาจเป็นภาระการคลัง

4. ถ้าอยากให้ปัง ต้องทำยังไง?

ต่อยอดเป็นโครงการ “คนละครึ่ง Plus” โดยอัปเกรดจากโครงการ “คนละครึ่งเดิม” เช่น

(1) แอปเป๋าตังเวอร์ชันใหม่ที่ง่ายกว่าเดิม โหลดไว ใช้ง่ายสำหรับคนทุกวัย

(2) ใช้ AI ตรวจจับการโกง เช่น ร้านค้าขึ้นราคาผิดปกติ หรือพฤติกรรมสแกนซ้ำๆ

(3) ทำโครงการให้ยืดหยุ่น ไม่ใช่แจกแล้วหายไป ต้องมีแผนต่อเนื่อง

5. บทสรุป

“คนละครึ่ง” ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นนโยบายที่ยังตอบโจทย์ เพราะโดนใจคนไทยคือ อยากใช้จ่าย แต่ก็อยากประหยัด

หากรัฐบาลเดินหน้าอย่างจริงจัง มาตรการนี้อาจกลายเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เศรษฐกิจไทยกลับมามีสีสันอีกครั้งถ้าโครงการ “คนละครึ่ง” กลับมาอีกครั้ง คุณอยากให้ปรับตรงไหนบ้าง?


ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์
อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และอดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร

มงคลชีวิตคู่ บุตรสาว ไมค์ ณ ชุมพร เข้ากราบขอพร “สมเด็จพระสังฆราช”ก่อนเข้าสู่ประตูวิวาห์ วันเสาร์ ที่ 13 กย.นี้

เมื่อวันที่ 6 กันยายน 2568 เวลา 11.00 น. พันตำรวจตรี พีระพัฒน์ สัมฤทธิ์ดีงาม จูงมือว่าที่เจ้าสาว ร้อยโทหญิง ฐิติพร จุลไสย เข้ากราบขอพรและรับน้ำพระพุทธมนต์จาก สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปรินายก เพื่อความเป็นสิริมงคลสูงสุดของชีวิตคู่ ณ พระวิหารวัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร ก่อนทั้งคู่จะจูงมือเข้าสู่ประตูวิวาห์วันเสาร์ ที่ 13 กันยายนนี้

ซึ่งบรรยากาศชื่นมื่นไปด้วยความรัก-ความอบอุ่นของทั้งสองครอบครัว คือคุณกฤตพัฒน์-พันเอกหญิงเกษมณี จุลไสย คุณพ่อ-คุณแม่ เจ้าสาว, คุณรัตนชัย-นงเยาว์ สัมฤทธิ์ดีงาม คุณพ่อ-คุณแม่ เจ้าบ่าว พร้อมญาติคนไกล้ชิดในครอบครัว โดยมี คุณเอนก จิตตขจรเกียรติ “เสี่ยหนุ่ย-กาแฟโบราณตรามังกรบิน ร่วมด้วย ณ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร ถนนสราญรมย์ เขตพระนคร กรุงเทพฯ


DIT จัดงาน “Farm Outlet Fair” รวมสินค้าเกษตรสดใหม่ ส่งตรงจากชุมชน

DIT จัดงาน “Farm Outlet Fair” รวมสินค้าเกษตรสดใหม่ ส่งตรงจากชุมชน

DIT กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เชิญชวนประชาชนร่วมอุดหนุนสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์จากวิสาหกิจชุมชนทั่วประเทศ ในงาน “Farm Outlet Fair” ที่จัดขึ้นเพื่อเปิดโอกาสให้เกษตรกรในเครือข่าย DIT นำผลผลิตและสินค้าคุณภาพตรงจากสวนและชุมชน มาจำหน่ายในราคาที่เป็นธรรม พร้อมสร้างทางเลือกใหม่ในการจับจ่ายของประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มแม่บ้านและครอบครัวที่ใส่ใจสุขภาพ

นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดี DIT เปิดเผยว่า งานครั้งนี้เป็นกิจกรรมที่กรมฯ จัดขึ้นร่วมกับภาคีเครือข่าย บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) เพื่อให้ประชาชนได้เข้าถึงผลผลิตเกษตรคุณภาพ ไม่ว่าจะเป็นข้าวสาร ผลไม้ ผักสดปลอดสาร รวมถึงผลิตภัณฑ์แปรรูปจากวิสาหกิจชุมชนกว่า 500 รายการ จาก 30 ร้านค้า โดยเป็นสินค้าที่คัดสรรจากแหล่งผลิตที่มาจากศูนย์จำหน่ายสินค้าเกษตรชุมชน หรือ Farm Outlet ซึ่งเป็นแหล่งรวมสินค้าเกษตร สินค้าเกษตรแปรรูป และงานหัตถกรรมของชุมชนที่ DIT ส่งเสริมพัฒนา มากว่า 15 ปี ปัจจุบันมี 56 แห่ง ใน 34 จังหวัดทั่วประเทศ ที่สำคัญงานนี้ได้เปิดพื้นที่ให้เกษตรกรผู้ปลูกผลไม้นำผลไม้มาจำหน่ายเองด้วย เช่น ลำไยสดเกรดพรีเมียมจากจันทบุรี เพียงตะกร้า 3 กก. ราคา 100 บาท มะพร้าวน้ำหอมจากราชบุรี ลูกละ 15 บาท ฝรั่งไส้แดงจากราชบุรี ส้มโอจากนครนายกและสมุทรสงคราม และอโวคาโดจากเพชรบูรณ์ นอกจากนี้ ยังมีกุ้ง ทั้งกุ้งสดแช่แข็ง และผลิตภัณฑ์กุ้งแปรรูป จากเกษตรกร จ.สมุทรสาคร งานนี้ไม่เพียงเหมาะสำหรับคุณพ่อบ้านคุณแม่บ้านหรือผู้ที่รักการทำอาหาร แต่ยังเหมาะกับผู้ที่มองหาของฝาก ของดีประจำท้องถิ่น และผู้รักสุขภาพที่ต้องการเลือกสินค้าปลอดภัยมาบริโภคในชีวิตประจำวัน

“งาน Farm Outlet Fair ไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่จับจ่ายใช้สอย แต่ยังเป็นพื้นที่ที่ผู้บริโภคและเกษตรกรได้พบกันโดยตรง ผู้ซื้อมั่นใจได้ว่าสินค้าที่นำมาจำหน่ายเป็นผลผลิตที่ใส่ใจคุณภาพตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงมือผู้บริโภค อีกทั้งยังได้ราคาที่คุ้มค่าเพราะไม่มีพ่อค้าคนกลาง นอกจากนี้สอดรับกับ นโยบาย “ไทยทำ ไทยใช้ ไทยช่วยไทย” ของนายจตุพร บุรุษพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่มุ่งสนับสนุนการบริโภคสินค้าไทยและส่งเสริมให้ประชาชนเลือกใช้สินค้าจากเกษตรกรและผู้ประกอบการชุมชน เพื่อช่วยสร้างรายได้ กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก” นายวิทยากรฯ กล่าว

อธิบดี DIT กล่าวเพิ่มเติมว่า คาดหวังว่างาน Farm Outlet Fair จะเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่ช่วยสร้างการรับรู้ถึงคุณภาพของสินค้าเกษตรไทย และช่วยเพิ่มโอกาสทางการตลาดแก่เกษตรกรและวิสาหกิจชุมชน ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงการผลิตสู่การบริโภคได้อย่างเป็นรูปธรรม ทั้งนี้ งาน Farm Outlet Fair จัดขึ้น 2 ครั้ง ครั้งแรกที่ เซ็นทรัลเวสต์เกต ชั้น 1 ระหว่างวันที่ 3 – 9 กันยายน 2568 และต่อด้วยที่ เซ็นทรัลปิ่นเกล้า ชั้น G ระหว่างวันที่ 13 – 17 กันยายน 2568 เปิดให้เข้าชมและเลือกซื้อสินค้าตั้งแต่เวลา 10.00–21.00 น. ของทุกวัน

นายวิทยากรฯ กล่าวทิ้งท้ายว่า “อยากเชิญชวนประชาชนทุกท่าน โดยเฉพาะแม่บ้านและครอบครัว มาร่วมเลือกซื้อสินค้าคุณภาพดีในงาน Farm Outlet Fair ได้ทั้งของดีไปใช้ในครัวเรือน และยังได้มีส่วนร่วม
ช่วยเกษตรกรไทยให้มีกำลังใจในการผลิตสินค้าคุณภาพดีต่อไป”


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

สิงคโปร์ แบนบุหรี่ไฟฟ้าในโรงเรียน งัดมาตรการคุมเข้มเยาวชน ท่ามกลางเสียงวิจารณ์จากสังคม

สิงคโปร์ประกาศแบนบุหรี่ไฟฟ้าเทียบเท่ายาเสพติด กระทรวงศึกษาธิการ เตรียมแจกชุดทดสอบนิโคตินและติดตั้งเครื่องดักจับในโรงเรียน พร้อมส่งเสริมให้นักเรียนรายงานผู้ใช้ ท่ามกลางเสียงวิจารณ์ถึงความแรงและข้อสงสัยเรื่องการบังคับใช้มาตรการนี้

สำนักข่าว Channel News Asia ของสิงคโปร์รายงานความคิดเห็นที่หลากหลายของประชาชนชาวสิงคโปร์ต่อมาตรการแบนบุหรี่ไฟฟ้าที่เข้มงวดขึ้นนี้ว่า “เป็นเรื่องน่าเศร้าที่การแพร่ระบาดของบุหรี่ไฟฟ้ามาไกลจนถึงจุดที่ต้องใช้มาตรการรุนแรงในการจัดการ และผู้ปกครองมีความกังวลว่าโรงเรียนจะกลายเป็นพื้นที่เฝ้าระวัง รักษาความปลอดภัย มากกว่าจะเป็นสถานที่แห่งการเรียนรู้” นายอัลวิน ลัม ชายสิงคโปร์วัย 48 ปี คุณพ่อของลูกวัยมัธยม 2 คนกล่าว

ขณะที่นายอัลวินเข้าใจเจตนารมณ์ของรัฐบาล เขาตั้งคำถามถึงประสิทธิผลในระยะยาวของมาตรการเหล่านี้ เพราะการใช้มาตรการรุนแรงไม่ได้จัดการต้นเหตุที่แท้จริงว่าทำไมนักเรียนถึงเข้าถึงบุหรี่ไฟฟ้าได้ เช่น การทำการตลาดแบบเจาะจงเฉพาะกลุ่ม การใช้ตามเพื่อน หรือการขาดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับผลกระทบด้านสุขภาพ และย้ำว่าสิงคโปร์ควรให้ความสำคัญกับการศึกษา ให้ความรู้เกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้าให้มากขึ้น ไม่ใช่การลงโทษเพียงอย่างเดียว

เช่นเดียวกับนายแอรอน โก๊ะ บิดาของลูกชายวัย 17 ปี ที่กำลังศึกษาอยู่ที่สถาบัน Institute of Technical Education ที่ชี้ว่า “บุหรี่ไฟฟ้าสามารถหาซื้อได้ผ่านช่องทางออนไลน์ และแม้ว่าเขาจะเห็นด้วยกับมาตรการรุนแรงที่จะปราบปรามบุหรี่ไฟฟ้าในโรงเรียน แต่ยังมีช่องโหว่ที่เยาวชนจะใช้บุหรี่ไฟฟ้าข้างนอกโรงเรียน หรือแม้แต่ที่บ้าน ทำให้เครื่องตรวจจับโลหะ หรือการเฝ้าระวังในโรงเรียนอาจดูรุนแรงเกินกว่าเหตุ”

ด้านนักเรียนก็ประหลาดใจกับมาตรการเข้มงวดนี้ บิเดเลีย ไล นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 วัย 15 ปี กล่าวว่าเธอจะไม่รายงานเพื่อนที่ใช้บุหรี่ไฟฟ้า เพราะมันไม่ส่งผลอะไรกับเธอ ตราบใดที่ไม่มีกลิ่นรบกวนในชั้นเรียน เธอตั้งข้อสงสัยว่า “การบังคับใช้กฎหมายที่เข้มงวดขึ้นจะหยุดยั้งนักเรียนจากการใช้บุหรี่ไฟฟ้าได้ทั้งหมดหรือไม่ หรืออาจกลายเป็นผลักดันให้นักเรียนปกปิดพฤติกรรมของตัวเองอย่างระมัดระวังมากขึ้น”

ลูคัส ชุง นักเรียนมัธยมศึกษาวัย 12 ปี กล่าวว่า “นักเรียนบางคนเก็บบุหรี่ไฟฟ้าไว้ในกระเป๋า เพื่อนำไปใช้ในห้องน้ำ และบางคนถูกจับได้ที่โรงเรียน” ลูคัสเล่าว่าหลังจากที่ครูเตือนนักเรียนเกี่ยวกับความเสี่ยงต่อสุขภาพ กฎหมาย และเห็นบทลงโทษกับผู้ที่ถูกจับ เพื่อนของเขาบางคนก็เลิกสูบบุหรี่ไฟฟ้ามาตรการเข้มงวดที่จะจัดการกับการแพร่ระบาดของบุหรี่ไฟฟ้าในโรงเรียนของสิงคโปร์ สะท้อนความรุนแรงปัญหาที่เกิดขึ้นกับเด็กและเยาวชนในปัจจุบัน ซึ่งมาพร้อมกับเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงความเหมาะสมของนโยบายเชิงปิดกั้นและปราบปราม ซึ่งต่างจากหลายประเทศในโลก เช่น นิวซีแลนด์ สหรัฐอเมริกา และสหราชอาณาจักร ที่ดำเนินมาตรการควบคุมบุหรี่ไฟฟ้าด้วยกฎหมาย และให้ข้อมูลที่ชัดเจนแก่สังคม

ข้อมูลจาก ASH (Action on Smoking and Health) นิวซีแลนด์ ระบุว่าในช่วงแรกระหว่างปี 2021 – 2021 ที่บุหรี่ไฟฟ้าเข้ามาในนิวซีแลนด์ และไม่มีกฎหมายควบคุมใด ๆ ทำให้อัตราการใช้บุหรี่ไฟฟ้าในกลุ่มเด็กและเยาวชนเพิ่มถึง 20% จากนั้นประเทศใช้เวลากว่า 3 ปีในการออกกฎหมายควบคุม ส่งผลให้อัตราการใช้บุหรี่ไฟฟ้าก็ลดเหลือ 14% และมีแนวโน้มลดลงเรื่อยๆ ทางด้านองค์การอาหารและยาของสหรัฐอเมริกาก็ให้คำแนะนำว่าควรเปิดโอกาสให้ผู้สูบบุหรี่ได้พิจารณาใช้บุหรี่ไฟฟ้า เพื่อเป็นทางเลือกในการเลิกบุหรี่ได้ในที่สุด ควบคู่กับการเข้มงวดเรื่องการใช้บุหรี่ไฟฟ้าและบุหรี่ทุกชนิดในกลุ่มเยาวชนด้วย


ที่มา : https://www.channelnewsasia.com/singapore/vaping-schools-nicotine-test-metal-detectors-5320866

สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม เปิด“หลักสูตรอาหารไทยต้นตำรับเพื่อการประกอบอาชีพ (Authentic Thai Cuisine)” ยกระดับ Soft Power สู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์

กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ร่วมกับ มทร.ธัญบุรี และสำนักงานกองทุนหมู่บ้านฯ พัฒนาหลักสูตรเชฟอาหารไทยมืออาชีพ “หลักสูตรอาหารไทยต้นตำรับเพื่อการประกอบอาชีพ (Authentic Thai Cuisine)” ยกระดับ Soft Power สู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์

กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม ร่วมกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี และสำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ จัดงานแถลงข่าวประชาสัม พันธ์เพื่อรับสมัครผู้เข้าร่วมกิจกรรมการฝึกอบรม หลักสูตรเชฟอาหารไทยมืออาชีพ (Master Thai Chef Program) “หลักสูตรเชฟอาหารไทยต้นตำรับเพื่อการประกอบอาชีพ (Authentic Thai Cuisine)”ภายใต้โครงการส่งเสริมซอฟต์พาวเวอร์สาขาอาหาร ซึ่งจะดำเนินการระหว่างเดือนกันยายน 2568 ถึง กุมภาพันธ์ 2569 เพื่อส่งเสริมการประกอบอาชีพอย่างยั่งยืน ยกระดับหนึ่งหมู่บ้าน หนึ่งเชฟอาหารไทย และผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางอาหารโลกในอนาคต ณ ห้องนครรังสิต 1 ชั้น 1 โรงแรม โนโวเทล กรุงเทพ ฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต จังหวัดปทุมธานี

ภายในงานแถลงข่าว ได้รับเกียรติจาก นายดุสิต อนันตรักษ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาห กรรม รองศาสตราจารย์ ดร.สุมนมาลย์ เนียมหลาง รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี และผู้อำนวยการโครงการ และนายวิชิต เครือสุข รองผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ ร่วมเสวนาแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับวัตถุประสงค์ของโครงการ รายละเอียดหลักสูตร และแนวทางการขับเคลื่อน Soft Power ผ่านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ โดยเฉพาะการดำเนินงานภายใต้โครงการ “หนึ่งครอบครัว หนึ่งซอฟต์พาวเวอร์ (One Family One Soft Power: OFOS)” ที่มุ่งเน้นให้ประชาชนทุกครัวเรือนสามารถเข้าถึงโอกาสในการพัฒนาทักษะอาชีพได้อย่างเท่าเทียม ด้วยระบบลงทะเบียนที่โปร่งใสและครอบคลุมทั่วประเทศ

สำหรับ หลักสูตร “อาหารไทยต้นตำรับเพื่อการประกอบอาชีพ” ได้รับการออกแบบให้ครอบคลุมทั้งภาคทฤษฎีและการฝึกปฏิบัติจริง รวมกว่า 242 ชั่วโมง แบ่งเป็นการเรียนออน ไลน์ 92 ชั่วโมง ผ่านระบบ OFOS และ DIPROM E-Learning และการฝึกอบรมภาคสนาม 150 ชั่วโมง ณ สถานที่จัดการอบรม โดยเนื้อหาครอบคลุมตั้งแต่การเรียนรู้ทฤษฎีพื้นฐานอาหารไทย การคัดเลือกวัตถุดิบอาหารไทยต้นตำรับ การปรุงอาหารไทยต้นตำรับ 50 เมนูมาตรฐาน และเมนูที่สะท้อนอัตลักษณ์ไทยเพิ่มอีก 10 เมนู รวมถึงการถ่ายทอดศิลปะการจัดจาน เทคนิคการบริหารจัดการครัว การควบคุมคุณภาพอาหาร และความรู้ด้านมาตรฐานสุขอนามัยและความปลอดภัยอาหารตามหลักสากล เมื่อจบการอบรม ผู้เข้าร่วมจะได้รับการประเมินทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ โดยมีเกณฑ์มาตรฐานที่ชัดเจน ผู้ที่ผ่านเกณฑ์จะได้รับการรับรอง มาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติ ระดับ 4 จาก สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) ซึ่งถือเป็นการรับรองในระดับสูงสุดด้านอาหารไทย สามารถนำไปใช้เป็นคุณวุฒิในการสมัครงานทั้งในประเทศและต่างประเทศได้อย่างมั่นใจ

นอกจากนี้ ยังมีการส่งเสริมให้ผู้ผ่านการอบรมได้รับการรับรองตาม มาตรฐานผู้สัมผัสอาหาร (Food Handler Standard) จากหน่วยงานด้านสาธารณสุข เพื่อสร้างความมั่นใจแก่ผู้บริโภคในด้านสุขอนามัยและความปลอดภัยอาหาร ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญในการประกอบธุรกิจอาหารในยุคปัจจุบัน

โครงการนี้ถือเป็นการบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐ สถาบันการศึกษา และกลไกสนับสนุนจากชุมชน เพื่อสร้างโอกาสในการประกอบอาชีพให้แก่ประชาชนอย่างแท้จริง โดยเฉพาะในกลุ่มครัวเรือนที่ต้องการพัฒนาทักษะด้านอาหารไทยให้สามารถนำไปใช้ได้จริงในเชิงพาณิชย์ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรมมีความมั่นใจว่า ผู้ที่ผ่านการอบรมจากหลักสูตรนี้จะไม่เพียงมีรายได้ที่มั่นคง แต่ยังสามารถทำหน้าที่เป็น “ทูตวัฒนธรรม” ที่เผยแพร่อัตลักษณ์ความเป็นไทยผ่านอาหารไทยไปยังนานาประเทศ พร้อมทั้งช่วยผลักดันให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางอาหารโลกในอนาคตอย่างแท้จริง

กองประชาสัมพันธ์ มทร.ธัญบุรี 0-2549-4994


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

กรุงเทพมาราธอน ครั้งที่ 36 พร้อมชิงถ้วยพระราชทาน 16 พ.ย. นี้!

กรุงเทพมาราธอน ครั้งที่ 36 พร้อมชิงถ้วยพระราชทาน 16 พ.ย. นี้!

วันที่ 4 ก.ย.2568 ที่ โรงแรมทาวน์ อิน ทาวน์ กรุงเทพฯ สมาคมนักวิ่งเพื่อสุขภาพแห่งประ เทศไทย นำโดย พลโท สัมพันธ์ ยังพะกูล นายกสมาคมฯ พร้อมด้วยพลตำรวจตรีชัยพัชร์ ศรีประเสริฐ รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล และร้อยตรีนายแพทย์การันต์ ศรีวัฒนาบูรพา ผู้ควบคุมฝ่ายแพทย์ จากโรงพยาบาลพระมงกุฏเกล้า ร่วมแถลงข่าวและรายละเอียดด้านเส้นทางการแข่งขันและฝ่ายแพทย์การจัดการแข่งขันมาราธอนประเพณีนานาชาติ “กรุงเทพฯมาราธอน ครั้งที่ 36” พร้อมขอเชิญชวนนักวิ่งทั่วโลกเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของงานวิ่งประวัติศาสตร์ “กรุงเทพมาราธอน ครั้งที่ 36” ในวันอาทิตย์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ.2568 ณ กรุงเทพมหานคร งานวิ่งที่เก่าแก่และยิ่งใหญ่ที่สุดของไทย ซึ่งเป็นรายการที่นักวิ่งจะได้ชิงถ้วยพระราชทานอันทรงเกียรติของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร

กรุงเทพมาราธอนเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ.2530 และได้จัดต่อเนื่องเป็นประเพณีมาตลอด 36 ปี โดยในปีนี้ ทางสมาคมฯ ได้รับทุกข้อเสนอแนะจากนักวิ่งมาปรับปรุง เพื่อให้การจัดงานมีประสิทธิภาพสูงสุด ทั้งในด้านความปลอดภัย ความสะดวก และความประทับใจ

ไฮไลต์สำคัญในปีนี้ :

  • เส้นทางประวัติศาสตร์: จุดปล่อยตัวและเส้นชัยอยู่ที่ถนนสนามไชย ระหว่างวัดพระศรีรัตนศาสดารามและกระทรวงกลาโหม ให้นักวิ่งได้สัมผัสบรรยากาศอันงดงามของเกาะรัตนโกสินทร์
  • เหรียญรางวัลดีไซน์พิเศษ: เหรียญรางวัลในครั้งนี้ออกแบบมาเพื่อสื่อถึงการ “เปิดประตู” ต้อนรับนักวิ่งทุกคนให้ก้าวเข้ามาสัมผัสความศิวิไลซ์ของเมืองกรุงเทพฯ
  • ช่องทางการสมัครที่หลากหลาย: นักวิ่งสามารถสมัครได้หลายช่องทาง ทั้งเว็บไซต์หลัก www.bkkmarathon.com, ThaiRun และ GoToRace รวมถึงการสมัครด้วยตนเองที่สมาคมฯ
  • ลดวันรับอุปกรณ์: เพื่อความรวดเร็วและสะดวกยิ่งขึ้น ปีนี้ได้ลดวันรับอุปกรณ์เหลือเพียง 2 วัน คือ วันศุกร์ที่ 14 และวันเสาร์ที่ 15 พฤศจิกายน ณ งาน BKK Marathon EXPO ห้าง Bravo BKK ชั้น 1

มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างตำนานแห่งการวิ่ง และคว้าเกียรติยศสูงสุดในการแข่งขันมาราธอนอันทรงคุณค่าของประเทศไทย
ต้องการรายละเอียดเพิ่มเติม? สามารถสอบถามข้อมูลได้ที่สมาคมนักวิ่งเพื่อสุขภาพแห่งประเทศไทย หรือติดตามได้ทางเว็บไซต์และเพจของงานกรุงเทพมาราธอน


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง เร่งกระจายกำลังช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง เร่งกระจายกำลังช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม ระดมทีมกู้ชีพ กู้ภัย จัดตั้งโรงครัวฯ จัดกำลังช่วยเหลือชาวเพชรบูรณ์ และส่งทีมสังคมสงเคราะห์ แผนกสาธารณภัยฟื้นฟูหลังน้ำลดแก่ชาวเชียงราย พะเยา น่าน สุโขทัย

ตามที่ประเทศไทยได้เกิดอุทกภัยในหลากหลายพื้นที่ประชาชนได้รับผลกระทบเป็นจำนวนมาก มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง โดย นายวิเชียร เตชะไพบูลย์ ประธานกรรมการ มอบหมายให้นายอรัณย์ โตทวด ผู้จัดการใหญ่มูลนิธิฯ เร่งกระจายทีมบูรณาการช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม โดยเมื่อวันจันทร์ที่ 1 กันยายน พ.ศ.2568 ได้เร่งจัดทีมบรรเทาสาธารณภัย นำโดย นายวรพจน์ จรัสเศรษฐสิริ ผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายปฏิบัติการ นำทีมกู้ภัย กู้ชีพ อาสาสมัคร พร้อมเรือท้องแบน อุปกรณ์กู้ภัยทางน้ำ เครื่องกำเนิดไฟฟ้า รถกู้ภัยและรถพยาบาลขับเคลื่อน 4 ล้อ เสื้อชูชีพ น้ำดื่ม ชุดยาสามัญประจำบ้าน อาหารสุนัขและแมว เร่งลงพื้นที่จังหวัดเพชรบูรณ์ ให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมในทันที โดยกองอำนวยการฯ และโรงครัวเคลื่อนที่ จัดตั้ง ณ บริเวณสมาคมกกไทร พ่งไล้ยี่จับเซียวเกาะ อำเภอหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์ ซึ่งในขณะนี้ ทีมบรรเทาฯ กำลังปฏิบัติภารกิจการช่วยเหลือผู้ประสบภัยในพื้นที่ โดยท่านสามารถติดตามข่าวสารกิจกรรม การช่วยเหลือของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ที่ เฟซบุ๊ก แฟนเพจ www. facebook.com/atpohtecktung หรือดูรายละเอียดช่องทางที่สะดวกได้ที่ https://linktr.ee/pohtecktung

พร้อมกันนี้ ระหว่างวันที่ 27 สิงหาคม -1 กันยายน พ.ศ. 2568 แผนกสาธารณภัย ฝ่ายสังคม สงเคราะห์ นำโดย นายชุมพล บุญภักดี ผู้ช่วยหัวหน้าแผนกสาธารณภัย จัดทีมเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย 4 จังหวัดเหนือ ได้แก่ จังหวัดเชียงราย, พะเยา, น่าน และสุโขทัย แจกจ่ายเครื่องอุปโภคบริโภค ประกอบด้วย ข้าวสาร, ปลากระป๋อง, บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป, น้ำมันพืช และน้ำปลา รวมทั้งสิ้น 8,000 ชุด รวมมูลค่าทั้งสิ้น 3,600,000 บาท (สามล้านหกแสนบาทถ้วน) โดยมีผู้แทนจากหน่วยงานรัฐเป็นประธานในพิธี พร้อมทั้งมูลนิธิสงเคราะห์ 14 จังหวัดภาคใต้ และ สมาคม/มูลนิธิแต่ละจังหวัด เป็นผู้ประสานงานและร่วมให้ความช่วยเหลือ

เมื่อเกิดอุทกภัย มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้จัดทีมบรรเทาสาธารณภัย พร้อมเรือท้องแบน และ โรงครัวเคลื่อนที่เพื่อประกอบอาหารกล่อง พร้อมถุงยังชีพ ชุดยาเวชภัณฑ์ และอาหารสุนัขและแมว นำแจกจ่ายแก่ผู้ประสบภัย เพื่อการบรรเทาทุกข์และช่วยเหลือผู้ประสบภัยในพื้นที่ต่างๆ ในเบื้องต้น พร้อม ฝ่ายสังคมสงเคราะห์ โดยแผนกสาธารณภัย จะประสานหน่วยงานในพื้นที่เพื่อฟื้นฟูหลังน้ำลด โดยแจกเครื่องอุปโภคบริโภคที่จำเป็น รวมถึงมอบเงินค่าฌาปนกิจศพแก่ญาติผู้เสียชีวิตจากอุทกภัย รายละ 20,000 บาท และกรณีมีผู้เสียชีวิตจากเหตุอุทกภัย ญาติของผู้เสียชีวิตสามารถขอรับเงินช่วยเหลือค่าฌาปนกิจศพจากมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ที่ สายด่วนป่อเต็กตึ๊ง 1418 ต่อ ฝ่ายสังคมสงเคราะห์ นอกจากนี้ ในปี พ.ศ.2568 ฝ่ายสังคม สงเคราะห์ โดยแผนกส่งเสริมการศึกษาและอาชีพ ริเริ่มโครงการมอบวัสดุอุปกรณ์ประกอบอาชีพให้แก่ผู้ประสบอุทกภัยยากไร้ โดยร่วมกับกรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย โดยได้ทำพิธีมอบไปแล้ว 2 จังหวัดภาคเหนือ รวมงบประมาณการดำเนินงานโครงการฟื้นฟูหลังน้ำลด และมอบอุปกรณ์ประกอบอาชีพให้กับผู้ประสบอุทกภัยยากไร้ในปี 2568 กว่า 20.6 ล้านบาท

ทั้งนี้ มูลนิธิฯ ยังคงเฝ้าติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง เพื่อประเมินและเข้าให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยด้านต่างๆ ต่อไป

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต” #แอปพลิเคชัน และ #สายด่วนป่อเต็กตึ๊ง1418 #ช่วยจริงอุ่นใจแม้ในนาทีฉุกเฉิน


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

ตำรวจหญิง พฐ. ร้องดร.แก้ว ขอความเป็นธรรม แบตเตอรี่รถจยย.ไฟฟ้าระเบิด ทำไฟไหม้บ้านเสียหาย 7 หลัง แมวตาย 2 ตัว สูญกว่า 10 ล้าน บริษัทฯ ปัดรับผิดชอบ

ตำรวจหญิง พฐ. ร้องดร.แก้ว ขอความเป็นธรรม แบตเตอรี่รถจยย.ไฟฟ้าระเบิดทำไฟไหม้บ้านเสียหาย 7 หลัง แมวตาย 2 ตัว สูญกว่า 10 ล้าน บริษัทฯปัดรับผิดชอบ

เมื่อวันที่ 2 ก.ย.2568 พ.ต.ท.หญิง มัญชุภา ทรัพย์วิลาวรรณ นวท.(สบ 2) พฐ.จว.นนทบุรี ได้นำคลิปกล้องวงจรปิดและเอกสารหลักฐานต่างๆ เข้ามาร้องขอความเป็นธรรมกับ ดร.ปรเมศร์ ชัยพัชรกุลพงษ์ หรือ “ดร.แก้ว” ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย และ ผู้ก่อตั้งเพจ “ดร.แก้วช่วยได้” หลังรถจยย.ไฟฟ้ายี่ห้อดังแบรนด์หนึ่ง ที่จอดอยู่หน้าบ้านเกิดแบตเตอรี่ระเบิด ทำให้เพลิงไหม้บ้านลุกลามไปถึงรถยนต์ที่จอดอยู่วอดทั้งคัน และลุกลามไปยังบ้านเรือนข้างเคียง เสียหายรวม 7 หลัง นอกจากนี้สามีของตนเองได้รับบาดเจ็บสาหัส แมวสุดรักที่เลี้ยงมาแต่เกิดเสียชีวิต 2 ตัว บริษัทฯ รถจยย.ไฟฟ้าบอกว่า ไม่ให้ตนเองนั้นให้ข่าวหรือพูดถึงบริษัทฯ และยินดีจะรับผิดชอบความเสียหายทั้งหมด ซึ่งรวมมูลค่าความเสียหายทั้งสิ้นประมาณ 10 ล้านบาท สุดท้ายอ้างจ่ายได้เพียง 100,000 บาทเท่านั้น เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 18 มิ.ย. 68 ผ่านมานานเกือบ 3 เดือน คดียังไม่มีความคืบหน้า จึงมาร้องเรียนดร.แก้ว ให้ช่วยเหลือ หวั่นไม่ได้รับความเป็นธรรม

พ.ต.ท.หญิง มัญชุภา ทรัพย์วิลาวรรณ นวท.(สบ 2) พฐ.จว.นนทบุรี กล่าวว่า เกิดเหตุเมื่อวันที่ 18 มิ.ย. 68 เวลาประมาณ 11.00 น. ขณะที่ตนลุกมาเข้าห้องน้ำ รู้สึกได้กลิ่นไหม้ และได้ยินเสียงคนกดกริ่งหน้าบ้านถี่มากๆ จึงตะโกนบอกแฟนให้ลงไปดู พอแฟนลงไปเห็นว่ามีลูกไฟขึ้นอยู่หน้าบ้าน จุดที่จอดรถจยย.ไฟฟ้า จากนั้นแฟนจึงตะโกนว่าไฟไหม้บ้าน แล้ววิ่งไปหลังบ้านเพื่อต้องการหาอุปกรณ์มาดับไฟ แต่พอเปิดประตูทำให้ควันด้านนอกเข้ามาในบ้านเต็มๆ จนไม่สามารถออกไปได้ พอดีกับแรงดันที่ระเบิดออกมา จึงทำให้แฟนกระเด็นเข้ามาในบ้านได้รับบาดเจ็บสาหัส

ตนวิ่งลงมาเห็นเหตุการณ์แล้วจึงขึ้นไปบนบ้านอีกครั้งเพื่อปิดสวิทซ์ไฟ จากนั้นตนลงมาจากบ้านไม่ได้แล้ว แมว 2 ตัว ที่อยู่ข้างล่างก็ช่วยเหลือไม่ทัน ตนกับแฟนจึงตัดสินใจปีนออกทางหลังบ้านเพื่อเอาตัวรอด เหตุการณ์ไฟไหม้ครั้งนี้ทำให้ทุกอย่างที่อยู่หน้าบ้านเสียหายหมด ทั้งรถยนต์ รถจยย.ไฟฟ้า เครื่องใช้ไฟฟ้า เฟอร์นิเจอร์บิวท์อิน และต้นไม้ราคาแพง โดยไฟไหม้รุนแรงขึ้นและปะทุมากจนลุกลามไปถึงบ้านเรือนข้างเคียงอีก 6 หลัง รวมมูลค่าความเสียหายทั้งสิ้นประมาณ 10 ล้านบาท

หลังจากเกิดเหตุตนสูญเสียแมวสุดรักทั้งหมด 2 ตัว บ้านของตนก็ได้รับความเสียหายจนไม่สามารถอยู่อาศัยได้ ตนกับแฟนต้องไปเช่าโรงแรมอยู่ประมาณ 1 เดือนครึ่ง ระหว่างซ่อมแซมบ้าน

ตนได้โทรแจ้งให้เจ้าหน้าที่ประกันของรถจยย.ไฟฟ้าเข้ามาดู โดยแจ้งว่าหากเป็นที่แบตเตอรี่จะยอมชดใช้ทุกอย่าง ให้เก็บหลักฐานไว้ ทั้งค่ารักษาพยาบาล ค่าเช่าโรงแรม ค่าเสียหายของตัวบ้าน และของเพื่อนบ้านด้วย แต่สุดท้ายกลับช่วยเหลือเงินมาเพียง 50,000 บาท อ้างว่าต้องรอสรุปประชุมจากบริษัทฯ เนื่องจากจ่ายทั้งหมดไม่ไหว

ซึ่งวันเกิดเหตุตัวแทนของบริษัทฯรถจยย.ไฟฟ้าได้เข้ามาพูดกับตนว่า “อย่าบอก อย่าพูดกับใครว่ารถจยย.ไฟฟ้าของบริษัทอะไร และยินดีจะชดใช้“ สุดท้ายแล้วผลพิสูจน์ออกมาก็พบว่าต้นเหตุมาจากแบตเตอรี่ของรถจยย.ไฟฟ้า ที่จอดอยู่ในบ้าน เกิดระเบิดก่อนไฟลุกลามขึ้นหลังคาและตกใส่รถยนต์ที่จอดใกล้กัน ซึ่งตนมีคลิปจากกล้องวงจรปิดของเพื่อนบ้านเป็นหลักฐานยืนยันด้วย

ตัวแทนจากบริษัทฯปฏิเสธการพบเจอตนและขอคุยกับเจ้าหน้าที่ตำรวจเท่านั้น ซึ่งตนได้มีการพูดคุยเรียกร้องค่าเสียหายเพียง 2,000,000 บาท เพราะอยากให้เรื่องจบ ต้องการนำเงินไปทำบ้าน และซ่อมแซมบ้านของเพื่อนบ้านข้างเคียงที่เสียหาย แต่บริษัทฯกลับปฏิเสธการรับผิดชอบ ยืนยันว่าจะชดใช้ค่าเสียหายเพียง 100,000 บาทเท่านั้น

วันนี้ตนมาร้อง ดร.แก้ว ให้ช่วยเหลือเพราะห่วงจะไม่ได้รับความเป็นธรรม ตอนนี้ตนเดือดร้อนเป็นอย่างมาก ทั้งที่อยู่อาศัย แฟนก็บาดเจ็บสาหัส และต้องสูญเสียแมวสุดที่รักไปถึง 2 ตัว นอกจากนี้ยังมีปัญหากับเพื่อนบ้าน เพราะเนื่องจากตนหาเงินมาซ่อมแซมบ้านให้ช้า และไม่มีเงินสำรอง ตนอยากให้บริษัทฯออกมารับผิดชอบ แสดงน้ำใจ และเยียวยาตนกับครอบครัว ตอนนี้รู้สึกคิดผิดที่เลือกรถจยย.ไฟฟ้าแบรนด์นี้ ที่ตัดสินใจซื้อเพราะดูน่าเชื่อถือ แต่ตอนนี้รู้สึกแย่มาก คิดผิด ไม่น่าซื้อเลย เหมือนสูญเสียทุกอย่าง และกลับไปเริ่มต้นใหม่

ดร.แก้วฯ กล่าวว่า ตนได้รับเรื่องร้องเรียนจากข้าราชการตำรวจหญิงท่านหนึ่ง ไม่คิดว่าตำรวจที่คอยดูแลประชาชน วันนี้กลับไม่ได้รับความเป็นธรรมเสียเอง ในฐานะที่เขาเป็นลูกค้าที่ซื้อสินค้าซึ่งเป็นรถจยย.ไฟฟ้ายี่ห้อดัง และเกิดปัญหาแบตเตอรี่ระเบิด ทำให้ไฟไหม้รุนแรงและลุกลามจนเสียหายอย่างมาก ตนยินดีช่วยเหลือเต็มที่ จะอำนวยความสะดวกให้ถึงที่สุด ยินดีให้คำแนะนำและพาไปร้องเรียนทุกช่องทาง ทั้งสคบ.,กระทรวงอุตสาหกรรมฯ หรือแม้แต่ศูนย์ดำรงธรรมฯ สุดท้ายจะช่วยเหลือในเรื่องการฟ้องร้องบริษัทฯที่ละเมิดกับประชาชน เนื่องจากผลิตภัณฑ์ไม่ปลอดภัย และจะพิสูจน์ว่าแบตเตอรี่ของรถจยย.ไฟฟ้าไม่มีประสิทธิภาพจริงหรือไม่

ซึ่งผลการตรวจของพฐ. จากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ มีผลออกมายืนยันชัดเจนว่าสาเหตุเกิดจากอะไร ซึ่งชัดเจนว่าผู้ประกอบการไม่ยอมชดใช้ แต่สุดท้ายคงต้องยอม การกล่าวอ้างในการประกอบธุรกิจในประเทศไทยจะมาปัดความรับผิดชอบไม่ได้ เพราะบริษัทฯใหญ่โตลำดับต้นๆของประเทศ ขนาดผู้เสียหายเป็นถึงข้าราชการตำรวจยังไม่ยอมชดใช้ หากเป็นชาวบ้านธรรมดาก็คงจะปฏิเสธความรับผิดชอบมากกว่านี้ ซึ่งหากไม่ยอมตนจะช่วยพาผู้เสียหายไล่ร้องเรียนกับหน่วยงานต่างๆ และฟ้องศาลเพื่อเรียกร้องค่าเสียหายตามลำดับ


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน