สุพรรณบุรี คึกคัก !! แห่ชมละครเพลงคีตอัศจรรย์

ชาวสุพรรณบุรี แห่ชมละครเพลง “คีตอัศจรรย์ สุพรรณบุรี ปาฏิหาริย์แห่งรัก” THE MUSICAL ชมฟรี ระหว่าง 12-14 กันยายน 2568 วันละ 2 รอบ ณ โรงละครแห่งชาติภาคตะวันตก – ยกระดับสุพรรณบุรี สู่ “ศูนย์กลางด้านดนตรีของประเทศไทย (Music City)”

นายพิริยะ ฉันทดิลก ผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี เป็นประธานเปิดงาน “เทศกาลดนตรี สุพรรณบุรี วิถีใหม่ (Suphanburi World Music)” ละครเพลง “คีตอัศจรรย์ สุพรรณบุรีปาฏิหาริย์แห่งรัก” THE MUSICAL โดยมีนางสาวนิษฐกานต์ คุณวัชระกิจ วัฒนธรรมจังหวัดสุพรรณบุรี กล่าวรายงานวัตถุประสงค์การจัดงาน, มีนางอภิญญา เอี่ยมอำภา รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี, นายวรวิทย์ ยอแสง ปลัดจังหวัดสุพรรณบุรี, นางดวงใจ กาญธีรานนท์ ผอ.ททท.สำนักงานสุพรรณบุรี, นายรวัสสรร ศิลปาภิสันทน์ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดสุพรรณบุรี, สำนักงานพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนเมืองโบราณอู่ทอง, หัวหน้าส่วนราชการ และผู้บริหารหน่วยงานทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน ผู้บริหารภาคเอกชน สื่อมวลชน นักเรียน และประชาชน เข้าร่วมชมจำนวนมาก

ซึ่งจังหวัดสุพรรณบุรี ร่วมกับสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดสุดสุพรรณบุรี จัดกิจกรรม “เทศกาลดนตรีสุพรรณบุรี วิถีใหม่ (Suphanburi World Music)” นำเสนอละครเพลง “คีตอัศจรรย์ สุพรรณบุรีปาฏิหาริย์แห่งรัก” THE MUSICAL สำหรับกิจกรรม “เทศกาลดนตรีสุพรรณบุรี วิถีใหม่ (Suphanburi World Music)” จัดขึ้น ระหว่างวันที่ 12 – 14 กันยายน 2568 ณ โรงละครแห่งชาติภาคตะวันตก จังหวัดสุพรรณบุรี รอบการแสดง “คีตอัศจรรย์ สุพรรณบุรี ปาฏิหาริย์แห่งรัก เดอะมิวสิคัล” พบกับนักแสดงมีชื่อเสียงอีกมายไม่ว่าจะเป็น กัน นภัทร, เปาวลี พรพิมล, เบล วริศรา, ติต๊ะ ชญานิศ จ่ายเจริญ นางเอกดาวรุ่ง, น็อตทอย แร็พเปอร์ เลือดสุพรรณ, สมหญิง ศรีประจันต์ ทายาทแม่ขวัญจิต ศรีประจันต์, มอสส์ วัฒนา เพชรสุพรรณ ทายาท ไวพจน์ เพชรสุพรรณ และนักแสดง ชุมชน ตลอดจนเยาวชนชาวสุพรรณ รวมกว่า 200 ชีวิต มีนายศุภวัฒน์ จงศิริ “ศุภักษร” ผู้กำกับการแสดงชื่อดัง รังสรรค์การแสดง จะมีทั้งหมด 6 รอบ การแสดง วันละ 2 รอบการแสดง รอบเช้า 10.30 – 12.00 น. และรอบบ่าย 15.00 – 16.30 น.

สำหรับจังหวัดสุพรรณบุรี มีประวัติศาสตร์ ภาษาสำเนียงท้องถิ่นอันเป็นเอกลักษณ์ และอัตลักษณ์อันพิเศษที่มีความผสมกลมกลืน โดยเฉพาะมรดกทางด้านดนตรีที่เป็นทุนทางวัฒนธรรมที่หยั่งรากลึกในวิถีของผู้คน ทั้งบทเพลงไทยเดิมเพลง พื้นบ้าน เพลงลูกทุ่ง เพลงเพื่อชีวิต ตลอดจนดนตรีร่วมสมัยที่ก้าวทันโลก สิ่งเหล่านี้ได้หลอมรวมเป็นสายธาร ดนตรี “เบญจภาคิดนตรีสุพรรณบุรี” อันทรงคุณค่า จังหวัดสุพรรณบูรี มีทั้งศิลปินแห่งชาติด้านศิลปะการแสดงคีตกวีที่มีความรู้ความสามารถด้านดุริยางคศาสตร์ พ่อเพลง – แม่เพลงพื้นบ้าน ราชา – ราชินีเพลงลูกทุ่ง ศิลปินเพลงเพื่อชีวิต ศิลปินเพลงสมัยใหม่ทั้ง ปีอป ร็อค เพลงแร๊ป หลากหลายแนวเพลง โดยต้นทุนทางวัฒนธรรมเหล่านี้นำไปสู่การดำเนินงานในการขับเคลื่อนเมืองดนตรีของจังหวัดสุพรรณบุรี และเป็นที่ประจักษ์ไปทั่วโลก คือ การได้รับเกียรติจาก องค์การยูเนสโกยกย่องให้เป็นเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ด้านดนตรี เมืองแรกและเมืองเดียวของประเทศไทย

สามารถเข้าชมการแสดงได้ตั้งแต่ วันที่ 12 – 14 กันยายน 2568 ณ โรงละครแห่งตะวันตกจังหวัดสุพรรมบุรี เข้าชมฟรี ลงทะเบียนผ่านแอพลินครั้น QueQ จนกว่าสิทธิ์จะเต็ม สามารถดูวิธีการลงทะเบียนได้ที่ www.facebook.com/share/p/19d9BUnjQc/ หรือโทรศัพท์ ติดต่อสอบถาม คุณภาวิต 094-646-8899 ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทาง www.facebook.com/suphanburicityofmusic/ และ www.facebook.com/Commartion


ภัทรพล พรมพัก สุพรรณบุรี

อุทัยธานี วิกฤต!! น้ำเหนือมาไว ล้นทะลักเข้าท่วมบ้านและพืชไร่การเกษตร ต้องขนข้าวของไว้ที่สูง

อุทัยธานี – วิกฤต!! น้ำเหนือมาไว ล้นทะลักเข้าท่วมบ้านและพืชไร่การเกษตร ต้องขนข้าวของไว้ที่สูง

ผู้สื่อข่าวรายงาน สถานการณ์น้ำเหนือที่เขื่อนแม่น้ำเจ้าพระยาไหลผ่าน ตำบลท่าซุง อำเภอเมือง จังหวัดอุทัยธานี ระดับน้ำที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้น้ำเอ่อล้นตลิ่งเข้าท่วมบ้านชาวบ้านหลายหมู่บ้าน ต้องเร่งเคลื่อนย้ายสิ่งของขึ้นไว้ที่สูง รวมถึงรถยนต์และเครื่องมือการเกษตรไปไว้ตามถนนที่น้ำยังไม่ท่วมถึง โดยเฉพาะที่ บ้านวัดราษฎรศรัทธาธรรม หมู่ 6 ตำบลท่าซุง ระดับน้ำได้ไหลเข้าท่วมพื้นที่การเกษตร บ้านเรือน และถนนสายหลักในหมู่บ้าน บางจุดรถเล็กไม่สามารถสัญจรได้ ทำให้ชาวบ้านต้องหันมาใช้เรือแทน

ชาวบ้านรายหนึ่งให้ข้อมูลว่า ปีนี้น้ำมาเร็วผิดปกติ และท่วมสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา ระดับน้ำเพิ่มขึ้นกว่า 30 เซนติเมตร ภายในเวลาไม่นาน ส่งผลให้พื้นที่ลุ่มต่ำและบ้านเรือนถูกน้ำท่วมเสียหายต่อเนื่อง

ปัจจุบัน ชาวบ้านยังคงเฝ้าติดตามระดับน้ำอย่างใกล้ชิด พร้อมเร่งเคลื่อนย้ายสิ่งของและปรับตัวเพื่อรับมือกับสถานการณ์ที่อาจยืดเยื้อ


ภาวิณี ศรีอนันต์ รายงาน

สืบจังหวัดนครพนม ไล่ล่าขบวนการยาบ้า แก๊งนรกทิ้งของกลางเกลื่อนถนน ยึดมาได้ จำนวน 800,000 เม็ด

นครพนม – สืบจังหวัดนครพนม ไล่ล่าขบวนการยาบ้า แก๊งนรกทิ้งของกลางเกลื่อนถนน ยึดมาได้ จำนวน 800,000 เม็ด

เมื่อ 12 ก.ย.68 พ.ต.ต.จิราคม พุทธรัตน์ สารวัตรกองกำกับการสืบสวน ตำรวจภูธรจังหวัด
นครพนม หัวหน้าชุดปฏิบัติการที่ 2 กองกำกับการสืบสวน ตำรวจภูธรจังหวัดนครพนม (กก.สส.ภ.ภ.จว.นครพนม)ได้รับแจ้งจากสายลับว่าจะมีการลักลอบลำเลียงยาเสพติดจากพื้นที่ชายแดนริมฝั่งแม่น้ำโขงเข้าสู่พื้นที่ตอนในของประเทศ โดยใช้เส้นทางลำเลียงผ่าน อ.โพนสวรรค์ จ.นครพนม พ.ต.ต.จิราคมฯ พร้อมด้วย ร.ต.อ.บพิตร ชุ่มอภัย รองสารวัตรกองกำกับการสืบสวน ตำรวจภูธรจังหวัดนครพนม และกำลังพลชุดปฏิบัติการที่ 2 จึงได้แจ้งให้ผู้บังคับบัญชาทราบและประชุมวางแผนเพื่อติดตามจับกุมผู้นำความผิด โดยการอำนวยการของ พล.ต.ต.ต.ศักดิ์ชาย สาดมะเริง ผบก.ก.จว.นครพนม, พ.ต.อ.สำเนาว์ กรุยกระโทก รอง ผบก.ภ.จว.นครพนม., พ.ต.อ. สมชาย นิลเพ็ชร รอง ผบก.ภ.จว.นครพนม, พ.ต.อ.ธนารัตรัตน์ มีทองหลาง ผกก.สืบสวนภ.จว.นครพนม, พ.ต.ต.หญิง ทัศธนาวดี หิมพรหม รอง ผกก.สืบสวน ภ.จว.นครพนม

ต่อมาเวลาประมาณ 22.00 น. ของวันที่ 11 ก.ย.2568 เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดตรวจยึด จึงได้เดินทางไปยังพื้นที่ อ.โพนสวรรค์ จ.นครพนม เพื่อทำการตั้งจุดตรวจจุดสกัดลักลอบลำเลียงยาเสพติด ตามนโยบายการปฏิบัติการสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติด Seal Stop Safe
กระทั่งเวลาประมาณ 04.00 น. ของวันที่ 12 กันยายน 2568 พบรถยนต์เก๋งสีเทา ไม่ติดแผ่น
ป้ายทะเบียน ซึ่งเป็นรถที่มีลักษณะตรงกับที่สายลับได้แจ้งว่าจะเป็นรถที่ใช้ลำเลียงยาเสพติดในครั้งนี้ ขับเข้ามามาในพื้นที่ อโพนสวรรค์ จ.นครพนม โดยขับขี่มาตามถนนสาย ท่าอุเทน – โพนสวรรค์ เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดตรวจยึด จึงได้แสดงตัวเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อขอทำการตรวจค้นรถยนต์คันดังกล่าว

เมื่อรถยนต์คันดังกล่าวทราบว่าเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ ได้ทำการเร่งเครื่องยนต์เพื่อขับรถหลบหนี ขณะที่รถต้องสงสัยพยายามขับหลบหนี ได้มีการโยนสิ่งของบางอย่างออกจากภายในรถและขับรถมุ่งหน้าไปตามถนนสาย โพนสวรรรค์ – กุสุมาลย์ ซึ่งเป็นพื้นที่รอยต่อกับ จ.สกลนคร เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดตรวจยึดจึงได้ขับรถไล่ติดตามไป แต่รถยนต์คันดังกล่าวได้อาศัยความชำนาญในพื้นที่ขับรถหลบหนีไปตามเส้นทางภายในหมู่บ้าน

เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดตรวจยึดจึงได้ย้อนกลับมายังจุดที่รถยนต์ต้องสงสัยทั้งสิ่งของออกจากตัวรถ เมื่อตรวจสอบแล้วปรากฏว่าสิ่งของดังกล่าวเป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) เป็นจำนวนมาก จากนั้น จึงได้ทำการตรวจยึดและนำยาบ้าทั้งหมด เข้ามาตรวจนับโดยละเอียด ณ กองกำกับการสืบสวนตำรวจภูธรจังหวัดนครพนม

ผลการตรวจนับได้ยาบ้าทั้งหมด จำนวน 800,000 เม็ด เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดตรวจยึดจึงได้ทำบันทึกตรวจยึดและนำของกลาง ส่งพนักงานสอบสวน สภ.โพนสวรรค์ เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป


เทพข่าวร้อน เพลิงพระกาฬ สำนักข่าวความมั่นคง จังหวัดนครพนม รายงาน

พิธีลงนามสัญญาเงินกู้โครงการ “วางท่อส่งน้ำดิบใหม่ จากลำตะคองมายังบ้านมะขามเฒ่า” วงเงิน 700 ล้านบาท

พิธีลงนามสัญญาเงินกู้โครงการวางท่อส่งน้ำดิบใหม่ จากลำตะคองมายังบ้านมะขามเฒ่าวงเงิน700ล้านบาท

เมื่อวันที่ 12 ก.ย. 68 เวลา 10.00 น. ณ โรงเรียนเทศบาล 4 อ.เมือง จ.นครราชสีมา
นายแพทย์วรรณรัตน์ ชาญนุกูล นายกเทศมนตรีนครนครราชสีมา ร่วมลงนามสัญญาการกู้เงินกับ นายชวลิต ประวะภูโต ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารกลุ่มธุรกิจขนาดกลางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และนางสาววมิรา สิงสนั่น เจ้าหน้าที่ส่วนวิเคราะห์สินเชื่อธุรกิจ SME ระหว่างเทศบาลนครนครราชสีมากับธนาคารกรุงไทย สาขาจังหวัดนครราชสีมา โดยมีคณะผู้บริหาร ปลัดเทศบาล สมาชิกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมา เจ้าหน้าที่เทศบาล และสื่อมวลชล ร่วมในพิธีลงนามสัญญาเงินกู้โครงการวางท่อส่งน้ำดิบใหม่จากแหล่งน้ำลำตะคองมายังโรงกรองน้ำบ้านมะขามเฒ่าวงเงิน 700 ล้านบาท ตามที่เทศบาลนครนครราชสีมา ได้เสนอขอรับเงินอุดหนุนเฉพาะกิจ เพื่อมาดำเนินโครงการ จัดหาน้ำดิบเพื่อผลิตน้ำประปาที่โรงกรองน้ำบ้านมะขามเฒ่า จากแหล่งน้ำลำตะคองมายังโรงกรองน้ำบ้านมะขามเฒ่า

คณะรัฐมนตรี มีมติอนุมัติงบประมาณให้ดำเนินโครงการ ในวงเงินงบประมาณ 1,995,430,000 บาทประกอบด้วย

  1. เงินอุดหนุนเฉพาะกิจ สนับสนุนร้อยละ 50 (วงเงิน 997,715,000 บาท)
  2. เทศบาลนครนครราชสีมาสมทบ ร้อยละ 50 (วงเงิน 997,715,000 บาท)

โดยมี รายละเอียดของโครงการจัดหาน้ำดิบเพื่อผลิตน้ำประปาที่โรงกรองน้ำบ้านมะขามเฒ่าดังนี้

  1. ค่าก่อสร้าง วงเงินงบประมาณที่รับอนุมัติ 1,928,410,000 บาท ราคากลาง 1,915,500,000 บาท ประกอบด้วย
    1. งานก่อสร้างสถานีสูบน้ำดิบ 2 แห่ง คือ สถานีสูบน้ำดิบเขื่อนมะเกลือใหม่ และสถานีสูบน้ำดิบที่
    2. โรงกรองน้ำบ้านมะขามเฒ่า และงานวางท่อเหล็กหล่อเหนียว และท่อ HDPE ขนาด 1,200 มม. วางตามคลองธรรมชาติ ความยาว ประมาณ 35 กิโลเมตร
  2. ค่าจ้างที่ปรึกษาเป็นค่าควบคุมงาน วงเงินงบประมาณ 67,020,000 บาท ราคากลาง 52,560,000 บาท

การดำเนินการตามโครงการดังกล่าว เป็นงบผูกพัน 5 ปี (งบประมาณปี 2568-2572)เทศบาล
ต้องสมทบ 997,715,000 บาท เนื่องจากเทศบาลไม่มีงบประมาณเพียงพอ จึงจำเป็นต้องกู้ เงินจากแหล่งเงินกู้ และได้แสวงหาแหล่งเงินกู้จากธนาคารและสถาบันเงินกู้ต่างๆ พบว่า ธนาคารกรุงไทยให้ดอกเบี้ยต่ำที่สุด คือ ร้อยละ 1.95 บาทต่อปี เทศบาลจึงได้ดำเนินการ ตามระเบียบข้อกฎหมายเพื่อขอกู้เงิน เมื่อได้รับอนุมัติจากรัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทย จึงได้ดำเนินการกู้เงินจากธนาคารกรุงไทย

โดยมีวัตถุประสงค์ของการกู้เงิน เพื่อการลงทุนโครงการจัดหาน้ำดิบเพื่อผลิตน้ำประปาที่โรงกรองน้ำบ้านมะขามเฒ่า เป็นอำนาจหน้าที่ของเทศบาลในการแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำอุปโภคและบริโภคของประชาชน เพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการสาธารณูปโภค สนับสนุนการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ การค้าและการลงทุนของจังหวัดนครราชสีมา ลดการสูญเสียน้ำดิบระหว่างการขนส่งผ่านท่อ เพิ่มปริมาณส่งน้ำผ่านท่อได้ประมาณ 16.42 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี (อัตราค่าน้ำประปาตั้งแต่ 5-25 ลูกบาศก์เมตร มีค่าเฉลี่ย 12.14 บาทต่อ ลูกบาศก์เมตรลดค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมท่อน้ำดิบ ประมาณ 10.80 ล้านบาทต่อปี ลดค่าใช้ไฟฟ้าในการสูบน้ำ ประมาณ 10.61 ล้านต่อปี สามารถขยายการบริการประปาไปยังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่นข้างเคียงได้อย่างเพียงพอและทั่วถึง จากเดิม 76.70 ตารางกิโลเมตร เป็น 223.85 ตารางกิโลเมตร เทศบาลนครนครราชสีมา ไม่มีหนี้ค้างชำระ สามารถกู้เงินจากธนาคารกรุงไทยได้ในอัตราดอกเบี้ย ร้อยละ 1.95 ต่อปี ซึ่งถูกกว่าการกู้เงินจากเงินทุนส่งเสริมกิจการเทศบาล ในอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 2.00 ต่อปี การกู้เงินในครั้งนี้ได้ผ่านการประชุมประชาคมระดับนคร ผ่านการอนุมัติจากสภาเทศบาลนครนครราชสีมา ในการประชุมสมัยสามัญ สมัยที่ 4 ประจำปี 2567 เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2567

การกู้เงินได้ผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมการพิจารณากลั่นกรองการกู้เงินขององค์การบริหารส่วนจังหวัด เทศบาล จำนวน 2 ครั้ง ครั้งที่ 1/2568 เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2568 และครั้งที่ 2/2568เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2568 คณะกรรมการฯ เห็นว่า การขอกู้เงินของเทศบาลนครนครราชสีมาจากธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขานครราชสีมา จำนวน 700,000,000 บาท เพื่อดำเนินโครงการจัดหาน้ำดิบเพื่อผลิตน้ำประปาที่โรงกรองน้ำบ้านมะขามเฒ่า มีความเหมาะสมและเป็นไปตามหลักเกณฑ์ และเป็นไปตาม พระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. 2596 และที่แก้ไขเพิ่มเติม


กันตินันท์ เรืองประโคน/รายงาน

วอน “ญี่ปุ่น”…อย่าต่อลมหายใจให้ “อันธพาลชายแดน”

ใครที่ติดตามปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา คงเห็นชัดว่ากัมพูชาไม่ต่างอะไรจาก “อันธพาล” ประจำอาเซียน ไม่ว่าจะเป็นการใช้กำลังเคลื่อนไหวใกล้แนวชายแดน แอบวางทุ่นระเบิด บุกรุกชายแดนไทย ยั่วยุทหารไทย ปล่อยปัญหาลักลอบเข้าเมือง ค้ามนุษย์ และแก๊งคอลเซ็นเตอร์ เหล่านี้เป็นการไม่เคารพข้อตกลงชายแดน

กัมพูชามักแสดงท่าทีแข็งกร้าวเมื่อเสียเปรียบ แต่เรียกร้องเอาเปรียบเมื่อได้โอกาส… ใช้นโยบาย “ได้เปรียบก็เอา เสียเปรียบก็โวย” สร้างความปั่นป่วนให้เพื่อนบ้านไม่หยุดหย่อน

นี่ไม่ใช่พฤติกรรมของ “เพื่อนบ้านที่ดี” แต่คือพฤติกรรมของ “อันธพาล” ที่คอยสร้างปัญหาให้คนอื่น

1. ญี่ปุ่นต้องไม่เป็นผู้ใหญ่ที่ตามใจอันธพาล

ญี่ปุ่นในฐานะผู้ลงทุนรายใหญ่และผู้ให้ความช่วยเหลือกัมพูชามาโดยตลอด กำลังพยายามกดดันไทยให้เปิดด่านโดยเร็ว เพื่อปกป้อง Supply Chain (ระบบทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับการผลิตสินค้าและบริการ ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ) และผลประโยชน์ของบริษัทญี่ปุ่น แต่หากญี่ปุ่นเลือก “ช่วยต่อลมหายใจให้กัมพูชา” ก็เท่ากับส่งเสริมพฤติกรรม “อันธพาล” ให้ยิ่งได้ใจ

ถึงเวลานี้ญี่ปุ่นต้องเลือกแล้วว่าจะยืนอยู่ตรงไหน… จะกดดันให้กัมพูชาเลิกพฤติกรรมอันธพาล? หรือจะเลือกเป็นผู้ใหญ่ที่ตามใจ ทำให้อันธพาลได้ใจ?

ญี่ปุ่น… อย่าเผลอตกหลุมพราง ทั้งๆ ที่มีอำนาจต่อรอง ทั้ง ODA (Official Development Assistance ความช่วยเหลือเพื่อพัฒนาอย่างเป็นทางการ) เงินลงทุน และบทบาทในเวทีโลก จึงควรใช้พลังนี้บังคับให้อันธพาลเคารพกติกา

2. ไทยไม่ใช่ “เหยื่อ” ของ “อันธพาล”

ไทยไม่ได้ปิดด่านเพื่อเอาเปรียบ แต่เพื่อปกป้องอธิปไตยและความมั่นคง การปิดด่านคือ “อาวุธการเจรจา” ของไทย หากรีบเปิดด่านโดยยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาชายแดนได้ จะทำให้เสียอำนาจการต่อรอง

ไทยไม่ได้ต้องการปิดกั้นการค้า แต่จะเปิดด่านได้นั้น อย่างน้อยจะต้องมีการกำหนดเขตแดนให้เป็นที่ยุติ โดยใช้แผนที่ 1:50,000 ไม่ใช่ 1:200,000

ผมซาบซึ้งใจในความรักชาติของพ่อค้า-แม่ค้า ชายแดนหลายรายที่ให้สัมภาษณ์ว่า “แม้ค้าขายไม่ดี แต่จะยอมอดทนเพื่อความมั่นคงของประเทศเรา ยังไม่อยากให้เปิดด่านตอนนี้”

3. สรุป

ผมไม่เคยลืมบุญคุณของรัฐบาลญี่ปุ่นที่ได้ให้ทุนผมไปเรียนระดับปริญญาเอกด้านวิศวกรรมศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัยโตเกียว แม้ว่าจะเป็นเวลาที่ผ่านมากว่า 4 ทศวรรษแล้วก็ตาม นั่นเป็นเรื่องส่วนตัว แต่เรื่องผลประโยชน์ของประเทศชาติ ผมขอเลือกยืนข้างประเทศไทยของเรา

ด้วยเหตุนี้ จึงอยากวิงวอนให้ญี่ปุ่นหันไปกดดันกัมพูชาให้เลิกทำตัวเป็นอันธพาล แล้วกลับตัวมาเป็น “เด็กดี”… ทุกปัญหาจะคลี่คลาย

ขอย้ำไปที่ญี่ปุ่นว่า “อย่าต่อลมหายใจให้อันธพาลชายแดนอีกต่อไป เพราะทุกครั้งที่ยอมตามใจ หลายปัญหาจะยิ่งบานปลาย”

ได้โปรดเถอะ… “Onegai moshiagemasu”!


ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์
อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และอดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร

องคมนตรี เป็นประธานเนื่องใน “วันปกรณ์’ 68” พร้อมมอบโล่ประกาศเกียรติคุณให้แก่นักสังคมสงเคราะห์ดีเด่น จำนวน 13 คน

วันอังคารที่ 9 กันยายน 2568 เวลา 13.30 น. ณ ห้องปรินซ์ บอลรูม ชั้น 11 อาคาร 1 โรงแรมปรินซ์ พาเลซ กรุงเทพฯ นายพลากร สุวรรณรัฐ องคมนตรี เป็นประธานในพิธีประกาศเกียรติ คุณนักสังคมสงเคราะห์ดีเด่น ประจำปี พ.ศ. 2567 เนื่องใน “วันปกรณ์’ 68” พร้อมมอบโล่ประกาศเกียรติคุณให้แก่นักสังคมสงเคราะห์ดีเด่น จำนวน 13 คน

สภาสังคมสงเคราะห์ฯ โดยมี รองศาสตราจารย์ ดร.อนุชาติ ศรีศิริวัฒน์ รองเลขาธิการ คุณเยาวมาลย์ วัชระเรืองศรี กรรมการอำนวยการ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่สภาสังคมสงเคราะห์ฯ เป็นผู้แทนร่วมแสดงความยินดีกับ คุณพัชร์ เคียงศิริ ที่ปรึกษากรรมการอำนวยการ ในโอกาสได้รับรางวัลนักสังคมสงเคราะห์ดีเด่น ประเภทอาสาสมัคร

ในการนี้ รองศาสตราจารย์ ดร.อนุชาติ ศรีศิริวัฒน์ รองเลขาธิการ มอบเงินสนับสนุน จำนวน 10,000 บาท เพื่อสนับสนุนกิจกรรมสาธารณประโยชน์ ด้านสังคมสงเคราะห์ และงานวันปกรณ์ ประจำปี 2568 โดยมี รองศาสตราจารย์ อภิญญา เวชยชัย ประธานกรรมการบริหารมูลนิธิศาสตราจารย์ ปกรณ์ อังศุสิงห์ เป็นผู้รับมอบ

#ชมรมเด็กและเยาวชนดีเด่นสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทยฯ #กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ #นักสังคมสงเคราะห์ดีเด่น


ไทย… ไม่ใช่แค่เจ้าภาพ แต่คือ “หัวใจของวอลเลย์บอลโลก”

ศึกวอลเลย์บอลหญิงชิงแชมป์โลก 2025 จัดขึ้นที่ประเทศไทย ระหว่างวันที่ 22 สิงหาคม – 7 กันยายน 2568 มีนักตบลูกยางสาวจาก 32 ชาติลงสนาม ชาวโลกจับตามอง… และสุดท้าย สิ่งที่ทุกคนพูดถึงไม่ใช่แค่ผลการแข่งขัน แต่คือ “พลังของแฟนวอลเลย์บอลชาวไทย” ที่ทำให้ทั้งโลกประทับใจ!

1. ทีมชาติไทยสู้เต็มหัวใจ… ทะลุเข้า 16 ทีมสุดท้ายนักตบลูกยางสาวไทยสุดปัง! หลายคนโชว์ฟอร์มโดดเด่น บางคนยังเล่นอยู่ในลีกต่างประเทศ ทำให้มีประสบการณ์และความมั่นใจเต็มเปี่ยมหล่อหลอมเป็นพลังสำคัญ นี่คือ “ทีมไทย” ที่ไม่เพียงแต่สร้างความภูมิใจ แต่ยังสร้างแรงบันดาลใจให้แฟนๆ ทั้งประเทศ

2. ผู้เล่นต่างชาติประทับใจกองเชียร์ไทย! ผู้เล่นต่างชาติหลายคนแสดงความประทับใจต่อกองเชียร์ชาวไทย มีผู้เล่นคนหนึ่งที่ไม่พูดถึงไม่ได้ เธอคือ… กาบี กัปตันลูกยางสาวทีมชาติบราซิล บราซิลคว้าเหรียญทองแดงไปครอง แต่สิ่งที่ทำให้คนไทยซาบซึ้งกว่าคือ… คำพูดของกาบี ที่หันไปขอบคุณกองเชียร์ไทยด้วยคำพูดที่ทำให้เอฟซีชาวไทยยิ้มทั้งน้ำตา เช่น“ทัวร์นาเมนต์นี้ เรามีผู้เล่น 14 คน ส่วนคนไทยเหมือนเป็นผู้เล่นคนที่ 15” และ “เหรียญทองแดงนี้ครึ่งหนึ่งเป็นของประเทศไทย”สองประโยคนี้กลายเป็นไวรัลในโลกโซเชียลทันที… “นี่แหละมิตรภาพจากกีฬาจริงๆ”

3. กองเชียร์ไทย.. ทำไมโลกจึงหลงรัก? ทั้งโลกหลงรักการเป็นเจ้าภาพของไทย นี่คือเหตุผล…

(1) เสียงเชียร์กระหึ่มจนสั่นสะเทือนโซเชียล

(2) กำลังใจที่ส่งให้ไม่ใช่แค่ทีมไทย แต่ให้ทุกทีมที่ลงแข่ง

(3) มีของที่ระลึกมอบให้ผู้เล่นที่ตนชื่นชอบ มีป้ายไฟ เสื้อทีม พร้อมสร้างคอนเทนต์ไวรัล

(4) เอฟซีไทย “เชียร์ด้วยหัวใจ”… สุภาพ สนุก และอบอุ่น อรรถรสของการเชียร์ที่สร้างบรรยากาศเชิงบวกทั้งต่อผู้เล่นและผู้ชมต่างชาติ

(5) กองเชียร์ไทยทำให้สนาม “เป็นบ้านหลังที่ 2” ของผู้เล่นที่มาเยือน

4. ไทย… เจ้าภาพระดับ “เวิลด์คลาส” สนามแข่งขันแน่นทุกแมตช์ โลจิสติกส์และการเดินทางราบรื่น มีการจัด “แฟนโซนและกิจกรรมวัฒนธรรม” ให้ต่างชาติได้สัมผัสประเทศไทยแบบเต็มๆ จนสื่อระดับโลกถึงกับพาดหัวว่า “Bangkok was buzzing” หรือ “กรุงเทพฯ คึกคักสุดๆ”

5. บทสรุป… โลกจดจำไทยวอลเลย์บอลหญิงชิงแชมป์โลก 2025 ไม่ใช่แค่ทัวร์นาเมนต์กีฬาครั้งใหญ่ แต่คือบทพิสูจน์ว่า ไทยคือเวทีที่ทำให้โลกประทับใจ… ทีมไทยโชว์ผลงานยอดเยี่ยม…. นักตบลูกยางสาวต่างชาติยกย่องแฟนวอลเลย์บอลชาวไทย… กองเชียร์ไทยคือพลังที่ไม่มีชาติใดลอกเลียนแบบได้ และจากนี้ไป ทุกครั้งที่พูดถึง “ศึกวอลเลย์บอลหญิงชิงแชมป์โลก 2025 (FIVB Women’s World Championship 2025)” โลกจะจดจำว่า “มันคือเรื่องราวของประเทศไทย”

คำถามทิ้งท้าย… “คุณคิดว่าใครคือ MVP ในใจคุณ?”


ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์
อดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และอดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

คณะกรรมาธิการการทหาร และความมั่นคงของรัฐ วุฒิสภา ประชุมทวิภาคี เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับบทบาทของฝ่ายนิติบัญญัติ ณ สภาแห่งชาติสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว

คณะกรรมาธิการการทหารและความมั่นคงของรัฐ วุฒิสภา เดินทางไปประชุมทวิภา คีและไปเยือนต่างประเทศ ณ นครหลวงเวียงจันทน์ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว

วันศุกร์ที่ 12 กันยายน 2568 เวลา 14.00 – 15.45 นาฬิกา คณะกรรมาธิการการทหารและความมั่นคงของรัฐ วุฒิสภา นำโดย พลเอก สวัสดิ์ ทัศนา ประธานคณะกรรมาธิการ นายสมบูรณ์ หนูนวล รองประธานกรรมาธิการ คนที่หนึ่ง พร้อมด้วยกรรมาธิการ และคณะอนุกรรมาธิการกิจการทหารด้านความมั่นคงแบบองค์รวม ได้เดินทางไปประชุมทวิภาคีร่วมกับประธานกรรมาธิการป้องกันชาติ – ป้องกันความสงบ และรองประธานสภาแห่งชาติ ณ สภาแห่งชาติสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว

ในการนี้ พลตรี ดร. วงสัก พันทะวง ประธานกรรมาธิการป้องกันชาติ – ป้องกันความสงบ
และ พลโท สุวอน เลืองบุนมี รองประธานสภาแห่งชาติ กับผู้แทนสภาแห่งชาติ ได้ให้การต้อนรับพลเอก สวัสดิ์ ทัศนา ประธานคณะกรรมาธิการ และคณะเดินทาง

จากนั้น พลตรี ดร. วงสัก พันทะวง ประธานกรรมาธิการป้องกันชาติ – ป้องกันความสงบ
และพลโท สุวอน เลืองบุนมี รองประธานสภาแห่งชาติ กับผู้แทนสภาแห่งชาติ ได้ประชุมทวิภาคีร่วมกับพลเอก สวัสดิ์ ทัศนา ประธานคณะกรรมาธิการ และคณะกรรมาธิการ เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับบทบาทของฝ่ายนิติบัญญัติ ได้แก่ ความร่วมมือ และความสัมพันธ์ในด้านกลาโหม เพื่อส่งเสริมทางการทหาร และความมั่นคง การพัฒนาศักยภาพกองทัพ และการจัดสรรสิทธิประโยชน์ของกำลังพล รวมทั้งการพัฒนาศักยภาพ และความเชี่ยวชาญด้าน AI และเทคโนโลยีของกองทัพในการป้องกันประเทศ รวมถึงยังมีการปรึกษาหารือและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในการปฏิบัติหน้าที่ในเรื่องของความมั่นคงและการทหารถึงภัยคุกคามตามแนวชายแดน เช่น ยาเสพติดตามแนวชายแดน การลักลอบค้าสัตว์ป่าและพืชป่า การลักลอบเข้าเมืองและแรงงานผิดกฎหมาย การก่อการร้าย ภัยธรรมชาติ การโจรกรรม ยานพาหนะ โรคระบาด หรือบุคคลที่เป็นอันตรายเป็นภัยต่อความมั่นคงของไทยและลาว สินค้าเถื่อน การค้าประเวณี และการค้ามนุษย์ หรือกรณีบุคคลสองสัญชาติของทั้งสองประเทศที่จำเป็นต้องอาศัยการมีส่วนร่วมของภาคส่วนต่างๆ อย่างจริงจัง โดยเฉพาะภาคประชาชนที่อาศัยอยู่ตามแนวชายแดน เพื่อให้ข้อมูลเบาะแสการกระทำผิดกฎหมายต่างๆ ของบุคคลที่เป็นอันตรายเป็นภัยต่อความมั่นคง และความสงบเรียบร้อยตามแนวชายแดนทั้งสองประเทศ ทั้งนี้ ในส่วนของการร่วมมือระหว่างกันในเรื่องกำหนดยุทธศาสตร์การป้องกันและรักษาความสงบเรียบร้อยตามแนวชายแดนแบบมีส่วนร่วมถือว่ามีความสำคัญที่ทั้งไทยและลาวควรขับเคลื่อนผลักดันร่วมกัน

นอกจากนี้ เวลา 15.45 – 16.15 นาฬิกา พลตรี ดร. วงสัก พันทะวง ประธานกรรมาธิการป้องกันชาติ – ป้องกันความสงบ ได้นำคณะกรรมาธิการเยี่ยมชมห้องประชุมสภาแห่งชาติลาวอันเป็นศูนย์กลางอำนาจนิติบัญญัติของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ซึ่งสมาชิกสภาแห่งชาติจะใช้เป็นสถานที่ประชุมเพื่อออกกฎหมาย พิจารณานโยบาย และกำกับดูแลการทำงานของรัฐบาลเป็นสถานที่ที่สะท้อน หลักการประชาธิปไตยแบบประชาชนมีส่วนร่วม ตามระบอบการเมืองของลาว และยังเป็นสัญลักษณ์ของเอกราช อธิปไตย และความเป็นรัฐชาติ ของลาวเป็นผลงานที่สะท้อนความร่วมมือระหว่างประเทศ เนื่องจากได้รับการสนับสนุนด้านการก่อสร้างและออกแบบจากจีน แสดงถึงมิตรภาพและความสัมพันธ์ระหว่างลาวกับต่างประเทศ อีกทั้ง ยังใช้เป็นเวทีในการประกาศนโยบายสำคัญของรัฐ รวมถึงการเปลี่ยนผ่านผู้นำและการลงมติประเด็นระดับชาติ

ทั้งนี้ คณะกรรมาธิการการทหารฯ จะได้นำข้อมูล ข้อเท็จจริง และข้อเสนอแนะ ที่ได้จากการประชุมทวิภาคีแลกเปลี่ยนความคิดเห็นมาประกอบการพิจารณาศึกษาตามที่รัฐธรรมนูญและกฎหมายกำหนดไว้ภายใต้กรอบของฝ่ายนิติบัญญัติต่อไป


คณะกรรมาธิการการทหารและความมั่นคงของรัฐ วุฒิสภา ประชุมทวิภาคี ณ สภาแห่งชาติสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว

คณะกรรมาธิการการทหารและความมั่นคงของรัฐ วุฒิสภา เดินทางไปประชุมทวิภา และไปเยือนต่างประเทศ ณ นครหลวงเวียงจันทน์ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชา ชนลาว

วันศุกร์ที่ 12 กันยายน 2568 เวลา 14.00 – 15.45 นาฬิกา คณะกรรมาธิการการทหาร และความมั่นคงของรัฐ วุฒิสภา นำโดย พลเอก สวัสดิ์ ทัศนา ประธานคณะกรรมาธิการ, นายสมบูรณ์ หนูนวล รองประธานกรรมาธิการ คนที่หนึ่ง พร้อมด้วยกรรมาธิการและคณะอนุกรรมาธิการกิจการทหารด้านความมั่นคงแบบองค์รวม ได้เดินทางไปประชุมทวิภาคีร่วมกับประธานกรรมาธิการป้องกันชาติ – ป้องกันความสงบ และรองประธานสภาแห่งชาติ ณ สภาแห่งชาติสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว

ในการนี้ พลตรี ดร. วงสัก พันทะวง ประธานกรรมาธิการป้องกันชาติ – ป้องกันความสงบ
และ พลโท สุวอน เลืองบุนมี รองประธานสภาแห่งชาติ กับผู้แทนสภาแห่งชาติ ได้ให้การต้อนรับพลเอก สวัสดิ์ ทัศนา ประธานคณะกรรมาธิการ และคณะเดินทาง

จากนั้น พลตรี ดร. วงสัก พันทะวง ประธานกรรมาธิการป้องกันชาติ – ป้องกันความสงบ
และพลโท สุวอน เลืองบุนมี รองประธานสภาแห่งชาติ กับผู้แทนสภาแห่งชาติ ได้ประชุมทวิภาคีร่วมกับพลเอก สวัสดิ์ ทัศนา ประธานคณะกรรมาธิการ และคณะกรรมาธิการ เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับบทบาทของฝ่ายนิติบัญญัติ ได้แก่ ความร่วมมือ และความสัม พันธ์ในด้านกลาโหม เพื่อส่งเสริมทางการทหาร และความมั่นคง การพัฒนาศักยภาพกองทัพ และการจัดสรรสิทธิประโยชน์ของกำลังพล รวมทั้งการพัฒนาศักยภาพ และความเชี่ยวชาญด้าน AI และเทคโนโลยีของกองทัพในการป้องกันประเทศ รวมถึงยังมีการปรึกษาหารือและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในการปฏิบัติหน้าที่ในเรื่องของความมั่นคงและการทหารถึงภัยคุกคามตามแนวชายแดน เช่น ยาเสพติดตามแนวชายแดน การลักลอบค้าสัตว์ป่าและพืชป่า การลักลอบเข้าเมืองและแรงงานผิดกฎหมาย การก่อการร้าย ภัยธรรมชาติ การโจรกรรม ยานพาหนะ โรคระบาด หรือบุคคลที่เป็นอันตรายเป็นภัยต่อความมั่นคงของไทยและลาว สินค้าเถื่อน การค้าประเวณี และการค้ามนุษย์ หรือกรณีบุคคลสองสัญชาติของทั้งสองประเทศที่จำเป็นต้องอาศัยการมีส่วนร่วมของภาคส่วนต่างๆ อย่างจริงจัง โดยเฉพาะภาคประชาชนที่อาศัยอยู่ตามแนวชายแดน เพื่อให้ข้อมูลเบาะแสการกระทำผิดกฎหมายต่างๆ ของบุคคลที่เป็นอันตรายเป็นภัยต่อความมั่นคง และความสงบเรียบร้อยตามแนวชายแดนทั้งสองประเทศ ทั้งนี้ ในส่วนของการร่วมมือระหว่างกันในเรื่องกำหนดยุทธศาสตร์การป้องกันและรักษาความสงบเรียบร้อยตามแนวชายแดนแบบมีส่วนร่วมถือว่ามีความสำคัญที่ทั้งไทยและลาวควรขับเคลื่อนผลักดันร่วมกัน

นอกจากนี้ เวลา 15.45 – 16.15 นาฬิกา พลตรี ดร. วงสัก พันทะวง ประธานกรรมาธิการป้อง กันชาติ – ป้องกันความสงบ ได้นำคณะกรรมาธิการเยี่ยมชมห้องประชุมสภาแห่งชาติลาวอันเป็นศูนย์กลางอำนาจนิติบัญญัติของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ซึ่งสมาชิกสภาแห่งชาติจะใช้เป็นสถานที่ประชุมเพื่อออกกฎหมาย พิจารณานโยบาย และกำกับดูแลการทำงานของรัฐบาลเป็นสถานที่ ที่สะท้อนหลักการประชาธิปไตยแบบประชาชนมีส่วนร่วม ตามระบอบการเมืองของลาว และยังเป็นสัญลักษณ์ของเอกราช อธิปไตย และความเป็นรัฐชาติ ของลาวเป็นผลงานที่สะท้อนความร่วมมือระหว่างประเทศ เนื่องจากได้รับการสนับสนุนด้านการก่อสร้างและออกแบบจากจีน แสดงถึงมิตรภาพและความสัมพันธ์ระหว่างลาวกับต่างประเทศ อีกทั้ง ยังใช้เป็นเวทีในการประกาศนโยบายสำคัญของรัฐ รวมถึงการเปลี่ยนผ่านผู้นำและการลงมติประเด็นระดับชาติ

ทั้งนี้ คณะกรรมาธิการการทหารฯ จะได้นำข้อมูล ข้อเท็จจริง และข้อเสนอแนะ ที่ได้จากการประชุมทวิภาคีแลกเปลี่ยนความคิดเห็นมาประกอบการพิจารณาศึกษาตามที่รัฐธรรมนูญและกฎหมายกำหนดไว้ภายใต้กรอบของฝ่ายนิติบัญญัติต่อไป


พลเอก สวัสดิ์ ทัศนา นำคณะฯ ประชุมทวิภาคี และเยือนสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว

คณะกรรมาธิการการทหารและความมั่นคงของรัฐ วุฒิสภา เดินทางไปประชุมทวิภาคีและไปเยือนต่างประเทศ ณ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ณ เวียงจันทน์

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 11 กันยายน 2568 เวลา 13.30 – 15.00 นาฬิกา คณะกรรมาธิการการทหารและความมั่นคงของรัฐ วุฒิสภา นำโดย พลเอก สวัสดิ์ ทัศนา ประธานคณะกรรมาธิการการนายสมบูรณ์ หนูนวล รองประธานกรรมาธิการ คนที่หนึ่ง พร้อมด้วยกรรมาธิการ และคณะอนุกรรมาธิการกิจการทหารด้านความมั่นคงแบบองค์รวม ได้เดินทางไปประชุมทวิภาคีและเพื่อเข้าเยี่ยมคำนับและหารือกับประธานคณะกรรมาธิการความมั่นคงและการป้องกันประเทศ สภาแห่งชาติ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว

ในการนี้ พลจัตวา สมวัน ทำมาไซ รองประธานกรรมาธิการป้องกันชาติ – ป้องกันความสงบ และผู้แทนจากสถานเอกอัครราชทูต ณ เวียงจันทน์ ให้การต้อนรับพลเอก สวัสดิ์ ทัศนา ประธานคณะกรรมาธิการ และคณะเดินทาง

จากนั้น ได้นำคณะกรรมาธิการเข้าเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ศิลปะลาว ณ เวียงจันทน์ ซึ่งพิพิธภัณฑ์ดังกล่าวเป็นการจัดแสดงงานแกะสลักไม้ลาวแบบดั้งเดิมอันถือเป็นงานฝีมือสุดประณีตอันเป็นรากฐานของเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมของชาติลาว อีกทั้งยังเป็นเวทีสำหรับจัดแสดงความคิดสร้างสรรค์ ส่งเสริมความยั่งยืน การสร้างความตระหนักรู้ด้านสิ่งแวดล้อม และการอนุรักษ์วัฒนธรรม โดยมีเป้าหมายที่จะสร้างแรงบันดาลใจให้กับศิลปินลาวรุ่นต่อไป เพื่อส่งเสริมความเชื่อมโยงที่ลึกซึ้งระหว่างเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมและความคิดสร้างสรรค์เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศ โดยพิพิธภัณฑ์ดังกล่าวตั้งอยู่ในเมืองไซทานีในเวียงจันทน์บนพื้นที่ 80 เฮกตาร์ (ราว 500 ไร่) หลังจากเริ่มก่อสร้างในปี 2021 (2564) โดยมีงบประมาณโครงการมากกว่า 50 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.73 พันล้านบาท)

นอกจากนี้ คณะกรรมาธิการได้มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับบทบาทของฝ่ายนิติ บัญญัติ ได้แก่ การส่งเสริมความร่วมมือด้านความมั่นคงของกลุ่มอาเซียน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงอันมีสาขาความร่วมมือ ได้แก่ คมนาคมขนส่ง โทรคมนาคม พลัง งาน การค้า การลงทุน เกษตร สิ่งแวดล้อม การท่องเที่ยวและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ โดยโครงการนั้นอยู่บนพื้นฐานความคิดที่ว่าต้องการเปลี่ยนลุ่มแม่น้ำโขงให้พัฒนาอยู่บนพื้นฐานของการพัฒนาแบบระบบตลาด ทั้งยังต้องการลดความยากจนและต้องการทรัพยากรมนุษย์ ตลอดจนการเสริมสร้างความพร้อมในการเผชิญกับภัยคุกคามในรูปแบบต่าง ๆ

ทั้งนี้ คณะกรรมาธิการการทหารฯ จะได้นำข้อมูล ข้อเท็จจริง และข้อเสนอแนะที่ได้จากการประชุมทวิภาคีและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นมาประกอบการพิจารณาศึกษาตามหน้าที่และอำนาจตามที่รัฐธรรมนูญและกฎหมายกำหนดไว้ภายใต้กรอบของฝ่ายนิติบัญญัติต่อไป