“ศ.ดร.บังอร” นำ “ม.กรุงเทพธนบุรี” ก้าวสู่เวทีโลกอีกครั้ง รับรางวัล QS Stars 5 ดาว ตอกย้ำความเป็นสถาบันการศึกษาเอกชนระดับสากล

“ศ.ดร.บังอร” นำ “ม.กรุงเทพธนบุรี” ก้าวสู่เวทีโลกอีกครั้ง รับรางวัล QS Stars 5 ดาว ตอกย้ำความเป็นสถาบันการศึกษาเอกชนระดับสากล

วันที่ 6 พฤศจิกายน 2568 : ศาสตราจารย์ ดร.บังอร เบ็ญจาธิกุล อธิการบดีมหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี เข้าร่วมพิธีรับรางวัล QS Stars Ratings อย่างเป็นทางการ ในงาน QS Higher Ed Summit: Asia Pacific 2025 จัดขึ้น ณ มหาวิทยาลัยเกาหลี (Korea University) กรุงโซล สาธารณรัฐเกาหลี

การได้รับรางวัลในครั้งนี้ เป็นอีกก้าวสำคัญของมหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี (BTU) ที่สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการยกระดับมาตรฐานการศึกษาสู่ระดับสากล โดยเฉพาะในด้านการเรียนการสอน (Teaching) ที่มหาวิทยาลัยได้รับการประเมินในระดับ 5 ดาว จากสถาบันจัดอันดับคุณภาพการศึกษาโลก QS (Quacquarelli Symonds)

ศาสตราจารย์ ดร.บังอร เบ็ญจาธิกุล กล่าวว่า “มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรีให้ความสำคัญกับการพัฒนาการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงของโลกยุคใหม่ ทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน นวัตกรรมการสอน และการเรียนรู้แบบบูรณาการ เพื่อสร้าง ‘ผู้เรียนแห่งอนาคต’ ที่มีความพร้อมทั้งด้านวิชาการ กีฬา และทักษะชีวิต”

การได้รับรางวัล QS Stars ในครั้งนี้ เป็นเครื่องยืนยันว่ามหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี BTU ไม่เพียงเป็นสถาบันอุดมศึกษาเอกชนชั้นนำของประเทศไทย แต่ยังสามารถก้าวสู่เวทีโลกอย่างภาคภูมิ พร้อมเดินหน้าพัฒนาศักยภาพของผู้เรียนให้พร้อมเผชิญความท้าทายในศตวรรษที่ 21 อย่างแท้จริง


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

ฉก.ทส. ทวงคืนป่าชายเลน 141 ไร่ พบขบวนการขุดร่องน้ำปล่อยลงทะเล “สจ.ตี๋” นำชาวบ้านท้วง อ้างที่ทำกิน–ท้ารัฐวัดแนวเขต

ฉก.ทส. ทวงคืนป่าชายเลน 141 ไร่ พบขบวนการขุดร่องน้ำปล่อยลงทะเล “สจ.ตี๋” นำชาวบ้านท้วง อ้างที่ทำกิน–ท้ารัฐวัดแนวเขต

เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2568 นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มอบหมายให้ พล.ต.ต.นันทชาติ ศุภมงคล ที่ปรึกษารัฐมนตรีฯ ในฐานะหัวหน้าชุดเฉพาะกิจ (ฉก.ทส.) พร้อมคณะ ลงพื้นที่ตรวจสอบบริเวณหาดพระยา จ.ประจวบคีรีขันธ์ หลังชาวบ้านร้องเรียนว่ามีกลุ่มเอกชนลักลอบขุดร่องน้ำปล่อยน้ำลงทะเล ทำลายระบบนิเวศป่าชายเลน

ผลตรวจสอบพบมีการขุดร่องน้ำจริงในพื้นที่กว่า 2 ไร่ ส่งผลกระทบต่อพื้นที่โดยรอบรวมกว่า 141 ไร่ น้ำไหลผ่านเขตดูแลของกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) กรมอุทยานแห่งชาติเขาสามร้อยยอด และกรมป่าไม้ ก่อนระบายออกสู่ทะเล ทำให้สภาพพื้นที่แห้ง ดินแตกระแหง และระบบนิเวศเริ่มล่ม

ระหว่างตรวจสอบ นายมานพ ตั้งบูรพาจิตร์ หรือ “สจ.ตี๋” รองนายก อบจ.ประจวบคีรีขันธ์ นำชาวบ้านรวมตัวคัดค้าน ยืนยันพื้นที่เป็นที่ทำกินของชาวบ้านที่ซื้อต่อกันด้วยปากเปล่า ไม่มีเอกสารสิทธิ พร้อมท้ารัฐวัดแนวเขตพิสูจน์ว่าเป็นป่าชายเลนจริงหรือไม่ พร้อมโต้การดำเนินการของเจ้าหน้าที่ว่า “รัฐกลั่นแกล้งชาวบ้าน” และเตรียมฟ้องกลับ

ด้าน พล.ต.ต.นันทชาติฯ ย้ำว่า พื้นที่ดังกล่าวอยู่ในแนวเขตป่าชายเลนตามราชกิจจานุเบกษาปี 2509 และ 2525 และมีมติคณะรัฐมนตรีปี 2530 กำหนดให้เป็นพื้นที่อนุรักษ์ลำดับที่ 11 ของประเทศ จึงถือเป็นเขตป่าหวงห้าม พร้อมสั่งให้กรมอุทยานฯ (ทช.) และกรมป่าไม้ ร่วมกันแจ้งความดำเนินคดีผู้บุกรุก

“พื้นที่นี้เป็นสมบัติของชาติ ไม่ใช่ของใครคนใดคนหนึ่ง การขุดร่องน้ำเช่นนี้ทำลายระบบนิเวศรุนแรง เป็นความเห็นแก่ตัวที่ไม่ควรเกิดขึ้น” พล.ต.ต.นันทชาติฯ กล่าว พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า การขุดร่องน้ำหลายจุดเชื่อมต่อกัน อาจเป็น “ขบวนการ” ที่ร่วมมือกันเปลี่ยนสภาพพื้นที่เพื่ออ้างสิทธิ์ในอนาคต

ขณะที่นายเผด็จ ลายทอง รองอธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง เปิดเผยว่า พื้นที่ดังกล่าวอยู่ในเขตป่าชายเลนตามมติ ครม. ปี 2530 ห้ามใช้ประโยชน์โดยไม่ได้รับอนุญาต แม้บางส่วนจะไม่เหลือสภาพป่า แต่ยังถือเป็นเขตสงวนหวงห้าม เนื่องจากเชื่อมโยงกับระบบนิเวศชายฝั่งโดยตรง โดยจะตรวจสอบเอกสารสิทธิ หากออกหลังปี 2530 จะถูกตรวจสอบย้อนหลังด้วยภาพถ่ายทางอากาศ และดำเนินคดีตามกฎหมาย

นายสุคิด เรืองเรื่อ นักวิชาการป่าไม้ เผยว่า การปล่อยน้ำไหลลงทะเลทำให้ระบบน้ำขึ้นน้ำลงเสียสมดุล ดินพัง ต้นไม้ตาย สัตว์น้ำและนกอพยพหายไป ส่งผลให้การฟื้นฟูป่าชายเลนทำได้ยากยิ่ง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ล่าสุด พล.ต.ต.นันทชาติฯ ได้สั่งให้สร้างฝายชะลอน้ำเพื่อรักษาระบบน้ำในพื้นที่ พร้อมมอบหมายให้กรมอุทยานฯ (ทช.) และกรมป่าไม้ แจ้งความดำเนินคดีในฐานะผู้เสียหายร่วม


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

กระทรวง อว.ร่วมจัดงานประชุมประจำปีสมาคมอุทยานวิทยาศาสตร์แห่งเอเชียครั้งที่ 28 ASPA Annual Conference 2025 อย่างยิ่งใหญ่

กระทรวง อว. โดย สวทช. อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทยและอุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาคทั่วประเทศร่วมกันจัดงานประชุมประจำปีสมาคมอุทยานวิทยาศาสตร์แห่งเอเชียครั้งที่ 28 ASPA Annual Conference 2025 อย่างยิ่งใหญ่

วันที่ 4 พฤศจิกายน 2568 ณ Grand Ballroom ชั้น 2 โรงแรมมิลเลนเนียม ฮิลตัน : กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย (Thailand Science Park) รวมถึงอุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาคทั่วประเทศภายใต้สำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สป.อว.) เป็นเจ้าภาพในการจัดประชุมประจำปีสมาคมอุทยานวิทยาศาสตร์แห่งเอเชีย (ASPA Annual Conference 2025) ครั้งที่ 28 เวทีระดับนานาชาติภายใต้สมาคมอุทยานวิทยาศาสตร์เอเชีย (Asian Science Park Association, ASPA) ที่ส่งเสริมความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ระหว่างอุทยานวิทยาศาสตร์ในเอเชีย ซึ่งมีสมาชิกจากกว่า 15 ประเทศทั่วเอเชีย

โดยในปีนี้ประเทศไทยได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมภายใต้หัวข้อ “บทบาทของอุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในการส่งเสริมองค์กรธุรกิจสู่เส้นทางอีเอสจี (The Role of Science and Technology Parks in Facilitating Corporates on the ESG Journey)” โอกาสนี้ได้รับเกียรติจากนางสาวพิมพ์พร ชีวานันท์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เป็นประธานเปิดงาน และได้รับเกียรติจากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ อาทิ สก็อตแลนด์ สาธารณรัฐเกาหลี สาธารณรัฐประชาชนจีนและภูฎาน ที่มาร่วมแบ่งปันประสบการณ์เกี่ยวกับระบบนิเวศนวัตกรรม (Innovation Ecosystem) และการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนเพื่อผู้ประกอบการธุรกิจเทคโนโลยีด้านเศรษฐกิจ สังคม และการกำกับดูแล (อีเอสจี)

นางสาวพิมพ์พร ชีวานันท์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวง (อว.) กล่าวว่า นับเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้ต้อนรับทุกท่านที่เข้าร่วมงานการประชุมประจำปี ASPA ครั้งที่ 28 ในนามของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย (Thailand Science Park) และอุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาค (Regional Science Parks) ทั่วประเทศ เชื่อมั่นว่าการเติบโตอย่างยั่งยืนเริ่มต้นจากระบบนิเวศนวัตกรรมที่เราสร้างขึ้นร่วมกัน ซึ่งการประชุมครั้งนี้เป็นมากกว่าการประชุมวิชาการประจำปี เพราะเป็นการรวมตัวของพันธมิตรในแถบเอเชียและยุโรป มิตรภาพที่ไร้พรมแดน ผ่านแนวคิด “บทบาทของอุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในการส่งเสริมองค์กรธุรกิจสู่เส้นทางอีเอสจี” ที่สะท้อนถึงความมุ่งมั่นร่วมกันที่จะขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงผ่านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และความร่วมมือเพื่อประโยชน์ต่อเศรษฐกิจและสังคมโลก

“ปัจจุบันอีเอสจีไม่ใช่ทางเลือกอีกต่อไป องค์กรธุรกิจทั่วโลกกำลังเปลี่ยนจากความตั้งใจไปสู่การลงมือปฏิบัติ และอุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีได้กลายเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงนี้ อุทยานฯ ได้นำวิสัยทัศน์ของภาครัฐ ความเชี่ยวชาญทางวิชาการ และนวัตกรรมของภาคเอกชนมารวมกัน เพื่อเปลี่ยนแนวคิดที่ยั่งยืนให้กลายเป็นผลกระทบที่เกิดขึ้นจริงและสามารถขยายขนาดได้

ทั้งนี้ในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา ประเทศไทยได้จัดตั้งเครือข่ายอุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาคทั่วประเทศ โดยแต่ละแห่งได้รับการกำหนดรูปแบบตามจุดแข็งของท้องถิ่น แต่รวมเป็นหนึ่งภายใต้ภารกิจเดียวกัน คือ การขยายการเข้าถึงงานวิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อการเติบโตทางธุรกิจด้วยนวัตกรรมอย่างยั่งยืน” นางสาวพิมพ์พรฯ กล่าว

สำหรับอุทยานวิทยาศาสตร์ของกระทรวง (อว.) มี บทบาทสำคัญ 5 ประการ

  • ประการแรก เป็นตัวเร่งปฏิกิริยานวัตกรรม เปลี่ยนความท้าทายในท้องถิ่นให้กลายเป็นแนวทางแก้ไข
  • ประการที่สอง เป็นผู้สร้างระบบนิเวศ เชื่อมโยงชุมชนระดับภูมิภาคเข้ากับเครือข่ายระดับประเทศ
  • ประการที่สาม เป็นตัวกลางในการเชื่อมโยงอุตสาหกรรม สถาบันการศึกษา และนักลงทุน
  • ประการที่สี่ เป็นกลไกหลักในการพัฒนาศักยภาพ บ่มเพาะผู้ประกอบการธุรกิจสีเขียวในรุ่นถัดไป และ
  • ประการสุดท้าย เป็นประตูสู่ตลาดต่างประเทศผ่านกลไกการสนับสนุนจากอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย และโอกาสในการร่วมมือด้านวิจัยและพัฒนากับบริษัทเอกชนในอุทยานฯ กว่า 120 บริษัท ซึ่ง 40% เป็นบริษัทข้ามชาติ

เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวง (อว.) กล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตามสิ่งที่ทำให้โมเดลของประเทศไทยมีเอกลักษณ์คือ การเชื่อมโยงของเครือข่าย ความก้าวหน้าในภูมิภาคหนึ่งสามารถเป็นประโยชน์ต่อภูมิภาคอื่น ๆ ได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งพิสูจน์ให้เห็นว่านวัตกรรมไม่ได้เป็นของเมืองใดเมืองหนึ่ง แต่เป็นของทุกชุมชน ดังนั้นการขับเคลื่อนธุรกิจนวัตกรรมผ่านกลไกการสนับสนุนทั้งจากอุทยานวิทยาศาสตร์ไทยและอุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาค เป็นกำลังหลักในการกำหนดรูปแบบระบบนิเวศนวัตกรรมที่มีพลวัตมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก การรวมตัวกันภายใต้ ASPA 2025 นี้ มีทั้งโอกาสและความรับผิดชอบในการเร่งการเปลี่ยนผ่านด้านอีเอสจีขององค์กรธุรกิจ กระชับความร่วมมือให้แน่นแฟ้นมากขึ้น เพื่อเสริมสร้างเครือข่ายระดับภูมิภาค และแสดงให้เห็นว่าอุทยานวิทยาศาสตร์ไม่ได้เป็นโครงสร้างพื้นฐานสำหรับงานด้านการวิจัยและพัฒนา แต่เป็นพื้นที่ที่เร่งให้ธุรกิจเทคโนโลยีและนวัตกรรมเติบโตได้เร็วขึ้นผ่านการเชื่อมโยงกับทุกมิติที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งในส่วนของภาครัฐและภาคเอกชน

ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ กล่าวว่า (สวทช.) ในฐานะหน่วยงานหลักที่ดูแลอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย และเป็นแกนกลางของระบบนิเวศนวัตกรรมของชาติ มีความมุ่งมั่นอย่างยิ่ง ที่จะใช้ศักยภาพด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม (วทน.) ขับเคลื่อนภาคธุรกิจให้ก้าวสู่เส้นทางอีเอสจีอย่างเป็นรูปธรรม โดยการเป็นเจ้าภาพของประเทศไทยในครั้งนี้เป็นการตอกย้ำถึงศักยภาพ ความพร้อมและความมุ่งมั่นของประเทศในการเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมในภูมิภาคเอเชียรวมถึงบทบาทสำคัญของอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทยในการเป็นกลไกหลักเพื่อส่งเสริมให้ภาคธุรกิจปรับตัวและเติบโตอย่างยั่งยืน

ด้าน ดร.จุฬารัตน์ ตันประเสริฐ รองผู้อำนวยการ (สวทช.) และผู้อำนวยการอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย กล่าวว่า ในฐานะเจ้าภาพจัดงาน ASPA 2025 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 3–6 พฤศจิกายน 2568 มีผู้นำจากอุทยานวิทยาศาสตร์กว่า 15 ประเทศทั่วเอเชียและยุโรป รวมถึงภาคเอกชน นักลงทุน และผู้กำหนดนโยบาย เพื่อร่วมแลกเปลี่ยนแนวคิด ความร่วมมือ และทิศทางการขับเคลื่อนระบบนวัตกรรมเพื่อความยั่งยืนของโลกใบนี้

โดยตลอดการจัดงานมีการบรรยายหัวข้อสัมมนาที่น่าสนใจ อาทิ “เสริมพลังพันธมิตรบนเส้นทางอีเอสจี: เจาะลึกข้อมูลเชิงลึกระดับนานาชาติจากเขตนวัตกรรมกลาสโกว์” (Empowering Partners on the ESG Journey: International Insights from Glasgow’s Innovation Districts) โดยศาสตราจารย์จูเลียน เทย์เลอร์,หัวข้อ “ความร่วมมือข้ามพรมแดนด้านอีเอสจี: เส้นทางสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน” (Cross-Border ESG Partnerships: A Pathway to Sustainable Growth) โ ดยศาสตราจารย์ฮีควัน ลี ผู้อำนวยการคลัสเตอร์นวัตกรรมอินชอน (Incheon Innovation Cluster) เกาหลีใต้, และหัวข้อ “การขับเคลื่อนการเติบโตที่ยึดหลักอีเอสจี: รูปแบบธรรมาภิบาลที่สนับสนุนอุทยานวิทยาศาสตร์และสตาร์ทอัป” (Enabling ESG-Driven Growth: Governance Models Supporting Science Parks and Startups) โดยคุณปีเตอร์ ม็อก ประธานฮับ อิเล็กทรอ นิกส์เควียนไฮ (Qianhai E-Hub) จีน นอกจากนี้ยังมีการบอกเล่าและแชร์ประสบการณ์ของสตาร์ทอัปไทยและภูฎานในหัวข้อ “2 กรณีการใช้งานจริงในการแก้ปัญหาแบบอีเอสจีที่เกิดขึ้นใหม่” (2 Real-World Use Cases on Emerging ESG Solutions) เป็นการฉายภาพให้เห็นถึงรูปแบบการส่งเสริมและสนับสนุนสตาร์ทอัปของทั้ง 2 ประเทศผ่านกลไกของหน่วยงานที่ขับเคลื่อนนวัตกรรม รวมทั้งยังมี หัวข้อการสนทนาพิเศษ (Fireside Chat) “ยิ่งกว่าโครงสร้างพื้นฐาน: พลังที่แท้จริงของอุทยานวิทยาศาสตร์ในยุคอีเอสจี” (Beyond Infrastructure: The Real Power of Science Parks in the ESG Era) โดยศาสตราจารย์ฮีควัน ลี และคุณปีเตอร์ ม็อก ดำเนินรายการโดย คุณวัชรินทร์ วิทยาเวชรศักดิ์ ผู้อำนวยการสมาคมไทยบิสป้า (Thai-BISPA) ซึ่งได้รับความสนใจจากผู้ร่วมงานทั้งในและต่างประเทศมาร่วมรับฟังและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่างคับคั่ง


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

สุชาติชง ครม. ไฟเขียว! ไทยยกระดับ NDC 3.0 เร่งขับเคลื่อน Net Zero 2050 สู้โลกเดือด พลิกโอกาสเศรษฐกิจยั่งยืน

สุชาติชง ครม. ไฟเขียว! ไทยยกระดับ NDC 3.0 เร่งขับเคลื่อน Net Zero 2050 สู้โลกเดือด พลิกโอกาสเศรษฐกิจยั่งยืน

นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (รมว.ทส.) เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2568 มีมติเห็นชอบต่อร่างเป้าหมายการมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนด ฉบับที่ 2 (NDC 3.0) ซึ่งเป็นก้าวสำคัญในการเร่งเป้าหมาย Net Zero ให้เร็วขึ้น 15 ปี เพื่อให้สอดคล้องกับ 1.5 ºC Pathway ตามนโยบายของรัฐบาลข้อ 13 การผลักดันสังคมคาร์บอนต่ำ ที่นายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล แถลงต่อรัฐสภา โดยมุ่งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในทุกภาคส่วนของเศรษฐกิจ (Economy-wide) ณ ปี ค.ศ.2035 (พ.ศ.2578) และเร่งเพิ่มเป้าหมายการดูดกลับก๊าซเรือนกระจกในภาคป่าไม้และการใช้ประโยชน์ที่ดิน (LULUCF) ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยมีระดับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิ 152 MtCO2eq หรือลดลงร้อยละ 47 จากระดับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในปี ค.ศ.2019 รวมถึงได้จัดทำแผนการลงทุนเพื่อดึงเม็ดเงินจากต่างประเทศ 230,000 ล้านบาท ในการสนับสนุนไทยลดก๊าซเรือนกระจก 32.8 MtCO2eq ตามเงื่อนไขของความตกลงปารีส

รมว.ทส. เน้นย้ำว่า การยกระดับเป้าหมาย NDC 3.0 เป็นการเร่งรัดการดำเนินงานตามข้อสั่งการของท่านนายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล เพื่อให้บรรลุตามนโยบายที่รัฐบาลได้แถลงไว้ต่อรัฐสภาโดยเร็ว ทั้งยัง จะเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ที่จะช่วยให้ประเทศไทยมีแต้มต่อในเวทีโลก เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทางการค้าระหว่างประเทศ มีศักยภาพดึงดูดการลงทุนสีเขียวและสร้างงานใหม่ๆ ในภาคเศรษฐกิจที่กำลังเปลี่ยนผ่านไปสู่การพัฒนาแบบปล่อยคาร์บอนต่ำ โดยกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (สส.) ได้จัดส่ง NDC 3.0 ในช่วงบ่ายของวันที่ 4 พฤศจิกายน 2568 ต่อ UNFCCC และจะนำเสนอต่อที่ประชุม COP 30 ณ เมืองเบเล็ง สหพันธ์สาธารณรัฐบราซิล เพื่อประกาศความมุ่งมั่นของไทยในเวทีโลกอย่างเป็นทางการ รวมถึงเร่งการจัดทำแผนปฏิบัติการ (Action Plan) ร่วมกับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อแปลงเป้าหมายสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมกับการเชื่อมโยงระบบติดตามผลแบบดิจิทัล (Digital Tracking) เพื่อให้การดำเนินงานมีความโปร่งใส รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพต่อไป


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

มาตรการแบนบุหรี่ไฟฟ้าเหลว ก่อปัญหาสังคม-ตลาดมืดพุ่ง ผู้ใช้เรียกร้องทางเลือกใหม่

มาตรการแบนบุหรี่ไฟฟ้าเหลว ก่อปัญหาสังคม-ตลาดมืดพุ่ง ผู้ใช้เรียกร้องทางเลือกใหม่

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์นโยบายแบนบุหรี่ไฟฟ้าในประเทศไทย หลังจากที่กลุ่มผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้าออกมาเรียกร้องให้ทบทวนมาตรการดังกล่าวซึ่งบังคับใช้นานนับทศวรรษ โดยระบุว่านโยบายนี้ไม่เพียงแต่ล้มเหลวในการลดจำนวนผู้ใช้ แต่ยังเป็นชนวนให้ตลาดมืดเฟื่องฟู เกิดปัญหาทางสังคมอย่างกว้างขวางรวมทั้งการตีความคำแนะนำของ WHO แบบผิดๆ เพราะบุหรี่ไฟฟ้ายังขายได้อย่างถูกกฎหมายใน 91 ประเทศ กลุ่มผู้ใช้จึงเสนอให้รัฐบาลพิจารณาทางเลือกใหม่ในการควบคุมที่เหมาะสมกับสังคมไทย ภายหลังที่องค์การอนามัยโลก เผยข้อมูลเกี่ยวกับจำนวนผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้าทั่วโลก ผ่านรายงานแนวโน้มอัตราการใช้ยาสูบโลกในช่วงปี 2000–2024 และการคาดการณ์ในช่วงปี 2025–2030 (WHO global report on trends in prevalence of tobacco use 2000–2024 and projections 2025–2030) ระบุว่าทั่วโลกมีผู้สูบบุหรี่ไฟฟ้าถึงกว่า 100 ล้านคน โดยเป็นผู้ใหญ่ในประเทศรายได้สูงกว่า 86 ล้านคน และเยาวชนอายุ 13-15 ปี มากถึง 15 ล้านคน สำหรับในประเทศไทย ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติปี 2567 พบคนไทยใช้บุหรี่ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น 11.44 เท่า จากเดิม 78,742 คนในปี 2564 เป็น 900,459 ในปี 2567

นายอาสา ศาลิคุปต แกนนำกลุ่มลาขาดควันยาสูบ (ECST) ระบุว่า “แม้ไทยจะบังคับใช้กฎหมายแบนบุหรี่ไฟฟ้ามานานกว่า 10 ปี แต่จำนวนผู้ใช้กลับเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด สะท้อนถึงความล้มเหลวของนโยบายการแบนบุหรี่ไฟฟ้าที่ไม่ได้ช่วยลดจำนวนผู้ใช้ ซ้ำยังผลักดันให้เกิดตลาดมืด การทุจริต และปัญหาสังคมในหมู่เด็กและเยาวชน ไม่มีการควบคุมคุณภาพผลิตภัณฑ์ ทำให้เกิดความเสี่ยงของการปนเปื้อนของสารเสพติด และอันตรายจากอุปกรณ์”

“ปัญหาอยู่ที่ไทยมักอ้างอิงนโยบายของ WHO ในการควบคุมยาสูบตามกรอบอนุสัญญาว่าด้วยการควบคุมยาสูบ (FCTC) อย่างเคร่งครัด ถ้าให้เทียบก็เท่ากับเด็กดีแถวหน้าที่เชื่อฟังทุกอย่างไม่มีปากเสียง แต่สิ่งที่ทั้งไทยและ WHO มองข้ามเสมอคือยังมีผู้สูบบุหรี่อีกจำนวนมากที่ไม่อยากเลิกบุหรี่ ซึ่งคนเหล่านี้ควรได้รับคือโอกาสในการเข้าถึงข้อมูลและผลิตภัณฑ์ที่มีอันตรายต่อสุขภาพที่น้อยกว่าเมื่อเทียบกับการสูบบุหรี่”

นายอาสาฯ ย้ำว่า “ถ้าพิจารณาตามรายงานของ WHO จริงๆ ก็จะเห็นว่ามี 91 ประเทศทั่วโลกควบคุมบุหรี่ไฟฟ้าให้ถูกต้องตามกฎหมาย แต่หน่วยงานสาธารณสุขไทยกลับอ้างเสมอว่าการแบนคือทางออกที่ดีที่สุดตามที่ WHO แนะนำ ในเดือนพฤศจิกายนนี้จะมีงานประชุมระดับโลกของกรอบอนุสัญญาว่าด้วยการควบคุมยาสูบขององค์การอนามัยโลก (WHO FCTC) ที่ไทยจะมีผู้แทนจากฝั่งสาธารณสุขเข้าร่วมประชุมเป็นหลัก ผลที่ออกมาก็คงหนีไม่พ้นการเดินตามก้น WHO โดยไม่สนใจความเป็นจริงที่เกิดขึ้นในสังคมไทยและไม่รับฟังเสียงของผู้ใช้กว่า 1 ล้านคน”

นายอาสาฯ กล่าวทิ้งท้ายว่า “การที่ไทยยังคงยึดติดกับการแบนเป็นการเพิกเฉยต่อปัญหาจากบุหรี่ไฟฟ้าทั้งในด้านสังคมและสุขภาพที่เกิดขึ้นจริงในไทย ปัญหาการใช้บุหรี่ไฟฟ้าในพื้นที่ที่ไม่เหมาะสม การควบคุมคุณภาพสินค้าไม่ได้ การลักลอบผสมสารเสพติด และการเข้าถึงของเด็กและเยาวชนผ่านช่องทางออนไลน์ก็จะยังคงอยู่ต่อไป ตราบใดที่ภาครัฐยังคงปฏิเสธที่จะเปิดทางเลือกในการควบคุมภายใต้กฎหมายที่สอดคล้องกับความเป็นจริงของสังคมไทย”


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

ชาวบ้านกรูด จัดพิธี ถวายความอาลัย ในกิจกรรมลอยกระทง มีชาวบ้านร่วมพิธี จำนวนมาก

ประจวบคีรีขันธ์ – ชาวบ้านกรูดจัดพิธี ถวายความอาลัย ในกิจกรรมลอยกระทง มีชาวบ้านร่วมพิธี จำนวนมาก

เมื่อค่ำวันที่ 5 พ.ย.68 ที่บริเวณคลองวังพลูสถานที่จัดงาน ประเพณีลอยกระทง ประจำปี 2568 ตำบลธงชัย อำเภอบางสะพาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ทางเทศบาลตำบลบ้านกรูด ได้ร่วมจัดพิธีถวายความอาลัย เพื่ออุทิศถวายเป็นพระราชกุศลสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

โดยมี นายอิศรา กาญจนรัตน์ นายกเทศมนตรีตำบลบ้านกรูด พร้อม นายสมหมาย ปานทอง อุปนายกสมาคมกำนันผู้ใหญ่บ้านแห่งประเทศไทย นายวิฑูรย์ พุกจันทร์ สมาชิกสภาจังหวัด (สจ.) นายวิชาญ แก้วจีน ประธานสภาเทศบาลตำบลบ้านกรูด นายณฐพล ภูมิรินทร์ ปลัดเทศบาล พร้อมคณะผู้บริหาร สมาชิกสภาเทศบาล ข้าราชการ พนักงานเทศบาล ผู้บริหารสถานศึกษา บุคลากรทางการศึกษา ผู้นำชุมชน และประชาชนในพื้นที่ เข้าร่วมพิธี

จากนั้น นายอิศรา กาญจนรัตน์ นายกเทศมนตรีตำบลบ้านกรูด พร้อม นายสมหมาย ปานทอง อุปนายกสมาคมกำนันผู้ใหญ่บ้านแห่งประเทศไทย พร้อม ผู้นำชุมชน ได้ร่วมมอบทุนการศึกษาให้แก่โรงเรียนในเขตตำบลธงชัย จำนวน 7 โรงเรียน จากรายได้หลังจากการจัดกิจกรรม “บ้านกรูดรันเดอร์แลนด์” BANKRUT RUNDERLAND 2025 ครั้ง เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ได้แก่ โรงเรียนธงชัยวิทยา โรงเรียนวัดดอนยาง โรงเรียนวัดธงชัยธรรม จักร โรงเรียนวัดถ้ำคีรีวงศ์ โรงเรียนบ้านหนองระแวง โรงเรียนบ้านหนองมงคล และโรงเรียนบ้านดอนสำราญ

นอกจากนี้ ยังได้มอบทุนช่วยเหลือผู้ประสบอัคคีภัยบ้านไฟไหม้ จากกองทุนพระตำหนักเสด็จเตี่ยกรมหลวงชุมพรฯ เขาธงชัย จำนวน 4 ครอบครัว จากนั้นได้ร่วมกันลอยกระทงประจำปี ซึ่งมีประชาชนเข้าร่วมกิจกรรมจำนวนมาก



ข่าว ณัฐธภพ พันสาย / จ.ประจวบคีรีขันธ์ 0649646443

ชนะเลิศอันดับ 1 ประกวดประดิษฐ์กระทง โครงการสืบสานประเพณีลอยกระทง องค์การบริหารส่วนตำบลวังตะกู

ชนะเลิศอันดับ 1 ประกวดประดิษฐ์กระทง โครงการสืบสานประเพณีลอยกระทง องค์การบริหารส่วนตำบลวังตะกู

วันที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568 นายจักร ลิ่มบุตร ผู้บัญชาการเรือนจำกลางนครปฐม นำคณะเจ้าหน้าที่ชมรม TO BE NUMBER ONE ฝ่ายการศึกษาและพัฒนาจิตใจ เรือนจำกลางนคร ปฐม เข้าร่วมโครงการสืบสานประเพณีลอยกระทง ประจำปี 2568 และร่วมประกวดประดิษฐ์กระทง ซึ่งองค์การบริหารส่วนตำบลวังตะกู ได้จัดขึ้น ณ ริมคลองเจดีย์บูชา วัดวังตะกู เพื่อเป็นการอนุรักษ์วัฒนธรรมประเพณีอันดีงามของท้องถิ่น ส่งเสริมการมีส่วนร่วม และความสามัคคีในชุมชน ซึ่งในการประกวดประดิษฐ์กระทงในครั้งนี้เรือนจำกลางนครปฐม ได้รับราง วัลชนะเลิศอันดับ 1

สมคิด พรมมี ผู้สื่อข่าว นครปฐม

สุพรรณบุรี แห่ลอยกระทงรอบโบสถ์วัดดอนคา แห่งแรกของภาคกลาง


ที่จังหวัดสุพรรณบุรี วัดโภคาราม (วัดดอนคา) ตำบลดอนคา อำเภออู่ทอง ได้ร่วมกับชาวบ้านดอนจัดงานประเพณีลอยกระทงรอบอุโบสถ์ ซึ่งได้จัดติดต่อกันมาปีนี้เป็นปีที่ 18 มีนักท่องเที่ยว ชาวบ้านทุกเพศทุกวัย วัย จากทั่วสารทิศจำนวนมากพาครอบครัว มาลอยกระทง กันอย่างคึกคัก ภายในงานนอกจากลอยกระทงรอบโบสถ์แล้วยังมี การลอยกระทงสวรรค์ ชิงโชค ซึ่งทำจากกระดาษที่ย่อยสลายได้ง่ายผูกติดลูกโป่ง ปล่อยลอยขึ้นฟ้า ชิงรางวัลถ้าลูก โป่งลูกไหนลอยเข้าฝาชี หรือสุ่มปลาที่แขวนเอาไว้ก็จะได้รับรางวัล มีทั้งเครื่องพ่นยา จักยานสองล้อ เก้าอี้ฮ่องเต้ ผ้าหลา อย่างดีสำหรับตัดเสื้อ ถังน้ำพลาสติก และบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ให้ได้ลุ้นรับกัน

พระครูปลัดชัยยศ ตนฺติปาโล เจ้าอาวาสวัดโภคาราม (ดอนคา) กล่าวว่าวัตถุประสงค์การจัดประเพณีลอยกระทงรอบอุโบสถ์ เกิดจากดำริของหลวงพ่อพระครูกิตติสุวรรณวัฒน์ อดีตเจ้าอาวาสวัดดอนคา อดีตที่ปรึกษาเจ้าคณะอำเภออู่ทอง เป็นผู้ริเริ่ม เป็นการอนุรักษ์ประเพณีอันดีงามของไทยให้คงอยู่สืบไปแล้ว ยังเป็นการอำนวยความสะดวกและความปลอดภัยให้ผู้เฒ่าผู้แก่ ผู้สูงอายุ ประชาชน และเด็กเล็กที่จะมาลอยกระทงในยามค่ำคืน เพื่อเป็นการป้องกันช่วยลดอุบัติเหตุ และช่วยป้องกันคนจมน้ำเสียชีวิต รวมทั้งการจัดเก็บกระทงก็สะดวกและง่าย ช่วยลดมลพิษทางน้ำได้ ซึ่งวัสดุที่ทำกระทงก็เป็นวัสดุจากธรรมชาติ เช่นใบตองกล้วย และวัสดุธรรมชาติ อื่นๆ ที่ย่อยสลายได้ง่าย เรียกได้ว่า ไหว้พระอิ่มบุญ ลอยกระทงสุขใจ ปลอดภัยจากการจมน้ำ

โดยทางวัดดอนคา ได้จัดสถานที่ สูบน้ำใส่รอบกำแพงอุโบสถ์ ไว้ให้ชาวบ้านได้มาลอยกระทงเพื่อถวายเป็นพุทธบูชา เป็นการขอขมาพระแม่คงคา แล้วยังได้ปิดทองหลวงพ่อพระใหญ่ พระพุทธรูปเก่าแก่ และศักดิ์สิทธิ์ที่ประชาชนทั่วไปให้ความเคารพนับถือเลื่อมใสศรัทธา ได้กราบสักการะขอพร เพื่อความเป็นสิริมงคล ขอพรใดก็จะสมหวัง ดังใจปรารถนา

ในปีนี้ทางวัดได้จัดลอยกระทงเพื่ออนุรักษ์สืบสานรักษา ประเพณีอันดีงามของไทยเอาไว้ ให้คงอยู่สืบไป ให้ประชาชน นักท่องเที่ยวได้มาขอขมาพระแม่คงคา ได้ไหว้ขอพร หลวงพ่อพระใหญ่ พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ ที่ชาวบ้านดอนคา และชาวบ้านทั่วให้ความเคารพศรัทธา โดยปีนี้ทางวัดได้งดกิจกรรมรื่นเริงทุกประเภท เนื่องจากปีนี้เป็นปีที่คนไทยทั้งประเทศกำลังเศร้าโศกเสียใจ ที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จสวรรคต ขอน้อมกราบถวายอาลัย พระผู้เสด็จสู่สวรรคาลัย ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ธ สถิตในดวงใจไทยนิรันดร์


ภัทรพล พรมพัก สุพรรณบุรี

ครอบครัวชาวสุราษฏร์ฯ 7 คน เดินเท้าจากสุราษฏร์ฯ เข้าเขตทับสะแกแล้ว เพื่อไปเคารพพระบรมศพสมเด็จพระพันปีหลวง ถวายความจงรักภักดี

ประจวบคีรีขันธ์ – ครอบครัวชาวสุราษฏร์ฯ 7 คน เดินเท้าจากสุราษฏร์ฯ เข้าเขตทับสะแกแล้ว เพื่อไปเคารพพระบรมศพสมเด็จพระพันปีหลวง ถวายความจงรักภักดี

จากกรณี นายเสนอ เกิดแก้วหรือหนึ่ง อายุ 62 ปี ชาว อ.ท่าชนะ จ.สุราษฎร์ธานี เจ้าของสวนยางพารา พร้อมด้วย ลูกชาย และลูกเขย รวม 7 คน เดินทางออกจากบ้านพักในพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี ตั้งแต่เมื่อเช้าวันที่ 26 ต.ค.68 ที่ผ่านมา เพื่อเข้าร่วมถวายอาลัยและสักการะพระ บรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ พระบรมมหาราชวัง

ล่าสุด เมื่อเวลา 08.00 น. วันที่ 5 พฤศจิกายน 2568 ครอบครัว นายเสนอ แก้วเกิด เดินทางเข้าพื้นที่ ต.อ่างทอง อ.ทับสะแก จ.ประจวบคีรีขันธ์ ขณะเดียวกันเมื่อช่วงคืนที่ผ่านมาทั้งหมดได้หยุดพักผ่อนหลับนอนที่ วัดรักดีคีรีวัน ต.ชัยเกษม อ.บางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์ เขตรอยต่อ อ.ทับสะแก

โดยนายเสนอ แก้วเกิด กล่าวว่าตนและครอบครัว ออกเดินทางเป็นวันที่ 11 แล้ว ระยะทางกว่า 280 กม. ซึ่งการเดินไม่ได้ตั้งเป้าหมายว่าวันหนึ่งต้องเดินกี่กิโลเมตร มืดไหนนอนนั้น เดินไปเรื่อยๆเหนื่อยก็พัก ซึ่งการแสดงออกถึงความจงรักภักดีครั้งนี้เป็นครั้งแรกของคนในครอบครัว และไม่มีอุปสรรคใดๆระยะเวลาการเดินทางมีเพียงบางช่วงที่มีฝนตกลงมาอย่างหนักจำเป็นต้องหยุดเดิน คาดว่าจะเดินเท้าผ่านจังหวัดประจวบได้คงใช้เวลาไม่น้อยกว่า 5 วัน ซึ่งนี้เป็นวันที่ 3 แล้ว เนื่องจากจังหวัดประจวบตั้งแต่ อ.บางสะพานน้อยจนถึง อ.หัวหินมีระยะทางกว่า 220 ก.ม.

ที่ผ่านมา การเดินเท้าครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงการเดินทาง แต่คือการแสดงออกถึงความจงรักภักดีอย่างสุดหัวใจของคนในครอบครัว และพสกนิกรที่ต้องการน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของ แม่ของแผ่นดิน อย่างใกล้ชิดที่สุด

จากนั้นนายเสนอได้เดินทางออกจากร้านข้าวแกง อาหารเช้าของวันนี้ ไปตามริมถนนเพชร เกษมขาขึ้นกรุงเทพโดยมีนายสิทธิชัย ทองสุวรรณ อายุ 27 ปี ลูกเขย ถือพระฉายาลักษณ์ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เดินนำหน้าขบวน มีอาสาสมัครกู้ภัยตำรวจทางหลวง มูลนิธิสว่างรุ่งเรืองฯ อำนวยความสะดวกด้านการจราจร โดยค่ำวันนี้น่าจะพักที่คลองวาฬ เขตเมืองประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งจะมีชาวบ้านที่เห็นคณะเดินก็จะมอบของ น้ำ ของกิน เพื่อเป็นขวัญกำลังใจในการเดินครั้งนี้



ข่าว ณัฐธภพ พันสาย / จ..ประจวบคีรีขันธ์ 0649646443

ชาวบ้านดอนคา สืบสานประเพณีลอยกระทงรอบโบสถ์แห่งแรกของภาคกลาง

สุพรรณบุรี – ชาวบ้านดอนคา สืบสานประเพณีลอยกระทงรอบโบสถ์แห่งแรกของภาคกลาง

วัดโภคาราม (วัดดอนคา) ตำบลดอนคา อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี ร่วมกับชาวบ้านดอนจัดงานประเพณีลอยกระทงรอบอุโบสถ์ ซึ่งได้จัดติดต่อกันมาปีนี้เป็นปีที่ 18 โดยช่วงเช้าผู้สูงอายุ ชาวบ้านดอนคาได้ร่วมกันทำบุญวันพระขึ้น 15 ค่ำเดือน 12 ตรงกับวันลอยกระทง หลังเสร็จพิธีทำบุญชาวบ้านทั้งชายหญิงผู้สูงอายุ ต่างพากันนำกระทงที่ทำมาจากบ้าน และที่วัดได้จัดกระทงธรรมชาติที่ทำจากต้นกล้วย ใบตองสดสีสันสวยงาม นำไปลอยที่หน้าอุโบสถ์ ซึ่งคณะกรรมการวัด พระเณร ชาวบ้านได้ช่วยกันจัดเตรียมสถานที่สูบน้ำใส่ไว้รอบอุโบสถ์ ระดับน้ำลึกประมาณ 40 เซ็นติเมตรซึ่งกระทงจะไหลวนไปรอบๆอุโบสถ์

พระครูปลัดชัยยศ ตนฺติปาโล เจ้าอาวาสวัดโภคาราม (ดอนคา) กล่าวว่า วัตถุประสงค์การจัดประเพณีลอยกระทงรอบอุโบสถ์ เกิดจากดำริของหลวงพ่อพระครูกิตติสุวรรณวัฒน์ อดีตเจ้าอาวาสวัดดอนคา อดีตที่ปรึกษาเจ้าคณะอำเภออู่ทอง เป็นผู้ริเริ่ม เป็นการอนุรักษ์ประเพณีอันดีงามของไทยให้คงอยู่สืบไปแล้ว ยังเป็นการอำนวยความสะดวกและความปลอดภัยให้ผู้เฒ่าผู้แก่ ผู้สูงอายุ ประชาชน และเด็กเล็กที่จะมาลอยกระทงในยามค่ำคืน เพื่อเป็นการป้องกันช่วยลดอุบัติเหตุ และช่วยป้องกันคนจมน้ำเสียชีวิต รวมทั้งการจัดเก็บกระทงก็สะดวกและง่าย ช่วยลดมลพิษทางน้ำได้ ซึ่งวัสดุที่ทำกระทงก็เป็นวัสดุจากธรรมชาติ เช่นใบตองกล้วย ขนม ปัง และวัสดุอื่น ที่ย่อยสลายได้ง่าย เรียกได้ว่า ไหว้พระอิ่มบุญ ลอยกระทงสุขใจ ปลอดภัยจากการจมน้ำ โดยทางวัดดอนคา ได้จัดสถานที่ สูบน้ำใส่รอบกำแพงอุโบสถ์ ไว้ให้ชาวบ้านได้มาลอยกระทงเป็นการขอขมาพระแม่คงคา แล้วยังได้ปิดทองหลวงพ่อพระใหญ่ พระพุทธรูปเก่าแก่ และศักดิ์สิทธิ์ที่ประชาชนทั่วไปให้ความเคารพนับถือเลื่อมใสศรัทธา ได้กราบสักการะขอพร เพื่อความเป็นสิริมงคล ขอพรใดก็จะสมหวัง ดังใจปรารถนา

สีสัน ปีนี้คณะครูศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก องค์การบริหารส่วนตำบลดอนคา ได้พาเด็กเล็กทั้งชายหญิง ในศูนย์ซึ่งแต่งตัวด้วยชุดไทยกว่า 20 คนมาร่วมลอยกระทงเป็นการปลูกฝังเพื่อสืบสานอนุรักษ์วัฒนธรรมประเพณีอันดีงามของไทยให้คงอยู่สืบไป แต่กว่าที่น้องๆหนูๆ จะได้ลอยกระทงก็ใช้เวลาพอสมควร เพราะก่อนจะลอยคุณครูได้จัดถ่ายรูปเก็บภาพที่สวยงามไว้เป็นที่ระลึก เด็กบางคนไม่ชอบถ่ายรูปก็ออกอาการงอแง แต่ก็น่ารัก สุดท้ายหนูๆ ก็ได้ลอยกระทงกันอย่างสมใจ ซึ่งกระทงที่น้องหนูนำมาลอยเป็นกระทงขนมปัง หลากหลายรูปแบบ


ภัทรพล พรมพัก สุพรรณบุรี