“ซีพี และบริษัทในเครือ” ทุ่มงบ 100 ล้านบาท หนุนไทยเจ้าภาพซีเกมส์และอาเซียนพาราเกมส์ 2025

“ซีพี และบริษัทในเครือ” ทุ่มงบ 100 ล้านบาท หนุนไทยเจ้าภาพซีเกมส์และอาเซียนพาราเกมส์ 2025 พร้อมประกาศบทบาท Group Main Sponsor อย่างเป็นทางการรวมพลัง 7 กลุ่มธุรกิจสร้าง Soft Power ด้านกีฬา จุดพลังใจคนไทยทั้งชาติ

กรุงเทพฯ – 10 พฤศจิกายน 2568 – เครือเจริญโภคภัณฑ์ หรือ ซีพี พร้อมบริษัทในเครือ ได้แก่ ซีพีเอฟ, ซีพี ออลล์, ซีพี แอ็กซ์ตร้า, ทรู คอร์ปอเรชั่น, ทรูวิชั่นส์, ทรูมันนี่ และอเมซ (Amaze Super App) ประกาศทุ่มงบกว่า 100 ล้านบาท สนับสนุนการกีฬาแห่งประเทศ ไทย (กกท.) ในการจัดการแข่งขัน ซีเกมส์ และอาเซียนพาราเกมส์ 2025 ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ ตอกย้ำบทบาทของภาคเอกชนไทยที่มีนโยบายสนับสนุนด้านการกีฬามาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในโอกาสนี้ได้รวมพลังจาก 7 กลุ่มธุรกิจในเครือ จัดงาน “ซีพี ร้อยเรียงใจ พาไทยคว้าชัย ซีเกมส์ และอาเซียนพาราเกมส์ 2025” ณ ห้องออดิทอเรียม ทรู ดิจิทัล พาร์ค

ทั้งนี้ ได้รับเกียรติจาก ดร.ก้องศักด ยอดมณี ผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย ร่วมในการ Kick off ครั้งสำคัญของซีพีและบริษัทในเครือ โดยมี ดร.ธีระพล ถนอมศักดิ์ยุทธ ประธานคณะผู้บริหารด้านความยั่งยืนองค์กรและการพัฒนากลยุทธ์ เครือเจริญโภคภัณฑ์ และผู้บริหารจากกลุ่มธุรกิจต่าง ๆ ในเครือฯ ได้แก่ นางสาวอนรรฆวี ชูรัตน์ ผู้บริหารสูงสุด สายงานการตลาดกลาง บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน),นายสุชาติ วัฒนา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ สายงานการตลาด บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน),นางศิริพร เดชสิงห์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานความยั่งยืนและสื่อสารองค์กร บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน),นายโอลิเวอร์ กิตติพงษ์ วีระเตชะ หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านแบรนด์และมีเดีย บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน),นายองอาจ ประภากมล หัวหน้าผู้บริหาร หน่วยงานทรูวิชั่นส์ และมีเดีย บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน),นายกรกฤต เมฆบุญส่งลาภ ผู้อำนวยการฝ่ายความสำเร็จทางธุรกิจของพันธมิตร บริษัท ทรูมันนี่ จำกัด และ นายภูมิชนัตถ์ เรืองชัยนันท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายกลยุทธ์และข้อมูล Amaze Super App ร่วมกันประกาศการเป็น Group Main Sponsor ในมหกรรมกีฬาที่ยิ่งใหญ่ของภูมิภาค “ซีเกมส์ และอาเซียนพาราเกมส์ 2025” พร้อมแสดงเจตนารมณ์ในการสนับสนุนการแข่งขัน ทั้งด้านอาหาร โครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลและการสื่อสารครอบคลุมทุกพื้นที่การแข่งขัน ระบบการเงินอัจฉริยะ ช่องทางการถ่ายทอดสดตลอดการแข่งขัน และบริการต่างๆ เพื่อสนับสนุนประเทศไทยในการเป็นเจ้าภาพการแข่งขันซีเกมส์และอาเซียนพาราเกมส์อย่างสง่างาม พร้อมเชิญชวนคนไทยทั้งประเทศร่วมเชียร์ และส่งกำลังใจให้ทัพนักกีฬาไทย คว้าชัยชนะในซีเกมส์และอาเซียนพาราเกมส์

ดร.ก้องศักด ยอดมณี ผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า “การเป็นเจ้าภาพมหกรรมกีฬาในครั้งนี้ ไม่เพียงเป็นหน้าที่ในการจัดการแข่งขัน แต่คือโอกาสทองของประเทศไทยในการส่งสารแห่ง ‘ความพร้อม’ และ ‘ความภูมิใจ’ ออกไปสู่ประชาคมอาเซียนและนานาชาติ เราได้เร่งยกระดับมาตรฐานสนามแข่งขัน โครงสร้างพื้นฐาน และระบบความปลอดภัย เพื่อให้ทุกสนามเป็นพื้นที่ที่นักกีฬาและผู้ชมเชื่อมั่นได้อย่างเต็มที่ นอกจากนี้ ในฐานะตัวแทนรัฐบาลไทยและประชาชนชาวไทย ขอขอบคุณ เครือเจริญโภคภัณฑ์ ที่ให้ความสำคัญกับกีฬา ซึ่งเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของนักกีฬาไทย ซีพีไม่ได้สนับสนุนเพียงซีเกมส์และอาเซียนพาราเกมส์ 2025 เท่านั้น แต่ยังเป็นกำลังสำคัญเกือบทุกมหกรรมกีฬาของประเทศ เชื่อมั่นว่าการเป็นเจ้าภาพของไทยในครั้งนี้จะสามารถยกระดับมาตรฐานซีเกมส์และอาเซียนพาราเกมส์ให้เป็นสากลมากขึ้น มีการแข่งขันอย่างยุติธรรม สู่การเป็นเจ้าเหรียญทองอย่างภาคภูมิใจ”

ขณะที่ ดร.ธีระพล ถนอมศักดิ์ยุทธ ประธานคณะผู้บริหาร ด้านความยั่งยืนองค์กร และการพัฒนากลยุทธ์ เครือเจริญโภคภัณฑ์ กล่าวว่า “ซีพีและบริษัทในเครือรู้สึกภาคภูมิใจอย่างยิ่งที่ได้มีส่วนร่วมเป็นกลุ่มผู้สนับสนุนหลักอย่างเป็นทางการหรือ Group Main Sponsor ในการแข่งขันซีเกมส์และอาเซียนพาราเกมส์ 2025 ซึ่งปีนี้ประเทศไทยได้รับเกียรติให้เป็นเจ้าภาพ นับเป็นโอกาสสำคัญที่คนไทยทั้งชาติจะได้รวมพลังแสดงศักยภาพของประเทศในเวทีอาเซียนอย่างภาคภูมิ พร้อมต้อนรับนักกีฬาจากทุกประเทศที่เข้าแข่งขันด้วยน้ำใจไมตรี เพื่อให้การแข่งขันครั้งนี้เป็นเวทีแห่งมิตรภาพ ความมุ่งมั่น และแรงบันดาลใจ โดยการสนับสนุนการแข่งขันกีฬาครั้งนี้เป็นไปตามนโยบายของประธานอาวุโสธนินท์ เจียรวนนท์, ประธานกรรมการ สุภกิต เจียรวนนท์ และ ประธานคณะผู้บริหาร ศุภชัย เจียรวนนท์ ที่มุ่งขับเคลื่อนองค์กรด้วยหลัก ‘3 ประโยชน์’ เพื่อประเทศชาติ เพื่อประชาชน และเพื่อองค์กร’ ซึ่งกีฬาเป็นหนึ่งในพลังที่สะท้อนแนวคิดนี้ได้อย่างชัดเจน เพราะสร้างประโยชน์ให้กับทั้งคนในชาติ เศรษฐกิจ และสังคมในเวลาเดียวกัน”

“ซีพีและบริษัทในเครือฯ จึงประกาศเจตนารมณ์สนับสนุนการแข่งขันครั้งนี้อย่างเต็มกำลัง ด้วยงบประมาณ 100 ล้านบาท ให้แก่การกีฬาแห่งประเทศไทย ครอบคลุมทั้งด้านอาหาร การสื่อสาร การถ่ายทอดสด และบริการทางการเงินดิจิทัล ผ่านพลังความร่วมมือของ 7 กลุ่มธุรกิจในเครือ ได้แก่ CPF, CP ALL, CP AXTRA, True Corporation, TrueVisions, TrueMoney และ Amaze Super App”

ดร.ธีระพลฯ กล่าวเสริมว่า “ในส่วนของกิจกรรมวิ่งคบเพลิง ทางเครือ โดยกลุ่ม ‘ซีพีอาสา’ จะร่วมกันทำความสะอาดและเก็บขยะตลอดเส้นทาง ตามแนวทาง “Green SEA Games” และนโยบาย “Zero Waste” ของบริษัท พร้อมประสานความร่วมมือกับสนามแข่งขันต่างๆ เพื่อผลักดันให้อาหารที่ซีพีให้การสนับสนุนเป็นไปตามแนวทาง “Zero Food Waste” อย่างครบวงจร”
“นอกจากนี้ เรายังสนับสนุนให้คนรุ่นใหม่ในองค์กรเข้ามามีส่วนร่วมในบทบาท “ล่ามประชาสัมพันธ์” เพื่ออำนวยความสะดวกและสร้างความประทับใจให้กับนักกีฬาและชาวต่างชาติที่เข้าร่วมงาน รวมถึงใช้สื่อในเครือฯ เป็นช่องทางเผยแพร่ประชาสัมพันธ์กิจกรรมการแข่งขัน เพื่อร่วมส่งต่อพลังแห่งกีฬาที่สร้างทั้งแรงบันดาลใจ ความมุ่งมั่น และความสามัคคีโดยไม่แบ่งแยก”

“สำหรับการแข่งขันอาเซียนพาราเกมส์ ซีพี ก็พร้อมให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ โดยมุ่งเน้นการเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนของสังคมได้มีส่วนร่วมอย่างแท้จริง”

“เครือเจริญโภคภัณฑ์หวังว่าการสนับสนุนมหกรรมกีฬาในครั้งนี้ จะช่วยส่งต่อพลังแห่งความดี ความร่วมมือ และความภูมิใจให้กับคนไทยทุกคน เพราะชัยชนะในสนามกีฬา คือชัยชนะของหัวใจคนไทยทั้งชาติ และเป็นอีกก้าวสำคัญของการต่อยอด Soft Power ไทย ที่จะส่งต่อแรงบันดาลใจให้โลกรู้จักพลังของคนไทยมากยิ่งขึ้น จึงขอเชิญชวนคนไทยทั้งประเทศร่วมกันส่งแรงใจและแรงเชียร์ให้นักกีฬาไทยในทุกประเภทกีฬาและทุกสนามการแข่งขัน”

ทั้งนี้ ความร่วมมือของเครือเจริญโภคภัณฑ์และบริษัทในเครือฯ ครอบคลุมการสนับสนุนการแข่งขัน ซีเกมส์ และอาเซียนพาราเกมส์ 2025 ในหลากหลายมิติ ดังนี้

●CPF ร่วมเติมพลัง ‘นักกีฬาซีเกมส์และอาเซียนพาราเกมส์ 2025’ รวมทั้งทีมงานและเจ้าหน้าที่ตลอดการแข่งขัน ด้วยนวัตกรรมอาหารที่ดีต่อกาย ดีต่อใจ ซึ่งสะท้อนเจตนารมณ์ของ CPF ในการ “ทำทุกคำเพื่อสุขภาพที่ดี” ด้วยความเชื่อว่า…พลังจากอาหารที่มีคุณภาพจะช่วยทำให้ร่างกายและหัวใจพร้อมสู้ไปด้วยกัน
●CP ALL ขอส่งต่อความสะดวกและพลังใจให้กับคนไทยผ่านแคมเปญ “เซเว่นชวนเชียร์สุดใจ ทีมไทยแลนด์” พร้อมร่วมส่งแรงใจให้กับนักกีฬาทีมชาติไทยและนักกีฬาทุกคนก้าวสู่ความสำเร็จอย่างเต็มภาคภูมิ และร่วมสร้างความประทับใจให้ทั่วโลกได้เห็นถึงพลังแห่งรอยยิ้มของคนไทย
●CP AXTRA (Makro & Lotus’s) ร่วมสนับสนุนมหกรรมกีฬาครั้งนี้ ผ่าน 3 ด้าน คือ Community, Customer และ Sustainability โดย Community campaign เปิดพื้นที่ แม็คโคร-โลตัส ให้เป็น ‘AXTRA Cheer Zone’ เชียร์ไทยไปกับ ซีพี แอ็กซ์ตร้า สำหรับ Customer campaign ‘ชวนลูกค้าเชียร์ไทยไปกับ แม็คโคร-โลตัส’ แจก Point พิเศษทุกการช้อป ตลอดช่วงการแข่งขัน พร้อมร่วมฉลองชัยรับไอเทมพิเศษ ฟรี ทุกเหรียญทองของไทย และด้าน Sustainability กับแคมเปญ ‘Green SEA Games ซีเกมส์สีเขียว สนามปลอดขยะ’ จัดให้มีการคัดแยกขยะในทุกสนามการแข่งขัน
●True Corporation ร่วมสนับสนุนเทคโนโลยีการสื่อสาร เชื่อมต่อ “สัญญาณแห่งความสุข” ภายใต้แนวคิด ‘Power Up Nation’s Sportsmanship’ ปลุกพลังความเป็นนักกีฬาที่แท้จริงที่อยู่ภายในตัวตนของคนไทยทุกคน พร้อมดูแลเตรียมความพร้อมเครือข่ายทรู 5G มาตรฐานใหม่ที่ยกระดับ ความเร็ว ความครอบคลุม ความเสถียร และความปลอดภัยขั้นสูงสุด ครอบคลุมทุกมิติ ทั้งจัดทีม ‘Power Up True Network’ ให้เร็ว แรง ครอบคลุมทุกสนามแข่งขันและที่พักนักกีฬาทั่วประเทศ ติดตั้งรถโมบายล์สถานีฐานเคลื่อนที่เร็ว (COW) และอุปกรณ์ขยายสัญญาณมากกว่า 130 จุด ใน 4 จังหวัดเจ้าภาพ ให้ทุกการสื่อสารไร้รอยต่อ รวมถึง ‘Power Up Athletes’ จัดเตรียมซิมทรู 5G พร้อมอินเทอร์เน็ตไม่จำกัดแก่เจ้าหน้าที่และนักกีฬาจากทั้ง 11 ประเทศ เพื่อให้สื่อสารได้รวดเร็วทันใจ และ ‘Power Up the Press’ เสริมแกร่งการสื่อสารโดยติดตั้งอินเทอร์เน็ตไฟเบอร์ความเร็วสูงและ WiFi จากทรูออนไลน์ ใน Press Center ทั้ง 4 จังหวัด ให้สื่อมวลชนจากนานาประเทศได้รายงานความเคลื่อนไหวฉับไวและแม่นยำตลอดการแข่งขัน
●TrueVisions NOW ถ่ายทอดสด ชมฟรี! ซีเกมส์ 2025 ครบทุกทุกกีฬาสำคัญ ให้แฟนกีฬาทั่วประเทศได้ร่วมเชียร์กันแบบสดๆ โดยรับชมได้ทุกอุปกรณ์ เพียงดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน ทรูวิชั่นส์นาว ลงทะเบียน ก็สามารถรับชมการแข่งขันได้ฟรีทันที
●TrueMoney ผู้ให้บริการรับชำระเงินแบบ E-Wallet รายเดียวของงาน (Exclusive E-Wallet Partner) ช่วยให้แฟนกีฬาไทยและชาวต่างชาติชำระเงินได้สะดวก ปลอดภัย และรวดเร็วผ่านแอปเดียว อีกทั้งยังมีกิจกรรมภายในแอปพลิเคชันให้ร่วมส่งแรงเชียร์นักกีฬาไทย พร้อมร่วมมือพันธมิตรมอบส่วนลดค่าเดินทาง ไป–กลับ สนามแข่งขันเมื่อชำระเงินผ่านทรูมันนี่
● Amaze Super App เป็นสื่อกลางในการโปรโมทและอัปเดตข่าวสาร อาทิ ตารางการแข่งขัน ผลการแข่งขัน รวมไปถึงจัดแคมเปญ ‘Amaze ส่งใจให้ไฟลุก’ มอบส่วนลด 20% ทุกสินค้าที่ร่วมรายการช่วงซีเกมส์ 2025 รวมถึงแจกอเมซพอยท์อัดฉีดให้นักกีฬาไทยที่ได้เหรียญทุกคน ทุกประเภทกีฬา รวมมูลค่ากว่าหนึ่งล้านบาท

การสนับสนุนของเครือเจริญโภคภัณฑ์ในครั้งนี้ ไม่เพียงช่วยยกระดับวงการกีฬาไทย แต่ยังเป็นการสร้าง ‘Soft Power ที่ทรงพลัง’ สะท้อนภาพประเทศไทยในฐานะเจ้าภาพที่พร้อมทั้งด้านการจัดการ เทคโนโลยี และพลังของคนไทยที่พร้อมส่งต่อรอยยิ้ม มิตรภาพ และความเป็นหนึ่งเดียวสู่สายตาทั่วโลก

สำหรับปี 2025 ประเทศไทยได้รับเกียรติให้เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 เป็นครั้งที่ 7 ของประเทศ ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 9-20 ธันวาคม 2568 ใน 3 จังหวัดหลัก ได้แก่ กรุงเทพมหานคร ชลบุรี และสงขลา ขณะเดียวกันการแข่งขันอาเซียนพาราเกมส์ ครั้งที่ 13 จะมีขึ้นระหว่างวันที่ 20-26 มกราคม 2569 ที่จังหวัดนครราชสีมา โดยมีทัพนักกีฬาจาก 11 ประเทศสมาชิกอาเซียน เข้าร่วมชิงชัย โดยซีเกมส์ปีนี้มาพร้อมแนวคิด “กระจายการแข่ง ขัน สร้างโอกาสทั่วไทย” มุ่งกระตุ้นเศรษฐกิจในภูมิภาค ผ่านการจัดแข่งขันกว่า 54 ชนิดกีฬา แบ่งเป็น 50 ชนิดกีฬาชิงเหรียญทางการ และ 4 ชนิดกีฬาสาธิต ครอบคลุมทั้งกีฬามาตรฐานโอลิมปิกเกมส์และกีฬาพื้นบ้านของอาเซียน ชิงชัยกว่า 574 เหรียญทอง

ขอเชิญชวนคนไทยทุกคนร่วมเป็นส่วนหนึ่งของชัยชนะ ส่งแรงใจให้ทัพนักกีฬาไทยคว้าเหรียญทองในซีเกมส์และอาเซียนพาราเกมส์ 2025 เพราะ “ทุกแรงใจของคนไทย คือพลังของชาติ” เครือเจริญโภคภัณฑ์และบริษัทในเครือ “ร้อยเรียงหัวใจคนไทย…สู่ชัยชนะของชาติ”

ซีพีร้อยเรียงใจพาไทยคว้าชัยซีเกมส์และอาเซียนพาราเกมส์ #คนไทยหัวใจนักสู้ #ซีเกมส์ #ซีเกมส์33 #อาเซียนพาราเกมส์ #SeaGame #SEAGames2025 #AseanParaGames2025 #AseanParaGames


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

สตช.จัดงานแถลงข่าว “รวมพลังคนไทย ต้านภัยสแกมเมอร์” United Thailand Against Scammers

สำนักงานตำรวจแห่งชาติจัดงานแถลงข่าว “รวมพลังคนไทย ต้านภัยสแกมเมอร์” United Thailand Against Scammers

วันที่ 10 พฤศจิกายน 2568 เวลา 10.00 น. : นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการแถลงข่าวการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดอาชญากรรม ทางเทคโนโลยี “รวมพลังคนไทย ต้านภัยสแกมเมอร์” United Thailand Against Scammers ณ ห้องประชุมแจ้งยอดสุข อาคารศูนย์ฝึกอบรม ตม. สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยมี นางสาวไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขาธิการนายกรัฐมนตรี, พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) พร้อมด้วย รอง ผบ.ตร. ประกอบด้วย พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์, พล.ต.อ.นิรันดร เหลื่อมศรี, พล.ต.อ.กรไชย คล้ายคลึง, พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร และผู้ช่วย ผบ.ตร., รองจเรตำรวจแห่งชาติ, ผู้บัญชาการและผู้แทนหน่วยต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ร่วมงาน

ตามที่นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้ยกระดับการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยีเป็น “วาระแห่งชาติ” และคณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบเมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2568 นั้น สำนักงานตำรวจแห่งชาติจึงได้ยกระดับงานป้องกันปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีเป็นงานสำคัญ ที่จะต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วนให้บังเกิดผลเป็นรูปธรรมอย่างชัดเจน และได้สั่งการให้ตำรวจทุกหน่วยในสังกัดระดมสรรพกำลังทำการป้องกันและปราบปราม ในทุกมิติอย่างเข้มข้น

ในส่วนของการปราบปรามมีผลการปฏิบัติที่จะนำมาประชาสัมพันธ์ในการแถลงข่าว “รวมพลังคนไทย ต้านภัยสแกมเมอร์” United Thailand Against Scammers ในวันนี้ สรุปได้ดังนี้

ได้ทำการระดมกวาดล้างจับกุมผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด โดยในการระดมกวาดล้างครั้งล่าสุดในห้วงตั้งแต่วันที่ 27 ตุลาคม–8 พฤศจิกายน 2568 (รวม 13 วัน) มีผลการจับกุม รวม 7,044 คดี ผู้ต้องหา 7,174 คน ดังนี้

  1. จับกุมคดีสำคัญที่เป็นองค์กรเครือข่าย รวม 90 คดี ผู้ต้องหา 315 คน
  2. จับกุมคดี 14 ประเภท รวม 2,580 คดี ผู้ต้องหา 2,432 คน
  3. จับกุมคดีเกี่ยวกับซิมผี บัญชีม้า รวม 795 คดี ผู้ต้องหา 759 คน
  4. จับกุมอุปกรณ์การสื่อสารผิดกฎหมาย เช่น SIMBOX,False base station รวม 11 คดี ผู้ต้องหา 7 คน
  5. สำรวจเสาส่งสัญญาณ และสายสัญญาณอินเทอร์เน็ตบริเวณแนวชายแดนทั่วประเทศ แยกเป็นเสาส่งสัญญาณ จำนวน 1,575 จุด และ สายสัญญาณอินเทอร์เน็ต จำนวน 105 จุด เพื่อส่งข้อมูลใน กสทช.ทำการตรวจสอบและดำเนินการตามกฎหมาย
  6. ตรวจสอบโกดังสินค้าในทุกพื้นที่ ที่มีความเชื่อมโยงกับขบวนการหลอกลวงส่งสินค้าโดยที่ประชาชนไม่ได้สั่งซื้อจริง หรือได้รับสินค้าไม่ตรงกับที่โฆษณาไว้ ซึ่งเป็นประเภทคดีที่มีผู้เสียหายมากที่สุดในขณะนี้
  7. ติดตามเงินคืนให้กับผู้เสียหาย (Money Cash Back) ได้รวม 234 ราย และจับกุมผู้ต้องหาได้ 224 คน โดยในวันนี้มีผู้เสียหายเดินทางมารับเงินคืนในงานแถลงข่าว รวมจำนวน 31 ราย เป็นเงินรวม 14,604,248 บาท (ทั้งนี้ ตั้งแต่เริ่มโครงการ Money Cash Back กุมภาพันธ์ 2568-ปัจจุบัน สามารถคืนเงินให้กับผู้เสียหายได้ 322 ราย เป็นจำนวนเงินรวม 312,014,202.15 บาท)
  8. สกัดกั้นคนไทยที่จะเดินทางออกนอกประเทศเพื่อไปร่วมขบวนการ Scammer ได้ 123 ครั้ง 201 คน
  9. ปฏิบัติการขยายผลเส้นทางการเงินต้องสงสัยจากศูนย์ War Room รวม 128 ราย ผู้ต้องหา 133 คน
  10. มีการระดมจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง โดยในห้วงวันที่ 1–8 พฤศจิกายน 2568 (รวม 8 วัน) จับกุมได้ 965 คน
  11. จับกุมคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยีอื่นๆ เช่น การพนันออนไลน์,จำหน่ายอาวุธปืนออนไลน์ ฯลฯ จำนวน 3,083 คดี ผู้ต้องหา 3,103 คน
  12. สืบสวนจับกุมเว็บไซต์ แพลตฟอร์ม สื่อออนไลน์ช่องทางต่างๆ ที่โฆษณาเกี่ยวกับการพนันออนไลน์ โดยเน้นจับกุมผู้จัดให้มีการเล่นและผู้ประกาศโฆษณาชักชวน โดยเฉพาะอินฟูลเอนเซอร์ที่มีชื่อเสียง และขยายผล ยึดและอายัดทรัพย์สิน โดยในห้วงวันที่ 1–8 พฤศจิกายน 2568 (8 วัน) จับกุมผู้จัดให้มีการเล่นและผู้โฆษณาชักชวนบนสื่อออนไลน์ ได้ 22 ราย ผู้ต้องหา 27 คน (ทั้งนี้ ในห้วงวันที่ 1 ตุลาคม–8 พฤศจิกายน 2568 ในภาพรวมมีการจับกุมเครือข่ายการพนันออนไลน์รายใหญ่ 26 ราย ผู้ต้องหา 196 คน ตรวจยึดทรัพย์สิน 41,720,000 บาท)
  13. ร่วมกับกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เสนอปิดกั้นเว็บไซต์ แพลตฟอร์ม สื่อออนไลน์ช่องทางต่างๆ ที่โฆษณาชักชวนหรือเกี่ยวข้องกับการพนันออนไลน์ รวมทั้งที่กระทำผิดกฎหมายอื่นๆ เช่น ยาเสพติด บุหรี่ไฟฟ้า อาวุธปืน โดยในห้วงวันที่ 1 ตุลาคม–5 พฤศจิกายน 2568 เสนอปิดกั้นที่เกี่ยวกับการพนันออนไลน์และที่กระทำผิดกฎหมายอื่นๆ ดังนี้
    1. 1-31 ต.ค.2568 : ปิดเว็บไซต์การพนันออนไลน์ 22,416 URL, ปิดแพลตฟอร์มการพนันออนไลน์และที่ผิดกฎหมายอื่นๆ (Facebook/YouTube/X/TikTok/Line) 4,984 ครั้ง
    1. 1-5 พ.ย.2568 : ปิดเว็บไซต์การพนันออนไลน์ 15,978 URL,ปิดแพลตฟอร์มการพนันออนไลน์และที่ผิดกฎหมายอื่นๆ (Facebook/YouTube/X/TikTok/Line) 3,818 ครั้ง รวม ปิดเว็บไซต์การพนันออนไลน์ 38,394 URL,ปิดแพลตฟอร์มการพนันออนไลน์และที่ผิดกฎหมายอื่นๆ (Facebook/YouTube/X/TikTok/Line) 8,802 ครั้ง

ในการแถลงข่าวผลการดำเนินการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี “รวมพลังคนไทย ต้านภัยสแกมเมอร์ United Thailand Against Scammers” ได้แบ่งพื้นที่งานออกเป็น 5 โซน คือ

  1. War Room (ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์)
  2. การคืนเงินให้กับผู้เสียหาย (โครงการ Money Cash Back)
  3. ผลการป้องกันปราบปรามที่มีความสำคัญและความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน
    1. 3.1) ผลการปฏิบัติที่สำคัญของกองบัญชาการต่างๆ ในสังกัดสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
    2. 3.2) เครื่องมือในการประชาสัมพันธ์ “เตือนภัยไซเบอร์” เพื่อให้ประชาชนรู้เท่าทันภัยในโลกออนไลน์
    3. 3.3) ความร่วมมือของหน่วยงานต่างๆ ทั้งภายในและภายนอกประเทศ
  4. บรรยายพิเศษเกี่ยวกับการปฏิบัติงานของศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์
  5. นายกรัฐมนตรีพร้อมด้วยสำนักงานตำรวจแห่งชาติและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องประกาศเจตนารมณ์ร่วมกัน

โดยมีรายละเอียดดังนี้

  1. War Room (ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์) มีการยกระดับการปฏิบัติงานของ War Room โดยได้เชิญเจ้าหน้าที่ของทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น ผู้ประกอบการธนาคาร,ผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์,สำนักงาน ก.ล.ต.,สำนักงาน ปปง.,สำนักงาน กสทช. มาร่วมปฏิบัติงานประจำที่ War Room ทุกวัน เพื่อให้การช่วยเหลือประชาชนและการปราบปรามเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เช่น สามารถระงับยับยั้งความเสียหายที่เกิดขึ้นกับเหยื่อที่ยังไม่รู้ตัวว่ากำลังถูกโดนหลอก สามารถจับกุมคนร้ายได้ในทันทีทันใด และติดตามเงินคืนให้กับผู้เสียหายได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น
  2. การคืนเงินให้กับผู้เสียหาย (โครงการ Money Cash Back) เป็นผลต่อเนื่องมาจากการปฏิบัติงานของศูนย์ War Room โดยเมื่อศูนย์ฯ ตรวจพบเส้นทางการเงินที่มีเหตุอันควรสงสัยหรือมีความผิดปกติ จะมีการสั่งการให้ธนาคารระงับธุรกรรมทางการเงินชั่วคราว และสั่งการให้ชุดปฏิบัติการตำรวจทั้งส่วนกลางและพื้นที่รับผิดชอบรีบเข้าไปตรวจสอบ หากตรวจพบการกระทำความผิดจะอายัดเงินของคนร้ายที่หลอกลวงไปนำกลับมาคืนเงินให้กับผู้เสียหาย
  3. ผลการป้องกันปราบปรามที่มีความสำคัญและความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน
    1. 3.1) ผลการปฏิบัติที่สำคัญของกองบัญชาการต่างๆ ในสังกัดสำนักงานตำรวจแห่งชาติ รวม 34 คดี
    2. 3.2) เครื่องมือในการประชาสัมพันธ์ “เตือนภัยไซเบอร์” เพื่อให้ประชาชนรู้เท่าทันภัยในโลกออนไลน์
      1. แอปพลิเคชัน “Cyber Check” โดยประชาชนสามารถดาวน์โหลดได้จาก App store และ Google Play เพื่อตรวจสอบกรณีสงสัยว่าอาจจะเป็นมิจฉาชีพมาหลอกลวงหรือไม่ โดยนำข้อมูล ได้แก่ หมายเลขโทรศัพท์,เลขที่บัญชีธนาคาร,Website,Facebook,Line,TikTok และ SMS เข้าไปตรวจสอบเบื้องต้นได้ ซึ่งปัจจุบันมีประชาชนเข้ามาใช้ แอปพลิเคชั่น Cyber Check แล้ว มากกว่า 300,000 คน และมีการปรับปรุงข้อมูลในระบบให้เป็นปัจจุบันตลอดเวลา
      2. “Cyber Vaccine” โดยวิเคราะห์แผนประทุษกรรมรูปแบบใหม่ๆ ของคนร้ายที่นิยมใช้ในปัจจุบัน และจัดทำเป็นสื่อเตือนภัยลงใน Facebook เพจ “ตำรวจไซเบอร์” เพื่อเป็นศูนย์กลางในการประชาสัมพันธ์ “เตือนภัยไซเบอร์”
    3. 3.3) ความร่วมมือของหน่วยงานต่างๆ ทั้งภายในและภายนอกประเทศ
      1. หน่วยงานภายในประเทศ ประกอบด้วย ภาคการเงิน ได้แก่ ธนาคารแห่งประเทศไทย,สมาคมธนาคารไทย,สมาคมการค้าผู้ให้บริการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ไทย (TEPA),สมาคมการค้าผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลไทย (TDO),Binance,True Money ภาคโทรคมนาคม ได้แก่ ผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์ AIS, TRUE / DTAC,3BB
      2. หน่วยงานภายนอกประเทศ ที่เกี่ยวข้องกับการบังคับใช้กฎหมาย ประกอบด้วย FBI,Homeland Security Investigation (HSI),U.S. Secret Service,UNODC,Australian Federal Police,German Federal Criminal Police Office,Korean National Police Agency
      3. แพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ ได้แก่ LINE,TIKTOK
  4. บรรยายพิเศษเกี่ยวกับการปฏิบัติงานของศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ โดย พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ
  5. นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยสำนักงานตำรวจแห่งชาติและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องประกาศเจตนารมณ์ร่วมกัน

สำนักงานตำรวจแห่งชาติจะยกระดับในการป้องกันปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ให้มีความเข้มข้นมากยิ่งขึ้นและบังเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมโดยเร็วที่สุด ขอให้พี่น้องประชา ชนเชื่อมั่นในความมุ่งมั่นตั้งใจของเจ้าหน้าที่ตำรวจทุกนาย ที่จะปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลังความสามารถ เพื่อปราบปรามและสกัดกั้นอาชญากรรมทางเทคโนโลยีทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มแก๊งคอลเซ็นเตอร์ หรือกลุ่มแก๊งหลอกลวงออนไลน์ในรูปแบบต่างๆ (สแกมเมอร์) รวมทั้งเครือข่ายการพนันออนไลน์ทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่ ซึ่งสร้างความเสียหายต่อพี่น้องประชาชนและระบบเศรษฐกิจของประเทศอยู่ในขณะนี้

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ขอขอบคุณหน่วยงานต่างๆ รวมทั้งพี่น้องประชาชนทุกภาคส่วน ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ที่ให้ความร่วมมือในการปฏิบัติงานรวมทั้งการแจ้งเบาะแสต่างๆ และร่วมเป็นกำลังสำคัญในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีด้วยดีตลอดมา

พวกเราทุกคนขอยืนยันว่าจะทำงานด้วยความโปร่งใส เข้มแข็ง และมุ่งมั่น เป็นตำรวจมืออาชีพ เพื่อความผาสุกและความปลอดภัยในสังคมออนไลน์ของประชาชนทุกคน


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

“ผบช.ทท.” สั่งกำชับ ตำรวจท่องเที่ยวลงพื้นที่วัดสุวรรณคูหา จ.พังงา เร่งรัดวาง 6 มาตราการเข้ม

“ผบช.ทท.” สั่งกำชับ ตำรวจท่องเที่ยวลงพื้นที่วัดสุวรรณคูหา จ.พังงา เร่งรัดวาง 6 มาตราการเข้ม ห้ามผู้ประการขายกล้วยให้ลิง หยุดตื้อ นทท.ด้วยกริยาไม่งาม ป้อง กันภาพบรรยาการท่องเที่ยว รับไฮซีซั่น

วันที่ 9 พ.ย.2568 เวลา 15.00 น. ที่สถานีตำรวจท่องเที่ยว 1 กก.2 บก.ทท.3 พ.ต.ท.เอกชัย ศิริ สวญ.ส.ทท.1 กก.2 บก.ทท.3 เปิดเผยว่า จากกรณีที่ปรากฏคลิปวีดีโอเผยแพร่ในสื่อสัง คมออนไลน์ กรณีแม่ค้าขายกล้วยลิง บริเวณวัดสุวรรณคูหาฯ ทำให้เกิดภาพลักษณ์ที่ไม่ดีต่อการท่องเที่ยว นััน พล.ต.ท.ศักย์ศิรา เผือกอ่ำ ผบช.ทท.ได้สั่งกำชับให้ พล.ต.ต.เศรษฐศักดิ์ ยิ้มเจริญ ผบก.ทท.3, พ.ต.อ.ณรภณ วัฒนะกรทวี ผกก.2 บก.ทท.3, พ.ต.ท.บรรณพงศ์ เก่งเรียน รอง ผกก.2 บก.ทท.3 เร่งแก้ใขกรณีดังกล่าวเป็นการเร่งด่วน เพื่อป้องกันผลกระทบต่อภาพลักษ์ บรรยาการการท่องเที่ยวของประเทศ ซึ่งเป็นช่วงเริ่มเข้าฤดูไฮซีซั่น นั้น

พ.ต.อ.ณรภณฯ เปิดเผยว่า ในวันนี้ พ.ต.ท.เอกชัย พร้อมด้วย พ.ต.ต.ชาญณรงค์ รอดทองดี สว.ส.ทท.1 กก.2 บก.ทท.3 พร้อม สายตรวจพังงา ได้ลงพื้นที่ วัดสถานที่เกิดเหตุ เพื่อกราบนมัสการหารือร่วมกับ พระภาวนาธรรมาภิราม รองเจ้าคณะจังหวัดพังงา พระครูวรธรรมวิมล เจ้าคณะอำเภอตะกั่วทุ่ง, พระปลัดธนารักษ์ เจ้าอาวาสวัดสุวรรณคูหา, นายวิเชฐ สูยะนันท์ นายอำเภอตะกั่วทุ่ง, นางอรพิณย์ แสนหล้า นักวิชาการศาสนาปฏิบัติการ สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดพังงาและคณะกรรมการวัดสุวรรณคูหา สำหรับผลการหารือเกี่ยวกับปัญหาตามที่ปรากฎคลิปวีดีโอเผยแพร่ในสื่อสังคมออนไลน์ กรณีแม่ค้าขายกล้วยลิง บริเวณวัดสุวรรณคูหาฯ ทำให้เกิดภาพลักษณ์ที่ไม่ดีต่อการท่องเที่ยวรวมทั้งพูดคุยกับกลุ่มผู้ประกอบการขายอาหารลิง (กล้วย) เพื่อรับฟังปัญหาและหาแนวทางแก้ไขร่วมกัน ศาลาการเปรียญ วัดสุวรรณคูหา ตำบลกระโสม อำเภอตะกั่วทุ่ง จังหวัดพังงา

ด้าน พ.ต.ท.เอกชัยฯ ยังได้เปิดเผยถึงผลการดำเนินการตามข้อสั่งการตามลำดับชั้นว่า โดยได้สรุป ดังนี้

  1. ตัวแทนกลุ่มผู้ประกอบการขายอาหารลิง แสดงความเสียใจ และกล่าวขอ โทษ ที่ทำให้ภาพลักษณ์การท่องเที่ยวเสียหาย
  2. กลุ่มผู้ประกอบการ จะไม่ออกมาเร่ขายสินค้า (อาหารลิง)ในพื้นที่สาธารณะอีก จะจำหน่ายในเขตพื้นที่ ที่ทางวัดจัดให้เท่านั้น รวมทั้งให้คำมั่นว่าจะไม่มีพฤติกรรมที่เป็นลักษณะทำให้เสียภาพลักษณ์การท่องเที่ยวอีก
  3. ทางคณะกรรมการวัดจะทำการจัดระเบียบที่จอดรถ ให้บริษัทนำเที่ยวนำรถมาจอดในเขตพื้นที่ที่ทางวัดจัดไว้เท่านั้น รวมถึงทำป้ายประชาสัมพันธ์จุดจำหน่ายอาหารลิง และจุดให้อาหารลิง ให้เห็นเด่นชัดจากลานจอดรถ
  4. ให้ทางร้านติดป้ายกำกับราคาในสินค้าที่จำหน่ายภายในวัด เพื่อป้องกันการเอารัดเอาเปรียบนักท่องเที่ยว
  5. ทางวัดจะจัดโซนสำหรับจำหน่ายอาหารลิง และโซนที่จะให้อาหารลิงไว้เป็นการเฉพาะ
  6. ทางคณะกรรมการวัดฯจะทำความเข้าใจกับตัวแทนบริษัทนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ ที่นำนักท่องเที่ยวเดินทางมาเที่ยวที่วัดสุวรรณคูหา กรณีการอุดหนุนสินค้า (อาหารลิง) ที่วางจำหน่ายภายในวัดเท่านั้น แต่ไม่ตัดสิทธิ์ ร้านค้าภายนอกวัดที่จะเข้าร่วมจำหน่ายอาหารลิงภายในพื้นที่ ที่วัดได้จัดไว้ให้

ท้ายนี้ขอฝากไปถึงพี่น้องประชาชน หากพบเห็นเหตุการณ์ที่จะส่อไปในทางนักท่องเที่ยว ทั้งไทยและต่างชาติได้รับความเดือดร้อนหรือไม่ปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สินรวมถึงการก่อความรำคาญในขณะที่ไปท่องเที่ยวในแหล่งนั้นนั้น ได้โปรด โทรแจ้งได้ที่ หมายเลข 1155 “พ.ต.ท.เอกชัย กล่าว“


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง มอบของขวัญ ส่งกำลังใจแก่ผู้พิการ ในงานวันคนพิการ ครั้งที่ 56 ประจำปี 2568

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง มอบของขวัญ ส่งกำลังใจแก่ผู้พิการ ในงานวันคนพิการ ครั้งที่ 56 ประจำปี 2568 เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด สำนักงานแจ้งวัฒนะ เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ

เมื่อวันเสาร์ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ.2568 : มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นางศิริพร กระจ่างหล้า ผู้จัดการฝ่ายสังคมสงเคราะห์ฯ และ นางสาวศุภรัตน์ สมบัติเจริญไทย หัวหน้าแผนกส่งเสริมการศึกษาและอาชีพฯ ร่วมกับสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ นำทีมเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่มอบกระบอกน้ำพลาสติก ขนาด 1 ลิตร รวมจำนวน 4,000 ใบ รวมงบประมาณเป็นเงิน 248,000 บาท (สองแสนสี่หมื่นแปดพันบาทถ้วน) เป็นของขวัญให้แก่ผู้พิการ เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจ เนื่องในงานวันคนพิการ ครั้งที่ 56 ประจำปี 2568 เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยมี ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์เกษม วัฒนชัย องคมนตรี เป็นประธานในพิธี และมอบโล่เกียรติคุณแด่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง โดย นางศิริพร กระจ่างหล้า ผู้จัดการฝ่ายสังคม สงเคราะห์ เป็นผู้รับมอบ ณ ห้องจัดเลี้ยงอาหาร 9 ชั้น 1 บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด สำนักงานแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ

สำหรับการช่วยเหลือผู้พิการ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง โดยฝ่ายสังคมสงเคราะห์ ได้ริเริ่มดำเนินการและขยายโครงการต่อเนื่องเรื่อยมา ด้วยความตระหนักถึงความยากลำบากในการดำรงชีวิต เพื่อการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิต อาทิ โครงการ “ป่อเต็กตึ๊ง สงเคราะห์สังคม” โดยการมอบเข็นวีลแชร์แก่ผู้พิการ พร้อมมอบค่าพาหนะสำหรับผู้ที่เดินทางมารับ ซึ่งขณะนี้ได้กระจายความช่วยเหลือไปสู่ผู้พิการยากไร้ในส่วนภูมิภาค นอกจากนี้ มูลนิธิฯ ยังให้ความช่วยเหลือโดยผ่าน หรือร่วมกับโครงการ องค์กร และหน่วยงานต่างๆ อาทิ การสนับสนุนค่าพาหนะ และเครื่องอุปโภคบริโภค ให้แก่ผู้รับขาเทียม ช่างและอาสาสมัคร ในโครงการออกหน่วยทำขาเทียมพระราชทานเคลื่อนที่ การมอบของขวัญเพื่อเป็นขวัญและกำลังใจแก่ผู้พิการ เนื่องในวันคนพิการ โดยร่วมกับสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ และในวันจันทร์นี้ (10 พฤศจิกายน พ.ศ.2568) มูลนิธิฯ กำหนดมอบไม้เท้าขาวแก่ผู้พิการทางสายตา ผ่านมูลนิธิช่วยคนตาบอดแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชินูปถัมภ์ สมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย และมูลนิธิธรรมิกชนเพื่อคนตาบอดในประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ รวมงบประมาณการช่วยเหลือผู้พิการ ในปี 2568 ณ ปัจจุบัน คิดเป็นมูลค่ากว่า 2 ล้านบาท

ตลอดระยะเวลากว่า 115 ปี ที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ขยายขอบข่ายโครงการต่างๆ ออกไปอย่างกว้างขวาง ไม่เพียงแต่บำบัดทุกข์ บำรุงสุข แก่ผู้ตกทุกข์ได้ยากโดยไม่จำกัดเชื้อชาติ ศาสนา เท่านั้น แต่ยังได้พัฒนาคุณภาพชีวิตอีกในหลายทาง เพื่อเป็นองค์กรสาธารณกุศลที่ช่วยเหลือประชาชนครบวงจรในทุกๆ ด้าน ต่อไป ดังปณิธาน “มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต”

ติดต่อสอบถาม และติดตามข่าวสารและกิจกรรมของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ที่ เฟซบุ๊ก แฟนเพจ www.facebook.com/atpohtecktung และช่องทางอื่นๆ ที่สะดวกได้ที่ https://linktr.ee/pohtecktung หรือที่สายด่วนป่อเต็กตึ๊ง 1418

ป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต ##แอปพลิเคชันป่อเต็กตึ๊ง1418 #ช่วยจริงอุ่นใจแม้ในนาทีฉุกเฉิน


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) รวบช่างไฟ อดีตแอดมินเพจหลอกทำงานหารายได้เสริม

ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) รวบช่างไฟ อดีตแอดมินเพจหลอกทำงานหารายได้เสริม

กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดย กองบังคับการตำรวจทางหลวง (บก.ทล.) พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก., พล.ต.ต.โสภณ สารพัฒน์ รอง ผบช.ก., พล.ต.ต.พรศักดิ์ เลารุจิราลัย ผบก.ทล., พ.ต.อ.มีชัย กำเนิดพรหม รอง ผบก.ทล., พ.ต.อ.อภิชาติ เรนชนะ ผกก.3 บก.ทล., พ.ต.ท.ตุลยวัต เมืองทอง รอง ผกก.3 บก.ทล., พ.ต.ท.สมบูรณ์ เอื้อสมานไมตรี รอง ผกก.3 บก.ทล., พ.ต.ต.ก่อเกียรติ เกียรติตั้ง สว.ส.ทล.3 กก.3 บก.ทล. /เจ้าหน้าที่ชุดจับกุม นำโดย ร.ต.อ.ประพันธ์ เอี่ยมประโคน รอง สว.ส.ทล.3 กก.3 บก.ทล, ร.ต.ท.จินดา โพธิ์ทอง รอง สว.(ป.) ส.ทล.3 กก.3 บก.ทล, ด.ต.ณัฐวุฒิ เสาเปรีย, ด.ต.ณัฐพงษ์ สิ่วสำแดง ผบ.หมู่.ส.ทล.3 กก.3 บก.ทล.ร่วมกันจับกุม นายอภิชาติฯ อายุ 36 ปี ผู้ต้องหา ตามหมายจับของศาลแขวงขอนแก่น ที่ จ.221/2568 ลงวันที่ 27 สิงหาคม 2568 ซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิดฐาน “ร่วมกันฉ้อโกงและร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือข้อมูลคอม พิวเตอร์อันเป็นเท็จโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นโดยตรง” สถานที่จับกุม บริเวณ ทล.36 ต.ทับมา อ.เมือง จ.ระยอง

พฤติการณ์ ก่อนการจับกุม เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุม ได้รับแจ้งจากสายลับว่า นายอภิชาติฯ บุคคลตามหมายจับ เป็นพนักงานติดตั้งสายไฟของบริษัทแห่งหนึ่ง ใน อ.เมือง จ.ระยอง กำลังจะเดินทางไปทำงานที่ อ.นิคมพัฒนา จ.ระยอง โดยใช้รถยนต์อีซูซุ สีน้ำตาล โดยจะใช้เส้นทาง ทล.36 เจ้าหน้าที่ได้เดินทางไปตรวจสอบตามเส้นทางที่ได้รับแจ้ง และได้พบรถยนต์เป้าหมายขับขี่ผ่านมา ได้ติดตามและเรียกให้หยุดรถบริเวณที่จับกุม แล้วเข้าตรวจค้นตามหลักยุทธวิธี ผลการตรวจสอบพบว่านายอภิชาติฯ เป็นบุคคลตามหมายจับของศาลแขวงขอนแก่น ที่ จ.221/2568 ลงวันที่ 27 สิงหาคม 2568 ซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิดฐาน “ร่วมกันฉ้อโกงและร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นโดยตรง” และไม่เคยถูกจับกุมในคดีนี้มาก่อน จึงได้แจ้งข้อกล่าวหาตามหมายจับให้ทราบ ก่อนนำตัวผู้ต้องหาส่ง พนักงานสอบสวน สภ. บ้านเป็ด จ.ขอนแก่น เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

จากการสอบถามปากคำเบื้องต้น นายอภิชาติฯ รับสารภาพและให้การเพิ่มเติมว่า ก่อนหน้านี้ตนเคยไปทำงานที่ประเทศกัมพูชา ได้เปิดบัญชีธนาคารเพื่อฝากถอนเงินจากเว็บพนัน เนื่อง จากตนเป็นแอดมินเพจ ได้รับเงินเดือนและได้รับเงินเพิ่มจากยอดเงินที่เข้าบัญชี โดยมีเคสหนึ่ง เมื่อประมาณ เดือนกันยายน 2567 ได้มีผู้เสียหาย ทักเข้ามาที่เพจรับสมัครงาน เพื่อรับงานมาทำที่บ้านเป็นรายได้เสริม จึงสนใจและสมัครเข้าไป จากนั้นตนที่เป็นแอดมินเพจ ได้สอบถามข้อมูลเบื้องต้น หากผู้เสียหายสนใจก็จะส่งลิงก์ไลน์ชักชวนเข้ากลุ่ม แล้วให้ผู้เสียหายติดต่อเจ้าหน้าที่คนที่ 1 เพื่อทำกิจกรรมประจำวัน และประเมินงานผ่านไลน์กลุ่ม จากนั้นให้ติดต่อเจ้าหน้าที่คนที่ 2 ซึ่งเจ้าหน้าที่คนที่ 2 ให้ทำกิจกรรมตามช่วงเวลาที่กำหนด แต่ละกิจกรรมมีค่าตอบแทนให้ รวม 17 กิจกรรม ซึ่งต้องโอนเงินไป 799 บาท แล้วให้ติดต่อเจ้าหน้าที่คนที่ 3 ซึ่งบังคับให้เลือกแผนทุนกิจกรรม ต้องโอนเงินเพิ่ม 4,999 บาท เจ้าหน้าที่คนที่ 3 ให้กดลิ้งค์ตามที่บอก แล้วอ้างกับผู้เสียหายว่ากดลิ้งค์แล้วเกิดปัญหา ต้องโอนเงินเพิ่ม 14,991 บาท เจ้าหน้าที่คนที่ 3 แจ้งว่าต้องทำรายการ 3 ครั้ง ต้องโอนเงินเพิ่ม 29,982 บาท เมื่อทำรายการครบ 3 ครั้งแล้ว ไม่สามารถถอนเงินในระบบได้ ต้องติดต่อเจ้าหน้าที่คนที่ 4 ซึ่งเจ้าหน้าที่คนที่ 4 แจ้งว่า ทำรายการถอนเงินไม่ตรงยอดเงิน ต้องโอนเงินเพิ่ม 68,998.10 บาท ซึ่งหลังจากโอนเงินแล้ว ยังไม่สามารถถอนเงินได้ เจ้าหน้าที่คนที่ 4 แจ้งว่า ต้องโอนเงินเพิ่มอีกเพื่อปลดล็อค ผู้เสียหายไม่ได้โอนเพิ่มแต่อย่างใน ทำให้ได้รับความเสียหายรวมกว่า 119,767.10 บาท

ช่องทางการติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
-พ.ต.ต.ก่อเกียรติ เกียรติตั้ง สว.ส.ทล.3 กก.3 บก.ทล. หมายเลขโทรศัพท์ 086-348-9069
-สถานีตำรวจทางหลวงระยอง หมายเลขโทรศัพท์ 038-647-111

“ผู้ต้องหาหรือจำเลยยังเป็นผู้บริสุทธิ์ตราบใดที่ศาลยังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุด”

กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง “มืออาชีพ เป็นกลาง เคียงข้างประชาชน” 1106 ถนนพหลโยธิน แขวงจอมพล เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900
Website : https://cib.go.th/
FB : ตำรวจสอบสวนกลาง Youtube : ตำรวจสอบสวนกลาง

หลอกทำงานหารายได้เสริม #ตำรวจทางหลวง #ตำรวจสอบสวนกลาง #CIB


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

“รองนายกฯ สุชาติ” สั่งตั้งฐานปฏิบัติการร่วมอุทยานฯ ตชด. ทหาร ป้องกันลักลอบขุดทองในเขตอุทยานฯทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี

“รองนายกฯ สุชาติ” สั่งตั้งฐานปฏิบัติการร่วมอุทยานฯ ตชด. ทหาร ป้องกันลักลอบขุดทองในเขตอุทยานฯทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี

วันที่ 9 พ.ย.2568 : นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้สั่งการให้อุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ ร่วมกับตำรวจตระเวนชายแดน (ตชด.) และเจ้าหน้าที่ทหาร ตั้งฐานปฏิบัติการร่วมเพื่อเพิ่มความเข้มข้นในการลาดตระเวนและป้องกันการลักลอบบุกรุกขุดทองในเขตอุทยานฯ ทองผาภูมิอย่างเด็ดขาดและต่อเนื่อง

นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เปิดเผยว่า ตามนโยบายของนายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากร ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่เน้นย้ำให้บังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัดกับผู้บุกรุกพื้นที่ป่าอนุรักษ์ กรมอุทยานฯ โดยอุทยานแห่งชาติทองผาภูมิได้เพิ่มความเข้มข้นในการลาดตระเวนพิทักษ์ผืนป่าและจับกุมผู้ลักลอบขุดหาทองในพื้นที่ ซึ่งจากสถิติทางคดีปี 2568 จนถึงปัจจุบันสามารถจับกุมผู้กระทำความผิดได้รวม 29 คดี มีผู้ต้องหาทั้งคนไทยและต่างด้าวรวม 44 ราย รองนายกฯจึงได้สั่งการให้ตั้งฐานปฏิบัติการร่วมเพื่อเพิ่มความเข้มข้นในการลาดตระเวนและป้องกันการลักลอบบุกรุกขุดทองในเขตอุทยานฯ ทองผาภูมิอย่างเด็ดขาดและต่อเนื่อง

ล่าสุดเมื่อวันที่ 5-7 พฤศจิกายน 2568 คณะทำงานฯ ภายใต้การอำนวยการของนายชาคริต ตันพิรุฬห์ นายอำเภอทองผาภูมิ,พ.อ.พรรณศักย์ เพรียวพานิช ผู้บังคับการกองทหารลาดหญ้า และทีมเจ้าหน้าที่อุทยานฯ นำโดยนายบัญชา กาญจนพันธ์ พนักงานพิทักษ์ป่า ได้ออกปฏิบัติการจับกุมผู้บุกรุกพื้นที่ป่าปิล๊อกคี่ หลังจากติดตั้งกล้องวงจรปิดในแปลงคดีพื้นที่ 13 ไร่กว่าที่ถูกบุกรุก และได้รับสัญญาณแจ้งเตือนพบกลุ่มบุคคล 15-20 คน เข้าออกพื้นที่อย่างต่อเนื่อง คณะเจ้าหน้าที่จึงเดินทางด้วยเรือตรวจการไปยังหมู่บ้านปิล๊อกคี่ จากนั้นเดินเท้าผ่านเส้นทางทำไม้เก่า ลัดเลาะไปตามร่องห้วยและไหล่เขาในป่ารกทึบ ไม่มีหมู่บ้าน ระยะทางกว่า 16 กิโลเมตร เพื่อเข้าสู่จุดซุ่มจับกุม

ในคืนวันที่ 7 พฤศจิกายน 2568 เวลา 22.30 น. เจ้าหน้าที่สังเกตเห็นแสงไฟและได้ยินเสียงคนพูดคุยกันบริเวณหลุมขุดดิน จึงวางแผนปิดล้อม แต่กลุ่มบุคคลบางส่วนวิ่งหลบหนีไปได้เนื่องจากความชำนาญพื้นที่ ผลการจับกุมพบ นายโซเอะเกดุ (ไม่มีนามสกุล) อายุ 34 ปี สัญชาติพม่า จากหมู่บ้านยาพู ประเทศเมียนมา แอบหลบอยู่ในหลุมขุดดิน พร้อมยึดของกลาง 13 รายการ ได้แก่ กระสอบดิน 8 กิโลกรัม, มีดดาบ, กระสุนปืน .22 LR จำนวน 5 นัด, โทรศัพท์มือถือ 2 เครื่อง, อุปกรณ์ขุดดินและร่อนแร่ รวมมูลค่าความเสียหาย 756,307 บาท ทั้งนี้ ผู้ต้องหาให้การว่าเดินทางเข้าเมืองไทยผ่านช่องทางธรรมชาติช่องป่าหมาก-ยาพู พร้อมเพื่อนอีก 3 คน โดยถูกชักชวนให้มาขุดดินหาแร่ทองคำ

ผู้ต้องหาถูกดำเนินคดีฐานความผิด 6 ข้อหา ได้แก่ บุกรุกและทำลายป่า ตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2482 บุกรุกป่าสงวนแห่งชาติ ตาม พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 บุกรุกพื้นที่ลุ่มน้ำชั้น 1 ในอุทยานแห่งชาติ ทำลายทรัพยากรธรรมชาติ (ดิน หิน แร่) เข้าไปดำเนินกิจการเพื่อหาประโยชน์โดยไม่ได้รับอนุญาต มีอาวุธปืนและกระสุนโดยผิดกฎหมาย เจ้าหน้าที่ได้นำตัวผู้ต้องหาส่งพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรปิล๊อก อำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ทั้งนี้พื้นที่ดังกล่าวเป็นป่าต้นน้ำลุ่มน้ำชั้น 1A ที่มีความสำคัญต่อระบบนิเวศ การบุกรุกและขุดดินหาแร่ทองคำก่อให้เกิดความเสียหายอย่างมหาศาล ทางอุทยานจะเพิ่มความเข้มงวดในการลาดตระเวนและดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดอย่างเต็มที่ตามกฎหมาย คดีนี้ได้นำตัวผู้ต้องหาส่งพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรปิล๊อก อำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

ผบช.ภ.7 ฝ่า 399 โค้ง ถึง “สภ.ปิล็อก” ชี้ต้องให้ความสำคัญของโรงพักชายแดน มอบถุงยังชีพเป็นขวัญกำลังใจ

ผบช.ภ.7 ฝ่า 399 โค้ง ถึง “สภ.ปิล็อก” ชี้ต้องให้ความสำคัญของโรงพักชายแดน มอบถุงยังชีพเป็นขวัญกำลังใจ

เมื่อวันที่ 5 พ.ย.2568 เวลา 08.30 น. พล.ต.ท.พิสิฐ ตันประเสริฐ ผบช.ภ.7 พร้อมด้วย พล.ต.ต.อนันต์ นานาสมบัติ รอง ผบช.ภ.7,พล.ต.ต.พศวีร์ เรืองภู่ ผบก.ภ.จ.กาญจนบุรี พร้อมคณะ ได้มาตรวจเยี่ยมและให้กำลังใจ ข้าราชการตำรวจ สภ.ปิล็อก อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี โดยมี พ.ต.ท.ชัยภัฎ พัวพงษ์พันธ์ สว.สภ.ปิล็อก พร้อมข้าราชการตำรวจในสังกัดอยู่ปฏิบัติหน้าที่ เหตุการณ์โดยทั่วไปปกติ

ในการตรวจเยี่ยมครั้งนี้ ผบช.ภ.7 ได้มอบถุงยังชีพ พูดคุยและให้กำลังใจกับข้าราชการตำรวจที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่บนสถานีตำรวจ เดินตรวจความเรียบร้อยทั้งภายในและภายนอกอาคาร พร้อมมอบนโยบายการปฏิบัติหน้าที่แก่เจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยเน้นย้ำในเรื่องของการสกัดกั้นการลักลอบเข้า-ออกประเทศทั้งในส่วนของคนไทยและคนต่างด้าว รวมไปถึงสิ่งของผิดกฎ หมาย และได้กำชับมาตรการการสกัดกั้นการใช้เสาสายสัญญาณอินเตอร์เน็ตและเสาสายสัญญาณแนวชายแดนตามนโยบายของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

ชวนเที่ยวงาน “เทศกาลเมือง (ต้อง) รอง” ลอง ชิม ช้อป ชม ค้นหา กับ 55 จุดหมายเมืองรอง 28–30 พ.ย.2568 ที่ เมืองทองธานี

ชวนเที่ยวงาน “เทศกาลเมือง (ต้อง) รอง” ลอง ชิม ช้อป ชม ค้นหา กับ 55 จุดหมายเมืองรอง 28–30 พ.ย.2568 ที่ เมืองทองธานี

กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ร่วมกับ สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) จัดงาน “เทศกาลเมือง (ต้อง) รอง” โดยมีนางนงเยาว์ เนตรประสิทธิ์ รองประธานตลาดในประเทศ สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยเป็นประธานโครงการงาน “เทศกาลเมือง (ต้อง) รอง”

นางนงเยาว์ เนตรประสิทธิ์ รองประธานตลาดในประเทศ (สทท.) ประธานโครงการฯ กล่าวว่า งาน “เทศกาลเมือง (ต้อง) รอง” เป็นการเปิด 55 เมืองรองทั่วไทยที่น่าสัมผัส น่าค้นหาจากภาคเหนือจรดภาคใต้ พร้อมนำเสนอเสน่ห์ท้องถิ่นแบบที่ต้อง “ลอง ชิม ช้อป ชม ค้นหา” มาครบจบในที่เดียว

  • ภาคเหนือ :เชียงราย, น่าน, พะเยา, แพร่, ลำปาง, ลำพูน, ตาก, อุตรดิตถ์, แม่ฮ่องสอน, เพชรบูรณ์, สุโขทัย, นครสวรรค์, พิจิตร, พิษณุโลก, กำแพงเพชร และอุทัยธานี
  • ภาคกลาง : จังหวัดชัยนาท, ลพบุรี, สมุทรสงคราม, สิงห์บุร, สุพรรณบุรี, ราชบุรี และอ่างทอง
  • ภาคอีสาน : จังหวัดกาฬสินธุ์, ชัยภูมิ, นครพนม, บุรีรัมย์, บึงกาฬ, มหาสารคาม, มุกดาหาร, ยโสธร, ร้อยเอ็ด, ศรีสะเกษ, สกลนคร, สุรินทร์, หนองคาย, หนองบัวลำภู, อำนาจเจริญ, อุดรธานี, อุบลราชธานี และเลย
  • ภาคตะวันออก : จังหวัดจันทบุรี, ตราด, ปราจีนบุรี, นครนายก และสระแก้ว
  • ภาคใต้ : จังหวัดชุมพร, ตรัง, นครศรีธรรมราช, นราธิวาส, ปัตตานี, พัทลุง, ระนอง, สตูล และยะลา
     

มาวางแผนเที่ยว–ช้อป–รับสิทธิ์ลดหย่อยภาษีกันได้เลย ในงาน “เทศกาลเมือง (ต้อง) รอง” วันที่ 28–30 พฤศจิกายน 2568 เวลา 10.00-21.00 น. ณ  เมืองทองธานี ฮอลล์ 11–12

เทศกาลเมืองต้องรอง #HiddenGemsThailand


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

บุกรังการเงินสแกมเมอร์ (Scammer) หนีมาจากกัมพูชา พบนวัตกรรมใหม่สุดล้ำ Ai หลอก Ai

“บิ๊กก้อง” บุกรังการเงินสแกมเมอร์ หนีมาจากกัมพูชา พบนวัตกรรมใหม่สุดล้ำ Ai หลอก Ai จับชาวจีน 4 ราย คอมพิวเตอร์ 4 เครื่อง โทรศัพท์ 60 เครื่อง

พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. สั่งการให้ พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ รอง ผบ.ตร., พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วย ผบ.ตร., พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น., พล.ต.ต.วสันต์ เตชะอัครเกษม รอง ผบช.น., พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รอง ผบช.น., พล.ต.ต.โชติวัฒน์ เหลืองวิลัย ผบก.สส. บช. น., พล.ต.ต.วิทวัฒน์ ชินคํา ผบก.น.5, พ.ต.อ.วรพจน์ รุ่งกระจ่าง รอง ผบก.สส.บช.น., พ.ต.อ. รัฐธนนท์ เอกฐิติกุลพัทธ์ ผกก.สน.ทองหล่อ, พ.ต.อ.ศิรณวิชญ์ อินทร ผกก.กก.สส.บก.น.5 นำกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ ศอ.ปส.บช.น.,บก.สส.บช.น.,บก.น.5 และสน.ทองหล่อ นำหมายค้นศาลอาญาที่ ค.124/2568 ลงวันที่ 8 พ.ย.2568 เข้าตรวจค้นคอนโดหรูภายใน ซ.สุขุมวิท 16 แขวงคลองเตย เขตคลองเตย จ.กรุงเทพ

ตรวจยึดของกลาง 4 รายการ 1. คอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ 2 เครื่อง (พบข้อมูลการตัดต่อวีดิโอเพื่อสแกนหน้า), 2.คอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊ค 2 เครื่อง (พบข้อมูลทำการเงินเพื่อนำเงินออกในประเทศกัมพูชา), 3.โทรศัพท์มือถือ 60 เครื่อง, 4.ยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ไอซ์) จำนวน 2 ถุง และ 5.อุปกรณ์การเสพยาเสพติด จับกุมผู้ต้องหาจำนวน 4 ราย ดังนี้ 1.Mr.Xiahou Xin อายุ 29 ปี สัญชาติจีน, 2.Mr.Liu Ming อายุ 28 ปี สัญชาติจีน, 3.Mr.Li Lei อายุ 22 ปี สัญชาติจีน แล, 4.Mr.Zeng Lingquan อายุ 21 ปี สัญชาติจีน ถูกแจ้งข้อหา “ร่วมกันเป็นอั้งยี่,มีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ และร่วมกันมียาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ไอซ์) ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาติ“ (ข้อหาอื่นๆ อยู่ระหว่างการขยายผล) โดยจับกุมได้ที่ : คอนโดหรูภายใน ซ.สุขุมวิท 16 แขวงคลองเตย เขตคลองเตย จ.กรุงเทพฯ

พฤติการณ์กล่าวคือ บุกรังการเงินแก๊งสแกมเมอร์ พบนวัตกรรมใหม่ใช้ Ai หลอก Ai เนื่องด้วยสถานการณ์ปัจจุบันแก๊งคอลเซ็นเตอร์มิใช่เป็นเพียงปัญหาระดับชาติ แต่กลายเป็นปัญหาระดับโลกไปแล้ว จนล่าสุดเกิดปรากฏการ “โลกล้อม” แก๊งสแกมเมอร์ โดยมีเหล่าเจ้าหน้าที่จากหลายประเทศเข้าปฏิบัติการในประเทศกัมพูชาจนเกิดความสั่นคลอนเป็นผึ้งแตกรัง พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. สั่งการมอบหมายให้พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ รอง ผบ.ตร. ติดตามสถานการณ์ทางการข่าวอย่างใกล้ชิด กระทั่ง พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วย ผบ.ตร. ได้สืบทราบเบาะแส พบว่ามีกลุ่มบอสหนุ่มชาวจีนรายใหญ่หลายราย ได้หลบหนีจากประเทศกัมพูชาเข้ามาหลบซ่อนตัวในประเทศไทย

พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น. มอบหมาย พล.ต.ต.วสันต์ เตชะอัครเกษม รอง ผบช.น., พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รอง ผบช.น. นำกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจลงพื้นที่สืบสวนจนพบกลุ่มชาวจีนต้องสงสัย 4 ราย แอบขนอุปกรณ์เครื่องคอมพิวเตอร์จำนวนมาก พร้อมกับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์แปลกๆ เข้าไปในคอนโดหรูภายใน ซ.สุขุมวิท 16 ซึ่งต่อมา พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รอง ผบช.น. นำกำลังเจ้าหน้าที่แฝงตัวเป็นช่างอาคารจนพบว่ามีการตั้งห้อง “วอร์รูม” เป็นฐานบัญชาการอยู่ภายในคอนโดหรูดังกล่าว และมีการมั่วสุมยาเสพติดด้วย ต่อมาวันที่ 9 พ.ย.2568 เวลา 12.30 น. พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วย ผบ.ตร. นำกำลังเจ้าหน้าที่พร้อมหมายค้นเข้าตรวจสอบ ห้องสูทหรูในคอนโดชื่อดัง ซ.สุขุมวิท 16 แขวงคลองเตย เขตคลองเตย จ.กรุงเทพ โดยใช้ยุทธวิธีเข้าจับอย่างฉับพลัน จนทำให้กลุ่มผู้ต้องหาไม่ทันตั้งตัว และไม่สามารถทำลายพยานหลักฐานในคอมพิวเตอร์ได้ ผลการตรวจค้นพบห้อง “วอร์รูม” มีคอมพิวเตอร์ 4 เครื่อง ยังคงเปิดค้างไว้

ตรวจสอบเบื้องต้นพบว่าเป็น “การเงินของแก๊งสแกมเมอร์” ตรวจสอบพบ “นวัตกรรมใหม่” โดยการใช้ Ai หลอก Ai โดยการเอาภาพนิ่งของ “เหยื่อ” ผู้เสียหายมาเข้าระบบ Ai เพื่อให้หันหน้าซ้าย ขวา กะพริบตา อ้าปาก จากนั้นนำคลิปที่ได้จากการทำ Ai ดังกล่าว นำไปหลอกกับระบบ KYC ของธนาคารและเงินดิจิทัล ซึ่งเป็นกระบวนการที่อันตรายมากเพราะทำให้ ผู้เสียหายกลายเป็นผู้ต้องหาได้อย่างง่ายดาย และจากการตรวจสอบพบโทรศัพท์ 60 เครื่อง ตรวจพบยาเสพติดประเภท 1 (ไอซ์) จำนวน 2 ถุง พบตัวผู้ต้องหาชาวจีน 4 ราย ตรวจสอบพบว่าพึ่งเดินทางมาจากประเทศกัมพูชา

สำนักงานตำรวจแห่งชาติเตรียมแถลงผลปราบสแกมเมอร์ ครั้งใหญ่, ศูนย์ PCT–WARROOM IAC และ MONEY CASH BACK ในวันพรุ่งนี้ เวลา 10.00 น.


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

ฮีโร่ยิมนาสติกระดมสมอง ล้างใจรุ่นน้องล่าทองซีเกมส์

สมาคมกีฬายิมนาสติกแห่งประเทศไทย เดินหน้าเต็มตัว ระดมดึงอดีตซูเปอร์สตาร์ “โม” ธาราทิพย์ ศรีดี ราชินีเหรียญทองซีเกมส์, ปัญจรัตน์ ประวัติโยธิน, เอกราช จันทร์กรุง, รุ่งกานต์ แสงทองสกุลเลิศ จำนวน 41 คน ทุ่มเทแรงกายล้างใจนักยิม นาสติกรุ่นน้อง ยืนยันเจตนารมณ์เดิม อย่างน้อยคว้า 5 เหรียญทองซีเกมส์ ปลายปีนี้

ความเคลื่อนไหวของนักกีฬาสมาคมกีฬายิมนาสติกแห่งประเทศไทย ในการเตรียมเข้าร่วมแข่งขันกีฬาซิเกมส์ ครั้งที่ 33 ระหว่างวันที่ 9-20 ธันวาคม 2568 ซึ่งในส่วนของนักกีฬายิมนาสติกมีชิงทั้งสิ้น 15 เหรียญทอง โดยมีนักกีฬาทั้งหมด 20 คน จาก ยิมนาสติกศิลป์หญิง,ยิมนาสติกศิลป์ชาย,ยิมนาสติกลีลา และ ยิมนาสติกแอโรบิก โดยเก็บตัวฝึกซ้อมอยู่ที่ศูนย์ฝึก (สโมสรจินตนา) ในซอยเพชรเกษม 81 ตั้งแต่เดือน ธันวาคม ปี พ.ศ.2567 พร้อมทั้งส่งไปแข่งขันรายการนานาชาติ อย่างต่อเนื่อง

ล่าสุด เมื่อวันเสาร์ที่ 8 พฤศจิกายน 2568 น.ต.ศรายุทธ พัฒนศักดิ์ นายกสมาคมกีฬายิม นาสติกแห่งประเทศไทย และ ประธานสหพันธ์ยิมนาสติกแห่งอาเซียน ในฐานะผู้จัดการทีมชุดเตรียมซีเกมส์ ได้จัดโครงการ “ตำนานสอนน้อง หนึ่งใจ หนึ่งเป้าหมาย สู่ซีเกมส์” ณ ศูนย์ฝึกกีฬายิมนาสติกแห่งประเทศไทย ในซอยเพชรเกษม 81 ด้วยการดึงอดีตซูเปอร์สตาร์ นำโดย “โม” ธาราทิพย์ ศรีดี (นักกีฬายิมนาสติกลีลา ราชินีเหรียญทองซีเกมส์), ปัญจรัตน์ ประวัติโยธิน, เอกราช จันทร์กรุง, รุ่งกานต์ แสงทองสกุลเลิศ, ผศ.ดร.สุมนรตรี นิ่มเนติพันธ์ (พี่ดรีม), น.ส จิรภิญญา พัฒนศักดิ์, น.ส กานต์พิชชา พัฒนศักดิ์ (นักกีฬายิมนาสติกลีลา), นายณัฐวุฒิ พิมพา, นางสาวไอรดา ปานท้าว (ยิมแอโรบิก) รวมทั้งสิ้น 41 คน

เกี่ยวกับเรื่องนี้ ดร.กุสุมาลย์ ประเสริฐศรี อุปนายกสมาคมกีฬายิมนาสติกแห่งประเทศไทย ยืน ยันว่า โครงการนี้เป็นความร่วมมือ และ ความตั้งใจของอดีตนักกีฬายิมนาสติกทีมชาติไทย ที่เป็นรุ่นพี่ บางคนรุ่นคุณน้า,บางคนเป็นอาจารย์สอนอยู่ตามสโมสร และ บางคนเป็นเทรนเน่อร์สอนอยู่ในสถาบันเต้นระดับอาชีพ เต็มใจมาถ่ายทอดประสบการณ์ ความสามารถ การใช้ทริคเพื่อชิงความได้เปรียบในการเรียกคะแนนจากกรรมการ รวมถึงการละลายพฤติกรรม สร้างความคิดในเชิงบวก, การลดความเครียด และ การสร้างสมาธิหลังการฝึกซ้อม และ ก่อนลงทำการแข่งขัน โดยรุ่นพี่ทุกคนมีความปรารถนา ต้องการเห็นนักกีฬารุ่นใหม่ คว้าเหรียญทองซีเกมส์ เพื่อสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทย อีกทั้งยังเป็นความภาคถภูมิใจให้กับตัวเอง กับการแข่งขันซีเกมส์ โดยเป็นความทรงจำที่ดี ครั้งหนึ่งในชีวิต

สำหรับการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ในส่วนของกีฬายิมนาสติกศิลป์,ยิมนาสติกลีลา และ ยิมนาส ติกแอโรบิก มีชิงทั้งสิ้น 15 เหรียญทอง สมาคมตั้งเป้าอย่างน้อยน่าจะได้ไม่ต่ำกว่า 5 เหรียญทอง


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน