ฝอ.5 บก.อก.ภ.1 ประชาสัมพันธ์งานตำรวจภูธรภาค 1 จำนวน 4 เรื่อง

วันที่ 12 ต.ค. 68 งานประชาสัมพันธ์ ฝอ.5 บก.อก.ภ.1 ดำเนินการประชาสัมพันธ์ในเพจ Facebook ของ ตำรวจภูธรภาค 1 จำนวน 4 เรื่อง คือ

1.) ตำรวจพายเรือลุยน้ำท่วม รับแจ้งความถึงหน้าบ้าน

ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา บ้านเรือน 200 หลัง ในชุมชนเกาะพระ ตำบลบ้านโพธิ์ อำเภอบางปะอิน ยังเผชิญปัญหาน้ำท่วมสูง แม้เขื่อนเจ้าพระยาจะลดอัตราระบายน้ำท้ายเขื่อนเหลือ 2,300 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที แต่ชาวบ้านต้องใช้เรือสัญจรเวลาออกไปทำธุระนอกบ้าน แถมตอนนี้ยังเดือดร้อนสมุดบัญชีหาย จะต้องไปแจ้งความก็ไปไม่ได้

แต่ไม่ต้องกังวล สภ.บางปะอิน มี โรงพักเคลื่อนที่ทางน้ำ โดยพันตำรวจเอก อดิเรก โปธิปัน ผู้กำกับการ สภ.บางปะอิน นำพนักงานสอบสวน พายเรือลุยน้ำท่วมรับแจ้งความและลงบันทึกประจำวันถึงบ้าน โดยประสานผู้ใหญ่บ้านรวบรายชื่อผู้เดือดร้อนที่ต้องการแจ้งความมา

นางอนันต์ บอกว่า บ้านถูกน้ำท่วมนานกว่า 3 เดือน สมุดบัญชีธนาคารสูญหาย ไม่สะดวกเดินทางไปแจ้งความ ทำให้ไม่สามารถเปิดบัญชีใหม่ได้ พอรู้มีตำรวจลงพื้นที่รับแจ้งความ รีบแจ้งความประสงค์ เพราะเกรงจะไม่ได้รับเงินช่วยเหลือน้ำท่วม 9,000 บาท

ไม่ใช่แค่รับแจ้งความ แต่ความเดือดร้อนอย่างอื่นเช่น มีปัญหากับเพื่อนบ้าน หลังวัว-ควายมากินพืชผักที่ปลูกไว้ ตำรวจก็ลงพื้นที่ประสานเจรจา่ให้ ถึงแม้การทำงานในสภาพน้ำท่วมจะลำบาก แต่ตำรวจทุกปฏิบัติหน้าที่ด้วยหัวใจ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน ไม่ทอดทิ้งแม้ในยามวิกฤตน้ำท่วม

ขอบคุณทีมข่าวช่อง7HD

2.) ตรวจเยี่ยมและมอบสิ่งของช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่อำเภอผักไห่

วันเสาร์ที่ 11 ตุลาคม 2568 เวลา 10.00 น. พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รองจเรตำรวจแห่งชาติ พร้อมด้วย พล.ต.ต.สุรวุฒิ แสงรุ่งเรือง ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดพระนครศรีอยุธยา พ.ต.อ.สุรพจน์ รอดบำรุง รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดพระนครศรีอยุธยา และ พ.ต.อ. ดุษฎี หิรัญรัตน์ ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรผักไห่ ร่วมลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและมอบสิ่งของอุปโภคบริโภคให้แก่ประชาชนผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่ตำบลกุฎี อำเภอผักไห่ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา พร้อมทั้งลงเรือตรวจเยี่ยมบ้านเรือนประชาชนในพื้นที่น้ำท่วม เพื่อให้กำลังใจและบรรเทาความเดือดร้อนแก่พี่น้องประชาชน

ในการนี้ พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รองจเรตำรวจแห่งชาติ ได้กล่าวให้กำลังใจประชาชนและเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานตอนหนึ่งว่า “ตำรวจทุกนายมีความห่วงใยและตระหนักถึงความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยในครั้งนี้ จึงได้ลงพื้นที่เพื่อตรวจเยี่ยม ให้กำลังใจ และมอบสิ่งของจำเป็น เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนในเบื้องต้น พร้อมยืนยันว่าตำรวจจะอยู่เคียงข้างประชาชน และพร้อมให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มกำลังในทุกสถานการณ์” นอกจากนี้ ยังได้มอบกรวยจราจรให้แก่สถานีตำรวจภูธรผักไห่ เพื่อใช้ในการอำนวยความสะดวกและดูแลความปลอดภัยให้กับประชาชนในพื้นที่ต่อไป

3.) สภ.นครหลวง ภ.จว.พระนครศรีอยุธยา

ตรวจเยี่ยม มอบสิ่งของ ผู้ประสบอุทกภัย “ไม่ใช่แค่ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ แต่ยังเป็นผู้พิทักษ์น้ำใจในยามทุกข์ภัย” ขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนผ่านพ้นช่วงเวลานี้ไปด้วยกัน

ภายใต้การอำนวยการ ของ พ.ต.อ.ชาญภาค สุวรรณชื่น ผกก.สภ.ฯ ได้มอบหมายชุดสายตรวจออกตรวจเยี่ยมผู้ประสบอุทกภัย ม.4 ต.คลองสะแก มอบสิ่งของบรรเทาทุกข์และให้กำลังใจประชาชน

4.) 5 สาเหตุไฟไหม้ในบ้าน ที่ป้องกันได้ก่อนภัยมาเยือน

พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ มีความห่วงใยพี่น้องประชาชน เนื่องจากในปัจจุบันยังคงเกิดเหตุอัคคีภัยภายในบ้านพักอาศัยอยู่บ่อยครั้ง ซึ่งก่อให้เกิดความสูญเสียทั้งต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนเป็นจำนวนมาก

สำนักงานตำรวจแห่งชาติจึงขอแนะนำประชาชนให้ตระหนักถึง 5 สาเหตุหลักของการเกิดอัคคีภัยในครัวเรือน เพื่อให้สามารถตรวจสอบและป้องกันได้ก่อนเกิดเหตุไม่คาดคิด ดังนี้

  1. ระบบไฟฟ้าเก่าเสื่อมสภาพ — สายไฟที่ใช้งานมานานอาจชำรุด ฉนวนหุ้มกรอบ แตก หรือหลุดออก ทำให้เกิดการรั่วของกระแสไฟและไฟฟ้าลัดวงจรได้ง่าย
  2. ปลั๊กพ่วงไม่ได้มาตรฐาน — ปลั๊กพ่วงราคาถูก ไม่มีเครื่องหมาย มอก. ไม่มีสวิตช์ตัดไฟ หรือใช้งานเกินกำลังไฟที่กำหนด อาจทำให้เกิดความร้อนสะสมจนไฟลุกไหม้
  3. เครื่องใช้ไฟฟ้าชำรุด — เช่น สายไฟหลุด รอยไหม้บริเวณปลั๊ก หรือมีเสียงและกลิ่นผิดปกติ ควรซ่อมหรือเปลี่ยนใหม่ทันที
  4. แก๊สหุงต้มรั่วซึม — มักเกิดจากสายยางแก๊สแตกร้าว หัวปรับแก๊สหลวม หรือวาล์วแก๊สไม่ปิดสนิท เมื่อเกิดประกายไฟอาจทำให้เกิดการระเบิดได้
  5. จุดไฟโดยไม่ระวัง — เช่น การจุดธูป เทียน หรือบุหรี่แล้วทิ้งไว้โดยไม่มีคนดูแล ซึ่งเป็นสาเหตุไฟไหม้ในบ้านที่พบได้บ่อย

สำนักงานตำรวจแห่งชาติขอให้พี่น้องประชาชน หมั่นตรวจสอบอุปกรณ์ไฟฟ้าและอุปกรณ์แก๊สเป็นประจำ เพื่อความปลอดภัยของคนในครอบครัว และหากได้กลิ่นแก๊สภายในบ้าน ห้ามเปิดสวิตช์ไฟหรือจุดไฟโดยเด็ดขาด ให้รีบปิดวาล์วแก๊สและเปิดประตูหน้าต่างเพื่อระบายอากาศทันที

ทั้งนี้ หากพี่น้องประชาชนพบเห็นเหตุเพลิงไหม้ สามารถแจ้งเหตุได้ที่ สายด่วนดับเพลิง 199 หรือ สายด่วน 191 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

#ไฟไหม้ #สํานักงานตํารวจแห่งชาติ #Royalthaipolice


พล.ต.ต.ไพโรจน์ฯ รอง ผบช.ภ.1 เป็นประธานในพิธีจัดกิจกรรมน้อมรำลึก เนื่องในวันนวมินทรมหาราช 13 ตุลาคม 2568

พลตำรวจตรี ภัคพงศ์ สายอุบล ผบก.อก.ภ.1 ในฐานะหัวหน้าฝ่ายอำนวยการ ควบคุมงานแถลงข่าวและประชาสัมพันธ์ข่าว ตำรวจภูธรภาค1 เปิดผยว่า…….

วันที่ 10 ต.ค. 68 เวลา 07.30 น. พล.ต.ต.ไพโรจน์ สุขรวยธนโชติ รอง ผบช.ภ.1 ประธานพิธีฯ พร้อมด้วย พล.ต.ต.พรพิทักษ์ รู้ยืนยง รอง ผบช.ภ.1, พล.ต.ต.อภิรักษ์ เวชกาญจนา รอง ผบช.ภ.1, พล.ต.ต.ภัทรภวัต สุขแสง รอง ผบช.ภ.1, พล.ต.ต.วิชิต บุญชินวุฒิกุล รอง ผบช. ภ.1, พล.ต.ต.ภัคพงศ์ สายอุบล ผบก.อก.ภ.1, พล.ต.ต.วรชาติ แสนคำ ผบก.สส.ภ.1, พล.ต.ต. ฤทธินันท์ ปุ้ยพันธวงศ์ ผบก.กค.ภ.1, คุณเนาวรัตน์ ยี่จีน ประธานชมรมแม่บ้านตำรวจภูธรภาค 1 ร่วมกิจกรรมน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เนื่องในวันนวมินทรมหาราช 13 ตุลาคม 2568

โดยมีการจัดกิจกรรม ดังนี้ 1.พิธีบำเพ็ญกุศลทักษิณานุปทานฯ, 2.พิธีตักบาตรพระสงฆ์, 3.พิธีวางพวงมาลา และกล่าวน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ โดยมี คณะแม่บ้านตำรวจภูธรภาค 1, คณะ รอง ผบก.อก.ภ.1, รอง ผบก.สส.ภ.1, รอง ผบก.กค.ภ.1, ข้าราชการตำรวจในสังกัด บก.อก.ภ.1, บก.สส.ภ.1 และ บก.กค.ภ.1 พร้อมเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องร่วมพิธีฯ ณ ห้องประชุมอมรวิวัฒน์ อาคารอเนกประสงค์ ภ.1


พล.ต.ต.อภิรักษ์ฯ รอง ผบช.ภ.1 ตรวจเยี่ยม และประชุม หน.จร.ในสังกัด ภ.จว.สมุทรปราการ ณ สภ.บางแก้ว

วันที่ 9 ต.ค.68 เวลา 14.00 น. พล.ต.ต.อภิรักษ์ เวชกาญจนา รอง ผบช.ภ.1 ได้ตรวจเยี่ยม และประชุม หน.จร.ในสังกัด ภ.จว.สมุทรปราการ ณ สภ.บางแก้ว โดยมีผู้เข้าร่วมประชุมดังนี้
พ.ต.อ.ประภาส มั่งคั่ง รอง ผบก.ภ.จว.สมุทรปราการ, พ.ต.อ.อดิเรก ทองแกมแก้ว ผกก.สภ. บางแก้ว, หน.จร. ทุก สภ.ใน ภ.จว.สมุทรปราการ ได้ประชุม กำชับสั่งการและเน้นย้ำ หน.จร. ทุก สภ. ในการทำหน้าที่ในการอำนวยการจราจรในเขตพื้นที่รับผิดชอบ โดยเฉพาะในช่วงเวลาเร่งด่วน หรือในช่วงที่มีการจราจรติดขัด ให้มีมาตรการรองรับในการแก้ไขปัญหา และให้มีการประสานการทำงานระหว่างพื้นที่เพื่อการแก้ไขปัญหาที่เป็นระบบ และนำเทคโนโลยี มาช่วยงานด้านการจราจร เช่น กล้อง cctv ที่ดูได้แบบ real time และระบบในการติดต่อสื่อสารกับหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยให้ดูตัวอย่างของ สภ.บางแก้ว ที่วางระบบไว้ดีแล้ว
ให้เข้มงวดในการกวดขันวินัยจราจร และช่วยกันส่งเสริมภาพลักษณ์ในการปฎิบัติหน้าที่ การถวายความปลอดภัยในเส้นทางเสด็จ ให้เรียบร้อย และสมพระเกียรติ และให้ปฏิบัติตามนโยบายของ ผบ.ตร. และ ผบช.ภ.1 อย่างเคร่งครัด


ผบก.ภ.จว.สิงห์บุรี ตรวจเยี่ยมให้กำลังใจ พร้อมมอบสิ่งของแก่ข้าราชการตำรวจในสังกัดฯ ในพื้นที่ประสบอุทกภัย

วันที่ 8 ต.ค. 2568 เวลา 16:00 น. พล.ต.ต.ชัยรพ​ จุณณวัตต์ ผบก.ภ.จว.สิงห์บุรี, พ.ต.อ.ธีรวัจน์ ขจรเกียรติภาส รอง ผบก.ภ.จว.สิงห์บุรี, พ.ต.อ.มงคล อ่อนแก้ว ผกก.สภ.อินทร์บุรี,
พ.ต.ท.รัตนเดช พิรุณสาร รอง ผกก.ป.สภ.อินทร์บุรี พร้อมข้าราชการตำรวจและจิตอาสา
ตรวจเยี่ยมให้กำลังใจแก่จิตอาสาผู้ปฏิบัติงาน โรงครัวพระราชทาน มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย ณ โรงครัวพระราชทานฯ ประตูระบายน้ำบางโฉมศรี ม. 1 ต.ชีน้ำร้าย อ.อินทร์บุรี จว.สิงห์บุรี และตรวจเยี่ยมมอบสิ่งของ ให้กำลังใจ ข้าราชการตำรวจในสังกัดฯ ที่มีบ้านพักอยู่ในพื้นที่ประสบอุทกภัย จำนวน 13 นาย และ ประชาชน กลุ่มเปราะบาง ผู้ประสบภัย ในพื้นที่ อ.อินทร์บุรี ณ ต.ชีน้ำร้าย อ.อินทร์บุรี จ.สิงห์บุรี


สภ.สามโคก ภ.จว.ปทุมธานี มอบข้าวสาร น้ำดื่ม กระดาษชำระ ให้กับประชาชนผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่ ม.๑ และ๓ ต.บ้านปทุม อ.สามโคก จ.ปทุมธานี

วันนี้ 8 ตุลาคม 2568 เวลา 14.30 น. พล.ต.ต.พีรพล โชติกเสถียร ผบก.ภ.จว.ปทุมธานี, พ.ต.อ.เทพฤทธิ์ ชาวนาวิก ผกก.สภ.สามโคก, นายศรัณย์ เกตุทอง นายอำเภอสามโคก, พ.ต.ท.พิสุทธิ์ เวียงคำ สว.อก.สภ.สามโคก, พ.ต.ต.ณรงค์ รัตน์ภัทรโชติ สวป.สภ.สามโคก
ร่วมปลัดอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน มอบข้าวสาร น้ำดื่ม กระดาษชำระ ให้กับประชาชนผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่ หมู่ที่ ๑ และหมู่ที่ ๓ ตำบลบ้านปทุม อำเภอสามโคก จังหวัด ปทุมธานี


ยิ่งใหญ่ตระการตา “รมว.ซาบีดา” เปิดงานไหลเรือไฟโบราณสักการะบูชาพระธาตุพนม ปล่อยกระทงสาย-เรือไฟโบราณ เชื่อมสัมพันธ์สองฝั่งโขงไท -สปป.ลาว

วธ.-บูรณาการร่วมจังหวัดนครพนม สืบสาน ต่อยอด นำทุนทางวัฒนธธรรม-ความคิดสร้าง สรรค์ขับเคลื่อนนโยบาย “ไท ไทย” ส่งเสริมท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม-ดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก สร้างรายได้สู่ท้องถิ่น-ผลักดันเป็นงานวัฒนธรรมระดับนานาชาติ

นางสาวชาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธานในพิธีไหลเรือไฟโบราณสักการะบูชาพระธาตพนม เชื่อมวัฒนธรรมสองฝั่งโขง ประจำปี 2568 โดยมี นายประสพ เรียงเงิน ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม รักษาราชการแทนผู้ว่าราชการจังหวัด นครพนม คณะผู้บริหารกระทรวงวัฒนธรรม วัฒนธรรมจังหวัดจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หัวหน้าส่วนราชการและประชาชน เข้าร่วมพิธีฯ ณ บริเวณลานชมโขง หน้าโรงแรมธาตุพนมริเวอร์วิว อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม

ทั้งนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ได้มอบหมาย นายประสพ เรียงเงิน ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม จุดรูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย สมาทานศีล ร่วมพิธีเจริญพระพุทธมนต์และถวายปัจจัยไทยธรรม จากนั้นมีกิจกรรมพิธีจ้ำเคราะห์ หรือสะเดาะเคราะห์ตามปีเกิดหรือปีนักษัตร เพื่อปัดเป้าความทุกข์โศกและสิ่งที่ไม่ดีออกจากชีวิตตามความความเชื่อที่สืบทอดกันมาแต่โบราณ โดยนางสาวซาบิดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธานเปิดและประธานพิธีร่วมปล่อยเรือไฟโบราณ เพื่อขอขอขมาพระแม่คงคานำสิ่งที่ไม่ดีให้ไหลไปกับสายน้ำ พร้อมทั้งชมการปล่อยไข่พญานาค กะโป๊ว (กระทงสาย) และเรือไฟโบราณเชื่อมสัมพันธ์สองฝั่งโขงไทยและ สปป.ลาว จำนวน 12 ลำ 12 นักษัตร และชมการแสดงฟ้อนรำจากกลุ่มแม่บ้านอำเภอธาตุพนม

นางสาวชาบีดาฯ กล่าวว่า รัฐบาลมุ่งมั่นผลักดันวัฒนธรรมไทยให้ก้าวสู่ระดับนานาชาติ แสดงให้เห็นถึงเอกลักษณ์ ความงดงามและพลังศรัทธาของคนไทย การจัดงานมหกรรมไหลเรือไฟโลกในปีนี้ ไม่ได้เป็นเพียงงานประเพณีเท่านั้น แต่ยังเป็นเวทีสำคัญที่สะท้อนศักยภาพของปรงประเทศไทยในการใช้ “พลังวัฒนธรรม” เป็นเครื่องมือขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สร้างการฟื้นฟูและกระตุ้นรายได้ กระจายสู่พี่น้องประชาชนในพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม ยังสอดคล้องกับการขับเคลื่อน งานวัฒนธรรม ภายใต้แนวคิด “ไท ไทย” คือเปลี่ยนพลังวัฒนธรรมให้กลายเป็นรายได้จริง ผ่านการยกระดับทันทางวัฒนธรรมให้เกิดคุณค่าทางเศรษฐกิจและสังคม ประเพณีไหลเรือไฟจึงเป็นตัวอย่างที่ชัดเจน เพราะสะท้อนเอกลักษณ์ความศรัทธาและภูมิ ปัญญาของคนไทยที่สามารถต่อยอยอดเป็นกิจกรรมท่องเที่ยว สินค้าท้องถิ่นและอุตสาห กรรมสร้างสรรค์ได้ครบวงจร ดังนั้น เทศกาลไหลเรือไฟไม่ใช่เพียงสัญลักษณ์ของศรัทธา แต่ยังเป็นพลังทางเศรษฐกิจที่เชื่อมอดีต ปัจจุบันและอนาคตของชุมชนเข้าด้วยกัน

“ดิฉันเชื่อว่า การผลักดันและยกระดับเทศกาลเรือไฟสู่เรือไฟโลก จะสอดคล้องและช่วยขับเคลื่อนกับนโยบายด้านศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม ภายใต้วิสัยทัศน์ “สืบสาน สร้างสรรค์ นำวัฒนธรรมไทย สู่อนาคตอย่างยังยังยืน ส่งเสริม “ROOT to RICH” หรือ จากรากเหง้า สู่รายได้ ภายใต้แนวคิด “ไท ไทย” ในการยกระดับคุณค่าชุมชน ขยายผลสู่ระดับประเทศ และต่อยอดสู่การแข่งขันบนเวทีโลกได้อย่างดี” นางสาวซาบีดาฯ กล่าว

“ดิฉันได้เห็นความงดงามของประเพณีอันเก่าแก่ และมีการสืบทอดกันมาอย่างยาวนาน และเป็นต้นกำเนิดของประเพณีไหลเรือไฟของพี่น้องชาวจังหวัดนครพนม จัดขึ้นในช่วงเทศกาลออกพรรษา ด้วยความเชื่อว่า เป็นการบูชารอยพระพุทธบาทริมฝั่งแม่น้ำโขง รวมถึงการบูชาพญานาค การสำนึกในพระคุณของพระแม่คงคา และการขอขมาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย เพื่อความสงบร่มเย็นและความเจริญรุ่งเรืองของบ้านเมืองและประชาชนริมโขงทั้งฝั่งจังหวัดนคร พนมและฝั่งแขวงคำม่วนสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว จึงขอชื่นชมการจัดงานประเพณีไหลเรือไฟโบราณ ภายได้โครงการยกระดับเทศกาลเรือไฟสู่เรือไฟโลกจังหวัดนคร พนมในวันนี้ เพราะประเพณีไหลเรือไฟโบราณจังหวัดนครพนม ถือเป็นประเพณีเก่าแก่ที่สำคัญและสืบทอดกันมายายาวนานของพี่น้องชาวจังหวัดนครพนม และสาธารณรัฐประชาธิบไตยประชาชนลาว ซึ่งวันนี้มีพิธีปล่อยไข่พญานาค ลอยกะโป๊ว (กระพงสาย) และเรือไฟโฟโบราณเชื่อมสัมธ์สองฝั่งโซงไทย-ลาว จำนวน 12 ลำ 12 นักษัตร เป็นการสะท้อนถึงความร่วมมือ และสายใยทางวัฒนธรรมที่แน่นแฟ้นของประชาชนทั้ง สองประเทศ” รมว.วธ. กล่าว

อย่างไรก็ตาม กระทรวงวัฒนธรรม จะเดินหน้าส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมของจังหวัดนครพนมอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งใช้ “ทุนทางวัฒนธรรม” และ “ความคิดสร้างสรรค์” มาต่อยอดให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจ ที่สำคัญผลักดันกิจกรรมทางวัฒนธรรมที่สะท้อนอัตลักษณ์ของพื้นที่ เช่น ประเพณีไหลเรือไฟ การแสดงพื้นบ้าน และผลิตภัณฑ์วัฒนธรรมไทย (CPOT) ให้เป็นจุดขายในการท่องเที่ยว และจะส่งเสริมและต่อยอดสู่การยกระดับจากเรือไฟไทยสู่เรือโฟโลก ให้เป็นที่รู้จักตลอดจนเชื่อมโยงเส้นทางท่องเที่ยวในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างประเทศ นอกจากนี้ ยังสนับสนุนการผลักดันพระธาตุพนมสู่การขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก เพื่อยกระดับจังหวัดนครพนมให้เป็นศูนย์กลางวัฒนธรรม การท่องเที่ยว และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของภูมิภาคอย่างยั่งยืนต่อไป


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

วช.ร่วมกับ ม.มหาสารคาม นำนวัตกรรมชุดแปรรูปผลิตภัณฑ์สับปะรด ยกระดับและเพิ่มมูลค่าผลผลิต หนุนวิสาหกิจชุมชนกลุ่มผู้ปลูกสับปะรดและแปรรูปบ้านโคกนาดี จ.นครพนม

วช. ร่วมกับ ม.มหาสารคาม นำนวัตกรรมชุดแปรรูปผลิตภัณฑ์สับปะรด ยกระดับและเพิ่มมูลค่าผลผลิต หนุนวิสาหกิจชุมชนกลุ่มผู้ปลูกสับปะรดและแปรรูปบ้านโคกนาดี จ.นครพนม

วันที่ 10 ตุลาคม 2568 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ร่วมกับ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม นำนวัตกรรมเพื่อการแปรรูปผลิตภัณฑ์สัปปะรด ส่งมอบกลุ่มวิสาหกิจชุมชนกลุ่มผู้ปลูกสัปปะรดและแปรรูปบ้านโคกนาดี จ.นครพนม โดยมี ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (ผอ.วช.) เป็นประธานในการส่งมอบนวัตกรรม พร้อมด้วย นายโกวิท อิ่มเต็ม ปลัดอำเภอโพนสวรรค์ กล่าวต้อนรับ รองศาสตราจารย์จักรมาส เลาหวณิช หัวหน้าโครงการวิจัย คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม กล่าวรายงาน และผู้บริหารในท้องถิ่นพื้นที่ จ.นครพนม ณ วิสาหกิจชุมชนกลุ่มผู้ปลูกสับปะรดและแปรรูปบ้านโคกนาดี อ.โพนสวรรค์ จ.นครพนม

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (ผอ.วช.) กล่าวว่า โครงการ “การยกระดับผลิตภัณฑ์เกษตรแปรรูปครบวงจรระดับชุมชนในพื้นที่จังหวัดนครพนม” เป็นสร้างชุมชนต้นแบบที่ยกระดับประสิทธิภาพการผลิต ด้วยวิจัยและนวัตกรรมตามโจทย์ความต้องการของพื้นที่ โดยนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์การเกษตรอย่างครบวงจร ทั้งในด้านเทคนิค วิธีการ และอุปกรณ์ ตลอดจนการจัดอบรมส่งเสริมความรู้เพื่อสร้างทักษะและความเข้าใจแก่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในวิสาหกิจชุมชน ซึ่งจะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาด้านผลผลิตทางการเกษตรได้อย่างเป็นรูปธรรม สร้างรายได้ เพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจฐานราก และเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนให้มีความยั่งยืน

นายโกวิท อิ่มเต็ม ปลัดอำเภอโพนสวรรค์ กล่าวขอบคุณ (วช.) สำหรับการส่งเสริมและสนับสนุนการวิจัยและนวัตกรรม โดยการส่งมอบนวัตกรรมในครั้งนี้เป็นประโยชน์ต่อเกษตรกรในพื้นที่จังหวัดนครพนมเป็นอย่างยิ่ง พร้อมกับ เป็นชุมชนต้นแบบที่ยังสามารถขยายผลความรู้และนวัตกรรมให้ประชาชนในพื้นที่ใกล้เคียงนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างคุ้มค่า ทั้งนี้ นวัตกรรมดังกล่าวจะเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน ผ่านการถ่ายทอดองค์ความรู้จากการใช้งานจริงสู่ประชาชนในวงกว้าง

รองศาสตราจารย์จักรมาส เลาหวณิช หัวหน้าโครงการวิจัย กล่าวว่า โครงการดังกล่าวได้ดำเนินการใน 2 พื้นที่กลุ่มเป้าหมาย ประกอบด้วยพื้นที่ วิสาหกิจชุมชนกลุ่มผู้ปลูกสับปะรดและแปรรูปบ้านโคกนาดี อำเภอโพนสวรรค์ จังหวัดนครพนม และวิสาหกิจชุมชนกลุ่มส่งเสริมอาชีพผู้สูงอายุเทศบาลตำบลนาแก ตำบลนาแก อำเภอนาแก จังหวัดนครพนม โดยนวัตกรรมชุดแปรรูปผลิตภัณฑ์สับปะรดจะมีส่วนช่วยให้เกษตรกรในพื้นที่มีกิจกรรมเกี่ยวกับการแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่าผลผลิตทางเกษตรกรรม และมีเทคโนโลยีที่เหมาะสมสำหรับใช้ในกระบวนการแปรรูป เพื่อสร้างอาชีพและเพิ่มรายได้จากการแปรรูปผลผลิตที่มีคุณภาพสูงขึ้น ตามแนวทางการพัฒนายกระดับท้องถิ่น เสริมสร้างความเข้มแข็งและความมั่นคงให้แก่ประชาชนและชุมชนในมิติด้านต่างๆ

ทั้งนี้ (วช.) มุ่งมั่นที่จะนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้ประโยชน์ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนและยกระดับเศรษฐกิจฐานรากอย่างเป็นรูปธรรม โดยกิจกรรมในครั้งนี้ไม่เพียงส่งเสริมการแปรรูปผลิตผลทางการเกษตรให้มีคุณภาพและเพิ่มมูลค่าเท่านั้น แต่ยังเป็นการสนับสนุนการถ่ายทอดองค์ความรู้และสร้างโอกาสในการต่อยอดนวัตกรรม สู่การพัฒนาชุมชนอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

พม.เตรียมจัดงานใหญ่ “Job and Market Fair : มหกรรมสร้างงาน สร้างอาชีพคนพิการ” พร้อมโชว์ศักยภาพ ก้าวข้ามข้อจำกัดความพิการ

พม. เตรียมจัดงานใหญ่ “Job and Market Fair : มหกรรมสร้างงาน สร้างอาชีพคนพิการ” พร้อมโชว์ศักยภาพ ก้าวข้ามข้อจำกัดความพิการ

วันที่ 10 ตุลาคม 2568 เวลา 13.30 น. : นายกันตพงศ์ รังษีสว่าง ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (ปลัด พม.) เป็นประธานงานแถลงข่าวการจัดงาน “Job and Market Fair : มหกรรมสร้างงาน สร้างอาชีพคนพิการ” ภายใต้นโยบาย “พม.ใกล้คุณ” โดย นายอัครา พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (รมว.พม.) ซึ่งจัดโดยกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ (พก.) กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ระหว่างวันที่ 20-21 ตุลาคม 2568 ณ อาคารรัฐประศาสนภักดี (อาคาร B) ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษาฯ กรุงเทพฯ เพื่อให้กลุ่มเปราะบางได้รับการช่วยเหลืออย่างเป็นระบบ ด้วยการเข้าถึงสิทธิประโยชน์ที่พึงมี และสามารถ “ตั้งหลักใหม่” เพื่อก้าวต่อไปอย่างมั่นคง โดยมี นางสาวสนธยา บุณยภูษิต อธิบดีกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พร้อมด้วย คณะผู้บริหารกระทรวง (พม.) คนพิการ ครอบครัวคนพิการ องค์กรคนพิการ อาสาสมัคร เครือข่ายเอกชน เข้าร่วมงานแถลงข่าว ณ บริเวณโถง ชั้น 1 อาคารกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ สะพานขาว กรุงเทพฯ

นายกันตพงศ์ฯ กล่าวว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญปัญหาสังคมที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนในวงกว้าง ไม่ว่าจะเป็นหนี้ครัวเรือนที่สูงและยืดเยื้อ และการดูแลแบบ “บ้านสองวัย” ที่ผู้สูงอายุต้องเลี้ยงดูเด็กแทนพ่อแม่วัยทำงาน ซึ่งส่งผลต่อช่องว่างระหว่างวัย อีกทั้งคนพิการต้องรับภาระค่าใช้จ่ายมากกว่าคนทั่วไป ทั้งค่าดูแลอุปกรณ์ และการเดินทาง มีความเสี่ยงต่อการเข้าสู่ความยากจนซ้ำซ้อน

ทั้งนี้ กระทรวง (พม.) จึงมุ่งขับเคลื่อนงานตามนโยบาย “พม.ใกล้คุณ” ด้วยความมุ่งมั่นในการทำงานใกล้ชิดประชาชนและปัญหา โดยใช้หลัก 3H คือ Heart Head Hand ด้วยการทำด้วยใจ คิดด้วยสมอง แล้วยื่นมือมาช่วยเหลือกัน ตามมาตรการ “เร่งสร้างคุณภาพชีวิตคนพิการ” เพื่อส่งเสริมให้คนพิการเข้าถึงสิทธิสวัสดิการ และใช้ประโยชน์ได้จากสิ่งอำนวยความสะดวก ด้วย 4 Quick Win ได้แก่ 1) เร่งทบทวนหลักเกณฑ์ประเมินความพิการให้ครอบ คลุมกลุ่มเป้าหมาย 2) ปรับเพิ่มสวัสดิการเบี้ยความพิการ 1,000 บาท ถ้วนหน้า 3) ปูพรมลงพื้นที่สำรวจข้อมูล เพื่อส่งมอบกายอุปกรณ์ที่เหมาะสมกับประเภทความพิการ และ 4) พัฒนาแนวทางการกู้ยืมเงินกองทุนอย่างยั่งยืน ซึ่งทั้งหมดจะทำให้คนพิการเข้าถึงสิทธิสวัสดิการได้ง่ายขึ้น ลดภาระหนี้สิน และมีโอกาสสร้างรายได้ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการให้ดีขึ้นในระยะยาว สอดคล้องกับนโยบายสำคัญของรัฐบาลในการสร้างรายได้ ลดรายจ่ายให้กับพี่น้องประชาชนในการใช้ชีวิตประจำวัน

นายกันตพงศ์ฯ กล่าวต่อไปว่า สำหรับงาน “Job and Market Fair : มหกรรมสร้างงาน สร้างอาชีพคนพิการ” นั้น เป็นหนึ่งในภารกิจของการขับเคลื่อนนโยบายไปสู่การปฏิบัติ โดยมีเป้าหมายสำคัญในการพัฒนาทักษะอาชีพ เชื่อมโยงตลาดแรงงาน และเปิดเวทีให้คนพิการได้แสดงศักยภาพอย่างเต็มที่ โดยได้รับความร่วมมืออย่างยิ่งจากภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม ซึ่งภายในงานนี้ มีกิจกรรมที่น่าสนใจมากมาย อาทิ พิธีเปิดงานฯ ในวันที่ 20 ตุลาคม 2568

โดย นายอัครา พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เป็นประธานเปิดงาน การลงนามบันทึกความร่วมมือ “ด้านการเสริมสร้างโอกาสการจ้างงานและการประกอบอาชีพ การมอบรางวัลหน่วยงานที่ให้การสนับสนุนการดำเนินงานด้านคนพิการของกรม พก. และรางวัล “We Can Do” เชิดชูคนพิการต้นแบบที่เป็นแรงบันดาลใจให้แก่สังคม ตลาดอาชีพและสินค้าคนพิการกว่า 300 ร้านค้า เวทีเสวนาและเวิร์กชอปสร้างแรงบันดาลใจในการประกอบอาชีพ การสาธิตอาชีพเชิงสร้างสรรค์ ตอบโจทย์เศรษฐกิจยุคใหม่ การแสดงดนตรีจากศิลปินชื่อดัง อาทิ เก่ง ธชย,นัน อนันต์ ไมค์ทองคำ และไรอัล กาจบัณฑิต และการแสดงความสามารถของคนพิการ วงดนตรีคนพิการ S2S ถ่ายทอดบทเพลงแห่งแรงบันดาลใจ ภายใต้แนวคิด “ความพิการไม่ใช่อุปสรรคของความสามารถ”

นายกันตพงศ์ฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า กระทรวง (พม.) มุ่งหวังให้งานครั้งนี้ ไม่เพียงเปิดโอกาสให้คนพิการมีงานทำ แต่ยังเป็นเวทีที่แสดงให้สังคมได้เห็นคุณค่าของคนพิการที่มีศักยภาพและความสามารถไม่ต่างจากคนทั่วไป เพียงแค่ต้องการโอกาสที่เหมาะสม โดยกระทรวง (พม.) พร้อมเป็นสะพานเชื่อมให้โอกาสนั้นเกิดขึ้นจริง

อย่างไรก็ตาม ขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนร่วมให้กำลังใจ ให้โอกาสแก่คนพิการ ได้ก้าวข้ามข้อจำกัดความพิการ และก้าวสู่ชีวิตใหม่อย่างมั่นคง สู่สังคมที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ในงาน Job and Market Fair : มหกรรมสร้างงาน สร้างอาชีพคนพิการ” ระหว่างวันที่ 20-21 ตุลาคม 2568 ณ อาคารรัฐประศาสนภักดี (อาคาร B) ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษาฯ กรุงเทพฯ

#พมใกล้คุณ


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

ป.ป.ส.เตือน! แจ้งเท็จ 1386 อาจเข้าข่ายเป็นความผิดและมีโทษตามกฎหมาย หลังลงพื้นที่พบเป็นการกลั่นแกล้ง ย้ำให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ปกป้องผู้บริสุทธิ์

ป.ป.ส. เตือน! แจ้งเท็จ 1386 อาจเข้าข่ายเป็นความผิดและมีโทษตามกฎหมาย หลังลงพื้นที่พบเป็นการกลั่นแกล้ง ย้ำให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ปกป้องผู้บริสุทธิ์

พ.ต.ต.สุริยา สิงหกมล เลขาธิการ ป.ป.ส. เปิดเผยถึงการดำเนินงานตามนโยบาย ‘1386 ท่านแจ้ง เราจับ’ โดยย้ำถึงหลักการทำงานที่สำคัญว่า “ตามนโยบายของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ พล.ต.ท. รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม นอกจากความรวดเร็วในการเข้าระงับเหตุแล้ว หลักสำคัญของปฏิบัติการคือ ความยุติธรรมและความโปร่งใส ทุกเบาะแสที่ได้รับจะถูกนำเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบและพิสูจน์ทราบที่รัดกุม เพื่อให้มั่นใจว่าการปฏิบัติงานจะไม่ส่งผลกระทบต่อผู้บริสุทธิ์ที่อาจถูกกลั่นแกล้ง”

เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2568 สำนักงาน ป.ป.ส. โดยชุดปฏิบัติการอินทรีย์ 19-69 (ชป.1 และ ชป.2 (ปพ.)) ได้เข้าดำเนินการต่อเรื่องร้องเรียนผ่านสายด่วน ป.ป.ส. 1386 กรณีได้รับแจ้งว่ามีบุคคลพฤติการณ์เสพและค้ายาเสพติด ณ อพาร์ตเมนต์แห่งหนึ่งในซอยรามอินทรา 21 แขวงอนุสาวรีย์ เขตบางเขน กรุงเทพมหานคร

จากการลงพื้นที่ตรวจสอบ พบว่าข้อมูลที่พักและบุคคลที่ถูกร้องเรียนไม่ตรงกับความเป็นจริง โดยเจ้าของห้องพัก ณ ที่อยู่ดังกล่าว ยืนยันว่าตนเป็นผู้พักอาศัยและไม่รู้จักบุคคลตามที่ถูกร้องเรียนแต่อย่างใด เพื่อพิสูจน์ทราบให้สิ้นข้อสงสัย ชุดปฏิบัติการจึงได้ประสานไปยังสถานที่ทำงานของบุคคลที่ถูกร้องเรียน ซึ่งบุคคลดังกล่าวได้แสดงความบริสุทธิ์ใจและให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี โดยได้เดินทางเข้ามาพบเจ้าหน้าที่ ณ สำนักงาน ป.ป.ส. (ทุ่งสองห้อง) ด้วยตนเอง พร้อมทั้งชี้แจงว่า ตนเชื่อว่าการร้องเรียนครั้งนี้เกิดจากการถูกกลั่นแกล้งเนื่องจากเคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับบุคคลอื่นมาก่อน และเพื่อยืนยันความบริสุทธิ์ ได้สมัครใจให้เจ้าหน้าที่ตรวจปัสสาวะเพื่อหาสารเสพติดในร่างกาย ซึ่งผลการตรวจปรากฏว่า “ไม่พบสารเสพติด”

เลขาธิการ ป.ป.ส. ย้ำว่า “กรณีนี้เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของกระบวนการทำงานของเรา เราขอขอบคุณประชาชนสำหรับทุกเบาะแสที่แจ้งเข้ามา และขอยืนยันว่าเราจะดำเนินการทุกขั้นตอนด้วยความระมัดระวังเพื่อให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ในขณะเดียวกัน ขอเน้นย้ำและแจ้งเตือนอย่างจริงจังว่า การใช้ช่องทางร้องเรียนเพื่อกลั่นแกล้งผู้อื่น ถือเป็นการแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงาน ซึ่งเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 ผู้ใดแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงาน ซึ่งอาจทำให้ผู้อื่นหรือประชาชนเสียหาย ต้องระวางโทษ จำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และอาจเข้าข่ายความผิดฐานหมิ่นประมาทได้อีกด้วย สำนักงาน ป.ป.ส. มุ่งมั่นที่จะสร้างสังคมที่ปลอดภัยบนพื้นฐานของความยุติธรรม และจะปกป้องสิทธิของผู้บริสุทธิ์อย่างเต็มที่”

สำนักงานปปส #ปปส #oncb #ท่านแจ้งเราจับ #1386ที่พึ่งทุกปัญหายาเสพติด


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

ศิลปากร อวดโฉม “The Orientalist” แฟชั่นผ้าขาวม้าทอมือสุดตระการตาในงาน Sustainability Expo 2025

ศิลปากร อวดโฉม “The Orientalist” แฟชั่นผ้าขาวม้าทอมือสุดตระการตาในงาน Sustainability Expo 2025

มหาวิทยาลัยศิลปากร โดยภาควิชาการออกแบบเครื่องแต่งกาย คณะมัณฑนศิลป์ นำเสนอผลงานแฟชั่นผ้าขาวม้าทอมือสุดประณีต ภายใต้คอลเลคชัน “The Orientalist” ในงาน Sustainability Expo 2025 ณ ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ตอกย้ำถึงศักยภาพการออกแบบที่ผสานความงามทางวัฒนธรรมเข้ากับแนวคิดความยั่งยืนได้อย่างลงตัว

ผลงานอันโดดเด่นนี้เป็นความร่วมมือระหว่าง ภาควิชาการออกแบบเครื่องแต่งกาย คณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร กับ กลุ่มทอผ้าแม่คูณแม่คืน อำเภอชำนิ จังหวัดบุรีรัมย์ โดยคณาจารย์และนักศึกษาได้ร่วมกันพัฒนาผ้าขาวม้าทอมือและเครื่องแต่งกายให้มีความร่วมสมัย แต่ยังคงไว้ซึ่งเสน่ห์และเอกลักษณ์ของวัฒนธรรมพื้นถิ่นอย่างชัดเจน

ในการเดินแบบโชว์ผลงานครั้งนี้ ได้เผยให้เห็นถึงดีไซน์ที่ผสมผสานความงามแบบตะวันออกเข้ากับกลิ่นอายโมเดิร์นได้อย่างกลมกลืน ผ้าขาวม้าทอมือที่ถูกนำมาตีความใหม่ไม่เพียงแต่แสดงถึงความสวยงามด้านศิลปะเท่านั้น แต่ยังเป็นผลงานที่ให้ความสำคัญกับหลักการ ความยั่งยืน (Sustainability) และกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยการทำงานร่วมกับชุมชนท้องถิ่นเป็นการส่งเสริมเศรษฐกิจฐานรากอย่างแท้จริง

การนำเสนอคอลเลคชั่น “The Orientalist” ในเวทีระดับประเทศอย่าง Sustainability Expo 2025 จึงนับเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของมหาวิทยาลัยศิลปากรในการสร้างสรรค์งานออกแบบที่มีคุณค่า โดยผสานศาสตร์แห่งศิลป์เข้ากับความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมตามจุดมุ่งหมายของมหาวิทยาลัยได้อย่างลงตัว
 


ขอบคุณภาพจากเพจ Part of SU

สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน