เก๋งแม่ – ลูก เสียหลักชนต้นไม้ริมทาง เจ็บสาหัส 4 ราย คาดหลับใน

เก๋งแม่ – ลูก เสียหลักชนต้นไม้ริมทาง เจ็บสาหัส 4 ราย คาดหลับใน

เมื่อเวลาประมาณ 12.30 น. วันที่ 11 พ.ย.68 พ.ต.ท.สุขาติ รุ่งเรือง รอง สารวัตรสอบสวน สภ.ทับสะแก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่มูลนิธิสว่างรุ่งเรืองธรรมสถาน อำเภอทับสะแก เกิดอุบัติเหตุรถเก๋งเสียหลักชนต้นไม้ข้างทาง มีผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัสหลายราย เหตุเกิดบริเวณถนนเพชรเกษม ฝั่งขาลงใต้ ช่วงระหว่างหลักกม.ที่ 361-362 หมู่ที่ 3 ตำบลอ่างทอง อำเภอทับสะแก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จึงพร้อมด้วยอาสา กู้ภัยมูลนิธิสว่างรุ่งเรืองฯ กู้ชีพโรงพยาบาลทับสะแก กู้ชีพเทศบาลตำบลทับสะแก กู้ภัยตร.ทางหลวง นำรถพยาบาล และรถอุปกรณ์เครื่องตัดถ่างไปตรวจสอบและให้การช่วยเหลือผู้บาดเจ็บที่เกิดเหตุ

พบรถยนต์เก๋งสีแดง ยี่ฮ้อ นิสสัน มาร์ช สภาพด้านหน้าชนอัดติดกับต้นไม้ ตัวถังอัดติดเข้าอัดกับห้องโดยสาร มีผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัสเป็นสุภาพสตรี 4 ราย ติดภายใน เจ้าหน้าที่เร่งช่วยเหลือนำผู้บาดเจ็บสาหัสจำนวน 4 ราย ออกมาอย่างทุลักทุเล พร้อมปฐมพยาบาลเบื้องต้นและนำตัวทั้ง 4 ราย ส่งรักษายัง รพ.ทับสะแก ทราบชื่อ 1.น.ส.จินดา เหมทานท์ อายุ 51 ปี อยู่หมู่ 7 ต.บางนายสี อ.ตะกั่วป่า จ.พังงา, 2.น.ส.พิชชาภา วิบูรณ์ธนโชติ อายุ 22 ปี อยู่หมู่ 3 ต.บางม่วง อ.ตะกั่วป๋า จ.พังงา, 3.น.ส.พิชชาภรณ์ วิบูรณ์ธนโชติ อายุ 22 ปี อยู่หมู่ 3 ต.บางม่วง อ.ตะกั่วป่า จ.พังงา และ 4.นางเพ็ญศิริ วิบูรณ์ธนโชติ อายุ 54 ปี สัญชาติ ไทย อยู่หมู่ 7 ต.บางนายสี อ.ตะกั่วป่า จ.พังงา

จากการสอบถามผู้เห็นเหตุการณ์ทราบว่ารถเก๋งคันดังกล่าวได้ขับอยู่เลนขวาและจู่ๆ ก็เสียหลักแฉลบลงข้างทางซ้าย ชนต้นไม้อย่างแรงโดยไม่ได้เฉี่ยวรถคันอื่นจนได้รับความเสียหาย และได้รับบาดเจ็บสาหัสดังกล่าวตนเองก็รีบจอดรถและลงเข้ามาช่วยเหลือกันและแจ้งเจ้าหน้าที่ให้เข้ามาช่วยเหลือ จากการสอบถามคนขับ ทราบว่ากำลังกลับจากชลบุรี ไปบ้านที่พังงาและได้มาประสบอุบัติเหตุดังกล่าว



ข่าว ณัฐธภพ พันสาย / จ.ประจวบคีรีขันธ์ 0649646443

“รรท.พตร.” นำบุคลากรทางการแพทย์ร่วมแสดงพลัง ประกาศเจตนารมณ์ เราไม่ใช่องค์กรอาชญากรรม พร้อมปฎิญานตน ความจงรักภักดี อุดมคติตำรวจ 9 ข้อ

รรท.พตร. ”นำบุคลากรทางการแพทย์ร่วมแสดงพลัง ประกาศเจตนารมณ์“ เราไม่ใช่องค์กรอาชญากรรม พร้อมปฎิญานตน ความจงรักภักดี อุดมคติตำรวจ 9 ข้อ

เมื่อวันจันทร์ที่ 10 พ.ย.2568 เวลา 13.30 น. ที่บริเวณลานจอดรถ อาคารศรียานนท์ รพ.ตร. สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.ท.ไพบูลย์ เจียมอนุกูลกิจ นพ.(สบ 8) รพ.ตร. รรท.พตร.เปิดเผยว่า ตนพร้อมด้วย พล.ต.ต.เกษม รัตนสุมาวงศ์ รอง พตร., พล.ต.ต.หญิง พิมพรรณ ทรัพย์ขำ รอง พตร., พล.ต.ต.สามารถ ม่วงศิริ รอง พตร., พล.ต.ต.หญิง รชยา บุรพลพิมาน รอง พตร. พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร แพทย์พยาบาล สหวิชาชีพ ข้าราชการตำรวจ และบุคลากร รพ.ตร.

โดยบุคลากรทางการแพทย์ ได้เปล่งว่าจาในการร่วมแสดง พลังแห่งความจงรักภักดีต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ พร้อมกล่าวอุดมคติตำรวจ 9 ข้อ และ “ประกาศเจตนารมณ์เราไม่ใช่องค์กรอาชญากรรม” อย่างพร้อมเพียง เสียงดังสนั่นบริเวณ บริเวณดังกล่าว ”รรท.พตร.กล่าว“

สำหรับ อุดมคติตํารวจ 9 ข้อคือ จริยธรรม แนวทางการปฏิบัติตนที่ตำรวจต้องพึงระลึก ยึดมั่น และนำไปใช้ในอาชีพตำรวจ เพื่อให้มีพื้นฐานในการเป็นตำรวจผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ที่ดี มีวินัย เที่ยงธรรมในอาชีพ และการรับใช้ประชาชน โดยอุดมคติตํารวจ มีที่มาจากบทร้อยกรองที่นิพนธ์ในพ.ศ.2499 โดย สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (จวน อุฎฐายีมหาเถร) สมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปริณายก องค์ที่ 16 ซึ่งได้กลายมาเป็น อุดมคติตํารวจ 9 ข้อที่ประกอบด้วย เคารพเอื้อเฟื้อต่อหน้าที่,กรุณาปรานีต่อประชาชน,อดทนต่อความเจ็บใจ,ไม่หวั่นไหวต่อความยากลำบาก,ไม่มักมากในลาภผล,มุ่งบำเพ็ญตนให้เป็นประโยชน์แก่ประชาชน,ดำรงตนในยุติธรรม,กระทำการด้วยปัญญา และรักษาความไม่ประมาทเสมอชีวิต

เราจะมาอธิบายอุดมคติตํารวจ 9 ข้อ พร้อมความหมาย ดังต่อไปนี้

  1. เคารพเอื้อเฟื้อต่อหน้าที่ : เพราะหน้าที่ของตำรวจมีหน้าที่ป้องกัน และปราบปรามให้เกิดความสงบสุขในสังคม บ้านเมือง ให้ประชาชนมีความกินดีอยู่ดีปลอดภัย เมื่อดำรงอาชีพตำรวจก็คือข้าราชการคนหนึ่งที่รับเอางานของพระราชามาทำ ซึ่งการรับงานเหล่านี้มาทำต้องปฏิบัติหน้าที่ให้เต็มที่มีความรับผิดชอบเท่ากับมีความเคารพเอื้อเฟื้อต่อหน้าที่
  2. กรุณาปราณีต่อประชาชน : ตำรวจเป็นอาชีพที่มีความใกล้ชิดกับประชาชนมาก รับรู้ความทุกข์ยากของประชาชนจากการเผชิญเรื่องเดือดร้อนต่างๆ ในทุกวัน เช่น ขโมยขึ้นบ้าน ถูกจี้ ถูกชิง ถูกทำร้าย ซึ่งเรื่องเหล่านี้ที่ประชาชนพบเจอเป็นเรื่องที่ประชาชนได้รับความทุกข์ เมื่อเราเป็นตำรวจไม่ควรมองว่าเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องปกติ เราควรที่จะช่วยเหลือ และแก้ไขความทุกข์ เพื่อความเป็นอยู่อาศัยของประชาชน
  3. อดทนต่อความเจ็บใจ : อาชีพตำรวจเป็นอาชีพที่ต้องเจอกับความเหนื่อยในรูปแบบต่างๆ โดยเฉพาะคำพูดไม่ดี คำบ่น คำว่าร้าย เพราะคำพูดจาทั้งหลายเหล่านี้จะทำให้ผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่ในอาชีพนี้ต้องรู้สึกแย่ เกิดความเจ็บใจ ฉะนั้นต้องมีความอดทนอดกลั้นให้มากกับสิ่งที่ต้องเผชิญในขณะที่ปฏิบัติหน้าที่
  4. ไม่หวั่นไหวต่อความยากลำบาก : ความยากลำบากในที่นี้คือความยากลำบากในการปฏิบัติหน้าที่ เพราะหน้าที่ทั้งหลายในอาชีพนี้มีทั้งหนัก ทั้งเบา ซึ่งเมื่อเริ่มต้นเส้นทางในอาชีพตำรวจแล้ว เริ่มต้นด้วยความตั้งใจมักจะทำสิ่งต่างๆ ที่ตั้งใจไว้ได้ดี ฉะนั้นจงอย่าย่อท้อต่อความยากลำบากที่เผชิญในหน้าที่
  5. ไม่มักมากในลาภผล : คนที่เป็นตำรวจต้องยึดมั่นในความพอดี ไม่สร้างเดือดร้อนให้แก่ผู้อื่น เช่น การกลั่นแกล้งประชาชนเพื่อรีดไถ หรือหวังผลประโยชน์ของประชาชน เป็นต้น ฉะนั้นการห้ามใจตัวเองไม่ได้ และเปราะบางต่อความโลภไม่ควรเป็นสิ่งที่มีในคนที่ดำรงอาชีพตำรวจ
  6. มุ่งบำเพ็ญตนให้เป็นประโยชน์แก่ประชาชน : การทำประโยชน์ สร้างความอบอุ่น ความสงบสุขให้ประชาชนคือหน้าที่ของตำรวจที่ปฏิบัติ ซึ่งหน้าที่เหล่านั้นก็เปรียบได้ว่าเป็นการบำเพ็ญตนให้เป็นประโยชน์แก่ประชาชน
  7. ดำรงตนในยุติธรรม : ตำรวจคือผู้รักษากฎหมาย เป็นผู้ที่ทำดำรงให้เกิดความยุติธรรมในสังคม ซึ่งต้องรักษาทุกอย่างให้เป็นไปตามกฎหมาย กติกาที่สังคมกำหนด และที่สำคัญตำรวจไม่ควรทำตัวเองเป็นกฎหมาย
  8. กระทำการด้วยปัญญา : อาชีพตำรวจเป็นอาชีพที่ต้องพิสูจน์ความจริง ต้องอยู่กับความจริงเสมอ ทำอะไรต้องใช้ปัญญา ฉะนั้นตำรวจต้องหมั่นหาความรู้ให้ตัวตลอดเวลา เรียนรู้เพิ่มเติม เรียนรู้อยู่เรื่อยๆ เสมอ และไม่ควรทำอะไรด้วยการคาดเดา หรือการรู้เท่าไม่ถึงการณ์
  9. รักษาความไม่ประมาทเสมอชีวิต : ข้อสุดท้ายคนที่ดำรงอาชีพตำรวจต้องดำเนินชีวิตด้วยความไม่ประมาท ไม่ควรเป็นคนกล้าบ้าบิ่นในการทำสิ่งต่างๆ รวมถึงในการปฏิบัติหน้าที่ด้วย เพราะคนที่กล้าบ้าบิ่นคือคนที่มีความประมาท ขอให้ยึดมั่นไว้ว่าการเป็นตำรวจต้องมีความไม่ประมาทให้ชีวิตอยู่รอดอย่างปลอดภัย

อาชีพตำรวจเป็นอาชีพที่มีเกียรติ มีความรับผิดชอบ และยังทำให้เป็นผู้ใหญ่มากยิ่งขึ้น ทำให้หลายๆ คนอยากที่จะเลือกเดินเส้นทางนี้ ใครที่มุ่งมั่นตั้งใจย่อมเป็นไปได้ เมื่อเป็นได้ และได้ดำรงอาชีพนี้แล้วก็อย่าลืมที่จะยึดมั่นในอุดมคติตํารวจ 9 ข้อด้วยเช่นกัน แต่ถ้าหากใครมีความต้องการอยากจะเป็นตำรวจและต้องการคำปรึกษาในการเตรียมตัวสอบตำรวจ หรือมีความสนใจติวสอบตำรวจเพื่อพิชิตความฝัน


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

วศ.อว. ต้อนรับกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตฯ พร้อมโชว์ศักยภาพศูนย์ทดสอบยานยนต์เชื่อมต่อและขับขี่อัตโนมัติ (T-CAVs) ก่อนเปิดเป็นทางการต้นปี 2569

วศ.อว. ต้อนรับกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตฯ พร้อมโชว์ศักยภาพศูนย์ทดสอบยานยนต์เชื่อมต่อและขับขี่อัตโนมัติ (T-CAVs) ก่อนเปิดเป็นทางการต้นปี 2569

เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2568 กรมวิทยาศาสตร์บริการ (วศ.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย ดร.ปาษาณ กุลวานิช ผู้อำนวยการสถาบันนวัตกรรมหุ่นยนต์และยานยนต์อัตโนมัติ ให้การต้อนรับนางยุพิน บุญศิริจันทร์ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (FTI) และคณะ ในโอกาสเข้าเยี่ยมชมศูนย์ทดสอบยานยนต์เชื่อมต่อและขับขี่อัตโนมัติ (TCAVs) และสนามทดสอบยานยนต์เชื่อมต่อและขับขี่อัตโนมัติ ณ โครงการวังจันทร์วัลเลย์ จังหวัดระยอง เพื่อแลกเปลี่ยนแนว ทางการทดสอบยานยนต์สมัยใหม่ รวมไปถึงเทคโนโลยีที่ใช้ เพื่อสร้างโอกาสให้กับอุตสาห กรรมยานยนต์ มุ่งประโยชน์สูงสุดในการรักษาฐานการผลิตในประเทศ เพิ่มทางเลือกให้กับภาคเศรษฐกิจ สังคมและอุตสาหกรรมไทย

สนามทดสอบรถอัตโนมัติ CAV Proving Ground ของกรมวิทยาศาสตร์บริการ เป็นสนามทดสอบระบบยานยนต์สมัยใหม่ที่เน้นการทดสอบระบบขับขี่แบบอัตโนมัติ ระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ขั้นสูง และระบบเชื่อมต่อสื่อสารผ่านเครือข่ายโทรคมนาคม รองรับการให้บริการทดสอบยานยนต์อัตโนมัติ และการยกระดับคุณภาพของยานยนต์แห่งอนาคตที่พัฒนาและผลิตในประเทศให้ได้มาตรฐานเป็นที่ยอมรับในระดับสากล อีกทั้งใช้เป็นสนามทดสอบระบบรถอัตโน มัติระดับ SAE AV Level 3-5 โดยในปี พ.ศ.2568 มีการขยายพื้นที่สนามทดสอบฯ รวมถึงการเสริมสร้างศักยภาพและเตรียมความพร้อมสนามทดสอบยานยนต์แบบเชื่อมต่อและขับขี่อัตโนมัติให้สามารถเปิดบริการได้อย่างเต็มรูปแบบในปี พ.ศ.2569 ต่อไป

กรมวิทยาศาสตร์บริการ #DSS #กรมวิทย์ฯบริการ #กระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม #กระทรวงอว #อว #อุดมศึกษา #วิจัยและนวัตกรรม #นิทรรศการ #CAV #ดูงาน #ระยอง


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

แพทย์ทหารแนะ ยึดมาตรการ “ปิด ล้าง เลี่ยง หยุด” ป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่

แพทย์ทหารแนะ ยึดมาตรการ “ปิด ล้าง เลี่ยง หยุด” ป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่

จากข้อมูลของกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข “ไข้หวัดใหญ่” เป็นโรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจ เกิดจากการติดเชื้ออินฟลูเอนซาไวรัส (Influenza Virus) มีการระบาดเป็นช่วงๆ ในฤดูฝนและฤดูหนาว ติดต่อผ่านการหายใจรับละอองฝอยจากน้ำมูก น้ำลาย ของผู้ป่วย และติดต่อผ่านมือสัมผัสกับละอองฝอยที่ปนเชื้อ แล้วนำมาสัมผัสกับจมูกหรือตา สามารถพบผู้ป่วยได้ทุกกลุ่มอายุ แต่จะพบมากในเด็ก กลุ่มเสี่ยงเสียชีวิต ได้แก่ กลุ่มอายุ 60 ปีขึ้นไป หรือผู้ที่มีโรคประจำตัว

ผู้ป่วยโรคไข้หวัดใหญ่มักจะมีอาการ ไข้สูงเฉียบพลัน ไอ เจ็บคอ ปวดศีรษะ หนาวสั่น อ่อน เพลีย ปวดเมื่อยตามตัว มีน้ำมูก ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะหายได้เอง แต่สำหรับคนที่เป็นกลุ่มเสี่ยง อาจมีภาวะแทรกซ้อนรุนแรงและอาจเสียชีวิตได้ สำหรับ 7 กลุ่มเสี่ยงอาการรุนแรง หรือเสียชีวิต ควรได้รับวัคชีนไข้หวัดใหญ่ประจำปี เพื่อลดอาการรุนแรงจากโรค ได้แก่ 1) เด็กอายุ 6 เดือน – 2 ปี, 2) ผู้สูงอายุที่อายุ 65 ปีขึ้นไป, 3) ผู้พิการทางสมองที่ช่วยเหลือตนเองไม่ได้, 4) ผู้ที่มีโรคเรื้อรัง 7 กลุ่มโรค ได้แก่ ปอดอุดกั้นเรื้อรัง หอบหืด หัวใจ หลอดเลือดสมอง ไตวาย ผู้ป่วยมะเร็งที่อยู่ระหว่างการได้รับเคมีบำบัด และเบาหวาน, 5) ผู้ที่เป็นโรคธาลัสซีเมีย และผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง, 6) ผู้ที่ป่วยเป็นโรคอ้วน และ 7) หญิงตั้งครรภ์ ที่อายุครรภ์ 4 เดือนขึ้นไป

ในการนี้ พลโท วรเทพ บุญญะ แม่ทัพภาคที่ 3/ผู้บัญชาการศูนย์บรรเทาสาธารณภัย กองทัพภาคที่ 3 และแพทย์ทหาร มีความห่วงใยต่อข้าราชการทหารและครอบครัว ในสังกัดกองทัพภาคที่ 3 รวมทั้งพี่น้องประชาชน ในพื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือ ต่อโรคภัยดังกล่าว จึงขอแนะนำให้พี่น้องประชาชน ยึดหลัก “ปิด ล้าง เลี่ยง หยุด” สร้างความตระหนักรู้ให้ประชาชน มีพฤติกรรมสุขภาพที่ดี ป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ ได้แก่ ปิด : ปิดปาก จมูก เมื่อไอ จาม ทุกครั้ง ด้วยผ้า หรือทิชชู่ หากป่วย ควรสวมหน้ากากอนามัย เมื่อมีอาการไอ จาม หรืออยู่ในที่แออัด, ล้าง : ล้างมือ ก่อนกินอาหาร หลังเข้าห้องน้ำ ด้วยน้ำ และสบู่ หรือเจลแอลกอฮอล์เป็นประจำ, เลี่ยง: หลีกเลี่ยงการสัมผัส ใกล้ชิด คลุกคลีกับผู้ป่วย หรือเข้าไปในพื้นที่ที่มีคนแออัด, หยุด : หยุดเมื่อป่วย หยุดงาน หยุดเรียน แม้อาการไม่มาก ควรพักรักษาตัวอยู่บ้าน จนกว่าจะหายดี เพื่อลดการแพร่กระจายเชื้อ

พร้อมเน้นย้ำ “หยุด วงจร ไข้หวัดใหญ่ด้วย DMH” D : Distancing คือ การรักษาระยะห่าง M : Mask Wearing คือ การสวมหน้ากากอนามัย และ H : Hand Washing คือ การล้างมือด้วยน้ำและสบู่ หรือเจลแอลกอฮอล์ กลุ่มเสี่ยง ควรไปรับวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ ทั้งนี้ ถ้าหากอาการไม่ดีขึ้น เช่น หอบเหนื่อย ซึมลง ควรรีบไปพบแพทย์โดยเร็ว โดยสามารถเข้ารับบริการได้ที่โรงพยาบาลทหารทั้ง 10 แห่งในพื้นที่ภาคเหนือ

จึงขอเรียนให้พี่น้องประชาชน ในพื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือทราบ เพื่อให้เกิดความมั่นใจได้ว่า กองทัพภาคที่ 3 โดย โรงพยาบาลทหารทั้ง 10 แห่งในพื้นที่ภาคเหนือ พร้อมที่จะให้การช่วยเหลือประชาชนในยามวิกฤตทุกโอกาส


กองทัพภาคที่ 3 ขอเชิญชวนร่วมบริจาคโลหิต “โครงการ 70 พรรษา 70 ล้านซีซี เฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี”

ขอเชิญชวนร่วมบริจาคโลหิต “โครงการ 70 พรรษา 70 ล้านซีซี เฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี”

เนื่องในโอกาสที่ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเจริญพระชนมมายุ 70 พรรษา 2 เมษายน 2568 กองทัพบก ร่วมมือกับ สภากาชาดไทย ในการจัดโครงการ “70 พรรษา 70 ล้านซีซี เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพฯ” โดยในส่วนของกองทัพบกได้สนับสนุนกำลังพลและสถานที่ร่วมโครงการฯ โดยได้เปิดสถาบันพยาธิวิทยา กรมแพทย์ทหารบก รวมทั้งโรงพยาบาลในสังกัดบริเวณค่ายทหารต่างๆ ทั่วประเทศ ร่วมกับสภากาชาดไทยในการรับบริจาคโลหิต พร้อมทั้งขอเชิญชวนกำลังพล ครอบครัว และประชาชนทั่วไป ร่วมบริจาคโลหิตผ่านทางโรงพยาบาลของกองทัพบก หรือที่ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย/ภาคบริการโลหิตแห่งชาติ 12 แห่ง และโรงพยาบาลสาขาบริการโลหิตทั่วประเทศ ได้ตั้งแต่วันนี้ ถึง 31 ธันวาคม 2568 เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในวาระโอกาสอันเป็นมงคลนี้ และเพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการเติมปริมาณโลหิตสำรองให้กับทางสภากาชาดไทย สำหรับใช้ในการรักษาและผ่าตัดผู้ป่วย โดยเฉพาะกรณีฉุกเฉิน เพื่อให้ผู้ป่วยหรือผู้บาดเจ็บได้รับการรักษา บรรเทาอาการต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพและทันท่วงที

ทั้งนี้ กองทัพภาคที่ 3 ขอเชิญชวนให้ข้าราชการทหาร, ครอบครัว, ทหารกองประจำการ, นักศึกษาวิชาทหาร รวมทั้งพี่น้องประชาชน ในพื้นที่ภาคเหนือ ทั้ง 17 จังหวัด ร่วมกันบริจาคโลหิตให้กับผู้ป่วยด้วยความเต็มใจในโอกาสดังกล่าว เพื่อสร้างความมั่นคงในระบบสาธารณสุขให้เกิดแก่สังคมไทย ณ โรงพยาบาลทหารทั้ง 10 แห่งในพื้นที่ภาคเหนือ หรือที่ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย/ภาคบริการโลหิตแห่งชาติ ใกล้บ้านท่านได้ทุกแห่ง ปัจจุบันมีจำนวนจิตอาสาบริจาคโลหิต ทั้งสิ้น 10,856 นาย รวมปริมาณโลหิตสะสม 4,342,000 มิลลิลิตร

จึงขอเรียนให้พี่น้องประชาชน ในพื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือ เพื่อให้เกิดความมั่นใจได้ว่า กองทัพบก โดย กองทัพภาคที่ 3 มีความพร้อมที่จะสนับสนุนกำลังพล, และยุทโธปกรณ์ทางทหาร รวมทั้งบูรณาการศักยภาพทางการทหารในทุกๆ ด้านของกองทัพบก เพื่อช่วยเหลือประชาชนให้เกิดความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนสืบไป


กองทัพภาคที่ 3 จัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่าหมอกควัน และฝุ่นละอองภาค 3 ส่วนหน้า

การจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่าหมอกควัน และฝุ่นละอองภาค 3 ส่วนหน้า

ในช่วงหน้าแล้งของประเทศไทย ตั้งแต่เดือนมกราคม ถึงเดือนเมษายนของทุกปี มักพบการเพิ่มขึ้นของฝุ่นละออง โดยเฉพาะในพื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือ สาเหตุเนื่องจากสภาพอากาศส่วนใหญ่จะเป็นช่วงที่หนาวเย็น และแห้งแล้งต่อเนื่องกัน ประกอบกับในช่วงเวลาดังกล่าว เกษตรกรจะทำการเผาเศษวัสดุเพื่อเตรียมพื้นที่สำหรับ ทำการเกษตรในช่วงฤดูฝน ส่งผลให้หลายพื้นที่เกิดภาวะไฟป่า หมอกควันและฝุ่นละออง ซึ่งส่งผลกระทบความเสียหายต่อชีวิต ทรัพย์สิน สุขภาพและความเป็นอยู่ของประชาชน ตลอดจนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อีกทั้งยังมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจการท่องเที่ยวของประเทศไทย

ในการนี้ กองทัพบก โดย กองทัพภาคที่ 3 ได้ตระหนักถึงปัญหาดังกล่าว จึงได้จัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการป้องกัน และแก้ไขปัญหาไฟป่าหมอกควันและฝุ่นละอองภาค 3 เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่าและหมอกควันในพื้นที่ภาคเหนือ อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้สามารถแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว และสามารถควบคุมผลกระทบที่เกิดขึ้นแก่ทรัพยา กรธรรมชาติ และประชาชนในพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

โดยได้มอบหมายให้หน่วยทหารในพื้นที่ดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง ได้แก่.-

1) หน่วยทหารในพื้นที่ ทั้ง 17 จังหวัดภาคเหนือ
2) กองกำลังนเรศวร และกองกำลังผาเมือง
3) รองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัด (ฝ่ายทหาร)
4) จิตอาสาพระราชทานภาค 3
5) คณะกรรมการความมั่นคงชายแดนไทย – เมียนมา ได้แก่ ส่วนภูมิภาค (Regional Border Committee : RBC) และส่วนท้องถิ่น (Township Border Committee : TBC) ในพื้นที่กองทัพภาคที่ 3

ทั้งนี้ พลโท วรเทพ บุญญะ แม่ทัพภาคที่ 3/ผู้บัญชาการศูนย์บรรเทาสาธารณภัย กองทัพภาคที่ 3 ได้มีความห่วงใยต่อสถานการณ์ดังกล่าว จึงได้สั่งการให้ จัดตั้งศูนย์อำนวยการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่าหมอกควันและฝุ่นละอองภาค 3 ส่วนหน้า ขึ้น ณ สโมสรยอดทัพบัน เทิง กองพลทหารราบที่ 7 อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ ตั้งแต่วันที่ 15 พฤศจิกายน 2568 เป็นต้นไป มีหน้าที่ในการอำนวยการและบูรณาการ การป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควันและฝุ่นละอองและดับไฟป่า รวมถึงการเฝ้าระวังติดตามสถานการณ์ และสนับสนุนการประชาสัมพันธ์ และสร้างการรับรู้ ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาชน และป้องกันให้ประชา ชนได้รับผลกระทบน้อยที่สุด รวมถึงวางแผนการฟื้นฟู และสร้างความยั่งยืนต่อไป


ดร.ประยุทธฯ นายกสมาคมผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์วิทยุโทรทัศน์ภูมิภาค เป็นประธานแถลงข่าวการจัดมวยไทยการกุศล “ศึกราชสีห์การกุศล” ในวันเสาร์ทึ่ 31 มกราคม 2569 ณ สนามมวยชั่วคราวข้างวัดวังขอนกว้าง

ดร.ประยุทธ คงเฉลิมวัฒน์ นายกสมาคมผู้ข่าวหนังสือพิมพ์วิทยุโทรทัศน์ภูมิภาค เป็นประธานแถลงข่าวการจัดมวยไทยการกุศล โดยมีนายสฤษณ์ จันยุพา ประธานกำนันผู้ใหญ่บ้านตำบลวังขอนกว้าง อำเภอโคกสำโรงจังหวัดลพบุรี จะได้จัดมวยศึกราชสีห์การกุศล ขึ้นในวันเสาร์ทึ่ 31 มกราคม 2569 มีมวยไทย 15 คู่ มวยเริ่มชกเวลา 19.00 น. โดยมีวัตถุประสงค์ในการจุดมวยการกุศลครั้งนึ้ เพื่อนำเงินรายได้ช่วยเหลือประชาชนกลุ่มเปาะบาง เช่น ผู้สูงอายุ ผู้พิการและผู้ป่วยติดเตียง พรัอมทั้งนำเงินรายได้จำนวนหนึ่งมาพัฒนาในกิจกรรมของชมรมกำนัน-ผู้ใหญบ้านตำบลวังขอนกว้าง ต่อไป

จึงขอเชิญประชาชนทั้งหลายไปชมการแข่งขันมวยการกุศล ณ สนามมวยชั่วคราวข้างวัดวังขอนกว้าง ตามวันเวลาดังกลาวนึ้

ผบช.สตม.รับลูก สร.1 สั่งเข้มคุมต่างชาติทะลักแม่สอดลงระบบ ตม. สกัดกลับเข้าไทยซ้ำ

ผบช.สตม.รับลูก สร.1 สั่งเข้มคุมต่างชาติทะลักแม่สอดลงระบบ ตม. สกัดกลับเข้าไทยซ้ำ

จากกรณี ที่ทางรัฐบาลเมียนมาร์ ได้เข้าปราบปรามและทำลาย แหล่ง สแกมเมอร์ ในเขตพื้นที่ เมียวดี โดยเฉพาะการเข้าทำลายอาคาร KK Paek ซึ่งเป็นแหล่งสแกมเมอร์ขนาดใหญ่ เป็นผลให้ มีคนต่างชาติที่ทำงานในพื้นที่ดังกล่าว ต่างหนีตาย ข้ามแม่น้ำเมย ผ่านช่องทางธรรมชาติเข้าไทยจำนวนมาก โดยมีกำลังทหาร ตำรวจ ฝ่ายปกครองในพื้นที่เข้าสกัดจับกุม เพื่อตรวจสอบ คัดกรอง และส่งกลับประเทศ

วันที่ 11 พ.ย.2568 : พล.ต.ต.เชิงรณ ริมผดี รอง ผบช.ฯโฆษก สตม.เปิดเผยว่า เมื่อวานนี้ (10 พ.ย.2568) พล.ต.ท.ภาณุมาศ บุญญลักษม์ ผบช.สตม. พร้อมด้วย พล.ต.ต.ธนิต ไทยวัชรามาศ พล.ต.ต.ปิยะอนันต์ โตสกุลวงศ์ รอง ผบช.สตม.นำคณะบินเข้า พื้นที่ อ.แม่สอด จ.ตาก เพื่อร่วมคณะนายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรี ที่เข้าพื้นที่แม่สอด เพื่อติดตามสถาน การณ์การควบคุมส่งกลับของต่างชาติดังกล่าว

โดยพบว่า มีคนต่างชาติที่ลักลอบหนีเข้าเมือง ตั้งแต่ 22 ต.ค.2568 ประมาณ 1,440 คน ส่วนใหญ่เป็นชาติอินเดียถึง 465 คน รองลงมาเป็นชาติแอฟริกา 270 คน ฟิลิปปินส์ 220 คน จีน 187 คน ตามลำดับ โดยทุกราย จะมีการควบคุมตัวเพื่อเตรียมผลักดันกลับประเทศ ตาม พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522

ทั้งนี้ ทุกรายจะต้องมีการคัดกรองสัมภาษณ์ตามกระบวนการ NRM หรือ National Referral Mechanism กลไกการส่งต่อระดับชาติ ซึ่งเป็นระบบในการประสานงานระหว่างหน่วยงานต่างๆ เพื่อให้ความช่วยเหลือและคุ้มครองผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์และการบังคับใช้แรงงานตามมาตรฐานสากล

นอกจากนั้น พล.ต.ท.ภาณุมาศ ฯ ได้สั่งให้ ตม.จ.ตาก ดำเนินการเก็บข้อมูลอัตลักษณ์ Biometric คนต่างชาติทุกรายลงในระบบ สตม. เพื่อป้องกันคนต่างชาติเหล่านี้ เปลี่ยน แปลงตัวตนในเอกสารเดินทาง แล้วกลับเข้าประเทศไทยอีกครั้ง ซึ่งอาจเป็นการแฝงตนเข้าไทย เพื่อหาโอกาสเดินทางกลับไปตกเป็นเหยื่อของกลุ่มสแกมเมอร์ในประเทศเพื่อนบ้านซ้ำรอยอีก

โดยสั่งการให้ ตม.สนามบิน ทุกแห่งเพิ่มความเข้มในการสกัด ตรวจสอบ คนต่างชาติที่มีประวัติการถูกนำตัวส่งกลับจากแหล่งสแกมเมอร์ในเมียนมาร์ ให้ปฏิเสธการเข้าเมืองทุกราย เนื่องจากมีพฤติการณ์น่าเชื่อว่าจะเกี่ยวข้องกับการร่วมกระทำผิด โดยเฉพาะ กลุ่มชาติเอเซียใต้ แอฟริกาตะวันออก รวมถึงการช่วยเตือนคนต่างชาติที่อยู่ในช่วงวัยรุ่นถึงวัยกลางคนที่เดินทางมาคนเดียว แต่ไม่มีแผนการท่องเที่ยวที่ชัดเจน ไม่มีการซื้อตั๋วเดินทางกลับ และโรงแรมที่พัก จะถูกสัมภาษณ์แจ้งเตือนว่าอาจตกเป็นเหยื่อของกลุ่มสแกมเมอร์ที่หลอกให้มาทำงานผิดกฎหมาย ซึ่งตั้งแต่ต้นปี ทาง ตม.สนามบิน มีการแจ้งเตือนไปแล้วกว่า 3,384 ราย


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

พล.ต.ท.สยามฯ ผบช.น. เยี่ยมให้กำลังใจ และติดตามอาการ เจ้าหน้าที่ตำรวจ 2 นายที่บาดเจ็บระหว่างปฏิบัติหน้าที่

พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น.เยี่ยมให้กำลังใจ และติดตามอาการ เจ้าหน้าที่ตำรวจ 2 นายที่บาดเจ็บระหว่างปฏิบัติหน้าที่

วันที่ 10 พ.ย.2568 เวลาประมาณ 15.30 น. : พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น. (น.1), พล.ต.ท. ไพบูลย์ เจียมอนุกูลกิจ นพ.(สบ 8), รพ.ตร.รรท.พตร. พร้อมด้วย พล.ต.ต.ธวัช วงศ์สง่า รอง ผบช.น. (น.7) และ พล.ต.ต.หญิงกรกาญจน์ อรุณปลอด อิโซมิชิ ผบก.อก.รพ.ตร. ร่วมกันเยี่ยมให้กำลังใจและติดตามอาการ ของ จ.ส.ต.ธนวินท์ กิตติพิทักษ์ธารา ผบ.หมู่ จร.สน.ดุสิต ซึ่งเข้ารับการรักษาจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ขณะปฏิบัติหน้าที่ ณ อาคาร มภร. รพ.ตร.

จากนั้นได้เข้าเยี่ยมให้กำลังใจและติดตามอาการของ ร.ต.ท.วิทยา ฉลวย รอง สว.จร.สน. สำราญราษฎร์ ที่เข้ารับการรักษาตัวด้วยอาการอาการวูบ แขน ขา ข้างขวา อ่อนแรง ไม่สามารถสื่อสารได้ ขณะปฏิบัติหน้าที่ในเส้นทางเสด็จบริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ตั้งแต่วันที่ 4 พ.ย.2568 โดยแพทย์ได้วินิจฉัยว่า เป็นโรคหลอดเลือดสมองเฉียบพลัน (Stroke Fast Track) ณ ห้องไอซียู ศัลยกรรมประสาท อาคาร ฉก. รพ.ตร. โดยพร้อมกันนั้นได้มอบกระเช้าพร้อมเงินช่วยเหลือและให้กำลังใจในการรักษาตัวต่อไป


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

เคนโด้จากผู้ประกาศดัง ขึ้นแท่น รองโฆษกรวมไทยสร้างชาติ

เคนโด้ เกรียงไกรมาศ พจนสุนทร จากผู้ประกาศ ดีเจ พิธีกรดังประสบการณ์กว่า 25 ปี ตัดสินใจเข้าสู่วงการ การเมือง ด้วยอุดมการณ์ต้องการช่วยเหลือประชาชนให้มากขึ้น หลังจากลงสนามทำสงครามกับแชร์ลูกโซ่มากกว่า 10 ปี เห็นถึงการแก้ไขที่ต้องแก้ที่ระบบและกฎหมายที่ล้าหลัง เคนโด้เองทราบประวัติการทำงานของหัวหน้าพรรค นาย พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ที่มุ่งเน้นแก้ไขกฎหมายและบังคับใช้กฎหมายให้เป็นธรรมกับประชาชน

เคนโด้ จึงได้มีโอกาสเข้าพบหัวหน้าพรรคและนำเสนอการช่วยเหลือประชาชน และพรรคพร้อมสนับสนุนการช่วยประชาชนในสิ่งที่เคนโด้ทำมาตลอด นั่นคือ ปราบกลโกงทุกรูปแบบ ทั้งสแกมเมอร์ แชร์ลูกโซ่ หลอกลงทุนต่างๆ ที่จะพัฒนาไปสู่การแก้กฎหมายตัดวงจรตั้งแต่ต้น

เคนโด้ กล่าวว่า ตั้งแต่ผมได้พบพี่ตุ๋ย พีระพันธุ์ ผมเห็นการคิดและทำเพื่อประชาชน ไม่เห็นการเจรจาผลประโยชน์ใดๆ และผมก็ได้โอกาสการทำงานที่ผมถนัดคือการประชาสัมพันธ์ ได้สัมภาษณ์ หัวหน้าพรรคในประเด็นที่สังคมสนใจ และได้สัมภาษณ์บุคคลสำคัญของพรรคหลายท่าน ทั้ง ป๋าชัช ชัชวาลล์ คงอุดม เลขาธิการพรรค ได้ความมั่นใจในการไปต่อของพรรคอย่างมั่นคงพร้อมชนทุกปัญหาให้ประชาชน ดร.อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี ที่มีความเชี่ยวชาญข้อกฎหมายต่างๆ ผมยิ่งมั่นใจว่าพรรครวมไทยสร้างชาติได้รวมคนดีๆมาเพื่อช่วยเหลือประชาชนอย่างแท้จริง

วันนี้เคนโด้ได้รับการแต่งตั้งจาก หัวหน้าพรรค นาย พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ให้ดำรงตำแหน่ง รองโฆษกพรรครวมไทยสร้างชาติ ตามความถนัดและประสบการณ์ของเคนโด้ที่เป็น ดีเจ พิธีกร ผู้ประกาศข่าว กว่า 25 ปี ทักษะการสื่อสารของเคนโด้ ทำมาแล้วทุกรูปแบบ สื่อสารทางวิทยุ โทรทัศน์ เขียนหนังสือ รวมทั้งในโซเชียลมีเดีย มีคนติดตามกว่า 2 ล้านคน

เคนโด้ตั้งใจจะสื่อสารเป็นโฆษกภาษาอีสาน ใช้ภาษาอีสานนำเสนอนโยบายต่างๆให้เข้าถึงคนอีสาน เพราะเคนโด้เป็นคนหนองคายมีความรักในแผ่นดินอีสาน ‘’ผมอยากเว้านโยบายแบบจ๊วดๆให้คนอีสานฮู้ว่าไผเฮ็ดจริง ทุ่มเทจริง นั่นคือ พ่อตู้ตุ๋ย พีระพันธุ์ หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ เพิ่นเฮ็ดจริง เฮ็ดจัง คนอีสานชีวิตดีขึ้นแน่นอน ทั้งปากท้อง และสวัสดิการต่างๆ ผมสิเว้าให้คนอีสาน 20 กว่าล้านคน ได้ฮู้ว่า ของจริงอยู่นี่ รวมไทยสร้างชาติ‘’

เคนโด้มั่นใจการสื่อสารกับคนอีสาน เพราะเขาคือคนที่อ่านรัฐธรรมนูญเป็นภาษาอีสานและเขาทำสำเร็จในการสื่อสารกับคนอีสานมาแล้ว เคนโด้วางแผนเตรียมชุดข้อมูลนโยบายความมั่นคงในแต่ละด้าน ไม่ว่าจะเป็น ความมั่นคงด้านเกษตร การศึกษา สาธารณสุข สังคม รวมทั้งชายแดน แปลเป็นภาษาอีสานแบบตรงไปตรงมา และเป็นครั้งแรกที่จะมีโฆษกอีสานเกิดขึ้นในวงการการเมือง เขาคนนั้นคือ เคนโด้ เกรียงไกรมาศ พจนสุนทร

หลังจากนี้ ประชาชนจะเห็นบทบาทของเคนโด้ ในฐานะ รองโฆษกพรรครวมไทยสร้างชาติ ที่สื่อสารข้อมูลจริง อย่างตรงไปตรงมา น้ำเสียงดัง หนักแน่นในแบบที่คุ้นเคย ‘’ผมยังคงบุคลิกดุดันตรงไปตรงมา และฟังครั้งเดียวต้องเข้าใจ เพราะการสื่อสารควรสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง และผมจะทำหน้าที่ตรงนี้ครับ‘’


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน