“กรี” ผู้นำด้านอุตสาหกรรมเครื่องปรับอากาศที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมของโลก ฉลองความสำเร็จ 10 ปี

“กรี” ผู้นำด้านอุตสาหกรรมเครื่องปรับอากาศที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมของโลก ฉลองความสำเร็จ 10 ปี อย่างยิ่งใหญ่ ด้วยความภาคภูมิใจ เปิดเกมส์รุก ชูนวัตกรรม ก้าวสู่อนาคตอย่างมั่นคงด้วย นวัตกรรมใหม่ กับคอนเซ็ปต์ “A Decade of Trust, A Future of Innovation” พร้อมเปิดตัวเครื่องปรับอากาศใหม่ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้วันที่ 10 กันยายน 2025 ณ ศูนย์สรรพสินค้า เซ็นทรัล เวิลด์ ห้อง Bangkok Convention Center กรุงเทพฯ

“กรี” ผู้นำและผู้เชี่ยวชาญในการผลิตเครื่องปรับอากาศจากประเทศจีนมายาวนานกว่า 30 ปี ได้จัดงานเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ “GREE เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 2025” อย่างยิ่งใหญ่ งานนี้จัดขึ้นภายใต้คอนเซ็ปต์ “A Decade of Trust, Forward Together (สิบปีแห่งความไว้วางใจ ก้าวไปด้วยกัน)” โดยมีผู้แทนจำหน่าย และพันธมิตรจากทั้ง ประเทศสิงคโปร์ ประเทศ ไทย และประเทศอินโดนีเซียเข้าร่วมงานเปิดตัวในครั้งนี้กว่า 1,200 คน เพื่อร่วมเป็นสักขีพยานในก้าวสู่อนาคตอันสำคัญของ กรี ทั้งยังเป็นการเปิดเกมส์รุกตลาดเครื่องปรับอากาศ ในการก้าวสู่ยุคใหม่ของการดำเนินธุรกิจภายใต้แบรนด์ของตนเองในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กลยุทธ์ทางการตลาด อย่างมืออาชีพ

กรี ก้าวสู่ยุคการดำเนินงานภายใต้แบรนด์ของตนเองในช่วง10 ปี ที่ผ่านมา กรี ประจำประเทศอินโดนีเซียได้พัฒนาระบบการดำเนินงานในท้องถิ่นอย่างต่อเนื่อง เน้นการสร้างเครือข่ายในการขายและการบริการหลังการขายที่มีความแข็งแกร่ง โดยได้รับความไว้วางใจจากลูกค้าในตลาดอินโดนีเซียและยังได้รับการยอมรับจากพันธมิตรเป็นอย่างดีโดยใน ปี 2025 นี้ จะไม่เป็นเพียงแค่การฉลองครบรอบ 10 ปีของ กรีประจำประเทศ อินโดนีเซียเท่านั้น ทว่ายังเป็นครั้งแรกของการประกาศการก่อตั้ง กรี ทั้งในประเทศสิงคโปร์และประเทศไทย อย่างเป็นทางการอีกด้วย ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีของการเดินหน้าในเส้นทาง “การดำเนินงานแบรนด์อิสระระดับโลก”ท่ามกลางการแข่งขัน และแนวโน้มใหม่ของตลาดโลก GREE Headquarters ยังยึดมั่นในกลยุทธ์ของ “แบรนด์อิสระ” โดยลดการผลิตแบบ OEM ลงทีละขั้น และมุ่งเสริมสร้างศักยภาพของแบรนด์ GREE และ TOSOT ให้เกิดความแข็งแกร่งไปทั่วโลก ด้วยการจัดตั้งฝ่ายกลยุทธ์แบรนด์อิสระระดับโลก และวางเครือข่ายบริษัทย่อยและทีมงานตรงในภูมิภาคหลักกรี ยังสามารถควบคุมการสื่อสารแบรนด์ของช่องทางการขาย รวมทั้งมีการ

บริการหลังการขาย รวมทั้งการพัฒนาเทคโนโลยีผลิตภัณฑ์ได้อย่างสมบูรณ์ ทั้งนี้เพื่อมอบประสบการณ์ที่ดีและมีประสิทธิภาพ มีความมั่นคง ทั้งยังมีความใส่ใจต่อลูกค้าหรือผู้ใช้งานอีกด้วย เจาะลึกตลาดท้องถิ่น เพิ่มศักยภาพและการบริการได้อย่างรวดเร็ว

Dr.Jared Yang ประธานกรรมการบริหาร บริษัท GREE ประจำประเทศไทย กล่าวว่า ” การก่อตั้งบริษัทในประเทศไทยไม่ได้มีจุดประสงค์เพื่อเปลี่ยนแปลงกลไกความร่วมมือที่มีอยู่ แต่เพื่อมอบการบริการที่ดียิ่งขึ้นไปแก่พันธมิตรในท้องถิ่น ด้วยการสนับสนุนอย่างมืออาชีพและมีประสิทธิภาพกรี ยังมีความสามารถด้านการวิจัยและพัฒนาและโซลูชั่นระบบในเครื่องปรับอากาศเชิงพาณิชย์ที่มีความแข็งแกร่ง โดยได้ดำเนินโครงการ

สำคัญในโรงแรม ห้างสรรพสินค้า อาคารสำนักงาน และศูนย์การคมนาคมหลายแห่งในประเทศไทย ครอบคลุมผลิตภัณฑ์ทั้งระบบ VRF ระบบมัลติ และระบบน้ำ เพื่อตอบสนองต่อความต้องการที่หลากหลายของตลาดเฉพาะกลุ่ม พร้อมให้การรับประกันตลอดการใช้งาน ตั้งแต่การออกแบบ การติดตั้ง จนถึงบริการหลังการขาย

Dr.Jared Yang ยังกล่าวเสริมอีกว่า “ผลิตภัณฑ์ที่ดีเป็นเพียงรากฐาน แต่สิ่งที่ทำให้ได้รับความไว้วางใจระยะยาว คือ ทีมงานมืออาชีพและการบริการหลังการขายที่ดีที่สุด” ด้วยการลงทุนสร้างแบรนด์อย่างต่อเนื่อง ทั้งนวัตกรรมและผลิตภัณฑ์อย่างไม่หยุดยั้ง โดยทีมบริการมืออาชีพ และการสนับสนุนหลังการขายที่มีประสิทธิภาพ จะทำให้เราสามารถบุกตลาดในประเทศไทยได้สำเร็จ และมุ่งเน้นการพัฒนาอย่างยั่งยืนตลอดไปการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ ทั้ง 3 ประเทศ: เทคโนโลยี สร้างชีวิตอัจฉริยะ หล่อหลอมโลกสีเขียวร่วมกัน เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมในงานเปิดตัวครั้งนี้ กรี ได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์นวัตกรรมใหม่ถึง 3 รุ่นด้วยกัน สำหรับตลาดในสิงคโปร์ ไทย และอินโดนีเซีย โดยมุ่งเน้น 3 แนวทางหลัก ได้แก่ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) พลังงานสีเขียว และการติดตั้งที่ยืดหยุ่น เพื่อตอบสนองความต้องการที่หลากหลายของผู้บริโภคตามสภาพภูมิอากาศและรูปแบบการใช้งานที่แตกต่างกันออกไป

ประเทศไทย | เครื่องปรับอากาศระบบ AI อินเวอร์เตอร์ 8 องศา Airy: “ฉลาด สบาย สะอาดปลอดภัย”Airy ซึ่งถูกวางตำแหน่งเป็น “AI 8 องศา อินเวอร์เตอร์” นับเป็นรุ่นเรือธง ที่มีความโดดเด่นในด้านสุขภาพ และสุดอัจฉริยะที่ กรี ออกแบบมาเพื่อประเทศไทยโดยเฉพาะ โดยติดตั้งอัลกอริทึม G-learning AI ช่วยประหยัดพลังงานได้สูงสุดถึง 50% พร้อมรองรับการสั่งงานด้วยระบบเสียงและการเชื่อมต่อ WiFi อีกทั้งผสานเทคโนโลยีการกรอง HEPA การฆ่าเชื้อด้วยรังสี UVC และระบบพลาสมาเย็น สร้างระบบฟอกอากาศทั้งบ้าน พร้อมการออกแบบการกระจายลม 4 ทิศทางและการทำงานเงียบเพียง 19 เดซิเบล เหมาะอย่างยิ่งสำหรับบ้านพักและโรงแรมในภูมิอากาศร้อนชื้นของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อินโดนีเซีย

ระบบมัลติ Free Match: เครื่องเดียวควบคุมหลายตัว เหมาะกับการใช้ทั้งบ้านและธุรกิจสำหรับตลาดอินโดนีเซียนั้น กรี ได้เปิดตัว Free Match ซึ่งถูกกำหนดให้เป็น “ระบบมัลติที่มีความยืดหยุ่น” โดยเน้น 3 จุดแข็งหลัก ได้แก่ การประหยัดพลังงานสูง การติดตั้งที่ยืดหยุ่น และความเสถียรและเที่ยงตรงด้วยการออกแบบอัตราการเชื่อมต่อสูงพิเศษ (สูงสุดถึง 150%) การจัดวางเครื่องปรับอากาศภายในได้อย่างอิสระ และเครื่องปรับอากาศภายนอกรุ่นกะทัดรัด G-Max จึงเหมาะสมอย่างยิ่งกับบ้านพักตากอากาศที่มีขนาดเล็ก อาคารสำนักงาน และร้านค้านอกจากนี้กรียังเพิ่มเทคโนโลยีการเริ่มทำงานในแรงดันไฟกว้างและระบบป้องกันความผิดปกติแบบอัตโนมัติ ช่วยให้เกิดการทำงานได้อย่างเสถียรในสภาพแวดล้อมไฟฟ้าที่ซับซ้อนของอินโดนีเซีย จึงนับเป็นเครื่องปรับอากาศสารพัดประโยชน์ที่ผสมผสานทั้งความคุ้มค่าและการใช้งานได้อย่างลงตัวสิงคโปร์

เรือธงปลอดคาร์บอน GMV6 Solar : ประหยัดพลังงานสูงสุด นำอนาคตเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมสำหรับตลาดสิงคโปร์ ได้มีการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ “ระบบปรับอากาศมัลติขับเคลื่อนด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ GMV6 Solar” ซึ่งถือเป็นนวัตกรรมแรกของโลก กับรุ่น “เรือธงปลอดคาร์บอน” ผลิตภัณฑ์นี้จึงเปี่ยมไปด้วยประสิทธิภาพการขับเคลื่อนด้วยพลังงานแสงอาทิตย์สูงถึง 99% รองรับการทำงานแบบไม่พึ่งพาโครงข่ายไฟฟ้า (off-grid) อย่างสมบูรณ์ ทำให้เกิดภาวะ“ศูนย์ค่าไฟ ศูนย์การปล่อยก๊าซ” ด้วยสถาปัตยกรรมแบบโมดูลาร์ สามารถเชื่อมต่อกับอาคารได้หลากหลายประเภท พร้อมติดตั้งระบบควบคุมระยะไกล แพลตฟอร์มการบำรุงรักษาอัจฉริยะ และการทำงานในสภาวะอุณหภูมิกว้าง เหมาะสำหรับอาคารสีเขียว ศูนย์การค้าระดับชั้นนำ และหน่วยงานของรัฐบาล โดยสอดคล้องกับมาตรฐานประสิทธิภาพพลังงานสูงสุดของสิงคโปร์ (Green Mark)ภาพอนาคตของ GREE ทั่วโลก

: สีเขียว อัจฉริยะ เชื่อมโยงอุณหภูมิของโลกจุดเริ่มต้นแห่งทศวรรษใหม่ของ “กรี” กำลังเร่งผลักดันการขยายธุรกิจระดับโลกอย่างรวดเร็ว ด้วย วิสัยทัศน์ และความเป็นมืออาชีพ เราเชื่อมั่นมาโดยตลอดว่า นวัตกรรม และเทคโนโลยี คือสะพานที่เชื่อมโยงอุณหภูมิของโลก และการได้รับความไว้วางใจจากผู้ใช้ คือ สิ่งที่ตอบโจทย์ สู่การพัฒนาของกรีอย่างไม่หยุดยั้งได้ในอนาคตในอนาคต GREE จะยังคงมุ่งมั่นในเส้นทางการพัฒนาคุณภาพ ของผลิตภัณฑ์ สู่อุตสาหกรรมของโลก โดยยึดกลยุทธ์ “นวัตกรรมอิสระ + แบรนด์อิสระ” อันเป็นแรงขับเคลื่อนคู่ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ลาตินอเมริกา ตะวันออกกลาง และยุโรป เราจึงมอบโซลูชั่นระบบเครื่องปรับอากาศที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม อัจฉริยะ มีความฉลาดปราดเปรียว มีความสะดวกสบายมากกว่าเดิมเราหวังเป็นอย่างยิ่ง ว่าจะได้ร่วมมือกับพันธมิตรทั่วโลก เพื่อสร้างชีวิตที่ดีขึ้นด้วยเทคโนโลยีที่ยั่งยืน และ “ทำให้ทั้งโลกหลงรักสินค้าที่ผลิตขึ้นจากประเทศจีน”

สำหรับในประเทศไทยนั้น ทางบริษัทจะเข้ามาดูแลทั้งการนำเข้า การขาย และบริการหลังการขายอย่างครบวงจร เพื่อสร้างแรงกระตุ้นในการทำตลาด พร้อมคุ้มครองสิทธิผู้บริโภคอย่างครอบคลุมทุกมิติ ทั้งยังให้ความสำคัญในเรื่องของการบริการหลังการขายอย่างมาก เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าว่า ลูกค้าจะได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่องด้วยความโปร่งใสและเป็นธรรม ซึ่งทางเราให้ประกันอะไหล่ 5 ปี รวมทั้ง คอมเพรสเซอร์ 4 ปี

ปัจจุบันเครื่องปรับอากาศ Gree เราใช้เทคโนโลยี Ai เป็นนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ลูกค้าได้อย่างดีเยี่ยม เครื่องปรับอากาศรุ่นล่าสุด มาพร้อมด้วยเทคโนโลยี “การควบคุมอุณหภูมิอัจฉริยะ การประหยัดพลังงาน และคุณภาพอากาศเพื่อสุขภาพ” ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงปรัชญาของกรีฯ ที่ยึดแนวคิด

“นวัตกรรมขับเคลื่อน ผู้ใช้งานเป็นศูนย์กลาง”

เราพร้อมให้บริการลูกค้าทุกท่านในการ แจ้งเคลม แจ้งซ่อม และบริการล้างเครื่องปรับอากาศ โดยมีบุคคลากร และทีมช่างที่มีความชำนาญ พร้อมให้คำปรึกษา วิเคราะห์สาเหตุ และ แก้ไขปัญหา สามารถเข้าถึงลูกค้าอย่างได้รวดเร็ว…Dr.Jared Yang กล่าวทิ้งท้าย


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

ททท. สานต่อกระแสกรีนกับงาน Amazing Green Fest 2025 ชวนออกเดินทางท่องเที่ยวแบบรักษ์โลก พร้อมขยายเครือข่ายแบ่งปันเรื่องราวความยั่งยืนในทุกมิติ

ททท. สานต่อกระแสกรีนกับงาน Amazing Green Fest 2025 ชวนออกเดินทางท่องเที่ยวแบบรักษ์โลก พร้อมขยายเครือข่ายแบ่งปันเรื่องราวความยั่งยืนในทุกมิติ

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จัดงาน Amazing Green Fest 2025 เทศกาลด้านการท่องเที่ยวยั่งยืนต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 ตอกย้ำภาพลักษณ์เรื่องความยั่งยืนผ่านอีเวนต์สีเขียว ระหว่างวันที่ 11-14 กันยายน 2568 ณ สวนสามพราน จังหวัดนครปฐม โดยมี นางสาวอโรชา นันทมนตรี ผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม และ นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. ร่วมเป็นประธานในพิธี มุ่งสร้างประสบการณ์และมอบองค์ความรู้ด้านการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนในทุกมิติ พร้อมชักชวนคนออกท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบ สร้างความเป็นธรรมทางการค้า เปิดโอกาสให้เกิดเครือข่ายหน้าใหม่ด้านการท่องเที่ยวและธุรกิจสีเขียว สร้างพื้นที่ให้ผู้ผลิตและผู้บริโภคได้พบปะพูดคุย

นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. กล่าวว่า งาน Amazing Green Fest 2025 ที่จัดขึ้นในปีนี้ สานต่อความสำเร็จจากงาน Amazing Green Fest 2024 แสดงถึงความมุ่งมั่นของ ททท. ที่จะยกระดับการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนให้เป็นเรื่องที่ทุกคนเข้าถึงได้ ไม่ใช่แค่เทรนด์ชั่วคราว แต่เป็นภูมิคุ้มกันระยะยาวของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว การจัดงานครั้งนี้จึงเป็นมากกว่าเทศกาล แต่ให้ความสำคัญคู่ขนานทั้งในส่วนของ Demand และ Supply โดยเป็นเวทีที่สร้างความตระหนักรู้และแรงบันดาลใจให้แก่นักท่องเที่ยว รวมถึงเป็นการขยายเครือข่ายในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนให้ผู้ประกอบการได้เกิดการแลกเปลี่ยนความรู้และยกระดับศักยภาพร่วมกัน ทั้งนี้ เพื่อผลักดันให้เกิดการท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบ การดำเนินธุรกิจสีเขียวที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ สังคม และชุมชนท้องถิ่น ซึ่งจะนำไปสู่การเติบโตของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยอย่างยั่งยืนในอนาคต พร้อมทั้งเป็นต้นแบบของเทศกาลงานท่องเที่ยวที่ไม่เพียงแค่สร้างความสุข แต่ยังคำนึงถึงผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง

สำหรับงาน Amazing Green Fest 2025 แบ่งออกเป็น 8 โซนหลัก เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนในหลากหลายมิติ ดังต่อไปนี้

  1. Amazing Green Tourism: นำเสนอผลงานและโครงการด้านความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมของ ททท. ที่ให้ความสำคัญต่อการยกระดับผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวสู่มิติแห่งความยั่งยืนเช่น โครงการ Thailand Tourism Awards , Organic Tourism , STGs และ STGs STAR เป็นต้น
  2. Amazing Green Market & Business Matching: ตลาดจำหน่ายสินค้าอินทรีย์และงานคราฟต์ เปิดโอกาสให้ผู้ผลิตพบผู้บริโภคโดยตรง พร้อมพื้นที่สำหรับจับคู่ธุรกิจเพื่อขยายเครือข่ายสังคมอินทรีย์และธุรกิจยั่งยืน มีผู้ประกอบการเข้าร่วมกว่า 70 บูท อาทิ Lisu Lodge, MORE LOOP อยู่ลำพูน, ชุมชนแม่ทา จังหวัดเชียงใหม่, เดอะมนต์รัก แม่กลอง
  3. Amazing Green Stories: บอกเล่าเรื่องราวธุรกิจและกิจกรรมท่องเที่ยวที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อสร้างแรงบันดาลใจ ผ่านเวทีเสวนาด้านความยั่งยืน 8 เสวนา อาทิ การเสวนาในหัวข้อ “Gone Green เรื่องสีเขียวไม่เก่าที่เราต้องรู้” โดย ททท. และเพจท่องเที่ยวสายกรีน TrekkingThai, Go Green Girls, the geen และการเสวนาในหัวข้อ “Sustainable Matching ธุรกิจคิดกรีน” โดย Central Tham, ธรรมธุรกิจ สวนสามพราน Little Tree, Thai Smile Group และเรือไฟฟ้าสุขสำราญ
  4. Amazing Green Taste: รวบรวมร้านอาหารกว่า 30 ร้าน นำเสนอวัฒนธรรมอาหารอย่างยั่งยืนที่เน้นวัตถุดิบท้องถิ่นตามฤดูกาลและวัตถุดิบอินทรีย์มาให้ได้เลือกชิมเลือกชอปกัน อาทิ แมวกินปลา, School Coffee, ตามมี, โอมากาเห็ด พร้อมนำเสนอคอร์สอาหารเที่ยงกลางสวนที่ชวนเชฟชื่อดังมารังสรรค์เมนูแบบใหม่ ไม่ว่าจะเป็น คอร์สอาหารที่ใช้วัตถุดิบอินทรีย์และสมุนไพรตำรับโบราณ มาปรุงอย่างร่วมสมัย พร้อมแบ่งปันความรู้การกินเพื่อดูแลกายใจ อาทิ “Wellness Voyage กินเป็นยา” พบกับ ลุงรีย์- Uncleree Farm, “Gastro Journey เที่ยวผ่านอาหารท้องถิ่น อาหารชนเผ่า และเมนูพิเศษจากวัตถุดิบชุมชน Gastro Journey” พบกับ เชฟแบล็ค – Blackitch Artisan Kitchen จังหวัดเชียงใหม่
  5. Amazing Green Playground: เปิดพื้นที่เรียนรู้สำหรับเด็กและเยาวชน ผ่านเวิร์กชอปและกิจกรรมส่งเสริมความรู้ความเข้าใจเรื่องการท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบ
  6. Amazing Green Innovation: จัดแสดงนวัตกรรมการท่องเที่ยวที่เป็นมิตรต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม โดยมีผู้ประกอบการด้านนวัตกรรมกว่า 10 บูท อาทิ Thai Smile Bus, TOCA, ION ENERGY
  7. Amazing Green Workshop: เวิร์กชอปงานฝีมือที่สะท้อนภูมิปัญญาท้องถิ่น โดยใช้วัสดุจากธรรมชาติและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
  8. Amazing Sharing Space: พื้นที่แบ่งปันเรื่องราวความยั่งยืน สนับสนุนแนวคิดและมุมมองที่หลากหลาย เพื่อกระตุ้นให้ผู้คนออกเดินทางท่องเที่ยวหลังการจัดงาน ด้วยการล้อมวงพูดคุยในบรรยากาศสบายๆอาทิ หัวข้อ “Homestay จะเปิดโฮมสเตย์จำเป็นต้องมีอะไรบ้าง”, หัวข้อ “Low Carbon มาเรียนรู้การคำนวณคาร์บอนแบบง่าย ๆ เพื่อจัดทำเส้นทาง “ไร้ค่า (คาร์บอน)””

ทั้งนี้ ผู้ที่สนใจสามารถเข้าร่วมงาน Amazing Green Fest 2025 ที่จัดขึ้นในวันที่ 11–14 กันยายน 2568 ณ สวนสามพราน จังหวัดนครปฐม ตั้งแต่เวลา 09:00-17:00 น. โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย และติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook Page : Amazing Green Fest หรือ โทร. 1672 Travel Buddy


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

มทร.ธัญบุรี ผนึกพันธมิตรตั้ง “AI Center for SME” ปักหมุดศูนย์กลางนวัตกรรม หนุนผู้ประกอบการไทยสู่เศรษฐกิจดิจิทัล

มทร.ธัญบุรี ผนึกพันธมิตรตั้ง “AI Center for SME” ปักหมุดศูนย์กลางนวัตกรรม หนุนผู้ประกอบการไทยสู่เศรษฐกิจดิจิทัล

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี (มทร.ธัญบุรี) ร่วมกับสมาคมผู้ประกอบการปัญญาประดิษฐ์ประเทศไทย (AIEAT) และสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย (The Federation of Thai SME Association) ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ จัดตั้งศูนย์ปัญญาประดิษฐ์สำหรับเอสเอ็มอี (AI Center for SME) อย่างเป็นทางการ เพื่อผลักดันการใชัเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ขับเคลื่อนผู้ประกอบการไทยให้สามารถแข่งขันได้ในระดับภูมิภาคและสากล ณ ห้องเมธาวี ชั้น 5 อาคารวิทยบริการ สำนักวิทยบริการและเทคโนโลยีสารสนเทศ มทร.ธัญบุรี

การก่อตั้งศูนย์ฯ มีเป้าหมายชัดเจนในการ สร้างระบบนิเวศด้าน AI สำหรับ SME โดยเน้นการบูรณาการองค์ความรู้จากภาคการศึกษา ภาคธุรกิจ และสมาคมวิชาชีพ เข้าสู่การใช้งานจริงในภาคอุตสาหกรรม ครอบคลุมทั้ง การวิจัยและพัฒนา (R&D) การถ่ายทอดเทคโนโลยี การอบรมบุคลากร และการสร้างต้นแบบนวัตกรรมเชิงพาณิชย์ ซึ่งจะช่วยให้ SME สามารถลดต้นทุน เพิ่มผลิตภาพ และขยายตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ

รศ.ดร.สมหมาย ผิวสอาด อธิการบดี มทร.ธัญบุรี กล่าวว่า ความร่วมมือนี้สะท้อนพันธกิจอีกบทบาทหนึ่งในการเป็นมหาวิทยาลัยเพื่อชุมชนและประเทศชาติ โดยใช้ AI เป็นเครื่องมือในการยกระดับ SME โดยศูนย์ฯดังกล่าวจะเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างเครือข่ายความร่วมมือทั้งในและต่างประเทศ เชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยสู่ตลาดโลก ขณะเดียวกันก็เปิดโอกาสให้นักศึกษาและบุคลากรของมหาวิทยาลัยได้เรียนรู้และทำงานร่วมกับภาคธุรกิจจริง อันจะนำไปสู่การสร้างกำลังคนคุณภาพสูงที่ตรงกับความต้องการของตลาดแรงงานยุคใหม่

ด้าน ศ.ดร.กฤษณ์ชนม์ ภูมิกิตติพิชญ์ รองอธิการบดี มทร.ธัญบุรี กล่าวว่า AI Center for SME เป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ด้าน AI และเป็นแพลตฟอร์มเชื่อมโยงกับ SME เข้ากับเทคโนโลยีดิจิทัลและเพิ่มโอกาสทางธุรกิจ สร้างรายได้เพิ่มให้กับ SME ด้วย แพลตฟอร์ม AI ต่าง ๆ ที่เหมาะสมกับบริบทของ SME นั้น ๆ เนื่องจาก SME คือฟันเฟืองหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ถ้า SME ของประเทศไทย เข้มแข็งจะส่งผลโดยตรงให้ประเทศไทยสามารถสร้างนวัตกรรม สร้างมูลค่าเพิ่ม และแข่งขันกับตลาดโลกได้อย่างยั่งยืน
ขณะที่ ดร.ชาญวิทย์ บุญช่วย นายกสมาคมผู้ประกอบการปัญญาประดิษฐ์ประเทศไทย (AIEAT) กล่าวถึงแนวทางดำเนินงานว่า ศูนย์ฯ จะมุ่งเน้นการนำ AI มาประยุกต์ใช้ในสาขาหลักที่ SME ไทยมีศักยภาพสูง เช่น การเกษตรอัจฉริยะ (Smart Farming), การผลิตอัจฉริยะ (Smart Manufacturing), การค้าปลีกดิจิทัล และการบริการบนแพลตฟอร์มออนไลน์ พร้อมพัฒนาโมเดลต้นแบบที่สามารถนำไปปรับใช้ได้จริงในธุรกิจ ความร่วมมือครั้งนี้ไม่ใช่แค่การเปิดศูนย์ แต่คือการสร้างโครงสร้างพื้นฐานใหม่ให้กับเศรษฐกิจไทย

ส่วน ดร.ณพพงศ์ ธีระวร ประธานสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย เน้นย้ำว่า ความร่วมมือนี้เป็นโอกาสสำคัญที่จะช่วยปลดล็อกข้อจำกัดของ SME ไทยในเรื่องการเข้าถึงเทคโนโลยีและองค์ความรู้ ซึ่งจะเป็นเหมือนคลินิกธุรกิจสำหรับ SME ที่ต้องการใช้ AI เพื่อปรับตัวและเติบโต ลดต้นทุนการลงทุนด้านเทคโนโลยี และเพิ่มศักยภาพการแข่งขันในตลาดโลก การจัดตั้ง AI Center for SME นี้ เป็นความร่วมมือกันหลายภาคส่วน ทั้งภาคการศึกษา ภาคธุรกิจ และเครือข่าย SME ในการสร้างอนาคตเศรษฐกิจไทยที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม โดยศูนย์ฯ จะเริ่มเดินหน้ากิจกรรมและโครงการนำร่องตั้งแต่ปลายปีนี้ เพื่อปูทางไปสู่การเป็น ศูนย์กลางความร่วมมือด้าน AI สำหรับ SME แห่งแรกของประเทศ


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

“Mega Show-Bangkok 2026” งานแสดงสินค้าไลฟ์สไตล์ระดับนานาชาติ

“Mega Show-Bangkok 2026” งานแสดงสินค้าไลฟ์สไตล์ระดับนานาชาติเตรียมสร้างปรากฏการณ์ใหม่ใจกลางกรุงเทพฯ ย้ายสู่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ พร้อมเปิดตัวงาน Kick-off อย่างเป็นทางการ

เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2568 บริษัท ComAsia Limited จำกัด เปิดตัว“Mega Show-Bangkok 2026” อย่างยิ่งใหญ่ภายใต้ชื่องาน “Kick-off Ceremony for 2026 MEGA SHOW-Bangkok” ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ (QSNCC) ซึ่งเป็นการนับถอยหลังสู่มหกรรมแสดงสินค้านานาชาติ โดยจัดขึ้นระหว่างวันที่ 15–17 กรกฎาคม 2569 โดยงานนี้นับเป็นแพลตฟอร์มสำคัญที่เชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยกับผู้ซื้อจากทั่วโลก ภายในงานแถลงข่าวได้รับเกียรติจากบุคคลสำคัญในแวดวงอุตสาหกรรมและการค้าของไทยร่วมงาน อาทิ นายสุรพล อุทินทุ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิต์,  ดร.ชาญชัย สิริเกษมเลิศ ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอ (THTI), นายจิรบูลย์ วิทยสิงห์ เลขาธิการสมาพันธ์ผลิตภัณฑ์ไลฟ์สไตล์ไทย และนายสุปรีย์ ทองเพชรประธานสภาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมของไทย โดยได้ร่วมเสวนาในหัวข้อ “US Tax Wall: โอกาสของภาคธุรกิจไทย”

พร้อมด้วยการสนับสนุนจากหน่วยงานภาครัฐและสมาคมธุรกิจที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ สมาคมการค้าเครื่องใช้ในครัวเรือนไทย สมาคมการค้าของขวัญของชำร่วยไทยและของตกแต่งบ้าน สมาคมการค้าสินค้าตกแต่งบ้านและผลิตภัณฑ์ไลฟ์สไตล์  สมาคมการค้าของเล่นและผลิตภัณฑ์เด็กไทยสมาคมเครื่องเขียนและเครื่องใช้สำนักงานไทย สมาคมผู้ผลิตและผู้ส่งออกสินค้าหัตถกรรมภาคเหนือ

มร.ปีเตอร์ เชิง ผู้อำนวยการ บริษัท ComAsia Limited กล่าวถึงการจัดงานว่า “Mega Show ได้รับความสำเร็จอย่างต่อเนื่องกว่า 30 ปีที่ฮ่องกง และเป็นที่รู้จักในระดับนานาชาติ กรุงเทพฯ ถือเป็นศูนย์กลางของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีศักยภาพสูง เชื่อมต่อการเดินทางสะดวก และเป็นตลาดที่มีโอกาสเติบโตมากกว่าประเทศอื่น เราจึงตัดสินใจขยาย Mega Show มาจัดในประเทศไทย ซึ่งในปีหน้าถือเป็นครั้งที่ 5 และเติบโตขึ้นจากผู้แสดงสินค้า400 รายในปีแรก สู่กว่า 1,000 ราย”

Mega Show-Bangkok โดดเด่นด้วยการจัดแสดงสินค้าที่ครอบคลุมหลากหลายหมวดหมู่ ของขวัญ ของชำร่วย ของใช้ในบ้าน เครื่องเขียนเครื่องใช้ไฟฟ้า อุปกรณ์ไฟฟ้าแสงสว่าง อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ฮาร์ดแวร์และอุปกรณ์ทำสวน รวมถึงผลิตภัณฑ์ ฮาลาล ที่ตอบโจทย์ตลาดโลก โดยงานที่ผ่านมา ในปี 2025 มีผู้เข้าชมกว่า 15,000 ราย โดยกว่า 6,000 ราย เดินทางมาจากต่างประเทศ ครอบคลุมผู้ซื้อทั้งจากญี่ปุ่น เกาหลี ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย เวียดนาม จีน ฮ่องกง รวมถึงยุโรปและอเมริกา สร้างเม็ดเงินหมุนเวียนด้านโรงแรม การขนส่ง และการท่องเที่ยวอย่างมหาศาล

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีกิจกรรมสัมมนาและเวิร์กช็อปให้ความรู้ด้าน E-commerce รวมถึงการ Business Matching เชื่อมโยงผู้ซื้อกับผู้ประกอบการไทยโดยตรง ตอกย้ำความเป็นเวที B2B และ B2C ที่ครบวงจร “Mega Show-Bangkok 2026 คาดว่าจะมีผู้แสดงสินค้ากว่า 1,200 บูธ จากกว่า 17 ประเทศ และดึงดูดผู้ซื้อมืออาชีพนับหมื่นรายจากทั่วโลก โดยมีหนึ่งวันพิเศษเปิดให้ผู้บริโภคชาวไทยเข้าร่วมสัมผัสประสบการณ์การช้อปปิ้งสินค้าไลฟ์สไตล์จากทั่วโลก” มร.ปีเตอร์ กล่าวปิดท้าย

ดร.ชาญชัย สิริเกษมเลิศ ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอ กล่าวถึงบทบาทของสถาบันว่า “Mega Show เป็นเวทีสำคัญที่สร้างโอกาสให้กับผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SMEs ในกลุ่มไลฟ์สไตล์และสิ่งทอแฟชั่น ที่จะได้พัฒนาศักยภาพและขยายตลาดสู่ระดับนานาชาติ การเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลกและภูมิรัฐศาสตร์ทำให้ผู้ประกอบการต้องปรับตัว งานนี้จึงถือเป็นเวทีที่จะช่วยสร้างความร่วมมือและเปิดประตูสู่ตลาดใหม่ๆ ได้อย่างแท้จริง”

ปัจจุบันแนวโน้มการจัดแสดงสินค้าได้เปลี่ยนแปลงไป ภายใต้แรงกดดันทางภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจโลก ทำให้เกิดความท้าทายใหม่ ๆ เช่น ผลกระทบจากความตึงเครียดทางการเมืองระหว่างประเทศที่ส่งผลโดยตรงต่อตลาดแสดงสินค้า อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ยังคงมีการเติบโต ทั้งในด้านสินค้าเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม กลุ่ม Green Sustainable นวัตกรรมเทคโนโลยี และการขยายเครือข่ายซัพพลายเชนในระดับโลก ซึ่งผู้ประกอบการไทยจำเป็นต้องเร่งปรับตัว

สำหรับงาน Mega Show ถือเป็นเวทีสำคัญที่เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการ SME ของไทยเข้าร่วม โดยได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ผ่านโครงการ BDS : Business Development Services เพื่อพัฒนาศักยภาพ ขยายตลาด และสร้างโอกาสเข้าถึงผู้ซื้อในต่างประเทศ

“ที่ผ่านมา สสว.ให้การสนับสนุนงานแสดงสินค้า Mega Show ต่อเนื่องมาแล้ว 3 ปี โดยปีแรก (2566) มีผู้ประกอบการเข้าร่วม 47 บริษัท ปี 2567 เพิ่มเป็น 57 บริษัท และในปี 2568 มีมากถึง 86 บริษัท โดยได้รับการสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการเข้าร่วมงานอย่างเป็นรูปธรรม สำหรับปี 2026 สสว. ยังคงสนับสนุนผู้ประกอบการ โดยในกรณี SME ภาคการผลิตที่มีรายได้ไม่เกิน 500 ล้านบาทต่อปี และรายอื่น ๆ ที่มีรายได้ไม่เกิน 300 ล้านบาทต่อปี จะได้รับการสนับสนุนประมาณ 50% ของค่าใช้จ่าย ขณะที่กลุ่ม Micro SME ที่มีรายได้ไม่เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี และ SME ภาคการผลิตรายได้ไม่เกิน 100 ล้านบาทต่อปี จะได้รับการสนับสนุนสูงสุดถึง 80%”

ดร.ชาญชัย กล่าวเพิ่มเติมว่างาน Mega Show Bangkok 2026 ถือเป็นโอกาสสำคัญสำหรับผู้ประกอบการไทยในการเรียนรู้การทำธุรกิจระดับนานาชาติ โดยไม่จำเป็นต้องเดินทางไปต่างประเทศ เพียงมาที่ศูนย์สิริกิติ์ก็สามารถพบผู้ซื้อจากทั่วโลกได้ พร้อมทั้งยืนยันว่าทาง สสว. จะยังคงสนับสนุนค่าใช้จ่าย เพื่อให้ผู้ประกอบการไม่ต้องแบกรับภาระทั้งหมด

ด้านนายจิรบูลย์ วิทยสิงห์ เลขาธิการสมาพันธ์ผลิตภัณฑ์ไลฟ์สไตล์ไทย เปิดเผยว่า สมาพันธ์ฯ รู้สึกเป็นเกียรติและยินดีอย่างยิ่งที่ได้ร่วมสนับสนุนการจัดงาน Mega Show Bangkok 2026 โดยสมาพันธ์ซึ่งประกอบด้วยสมาคมในเครือ 6 แห่ง ได้แก่ สมาคมเครื่องใช้ในครัวเรือนไทย สมาคมของขวัญของชำร่วยไทยและของตกแต่งบ้าน สมาคมสินค้าตกแต่งบ้านและผลิตภัณฑ์ไลฟ์สไตล์ สมาคมอุตสาหกรรมของเล่นไทย สมาคมเครื่องเขียนและเครื่องใช้สำนักงานไทย และสมาคมผู้ผลิตและผู้ส่งออกสินค้าหัตถกรรมภาคเหนือ มีสมาชิกกว่า 500 บริษัท ที่จะเข้าร่วมแสดงสินค้า ตลอดการทำงานร่วมกับ ComAsia สมาพันธ์ฯ พบว่าผู้ซื้อจากต่างประเทศกว่า 5,000 รายที่เข้าร่วมงานมีคุณภาพและสร้างความพึงพอใจให้แก่ผู้ประกอบการเป็นอย่างมาก ขณะที่การเข้าร่วมของผู้แสดงสินค้านานาชาติหลากหลายกลุ่มช่วยเพิ่มความน่าสนใจของงาน โดยในรอบ 6 เดือนล่าสุด ตัวเลขการส่งออกในสินค้ากลุ่มนี้ยังสะท้อนแนวโน้มที่น่าจับตา ได้แก่ สินค้าเครื่องใช้ในครัวเรือนเพิ่มขึ้น 4.87% ของขวัญ ของชำร่วย และของตกแต่งบ้านเพิ่มขึ้น 27.98% เครื่องเขียนและเครื่องใช้สำนักงานเพิ่มขึ้น14.14% แม้สินค้าของเล่นลดลง -16.16% แต่ภาพรวมการส่งออกของไทยในปี 2024 ยังคงอยู่ที่ราว 1,908 ล้านเหรียญสหรัฐ ท่ามกลางความท้าทายจากกำแพงภาษีของสหรัฐฯ และการเปลี่ยนแปลงด้านเศรษฐกิจการค้าระหว่างประเทศ งาน Mega Show Bangkok จึงเป็นแพลตฟอร์มสำคัญที่จะช่วยผู้ประกอบการไทยสร้างเครือข่ายพบผู้ซื้อจากทั่วโลก และเปิดโอกาสขยายธุรกิจสู่ตลาดสากลอย่างแท้จริง

มหกรรม Mega Show-Bangkok 2026 กำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่15-17 กรกฎาคม 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ซึ่งคาดว่าจะสร้างโอกาสทางธุรกิจและกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมและรายละเอียดการลงทะเบียนสามารถติดตามได้ที่เว็บไซต์ : www.megashowbangkok.com และช่องทางโซเชียลมีเดียของMega Show-Bangkok  
Facebook: facebook.com/megashowbangkok Instagram : instagram.com/megashowbangkok  
YouTube: youtube.com/megashowbangkok LinkedIn: www.linkedin.com/company/megashowbangkok/
TikTok : tiktok.com/@megashowbangkok

MegaShowBangkok2026 #QSNCC #B2B #B2C #ASEANTradeHub #HalalProducts #ThaiSMEs #Comasia


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

พลโท บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาค2 เดินทางมาที่ค่ายสุรนารี เพื่อมารับสิ่งของบริจาค ให้กับทหารชายแดน ภาค2

พลโท บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาค 2 เดินทางมาที่ค่ายสุรนารี เพื่อมารับสิ่งของบริจาค ให้กับทหารชายแดน ภาค 2

วันอังคาร ที 9 กันยายน พ.ศ. 2568 ถือว่าเป็นวันดีฤกษ์ดี 9/9/2568 ท่านแม่ทัพภาค 2 พลโท บุญสิน พาดกลาง ได้เป็นตัวแทนเดินทางมาที่ค่ายสุรนารี เพื่อมารับสิ่งของบริจาคให้กับ ทหารชายแดน ภาค 2 ที่ท่านได้ดำรงตำแหน่งอยู่ก่อนเกษียณอีก 21 วัน เพื่อทำคุณประ โยชน์ให้แก่ประเทศชาติก่อนเกษียณ โดยมีประชาชน จากหลายๆ จังหวัด และหน่วยงานหลายๆองค์กร ที่ร่วมกันบริจาคสิ่งของ ให้กับทหารที่ปกป้องชายแดนเพื่อเป็นประโยชน์สืบต่อไป

และในวันนี้ สตรีอาสาสมัครรักษาดินแดนจังหวัดสมุทรปราการ นำทีมโดย นางสาวแองจีรีน่า ไรส สตรีอาสาสมัครรักษาดินแดนจังหวัดสมุทรปราการ ส.อ.ร.ด. พร้อมด้วยนางมิ่งขัวญ นาคบัลลังค์ เลขาฯ สมุทรปราการ ส.อ.ร.ด. และ พ.ท.ธัญพร จักรสูง ส.อ.ร.ด., คุณ สุวรรณา แสงสว่างศรี บริษัท ศรีสินสุวรรณภูมิ ได้รับเกียรติมอบของให้ท่านแม่ทัพ ช่วงเวลา 18.00 น.

หลังจากนั้นท่านแม่ทัพภาค2 ได้กล่าวเปิดงานและถ่ายรูป กับพี่น้องประชาชนที่ได้มาบริจาคสิ่งของบรรยากาศ เป็นกันเองและอบอุ่น ถึงวันนี้ท่านจะติดภารกิจก่อนที่จะเดินทางมาถึงค่ายสุรนารี แต่ท่านก็ทำหน้าที่ของท่านได้อย่างเต็มที่ทำให้พี่น้องทุกคนที่มาร่วมบริจาควันนี้ประทับใจและมีความสุขก่อนกลับบ้าน ถือว่าเป็นภาพประทับใจของหลายๆ คนและหลายๆหน่วยหลายๆองค์กร งานจบลงอย่างชื่นมื่น เวลา 20.00 น.


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ องคมนตรีเชิญถุงพระราชทาน และของใช้จำเป็น มอบราษฎรน้ำท่วมพิษณุโลก

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์มูลนิธิราชประชานุเคราะห์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ เชิญถุงพระราชทาน และเครื่องอุปโภคบริโภค กับเชิญถุงพระราชทานสำหรับเด็กไปมอบแก่ราษฎรผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่จังหวัดพิษณุโลก

วันนี้ 14 กันยายน 2568 เวลา 10.41 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ พลเอกกัมปนาท รุดดิษฐ์ องคนตรี ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์มูลนิธิราชประชานุเคราะห์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ เชิญถุงพระราชทาน และเครื่องอุปโภคบริโภค กับเชิญถุงพระราชทานสำหรับเด็ก จำนวนรวม 1,500 ถุง ไปมอบแก่ราษฎรผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่จังหวัดพิษณุโลก

โดยมอบแก่ผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ เพื่อเชิญไปมอบแก่ราษฎรที่ประสบอุทกภัยต่อไป และมอบแก่ราษฎรอำเภอบางระกำ ณ หอประชุมโรงเรียนบางระกำวิทยศึกษา อำเภอ
บางระกำ จังหวัดพิษณุโลก เพื่อเป็นขวัญกำลังใจ และบรรเทาความเดือดร้อนในเบื้องต้น

ในโอกาสนี้ องคมนตรี ได้เชิญพระราชกระแสทรงห่วงใยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ไปกล่าวให้ราษฎรที่ประสบอุทกภัย และเจ้าหน้าที่หน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องได้รับทราบ

ในการนี้ องคมนตรีได้ลงพื้นที่เชิญถุงพระราชทาน และเครื่องอุปโภคบริโภค ไปมอบแก่ครอบครัวราษฎรที่ประสบอุทกภัยในพื้นที่หมู่ที่ 15 บ้านวังกุ่ม ตำบลบางระกำ อำเภอบางระกำ จำนวน 3 ครอบครัว ซึ่งเป็นผู้สูงอายุ ต่างปลื้มปีติและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นที่ได้รับพระราชทานพระมหากรุณา


“วราวุธ” เปิดตึกผู้ป่วยนอก-อุบัติเหตุ หลังใหม่ รพ.ศรีประจันต์ สุพรรณบุรี

สุพรรณบุรี – “วราวุธ” เปิดตึกผู้ป่วยนอก-อุบัติเหตุ หลังใหม่ รพ.ศรีประจันต์ สุพรรณบุรี ย้ำ เครื่องมือแพทย์ทันสมัย หวัง เพียงพอต่อการให้บริการ

เมื่อวันที่ 14 ก.ย.68 ที่ จ. สุพรรณบุรี นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวง การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ หัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา เป็นประธานเปิดอาคารผู้ป่วยนอกและอุบัติเหตุฉุกเฉิน 4 ชั้น โรงพยาบาลศรีประจันต์ อำเภอศรีประจันต์ จังหวัดสุพรรณบุรี โดย มี นพ.ณิปไทย ศีลาเจริญ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลศรีประจันต์ กล่าวรายงาน มีนายประภัตร โพธสุธน สส.สุพรรณบุรี และเลขาธิการพรรคชาติไทยพัฒนา, นายจองชัย เที่ยงธรรม อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม อดีตรองหัวหน้าพรรคชาติไทย, นายสรชัด สุจิตต์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุพรรณบุรี พรรคชาติไทยพัฒนา, นายนพดล มาตรศรี สส.สุพรรณบุรี พรรคชาติไทยพัฒนา, นายพิริยะ ฉันทดิลก ผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี, นางมณฑา ฉันทดิลก นายกเหล่ากาชาดจังหวัดสุพรรณบุรี, ภญ.สุภัทรา บุญเสริม ผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข เขตสุขภาพที่ 5, นายแพทย์รัฐพล เวทสรณสุธี นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดสุพรรณบุรี, แพทย์ พยาบาล คณะเจ้าหน้าที่ ภาคธุรกิจ เอกชน ร่วมให้การต้อนรับและร่วมพิธี

นายวราวุธ กล่าวว่า พิธีเปิดอาคารผู้ป่วยนอกและอุบัติเหตุฉุกเฉิน 4 ชั้น โรงพยาบาลศรีประ จันต์ ตนขอแสดงความยินดีกับพี่น้องประชาชน ผู้รับบริการด้วย การเปิดบริการอาคารหลังใหม่นี้จะทำให้มีพื้นที่ใช้สอยกว้างขวางขึ้น เพียงพอต่อการบริการผู้ป่วยและประชาชนที่มารับบริการ ประกอบกับการปรับปรุงพัฒนาอาคารให้เกิดความสะดวกสบายแก่ประชาชนยิ่งขึ้น พร้อมทั้งการจัดหาเครื่องมือแพทย์ที่ทันสมัยและเพียงพอสำหรับการบริการประชาชน ต้องขอขอบคุณการสนับสนุนเงินบริจาคจากประชาชนทั้งในและนอกพื้นที่อำเภอศรีประจันต์ เป็นอย่างยิ่ง

อย่างไรก็ตามขอฝากสิ่งที่สำคัญคือการใช้อาคารบริการหลังนี้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด การวางแผนกำลังคนให้เพียงพอ และจัดระบบการบริการที่ทันสมัย ตอบสนองความต้องการของผู้ป่วยและประชาชนผู้มารับบริการ อีกทั้งขอให้เจ้าหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลังความสามารถ ยึดมั่นในคุณธรรม จริยธรรม เมตตาธรรม เพื่อประโยชน์แก่ผู้ป่วยและประชาชนเป็นสำคัญ


ภัทรพล พรมพัก สุพรรณบุรี

คณะพยาบาลศาสตร์ สถาบันพระบรมราชชนก จัดแข่งขันทักษะทางวิชาการ

สุพรรณบุรี – คณะพยาบาลศาสตร์สถาบันพระบรมราชชนกจัดโครงการ “การแข่งขันทักษะทางวิชาการ คณะพยาบาลศาสตร์ สถาบันพระบรมราชชนก” Faculty of Nursing, PBRI Primary Care Academic Skills Competition: A Showcase of Excellence

ที่หอประชุมชั้น 7 อาคารศูนย์การเรียนรู้ วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรี วันที่ 14 กันยายน 2568 ผศ.ดร.กมลรัตน์ เทอร์เนอร์ คณบดีคณะพยาบาลศาสตร์ สถาบันพระบรมราชชนก เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการ “การแข่งขันทักษะทางวิชาการ คณะพยาบาลศาสตร์ สถาบันพระบรมราชชนก” Faculty of Nursing, PBRI Primary Care Academic Skills Competition: A Showcase of Excellence โดยมี ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พิศิษฐ์ พลธนะ ผู้อำนวยการวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรี พร้อมด้วยคณาจารย์ เจ้าหน้าที่ นักศึกษา ในฐานะตัวแทนเจ้าภาพจัดการแข่งขันครั้งนี้ ให้การต้อนรับ

โดยกิจกรรมจัดขึ้นระหว่างวันที่ 13 – 14 กันยายน 2568 ประกอบด้วย

  • กิจกรรม ที่ 1 การแข่งขันตอบปัญหาภาษาอังกฤษ กลุ่มเป้าหมาย: นักศึกษาชั้นปีที่ 1 ตัวแทนวิทยาลัยละ 2 คน
  • กิจกรรมที่ 2 การแข่งขันตอบปัญหาทางวิชาการกายวิภาคศาสตร์ผ่าน soft ware Anatomy : เน้นความเร็ว ความแม่นยำและประยุกต์ใช้ความรู้ กลุ่มเป้าหมาย: นักศึกษาชั้นปีที่ 2 ตัวแทนวิทยาลัยละ 3 คน
  • กิจกรรมที่ 3 การแข่งขันรอบคัดเลือกทักษะทางการพยาบาล: Digital simulation excellent รอบคัดเลือก (คัดทีมที่มีคะแนนสูงสุด 5 ทีม) เน้นหลักการ Primary care กลุ่มเป้าหมาย นักศึกษาชั้นปีที่ 3-4 ตัวแทนวิทยาลัยละ 3 คน
  • กิจกรรมที่ 4 การแข่งขันรอบชิงชนะเลิศ (จาก 8 ทีมในรอบคัดเลือก)

การแข่งขันทักษะทางการพยาบาล: Hybrid simulation excellent เน้นการประยุกต์ใช้ความรู้ ความร่วมมือในทีมและการจัดการสถานการณ์ในสถานการณ์ Primary care กลุ่มเป้าหมาย: นักศึกษาชั้นปีที่ 3-4 ตัวแทนวิทยาลัยละ 3 คน โดยวิทยลัยพยาบาลในสังกัดคณะพยาบาลศาสตร์ สถาบันพระบรมราชชนก จำนวน 30 แห่งทั่วประเทศ ส่งตัวแทนเข้าร่วมแข่งขันในครั้งนี้ จำนวนกว่า 500 คน

คณะพยาบาลศาสตร์ สถาบันพระบรมราชชนก มอบหมายให้ วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรี ดำเนินการจัดโครงการ “การแข่งขันทักษะทางวิชาการ คณะพยาบาลศาสตร์ สถาบันพระบรมราชชนก” Faculty of Nursing, PBRI Primary Care Academic Skills Competition: A Showcase of Excellence ระหว่างวันที่ 13 – 14 กันยายน 2568 ณ หอประชุมชั้น 7 อาคารศูนย์การเรียนรู้วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรี โดยกลุ่มเป้าหมาย เป็นนักศึกษา และคณาจารย์ จำนวน 500 คน จากวิทยาลัยในสังกัดคณะพยาบาลศาสตร์ สถาบันพระบรมราชชนก 30 แห่งทั่วประเทศ

โครงการจัดขึ้นเพื่อส่งเสริมให้นักศึกษาเกิดการเรียนรู้เชิงรุก พัฒนาศักยภาพทางวิชาการและวิชาชีพ พร้อมทั้งสร้างแรงบันดาลใจในการเรียนรู้ตามระดับชั้นปี มีการออกแบบกิจกรรมการแข่งขันให้เหมาะสมและสอดคล้องกับผลลัพธ์การเรียนรู้ของหลักสูตร โดยการจัดกิจกรรมแข่งขันทักษะภาษาอังกฤษ ซึ่งเป็นทักษะที่สำคัญในการศึกษาหาความรู้และการติดต่อสื่อสารกับชาวต่างชาติในสภาพที่โลกไร้พรมแดน, การแข่งขันตอบปัญหาวิชกายวิภาคศาสตร์และพยาธิสรีรวิทยา ซึ่งเป็นรากฐานความรู้สำคัญของวิชาชีพการพยาบาล เน้นการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ของโครงสร้างร่างกายและการทำงานในภาวะปกติและผิดปกติ, การแข่งขันทักษะทางการพยาบาลผ่านสถานการณ์จำลองทางคลินิก สำหรับนักศึกษา เพื่อพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ การตัดสินใจ การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า และการบูรณาการองค์ความรู้ในการดูแลผู้ป่วยอย่างเป็นองค์รวม กิจกรรมการแข่งขันนี้ยังส่งเสริมให้นักศึกษาเกิดผลลัพธ์ตามกรอบผลลัพธ์การเรียนรู้ของหลักสูตร (Program Learning Outcomes: PLOs) ได้แก่ ความรู้ในวิชาชีพ การคิดวิเคราะห์ การสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ การทำงานร่วมกับผู้อื่น และการพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งยังสอดคล้องกับการส่งเสริมอัตลักษณ์คุณธรรมของบัณฑิต ได้แก่ “วินัย หน้าที่ สามัคคี เสียสละ สัจจะ กตเวที” รวมถึงสมรรถนะหลักของบัณฑิต (5Cs5Ls) และค่านิยม I2-ACT ที่เป็นแนวทางการพัฒนานักศึกษาของคณะพยาบาลศาสตร์ สถาบันพระบรมราชชนก

ด้วยเหตุนี้คณะพยาบาลศาสตร์ จึงได้มอบหมายให้วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรี ดำเนินการจัดโครงการ “การแข่งขันทักษะทางวิชาการ คณะพยาบาลศาสตร์ สถาบันพระบรมราชชนก” ซึ่งนับว่าเป็นการแข่งขันทักษะทางวิชาการครั้งแรกของวิทยาลัยพยาบาลในสังกัดคณะพยาบาลศาสตร์ สถาบันพระบรมราชชนก การจัดโครงการแข่งขันทักษะทางวิชาการในครั้งนี้จะช่วยยกระดับคุณภาพการจัดการเรียนการสอนเพราะการแข่งขันที่จัดขึ้นจะเป็นเวทีสะท้อนผลลัพธ์การเรียนรู้และนำข้อมูลที่ได้ไปปรับปรุงพัฒนาหลักสูตรรวมถึงวิธีการจัดการเรียนการสอนให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น สามารถตอบสนองต่อมาตรฐานวิชาชีพและการเปลี่ยนแปลงของระบบสุขภาพ สร้างแรงบันดาลใจและความภาคภูมิใจในวิชาชีพ กระตุ้นให้นักศึกษาเกิดความกระตือรือร้นในการศึกษาค้นคว้าและพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งยังเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจให้กับนักศึกษาและอาจารย์ รวมทั้งเสริมสร้างความร่วมมือและเกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างนักศึกษาและอาจารย์จากวิทยาลัยต่างๆ อันจะนำไปสู่การแลกเปลี่ยนประสบการณ์และนวัตกรรมทางการพยาบาลต่อไปในอนาคต

ผลการแข่งขัน

  • กิจกรรมที่ 1 การแข่งขันตอบปัญหาภาษาอังกฤษ รางวัลชนะเลิศ วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี ราชบุรี
  • กิจกรรมที่ 2 การแข่งขันตอบปัญหาทางวิชาการกาย วิภาคศาสตร์ผ่าน soft ware Anatomy รางวัลชนะเลิศ วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี นครราชสีมา
  • กิจกรรมที่ 3 การแข่งขันทักษะทางการพยาบาล: Hybrid simulation excellent รางวัลชนะเลิศ วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี พระพุทธบาท

ภัทรพล พรมพัก สุพรรณบุรี

เริ่มแล้ว !! อิ่มอร่อยในงาน “เทศกาลกินหอย ตกหมึก @ ชะอำ” ครั้งที่ 24 ริมชายหาดชะอำ

เริ่มแล้ว !! อิ่มอร่อยในงาน “เทศกาลกินหอย ตกหมึก @ ชะอำ” ครั้งที่ 24 ริมชายหาดชะอำ

วันที่ 13 ก.ย.68 ที่จุดชมวิวชายหาดชะอำ จ.เพชรบุรี นายภคพัส ส่งวัฒนายุทธ รองผู้ว่าราช การจังหวัดเพชรบุรี, นายฤกษ์ อยู่ดี สส.เพชรบุรีพรรคภูมิใจไทย, นายนุกูล พรสมบูรณ์ศิริ นายกเทศมนตรีเมืองชะอำ, นายวสันต์ กิตติกุล นายกสมาคมโรงแรมไทยภาคตะวันตก, นายแก้ว คงวงศ์ นายอำเภอชะอำ, นางดวงใจ คุ้มสะอาด ผอ.ททท.สำนักงานเพชรบุรี และแขกผู้มีเกียรติ ร่วมกันเปิดงาน “เทศกาลกินหอย ตกหมึก @ ชะอำ” ครั้งที่ 24 ประจำปี 2568 โดยมีคณะสื่อมวลชน และนักท่องเที่ยวเข้าร่วมงานนับหมื่นคน

สำหรับงาน “เทศกาลกินหอย ตกหมึก @ ชะอำ” ครั้งที่ 24 จัดขึ้น ระหว่างวันที่ 13 – 20 ก.ย. ณ บริเวณจุดชมวิวชายหาดชะอำ อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี ภายในงานพบกับการออกร้านจำหน่ายอาหารทะเลสด ที่ปรุงด้วยเมนูหมึกและหอยเป็นหลัก และอาหารจากโรงแรมและร้านอาหารชื่อดังใน อ.ชะอำ กว่า 100 ร้านค้าคุณภาพ ในราคายุติธรรม อีกทั้งยังจัดให้มีการแสดงดนตรีจากวงดนตรีที่ได้รับความนิยมบนเวทีทุกคืน การออกร้านจำหน่ายสินค้าท้องถิ่นบนถนนคนเดินรอบบริเวณจุดชมวิวชายหาดชะอำ และยังได้สัมผัสกับประสบการณ์ที่หาได้เฉพาะในงานเทศกาลนี้ 1 ปีมีครั้งเดียว กับบริการนำนักท่องเที่ยวสัมผัสประสบการณ์การลงเรือตกหมึกกลางทะเลที่น่าตื่นเต้นประทับใจทุกวัน ในราคาถูกเป็นพิเศษเพียงท่านละ 100 บาท พร้อมอุปกรณ์ตกหมึก “โยธกา” ที่หาชมได้เฉพาะกิจกรรมนี้เท่านั้น

พร้อมกันนี้ภายในงานยังแจกหอมแมลงภู่ราดกับน้ำจิ้มซีฟู๊ดรสแซบ จำนวน 300 กิโล ให้แก่นักท่องเที่ยวที่มาร่วมงานอีกด้วย งานกินหอย ตกหมึก @ ชะอำครั้งที่ 24 นี้ ถือได้ว่าเป็นอัตลักษณ์วิถีชีวิตของชุมชนอาหารทะเลที่สดและอร่อย ทะเลชะอำมีการล่องเรือตกปลาหมึกในวิถีชีวิตที่จังหวัดอื่นๆคงไม่ได้เห็นง่ายๆ พร้อมมีการแข่งขันตกปลาทะเล บริเวณสะพานหินปลาหมึกคู่แลนด์มาร์คของเมืองชะอำชิงรางวัล วึ่ฃเป็นกิจกรรมที่นักตกปลาไม่ควรพลาดอย่างยิ่ง

จึงขอเชิญชวนนักท่องเที่ยว และผู้สนใจมาเที่ยวลองตกหมึก เพื่อเป็นประสบการณ์การท่องเที่ยวในรู้แบบวิถีชีวิตและอัตลักษณ์ของชุมชนชาวเมืองชะอำ สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ สำนัก งานเทศบาลเมืองชะอำ หมายเลขโทรศัพท์ 032 472550 , 032 471665 ททท.สำนักงานเพชรบุรี โทร.032 471005-6 และที่ 1672 เบอร์เดียวเที่ยวทั่วไทย


บรรณรต เจริญกิจสัมพันธ์ จ.เพชรบุรี

กระทรวงเกษตร เตรียมแจกพันธุ์ถั่วเขียวให้เกษตรกรสุพรรณบุรี

ที่ อบต.หนองผักนาก อ.สามชุก จ.สุพรรณบุรี นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์, นายศรายุธ ยิ้มยวน สมาชิกวุฒิสภา จ.สุพรรณบุรี, นายวสันต์ จี้ปูคำ เกษตรจังหวัดสุพรรณบุรี, นายบุญฤทธิ์ วระดี ปลัด อบต.หนองผักนาก, ส.ต.อ.ทศพล ยิ้มยวน (จ่าดม) รองนายก อบต.หนองผักนาก พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ ลงพื้นที่ ชี้แจง โครงการปลูกถั่วเขียว หลังฤดูทำนาปลูกข้าว ให้กับเกษตรกร ต.หนองผักนาก ได้รับทราบถึงรายละเอียดของโครงการ

โดยมีผู้นำชุมชน ผู้นำองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้บริหาร อบต.หนองผักนาก กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ร่วมด้วย มีเกษตรกร ต.หนองผักนาก กว่า 250 ราย มาร่วมลงทะเบียนรับแจกเมล็ดพันธุ์ถั่วเขียว และสารไรโซเบียม จากกระทรวงกระเกษตรและสหกรณ์ โดยมีพื้นที่ปลูกประมาณ 3,000 ไร่ มีนักวิชาการ มาให้ความรู้กับเกษตรกร เรื่องการปลูกถั่วเขียว อย่างไรให้เพิ่มผลผลิต จากนั้นได้แจกพันธุ์กล้วยน้ำว้า ให้กับเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการปลูกถั่วเขียวนำไปปลูกทุกราย


ภัทรพล พรมพัก สุพรรณบุรี