การประชุมผู้บัญชาการเหล่าทัพ ครั้งที่ 1 ประจำปีงบประมาณ 2569

เมื่อวันศุกร์ที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2568 เวลา 10.00 นาฬิกา ณ ห้องนเรศวร กองบัญชาการกองทัพไทย โดยมี พลเอก อุกฤษฎ์ บุญตานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด เป็นประธานการประชุม พร้อมด้วยผู้บัญชาการทหารบก ผู้บัญชาการทหารเรือ ผู้บัญชาการทหารอากาศ และผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง ในส่วนของกองทัพบก พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกองทัพบกได้กล่าวว่า

ในวันนี้ได้นำเสนอข้อมูลที่สำคัญในการป้องกันและรักษาความมั่นคงในพื้นที่ชายแดนไทย–กัมพูชา ดังนี้

กองทัพบกยังคงดำเนินการตามกรอบ “คำสั่งจักรพงษ์ภูวนารถ” ทั้งในพื้นที่ของกองกำลังสุรนารี กองกำลังบูรพา รวมถึงมีการประสานแผนการปฏิบัติกับกองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรี–ตราด เพื่อให้การปฏิบัติในภาพรวมมีความสอดคล้องกันอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งการปฏิบัติของกองกำลังสุรนารี และกองกำลังบูรพา นอกจากการเฝ้าตรวจและติดตามสถานการณ์ในพื้นที่ชายแดนอย่างใกล้ชิด ยังได้เสริมสร้างความมั่นคง และจัดระเบียบพื้นที่ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ เช่น การเก็บกู้ทุ่นระเบิดในพื้นที่ที่อยู่ในความรับผิดชอบของฝ่ายไทย การปรับปรุงเส้นทางยุทธวิธี และการซักซ้อมแผนเผชิญเหตุเฉพาะพื้นที่ เพื่อให้หน่วยมีความพร้อมรบอยู่เสมอ

ที่สำคัญกองทัพบก ยังให้ความสำคัญกับการฟื้นฟูสภาพร่างกายและจิตใจกำลังพลผู้ปฏิบัติหน้าที่ในแนวหน้า ภายหลังการปฏิบัติภารกิจ โดยได้จัดค่ายพักผ่อนในพื้นที่มณฑลทหารบกทั้ง 3 แห่ง ได้แก่ มณฑลทหารบกที่ 22 มณฑลทหารบกที่ 25 และมณฑลทหารบกที่ 26 เพื่อให้กำลังพลได้พักผ่อนและผ่อนคลายในพื้นที่ส่วนหลัง พร้อมทั้งหมุนเวียนให้กำลังพลบางส่วนลาพักตามวงรอบ โดยยังคงรักษาระดับความพร้อมรบไว้เต็มขีดความสามารถ

สำหรับการขับเคลื่อนการปฏิบัติที่สำคัญในประเด็นที่ไทย–กัมพูชาได้มีการเห็นชอบร่วมกันผ่านการประชุม JBC และ GBC รวมถึงการประชุมสุดยอดอาเซียน (ASEAN Summit)ที่จะมีขึ้นระหว่างวันที่ 25–28 ตุลาคมที่จะถึงนี้ ในเรื่องสำคัญ ได้แก่ การบริหารจัดการพื้นที่ในจังหวัดสระแก้ว การเก็บกู้ทุ่นระเบิด และการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ โดยกองทัพบกจะประสานงานอย่างใกล้ชิดกับกระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงกลาโหม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน

ส่วนแผนการปรับย้ายอาวุธหนักออกจากพื้นที่ชายแดน ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องจากมติการประชุม GBC ที่ได้มอบหมายให้กองทัพภาคที่ 2 ไปหารือรายละเอียดการปฏิบัติร่วมกับภูมิภาคทหารที่ 4 ของกัมพูชานั้น หลังจากมีความชัดเจนแล้ว จะได้นำความคืบหน้ามาแจ้งให้ทราบต่อไป

สุดท้ายนี้ กองทัพบกขอยืนยันว่า จะปฏิบัติหน้าที่ในการปกป้องอธิปไตยของชาติ และดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของพี่น้องประชาชนในบริเวณพื้นที่ชายแดนให้ได้อย่างเต็มขีดความสามารถอย่างดีที่สุด


นที มีเดช รายงาน

ผบ.มทบ.34 พร้อม สมาคมแม่บ้านฯ เยี่ยมให้กำลังใจ ครอบครัวของทหารกองเกิน ก่อนเข้ากองประจำการ (ทหารใหม่) รุ่นปี 2568 ผลัดที่ 2

ดูแลน้องคนเล็กของกองทัพบก ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 34 พร้อม สมาคมแม่บ้านทหารบก สาขา มณฑลทหารบกที่ 34 เยี่ยมบ้านให้กำลังใจ ครอบครัวของทหารกองเกิน ก่อนเข้ากองประจำการ (ทหารใหม่) รุ่นปี 2568 ผลัดที่ 2

เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2568 พลตรี วิศิษฐ์ บรรณากิจ ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 34 พร้อมด้วย ประธานสมาคมแม่บ้านทหารบก สาขา มณฑลทหารบกที่ 34, เสนาธิการมณฑลทหารบกที่ 34, หัวหน้ากองส่งกำลังบำรุงมณฑลทหารบกที่ 34, หัวหน้ากองยุทธการมณฑลทหารบกที่ 34 หัวหน้ากองบัญชาการมณฑลทหารบกที่ 34, สัสดีอำเภอ และชุดแพทย์เคลื่อนที่ โรงพยาบาลค่ายขุนเจืองธรรมิกราช เยี่ยมบ้านและให้กำลังใจ ครอบครัวทหารกองเกิน ก่อนที่จะเข้าเป็นทหารกองประจำการ (ทหารใหม่) รุ่นปี 2568 ผลัดที่ 2 ของหน่วยฝึกทหารใหม่ มณฑลทหารบกที่ 34 โดย ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 34 ได้พูดคุยและให้แนวทางรับราชการ สิทธิของทหารกองประจำการเพื่อสร้างความเชื่อมั่น คลายความกังวลของครอบครัว

ซึ่งได้พบปะกับครอบครัวกำลังพลทหารกองเกิน ของ นาย นครินทร์ มะณีสาร บ้านเลขที่ 93 หมู่ 9 ตำบลห้วยแก้ว อำเภอภูกามยาว จังหวัดพะเยา ซึ่งจะเข้าไปทหารกองประจำการในสังกัด โรงพยาบาลค่ายขุนเจืองธรรมิกราช และพบปะครอบครัวกำลังพลทหารกองเกิน ของ นาย มัสชา จันต๊ะหอม บ้านเลขที่ 40 หมู่ 7 ตำบลป่าซาง อำเภอดอกคำใต้ จังหวัดพะเยา ซึ่งจะเข้าไปทหารกองประจำการในสังกัด กองบัญชาการมณฑลทหารบกที่ 34

โอกาสนี้ ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 34 ได้มอบสิ่งของอุปโภค – บริโภคที่จำเป็น , ผ้าห่ม และ ยาสามัญประจำบ้าน รวมถึง ชุดแพทย์โรงพยาบาลค่ายขุนเจืองธรรมิกราช ได้ดำเนินการตรวจสุขภาพเบื้องต้น และแนะนำการดูแลสุขภาพ ให้กับครอบครัวทหารกองเกิน ดังกล่าว ด้วย

#มณฑลทหารบกที่ 34 #กองทัพภาคที่ 3 #กองทัพบก


นที มีเดช รายงาน

เพชรบูรณ์สุดอาลัย ! ผู้ว่าฯ นำพสกนิกรร่วมพิธีสรงน้ำพระบรมศพ “สมเด็จพระพันปีหลวง” น้ำตาคลอทั่ววัดมหาธาตุ

เพชรบูรณ์สุดอาลัย! ผู้ว่าฯ นำพสกนิกรร่วมพิธีสรงน้ำพระบรมศพ “สมเด็จพระพันปีหลวง” น้ำตาคลอทั่ววัดมหาธาตุ

วันที่ 26 ตุลาคม 2568 เวลาบ่ายโมงตรง บรรยากาศเปี่ยมด้วยความโศกอาดูร ณ วัดมหาธาตุพระอารามหลวง อำเภอเมืองเพชรบูรณ์ เมื่อ นายศรัณยู มีทองคำ ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชร บูรณ์ เป็นประธานในพิธีสรงน้ำพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระ บรมราชชนนีพันปีหลวง เบื้องหน้าพระฉายาลักษณ์ โดยมีรองผู้ว่าราชการจังหวัด หัวหน้าส่วนราชการ ทหาร ตำรวจ และประชาชนชาวเพชรบูรณ์ทุกหมู่เหล่า พร้อมใจแต่งกายไว้ทุกข์เข้าร่วมพิธีอย่างพร้อมเพรียง

เสียงสวดมนต์ดังกังวานทั่วพระอาราม ขณะที่ผู้ร่วมพิธีต่างหลั่งน้ำตาแสดงความอาลัยอย่างสุดซึ้ง จังหวัดได้จัดพิธีถวายน้ำสรงเพื่อเปิดโอกาสให้พสกนิกรได้ถวายความเคารพเป็นครั้งสุดท้าย น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่พระองค์ทรงอุทิศพระวรกายตลอดพระชนมชีพเพื่อบำบัดทุกข์บำรุงสุขของราษฎร ส่งเสริมอาชีพ พัฒนาคุณภาพชีวิต และอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมไทย

ทั้งนี้ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2568 เวลา 21.21 น. ณ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย สิริพระชนมายุ 93 พรรษา ทรงเป็น “แม่ของแผ่นดิน” ผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตา เปรียบประหนึ่งร่มโพธิ์ทองของปวงชนชาวไทย การเสด็จสวรรคตครั้งนี้สร้างความสะเทือนใจแก่พสกนิกรทั่วประเทศอย่างหาที่สุดมิได้

ชาวเพชรบูรณ์ต่างถวายความอาลัยอย่างสุดหัวใจ พร้อมปฏิญาณจะน้อมนำพระราชปณิธานแห่งสมเด็จพระพันปีหลวงมาสานต่อ เพื่อความเจริญมั่นคงของชาติและความผาสุกของประชาชนตลอดไป


มนสิชา คล้ายแก้ว รายงาน

อุทัยธานี โศกเศร้า!! สูญเสียครั้งใหญ่ ชาวบ้านนักเรียนร่วมแสดงรำถวายแสดงดนตรีไทย ไว้อาลัยวางพวงมาลา พระพันปีหลวง น้อมลำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ ทำความดีแจกข้าวสาร

อุทัยธานี – โศกเศร้า!! สูญเสียครั้งใหญ่ ชาวบ้านนักเรียนร่วมแสดงรำถวายแสดงดนตรีไทย ไว้อาลัยวางพวงมาลา พระพันปีหลวง น้อมลำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ ทำความดีแจกข้าวสาร

วันที่ 25 ตุลาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานที่บ้านเลขที่ 204/7 หมู่ 5 บ้านเพชรเจริญ ต.ระบำ อ.ลานสัก จ.อุทัยธานี ได้พบกับนายสุนทร อ่างหล้า อายุ 54 ปี พร้อมกับชาวบ้านในพื้นที่ พร้อมคณะนักเรียน โรงเรียนบ้านบุ่งอ้ายเจี้ยม ต.ระบำ อ.ลานสัก จ.อุทัยธานี มาร่วมแสดงความอาลัยลำลึก นำพวงมาลัย มาถวายแด่พระพันปีหลวงสวรรคต น้อมสำนึกในพระมหา กรุณาธิคุณ โดยคณะนักเรียนมาร่วมรำถวาย และแสดงดนตรีไทย ต่อหน้าสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ด้วยความเคารพและความอาลัยอย่างยิ่ง

ทั้งนี้ภายในงานนายสุนทร อ่างหล้า ได้นำข้าวสารหลายร้อยถุง มาแจกจ่ายให้กับชาวบ้าน เพื่อทำความดีถวายแก่พระพันปีหลวงในครั้งนี้


ภาวิณี ศรีอนันต์ รายงาน

สาวอดีตเซลล์ผันตัวทำ “บัวลอยรูปผลไม้” สูตรคุณยาย ขายดีจนไม่มีเวลาเล่นเฟซบุ๊ก ร้านเดียวในประจวบฯ

อดีตสาวเซลล์วัย 43 ปี หันหลังให้งานประจำ ผันตัวทำ “ขนมบัวลอยรูปผลไม้” สูตรกะทิสดจากคุณยาย ขายดีจนลูกค้าต้องจองล่วงหน้า มีเพียงร้านเดียวในเมืองประจวบฯ ขายวันละไม่เกิน 30 ถ้วย หมดก่อนค่ำแทบทุกวัน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่หน้าร้าน “คลังยาเภสัช” ถนนสละชีพ เขตเทศบาลเมืองประจวบคีรีขันธ์ มีลูกค้าทยอยแวะมาซื้อขนมบัวลอยรูปผลไม้กันอย่างต่อเนื่อง จุดเด่นของบัวลอยร้านนี้อยู่ที่รูปลักษณ์แปลกตา—ลูกบัวลอยแต่ละลูกถูกปั้นเป็น “ผลไม้จิ๋ว” หลากหลายชนิด และใช้น้ำกะทิสูตรโบราณจากคุณยายของเจ้าของร้าน ทำให้มีรสหวานมันพอดี ได้กลิ่นหอมของมะพร้าวคั้นสดใหม่

นางสาวนิศาชล กิจฤกษ์ไทย หรือ “ม่อน” อายุ 43 ปี เจ้าของไอเดียเล่าว่า ก่อนหน้านี้ทำงานเป็นเซลล์ ต้องเดินทางตลอดเวลา แต่หลังสถานการณ์โควิด-19 จึงตัดสินใจกลับมาอยู่บ้านที่ประจวบฯ และเริ่มทำขนมขาย โดยได้นำสูตรบัวลอยของคุณยายมาประยุกต์ให้แตกต่างจากทั่วไป “ตอนแรกก็ลองปั้นด้วยมือแต่ไม่เท่ากัน เลยใช้พิมพ์ของขนมลูกชุบมาหล่อแป้งบัวลอยแทน ทำให้ได้รูปร่างเป็นผลไม้สวย ๆ เช่น กล้วย มังคุด สตรอว์เบอร์รี่ ส้ม และสับปะรด ซึ่งเป็นผลไม้ขึ้นชื่อของจังหวัดประจวบฯ” ม่อนกล่าว

เธอเผยว่า ใช้น้ำกะทิคั้นสดใหม่ทุกวัน และใช้น้ำตาลมะพร้าวจากอำเภอทับสะแกเพื่อเพิ่มความหอมละมุน ขายวันละประมาณ 20–30 ถ้วยเท่านั้น ตั้งแต่เวลา 17.00–20.00 น. หรือจนกว่าน้ำกะทิจะหมด รายได้เฉลี่ยวันละ 600–700 บาท แม้จะทำเพียงคนเดียวแต่ขายหมดเกือบทุกวัน

สำหรับผู้ที่สนใจสามารถมาซื้อได้บริเวณหน้าร้าน “คลังยาเภสัช” ถนนสละชีพ เขตเทศบาลเมืองประจวบคีรีขันธ์ ตั้งแต่วันจันทร์ถึงศุกร์ (หยุดเสาร์–อาทิตย์) สามารถโทรหรือแอดไลน์สั่งจองได้ที่หมายเลข 098-926-7987


นัครินทร์/รายงาน

เพชรบูรณ์ ชู “ศรีเทพ” เมืองมรดกโลก จัดงานวัฒนธรรมสร้างชื่อไทยสู่สากล

เพชรบูรณ์ – ชู “ศรีเทพ” เมืองมรดกโลก จัดงานวัฒนธรรมสร้างชื่อไทยสู่สากล

วันที่ 24 ตุลาคม 2568 บริเวณโบราณสถานเขาคลังนอก อุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ คราคร่ำไปด้วยประชาชน นักท่องเที่ยว และผู้รักศิลปวัฒนธรรมจากทั่วสารทิศ ร่วมเปิดงาน “สืบสาน ศาสตร์ ศิลป์ เมืองโบราณศรีเทพ” ประจำปี 2568 อย่างคึกคัก ภายใต้โครงการพัฒนาและส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมเชิงสร้าง สรรค์ มุ่งสู่ความยั่งยืนของชาติไทยและท้องถิ่นเมืองศรีเทพ

พิธีเปิดได้รับเกียรติจาก นายสันติ พร้อมพัฒน์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย นางสาวเด่นดาว ศิลปานนท์ ผู้เชี่ยวชาญด้านโบราณคดี ผู้แทนปลัดกระทรวงวัฒนธรรม นายวิทยา รัตนมณี นายอำเภอศรีเทพ นางพัชรนันท์ แก้วจินดา วัฒนธรรมจังหวัดเพชรบูรณ์ ตลอดจนภาคีเครือข่ายภาครัฐ เอกชน และชุมชนเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง

นายศรัณยู มีทองคำ ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ กล่าวว่า เมืองโบราณศรีเทพได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นแหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรมแห่งที่ 4 ของประเทศไทย โดยองค์การยูเนสโก เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2566 ถือเป็นสมบัติอันทรงคุณค่าของคนไทยทั้งชาติ การจัดงานครั้งนี้ไม่เพียงเป็นการเฉลิมฉลอง แต่มุ่ง “ปลุกชีวิตเมืองโบราณให้กลับมามีลมหายใจ” ผ่าน 4 ยุทธศาสตร์สำคัญ ได้แก่ การอนุรักษ์โบราณสถาน, การส่งเสริมเศรษฐกิจฐานรากและอาหารพื้นถิ่น, การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านท่องเที่ยว, การยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในท้องถิ่น

ภายในงานจัดเต็มด้วยกิจกรรมสุดอลังการ สะท้อนมนต์เสน่ห์แห่งอารยธรรมดั่งเดิม อาทิ
พิธีบวงสรวงเจ้าพ่อศรีเทพ เสริมสิริมงคล, การประกวดภาพถ่าย “บอกรักศรีเทพ” และคอนเทนต์ TikTok, พิธีทำบุญตักบาตรย้อนยุค, การแสดงแสง สี เสียง ยิ่งใหญ่ระดับตำนาน “ศรีเทพ: ปฐมบทแห่งอารยธรรม เทวะศรัทธา สรรค์สร้างศิลป์นิรันดร์”, ตลาดโบราณทวารวดี จำหน่ายอาหารพื้นบ้าน หัตถกรรม สาธิตสกุลช่างโบราณ

นายศรัณยูย้ำว่า เป้าหมายสำคัญ คือการยกระดับศรีเทพสู่ “เมืองมรดกโลกที่มีชีวิต” ให้คนรุ่นใหม่ได้สัมผัส เรียนรู้ และภาคภูมิใจในมรดกของบรรพชน พร้อมผลักดันสู่การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ที่สร้างรายได้อย่างยั่งยืน งานจัดขึ้นระหว่างวันที่ 24–26 ตุลาคม 2568 ณ โบราณสถานเขาคลังนอก อุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ ผู้สนใจสามารถเดินทางเข้าชมฟรี พร้อมร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการสืบสานรากเหง้าอารยธรรมไทย สู่อนาคตที่ภาคภูมิใจของคนทั้งชาติ


มนสิชา คล้ายแก้ว รายงาน

สภ.นาจอมเทียน จับกุมยาไอซ์คาจุดตรวจสุขุมวิท

วันนี้ (21 ต.ค. 2568) เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.นาจอมเทียน ตั้งจุดตรวจบริเวณถนนสุขุมวิท ตรงข้ามศูนย์ฮอนด้า หมู่ 2 ต.นาจอมเทียน อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี ระหว่างปฏิบัติหน้าที่ ตรวจพบ นายกฤษจากรณ์ อายุ 36 ปี ชาวจังหวัดเชียงใหม่ ขับรถผ่านจุดตรวจในลักษณะมีพิรุธ จึงทำการตรวจค้น พบ ยาไอซ์ น้ำหนักรวมถุงประมาณ 0.60 กรัม ซุกซ่อนอยู่ในถุงพลาสติกใส

เบื้องต้นแจ้งข้อกล่าวหา
• มียาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน) ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต
• เสพยาเสพติดให้โทษประเภท 1
• เป็นผู้ขับขี่ยานพาหนะในขณะเสพยาเสพติด

เจ้าหน้าที่จึงควบคุมตัวส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมาย “สภ.นาจอมเทียน เดินหน้าปราบปรามยาเสพติดอย่างต่อเนื่อง เพื่อความปลอดภัยของพี่น้องประชาชน”

สภนาจอมเทียน #ยาเสพติดต้องหมดจากสังคม #ตำรวจไทยไม่หยุดทำงาน #เพื่อความปลอดภัยของประชาชน


ขอบคุณ เครดิตข้อมูล:เพจ สภ.นาจอมเทียน

นายโยธิน พรมแตง
หัวหน้าศูนย์ข่าว ภาคตะวันออก รายงาน

เพชรบูรณ์ โรงพยาบาล โกลาหลตึกผู้ป่วยหม้อแปลงระเบิด ต้องอพยพผู้ป่วยวุ่น

เพชรบูรณ์ – โรงพยาบาล โกลาหลตึกผู้ป่วยหม้อแปลงระเบิด ต้องอพยพผู้ป่วยวุ่น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเมื่อ เวลา ประมาณ 19.45 น.วันที่ 22 ต.ค.2568 ที่ผ่านมา ได้เกิดเหตุไฟฟ้าดับ หลอดไฟภายในตึกอำนวยการและตึกผู้ป่วยระเบิดเกือบทั้งหมด มีกลิ่นเหม็นไหม้ไปทั่วบริเวณทำให้ผู้ป่วยและญาติผู้ป่วยเกิดความตระหนกตกใจเป็นอย่างมาก ต่อมาโรงพยาบาลได้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน โดยได้ขอความร่วมมือไปยัง สมาคมกู้ชีพ-กู้ภัยวังโป่งรวมใจ สมาคมกู้ชีพ-กู้ภัยชนแดนสงเคราะห์ กว่า 50 คน เพื่อทำการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยทั้งหมดรวมทั้งอุปกรณ์การแพทย์ออกจากอาคาร โดยพบว่าเป็นผู้ป่วยวิกฤติจำนวน 5 ราย จึงได้ส่งไปรักษาต่อที่โรงพยาบาลชนแดน ส่วนผู้ป่วยทั่วไปประมาณ 30 ราย ได้เคลื่อนย้ายไปนอนรักษาตัวภายในหอประชุม โดยใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมง จึงสามารถเคลื่อนย้ายหมดทุกรายท่ามกลางแสงสว่างที่ส่องจากรถยนต์ของญาติที่ช่วยกันเปิดไฟหน้าและส่องเข้าไปยังภายในตัวอาคารรวมทั้งเครื่องปั่นไฟขนาดเล็กของอาสากู้ภัย

ซึ่งจากการสอบถามผู้อยู่ในเหตุการณ์ เล่าว่า เมื่อเวลาประมาณ 18.00 น. โดยประมาณภาย ในตัวอาคาร เริ่มมีการอาการไฟดับๆ ติดๆ เกือบชั่วโมง จากนั้นหลอดไฟในตัวอาคารเริ่มมีกระแสไฟฟ้ากระพริบไหม้ และ ระเบิด ที่ละดวง รวมไปถึงกล้องวงจรปิด เริ่มมีกระแสไฟกระพริบ และมีกลิ่นไหม้ ภายในตัวอาคาร จากนั้นไฟก็ได้ดับลงทั้ง 2 อาคาร ก่อนจะมีการประกาศแผนอพยพฉุกเฉิน และประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าช่วยเหลือ

ด้าน นายแพทย์ จีรยุทธ ใจเขียนดี ผู้อำนวยการโรงพยาบาลวังโป่ง เผย สถานการณ์ตั้งแต่เมื่อวานคร่าวๆตั้งแต่ช่วงบ่ายสองที่สัญญาณไฟตกติดติดดับดับ ทำให้อุปกรณ์ทางการแพทย์เครื่องไฟฟ้าระเบิดช่วงประมาณหนึ่งทุ่ม ฉันต้องตัดระบบไฟทั้งหมดและประเมินสถานการณ์ว่าไม่สามารถดูแลผู้ป่วยในขณะที่ดูแลสาเหตุไม่ได้ จึงประสานนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด ในอำเภอ ขอย้ายผู้ป่วยหนักไปที่โรงพยาบาลชนแดน ส่วนผู้ป่วยที่อาการปกติได้ให้กลับบ้านประมาณ 10 ราย และมีผู้ป่วยที่ต้องดูแลต่ออีกประมาณ 8 เราได้ทำการย้ายไปที่อาคารของโรงพยาบาล

ซึ่งการไฟฟ้าก็พยามกู้ระบบให้ไฟกลับมาสามารถใช้คืนได้ จากนั้นได้เข้าไปดูพื้นที่ของการไฟฟ้า จนถึงเวลาประมาณตีสองถึงตี เพื่อต่อไฟให้กับระบบต่างๆ เช้าวันนี้ตึกอุบัติเหตุฉุกเฉินยังไม่สามารถใช้ไฟฟ้าได้ ซึ่งจนถึงคันนี้สามารถกู้ไฟล์ได้เพียงบางส่วนเท่านั้น ซึ่งผู้ป่วยก็ได้เคลื่อนย้ายไปที่โรงพยาบาลเพชรบูรณ์ ขณะที่บางส่วนสามารถจะเคลื่อนย้ายไปที่โรงพยาบาลทับคล้อ จังหวัดพิจิตร ได้เช่นกัน ส่วนผู้ป่วยที่ย้ายไปที่โรงพยาบาลชนแดน ก็ดำเนินการส่งย้ายต่อไปที่โรงพยาบาล อื่น

ซึ่งจากการดูพื้นที่ในการซ่อมแซม เช้านี้หมอได้ประเมินผู้ป่วยซึ่งปล่อยให้กลับบ้านได้ไปแล้ว ยังคงเหลือเพียง 8 ราย โดยห้องเจาะเลือดสามารถกู้ระบบไฟฟ้ามาใช้งานได้ระบบการดูแลคนไข้ซึ่งเราใช้อินเตอร์เน็ต ระบบป้องกันการสูญเสียในห้องเซิร์ฟเวอร์หลักของโรงพยาบาลไม่มีความเสียหายใดใดปัจจุบันสามารถเชื่อมโยงข้อมูลคนไข้ได้ ความเสียหายเบื้องต้น จะมีเครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องปรับอากาศจำนวนมาก มีอาคารอีกหนึ่งหลังที่ยังไม่พร้อมที่จะให้บริการผู้ป่วย รวมถึงเครื่องปั่นไฟซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดระบบไฟขัดข้องในครั้งนี้ โดยจะต้องรอบริษัทเข้ามาดำเนินการในช่วงบ่าย คาดว่าจะใช้เวลาสองถึงสามวัน ในการหาสาเหตุในเบื้องต้น


ยุทธ ศรีทองสุข

ตชด.43 บูรณาการ บุกจับกุมพ่อค้ายาเสพติด “อ้วน เขาพระ” คาบ้านพัก ยึดยาบ้ากว่า 4 พันเม็ด

สงขลา – ตชด.43 บูรณาการ บุกจับกุมพ่อค้ายาเสพติด “อ้วน เขาพระ” คาบ้านพัก ยึดยาบ้ากว่า 4 พันเม็ด

วันนี้ 23 ต.ค.68 พล.ต.ต.พหล เกตุแก้ว ผบก.ตชด.ภาค 4 พ.ต.อ.เสกสรร อินทรสิทธิ์ รอง ผบก.ตชด.ภาค 4, พ.ต.อ.ยงศักดิ์ รัตนดิลก ณ ภูเก็ต ผกก.ตชด.43, พ.ต.ท.วิษณุ ชนะอักษร  รอง.ผกก ตชด.43, พ.ต.ท.วิเชษ แห้วขุนทด สว.ขว. กก.ตชด.43, ร.ต.ท.คงกระพัน ธรรมชาติ รองหน.ชปข.กก.ตชด.43 , ร.ต.ท.สมมาตร เกิดแสงสุริยงศ์หน.ชป.ขล.กก.ตชด.43 ร่วมกับ ตชด.ภ.4 ฝ่ายปกครองอำเภอรัตภูมิ และชุดสืบสวนตำรวจภูธรจังหวัดสงขลา ได้ร่วมกันจับกุมตัว นายธีรวิทย์ ปราบปราม อายุ 34 ปี หรือที่รู้จักกันในชื่อ “อ้วน เขาพระ” ได้ที่บ้านเลขที่ 158 หมู่ที่ 11 ต.เขาพระ อ.รัตภูมิ จ.สงขลา ต่อเนื่องถึงบ้านเลขที่ 48/1 หมู่ที่ 11 ต.เขาพระ อ.รัตภูมิ จ.สงขลา

การจับกุมในครั้งนี้ สืบเนื่องจากเจ้าหน้าที่ได้รับแจ้งจากสายลับว่า สามารถติดต่อซื้อยาเสพติดจากนายธีรวิทย์ได้ จึงได้รายงานผู้บังคับบัญชา และวางแผนเข้าทำการตรวจสอบและดำเนินการตามกฎหมาย โดยมีการดำเนินการ “ล่อซื้อ” ยาเสพติด จนสามารถจับกุมพร้อมของกลางยาบ้าจำนวน 4,000 เม็ด (2 มัด) ได้ในเบื้องต้น

จากนั้น เจ้าหน้าที่ได้ขยายผลเข้าตรวจค้นบ้านพักของนายธีรวิทย์ ปราบปราม และตรวจยึดของกลางเพิ่มเติมได้อีก

  • ยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน/ยาบ้า) จำนวน 77 เม็ด
  • ยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน/ไอซ์) น้ำหนัก 1.12 กรัม
  • โทรศัพท์มือถือยี่ห้อ วีโว้ สีเทาเงิน จำนวน 1 เครื่อง (ใช้ในการติดต่อซื้อขาย)
  • รถจักรยานยนต์ ฮอนด้า PCX สีดำน้ำตาล
  • อุปกรณ์การเสพไอซ์ 1 ชุด
  • เครื่องชั่งดิจิตอลสีดำ 1 เครื่อง
  • สมุดบัญชีธนาคารกรุงไทย สาขารัตภูมิ ชื่อบัญชีนายธีรวิทย์ ปราบปราม
    รวมของกลางยาเสพติดทั้งสิ้น ยาบ้าจำนวน 4,077 เม็ด และไอซ์ 1.12 กรัม
    เจ้าหน้าที่จึงได้แจ้งข้อกล่าวหา
  • “จำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีนหรือยาบ้า) โดยการมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่าย อันเป็นการกระทำเพื่อการค้าและก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชน”
  • “เสพสารเสพติด (เมทแอมเฟตามีน) โดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย”
    เบื้องต้นได้ควบคุมตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางนำส่งพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป.

ภาพ/ข่าว อ้อม มณีรัตน์ ผู้สื่อข่าวประจำจังหวัดสงขลา

สำนักพระราชวัง เผยแพร่ประกาศ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง สวรรคต

สำนักพระราชวัง เผยแพร่ประกาศ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง สวรรคต

ตามที่คณะแพทย์ผู้ถวายการรักษา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิต์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนี้พันปีหลวง ได้ขอพระราชทานกราบบังคมทูลเชิญ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จพระราชดำเนินไปประทับที่โรงพยาบาลจุฬาลง กรณ์ สภากาชาดไทย ตั้งแต่วันที่ ๗ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๖๒ เพื่อติดตามพระอาการทางระบบต่าง ๆ ความทราบทั่วกันแล้วนั้น ในช่วงที่ประทับที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภา กาชาดไทย สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงพระประชวรหลายครั้ง และคณะแพทย์ตรวจพบความผิดปรกติทางระบบต่าง ๆ ทำให้คณะแพทย์ต้องถวายการรักษาอย่างต่อเนื่อง

ตั้งแต่วันที่ ๑๗ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๖๘ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงพระประชวรจากภาวะติดเชื้อในกระแสพระโลหิต แม้ว่าคณะแพทย์จะถวายการรักษาอย่างสุดความสามารถแล้ว แต่พระอาการทรุดหนักลงตามลำดับ ถึงวันศุกร์ ที่ ๒๔ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๖๘ เวลา ๒๑ นาฬิกา ๒๑ นาที เสด็จสวรรคต ณ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ด้วยพระอาการสงบ สิริพระชนมพรรษาปีที่ ๙๓

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้สำนักพระ ราชวัง จัดการพระศพ ถวายพระเกียรติยศสูงสุดตามราชประเพณี ประดิษฐานพระศพ ณ พระ ที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวังทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้พระบรมวงศานุวงศ์ และข้าทูลละอองธุลีพระบาท ในราชสำนักไว้ทุกข์ถวาย มีกำหนด ๑ ปี ตั้งแต่วันสวรรคตเป็นต้นไปสำนักพระราชวัง๒๔ ตุลาคม ๒๕๖๘


พระลาน