น้ำใจหลั่งไหล! กอ.รมน.-มวลชนภาคี (พคบ.-ทสปช.) ร่วมมือ อบต. น้ำเต้า ลงพื้นที่บางบาล อยุธยา แจกสิ่งของจำเป็นบรรเทาทุกข์ให้แก่ผู้ประสบภัย

น้ำใจหลั่งไหล! กอ.รมน. – มวลชนภาคี (พคบ. – ทสปช.) ร่วมมือ อบต. น้ำเต้า ลงพื้นที่บางบาล อยุธยา แจกสิ่งของจำเป็นบรรเทาทุกข์ให้แก่ผู้ประสบภัย

วันนี้ 21 ต.ค. 68 กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) โดยมี พลโท ธนาธิป สว่างแสง ผู้อำนวยการสำนักกิจการมวลชนและสารนิเทศ (ผอ.สมท.กอ.รมน.) และผู้บริหารของสำนักกิจการมวลชนและสารนิเทศพร้อมด้วยเครือข่ายมวลช กอ.รมน. ประเภทต่าง ๆ ประกอบด้วย กลุ่มชมรมหลักสูตรพัฒนาสัมพันธ์เครือข่ายความมั่นคงระดับผู้บริหาร (ชมรม.พคบ.) นำโดย น.ส. ชลัยรัตน์ ภักดี และ ผู้แทนเครือข่ายไทยอาสาป้องกันชาติ (ทสปช.) จากหลายรุ่น ได้ร่วมจัดกิจกรรมบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่ผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่ ตำบลน้ำเต้า อำเภอบางบาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำข่วมขังสูงถูกตัดขาดจากเส้นทางการสัญจรมายาวนานกว่า 2 เดือน เป็นผลทำให้กระทบต่อสภาวะทางจิตใจและชีวิตความเป็นอยู่โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กและกลุ่มเปราะบาง

จากการลงพื้นที่ในวันนี้ รองผอ.รมน.จว.อยุธยา ได้ร่วมกับเจ้าหน้าที่องค์การบริหารส่วนตำบลน้ำเต้า(อบต.น้ำเต้า), และทหาร-ตำรวจ ในพื้นที่ จำนวน 30 นาย จัดเตรียมพื้นที่เป้าหมายที่อยู่ห่างไกลจากการช่วยเหลือ พร้อมเรือติดเครื่องยนต์ เพื่อนำคณะฯ นำสิ่งของเครื่องใช้ (อุปโภค-บริโภค) และเครื่องใช้ที่จำเป็นให้เป็นไปตามความต้องการของผู้ประสบภัย ได้แก่ ส้วมกระดาษ, ถุงขยะดำ เพื่อใช้ในการใส่ขยะ, อาหารพร้อมทานทั้งข้าวสวยและกับข้าว, เครื่องกระป๋อง, ขนมขบเคี้ยว, น้ำดื่ม พร้อมทั้งยากันยุง อาหารสุนัขและแมว และยารักษาโรคทั่วไป โดยทั้งหมดจะถูกบรรจุอยู่ในถุงยังชีพเพื่อมอบให้แก่เด็กและกลุ่มเปราะบางเป็นลำดับเร่งด่วน

สำหรับสิ่งของที่ได้รับการบริจาคในครั้งนี้ล้วนเป็นสิ่งจำเป็นและมีประโยชน์อย่างยิ่งต่อการบรรเทาทุกข์และความเดือดร้อนให้กับประชาชนที่ประสบภัยมาอย่างยาวนาน โดยการรวบ รวมจากมวลชน กอ.รมน. และผู้มีจิตศรัทธาจากทุกภาคส่วน กิจกรรมดังกล่าวไม่เพียงแต่เป็นการให้ความช่วยเหลือด้านสิ่งของเท่านั้น กลุ่มพลังมวลชน กอ.รมน. ยังได้ให้กำลังใจปลอบขวัญแก่ผู้ประสบภัยขณะที่ยังเกิดปัญหาในช่วงนี้ได้ใช้ชีวิตต่อไป

การเดินทางลงพื้นที่ในครั้งนี้ ถือว่าเป็นความร่วมมือในการบูรณาการความร่วมมือของ กอ.รมน. พร้อมมวลชนและกองทัพบก ในการสนับสนุนรถบัสทหารและรถขนสิ่งของ อีกทั้งรวมทั้งหน่วยงานราชการในพื้นที่ได้อย่างเต็มขีดความสามารถ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการทำงานร่วมกันอย่างเป็นเอกภาพ เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลที่มี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ในฐานะ ผอ.รมน. และพล.อยู่.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผบ.ทบ.ในฐานะรองผอ.รมน., พล.อยู่.ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เสนาธิการทหารบกในฐานะเลขาธิการ กอ.รมน.และผู้บังคับบัญชาทุกลำดับชั้นได้นำนโยบายไปปฎิบัติโดยเฉพาะการนำพลังมวลชนเข้ามามีส่วนร่วมแก้ปัญหาและสนับสนุนหน่วยงานด้านความมั่นคงได้อย่างเป็นรูปธรรม เพื่อให้เกิดความสงบสุขขึ้นในพื้นที่ ประชาชนอยู่ดีมีสุข มีคุณภาพชีวิตที่ดี เพื่อทำให้ประเทศชาติพัฒนาได้อย่างยั่ง ยืนต่อไป


พล.ต.ท.ศิลปคมณ์ฯ ผบช.ประจำ สง.ผบ.ตร. จัดฝึกอบรมการประยุกต์ใช้ AI เพื่อยกระดับการปฏิบัติงาน รองรับผู้เข้าร่วมอบรม 550 นาย

พล.ต.ท.ศิลปคมณ์ เอี่ยมวงศ์ผบช.ประจำ สง.ผบ.ตร. จัดฝึกอบรมการประยุกต์ใช้ AI เพื่อยกระดับการปฏิบัติงาน รองรับผู้เข้าร่วมอบรม 550 นาย

เมื่อวันพุธที่ 15 ตุลาคม 2568​พล.ต.ท.ศิลปคมณ์ เอี่ยมวงศ์ ผบช.ประจำ สง.ผบ.ตร. (ปฏิบัติหน้าที่​ หน.ส่วนอำนวยการและสนับสนุน ศปก.ตร.) ได้จัดโครงการฝึกอบรมหลักสูตร “การประยุกต์ใช้เทคโนโลยี AI เพื่อเสริมสร้างการปฏิบัติงานของ ศปก.ตร.” ระหว่างเวลา 09.30-16.00 น.

การอบรมครั้งนี้จัดขึ้น ณ ห้องประชุม ศปก.ตร. ชั้น 20 อาคาร 1 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยเปิดรับข้าราชการตำรวจที่สนใจเข้าร่วมในห้องประชุมจำนวน 50 ที่นั่ง พร้อมทั้งเปิดช่องทางให้ข้าราชการตำรวจจากหน่วยต่างๆ ที่ไม่สะดวกเดินทางสามารถเข้าร่วมผ่านระบบ Zoom Meeting จำนวนกว่า 500 นาย รวมผู้เข้าอบรมทั้งสิ้นประมาณ 550 นาย โครงการนี้มุ่งเน้นการนำเทคโนโลยี AI มาประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติงานของศูนย์ปฏิบัติการตำรวจแห่งชาติ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน​เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายการพัฒนาองค์กรสู่ดิจิทัล

โดย​ พล.ต.ท.ศิลปคมณ์ เอี่ยมวงศ์​ ผบช.ประจำ​ สง.ผบ.ตร. ได้กล่าวทิ้งท้ายว่า “การพัฒนาศักยภาพบุคลากรด้านเทคโนโลยี AI ถือเป็นรากฐานสำคัญในการยกระดับการปฏิบัติงานของตำรวจให้ทันต่อยุคสมัย เราต้องก้าวทันเทคโนโลยีเพื่อให้สามารถรับมือกับอาชญากรรมรูปแบบใหม่และให้บริการประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น”


ผบช.ภ.1 ชูนโยบายการทำงานของตำรวจภูธรภาค 1 เพื่อประชาชน

ผู้บัญชาการต๋อง พล.ต.ท.วัฒนา ยี่จีน ผบช.ภ.1 ชูนโยบายการทำงานของตำรวจภูธรภาค 1 เพื่อประชาชนคือ…….”ยุติธรรม มีวินัย โปร่งใส เป็นที่พึ่งของประชาชน”

พล.ต.ต.ภัคพงศ์ สายอุบล ผู้บังคับการอำนวยการตำรวจภูธรภาค 1 ในฐานะหัวหน้าฝ่ายอำนวยการรับผิดชอบงานแถลงข่าว ประชาสัมพันธ์ข่าว และ IO ข่าวตำรวจภูธรภาค 1 เปิดเผยว่า พล.ต.ท.วัฒนา ยี่จีน ผบช.ภ.1 ได้มารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 1 ต.ค. 2568 ที่ผ่านมา และมีนโยบายในการขับเคลื่อนการทำงานของตำรวจภูธรภาค 1 ในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นทางด้านงานป้องกันและปราบปราม งานสืบสวน งานสอบสวน งานจราจร และงานอำนวยการ ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เพื่อสร้างความอุ่นใจและความปลอดภัยของประชาชนในเขตพื้นที่ตำรวจภูธรภาค 1

พื้นที่รับผิดชอบ 9 จังหวัด ซึ่งประกอบด้วย 1.ตำรวจภูธรจังหวัดชัยนาท (ภ.จว.ชัยนาท), 2.ตำรวจภูธรจังหวัดนนทบุรี (ภ.จว.นนทบุรี), 3.ตำรวจภูธรจังหวัดปทุมธานี (ภ.จว.ปทุมธานี), 4.ตำรวจภูธรจังหวัดพระนครศรีอยุธยา (ภ.จว.พระนครศรีอยุธยา), 5.ตำรวจภูธรจังหวัดลพบุรี (ภ.จว.ลพบุรี), 6.ตำรวจภูธรจังหวัดสมุทรปราการ (ภ.จว.สมุทรปราการ), 7.ตำรวจภูธรจังหวัดสระบุรี (ภ.จว.สระบุรี), 8.ตำรวจภูธรจังหวัดสิงห์บุรี (ภ.จว.สิงห์บุรี), 9.ตำรวจภูธรจังหวัดอ่างทอง (ภ.จว.อ่างทอง) และอีก 4 หน่วยงานคือ 1.กองบังคับการอำนวยการตำรวจภูธรภาค 1 (บก.อก.ภ.1), 2.กองบังคับการกฎหมายและคดี ตำรวจภูธรภาค 1 (บก.กค.ภ.1), 3.กองบังคับการสืบสวนสอบสวนตำรวจภูธรภาค 1 (บก.สส.ภ.1) และ 4.ศูนย์ฝึกอบรมตำรวจภูธรภาค 1 (ศฝร.ภ.1)

โดยนโยบายการทำงานของ พล.ต.ท.วัฒนา ยี่จีน ผบช.ภ.1 คือ ยุติธรรม มีวินัย โปร่งใส เป็นที่พึ่งของประชาชน

พล.ต.ท.วัฒนา ยี่จีน กล่าวว่าหากประชาชนพบการกระทำความผิดในพื้นที่ตำรวจภูธรภาค 1 สามารถแจ้งได้ที่สถานีตำรวจท้องที่ที่เปิดเหตุรับผิดชอบนั้นๆ หรือแจ้งได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 191 ซึ่งจะมีระบบรับข้อมูลซึ่งใช้ระบบเทคโนโลยีมาควบคุมการแจ้งข้อมูลของประชาชนและการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจให้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงสุดต่อไป


แพทย์ทหารเตือน ผู้ปกครองเฝ้าระวังโรค มือ เท้า ปากในเด็ก หลังพบแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น

แพทย์ทหารเตือน ผู้ปกครองเฝ้าระวังโรค มือ เท้า ปากในเด็ก หลังพบแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น

จากข้อมูลของกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข เตือน พบแนวโน้มของโรคมือ เท้า ปาก ในเด็ก และโรคไข้หวัดใหญ่สูงขึ้น ซึ่งเป็นหนึ่งในโรคที่พบการระบาดเพิ่มขึ้นในช่วงฤดูฝนของทุกปี ทั้งสองโรคนี้เป็นโรคติดต่อที่พบได้บ่อยในเด็ก บางครั้งอาจก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนตามมาได้ หากเด็กไม่สบาย หรือมีไข้ ผู้ปกครองควรพาไปพบแพทย์ และให้พักอยู่ที่บ้าน โดยโรคมือ เท้า ปาก พบได้ตลอดทั้งปี

สำหรับสาเหตุเกิดจากการติดเชื้อไวรัสกลุ่มเอนเทอโรไวรัส ซึ่งอาการมักไม่รุนแรง แต่ในเด็กบางราย อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรง เช่น กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบหรือก้านสมองอักเสบ จนเสี่ยงที่จะเสียชีวิตได้ อย่างรวดเร็ว กลุ่มเสี่ยง ได้แก่ ทารกและเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 5 ปี โดยเฉพาะในสถานรับเลี้ยงเด็ก โรงเรียนอนุบาล หรือสถานที่แออัดที่สุขอนามัยไม่ดี หากมีอาการรุนแรง เช่น ไข้สูงผิดปกติ กินไม่ได้ ซึมลง ชักเกร็ง อาเจียนมาก หรือหายใจลำบาก ควรรีบพาไปพบแพทย์ทันที การป้องกันทำได้โดยการล้างมือด้วยน้ำ และสบู่เป็นประจำ และหมั่นทำความสะอาดของเล่นหรือของใช้ที่เด็กสัมผัส สำหรับเจลแอลกอฮอล์ไม่สามารถฆ่าเชื้อนี้ได้

ในการนี้ พลโท วรเทพ บุญญะ แม่ทัพภาคที่ 3/ผู้บัญชาการศูนย์บรรเทาสาธารณภัย กองทัพภาคที่ 3 และแพทย์ทหาร จึงมีความห่วงใยต่อบุตรหลานของข้าราชการทหารและครอบครัว ในสังกัดกองทัพภาคที่ 3 รวมทั้งพี่น้องประชาชน ในพื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือ ต่อโรคภัยดังกล่าว จึงขอให้ปฏิบัติตามมาตรการป้องกันตนเองอย่างเคร่งครัด โดยสวมหน้ากากอนามัยเมื่อมีอาการไอจาม หรืออยู่ในสถานที่แออัด หรือที่ที่มีกลุ่มคนจำนวนมาก หมั่นล้างมือด้วยน้ำและสบู่เป็นประจำ หลีกเลี่ยงการคลุกคลีกับผู้ป่วย หากบุตรหลานมีอาการไข้ ไอ หายใจลำบาก หรือซึม ควรหยุดเรียน และรีบพาไปพบแพทย์เพื่อรับการรักษาที่เหมาะสม โดยสามารถเข้ารับบริการได้ที่โรงพยาบาลทหารทั้ง 10 แห่งในพื้นที่ภาคเหนือ

จึงขอเรียนให้พี่น้องประชาชน ในพื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือทราบ เพื่อให้เกิดความมั่นใจได้ว่า กองทัพภาคที่ 3 โดย โรงพยาบาลทหารทั้ง 10 แห่งในพื้นที่ภาคเหนือ พร้อมที่จะให้การช่วยเหลือประชาชนในยามวิกฤตทุกโอกาส


โรงพยาบาลค่ายสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ได้รับรางวัลเลิศรัฐ ประจำปี 2568

โรงพยาบาลค่ายสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ได้รับรางวัลเลิศรัฐ ประจำปี 2568

โรงพยาบาลสมเด็จพระนเรศวรมหาราช เป็นโรงพยาบาลกองทัพบก ระดับโรงพยาบาลกอง ทัพภาค สังกัดกองทัพภาคที่ 3 ดูแลรับผิดชอบการตรวจสุขภาพให้กับกำลังพล, ครอบครัว รวมทั้งประชาชนทั่วไป ในระดับภูมิภาคของกองทัพบก (ภาคเหนือ) มีที่ตั้ง ณ ค่ายสมเด็จพระนเรศวรมหาราช อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก มีความมุ่งมั่นที่จะเป็นโรงพยาบาลมาตรฐานชั้นนำ รวมทั้งให้บริการสุขภาพและการรักษาพยาบาลแบบองค์รวมอย่างมีคุณภาพมาตรฐานวิชาชีพ และมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง สร้างเสริมสุขภาพ เวชกรรมป้องกันแก่บุคลากร และชุมชนให้มีพฤติกรรมสุขภาพที่ดี และสามารถพึ่งพาตนเองได้ สร้างปัจจัยเกื้อหนุนที่ดีเพื่อเป็นแบบอย่างแก่ชุมชน รวมทั้งบริหารทรัพยากรสายแพทย์ในโรงพยาบาลกองทัพภาคที่ 3 ในฐานะเป็นโรงพยาบาล แม่ข่ายหลักให้ประสิทธิภาพสูงสุด

ทั้งนี้ จากผลงานการดำเนินงานของโรงพยาบาลค่ายสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ในปีที่ผ่านมา โดยเป็นผลงานเชิงประจักษ์ จึงได้รับรางวัลเลิศรัฐ สาขาบริการภาครัฐ ระดับดี ประเภทขับเคลื่อนเห็นผล ในผลงานชื่อ Ready Mobile Smart Field Hospital โรงพยาบาลสนามเคลื่อนที่ ในงาน เสวนาวิชาการ และพิธีมอบรางวัล เลิศรัฐ ประจำปี 2568 ” ภาครัฐอัจฉริยะ ขับเคลื่อนอนาคต Smart Government & Smart Services : Driving for the Future “ซึ่งพิจารณามอบให้กับหน่วยงาน ที่มีผลการดำเนินการที่เป็นเลิศในด้านการเพิ่มประสิทธิ ภาพ พัฒนาคุณภาพ ณ ห้องรอยัล จูบิลี่ บอลรูม อาคารชาเลนเจอร์ อิมแพคเมืองทองธานี จังหวัดนนทบุรี โดยมี พลตรี สมินท์ บุญลิขิต ผู้อำนวยการโรงพยาบาลค่ายสมเด็จพระนเรศวรมหาราช เป็นผู้แทนเข้ารับรางวัลฯ เพื่อเป็นเกียรติประวัติแก่หน่วยสืบไป

จึงขอเรียนให้พี่น้องประชาชน ในพื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือทราบ เพื่อให้เกิดความมั่นใจได้ว่า กองทัพบก โดย กองทัพภาคที่ 3 มีความพร้อมที่จะสนับสนุนกำลังพลและยุทโธปกรณ์ทางทหารในการช่วยเหลือประชาชนยามวิกฤตทุกโอกาส


“สายตรง แม่ทัพภาคที่ 3” ช่องทางให้ประชาชน รวมทั้งกำลังพล และครอบครัว ร่วมแจ้งเบาะแสงานความมั่นคง ในพื้นที่ภาคเหนือ

“สายตรง แม่ทัพภาคที่ 3” ช่องทางให้ประชาชน รวมทั้งกำลังพล และครอบครัว ร่วมแจ้งเบาะแสงานความมั่นคง ในพื้นที่ภาคเหนือ

ตามที่ นายกรัฐมนตรี/ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ได้ดำเนินการเปิดช่องทางให้ประชาชนแจ้งเบาะแสด้านความมั่นคง ผ่านช่องทางการให้บริการ สายด่วน โทร. 1374 และ Facebook : 1374 แจ้งเบาะแส เพื่อความมั่นคง รวมทั้งสนับสนุนให้ทุกภาคส่วนราชการดำเนินการจัดตั้งช่องทางของหน่วยรับแจ้งข้อมูล เพื่อให้ประชาชนได้เข้าถึงอย่างแท้จริง นั้น

เพื่อเป็นการแก้ปัญหาสำคัญด้านความมั่นคงในพื้นที่ภาคเหนือ ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย และการหลบหนีเข้ามาภายในราชอาณาจักรของแรงงานต่างด้าว อีกทั้งปัญหายาเสพติดในพื้นที่ภาคเหนือยังคงเป็นปัญหาสำคัญยิ่ง อันเนื่องมาจากการลักลอบนำยาเสพติดจากประเทศ เพื่อนบ้านเข้ามาในประเทศอย่างต่อเนื่อง

ในการนี้ พลโท วรเทพ บุญญะ แม่ทัพภาคที่ 3/ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 3 จึงมีดำริให้เปิดการรับแจ้งข้อมูลข่าวสารจากพลเมืองดี รวมทั้งกำลังพล และครอบครัว เพื่อเป็นการเพิ่มระดับการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน ซึ่งเป็นสิ่งที่ควรได้รับการสนับสนุนตามกรอบแห่งรัฐธรรมนูญฯ พ.ศ. 2560 โดยสามารถแจ้งข้อมูลเบาะแสงานความมั่นคง ในพื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือ ถึงแม่ทัพภาคที่ 3 โดยตรง ได้ที่ช่องทาง Applications Line “สายตรงแม่ทัพภาคที่ 3” ID Line : ISOC3 ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อรับทราบข้อมูลและนำไปสู่การปฏิบัติ สร้างความมั่นคงให้สังคมไทยสืบไป


รอง ผว.เพชรบุรี นำกำลัง จนท.กว่า 200 นาย ลงพื้นที่ค้นหาหญิงวัย 58 ปี หลงป่านาน 4 วัน ยังไร้วี่แวว

รอง ผว.เพชรบุรี นำกำลัง จนท.กว่า 200 นาย ลงพื้นที่ค้นหาหญิงวัย 58 ปี หลงป่านาน 4 วันยังไร้วี่แวว

จากกรณีนางนวรัตน์ พลอยเขียว อายุ58ปี ชาวบ้าน ต.บางจาน อ.เมืองเพชรบุรี จ.เพชรบุรี ได้เข้าป่าไปหาเห็ดกับญาติรวม 4 คน ภายในป่าเขาแด่น ม.4 บ้านหนองไก่เถือน อ.บ้านลาด จ.เพชรบุรี ก่อนพลัดหลงกลับญาติๆภายในป่า เมื่อช่วงบ่ายวันของที่ 18 ตค.ที่ผ่านมา

ขณะที่วันนี้ 21ต.ค. นายภคพัส ส่งวัฒนายุทธ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี พร้อมด้วย นายปรีชา อนันต์วรนาถ นายอำเภอบ้านลาด เดินทางลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ พร้อมด้วย นายกอบต.ห้วยลึก กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เจ้าหน้าที่ทหารรบพิเศษแก่งกระจาน ทหาร มทบ.15 จังหวัดเพชรบุรี กู้ภัยสว่างสรรเพชร เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองอำเภอบ้านลาด ทีมสุนัขค้นหาและกู้ภัย United SAR K9. เจ้าหน้าที่ป่าไม้สำนัก10 โดรนจับความร้อนศูนย์ตอบโต้ภัยพิบัติ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และชาวบ้านในพื้นที่ ร่วมกว่า 200 นาย ได้กระจายกำลัง ลงพื้นที่ภายในป่า ร่วมค้นหานางนวรัตน์ตลอดทั้ง 4 วัน ที่ผ่านมาที่ยังคงหลงอยู่ในป่า รวม 4 วันแล้ว แต่ยังไร้วี่แวว

นายภคพัส ส่งวัฒนายุทธ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี กล่าวว่า เหตุการณ์ดังกล่าวได้บูรณาการ หลายภาคส่วนร่วมกันทำงาน โดยเจ้าหน้าที่ได้ กระจายกำลังหัวร้อนนายออกค้นหาภายในป่า พร้อมนำโดนจับความร้อน บิลค้นหาภายในป่าช่วง 01.00 น. วันที่ 19 ตค. แต่ก็ยังไม่พบตัว พร้อมให้เจ้าหน้าที่ออกเดินเท้าร่วมค้นหา กันตลอดทั้งวันทั้งคืนรวม 4 วันกว่า 200 นาย แต่ก็ยังไม่พบตัว วันนี้เจ้าหน้าที่นำสุนัข K9 ออกค้นหาในพื้นที่ แต่ยังไม่สามารถลงไปตรวจสอบบางจุดได้เนื่องจากเป็นหุบเขา โดยวันพรุ่งนี้จะจัดกำลังเจ้าหน้าที่ลงไปตรวจสอบดู บริเวณหุบเขาต่างๆ หากเจ้าหน้าที่ออกตรวจสอบครอบคลุมทุกพื้นที่แล้วแต่ยังไม่พบตัว คงต้องรวมกำลังเจ้าหน้าที่อีกครั้งและวางแผนช่วยเหลือใหม่ หรืออาจจะประสานเฮลิคอปเตอร์จากค่ายนเรศวร เพื่อบินค้นหาผู้สูญหายภายในป่า แต่ก็ยังไม่รู้ว่าจะได้ผลมากน้อยแค่ไหนเพราะอาจจะเห็นแต่ยอดไม้ และจะมีประสิทธิภาพสู้เดินเท้าปูพรหมค้นหาได้ดีกว่าหรือไม่

ในวันพรุ่งนี้จะจัดทีมออกค้นหาบริเวณเขาไร่-สันเนินราชภัฏ เพราะเจ้าหน้าที่สามารถจับสัญญามือถือของนางเนาวรัตน์ได้ครั้งสุดท้าย ก่อนสัญญาณขาดหายไป. พร้อมจัดกำลังอีก1 ชุด ออกสแกนพื้นที่ที่น่าสงสัย บริเวณจุดที่มีคนพบเห็นนางเนาวรัตน์ครั้งสุดท้าย. และบริเวณสันเนิดที่ยังไม่ได้เข้าไปค้นหาเพราะเป็นระยะทางที่ไกลมาก จึงขอฝากชาวบ้านผู้ที่ชื่นชอบขึ้นเขาไปหาเห็ดโคนในช่วงนี้ ที่เขาแด่นมีเห็ดโค้นขึ้นมาก จึงยากให้ช่วยกันสอดส่องค้นหาผู้สูญหายให้ด้วย หากพบเจอแจ้งเจ้าหน้าที่ได้ที่ศูนย์ ช่วยเหลือผู้ประสบภัยสูญหายบริเวณหน้าศาลพ่อปู่เขาแด่น อ.บ้านลาด จ.เพชรบุรี


บรรณรต เจริญกิจสัมพันธ์ จ.เพชรบุรี

อบจ.นครปฐม จัดงานเทศกาลถือศีลกินเจ ประจำปี พ.ศ. 2568

องค์การบริหารส่วนจังหวัดนครปฐม จัดงานเทศกาลถือศีลกินเจ ประจำปี พ.ศ. 2568 โดยจัดอาหารเจ ให้ทานฟรี เป็นวันแรก มีประชาชนมาร่วมทานอาหารเป็นจำนวนมาก

วันที่ 21 ตุลาคม 2568 องค์การบริหารส่วนจังหวัดนครปฐม จัดงานเทศกาลถือศีลกินเจ ประจำปี พ.ศ. 2568 โดยจัดอาหารเจ ให้ทานฟรี ตลอดระยะเวลา 9 วัน ระหว่างวันที่ 21-29 ตุลาคม ตั้งแต่เวลา 11.30-13.00 น.

โดยในวันนี้ นางสาวอโรชา นันทมนตรี ผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม พร้อมด้วย นายจิรวัฒน์ สะสมทรัพย์ นายก อบจ.นครปฐม นางวิลาสินี สะสมทรัพย์ ภรรยา นางสุภาภรณ์ สะสมทรัพย์ มารดา คณะกรรมการและสมาชิกเหล่ากาชาดจังหวัด พร้อมด้วย สมาชิกสภา อบจ., หัวหน้าส่วนราชการ อบจ. ข้าราชการ ลูกจ้าง พนักงานจ้าง อบจ.นครปฐม และผู้มีจิตอาสาทุกท่าน ได้ร่วมกันเตรียมอาหารคาว หวาน สำหรับบริการให้แก่พี่น้อง ประชาชน ชาวไทยเชื้อสายจีน และบุคคลทั่วไปที่อยู่ในช่วงถือศีลกิจเจ ระหว่างวันที่ 21-29 ตุลาคม ตั้งแต่เวลา 11.30-13.00 น. ไม่เว้นวันหยุดราชการ สำหรับเมนูอาหารในวันนี้ คือผัดกระเพรา ผัดกะหล่ำปลี และถั่วเขียวต้มน้ำตาล

จึงขอเชิญชวนพี่น้องประชาชน มาร่วมรับประทานอาหารเจ ได้ที่หน้าสำนักงานอบจ.นครปฐม ต.สนามจันทร์ อ.เมืองนครปฐม


สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดนครปฐม ภาพ/ข่าว
สมคิด พรมมี ผู้สื่อข่าว นครปฐมรายงาน

วอนช่วยสาววัย 20 สู้ชีวิตต้องเลี้ยงลูก เลี้ยงแม่ที่ป่วยติดเตียงแถมบ้านก็ไม่มีน้ำไฟใช้

วอนช่วยสาววัย 20 สู้ชีวิตต้องเลี้ยงลูก  เลี้ยงแม่ที่ป่วยติดเตียงแถมบ้านก็ไม่มีน้ำไฟใช้

ในวันนี้(21 ต.ค. 68) ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งว่ามีหญิงสาวคนหนึ่งที่ต้องสู้ชีวิต  เป็นเสาหลักของครอบครัว ทั้งต้องเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยว  ต้องดูแลแม่ที่ป่วยติดเตียง และพ่อก็ประสบอุบัติเหตุขาหักทำให้ทำงานหนักไม่ไหว  แถมบ้านที่อยู่นั้นเป็นบ้านเช่าไม่มีน้ำ ไม่มีไฟฟ้าใช้  ต้องทำงานทั้งกลางวันกลางคืนเพื่อหาเงินมาจุนเจือครอบครัว  วอนสังคมช่วยเหลือเรื่องของนมเฉพาะผู้ป่วยติดเตียงและผ้าอ้อมสำเร็จรูป  โดยหญิงสาวคนดังกล่าวอยู่ที่บ้านเช่าไม่มีเลขที่ หมู่ 8 ต.จอมบึง  อ.จอมบึง  จ.ราชบุรี  จึงเดินทางไปตรวจสอบ

โดยได้พบกับนางสาว น.ส.สุพรรษา  สุขวงศ์จันทร์  อายุ 20 ปี  อยู่กับนายไวทวิช  พิมอากาศ   อายุ 50 ปี ผู้เป็นพ่อ ซึ่งเดินไม่ค่อยถนัดเพราะเกิดอุบัติเหตุขาหัก 3 ท่อน และ นางสุวรรณ  สุขวงศ์จันทร์  อายุ  48 ปี  ซึ่งเป็นแม่และเป็นผู้ป่วยติดเตียงไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้  และต้องให้อาหารทางสายยาง  อยู่ภายในห้องเช่าเล็กๆไม่มีไฟฟ้าใช้อาศัยแผงโซล่าเซลล์เล็กๆที่เปิดใช้ไฟได้เพียงครั้งละ 1 ชั่วโมง ก็ต้องปิดเครื่องใช้ไฟฟ้าอื่นๆไม่มีนอกจากพัดลม ที่สามารถใช้ได้เพียงแค่ไม่นานก็ต้องปิดเพราะกระแสไฟไม่พอ  ส่วนห้องน้ำก็อาศัยห้องน้ำเก่าที่คนงานก่อสร้างเคยมาเช่าพักแล้วสร้างไว้แต่ไม่มีหลังคา  ส่วนน้ำอุปโภคบริโภคนั้นต้องนำถังไปใส่มาเก็บไว้ใช้อย่างประหยัดเพราะแต่ละครั้งที่จะไปเติมน้ำใส่ถังต้องอาศัยยืมรถจักรยานยนต์พ่วงข้างของเพื่อนที่ทำงานไปขนมาซึ่งมีระยะทางไกลกว่า 10 กิโลเมตร แต่ช่วงนี้โชคดีฝนตกก็อาศัยรอน้ำฝนใส่ถังไว้แต่เพราะมีแค่ถังเดียวจึงเก็บไว้ไม่ได้มาก   

จากการสอบถามน.ส.สุพรรษา  สุขวงศ์จันทร์  อายุ 20 ปี  ก็เล่าให้ฟังว่า ตนนั้นเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยว มีลูกชายอายุ 5 ขวบ แต่ตอนนี้ไปฝากคนอื่นเลี้ยงแต่ก็ต้องเสียค่าเลี้ยงดู เนื่องจากต้องดูแลแม่ป่วยเป็นอัมพฤกษ์ครึ่งตัว ทำให้ต้องมีค่าใช้จ่ายเพิ่มซึ่งตอนนี้ต้องทำงานคนเดียวทั้งกลางวันและกลางคืน  โดยกลางคืนไปทำงานเป็นเด็กปั๊มน้ำมันตั้งแต่ 21.00 – 06.00 น. หลังจากก็จะกลับมาดูแลป้อนข้าวและเช็ดตัวให้แม่ ก่อนจะไปหารับจ้างเก็บผักตามไร่ และกลับมาป้อนข้าวแม่ตอนกลางวัน  และกลับไปทำงานต่อจนเย็นกลับมาป้อนข้าวแม่ ก่อนจะอาบน้ำไปทำงานที่ปั๊มน้ำมัน  มีเวลาพักแค่ชั่วครู่ชั่วยาม  ส่วนตอนกลางคืนก็จะมีพ่อคอยช่วยดูแลป้อนอาหารแม่ในช่วงก่อนนอนเพราะแม่ต้องกินนม 4 มื้อ  ต้องหาเงินเข้าบ้านทุกวันเพราะมีค่าใช้จ่ายเยอะโดยเฉพาะเรื่องนมของแม่นั้นจะขาดไม่ได้โดยจะต้องหาเงินซื้อนมให้แม่อาทิตย์ละ 800 บาท ต่อนม 1 กิโลกรัม แล้วยังมีค่าผ้าอ้อมสำเร็จรูป และส่งไปให้ลูกชายที่ฝากเขาเลี้ยงอีก   ส่วนพ่อก็ทำงานไม่ไหวเพราะขาหัก 3 ท่อนก็เลยให้คอยช่วยดูแลแม่  คอยช่วยพลิกตัวให้แม่ทุก 2 ชั่วโมงเพื่อไม่ให้เป็นแผลกดทับ  ซึ่งเมื่อก่อนนั้นก็เคยมีบ้านอยู่แต่พื้นที่นั้นเป็นที่ตาบอดไม่มีทางเข้าออก  ทำให้ลำบากในการจะพาแม่ออกมาหาหมอ  จึงตัดสินใจชวนพ่อออกมาหาเช่าบ้านอยู่ข้างนอก ปัจจุบันที่แปลงนั้นก็เป็นของคนอื่นไปแล้ว   ซึ่งบ้านที่มาเช่านั้นเจ้าของก็ใจดีให้เช่าเดือนละ 500 บาท แต่เรื่องน้ำไฟต้องไปขอใช้เอาเอง ซึ่งตนเองนั้นไม่มีเงินแค่จะใช้จ่ายในแต่ละวันก็ไม่พออยู่แล้ว  บางครั้งต้องไปกู้หนี้ยืมสินคนรู้จักมา พอเงินเดือนออกก็เอาไปใช้เขา  ซึ่งจะหมุนอยู่อย่างนี้ทุกวันจึงทำให้ตนเองนั้นหยุดไม่ได้ต้องหาเงินให้ได้ทุกวัน  ส่วนห้องน้ำก็ไม่มีหลังคา ไม่มีประตู  เรื่องน้ำใช้นั้นก็ต้องไปขนมาเองระยะทางกว่า 10 กิโลเมตร  สิ่งที่ต้องการตอนนี้คือเรื่องของนมมาให้แม่  ผ้าอ้อมสำเร็จรูป และกระดาษทิชชู่  เพราะตนกับพ่อนั้นอดได้  แต่แม่จะขาดนมไม่ได้ต้องมีให้แม่กินเพราะแม่กินนมได้อย่างเดียว  ทั้งนี้หากมีของมาช่วยบ้างก็จะแบ่งเบารายจ่ายไปได้บ้าง   ซึ่งก็ยอมรับว่าเหนื่อยแต่ก็ต้องสู้เพราะตนเองนั้นเป็นลูกคนเดียว ต้องดูแลแม่ให้ดีที่สุด  ซึ่งแม่ก็จะคอยให้กำลังใจตลอด แม้ว่าบางครั้งจะแอบร้องไห้คนเดียวเพราะไม่รู้ว่าจะไปปรึกษาใครเพราะตนเองเป็นลูกคนเดียว   ตอนนี้ตนเองจะป่วยหรือจะเป็นอะไรไม่ได้เพราะแม่กับพ่อจะไม่มีใครดูแล

หากมีผู้ใจบุญจะช่วยสนับสนุนเรื่องของผ้าอ้อมสำเร็จรูปหรือนมเฉพาะสำหรับผู้ป่วยติดเตียงสามารถติดต่อไปได้ที่เบอร์ 0983587114  หรือสามารถบริจาคเข้าบัญชีธนาคารไทยพานิชย์  ชื่อ น.ส.สุพรรษา  สุขวงศ์จันทร์  เลขที่บัญชีออมทรัพย์  9402492734


ผบก. ภ.จว.นครปฐม ประชุมเพื่อขับเคลื่อนนโยบายและผลการติดตามการปฎิบัติแก่ข้าราชการตำรวจในสังกัด

ผบก. ภ.จว.นครปฐม ประชุมเพื่อขับเคลื่อนนโยบายและผลการติดตามการปฎิบัติแก่ข้าราชการตำรวจในสังกัด

วันที่ 21 ตุลาคม 2568 เวลา 09.30 น. พล.ต.ต.พิทักษ์ อุปพงษ์ ผบก.ภ.จว.นครปฐม เป็นประธานฯ, พ.ต.อ.พงษ์สวัสดิ์ คำปาเชื้อ รองผบก.ภ.จว.นครปฐม, พ.ต.อ.เทิดเกียรติ รักพานิชมณี รอง ผบก.ภ.จว.นครปฐม, พ.ต.อ.วรัญญู กุลดิลก รอง ผบก.ภ.จว.นครปฐม, พ.ต.อ.วัชรพัฒน์ กูลรัตน์กิติวงศ์ ผกก.ฝอ.ภ.จว.นครปฐม, พ.ต.อ.ไพรัตน์ รอดทอง ผกก.(สอบสวน)กลุ่มงานสอบสวนฯ, พ.ต.อ.ธนภณ เตชะตานลท์ ผกก.(สอบสวน)กลุ่มงานสอบสวนฯ, พ.ต.อ. ปิโยรส กัณหะสิริ ผกก.สืบสวน ภ.จว.นครปฐม รอง ผกก.ฝอ.ฯ, สว.ฝอ.ภ.จว.นครปฐม และข้าราชการตำรวจในสังกัด ภ.จว.นครปฐม เข้าร่วมประชุม ศปก.ภ.จว.นครปฐม ครั้งที่ 1/2568
เพื่อขับเคลื่อนนโยบายและติดตามผลการปฏิบัติแก่ข้าราชการตำรวจในสังกัด ณ ห้องประชุม ศปก.ภ.จว.นครปฐม

โดยมี ผกก.สภ.ในสังกัด, รอง ผกก.ป.สภ.ในสังกัด และ สวป.สภ.ในสังกัด, สวป.(ชส.) สภ.ในสังกัด, หน.ชมส.สภ.ในสังกัด เฝ้าฟังการประชุมฯ ผ่านระบบสื่อสารอิเล็กทรอนิกส์ ZOOM ณ หน่วยที่ตั้ง


สมคิด พรมมี ผู้สื่อข่าวนครปฐม