ทบ. จัดกิจกรรมจิตอาสาน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ เนื่องในวันปิยมหาราช 2568

ทบ. จัดกิจกรรมจิตอาสาน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ เนื่องในวันปิยมหาราช 2568

วันนี้ (22 ตุลาคม 2568) กองทัพบก จัดพิธีน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณและกิจกรรมจิตอาสาบำเพ็ญสาธารณประโยชน์ เนื่องในวันปิยมหาราช 23 ตุลาคม 2568 ณ วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนารามราชวรวิหาร เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร โดยมี พลเอก พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยคณะผู้บังคับบัญชา กำลังพลจากหน่วยขึ้นตรงกองทัพบก และประชาชนจิตอาสาร่วมกิจกรรม
อย่างพร้อมเพรียง

โดยในเวลา 09.00 น. ผู้บัญชาการทหารบก ได้นำกำลังพลประกอบพิธีน้อมรำลึก ถวายพานพุ่มดอกไม้สดและกล่าวน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ เบื้องหน้าพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จากนั้นได้ถวายเครื่องไทยธรรมแก่ท่านเจ้าอาวาสวัดเบญจมบพิตรดุสิตวนารามราชวรวิหาร

หลังเสร็จสิ้นพิธี ได้ร่วมกันทำกิจกรรมจิตอาสาบำเพ็ญสาธารณประโยชน์ ทำความสะอาดและปรับภูมิทัศน์บริเวณลานโพธิมณฑลพุทธานุสรณ์สัตตมหาสถาน ตลอดจนพื้นที่โดยรอบวัดเบญจมบพิตรดุสิตวนารามราชวรวิหาร เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล

โอกาสนี้ ผู้บัญชาการทหารบกและคณะ ได้มอบถุงยังชีพของกองทัพบกให้แก่ผู้ป่วยติดเตียงและผู้สูงอายุที่อาศัยอยู่ในชุมชนโดยรอบ เพื่อเป็นการช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่ประชาชนในพื้นที่

ทั้งนี้ กิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อน้อมรำลึกและเชิดชูพระราชจริยวัตรของ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ผู้ทรงเป็นพระมหากษัตริย์นักปฏิรูป ผู้ทรงวางรากฐาน การบริหารประเทศ การปรับปรุงกฎหมาย การทหาร การพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และการต่างประเทศ ที่นำพาชาติไทยให้ก้าวสู่ความเจริญมั่นคงอย่างแท้จริง อีกทั้ง เป็นการแสดงออกถึงความจงรักภักดีของกำลังพลกองทัพบกและประชาชนผู้มีจิตอาสา ในการร่วมกันสืบสานพระราชปณิธานการ “ทำความดี เพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์” สืบไป



ศูนย์ประชาสัมพันธ์กองทัพบก โดยทีมโฆษกกองทัพบก

โรงพยาบาลค่ายจิรประวัติ จัดกิจกรรม “วันทันตสาธารณสุข” บริการทันตกรรมฟรี เพื่อรำลึกพระมหากรุณาธิคุณสมเด็จย่า

โรงพยาบาลค่ายจิรประวัติ จัดกิจกรรม “วันทันตสาธารณสุข” บริการทันตกรรมฟรี เพื่อรำลึกพระมหากรุณาธิคุณสมเด็จย่า

เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2568 โรงพยาบาลค่ายจิรประวัติ มณฑลทหารบกที่ 31 โดยกองทันตกรรม จัดกิจกรรม “วันทันตสาธารณสุข” ให้บริการทันตกรรมฟรีแก่กำลังพล ครอบครัว และประชาชนชาวจังหวัดนครสวรรค์ โดยมี พันเอก สมัย ขำพันธ์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลค่ายจิรประวัติ เป็นประธานในพิธี ณ โรงพยาบาลค่ายจิรประวัติ มณฑลทหารบกที่ 31 จังหวัดนครสวรรค์

มีการให้บริการด้านสุขภาพช่องปากอย่างครบวงจร อาทิ ตรวจสุขภาพช่องปาก อุดฟัน ถอนฟัน ขูดหินปูน และเคลือบฟลูออไรด์ เพื่อส่งเสริมสุขภาพฟันและเหงือกที่ดีแก่ทุกคน โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย รวมถึงมีการให้ความรู้เกี่ยวกับการดูแลสุขภาพช่องปาก และ การสาธิตการแปรงฟันที่ถูกวิธี โดยทีมทันตแพทย์และเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาล เพื่อเป็นน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี เนื่องในวันคล้ายวันพระราชสมภพ

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการจัด “นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี” เพื่อเผยแพร่พระประวัติ พระราชกรณียกิจ และพระเมตตาธรรมด้านสาธารณสุข โดยเฉพาะงานด้านทันตกรรมที่พระองค์ทรงริเริ่มและให้การสนับสนุนแก่หน่วยงานสาธารณสุขทั่วประเทศ

กองทันตกรรม โรงพยาบาลค่ายจิรประวัติ มณฑลทหารบกที่ 31 จะพร้อมใจกันจัดกิจกรรม “วันทันตสาธารณสุข” เป็นประจำทุกปี เพื่อเทิดพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ตลอดจนให้ความรู้ด้านทันตกรรมแก่กำลังพลและประชาชน เพื่อส่งเสริมสุขภาพอนามัยในช่องปากที่ดีอย่างยั่งยืน


นที มีเดช รายงาน

ผู้แทนชาวบ้านในตำบลหนองหอย รวมตัวยื่นหนังสือสนับสนุนการรื้อฝายในลำน้ำปิง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการป้องกันน้ำท่วมในเขตเมืองเชียงใหม่

ผู้แทนชาวบ้านในตำบลหนองหอย รวมตัวยื่นหนังสือสนับสนุนการรื้อฝายในลำน้ำปิง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการป้องกันน้ำท่วมในเขตเมืองเชียงใหม่

วันนี้ (22 ต.ค. 68) เวลา 10.00 น. ที่บริเวณหน้าศาลากลางจังหวัดเชียงใหม่ นายทศพล เผื่อนอุดม ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ รับหนังสือสนับสนุนการรื้อฝายในลำน้ำปิง ทั้ง 3 ฝาย จากนางจีรพร หวันแดง นายกเทศมนตรีตำบลหนองหอย ซึ่งเป็นผู้แทนชาวบ้านในตำบลหนองหอย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยของจังหวัดเชียงใหม่

ทั้งนี้ สืบเนื่องจากปัญหาอุทกภัยในพื้นที่อำเภอเมืองเชียงใหม่ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ซึ่งสร้างความเสียหายให้แก่ทรัพย์สินของผู้ที่อยู่อาศัยในพื้นที่ประสบภัย ส่งผลให้ชาวบ้านในพื้นที่ไม่สามารถใช้ชีวิตได้ปกติ เนื่องจากต้องคอยเฝ้าระวังสถานการณ์น้ำอยู่เป็นระยะ ดังนั้น จากการถอดบทเรียนในปีที่ผ่านมา จังหวัดเชียงใหม่ได้มีมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยทั้งระบบ โดยเฉพาะการขุดลอกและกำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำในลำน้ำปิงในเขตตัวเมืองและเขตเศรษฐกิจของจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งมีฝายที่อยู่ในบริเวณจำนวน 3 ฝาย คือ ฝายพญาคำ ฝายหนองผึ้ง และฝายท่าวังตาล และจากการรับฟังความคิดเห็นของชาวบ้านในพื้นที่ ส่วนใหญ่เห็นว่าควรมีการรื้อฝายทั้ง 3 ออก เนื่องจากมีประตูระบายน้ำท่าวังตาลที่ใช้ควบคุมระดับน้ำในลำน้ำปิงอยู่แล้ว และการรื้อฝายออก จะทำให้การระบายน้ำในลำน้ำปิงจะมีประสิทธิภาพมากขึ้น สามารถช่วยสร้างความมั่นใจในการป้องกันปัญหาอุทกภัยได้ดียิ่งขึ้น

ทั้งนี้ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวภายหลังการรับหนังสือว่า จากสถานการณ์อุทกภัยในปี 2567 ที่ผ่านมา ทางรัฐต้องจ่ายเงินช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่กว่า 1,200 ล้านบาท และเกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจมากกว่า 5,600 ล้านบาท ดังนั้น จังหวัดเชียงใหม่ได้มีมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยทั้งระบบ โดยเฉพาะการขุดลอกและกำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำในลำน้ำปิง และขณะนี้ได้ดำเนินการขุดลอกครบทั้ง 100% แล้ว สามารถช่วยในการระบายน้ำในลำน้ำได้ดีกว่าปีที่ผ่านมา ส่วนการดำเนินการเกี่ยวกับสิ่งกีดขวางทางน้ำในลำน้ำปิงนั้น ทางจังหวัดเชียงใหม่ได้มีการดำเนินการรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเกี่ยวกับการรื้อฝายทั้ง 3 แล้ว จำนวน 9 ครั้ง โดยประชาชนส่วนใหญ่เห็นตรงกันว่าควรรื้อถอน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำในลำน้ำปิงให้ดียิ่งขึ้น แต่ยังมีความเห็นต่างเพราะอยากอนุรักษ์วัฒนธรรมประเพณีวิถีดั้งเดิมไว้ อย่างไรก็ตามทางจังหวัดจะได้ส่งข้อมูลทั้ง 2 ด้าน ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ใช้เป็นข้อมูลในการตัดสินใจเกี่ยวกับการดำเนินการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยของจังหวัดต่อไป


นที มีเดช รายงาน

ผบ.ฉก.ราชมนู เผย ไทยช่วยต่างชาติข้ามฝั่งจาก ‘เคเคปาร์ค’ กว่า 90 คนแล้ว หลังทหารเมียนมาเข้ากวาดล้างสแกมเมอร์

BREAKING: ผบ.ฉก.ราชมนู เผย ไทยช่วยต่างชาติข้ามฝั่งจาก ‘เคเคปาร์ค’ กว่า 90 คนแล้ว หลังทหารเมียนมาเข้ากวาดล้างสแกมเมอร์ คาด คืนนี้มีอีก 200-300 คน นำเข้าขั้นตอนตรวจสอบตามกฎหมายแล้ว ส่วนใหญ่เป็นชาวจีน ไม่พบคนไทย ขณะที่ชาวฟิลิปปินส์ กว่า 18 คน ขอความช่วยเหลือด่วน คาดการณ์มีต่างชาติทะลักเข้าไทยอีกกว่า 2,000 คน

วันนี้ (22 ต.ค. 68) The Reporters สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ พ.อ.ชนกานต์ แสงศร ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจราชมนู หลังได้รับรายงานว่ามีชาวต่างชาติ ข้ามแม่น้ำเมย จาก ‘เคเคปาร์ค’ เมืองเมียวดี ประเทศเมียนมา เนื่องจากมีการกวาดล้างสแกมเมอร์ของทหารเมียนมา

พ.อ.ชนกานต์ เปิดเผยว่า ตั้งแต่ช่วงเวลา 14.00 น.วันนี้ พบว่ามีชาวต่างชาติไม่ต่ำกว่า 90 คน ข้ามแม่น้ำเมย จากเคเคปาร์ค จากเมืองเมียวดี ประเทศเมียนมา ตรงข้าม ต.แม่กุ อ.แม่สอด จ.ตาก เพื่อมายังประเทศไทย หลังการกวาดล้างสแกมเมอร์ของทหารเมียนมา ซึ่งไทยได้ให้การช่วยเหลือตามหลักมนุษยธรรม และนำเข้าสู่ขั้นตอนทางกฎหมาย เนื่องจากคนเหล่านี้เข้าเมืองผิดกฎหมาย ทหาร ฉก.ราชมนู จึงนำส่งสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองแม่สอด เพื่อทำการคัดแยกผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ ร่วมกับ สภ.แม่สอด กรมการปกครอง และ สำนักงานพัฒนาสังคมเพื่อความมั่นคงของมนุษย์ จ.ตาก

“จากการสอบถามล่าสุดทาง ตม.แม่สอด พบว่าเป็นชาวต่างชาติทั้งหมด ไม่มีคนไทย สวนใหญ่เป็น ชาวจีน อินเดีย ปากีสถาน ซึ่งคาดว่าจะมีเข้ามาอีกในวันพรุ่งนี้ ทาง ฉก.ราชมนู ได้ประสานทุกหน่วยงานทำตามขั้นตอนทางกฎหมาย และยังไม่พบผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์”

ผบ.ฉก.ราชมนู คาดการณ์ว่าน่าจะมีชาวต่างชาติทะลักเข้าไทยอีกไม่ต่ำกว่า 200-300 คน ซึ่งใช้ช่องทางธรรมชาติข้ามแม่น้ำเมย หลบหนีมายังประเทศไทย ทางไทยจึงต้องให้การช่วยเหลือทางมนุษยธรรม หากพบเป็นผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ก็จะนำเข้ากลไก NRM และหากไม่ใช่เหยื่อ ก็ดำเนินการตามขั้นตอนดำเนินคดีเข้าเมืองผิดกฎหมายและส่งกลับประเทศ

อย่างไรก็ตามมีรายงานจากกรมการปกครอง ประเมินในเบื้องต้นว่ามีผู้คนจำนวนมากหลบหนีออกจากพื้นที่อย่างเร่งด่วน และหากสถานการณ์มีแนวโน้มรุนแรงขึ้น อาจมีผู้หลบหนีเข้าสู่ประเทศไทยประมาณ 2,000 คน

ขณะนี้กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ร่วมกับ หน่วยเฉพาะกิจราชมนู และ ตำรวจตระเวนชายแดน ได้ดำเนินกระบวนการคัดกรองผู้หลบหนีประมาณ 80–100 คน ที่เพิ่งข้ามพรมแดนเข้ามาผ่านทาง จุดตรวจแม่กุ ในขณะนี้ยังมีผู้หลบหนีมาเพิ่ม คาดการณ์ว่า ภายในช่วงค่ำของวันนี้ จำนวนผู้หลั่งไหลเข้ามาอาจเพิ่มขึ้นถึง 200–300 คน

ขณะที่ น.ส.กฤติญา ผู้ประสานงานเครือข่ายภาคประชาสังคมช่วยเหลือผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ ได้รับการร้องขอความช่วยเหลือจากชาวฟิลิปปินส์ 18 ราย และปากีสถาน 1 ราย ที่พยายามหลบหนีออกมาจากบอสจีนและไม่ปลอดภัย จึงได้มีการประสานขอความช่วยเหลือไปทางกองกำลัง BGF ซึ่งได้ส่งทหารเข้าไปตรวจสอบตามพิกัดที่ขอความช่วยเหลือแล้ว


นที มีเดช รายงาน

“บังดุล” นักวิ่งจิตอาสาชาวปัตตานี วิ่งภารกิจ “ปัตตานีพิชิตภูมะเขือ” 60 จังหวัด ใต้ – เหนือ – อีสาน กว่า 2,500 กิโล เข้าสู่วันที่ 23 การวิ่ง และเข้าประจวบคีรีขันธ์ วันที่ 2 แล้ว

ประจวบคีรีขันธ์ – “บังดุล” นักวิ่งจิตอาสาชาวปัตตานี วิ่งภารกิจ “ปัตตานีพิชิตภูมะเขือ” 60 จังหวัด ใต้ – เหนือ – อีสาน กว่า 2,500 กิโล เข้าสู่วันที่ 23 การวิ่ง และเข้าประจวบคีรีขันธ์ วันที่ 2 แล้ว

วันที่ 22 ต.ค. 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า “บังดุล” หรือ นายอับดุล สารีเต๊ะ อายุ 51 ปี นักวิ่งจิตอาสาชาวปัตตานี ซึ่งออกวิ่งเป็นวันที่ 23 ของการวิ่ง และวันที่ 2 ในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ผ่านอำเภอทับสะแก เข้าสู่อำเภอเมืองประจวบฯ ตามภารกิจ “ปัตตานีพิชิตภูมะเขือ” โดยเริ่มต้นจาก อ.มายอ จ.ปัตตานี มุ่งหน้าสู่ จังหวัดเชียงราย และจะวกกลับเข้าสู่ภาคอีสาน มุ่งหน้าสู่ ภูมะเขือ จ.ศรีสะเกษ ระยะทางรวมกว่า 2,500 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางร่วม 3 เดือน โดยหวังระดมเงินบริจาคจากประชาชนเพื่อนำไปสนับสนุนการสร้างกำแพงกั้นเขตแดนไทย-กัมพูชา รวมถึงจัดหาสิ่งของจำเป็นมอบให้ทหารในพื้นที่

สำหรับครั้งนี้ “บังดุล” เขาเริ่มต้นวิ่งโดยใช้เส้นทางสายเอเชีย ผ่านจังหวัดสงขลา สตูล ตรัง กระบี่ พังงา ระนอง ชุมพร ประจวบคีรีขันธ์ และจะเข้าสู่ภาคกลาง และ ราชบุรี สุพรรณ อ่างทอง นครสวรรค์ กำแพงเพชร เชียงใหม่ สุดที่เชียงราย ก่อนลงมาโซน อุตรดิตย์ เพชรบูรณ์ และเข้าสู่ภาคอีสาน ไปสิ้นสุดที่ศรีสะเกษ ซึ่งถือเป็นภารกิจวิ่งที่ยาวและเข้มข้นที่สุดของบังดุล โดยทุกวันจะวิ่งวันละราว 50 กิโลเมตร แบ่งเป็นเซตละ 10–15 กิโลเมตร

ในการวิ่งครั้งนี้ บังดุลไลฟ์ผ่าน TikTok ชื่อ “นักวิ่ง จิตอาสา” พร้อมสะพายสัมภาระและติดตั้งโทรศัพท์บนโครงเหล็กอลูมิเนียมเพื่อถ่ายทอดสด ระหว่างทางมีประชาชนที่พบเห็นต่างร่วมให้กำลังใจและบริจาคเงินตลอดเส้นทาง สำหรับบังดุล เขาคือสัญลักษณ์ของการเสียสละเพื่อชาติ และยืนยันว่า การกลับมาวิ่งเพื่อชายแดนไทยครั้งนี้ เป็นการแสดงจุดยืนว่า “คนไทยจะไม่ยอมให้ใครรุกรานแผ่นดิน” สำหรับประชาชนทั่วไปสามารถร่วมสมทบทุนบริจาคได้ที่ บัญชี ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร สาขาปาลัส หมายเลข บ/ช 02-0088-256-366


ข่าว ณัฐธภพ พันสาย / จ.ประจวบคีรีขันธ์ 0649646443

นายก อบจ.นครปฐม พร้อมด้วย สจ.กลุ่มชาวบ้าน ได้จัดเตรียมอาหารเจไว้ต้อนรับประชาชนในจังหวัดนครปฐม

นายก อบจ.นครปฐมพร้อมด้วย สจ.กลุ่มชาวบ้าน ได้จัดเตรียมอาหารเจไว้ต้อนรับประชาชนในจังหวัดนครปฐม ณ ที่ อบจ.นครปฐม โดยการนำของ นายจิรวัฒน์ สะสมทรัพย์ นายก อบจ.นครปฐม และนางวิลาสินี สะสมทรัพย์ ภริยา พร้อมด้วย สมาชิกสภาฯ หัวหน้าส่วนราชการ ข้าราชการ อบจ.นครปฐม และผู้มีจิตอาสา ร่วมกันเตรียมอาหารเจ เพื่อบริการพี่น้องประชาชน โดยได้รับความกรุณาจาก คุณแม่ สุภาพร สะสมทรัพย์ มารดา ของ ท่านนายก จิรวัฒน์ สะสมทรัพย์ นายก อบจ.นครปฐม เป็นผู้กำกับดูแลในทุกขั้นตอน เพื่อให้พี่น้องประชาชน ได้รับประทานอาหารที่ สด สะอาด อร่อย มีคุณภาพ

องค์การบริหารส่วนจังหวัดนครปฐม จัดงานเทศกาลถือศีลกินเจ ประจำปี พ.ศ. 2568 โดยจัดอาหารเจ ให้ทานฟรี ตลอดระยะเวลา 9 วัน ระหว่างวันที่ 21-29 ตุลาคม ตั้งแต่เวลา 11.30-13.00 น. อบจ.นครปฐม ต้องขอขอบคุณทุกท่านที่มีส่วนร่วมในการจัดทำอาหารเจ และผู้มีจิตศรัทธาบริจาควัตถุดิบต่างๆ เพื่อนำมาประกอบอาหาร ทำให้การจัดโครงการในครั้งนี้ผ่านไปด้วยดี และขอขอบคุณพี่น้องประชาชนที่ให้ความสนใจเข้าร่วมโครงการกันอย่างเนืองแน่นในการกินเจ ในครั้งนี้


สมคิด ผู้สื่อข่าว นครปฐม

Sea (ประเทศไทย) จับมือ The Money Coach เปิดตัวหลักสูตรการเงิน “Money for Teen เรื่องเงินเรียนรู้ได้ตั้งแต่วัยรุ่น” งบมุ่งปลูกฝังทักษะทางการเงิน เสริมรากฐานเยาวชนไทยสู่อนาคต

Sea (ประเทศไทย) จับมือ The Money Coach เปิดตัวหลักสูตรการเงิน “Money for Teen เรื่องเงินเรียนรู้ได้ตั้งแต่วัยรุ่น” งบมุ่งปลูกฝังทักษะทางการเงิน เสริมรากฐานเยาวชนไทยสู่อนาคต

The Money Coach นำโดย โค้ชหนุ่ม จักรพงษ์ เมษพันธุ์ ร่วมกับ Sea (ประเทศไทย) ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตแพลตฟอร์มชั้นนำ ได้แก่ Garena, Shopee และ Monee เปิดตัวหลัก สูตรการเงิน “Money for Teen เรื่องเงินเรียนรู้ได้ตั้งแต่วัยรุ่น” หลักสูตรออนไลน์สำหรับเยาวชนตั้งแต่ระดับมัธยมศึกษาตอนต้นขึ้นไป ซึ่งเปิดให้เรียนได้ฟรีโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย มุ่งปลูกฝังทักษะความรู้พื้นฐานทางการเงินแก่เยาวชนไทย ส่งเสริมให้เรื่องการวางแผนการเงินเป็นทักษะชีวิตที่เข้าถึงได้ทุกครอบครัว ครู และนักเรียนทั่วประเทศ โดยออกแบบเนื้อหาให้เข้าใจง่าย เหมาะกับวัยรุ่นยุคใหม่ พร้อมวางแผนบูรณาการหลักสูตรสู่ระบบการศึกษาขั้นพื้นฐาน

หลักสูตรออนไลน์ Money for Teen เรื่องเงินเรียนรู้ได้ตั้งแต่วัยรุ่น ได้รับการริเริ่มและออก แบบโดย คุณจักรพงษ์ เมษพันธุ์ หรือ “โค้ชหนุ่ม The Money Coach” โดยมี Sea (ประ เทศไทย) ร่วมเป็นพันธมิตรสนับสนุนด้านการกระจายการเข้าถึงและการจัดกิจกรรมส่งเสริมการเรียนรู้ หลักสูตรนี้ถูกออกแบบมาให้นักเรียน ผู้ปกครอง และคุณครู ได้เรียนรู้และใช้เป็นเครื่องมือการเรียนการสอนเรื่องการเงินอย่างเป็นระบบ ให้ผู้เรียนสามารถเข้าใจแนวคิดในการเริ่มต้นบริหารเงินและวางแผนการเงินเพื่ออนาคต โดยเนื้อหาครอบคลุม 8 หัวข้อ ได้แก่ การปรับมุมคิดเรื่องเงิน การใช้จ่ายอย่างมีสติ การวางแผนงบประมาณส่วนตัว การหารายได้ด้วยตนเอง การเก็บออมอย่างฉลาด การเริ่มต้นลงทุนง่ายๆ ตั้งแต่วัยเรียน การรู้เท่าทันภัยทางการเงิน และการตั้งเป้าหมายชีวิต พิชิตเป้าหมายเงิน

คุณจักรพงษ์ เมษพันธุ์ หรือ “โค้ชหนุ่ม” The Money Coach กล่าวว่า “จากการให้คำปรึก ษาทางการเงินแก่คนไทยตลอดหลายปี พบว่าปัญหาหลักยังวนเวียนอยู่กับเรื่องสภาพคล่องและภาระหนี้สิน ซึ่งสะท้อนการแก้ปัญหาแบบ ‘งานซ่อม’ ที่มุ่งแก้ไขเมื่อเกิดปัญหาแล้ว แต่ไม่ช่วยให้ปัญหาจบสิ้น ด้วยเหตุนี้ เราจึงตัดสินใจเปลี่ยนแนวทางมาเน้น ‘งานสร้าง’ หรือการสร้างภูมิคุ้มกันทางการเงินที่ยั่งยืนให้คนไทยตั้งแต่ต้น กระทั่งพัฒนาเป็นหลักสูตร ‘Money for Teen เรื่องเงินเรียนรู้ได้ตั้งแต่วัยรุ่น’ เพื่อปลูกฝังความรู้ด้านการเงินให้กับเยาวชนในระดับมัธยม ซึ่งเป็นวัยที่เริ่มมีความคิดเป็นของตัวเองและพร้อมเรียนรู้เรื่องเงินในแบบที่นำไปใช้ได้จริง หลักสูตร Money for Teen ได้รับการออกแบบให้เชื่อมโยงกับชีวิตจริง และเน้นให้ผู้เรียนมีเป้าหมายทางการเงินชัดเจน ผ่านกระบวนการเรียนรู้แบบ 3C คือ เริ่มจาก กรณีศึกษา (Case) นำไปสู่การเรียนรู้ เนื้อหาหลัก (Content) และจบด้วย กิจกรรมหรือแบบทดสอบ (Challenge) เพื่อให้ผู้เรียนได้ทดลองคิด วิเคราะห์ และตัดสินใจด้วยตนเอง เพราะหัวใจสำคัญของการเงินคือ ‘การตัดสินใจ'”

หลักสูตร “Money for Teen” เปิดให้เรียนฟรี ผ่านทางเว็บไซต์ www.moneycoach.co.th ตั้งแต่วันที่ 22 สิงหาคม ที่ผ่านมา ภายในเวลาเพียงหนึ่งเดือน มีผู้เข้าเรียนแล้วมากกว่า 5,700 คน สะท้อนถึงความต้องการเรียนรู้เรื่องการเงินในหมู่เยาวชนไทย โดยในอนาคต หลักสูตรดังกล่าวยังจะสามารถเข้าถึงได้ผ่านแพลตฟอร์ม www.SeaAcademy.co ของ Sea (ประเทศไทย) เพื่อขยายการเข้าถึงในวงกว้างยิ่งขึ้น

คุณพุทธวรรณ สุภัทรนันท์ ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กร Sea (ประเทศไทย) กล่าวว่า “ความรู้ทางการเงินคือทักษะชีวิตที่เยาวชนควรได้รับการปลูกฝังตั้งแต่เนิ่น ๆ เป็นพื้นฐานสำคัญที่จะนำไปสู่ความมั่นคงทางการเงินในอนาคต Sea (ประเทศไทย) จึงมุ่งมั่นส่งเสริมความรู้ด้านการเงินอย่างต่อเนื่อง ผ่านโครงการและสื่อการเรียนรู้ที่เข้าถึงง่ายและเหมาะสม โดยที่ผ่านมา เราได้พัฒนาบอร์ดเกม ‘Wishlist จัดสรรเงิน เติมความฝัน’ เพื่อให้เยาวชนได้เรียนรู้เรื่องการเงินผ่านเครื่องมือการเรียนรู้ที่สร้างสรรค์และมีประสิทธิภาพอย่างบอร์ดเกม นำมาสู่การต่อยอดสู่การพัฒนาหลักสูตรออนไลน์ ‘Money for Teen เรื่องเงินเรียนรู้ได้ตั้งแต่วัยรุ่น’ ร่วมกับ The Money Coach ซึ่งเป็นหลักสูตรด้านการเงินที่สนุก เข้าใจง่าย และนำไปใช้ได้จริง ทั้งในห้องเรียนและในครอบครัว ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างทักษะการคิดวิเคราะห์ การตัดสินใจ และวางรากฐานการเงินที่มั่นคงให้กับเยาวชนไทย ซึ่งจะเป็นกุญแจสำคัญของการสร้างสังคมที่เข้มแข็งในอนาคต”

หลักสูตรนี้ไม่ได้เป็นเพียงการเรียนรู้ในห้องเรียนสำหรับวัยรุ่น แต่ยังเป็นเสมือนสะพานเชื่อมระหว่างเยาวชนกับผู้ปกครองและคุณครู โดยผู้ปกครองและคุณครู สามารถนำไปใช้สอนที่บ้านและที่โรงเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งไม่เพียงแต่จะปลูกฝังความรู้ความเข้าใจทางการเงินและทักษะชีวิตที่จำเป็นแก่เยาวชนเท่านั้น แต่ยังสร้างโอกาสสำคัญให้ครอบครัวได้เรียนรู้และพูดคุยเรื่องเงินกันอย่างเปิดใจ ขณะเดียวกัน โรงเรียนก็จะมีพื้นที่ปลอดภัยในการสื่อสารเรื่องการเงินอย่างสร้างสรรค์และยั่งยืนร่วมกัน”

ภายในงานเปิดตัวหลักสูตร “Money for Teen เรื่องเงินเรียนรู้ได้ตั้งแต่วัยรุ่น” ยังมีการจัดเสวนาในหัวข้อ “การเงินสอนลูกได้ไม่ต้องรอ” เปิดเวทีแลกเปลี่ยนมุมมองจากผู้ทรงคุณวุฒิหลากหลายภาคส่วนถึงแนวทางการส่งเสริมความรู้ทางการเงินในครอบครัว และการขยายหลักสูตรเข้าสู่สถานศึกษาทั่วประเทศ โดยมีผู้ร่วมเสวนา ได้แก่ โค้ชหนุ่ม – คุณจักรพงษ์ เมษพันธุ์ The Money Coach คุณพุทธวรรณ สุภัทรนันท์ ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กร Sea (ประเทศไทย) ดร.เกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) และคุณจรูญศรี แจบไธสง รองผู้อำนวยการสำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา สํานักงานการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) พร้อมแขกรับเชิญพิเศษอย่าง คุณเบลล์–ยุภาพร ฤทธิญาณ อินฟลูเอนเซอร์ชื่อดัง (คุณแม่น้องชูใจ) ที่มาร่วมแบ่งปันประสบการณ์การสอนลูกเรื่องการเงินในชีวิตจริง

ดร.เกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ กล่าวว่า “การเรียนรู้เรื่องการเงินตั้งแต่วัยเยาว์คือรากฐานสำคัญของการใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพ เพราะเด็กที่เข้าใจคุณค่าของเงินย่อมเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่รู้จักคิด วางแผน และใช้ชีวิตอย่างมีความรับผิดชอบ การส่งเสริมหลักสูตร ‘Money for Teen เรื่องเงินเรียนรู้ได้ตั้งแต่วัยรุ่น’ จึงไม่ใช่แค่การสอนให้รู้จักออมและใช้จ่ายเท่านั้น แต่เป็นการปลูกฝังทักษะชีวิตที่เชื่อมโยงกับความฉลาดรู้ทางการเงิน เพื่อให้เยาวชนไทย พร้อมรับมือกับโลกยุคใหม่อย่างมั่นใจ และสามารถใช้ชีวิตบนพื้นฐานคุณธรรมอยู่ในสังคมอย่างมีความสุข”

ด้านคุณจรูญศรี แจบไธสง รองผู้อำนวยการสำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กล่าวว่า “ทักษะด้านการเงินไม่เพียงช่วยให้เยาวชนจัดการชีวิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ยังเชื่อมโยงกับความมั่นคงทางเศรษฐกิจในระยะยาว หลักสูตร ‘Money for Teen’ เปรียบเสมือนต้นกล้าแห่งความรู้ด้านการเงิน ที่ช่วยให้เด็กเรียนรู้เรื่องเงินได้ตั้งแต่วัยรุ่น มีแผนการใช้เงินในอนาคต ที่มั่นคงและยั่งยืน โดย สพฐ. มีแผนนำหลักสูตรนี้ขยายผลสู่โรงเรียนทั่วประเทศ โดยส่งเสริมให้ครูบูรณาการกับรายวิชาหรือจัดเป็นกิจกรรมเสริมทักษะชีวิต ขึ้นอยู่กับความสมัครใจและจุดเน้นของสถานศึกษา เพื่อให้ผู้เรียนได้ฝึกคิด วิเคราะห์ และนำความรู้ไปใช้ได้จริง เราเชื่อว่าการปลูกฝังเรื่องการเงินตั้งแต่วัยเรียน คือการสร้างภูมิคุ้มกันที่ยั่งยืน และวางรากฐานสู่สังคมไทยที่มีวินัยทางการเงินในอนาคต”

Sea (ประเทศไทย) และ The Money Coach ยังมีแผนร่วมมือกับภาครัฐในการผลักดันให้หลักสูตร “Money for Teen” เข้าถึงโรงเรียนไทยในวงกว้าง โดยเริ่มต้นจากการนำร่องในโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร จำนวน 10 แห่ง และอยู่ระหว่างการหารือร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เพื่อขยายผลสู่สถานศึกษาในภูมิภาค พร้อมกันนี้ ยังมีแผนเปิดตัว หลักสูตรระดับสูง (Advance) ในเดือนมีนาคม พ.ศ.2569 สำหรับนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ซึ่งครอบคลุม 5 หัวข้อเนื้อหาด้านการเงิน ได้แก่ เครดิตและสินเชื่อ พื้นฐานการลงทุน การเป็นผู้ประกอบการ ภาษีเงินได้ และการบริหารความเสี่ยง เพื่อยกระดับองค์ความรู้ทางการเงินให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น

หลักสูตรการเงิน “Money for Teen เรื่องเงินเรียนรู้ได้ตั้งแต่วัยรุ่น” ไม่เพียงช่วยส่งเสริมศักยภาพทางการเงินให้กับเยาวชนรุ่นใหม่ แต่เป็นส่วนสำคัญในการสร้างรากฐานที่มั่นคงและผลกระทบที่ดีต่อเศรษฐกิจไทยในอนาคต ผู้ที่สนใจสามารถสมัครเรียนหลักสูตรดังกล่าวโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายได้ที่เว็บไซต์ www.moneycoach.co.th และ www.SeaAcademy.co


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

วช.แถลงข่าวฝีมือนักประดิษฐ์ไทย คว้ารางวัลจากเวทีประกวดนานาชาติ “Taiwan Innotech Expo 2025”

วช. แถลงข่าวฝีมือนักประดิษฐ์ไทย คว้ารางวัลจากเวทีประกวดนานาชาติ “Taiwan Innotech Expo 2025”

วันที่ 21 ตุลาคม 2568 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยา ศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จัดงานแถลงข่าว “ผลงานสิ่งประดิษฐ์ไทยที่ได้รับรางวัลจากเวทีการประกวดระดับนานาชาติ Taiwan Innotech Expo 2025” (TIE 2025) โดย ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (ผอ.วช.) เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย คณะผู้บริหาร (วช.) นักวิจัย และสื่อมวลชน เข้าร่วม ณ ศูนย์ข้อมูลสารสนเทศกลางด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมของประเทศ (วช.)

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (ผอ.วช.) กล่าวว่า (วช.) ภายใต้กระทรวง (อว.) ได้ดำเนินโครงการส่งเสริมผลงานวิจัยและสิ่งประดิษฐ์ของไทยสู่เวทีนานา ชาติอย่างต่อเนื่อง โดยได้รับมอบหมายจากองค์กรประดิษฐ์ระดับนานาชาติให้เป็นหน่วยงานหลักของประเทศไทย ในการเปิดรับสมัคร พิจารณา และกลั่นกรองผลงานเข้าร่วมประกวดในนามประเทศ นอกจากนี้ (วช.) ยังมุ่งแสวงหาความร่วมมือใหม่ในระดับนานาชาติ เพื่อเปิดโอกาสให้นักประดิษฐ์และนักวิจัยไทยได้แสดงศักยภาพ แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และพัฒนาผลงานให้ทันสมัย อันจะนำไปสู่การยกระดับมาตรฐานผลงาน พร้อมสร้างโอกาสในการขยายตลาดสู่ระดับสากล และส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ผ่านเครือข่ายความร่วมมือระหว่างประเทศ

การจัดงานแถลงข่าวในวันนี้ มีจุดมุ่งหมายเพื่อเผยแพร่ความสำเร็จของนักประดิษฐ์ไทยที่เข้าร่วมประกวดในเวที “Taiwan Innotech Expo 2025” (TIE 2025) ให้สาธารณชนได้รับทราบและภาคภูมิใจ พร้อมจุดประกายแรงบันดาลใจให้เยาวชน นักวิจัย และนักประดิษฐ์รุ่นใหม่ สร้างสรรค์ผลงานที่จะยกระดับประเทศไทยด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมสู่เวทีโลก เวที TIE 2025 จัดโดย Taiwan External Trade Development Council (TAITRA) หรือสภาการค้าไต้หวัน จัดขึ้นระหว่างวันที่ 16–18 ตุลาคม 2568 ณ Taipei World Trade Center Exhibition Hall เมืองไทเป ไต้หวัน โดยมีผลงานจากกว่า 20 ประเทศ รวมกว่า 400 ผลงาน อาทิ สหรัฐอเมริกา สาธารณรัฐอินเดีย สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี สหราชอาณาจักร ญี่ปุ่น สาธารณรัฐเกาหลี และไทย

ในปีนี้ ประเทศไทยได้นำผลงานสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมจำนวน 37 ผลงาน จาก 10 หน่วยงาน ทั้งภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ เอกชน และสถาบันการศึกษา เข้าร่วมประกวดและจัดแสดงในเวทีดังกล่าว เป็นที่น่ายินดีเป็นอย่างยิ่งผลงานของนักประดิษฐ์และนักวิจัยไทยสามารถคว้ารางวัล Special Prize on Stage จาก Korea Invention Promotion Association (KIPA) หน่วยงานด้านสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมแห่งสาธารณรัฐเกาหลี จำนวน 2 ผลงาน ได้แก่

  1. ผลงาน “ตู้ขายพลังงานไฟฟ้าแบบจ่ายเงินล่วงหน้า” โดย นายปฏล บุศย์น้ำเพชร และ นายณัฐชัย ถนอมธรรม จากการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค
  2. ผลงาน “อุปกรณ์ช่วยยึดติดลิ้นหัวใจผลิตจากวัสดุฉลาด เพื่อผู้ป่วยลิ้นหัวใจรั่ว” โดย รองศาสตราจารย์ ดร.อนรรฆ ขันธะชวนะ และคณะ จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี

ทั้งนี้ (วช.) ได้เชิญผู้ได้รับรางวัลสำคัญและรางวัลระดับเหรียญทองมาร่วมแบ่งปันประสบ การณ์ผ่านเวทีเสวนาเรื่อง “Innovation Spotlight: ความสำเร็จของนักประดิษฐ์ไทยในเวทีนานาชาติ” ความสำเร็จครั้งนี้ถือเป็นบทพิสูจน์ถึงศักยภาพ ความมุ่งมั่น และความทุ่มเทของนักวิจัยและนักประดิษฐ์ไทยที่ได้รับการยอมรับบนเวทีโลก

ถัดมาเป็นการเสวนาในหัวข้อ “Innovation Spotlight: ความสำเร็จของนักประดิษฐ์ไทยในเวทีนานาชาติ” โดยผู้ได้รับรางวัลจากการประกวดสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมจากเวที TIE 2025 โดยมี

  • นางสาวปารณีย์ ทวีสุข จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี กับผลงาน “อุปกรณ์ช่วยยึดติดลิ้นหัวใจผลิตจากวัสดุฉลาดเพื่อผู้ป่วยลิ้นหัวใจรั่ว”
  • นางสาวภาณุมาส บุบผามาลา จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กับผลงาน “เครื่องสกัดสารสำคัญจากสมุนไพรด้วยเทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์สำหรับสัตว์เลี้ยง”
  • นายศิวัตม์ ลิ้มสุคนธ์ จากโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย เพชรบุรี กับผลงาน “PET2MOF: วัสดุโครงข่ายโลหะ–อินทรีย์เชิงยั่งยืนจากขยะพลาสติก PET สำหรับการประยุกต์ใช้ด้านการดูดซับและการกักเก็บ”
    ร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์และแนวคิดด้านการสร้างสรรค์นวัตกรรมดังกล่าว

ทั้งนี้ การเข้าร่วมประกวดและได้รับรางวัลในเวที TIE 2025 ถือเป็นอีกหนึ่งความสำเร็จที่สะท้อนศักยภาพของนักวิจัยและนักประดิษฐ์ไทยในการพัฒนานวัตกรรมสู่ระดับสากล และเป็นแรงผลักดันให้เกิดการใช้ประโยชน์เชิงเศรษฐกิจและสังคมในอนาคต

TaiwanInnotechExpo #TIE2025


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ขยายความช่วยเหลือผู้พิการด้อยโอกาส มอบรถเข็นวีลแชร์แก่ผู้พิการในพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์ ชัยภูมิ แพร่ และกำแพงเพชร รวม 400 คัน พร้อมค่าพาหนะ รวมมูลค่ากว่า 1.16 ล้านบาท

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ขยายความช่วยเหลือผู้พิการด้อยโอกาส มอบรถเข็นวีลแชร์แก่ผู้พิการในพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์ ชัยภูมิ แพร่ และกำแพงเพชร รวม 400 คันพร้อมค่าพาหนะ รวมมูลค่ากว่า 1.16 ล้านบาท

ระหว่างวันที่ 8–21 ตุลาคม พ.ศ.2568 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นายสุรพงศ์ เสรฐภักดี กรรมการและรองเหรัญญิกฯ พร้อมด้วย นางศิริพร กระจ่างหล้า ผู้จัดการฝ่ายสังคมสงเคราะห์ฯ และนางสาวศุภรัตน์ สมบัติเจริญไทย หัวหน้าแผนกส่งเสริมการศึกษาและอาชีพฯ นำทีมลงพื้นที่ มอบเข็นวีลแชร์ในโครงการ “ป่อเต็กตึ๊ง สงเคราะห์สังคม” แก่ผู้พิการด้อยโอกาสในพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์,ชัยภูมิ,แพร่ และกำแพงเพชร จังหวัดละ 100 คัน พร้อมมอบค่าพาหนะแก่ผู้พิการคนละ 500 บาท รวม 4 จังหวัด คิดเป็นมูลค่า 1,160,000 บาท (หนึ่งล้านหนึ่งแสนหกหมื่นบาทถ้วน) เพื่อบรรเทาความยากลำบากในการดำรงชีวิตและเพื่อให้มีความสามารถในการช่วยเหลือตนเองได้ โดยมี ผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย สมาคม/มูลนิธิแต่ละจังหวัด เป็นผู้ประสานงานและร่วมในพิธี

สำหรับโครงการ “ป่อเต็กตึ๊ง สงเคราะห์สังคม” โดยการมอบเข็นวีลแชร์แก่ผู้พิการ มูลนิธิฯ ได้ดำเนินการมาเป็นระยะเวลานับ 10 ปี ซึ่งในปี พ.ศ.2568 นี้ มูลนิธิฯ กำหนดดำเนินการมอบเข็นวีลแชร์พร้อมค่าพาหนะแก่ผู้พิการ รวม 5 จังหวัด ประกอบด้วย จังหวัดบุรีรัมย์,ชัยภูมิ,หนองบัวลำภู,แพร่ และกำแพงเพชร คิดเป็นมูลค่าทั้งสิ้น 1,450,000 บาท (หนึ่งล้านสี่แสนห้าหมื่นบาทถ้วน)

ติดตามข่าวสารกิจกรรม การช่วยเหลือของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ที่ เฟซบุ๊ก แฟนเพจwww.facebook.com/atpohtecktung หรือดูรายละเอียดช่องทางที่สะดวกได้ที่ https://linktr.ee/pohtecktung

ป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต ##ป่อเต็กตึ๊งยึดมั่นอุดมการณ์อยู่เคียงข้างทุกวิกฤตไทยนี้รักสงบแต่ถึงรบไม่ขลาด


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

27-30 ตุลาคม นี้ ขอเชิญร่วมงาน “NRCT Forum 2025” เนื่องในโอกาส วช. ครบรอบ 66 ปี

27-30 ตุลาคม นี้ ขอเชิญร่วมงาน “NRCT Forum 2025” เนื่องในโอกาส วช. ครบรอบ 66 ปี เชิญเยี่ยมชมตลาดงานวิจัย พื้นที่สร้างสรรค์การเรียนรู้ กิจกรรมจากงานวิจัยและนวัตกรรมเพื่อการพัฒนาประเทศ ณ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ(วช.)

เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2568 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยา ศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จัดแถลงข่าวการจัดงาน “NRCT Forum 2025” เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันสถาปนา (วช.) ครบรอบ 66 ปี โดย ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนัก งานการวิจัยแห่งชาติ (ผอ.วช.) เป็นประธานในพิธี ณ ศูนย์ข้อมูลสารสนเทศกลางด้านวิทยา ศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมของประเทศ (วช.)

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (ผอ.วช.) กล่าวว่า เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันสถาปนา (วช.) ครบรอบ 66 ปี ได้กำหนดจัดกิจกรรมภายใต้ชื่องาน “NRCT Forum 2025” ซึ่งมุ่งเน้นการเปิดพื้นที่สร้างสรรค์การเรียนรู้ให้กับผู้ใช้ประโยชน์จากงานวิจัย พร้อมด้วย นักประดิษฐ์ นักวิจัย ตลอดจนผู้เกี่ยวข้องจากหน่วยงานที่ได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยจาก (วช.) ได้ร่วมนำเสนอผลงาน ผลิตภัณฑ์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม โดยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา (วช.) ได้พัฒนาการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบสนองต่อเป้าหมายการพัฒนาในระดับประเทศ โดยเฉพาะการผลักดันงานวิจัยและนวัตกรรม ที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง โดยภายในงานมีกิจกรรมที่หลากหลายและน่าสนใจ อาทิ การจัดแสดงนิทรรศการผลงานวิจัยและนวัตกรรม การมอบรางวัล “NRCT Award” ให้แก่ผลงานวิจัยที่ได้รับทุนสนับสนุนจาก (วช.) ที่มีความโดดเด่น พร้อมกับกิจกรรม Highlight เช่น

  • การแข่งขันโดรนสำหรับเยาวชน”หนูน้อยจ้าวเวหา Young Pilot Coding Challenge : Special Edition”
  • กิจกรรมส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากงานวิจัย”Invention to Business (I-2B) – Success & Beyond”
  • นิทรรศการ “งานวิจัยขายได้” พื้นที่สำหรับการช็อป ชิม และเลือกซื้อผลิตภัณฑ์จากผลงานวิจัย
  • นิทรรศการของเล่นไม้เพื่อการเรียนรู้
  • นิทรรศการ “ถ่ายทอดเฉดสีอัตลักษณ์ของวัดอารามหลวง” เชื่อมโยงมรดกทางศิลปวัฒนธรรมเข้ากับงานวิจัยและพื้นที่สร้างสรรค์ส่งเสริมการเรียนรู้ เช่น หอจดหมายเหตุ (วช.), หอศิลป์ร่วมสมัยสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ, NRCT Art & Science Gallery, ศูนย์ส่งเสริมการวิจัยเพื่อมรดกทางวัฒนธรรม, NRCT Learning Space, ศูนย์พัฒนาสิ่งประดิษฐ์เพื่ออนาคตและความยั่งยืน, ศูนย์เกษตรวิถีเมือง นำเสนอองค์ความรู้และต้นแบบการเกษตรเมืองอย่างยั่งยืน, ศูนย์จัดการความรู้และถ่ายทอดผลงานวิจัย เพื่อให้เกิดการใช้ประโยชน์งานวิจัยอย่างแพร่หลาย

ต่อมาเป็นการเสวนาพิเศษ หัวข้อ “66 ปี (วช.) ผสานพลังองค์ความรู้ เชิดชูคุณค่านักวิจัย ยกระดับอนาคตไทย ด้วยวิจัยและนวัตกรรม” โดยมีนักวิจัยร่วมเสวนา อาทิ รศ.ดร.น้ำฝน ไล่ศัตรูไกล สมาคมเพื่อการพัฒนาศิลปะและหัตถศิลป์ไทย นายพิศิษฐ์ มิตรเกื้อกูล นายกสมาคมกีฬาเครื่องบินจำลองและวิทยุบังคับ นายระพี บุญบุตร ผู้จัดการ บ.อาทิตย์จักรกล และ ดร.กฤติเดช อนันต์ บริษัท ดี แอนด์ ที โกลบอล จำกัด กล่าวถึงผลงานวิจัยและนวัตกรรมที่ได้รับการสนับสนุนจาก (วช.) พร้อมมานำเสนอและจัดแสดงในงานวันสถาปนาครบรอบ (วช.) 66 ปี ในครั้งนี้ โดยเน้นให้เห็นถึงการนำองค์ความรู้และนวัตกรรมไปต่อยอดสู่การใช้ประโยชน์

ทั้งนี้ งาน NRCT Forum 2025 ในวันคล้ายวันสถาปนา วช. ครบรอบ 66 ปี ภายใต้แนวคิด “66 ปี (วช.) สานพลังองค์ความรู้ เชิดชูคุณค่านักวิจัย ยกระดับอนาคตไทยด้วยวิจัยและนวัต กรรม” จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 27-30 ตุลาคม 2568 ณ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ สามารถลงทะเบียนเข้าร่วมกิจกรรมได้ทาง https://66years.nrct.go.th


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน