ผบ.ทบ.ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมหน่วยฝึกทหารใหม่พื้นที่ กทม. กำชับต้องดูแลความเป็นอยู่ทั้งร่างกาย และจิตใจ ควบคู่กับการฝึกอย่างปลอดภัย มีมาตรฐาน พร้อมเสริมสร้างอุดมการณ์ความเป็นทหารอาชีพ

ผบ.ทบ. ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมหน่วยฝึกทหารใหม่พื้นที่ กทม. กำชับต้องดูแลความเป็นอยู่ทั้งร่างกาย และจิตใจ ควบคู่กับการฝึกอย่างปลอดภัย มีมาตรฐาน พร้อมเสริมสร้างอุดมการณ์ความเป็นทหารอาชีพ

กองทัพบกดูแลพลทหารกองประจำการอย่างรอบด้าน วันนี้ (10 พฤศจิกายน 2568) พลเอก พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก เดินทางตรวจเยี่ยมการฝึกทหารใหม่ ณ กองพันทหารม้าที่ 1 กรมทหารม้าที่ 1 รักษาพระองค์ ซึ่งขณะนี้อยู่ในห้วงการฝึกทหารใหม่ของทหารกองประจำการ ผลัดที่ 2/2568

โดยผู้บัญชาการทหารบกพร้อมคณะ ได้เดินทางไปตรวจเยี่ยมโรงประกอบเลี้ยงของหน่วยฝึกทหารใหม่ เพื่อดูสภาพการจัดเตรียมอาหาร การรักษาความสะอาด และคุณภาพวัตถุดิบ โดยได้เน้นย้ำให้หน่วยฝึกจัดการประกอบเลี้ยงให้ถูกสุขลักษณะ ใช้วัตถุดิบที่มีคุณภาพ สดใหม่ และเพียงพอตามหลักโภชนาการ รวมทั้งเปิดโอกาสให้ทหารใหม่มีส่วนร่วมในการประเมินคุณภาพอาหาร ทั้งนี้ผู้บัญชาการทหารบกยังได้พบปะพูดคุยกับทหารกองประจำการขณะรับประทานอาหารกลางวันด้วยความเป็นกันเอง เพื่อสร้างขวัญกำลังใจ และรับฟังข้อคิดเห็นโดยตรงจากกำลังพล พร้อมได้เน้นย้ำว่าการฝึกต้องปลอดภัย มีคุณภาพ และสร้างกำลังพลให้เป็น “ทหารอาชีพที่มีวินัย”

การตรวจเยี่ยมครั้งนี้ ผู้บัญชาการทหารบกได้กำชับให้ปฏิบัติตาม “นโยบายการฝึกทหารใหม่ของกองทัพบก” อย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะในเรื่องการสร้างความเข้าใจในสถานการณ์ปัจจุบัน การตระหนักถึงคุณค่าของการเป็นทหารอาชีพที่มีความอดทน เสียสละ และทำเพื่อประชาชน, การฝึกอย่างมีมาตรฐาน ปลอดภัย ปราศจากการลงโทษที่ผิดระเบียบทุกรูปแบบ, การดูแลสุขภาพร่างกาย–จิตใจของทหารใหม่อย่างใกล้ชิด ทั้งด้านโภชนาการ การพักผ่อนที่มีคุณภาพ และการติดตามสภาพสุขภาพของแต่ละบุคคล โดยในระหว่างการฝึกต้องมีหน่วยแพทย์–พยาบาลพร้อมรับเหตุฉุกเฉินตลอดเวลา ทั้งนี้ การฝึกทหารใหม่ไม่ใช่เพียงการฝึกกำลังร่างกาย แต่สิ่งสำคัญคือการพัฒนา “กำลังพลของกองทัพบก” ให้มีความรับผิดชอบ มีระเบียบวินัย และมีจิตสาธารณะ

นอกจากนี้ หน่วยฝึกทหารใหม่ยังได้เตรียมจัดอบรมเสริมสร้างความรู้และทักษะชีวิต เช่น การปฐมพยาบาลเบื้องต้น (CPR), การใช้เครื่องกระตุกหัวใจไฟฟ้าอัตโนมัติ (AED), การอบรมป้องกันยาเสพติดและอบายมุข การให้ความรู้ด้านโภชนาการและสุขอนามัย รวมถึงการนำเทคโนโลยีสื่อออนไลน์มาช่วยในการฝึกและให้ความรู้แก่ทหารใหม่ ภายใต้การกำกับดูแลอย่างใกล้ชิด

กองทัพบก ตระหนักถึงความสำคัญของการดูแลทหารใหม่ตั้งแต่วันแรกที่เข้าหน่วย ทั้งด้านความเป็นอยู่ การฝึกอบรม และสวัสดิการ โดยมีการจัดช่องทางให้ผู้ปกครองสามารถติดต่อสอบถาม และติดตามความเป็นอยู่ของบุตรหลานได้อย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความมั่นใจในการดูแลกำลังพลของกองทัพบก ซึ่งเปรียบเสมือนน้องคนเล็กในครอบครัว โดยได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิด โปร่งใส และมีมาตรฐาน



ศูนย์ประชาสัมพันธ์กองทัพบก โดยทีมโฆษกกองทัพบก

กองกำลังผาเมือง ปะทะกลุ่มขบวนการลักลอบลำเลียงยาเสพติด ยึดยาบ้า จำนวน 300,000 เม็ด ในพื้นที่ อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่

กองกำลังผาเมือง ปะทะกลุ่มขบวนการลักลอบลำเลียงยาเสพติด ยึดยาบ้า จำนวน 300,000 เม็ด ในพื้นที่ อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่

เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2568 กองบังคับการควบคุมทหารพรานศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 3 จัดกำลังพล จำนวน 1 ชุดปฏิบัติการ ทำการลาดตระเวนเฝ้าตรวจ เพื่อป้องกันและสกัดกั้นการกระทำผิด ตามพระราชบัญญัติประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ. 2564 บริเวณ บ้านนามะอื้น หมู่ที่14 ตำบลแม่อาย อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ หลังจากสืบทราบว่าจะมีการลักลอบลำเลียงยาเสพติดจากฝั่งประเทศเพื่อนบ้านผ่านเข้าในพื้นที่ดังกล่าว จนกระทั่ง เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2568 เวลา 06.00 นาฬิกา ตรวจพบกลุ่มบุคคลต้องสงสัย จำนวนประมาณ 5 – 8 คน สะพายกระเป๋าเป้ดัดแปลงไว้ด้านหลังเดินลัดเลาะเข้ามาตามเส้นทางธรรมชาติ หน่วยจึงได้แสดงตัวเพื่อขอทำการตรวจค้น แต่กลุ่มขบวนการฯ ดังกล่าว ได้ใช้อาวุธปืนไม่ทราบชนิดยิงมายังฝ่ายเราจึงเกิดการปะทะ ประมาณ 5 นาที ผลการปฏิบัติ ฝ่ายเราปลอดภัย ต่อมาเมื่อ เวลา 08.30 นาฬิกา หน่วยได้จัดกำลังพลทำการ ลาดตระเวนพิสูจน์ทราบ บริเวณพื้นที่เกิดเหตุ ผลการปฏิบัติ ตรวจพบกระสอบดัดแปลงเป็นเป้สะพายหลัง จำนวน 3 กระสอบ ภายในบรรจุยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) กระสอบละ 100,000 เม็ด รวมทั้งสิ้น 300,000 เม็ด

และเมื่อเวลา 1100 นาฬิกา พลตรี สาธิต ไวยนนท์ ผู้บัญชาการกองกำลังผาเมือง/ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดกองกำลังผาเมือง มอบหมายให้ พันเอก กิตติ นาใจ ผู้บังคับกองบังคับการควบคุมทหารพรานศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 3 เป็นผู้แทน ผู้บัญชาการกองกำลังผาเมือง ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่ เพื่อตรวจสอบการตรวจยึดยาเสพติดดังกล่าว พร้อมทั้งชี้แจงให้ข้อมูลกับสื่อมวลชน บริเวณพื้นที่เกิดเหตุ ปัจจุบันหน่วยได้นำของกลางส่ง สถานีตำรวจภูธรฝาง เพื่อดำเนิการตามกฎหมายต่อไป

สรุปผลการสกัดกั้นยาเสพติด ในห้วงตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2568 ถึงปัจจุบัน หน่วยสามารถสกัดกั้นยาเสพติดได้ 63 ครั้ง จับกุมผู้ต้องหาได้ 72 คน ตรวจยึดยาบ้าได้ 37,253,608 เม็ด, เฮโรอีน 1.2 กิโลกรัม, ไอซ์ 845 กิโลกรัม และ ฝิ่น 1.54 กิโลกรัม การปะทะกับกลุ่มขบวนการ จำนวน 10 ครั้ง กลุ่มขบวนการฯ เสียชีวิต 8 ราย ซึ่งหากยาเสพติดที่ตรวจยึดได้ดังกล่าว ถูกลำเลียงเข้าสู่พื้นที่กรุงเทพมหานคร จะสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจจากมูลค่าของยาเสพติดที่จำหน่ายถึง 6,434.3 ล้านบาท (6,434,330,480 บาท)

#ทหารมีไว้เพื่อปกป้องอธิปไตย #ไทยนี้รักสงบแต่ถึงรบไม่ขลาด #กองกำลังผาเมือง #กองทัพภาคที่3 #กองทัพบก


นที มีเดช รายงาน

กองทัพบก ยืนยันเหตุระเบิดห้วยตามาเรีย เป็นการลักลอบวางทุ่นระเบิดใหม่ ถือเป็นการละเมิดปฏิญญาร่วม และแสดงความเป็นปรปักษ์ อันส่งผลให้ข้อตกลงต้องยุติลงอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง

กองทัพบก ยืนยันเหตุระเบิดห้วยตามาเรีย เป็นการลักลอบวางทุ่นระเบิดใหม่ ถือเป็น การละเมิดปฏิญญาร่วม และแสดงความเป็นปรปักษ์ อันส่งผลให้ข้อตกลงต้องยุติลงอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง

วันนี้ (10 พฤศจิกายน 2568) พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ได้เปิดเผยข้อมูลเพิ่มเติมถึงกรณี กำลังพลประสบเหตุเหยียบกับระเบิด บริเวณพื้นที่ห้วยตามาเรีย อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ ว่า “จากรายงานล่าสุด พบว่ามีกำลังพลได้รับบาดเจ็บรวม 4 นาย ได้แก่
• จ่าสิบเอก เทอดศักดิ์ สมาพงษ์ ได้รับบาดเจ็บสาหัส ข้อเท้าขวาขาด
• พลทหาร วชิระ พันธะนา มีอาการแน่นหน้าอกจากแรงอัด
• พลทหาร อภิรักษ์ ศรีชมไชย ถูกสะเก็ดระเบิดบริเวณขา
• พลทหาร อนุชา สุจารี มีอาการระคายเคืองตาจากฝุ่นหรือสารเคมีของระเบิด
ขณะนี้ทุกนายได้รับการรักษาในโรงพยาบาลในพื้นที่แล้ว”

พลตรี วินธัย กล่าวต่อว่า “กองทัพภาคที่ 2 ยืนยันว่า เหตุดังกล่าวเกิดขึ้นระหว่างที่กำลังพลปฏิบัติภารกิจลาดตระเวนบนเส้นทางที่ใช้เป็นประจำ ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวเคยเป็นจุดที่ทหารกัมพูชาเคยรุกล้ำเข้ามาวางกำลัง ก่อนจะถอนกำลังออกไปภายหลังเหตุปะทะที่ผ่านมา โดยหลังจากทหารกัมพูชาถอนกำลังออกไปแล้ว ฝ่ายไทยได้เข้าควบคุมพื้นที่ตั้งแต่วันที่ 17 ต.ค. 68 พร้อมทั้งได้ดำเนินการเสริมความมั่นคงพื้นที่ ด้วยการกวาดล้างทุ่นระเบิด วางเครื่องกีดขวางลวดหนาม และลาดตระเวนเฝ้าตรวจอย่างต่อเนื่อง

ต่อมาเมื่อวันที่ 9 พ.ย. 68 ตรวจพบว่าแนวลวดหนามที่วางไว้ถูกลักลอบเข้ามารื้อถอน จากนั้นในวันที่ 10 พ.ย. 68 เวลาประมาณ 08.30 น. หน่วยในพื้นที่จึงได้จัดกำลังชุดลาดตระเวนร่วมกับชุดทหารช่าง เข้าพิสูจน์ทราบบริเวณแนวลวดหนามที่ถูกรื้อถอน จนเกิดเหตุกำลังพลเหยียบทุ่นระเบิด มีผู้ได้รับบาดเจ็บจำนวน 4 นายข้างต้น

หลังจากเกิดเหตุ เวลาประมาณ 15.50 น. หน่วยในพื้นที่ได้จัดกำลังร่วมกับชุดตรวจค้น นปท. 3 ตำรวจพิสูจน์หลักฐานจังหวัดศรีสะเกษ และเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บึงมะลู เข้าพิสูจน์ทราบบริเวณจุดเกิดเหตุ โดยตรวจพบรายละเอียดดังนี้

  1. หลุมระเบิดขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 55 ซม. ลึก 18 ซม. จำนวน 1 หลุม
  2. ชิ้นส่วนทุ่นระเบิด PMN-2 อยู่ภายในหลุมและพื้นที่ใกล้เคียง
  3. ทุ่นระเบิด PMN-2 เพิ่มเติมจำนวน 3 ทุ่น โดยแต่ละทุ่นวางห่างจากหลุมระเบิดประมาณ 1 เมตร

จากหลักฐานที่ปรากฏ จึงสรุปได้ว่า ทุ่นระเบิดดังกล่าวเป็นการลักลอบรื้อถอนลวดหนามและเข้ามาวางทุ่นระเบิดใหม่ในเขตไทย โดยมีเป้าหมายคือกำลังพลที่ลาดตระเวนเส้นทางอยู่เป็นประจำ การกระทำดังกล่าวแสดงถึงความไม่จริงใจในการลดความขัดแย้งของฝ่ายกัมพูชา และสะท้อนถึงความเป็นปรปักษ์ระหว่างกัน ซึ่งขัดต่อปฏิญญาร่วมที่ได้ลงนามไว้อย่างชัดเจน ซึ่งย่อมส่งผลกระทบต่อท่าทีของฝ่ายไทยและข้อตกลงต่าง ๆ อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง”


นที มีเดช รายงาน

พลโท อดุลย์ ฯ รมช.กห. เป็นประธานงาน มงคลสมรส บุตรสาวของ พลโทสนั่น แย้มพราหม

เมื่อวันที่ 9 พ.ย.68 พลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมช.กห. มาเป็นประธานงานแต่งงาน ระหว่างนางสาวช่อผกา แย้มพราหม กับนายกันตพงศ์ ไม้สุขจิตร ที่สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม (ศรีสมาน) งานนี้มีเพื่อนเตรียมทหารรุ่น 26 มาร่วมคับคั่งเนื่องจากฝ่ายเจ้าสาวเป็นบุตรสาวของ พลโทสนั่น แย้มพราหม เพื่อนร่วมรุ่นของ รมช.กห.


ศอ.จอส.พระราชทาน มทบ.31 พร้อม กองพันทหารราบที่ 1 กรมทหารราบที่ 4 นำจิตอาสาบริจาคโลหิต ช่วยเหลือผู้ป่วยฉุกเฉิน ตามคำร้องขอของประชาชนผ่านสื่อสังคมออนไลน์

ศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทานมณฑลทหารบกที่ 31 พร้อม กองพันทหารราบที่ 1 กรมทหารราบที่ 4 นำจิตอาสาบริจาคโลหิต ช่วยเหลือผู้ป่วยฉุกเฉินเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลสวรรค์ประชารักษ์ จังหวัดนครสวรรค์ ตามคำร้องขอของประชาชนผ่านสื่อสังคมออนไลน์

ตามที่เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2568 ศูนย์อำนวยการใหญ่จิตอาสาพระราชทาน ประสานงานร่วมกับ ศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทานภาค 3 ว่ามี ประชาชนแจ้งส่งข้อมูลทาง Inbox ของ Facebook ขอรับการบริจาคโลหิต กรุ๊ปใดก็ได้ ให้กับ นางธนันท์ลดา แสงหลง ที่ต้องเข้ารับการผ่าตัดลิ้นหัวใจที่ โรงพยาบาลสวรรค์ประชารักษ์ (เขาเขียว) อำเภอเมือง จังหวัดนครสวรรค์ นั้น

โดยเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2568 ศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทานมณฑลทหารบกที่ 31 ได้จัดกำลังพลจิตอาสาพระราชทาน​ จาก​ กองร้อยกองบัญชาการมณฑลทหารบกที่ 31​ , โรงพยาบาลค่ายจิรประวัติ และนักศึกษาวิชาทหารจิตอาสาพระราขทาน​ จาก ศูนย์ฝึกนักศึกษาวิชาทหารมณฑลทหารบกที่ 31 นาย​ รวม​ 23​ นาย บริจาคโลหิต​ ภายใต้โครงการ “70 พรรษา 70 ล้านซีซี เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาสยามบรมราชกุมารี” และเพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยที่ต้องการรับบริจาคโลหิตในการรักษาอาการป่วย ได้แก่ นางธนันท์ลดา แสงหลง​ กับ​ นายสุทธ์สาคร​ จันทร์งาม​ ณ​ โรงพยาบาลสวรรค์ประชารักษ์​ (เขาเขียว)​ อำเภอเมือง จังหวัดนครสวรรค์ ได้ปริมาณโลหิต จำนวน 10,350 ซีซี

นอกจากนี้ กองพันทหารราบที่ 1 กรมทหารราบที่ 4 ได้จัดกำลังพลจิตอาสาพระราชทาน บริจาคโลหิตเพื่อช่วยเหลือ นาย สุทธ์สาคร จันทร์งาม เนื่องจากต้องเข้ารับการผ่าตัดโรคหัวใจ ตามโครงการ “จิตอาสาบริจาคโลหิตเฉลิมพระเกียรติ” 70 พรรษา 70 ล้านซีซี เฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เนื่องในโอกาสที่ทรงเจริญพระชนมมายุ 70 พรรษา 2 เมษายน 2568 ณ โรงพยาบาลสวรรค์ประชารักษ์ (เขาเขียว) ตำบลนครสวรรค์ออก อำเภอเมืองนครสวรรค์ จังหวัดนครสวรรค์ ได้ปริมาณโลหิต จำนวน 1,350 ซีซี ด้วย


นที มีเดช รายงาน

กองทัพบก ลงพื้นที่ช่วยเหลือประชาชนจากอิทธิพลพายุ “คัลแมกี”

กองทัพบกลงพื้นที่ช่วยเหลือประชาชนจากอิทธิพลพายุ “คัลแมกี”

จากอิทธิพลของพายุโซนร้อน “คัลแมกี” ที่เคลื่อนตัวเข้าสู่ประเทศไทย ระหว่างวันที่ 7 – 9 พฤศจิกายน 2568 ส่งผลให้หลายพื้นที่ของประเทศได้รับผลกระทบจากฝนตกหนัก น้ำป่าไหลหลาก และน้ำล้นตลิ่ง โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาในภาคกลาง ซึ่งบางจังหวัดเริ่มมีระดับน้ำเพิ่มสูงและไหลเข้าท่วมพื้นที่ชุมชนเป็นวงกว้าง

พลเอก พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก / ผู้อำนวยการศูนย์บรรเทาสาธารณภัยกองทัพบก ได้สั่งการให้ทุกหน่วยเร่งดำเนินการช่วยเหลือประชาชนที่ประสบอุทกภัยอย่างเร่งด่วน พร้อมให้ศูนย์บรรเทาสาธารณภัยของทุกกองทัพภาคติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และเป็นศูนย์กลางในการประสานความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างรวดเร็วและทั่วถึง โดยได้จัดเตรียมกำลังพล ยานพาหนะ เครื่องจักรกลหนัก เรือท้องแบน และชุดแพทย์เคลื่อนที่ ให้พร้อมเข้าปฏิบัติการในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบได้ทันที

ในพื้นที่ภาคกลาง ศูนย์บรรเทาสาธารณภัยกองทัพภาคที่ 1 ได้ระดมกำลังจากหน่วยขึ้นตรง เข้าช่วยเหลือประชาชนในหลายจังหวัดที่ได้รับผลกระทบ ดังนี้

  • จังหวัดพระนครศรีอยุธยา : กองพลทหารม้าที่ 2 รักษาพระองค์ จัดกำลังพลจากหน่วยขึ้นตรงเข้าช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่อำเภอเมืองพระนครศรีอยุธยา บางไทร เสนา บางปะอิน และบางบาล โดยดำเนินการขนย้ายสิ่งของ อพยพประชาชน และเสริมแนวคันกั้นน้ำ เพื่อป้องกันน้ำเข้าพื้นที่ชุมชน
  • จังหวัดอ่างทอง : กองพลที่ 1 รักษาพระองค์ โดยกองพันทหารปืนใหญ่ที่ 11 กรมทหารปืนใหญ่ที่ 1 รักษาพระองค์ และกองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 31 รักษาพระองค์ เข้าดำเนินการเสริมแนวกั้นน้ำและคันดินป้องกันน้ำเข้าพื้นที่ชุมชน รวมทั้งช่วยเหลือประชาชนขนย้ายสิ่งของขึ้นที่สูงในอำเภอป่าโมกและไชโย
  • จังหวัดปทุมธานี : หน่วยบัญชาการป้องกันภัยทางอากาศกองทัพบก จัดกำลังพลหน่วยขึ้นตรง เข้าช่วยบรรจุทรายใส่กระสอบ จัดทำแนวกั้นน้ำ และสนับสนุนยานพาหนะในการอพยพประชาชน รวมถึงขนย้ายสิ่งของจำเป็นในพื้นที่อำเภอเมืองปทุมธานี สามโคก และลาดหลุมแก้ว

ขณะเดียวกัน ในพื้นที่ภาคเหนือ ศูนย์บรรเทาสาธารณภัยกองทัพภาคที่ 3 จัดกำลังพลชุดบรรเทาสาธารณภัย ลงพื้นที่ช่วยเหลือประชาชน อาทิ มณฑลทหารบกที่ 31 จัดกำลังพลเข้าช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนบ้านพักเสียหายจากเหตุการณ์น้ำท่วม ในพื้นที่อำเภอเมือง จังหวัดนครสวรรค์ โดยดำเนินการช่วยขนย้ายสิ่งของไปยังที่สูง

นอกจากนั้น ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ศูนย์บรรเทาสาธารณภัยกองทัพภาคที่ 2 ได้เตรียมความพร้อมของกำลังพล และเครื่องมือบรรเทาสาธารณภัยต่าง ๆ เพื่อรองรับสถาน การณ์ภัยพิบัติที่อาจจะเกิดขึ้น อาทิ ในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา มณฑลทหารบกที่ 21 ได้ตรวจความพร้อมและซักซ้อมการปฏิบัติของชุดบรรเทาสาธารณภัยเคลื่อนที่เร็วกองพันทหารราบ มณฑลทหารบกที่ 21 เพื่อให้สามารถปฏิบัติภารกิจได้ทันทีเมื่อเกิดเหตุ

ทั้งนี้ ผู้บัญชาการทหารบกได้เน้นย้ำให้ทุกหน่วยเร่งให้ความช่วยเหลือประชาชนอย่างรอบคอบ รวดเร็ว และให้คำนึงถึงความปลอดภัยของประชาชนและกำลังพลเป็นหลัก เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน ลดผลกระทบจากภัยพิบัติ และช่วยให้ประชาชนสามารถกลับมาดำเนินชีวิตได้ตามปกติโดยเร็ว กองทัพบก พร้อมให้การสนับสนุนและช่วยเหลืออย่างต่อเนื่องจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย


ศูนย์ประชาสัมพันธ์กองทัพบก โดยทีมโฆษกกองทัพบก

กองทัพบก เร่งก่อสร้างหลุมหลบภัยและหลุมบุคคลคู่ สนับสนุน “กองทุนหทัยทิพย์” ตามพระดำริสมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี

กองทัพบกเร่งดำเนินการก่อสร้างหลุมหลบภัยและหลุมบุคคลคู่ สนับสนุน “กองทุนหทัยทิพย์” ตามพระดำริสมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี

วันนี้ (8 พฤศจิกายน 2568) พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก กล่าวว่า เมื่อวันที่ 14 ตุลา คม 2568 สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี พระราชทานพระวโรกาสให้ พลเอก พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก และคณะ เข้าเฝ้าทูลละอองพระบาทถวายรายงานความคืบหน้าโครงการสนับสนุน “กองทุนหทัยทิพย์” กองทัพบก พร้อมรับพระราชทานพระนโยบายเกี่ยวกับแนว ทางการสนับสนุนและการขับเคลื่อนการดำเนินงานของกองทุนฯ

ในการนี้ ทรงมีพระกระแสรับสั่งให้กองทัพบกเร่งดำเนินการจัดสร้าง หลุมบุคคลคู่ (บังเกอร์) สำหรับเป็นที่มั่นกำบังของกำลังพลผู้ปฏิบัติหน้าที่ และ หลุมหลบภัยสำหรับประชาชน เพื่อใช้เป็นที่พักพิงในยามเกิดเหตุฉุกเฉินหรือภัยพิบัติ โดยให้ดำเนินการอย่างเร่งด่วน เพื่อใช้เป็น ต้นแบบการพัฒนาในพื้นที่ชายแดน ขณะเดียวกัน ยังมีพระกระแสรับสั่งให้กองบัญชาการกองทัพไทยดำเนินการก่อสร้างรั้วชายแดนไทย–กัมพูชา เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงของประเทศ

พระดำริดังกล่าวเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของ “กองทุนหทัยทิพย์” ที่ทรงมีพระประสงค์ให้เป็นกองทุนสำคัญในการคุ้มครองความปลอดภัยของกำลังพลและประชาชน รวมถึงการส่งเสริมความมั่นคงและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนให้ดียิ่งขึ้น โดยเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนได้มีส่วนร่วมบริจาคสมทบทุน เพื่อร่วมกันสร้างความมั่นคงและความปลอดภัยให้กับประเทศชาติ

ทั้งนี้ กองทัพบกเป็นหนึ่งในหน่วยงานหลักที่ให้การสนับสนุนการดำเนินงานของ “กองทุนหทัยทิพย์” ในการก่อสร้างหลุมบุคคลคู่สำหรับกำลังพลผู้ปฏิบัติงาน และหลุมหลบภัยสำหรับประชาชน ให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของกองทุนฯ

ปัจจุบัน กองทัพบกได้จัดกำลังพล เครื่องมือ และยุทโธปกรณ์ เข้าดำเนินการออกแบบ ก่อ สร้าง และติดตั้ง หลุมบุคคลคู่จำนวน 328 แห่ง และ หลุมหลบภัยสำหรับประชาชน (ขนาดรองรับได้ 40 คน) จำนวน 10 แห่ง โดยแบ่งพื้นที่ดำเนินการ ดังนี้

  • กองทัพภาคที่ 1 (กองกำลังบูรพา) พื้นที่จังหวัดสระแก้ว ดำเนินการก่อสร้างหลุมบุคคลคู่จำนวน 72 แห่ง และหลุมหลบภัยสำหรับประชาชนจำนวน 3 แห่ง
  • กองทัพภาคที่ 2 (กองกำลังสุรนารี) ครอบคลุมพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร์ และบุรีรัมย์ ดำเนินการก่อสร้างหลุมบุคคลคู่จำนวน 256 แห่ง และหลุมหลบภัยสำหรับประชาชนจำนวน 7 แห่ง

โครงการได้เริ่มดำเนินการตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2568 โดยกำหนดกรอบระยะเวลาดำ เนินงานเป็น 2 ระยะ ได้แก่ ระยะเร่งด่วนที่ 1 ให้แล้วเสร็จภายใน 60 วัน และ ระยะที่ 2 ภายใน 90 วัน โดยจะดำเนินการเข้าก่อสร้างในแต่ละจุดตามลำดับและตามแผนงานที่กำหนด ทั้งนี้ ได้มอบหมายให้ กรมการทหารช่าง เป็นหน่วยรับผิดชอบหลักในการออกแบบและควบคุมการก่อสร้าง ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ในการนี้ พลเอก พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก ได้เน้นย้ำให้ทุกหน่วยที่เกี่ยว ข้องเร่งรัดการดำเนินงานให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของกองทุนฯ ภายใต้กรอบเวลาที่กำ หนด เพื่อให้การดำเนินงานทุกขั้นตอนมีความสมบูรณ์สูงสุดและเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

กองทัพบกน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ต่อพระดำริอันเปี่ยมด้วยพระเมตตาและน้ำพระทัยที่ทรงมีต่อพี่น้องประชาชนและกำลังพลผู้ปฏิบัติหน้าที่ โดยกองทัพบกจะมุ่งมั่นดำเนินงานสนองพระดำริให้เกิดผลเป็นรูปธรรม ด้วยความรอบคอบ มีมาตรฐาน และมีประสิทธิภาพ เพื่อเสริมสร้างความมั่นคง ความปลอดภัย และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนและกำลังพลให้ดียิ่งขึ้น



ศูนย์ประชาสัมพันธ์กองทัพบก โดยทีมโฆษกกองทัพบก

สลด!! เช้ามืด รถยนต์พุ่งชนฝูงควาย ตาย 5 บาดเจ็บ 2 เบื้องต้นยังไม่มีเจ้าของควายออกมาแสดงตัว

อุทัยธานี – สลด!! เช้ามืด รถยนต์พุ่งชนฝูงควาย ตาย 5 บาดเจ็บ 2 เบื้องต้นยังไม่มีเจ้าของควายออกมาแสดงตัว

เมื่อเวลา 04.30 น.วันที่ 9 พ.ย.68 เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองอุทัยธานี ได้รับแจ้ง จากชาวบ้านที่ผ่านบนสาย อุทัยธานี-ท่าน้ำอ้อย หมู่ 6 บ้านหาดทนง ต.หาดทนง อ.เมือง จ.อุทัยธานี ว่ามีอุบัติเหตุรถชนควายตาย รถยนต์ได้รับความเสียหายหลายคัน หลังจากได้รับแจ้งจึงรีบรุดไปตรวจสอบ พร้อมกับกู้ภัยพระชนกอุทัยธานี บริเวณที่เกิดเหตุ พบรถยนต์จำนวน 3 คัน ทะเบียน นครนายก ทะเบียนอุทัยธานี และทะเบียนกรุงเทพฯ มีผู้บาดเจ็บเล็กน้อย ที่ข้างทางพบควายหลายตัวตายเรียงรายอยู่ข้างถนน และข้ามฝัง ได้มีรถยนต์กระบะเสียหลัก วิ่งชนแผงข้างทางตกลงข้างถนนผลิกคว่ำหงายท้องล้อชี้ฟ้าอยู่ในน้ำ

จากการสอบถามนายต้อมผู้ใหญ่บ้าน หมู่ 6 บ้านหาดทนง ว่าเหตุเกิดประมาณ 04.25 น.ช่วงเช้ามืดว่า ควายฝูงดังกล่าวจำนวน 7 ตัว ได้มายืนอยู่บนถนนสายสายหลัก ซึ่งบริเวณนี้ไฟส่งสว่างข้างทางได้ดับทำให้แสงไฟส่องสว่างไม่เพียงพอ ทำให้บริเวณถนนช่วงนี้มืดลง ซึ่งรถคันแรกวิ่งมา มองไม่เห็นควาย จึงวิ่งชนฝูงควาย.หลังจากนั้นรถยนต์อีก 2 คัน ที่วิ่งตามหลัง ก็วิ่งมาชนต่อกัน เบื้องต้น ยังไม่ทราบว่าเป็นควายของใคร และยังไม่มีใครมาแสดงเป็นเจ้าของฝูงควาย

ล่าสุด ด้านกู้ภัยพระชนกกล่าวว่า ขณะนี้ ควายได้ตายทั้งหมดจำนวน 5 ตัว บาดเจ็บ 2 ตัว และเจ้าหน้าที่ ได้นำรถยก มายกควายที่บาดเจ็บไปรักษา 2 ตัว ดังกล่าว


ภาวิณี ศรีอนันต์ รายงาน

“รมว.กลาโหม” ตรวจเยี่ยมชายแดนไทย–กัมพูชา ตรวจความพร้อมฐานปฏิบัติการ และให้กำลังใจทหารแนวหน้า

“รมว.กลาโหม” ตรวจเยี่ยมชายแดนไทย–กัมพูชา ตรวจความพร้อมฐานปฏิบัติการ และให้กำลังใจทหารแนวหน้า

พลเอก ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและติด ตามสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา ในพื้นที่อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ เพื่อประเมินความพร้อมของหน่วยและสร้างขวัญกำลังใจให้กับกำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่แนวหน้า

โดยมี พลโท วีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 และ พลตรี สมภพ ภาระเวช ผู้บัญชาการกอง พลทหารราบที่ 6 / ผู้บัญชาการกองกำลังสุรนารี ให้การต้อนรับ และรายงานสรุปภาพรวมสถานการณ์ พร้อมนำตรวจฐานปฏิบัติการที่สำคัญในพื้นที่ ได้แก่ ฐานภูมะเขือ ฐานพลาญยาว และฐานป้อมปูน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้พูดคุยสอบถามความเป็นอยู่ของกำลังพล และร่วมรับประทานอาหารกลางวัน อีกทั้งได้มอบสิ่งของจำเป็นเพื่อสนับสนุนการปฏิบัติภารกิจ

ในโอกาสนี้ พลเอก ณัฐพล ได้เน้นย้ำให้ทุกหน่วยให้ความสำคัญกับ การดูแลสวัสดิการ ขวัญ และกำลังใจของกำลังพลทุกระดับ ตลอดจน รักษาความพร้อมในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อรักษาความสงบ และความมั่นคงตามแนวชายแดนต่อไป


“นบ.ยส.24” สกัดยาเสพติดล๊อตใหญ่ ขบวนการค้ายา 3 ราย พร้อมของกลางยาบ้า 1,760,000 เม็ด รถยนต์ 2 คัน ในพื้นที่ อ.สังคม จ.หนองคาย

“นบ.ยส.24” สกัดยาเสพติดล๊อตใหญ่ ขบวนการค้ายา 3 ราย พร้อมของกลางยาบ้า 1,760,000 เม็ด รถยนต์ 2 คัน ในพื้นที่ อ.สังคม จ.หนองคาย

เมื่อวันที่ 7 พ.ย. 68 เวลา 03.00 น. กองทัพบก โดย พล.ท.วีระยุทธ รักษ์ศิลป์ มทภ.2/ผบ. นบ.ยส.24 อำนวยการให้ กกล.สุรศักดิ์มนตรี/สกัดกั้น ฯ ตอนบน/ บก.ควบคุมที่ 2 (ร.13) นรข. เขตหนองคาย โดยหน่วยเรือโพนพิสัย (หน่วยงานหลัก) ขณะปฏิบัติหน้าที่ซุ่มเฝ้าตรวจพื้นที่ บริเวณริมฝั่งแม่น้ำโขง หลังโรงเรียนบ้านพวก บ.พวก ต.บ้านเดื่อ อ.เมืองหนองคาย จ.หนอง คาย เจ้าหน้าที่ตรวจพบกลุ่มบุคคลต้องสงสัยและรถยนต์ จำนวน 2 คัน กำลังลำเลียงสิ่งของขึ้นจากริมฝั่งแม่น้ำโขง จนท.จึงแสดงตัวเข้าตรวจสอบ แต่กลุ่มบุคคลดังกล่าวเมื่อเห็นว่าเป็น เจ้าหน้าที่ จึงได้ทิ้งสิ่งของและขับรถหลบหนีไป

เจ้าหน้าที่เข้าตรวจพื้นที่พบกระเป๋าต้องสงสัยและกระสอบรวม 6 ห่อ ภายในบรรจุยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) จำนวนประมาณ 1,760,000 เม็ด เจ้าหน้าที่จึงเร่งประสาน สภ.บ้านเดื่อ และ สภ.โพนพิสัย ให้ไล่ติดตามจับกุมรถยนต์ต้องสงสัยที่หลบหนีไป จนสามารถสืบสวนและติดตามจับกุมผู้ต้องหาได้รวม 3 ของกลางยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) จำนวน ประมาณ 1,760,000 เม็ด พร้อมรถยนต์ จำนวน 2 คัน ได้นำผู้ต้องหาพร้อมของกลางมาไว้ที่ หน่วยเรือโพนพิสัย เพื่อสอบสวนขยายผลและตรวจนับของกลางโดยละเอียด และจะนำส่งพนักงานสอบสวน สภ.บ้านเดื่อ เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

โดยวันที่ 8 พ.ย. 68 เวลา 1000 ที่ฐานปฏิบัติการ นร.โพนพิสัย อ.โพนพิสัย จ.หนองคาย พล.ท.วีระยุทธ รักษ์ศิลป์ มทภ.2/ผบ.นบ.ยส.24 มอบหมายให้ พล.ร.ต. ณรงค์ เอมดี ผบ. นรข. และนายไพฑูรย์ มหาชื่นใจ รอง ผวจ.น.ค. เป็นประธานร่วมในการแถลงข่าวพร้อมหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ อ.โพนพิสัย จ.หนองคาย และในโอกาสเดียวกัน เสธ. กกล. สุรศักดิ์มนตรี ได้มอบงบประมาณบำรุงขวัญให้กับ นร.โพนพิสัย ในนาม กกล.สุรศักดิ์มนตรี เพื่อสร้างขวัญกำลังใจ ในการปฏิบัติงานต่อไป


ภาพ/ข่าว : วัชรา ยืนทน /พรพิพัฒน์ เพ็ชรสังหาร