ทบ. เชิญคณะผู้ช่วยทูตฝ่ายทหารฯ ชี้แจงสร้างความเข้าใจสถานการณ์ชายแดน ย้ำจุดยืนการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ พร้อมใช้กลไกทวิภาคีขับเคลื่อนข้อตกลงตามปฏิญญาร่วมใน ASEAN Summit สร้างสันติภาพชายแดน

ทบ. เชิญคณะผู้ช่วยทูตฝ่ายทหารฯ ชี้แจงสร้างความเข้าใจสถานการณ์ชายแดน ย้ำจุดยืนการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ พร้อมใช้กลไกทวิภาคีขับเคลื่อนข้อตกลงตามปฏิญญาร่วมใน ASEAN Summit สร้างสันติภาพชายแดน

วันนี้ (29 ต.ค.68) กองทัพบก โดยกรมข่าวทหารบก ได้จัดการบรรยายสรุปรอบไตรมาส (Quarterly Royal Thai Army Briefing) ประจำไตรมาสที่ 1 ประจำปี 2569 ให้แก่คณะผู้ช่วยทูตฝ่ายทหารต่างประเทศประจำประเทศไทย ณ กองบัญชาการกองทัพบก พร้อมด้วยคณะผู้ช่วยทูตฝ่ายทหารบกไทยประจำต่างประเทศ ร่วมรับฟังผ่านระบบการประชุมทางไกล (VTC) ในหัวข้อ “ภาพรวมสถานการณ์อาชญากรรมข้ามชาติ รอบชายแดนไทย” (Overview of Transnational Crimes Beyond Thailand’s Borders) โดยมี พลโท ธีรนันท์ นันทขว้าง เจ้ากรมข่าวทหารบก เป็นประธาน ซึ่งมีคณะผู้ช่วยทูตฝ่ายทหารต่างประเทศประจำประเทศไทย เข้าร่วมรับฟัง รวม 26 นาย จาก 18 ประเทศ ได้แก่ ญี่ปุ่น, อินเดีย, ฝรั่งเศส, ลาว, สหรัฐอเมริกา, ออสเตรเลีย, ตุรกี, สาธารณรัฐประชาชนจีน, บรูไน, รัสเซีย, ฟิลิปปินส์, เมียนมา, สิงคโปร์, แคนาดา, อินโดนีเซีย, สหราชอาณาจักร, เยอรมนี และปากีสถาน

โดยเจ้ากรมข่าวทหารบกได้กล่าวต่อคณะผู้ช่วยทูตฝ่ายทหารฯ ว่าวันนี้ถือเป็นโอกาสดีที่ได้พบปะผู้ช่วยทูตฝ่ายทหารฯ ในไตรมาสแรกของปี 2569 และเป็นครั้งแรกหลังได้รับตำแหน่งใหม่ ทุกท่านเป็นส่วนสำคัญที่จะร่วมขับเคลื่อนในทุกภารกิจระหว่างกันของกองทัพบกไทยและมิตรประเทศ วันนี้จึงได้มีการจัดการบรรยายเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลการปฏิบัติและมุมมองระหว่างกองทัพบก พร้อมรับฟังข้อเสนอแนะต่างๆ จากกองทัพ เพื่อพัฒนาและเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างกัน โดยเฉพาะประเด็นที่นานาชาติได้ให้ความสนใจในปัจจุบัน อาทิ ความคืบหน้าการดำเนินการสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา และการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี

ซึ่งการบรรยาย เริ่มต้นด้วยการชี้แจงแนวทางการดำเนินการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติของไทย ที่รัฐบาลได้มอบหมายให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เป็นส่วนรับผิดชอบหลัก โดยมี พันตำรวจโท นิยม กาเซ็ง รองผู้กำกับฝ่ายความร่วมมือและกิจการระหว่างประเทศ กองการต่างประเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เป็นผู้บรรยาย โดยได้กล่าวถึงผลการปฏิบัติงานในห้วงที่ผ่านมา และแผนการขับเคลื่อนงานต่างๆ ซึ่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ประสานร่วมกับองค์การตำรวจสากล (Interpol) และหน่วยงานด้านความมั่นคงของประเทศเพื่อนบ้านอย่างรอบด้าน ในการกำกับดูแลและวางแผนการปฏิบัติเพื่อปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

จากนั้น พันเอก พัฒนา พันธุ์มงคล รองผู้อำนวยการสำนักข่าวกรอง กรมข่าวทหารบก ได้ชี้แจงถึงแนวทางการปฏิบัติของกองทัพบกในการดำเนินการภายหลังการลงนามใน “ปฏิญญาสันติภาพไทย – กัมพูชา” (Kuala Lumpur Peace Accord) ในระหว่างการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน เมื่อวันที่ 26 ต.ค.68 ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ที่ไทยมีจุดยืนสำคัญในการแก้ไขปัญหาผ่านกลไกทวิภาคีในทุกระดับ รวมทั้งชี้แจงประเด็นเชลยศึกกัมพูชา ที่กองทัพบกได้เตรียมการที่จะส่งกลับ โดยจะต้องพิจารณาจากผลการปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม ตามที่ไทยและกัมพูชาเห็นพ้องร่วมกันใน 4 ประการ ได้แก่ การถอนอาวุธหนักออกจากพื้นที่ชายแดน, การเก็บกู้ทุ่นระเบิด, การปราบปรามเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ และการบริหารจัดการพื้นที่ชายแดน

หลังเสร็จสิ้นการบรรยาย กรมข่าวทหารบกได้ชี้แจงแผนการปฏิบัติงาน และกำหนดการของผู้ช่วยทูตฝ่ายทหารต่างประเทศประจำประเทศไทย พร้อมเชิญคณะผู้ช่วยทูตฝ่ายทหารฯ รับประทานอาหารร่วมกันด้วยบรรยากาศแห่งมิตรภาพ เพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์ มุ่งพัฒนาขับเคลื่อนงานระหว่างกองทัพให้เกิดประสิทธิภาพและประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติและประชาชน



ศูนย์ประชาสัมพันธ์กองทัพบก โดยทีมโฆษกกองทัพบก

อำเภอสบเมย ตรวจ DNA ราษฏร 227 ราย คืนความเป็นคนไทยติดแผ่นดินที่ตกหล่น ฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย ถวายเป็นพระราชกุศลฯ พระพันปีหลวง

อำเภอสบเมย ตรวจ DNA ราษฏร 227 ราย เพื่อค้นหาความสัมพันธ์ทางสายโลหิต คืนความเป็นคนไทยติดแผ่นดินที่ตกหล่น ฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย!!! ถวายเป็นพระราชกุศลฯพระพันปีหลวง

29 ตุลาคม 2568 ณ หอประชุมที่ว่าการอำเภอสบเมย อำเภอสบเมย จ.แม่ฮ่องสอน ร่วมบูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จัดโครงการคุ้มครองสิทธิ พิทักษ์ประชาชน สร้างสังคมที่เท่าเทียม ครั้งที่1 พื้นที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน เพื่อให้กลุ่มชาติพันธุ์ดั้งเดิมติดแผ่นดินแต่ตกสำรวจ ได้รับการแก้ไขสถานะบุคคลตามกฎหมาย และสามารถเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐานด้านสาธารณสุข รวมถึงสวัสดิการที่พึงได้จากรัฐ

นางสาวชุติพร เสชัง ผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน มอบหมายให้ นายบุญลือ ธรรมธรานุรักษ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน เป็นประธานเปิดโครงการคุ้มครองสิทธิ พิทักษ์ประชาชน สร้างสังคมที่เท่าเทียม ครั้งที่1 พื้นที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน ซึ่งจัดขึ้นในระหว่างวันที่ 28-29 ตุลาคม 2568 เพื่อให้กลุ่มชาติพันธุ์ดั้งเดิมติดแผ่นดินแต่ตกสำรวจ ได้รับการแก้ไขสถานะบุคคลตามกฎหมาย และสามารถเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐานด้านสาธารณสุข รวมถึงสวัสดิ การที่พึงได้จากรัฐ โดยมีผู้แทนนายอำเภอสบเมย หัวหน้าส่วนราชการระดับจังหวัดและระดับอำเภอ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และผู้เข้าร่วมโครงการฯร่วมกิจกรรม

ทั้งนี้ สืบเนื่องจากที่ทำการปกครองอำเภอสบเมย มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย ได้รับประสานจากศูนย์ประสานงานหลักประกันสุขภาพชาติพันธุ์ ว่ามีกลุ่มชาติพันธุ์ดั้งเดิมติดแผ่นดินแต่ตกสำรวจโดยที่มีบิดา มารดาเป็นผู้มีสัญชาติไทย ที่ยังไม่ได้รับการรับรองทางกฎ หมาย ส่งผลกระทบต่อการเข้าถึงสิทธิในระบบหลักประกันสุขภาพ และสิทธิอื่นๆที่ควรจะได้รับ ซึ่งที่ทำการปกครองอำเภอสบเมย และมูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย ได้ลงพื้นที่ ระหว่างวันกันยายน 2568 ที่ผ่านมา และพบข้อเท็จจริงว่ามีประชากรกลุ่มชาติพันธุ์หรือชาวไทยภูเขาดั้งเดิมติดแผ่นดิน แต่ตกสำรวจจำนวน 96 ครอบครัว จำแนกเป็นบุคคลตกหล่นจำนวน 131 ราย และบุคคลอ้างอิง จำนวน 96 ราย ซึ่งจากการตรวจสอบสถานะทางกฎหมายพบว่าบุคคลดังกล่าว มีคุณสมบัติได้รับสัญชาติไทยตามหลักสายโลหิต นายทะเบียนอำเภอพิจารณาแล้ว เห็นว่ามีความจำเป็นที่จะต้องตรวจสารพันธุ์กรรม เพื่อประกอบเป็นหลักฐานในการพิจารณาการเพิ่มชื่อและรายการบุคคลเข้าในทะเบียนบ้าน (ท.ร.๑๔) ตามระเบียบสำนักทะเบียนกลางฯ

อำเภอสบเมย ได้การบูรณาการดำเนินการร่วมกับสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กรมคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ และภาคีเครือข่ายทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ร่วมดำเนินงาน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้กลุ่มชาติพันธุ์หรือชาวไทยภูเขาดั้งเดิมติดแผ่นดินแต่ตกสำรวจ ได้รับการแก้ไขสถานะบุคคลตามกฎหมาย และสามารถเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐานด้านสาธารณสุข รวมถึงสวัสดิการที่พึงได้จากรัฐ และการส่งเสริมความรู้เกี่ยวกับหลักกฎหมายและสิทธิมนุษยชนในกลุ่มเปราะบาง

โดยการจัดงานครั้งนี้ มีกิจกรรมประกอบด้วย การดำเนินการเก็บตัวอย่างสารพันธุ์กรรม DNA ฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย จำนวน 227 ราย กิจกรรมส่งเสริมความรู้เกี่ยวกับหลักกฎหมายและสิทธิมนุษยชน การจัดบูธนิทรรศการเกี่ยวกับการรับฟังปัญหาในการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง
การดำเนินการในวันนี้ ยังเป็นการถวายเพื่อเป็นพระราชกุศล ต่อ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ทุกคนต่างสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่ ทรงมีต่อพี่น้องประชาชนชาวแม่ฮ่องสอน พระราชกรณียกิจที่สำคัญ และเป็นที่ประจักษ์มีมากมายหลายด้าน



ภานุเดช ไชยสกูล จ.แม่ฮ่องสอน

กองทัพภาคที่ 3 และศอ.จอส.พระราชทานภาค 3 ปรับปรุงภูมิทัศน์ วัดยาง เพื่อเตรียมสถานที่สำหรับจัดพิธีทอดกฐิน กองทัพภาคที่ 3 ประจำปี 2568

กองทัพภาคที่ 3 และศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทานภาค 3 จัดกิจกรรมจิตอาสาพัฒนาปรับปรุงภูมิทัศน์ วัดยาง จังหวัดพิษณุโลก เป็นการเตรียมการสถานที่สำหรับจัดพิธีทอดกฐินกองทัพภาคที่ 3 ประจำปี 2568

เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2568 เวลา 09.00 นาฬิกา พลโท วรเทพ บุญญะ แม่ทัพภาคที่ 3 ในฐานะ ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทานภาค 3 ตรวจเยี่ยมและเข้าร่วมกิจกรรม “จิตอาสาพัฒนา” เนื่องในพิธีทอดกฐินกองทัพภาคที่ 3 ประจำปี 2568 โดยมี ผู้บังคับหน่วยทหารหน่วยขึ้นตรงกองทัพภาคที่ 3 และผู้บังคับหน่วยทหารในพื้นที่จังหวัดพิษณุโลก พร้อมด้วย กำลังพลจิตอาสาจากหน่วยขึ้นตรงกองทัพภาคที่ 3 ในพื้นที่จังหวัดพิษณุโลก เข้าร่วมกิจกรรมด้วยความพร้อมเพรียงและเสียสละ เพื่อร่วมกันทำความดีถวายเป็นพระราชกุศลและบำเพ็ญสาธารณประโยชน์ต่อส่วนรวม ที่ วัดยาง ตำบลบ้านคลอง อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก

สำหรับการจัดกิจกรรมจิตอาสาครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาพื้นที่วัดและชุมชนโดยรอบให้มีความสะอาด เป็นระเบียบ และเอื้อต่อการประกอบพิธีทอดกฐิน กองทัพภาคที่ 3 ประจำปี 2568 ซึ่งเป็นประเพณีสำคัญทางพระพุทธศาสนาที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน ภายในกิจกรรมมีกำลังพลจิตอาสาร่วมกันดำเนินการหลายด้าน อาทิ การทำความสะอาดบริเวณวัด การเก็บกวาดขยะ ปรับภูมิทัศน์ และตกแต่งสถานที่ เพื่อให้เกิดความร่มรื่นและสวยงามสมกับเป็นสถานที่ประกอบพิธีกรรมทางศาสนา

ซึ่งการดำเนินกิจกรรมในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่เป็นการส่งเสริมคุณธรรมและจิตสำนึกในการทำ ความดีของกำลังพลเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างกองทัพภาคที่ 3 กับประชาชนในพื้นที่ เสริมสร้างภาพลักษณ์ของกองทัพบกในฐานะ “กองทัพของประชาชน เพื่อประชาชน และเป็นที่พึ่งของประชาชนในทุกโอกาส” อย่างแท้จริง

วัดยาง มีปูชนียวัตถุที่สำคัญ คือ พระสัมฤทธิ์โกสีย์ นิยมเรียกกันว่า หลวงพ่อเขียว เป็นพระปางประทานอภัย สูง 190 เซนติเมตร เป็นศิลปะอยู่ในยุคอมราวดีเป็นสกุลช่างอินเดียผสมผสานกับสกุลช่างกรีก ช่วงระหว่าง พ.ศ. 663–863 จากเนื้อพระที่เป็นสัมฤทธิ์ที่ผ่านกาลเวลาจนเกิดเป็นสนิมสีเขียวขึ้นมา จึงเป็นที่มาของหลวงพ่อเขียว

และห้วงปี 2512 -2515 กองทัพภาคที่ 3 ได้ใช้พื้นที่วัดยางเป็นตำบลรวบรวมศพจากการปฏิบัติหน้าที่เข้าปราบปรามผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์


นที มีเดช รายงาน

มทบ.39 จัดพิธี ร้อยรวมดวงใจ สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ “แม่แห่งแผ่นดิน”

มณฑลทหารบกที่ 39 จัดพิธี ร้อยรวมดวงใจ สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ “แม่แห่งแผ่นดิน”

เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2568 เวลา 15.00 น. พลตรี นพดล วัชรจิตบวร ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 39 จัดพิธีถวายความอาลัยและน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของ “สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง” โดยมี พันเอก วิชา อมรดิษฐ รองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดพิษณุโลก ฝ่ายทหาร พร้อมด้วย คณะผู้บังคับบัญชา, กำลังพลนายทหารชั้นสัญญาบัตร – ประทวน และทหารกองประจำการร่วมพิธีอย่างพร้อมเพรียง ณ ห้องประชุมประกายคารวะ กองบัญชาการมณฑลทหารบกที่ 39 ค่ายสมเด็จพระนเรศวรมหาราช อำเภอเมืองพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก เพื่อกำลังพลของหน่วย ได้ร้อยรวมดวงใจ แสดงออกพลังแห่งความจงรักภักดี ที่พระองค์ทรงเป็น “แม่แห่งแผ่นดิน” เนื่องด้วย สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จสวรรคตด้วยพระอาการสงบ สิริพระชนมพรรษา 93 พรรษา เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2568 เวลา 21.21 น. ณ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย

พระองค์ทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตาและพระปรีชาสามารถ ทรงประกอบพระราชกรณียกิจนานัป การ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนชาวไทย เป็นพลังสำคัญในการพัฒนาชาติให้มั่นคงและสงบสุขสืบไป ซึ่งในพิธีดังกล่าว ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 39 ได้กรุณาบรรยายประกอบวีดีทัศน์เฉลิมพระเกียรติ เพื่อให้กำลังพลได้ตระหนักซึ้งในน้ำพระทัยของพระองค์ท่าน จากนั้น หัวหน้ากองกำลังพลได้อ่านประกาศสำนักพระราชวัง ต่อเนื่องด้วยผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 39 อ่านบทความน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ ณ เบื้องหน้าพระฉายาลักษณ์ พร้อมกันนี้ กำลังพลผู้เข้าร่วมพิธีได้แสดงพลังถวายความอาลัยด้วยการนั่งกราบ, ยืนสงบนิ่งเป็นเวลา 93 วินาที และพร้อมร้องเพลงสรรเสริญพระบารมีด้วยเศร้าโศกเสียใจ


นที มีเดช รายงาน

มทบ.37 จัดเลี้ยงอาหารพิเศษ ขอบคุณทหารกองประจำการ ปฏิบัติหน้าที่เต็มกำลัง

เชียงราย – มทบ.37 จัดเลี้ยงอาหารพิเศษ ขอบคุณทหารกองประจำการ ปฏิบัติหน้าที่เต็มกำลัง

เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2568 เวลา 11.00 น. มณฑลทหารบกที่ 37 (มทบ.37) ได้จัดกิจกรรมเลี้ยงอาหารพิเศษแก่ทหารกองประจำการของหน่วย ณ โรงประกอบเลี้ยง มทบ.37 ค่ายเม็งรายมหาราช ต.รอบเวียง อ.เมือง จ.เชียงราย เพื่อแสดงความขอบคุณและเป็นขวัญกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มที่

โดย พลตรี จักรวีร์ เสนีย์วรยุทธ์ ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 37 ได้มอบหมายให้ พันเอก ประณต ศิริพันธ์ เสนาธิการมณฑลทหารบกที่ 37 พร้อมด้วยคณะฝ่ายเสนาธิการ มทบ.37 ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการรับประทานอาหารพิเศษของกำลังพลด้วยตัวเอง

การจัดเลี้ยงในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อขอบคุณทหารกองประจำการทุกนายที่ได้ทุ่มเทปฏิบัติงานภายในหน่วยอย่างเต็มกำลังความสามารถ จนภารกิจต่างๆ ที่ได้รับมอบหมายจากกองทัพบกและหน่วยเหนือสำเร็จลุล่วงตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้

พิเศษกว่าครั้งไหนๆ คือทางหน่วยได้ร่วมมือกับ “ร้านบัวลอยป้าอ้วน” ซึ่งเป็นร้านขนมหวานชื่อดังและเป็นที่รู้จักของชาวจังหวัดเชียงราย มาร่วมจัดเมนูอาหารพิเศษ สร้างความประทับใจและรอยยิ้มให้กับเหล่าทหารกองประจำการที่ได้ร่วมรับประทานอาหารในบรรยากาศอบอุ่นเป็นกันเอง


ศูนย์ประชาสัมพันธ์
มณฑลทหารบกที่³⁷

สมเด็จพระราชาธิบดี และสมเด็จพระราชินีแห่งราชอาณาจักรภูฏาน เสด็จฯ ทรงวางพวงมาลาถวายราชสักการะพระบรมศพ “สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง”

สมเด็จพระราชาธิบดี และสมเด็จพระราชินีแห่งราชอาณาจักรภูฏาน เสด็จฯ ทรงวางพวงมาลาถวายราชสักการะพระบรมศพ “สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง”

นที่ ๒๙ ตุลาคม ๒๕๖๘ เวลา ๑๐.๐๐ น. สมเด็จพระราชาธิบดี จิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก
แห่งราชอาณาจักรภูฏาน เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วยสมเด็จพระราชินีเจตซุน เพมา วังชุก มาทรงวางพวงมาลาถวายราชสักการะหน้าพระโกศพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท พระบรมมหา ราชวัง พร้อมทั้งทรงลงพระปรมาภิไธย และพระนามาภิไธยถวายความอาลัย อีกทั้งทรงมีกำหนดจะทรงเข้าร่วมพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ พระ ที่นั่งดุสิตมหาปราสาท พระบรมมหาราชวัง ในช่วงค่ำของวันนี้

ทั้งนี้ สมเด็จพระราชาธิบดีแห่งราชอาณาจักรภูฏาน ทรงมีความผูกพันแนบแน่นกับพระราชวงศ์ไทย ทรงเคารพรักและเทิดทูนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เป็นอย่างยิ่ง ขณะเดียวกันปวงชนชาวไทยต่างเคารพรักสมเด็จพระราชาธิบดี และสมเด็จพระราชินีแห่งราชอาณาจักรภูฏาน เช่นกัน และรู้สึกซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณที่เสด็จพระราชดำเนินมาถวายความอาลัยในครั้งนี้


รมช.มท. ตรวจเยี่ยมการดำเนินงานศูนย์บริหารจัดการคุณภาพน้ำ องค์การบริหารส่วนตำบลลำโพ อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี

รมช.มท. ตรวจเยี่ยมการดำเนินงานศูนย์บริหารจัดการคุณภาพน้ำ องค์การบริหารส่วนตำบลลำโพ อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี

วันพุธที่ 29 ตุลาคม 2568 เวลา 14.00 น. : นางสาวศศิธร กิตติธรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินทางตรวจเยี่ยมการดำเนินงานศูนย์บริหารจัดการคุณภาพน้ำ องค์การบริหารส่วนตำบลลำโพ อำเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี โดยมี นายอภิชัย อร่ามศรี รองผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี,นายกองค์การบริหารส่วนตำบลลำโพ,คณะกรรมการองค์การจัดการน้ำเสีย พร้อมด้วย นายชีระ วงศบูรณะ ผู้อำนวยการองค์การจัดการน้ำเสีย ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่องค์การจัดการน้ำเสีย ให้การต้อนรับและนำเสนอข้อมูลการดำเนินงานของศูนย์บริหารจัดการคุณภาพน้ำ องค์การบริหารส่วนตำบลลำโพ

ศูนย์บริหารจัดการคุณภาพน้ำ องค์การบริหารส่วนตำบลลำโพ ตั้งอยู่ที่ องค์การบริหารส่วนตำบลลำโพ อำเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี ออกแบบ ก่อสร้าง โดยองค์การจัดการน้ำเสีย กระทรวงมหาดไทย ตามข้อตกลงร่วมในการจัดให้มีระบบบำบัดน้ำเสียรวม ระหว่างองค์การจัดการน้ำเสีย กับ องค์การบริหารส่วนตำบลลำโพ จังหวัดนนทบุรี เมื่อวันที่ 8 มกราคม 2563 เริ่มบริหารจัดการ ควบคุม และดูแลระบบบำบัดน้ำเสีย ตั้งแต่เดือนมกราคม 2565 เป็นต้นมา

ศูนย์บริหารจัดการคุณภาพน้ำ องค์การบริหารส่วนตำบลลำโพ เป็นระบบบำบัดน้ำเสียที่มีส่วน
การบำบัดน้ำเสียอยู่ใต้ดิน มีการติดตั้งเครื่องจักร อุปกรณ์ เพื่อทำการบำบัดน้ำเสีย มีความสามารถในการบำบัดน้ำเสีย 1,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน และใช้พื้นที่ส่วนใต้ดินเป็นที่จัดแสดงพันธุ์ปลาน้ำจืดในรูปแบบพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ (Aquarium) รวมทั้งสามารถมองเห็นกระบวนการบำบัดน้ำเสียผ่านผนังอะคริลิคแบบใส เพื่อเป็นแหล่งการเรียนรู้สำหรับประชาชน และเยาวชนในพื้นที่ และบริเวณใกล้เคียง และเป็นตัวอย่างของการพัฒนารูปแบบระบบบำบัดน้ำเสียให้อยู่ร่วมกับประชาชน และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมได้เป็นอย่างดี

พร้อมกันนี้ ขอเชิญชวนพสกนิกรชาวไทยร่วมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ร่วมกันดูแลรักษาแหล่งน้ำ สนองพระราชปณิธานของพระองค์ท่าน โดยพร้อมเพรียงกัน


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

MV TV จับมือ บริษัท 888 ร่ำรวย เปิดตัวซีรี่ส์ ป่าหลอนแดนนรก พร้อมจัดประกวดเดินแบบสยามแฟชั่นไทยประยุกต์ รัชกาลที่ 6 เฟ้นหานักเดินแบบและดารารุ่นใหม่ สร้างสีสันแห่งวงการบันเทิง ณ สยามวิลล่าสุวรรณภูมิ

MV TV จับมือ บริษัท 888 ร่ำรวย เปิดตัวซีรี่ส์ ป่าหลอนแดนนรก พร้อมจัดประกวดเดินแบบสยามแฟชั่นไทยประยุกต์ รัชกาลที่ 6 เฟ้นหานักเดินแบบและดารารุ่นใหม่ สร้างสีสันแห่งวงการบันเทิง ณ.สยามวิลล่าสุวรรณภูมิ

เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2568 ณ.สยามวิลล่า สุวรรณภูมิ ซอยร่มเกล้า 26 ลาดกระบัง กทม. : ดร.ศิรินา โชควัฒนา ปวโรฬารวิทยา ประธานบริหารสยามวิลล่า สุวรรณภูมิ คุณวรชาติ รอดถนอม รองประธานบริหาร MV TV พร้อมด้วย คุณปู วิดิฐ ธัญพันธ์ ผู้กำกับบริษัท 888 ร่ำรวย แถลงข่าวเปิดตัวซีรี่ส์ ป่าหลอนแดนนรก พร้อมจัดงานสยามแฟชั่นการประกวดเดินแบบไทยประยุกต์รัชกาลที่ 6 ในโอกาสครบรอบ 100 ปีของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยมีเยาวชนผู้เข้าร่วมประกวดเดินแบบและผู้ปกครองเข้าร่วมงานอย่างคับคั่งด้วยบรรยากาศอบอุ่น

ปู วิดิฐ ธัญพันธ์ ผู้กำกับร่วมกับบริษัท 888 ร่ำรวย เปิดเผยว่า คุณ ณชัยยุทธ ทวีปวรเดช บิ๊กบอสแห่ง MV TV ต้องการเปิดตลาดฮ่องกงและมีรายการซิทคอมเด็กน่ารักๆพร้อมกับซีรี่ส์ วาย หลังจากฉายซีรี่ส์จีนเกือบทุกเรื่อง จึงอยากมีซีรี่ส์ไทยที่มาร่วมสร้างความแปลกใหม่ และได้มอบหมายให้ตนเป็นผู้ผลิตละครซีรี่ส์ เนื่องจากเห็นผลงานอยู่ในวงการมาตั้งแต่เป็นผู้กำกับหน้าใหม่รุ่นใหม่ยุคใหม่มานานจนผันตัวมาเป็นผู้ผลิตผลงาน MVTV จึงได้ร่วมกับบริษัท 888 ร่ำรวย สร้างสรรค์ละครซีรี่ส์เรื่องแรกป้อน MV TV วันนี้จึงถือโอกาสเปิดตัว ป่าหลอนแดนนรก และเชิญชม ทีเซอร์ เป็นครั้งแรกก่อนที่จะฉายให้ชมทาง MV TV พร้อมกันเร็วนี้

ป่าหลอนแดนนรก เป็นเรื่องของปัจจุบันและอนาคตที่เกิดขึ้นในหมู่บ้านชังคะยอ มีครูขวัญได้เข้ามาพัฒนาจนเจริญก้าวหน้าขึ้น ทำให้เจ้าแม่ผู้หวังผลประโยชน์จากการใช้เดรฉานวิชา อ้างตัวเป็นผู้ปกปักรักษาถำ้พญางูไม่พอใจ ครูขวัญกับพวกได้เดินทางเข้าไปในถ้ำซึ่งไม่เคยมีใครรอดกลับมาได้ ครูขวัญได้เข้าไปเจอกับนางพญางูซึ่งเคยเป็นพี่น้องร่วมสาบานกันมา และรอวันที่จะเจอครูขวัญเพื่อมอบสมบัติให้นำไปช่วยเหลือชาวบ้านที่เดือดร้อนและพัฒนาหมู่บ้านให้เจริญยิ่งขึ้นต่อไป

”เราต้องการผลักดันเด็กรุ่นใหม่ที่มีใจรักการแสดง ทำให้ผู้ปกครองมีแรงผลักดันที่จะส่งเสริมให้บุตรหลานก้าวสู่วงการนักแสดงที่ดี ขอให้มีสปอนเซอร์ช่วยสนับสนุน เชื่อว่า ยังบลัดด้านการแสดงจะเกิดมากขึ้นอย่างแน่นอน“ ปู วิดิฐ กล่าวทิ้งท้ายอย่างมั่นใจ

ด้าน ดร.ศิรินา โชควัฒนาปวโรฬารวิทยา ประธานบริหาร สยามวิลลา สุวรรณภูมิ ประธานจัดงานสยามแฟชั่นการประกวดเดินแบบประยุกต์รัชกาลที่ 6 ในโอกาส 100 ปี พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เปิดเผยว่า สยามวิลล่า สุวรรณภูมิ มีเป้าหมายต้องการเก็บรักษาความเป็นสยามและภูมิปัญญาไทยด้าน

ประวัติศาสตร์ตั้งแต่ สุโขทัย กรุงศรีอยุธยา และกรุงรัตนโกสินทร์ซึ่งจะทำให้ผู้มาเยือนไม่ลืมอดีตของประเทศไทย ส่วนตัวต้องการเห็นคนในประเทศมีสุขภาพดีมีความสุข คนไทยเป็นคนดีของสังคม มีสุขภาพแข็งแรง เราจึงพยายามเก็บประวัติศาสตร์ให้คนไทยเกิดความภูมิใจในชาติกำเนิดของเรา อยากให้สยามเป็นเมืองแห่งความสุขของคนทั้งโลกจากความสนใจในประวัติศาสตร์ และมีความประทับใจในพระอัจฉริยภาพและพระปรีชาสามารถในการผสานโลกตะวันตกกับวัฒนธรรมไทยได้อย่างกลมกลืน และอยากให้คนไทยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ซึ่งทรงจากพวกเราไปเป็นเวลา 100 ปีแล้ว

“รัชกาลที่ 6 ทรงสร้างคุณูปการให้กับบ้านเมืองมากมาย ทั้งด้านการศึกษา ทรงพระราชทานกำเนิด จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย ทรงก่อตั้งกิจการลูกเสือและเสือป่า ทรงสร้างเส้นทางคมนาคม และทรงให้ความสำคัญกับแฟชั่น ทำให้คนไทยรู้จักแต่งตัว โดยทรงนำอารยะแบบตะวันตกมาผสมผสานกับวัฒนธรรมตะวันออกได้อย่างกลมกลืน

”สยามแฟชั่น ที่เราจัดประกวดในครั้งนี้ เพื่อให้ทุกคนตระหนักว่า คนไทยไม่จำเป็นจะต้องแต่งตัวเหมือนใคร เราสามารถแต่งแบบให้เป็นตัวเรา ด้วยการนำเสื้อผ้าแบบฝรั่งมาแต่งแบบไทยเป็นสยามแฟขั่นของเรา ทุกคนแต่งตัวฝรั่งครึ่งไทยได้ เพื่อให้เกิดความภาคภูมิใจในศิลปของไทย”

ดร.ศิรินาฯ กล่าวทิ้งท้ายว่า สิ่งที่อยากเห็นคือทำอย่างไรความเป็นไทยของเราจะเป็นที่ชื่นชม สืบสาน รักษา ต่อยอด ที่พระบาทสมเด็จพระวัชรเกล้าเจ้าอยู่หัวพระราชทานเป็นสิ่งที่มีความสำคัญ ทั้งประวัติศาสตร์ ภูมิปัญญาไทย


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

ชาวบ้านร้อง กมธ.กฎหมายฯ ขอความเป็นธรรม ถูกดำเนินคดีบุกรุกป่า หวั่นเป็นแพะรับบาป

ชาวบ้านร้อง กมธ.กฎหมายฯ ขอความเป็นธรรม ถูกดำเนินคดีบุกรุกป่า หวั่นเป็นแพะรับบาป

เมื่อวันที่ 22 ต.ค.2568 ที่ห้องแถลงข่าว อาคารรัฐสภา ส.ส.วรายุทธ ทองสุข พร้อมด้วยนายสุวรรณ บัวโรย ผู้เชี่ยวชาญประจำตัวและที่ปรึกษาด้านกฎหมาย นำผู้เสียหายเข้ายื่นหนังสือร้องเรียนต่อคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร เพื่อขอความเป็นธรรมในคดีถูกกล่าวหาบุกรุกป่า

ทั้งที่มีพยานและหลักฐานยืนยันความบริสุทธิ์อย่างชัดเจน เพื่อให้ตรวจสอบกระบวนการสอบสวนคดีอาญาที่ 31/2568 สถานีตำรวจภูธรมะขาม จังหวัดจันทบุรี ซึ่งผู้ร้องเชื่อว่ามีความไม่เป็นธรรมในขั้นตอนการดำเนินคดี โดยมี ส.ส.เกียรติคุณ ต้นยาง ที่ปรึกษาคณะ กมธ.การกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน เป็นผู้รับเรื่องร้องเรียน

ผู้ร้องประกอบด้วย นางอมรรัตน์ และ นายวีระเดช ซึ่งถูกกล่าวหาว่า “ร่วมกันก่อสร้าง แผ้วถาง หรือเผาป่า และร่วมกันทำไม้หวงห้าม” ตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พุทธศักราช 2484 ทั้งที่ข้อเท็จจริงปรากฏว่าทั้งสองเป็นเพียงผู้รับซื้อต้นยางพาราในที่ดินเอกสารสิทธิ์ ภ.บ.ท.5 และได้ดำเนินการโดยสุจริต ภายใต้การตรวจสอบจากเจ้าหน้าที่ป่าไม้

มีพยานบุคคลและเจ้าหน้าที่จากหน่วยป้องกันและพัฒนาป่าไม้เขาคิชฌกูฏ จังหวัดจันทบุรี ยืนยันว่าพื้นที่ดังกล่าวอยู่นอกเขตป่าสงวนและอุทยานแห่งชาติ นอกจากนี้ พยานผู้เห็นเหตุการณ์เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2568 ให้การยืนยันว่า ผู้ร้องไม่ได้เป็นผู้ตัดไม้หรือใช้เครื่อง จักรกลใดๆ ในพื้นที่ แต่เป็นบุคคลอื่น โดยมีหลักฐานเป็นภาพถ่าย คลิปวิดีโอ และเสียงบัน ทึกเหตุการณ์ที่สามารถระบุผู้กระทำผิดตัวจริงได้อย่างชัดเจน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้ ผู้ร้องได้ยื่นคำร้องต่อสำนักงานอัยการจังหวัดจันทบุรี เพื่อขอให้มีการสอบสวนเพิ่มเติม หลังพบข้อพิรุธ โดยเฉพาะขั้นตอนการตรวจยึดของกลาง ซึ่งเป็นเพียงเลื่อยยนต์เก่าที่ผู้ร้องนำมามอบให้เจ้าหน้าที่ตามคำขอของพนักงานสอบสวนเอง มิได้ใช้ในการกระทำผิดจริง

นายสุวรรณ บัวโรย กล่าวว่า คดีนี้มีพยานหลักฐานชัดเจนว่าผู้ร้องกระทำโดยสุจริต มีเจ้าหน้าที่รัฐรับรองพื้นที่ก่อนการตัดไม้ แต่กลับถูกดำเนินคดีอาญาอย่างไม่เป็นธรรม จึงต้องขอให้คณะกรรมาธิการฯ ตรวจสอบอย่างละเอียด เพื่อคืนความยุติธรรมให้แก่ผู้บริสุทธิ์ ขณะเดียว กัน ผู้ร้องยังขอให้คณะกรรมาธิการฯ มีหนังสือถึงสำนักงานอัยการจังหวัดจันทบุรี เพื่อให้สั่งสอบสวนเพิ่มเติม รวมถึงเรียกเจ้าหน้าที่ป่าไม้ที่เกี่ยวข้อง และเจ้าหน้าที่ผู้ลงตรวจพื้นที่ มาชี้ แจงข้อเท็จจริง พร้อมเสนอให้มีมาตรการคุ้มครองพยาน เนื่องจากคดีนี้เกี่ยวข้องกับผู้มีอิทธิพลในพื้นที่


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

แพทย์ทหารเตือน “ไข้หวัดใหญ่ใกล้ตัว แนะประชาชนดูแลสุขภาพ”

แพทย์ทหารเตือน “ไข้หวัดใหญ่ใกล้ตัว แนะประชาชนดูแลสุขภาพ”

จากข้อมูลของกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข เตือน โรคไข้หวัดใหญ่ เป็นโรคที่พบมากในช่วงอากาศชื้นและเย็น ช่วงนี้ประเทศไทยมีฝนตกในหลายพื้นที่ ทำให้พบผู้ป่วยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง กลุ่มอายุที่พบสูงสุดคือ กลุ่มอายุ 5 – 9 ปี รองลงมา 0 – 4 ปี สำหรับโรคไข้หวัดใหญ่สามารถติดต่อได้ง่ายจากการสัมผัสสารคัดหลั่ง (น้ำมูก น้ำลาย หรือเสมหะ) ของผู้ป่วยผ่านการไอหรือจาม อาการของโรคจะคล้ายไข้หวัด แต่จะมีอาการปวดกล้ามเนื้อมาก ปวดศีรษะ ไอ เจ็บคอ มีน้ำมูก และอ่อนเพลีย จึงขอให้ประชาชนระมัดระวังป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่อย่างต่อเนื่อง

ในการนี้ พลโท วรเทพ บุญญะ แม่ทัพภาคที่ 3/ผู้บัญชาการศูนย์บรรเทาสาธารณภัย กองทัพภาคที่ 3 และแพทย์ทหาร จึงมีความห่วงใยต่อข้าราชการทหารและครอบครัว ในสังกัดกองทัพภาคที่ 3 รวมทั้งพี่น้องประชาชน ในพื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือ ต่อโรคภัยดังกล่าว จึงขอให้ปฏิบัติตามมาตรการ “ปิด ล้าง เลี่ยง หยุด” ปิด คือปิดปาก ปิดจมูก เมื่อไอ จาม หากเจ็บป่วยด้วยไข้หวัดใหญ่ ควรใส่หน้ากากอนามัย ล้าง คือล้างมือบ่อยๆ ด้วยน้ำและสบู่เมื่อสัมผัสสิ่งของร่วมกัน เลี่ยง คือหลีกเลี่ยงการคลุกคลีใกล้ชิดกับผู้ป่วย หรือไปในสถานที่แออัด และหยุด คือเมื่อป่วยควรหยุดเรียน หยุดงาน หยุดกิจกรรม แม้ผู้ป่วยจะมีอาการไม่มากก็ควรหยุดพักรักษาตัวอยู่ที่บ้านจนกว่าจะหายเป็นปกติ

ย้ำ 7 กลุ่มเสี่ยงที่ต้องระวังเป็นพิเศษ ควรได้รับวัคซีน ได้แก่

  1. หญิงตั้งครรภ์ อายุครรภ์ 4 เดือนขึ้นไป
  2. เด็กอายุ 6 เดือน ถึง 2 ปี
  3. ผู้มีโรคเรื้อรัง ได้แก่ ปอดอุดกั้นเรื้อรัง หอบหืด หัวใจ หลอดเลือดสมอง ไตวาย ผู้ป่วยมะเร็งที่อยู่ระหว่างการได้รับเคมีบำบัด และเบาหวาน
  4. ผู้สูงอายุ 65 ปีขึ้นไป
  5. ผู้พิการทางสมองที่ช่วยเหลือตนเองไม่ได้
  6. โรคธาลัสซีเมีย และผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง ซึ่งรวมผู้ติดเชื้อเอชไอวีที่มีอาการ และ
  7. โรคอ้วน คือผู้ ที่มีน้ำหนักตัวมากกว่า 100 กิโลกรัม หรือมีดัชนีมวลกายมากกว่า 35 กิโลกรัมต่อตารางเมตร ควรฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ปีละ 1 ครั้ง ช่วยลดความรุนแรงของโรค และลดความเสี่ยงการเสียชีวิตจากภาวะแทรกซ้อนของผู้ป่วยได้

ทั้งนี้หากมีอาการป่วยให้รีบพาไปพบแพทย์ เพื่อรับการรักษาที่เหมาะสม โดยสามารถเข้ารับบริการได้ที่โรงพยาบาลทหารทั้ง 10 แห่งในพื้นที่ภาคเหนือ

จึงขอเรียนให้พี่น้องประชาชน ในพื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือทราบ เพื่อให้เกิดความมั่นใจได้ว่า กองทัพภาคที่ 3 โดย โรงพยาบาลทหารทั้ง 10 แห่งในพื้นที่ภาคเหนือ พร้อมที่จะให้การช่วยเหลือประชาชนในยามวิกฤตทุกโอกาส