ชาวลพบุรี เสียสละผันน้ำเข้าพื้นที่ลดความเดือดร้อนพี่น้องตอนล่าง

จังหวัดลพบุรี – ชาวลพบุรีเสียสละผันน้ำเข้าพื้นที่ลดความเดือดร้อนพี่น้องตอนล่าง

จากการติดตามสถานการณ์น้ำในพื้นที่จังหวัดลพบุรีลุ่มน้ำลพบุรี และลุ่มน้ำบางขาม หลังจากที่ได้แบ่งปริมาณน้ำมาจากแม่น้ำเจ้าพระยาทำให้ระดับน้ำสูงขึ้นมีบ้านเรือนประชาชนได้รับผลกระทบ สำหรับสถานการณ์น้ำในแม่น้ำสายหลักของจังหวัดลพบุรีในพื้นที่ 2 ลุ่มน้ำ ซึ่งมีลุ่มน้ำลพบุรี และ ลุ่มน้ำบางขาม ที่ได้มีการเปิดประตูระบายน้ำรับน้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยา เพื่อเป็นการแบ่งมวลน้ำที่ไหลลงไปทางด้านตอนล่างของเขื่อนเจ้าพระยา จังหวัดชัยนาท ไม่ให้ไหลไปรวมกับน้ำที่ท่วมขังอยู่

โดยจังหวัดลพบุรีได้รับการประสานจากสำนักงานชลประทานที่ 10 ได้ขอเปิดพื้นที่ทางการเกษตรที่ได้เก็บเกี่ยวข้าวแล้ว เพื่อเป็นพื้นที่รับน้ำที่ไหลมาตามคลองชัยนาท – ป่าสัก แม่น้ำลพบุรี และแม่น้ำบางขาม พร้อมกับได้มีการระบายไปตามคลองซอยสองฝั่งคลองชัยนาท – ป่าสัก แบบก้างปลาที่รับน้ำจากประตูระบายน้ำมโนรมณ์ จังหวัดชัยนาท ขณะที่แม่น้ำบางขามก็รับน้ำบางส่วนมาจากคลองชัยนาท – ป่าสัก และประตูระบายน้ำบางโฉมศรี จังหวัดสิงห์บุรี ส่วนแม่น้ำลพบุรีก็รับน้ำมาจากประตูระบายน้ำ ตำบลม่วงหมู่ จังหวัดสิงห์บุรี และมารวมกับแม่น้ำบางขาม

ซึ่งพบว่าปริมาณน้ำในสองลุ่มน้ำคือลุ่มน้ำลพบุรี และ ลุ่มน้ำบางขาม มีระดับน้ำสูงขึ้น แต่ได้มีการประกาศเตือนแจ้งให้ประชาชนได้มีการขนย้ายสิ่งของมีค่าไว้ในที่สูงไม่ให้เกิดความเสียหาย โดยที่ปริมาณน้ำได้เข้าท่วมบ้านเรือนประชาชนในบางพื้นที่ที่เป็นที่ลุ่มต่ำติดแม่น้ำ นายสรณต ณ ศรีโตนายอำเภอท่าวุ้ง พร้อมด้วยส่วนราชการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ได้ลง พื้นที่นำถุงยังชีพไปมอบให้กับประชาชนที่บ้านเรือนได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมและได้ให้กำลังใจแก่ประชาชน ขณะเดียวกันก็ได้กำชับให้ทางเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เจ้าหน้าที่สาธารณะสุข ดูประชาชนที่ประสบภัยน้ำท่วมอย่างใกล้ชิด ทั้งนี้ถือว่าเป็นการเสียสละของประชาชน เกษตรกร ของจังหวัดลพบุรี ที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการลดความเดือดร้อนให้กับประชาชนในจังหวัดด้านล่างของเขื่อนเจ้าพระยาที่ถูกน้ำท่วมมาเป็นเวลานับเดือน โดยในพื้นที่ของจังหวัดลพบุรีในพื้นที่ทางการเกษตรยังพอที่จะรับปริมาณน้ำที่ระบายลงมาได้อีกระดับหนึ่ง


กฤษณ์ สนใจ ลพบุรี 0890899090

กองทัพบกประสานความร่วมมือกองทัพแคนาดา จัดฝึกอบรมหลักสูตรการดูแลผู้บาดเจ็บในสนามรบ

กองทัพบก-กองทัพแคนาดา ประสานความร่วมมือจัดการฝึกอบรมหลักสูตรการดูแลผู้บาดเจ็บในสนามรบ (Combat First Aid Training: CFAT)

เมื่อวันที่ ๑๗ พฤศจิกายน ๒๕๖๘ H.E. Ms. Ping Kitnikone เอกอัครราชทูตแคนาดา ประ จำประเทศไทย พร้อมด้วยผู้ช่วยทูตทหารแคนาดา และคณะวิทยากร ได้เข้าเยี่ยมคำนับ พลโท เกรียงชัย ประสงค์สุกาญจน์ เจ้ากรมแพทย์ทหารบก เนื่องในโอกาสการดำเนินโครง การความร่วมมือระหว่างกองทัพบกและกองทัพแคนาดา และได้จัดการฝึกอบรมหลักสูตรการดูแลผู้บาดเจ็บในสนามรบ (Combat First Aid Training: CFAT) ให้กับกำลังพลเหล่าทหารแพทย์ เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถด้านการรักษาพยาบาลเบื้องต้นในการปฏิบัติภารกิจรักษาสันติภาพของสหประชาชาติ และร่วมในพิธีเปิดการอบรม ณ ห้องประชุม โรงเรียนเสนารักษ์ กรมแพทย์ทหารบก

โครงการความร่วมมือระหว่างกองทัพบกและกองทัพแคนาดา ในการจัดหลักสูตรการดูแลผู้บาดเจ็บในสนามรบ (Combat First Aid Training: CFAT) มีวัตถุประสงค์เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้และทักษะการปฐมพยาบาลในสนามรบ ระหว่างครูกองทัพบกและกองทัพแคนาดา เป็นการช่วยพัฒนาครูผู้ฝึกสอนให้สามารถถ่ายทอดความรู้ต่อไปยังทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ ตลอดจนเสริมสร้างความร่วมมือด้านการฝึกและการแพทย์สนามระหว่างกองทัพบก และกองทัพแคนาดา การฝึกจัดขึ้นระหว่างวันที่ ๑๗ – ๒๘ พฤศจิกายน ๒๕๖๘ โดยแบ่งการฝึกเป็น ๒ หลักสูตร ได้แก่ การฝึกหลักสูตร T3 (Train the Trainer) จำนวน ๑๒ นาย และการฝึกหลักสูตร Combat First Aid Training จำนวน ๗๒ นาย รวมผู้เข้ารับการฝึกอบรบทั้งสิ้น ๘๔ นาย ซึ่งผู้ที่เข้ารับการฝึกเป็นกำลังพลจาก โรงพยาบาลกองทัพบก กองพันเสนารักษ์ และกองพันนักเรียนนายสิบ กรมนักเรียน โรงเรียนเสนารักษ์ กรมแพทย์ทหารบก ทั้งนี้ กอง ทัพแคนาดาจะสนับสนุนครูฝึก และอุปกรณ์การสอนตลอดการฝึกอบรม

การปฏิบัติการรักษาสันติภาพของสหประชาชาติ (UN Peacekeeping Operations) จำ เป็นต้องมีกำลังพลที่มีความรู้ความสามารถในการดูแลผู้บาดเจ็บในสนามรบอย่างถูกต้องและทันท่วงที เพื่อเพิ่มโอกาสรอดชีวิต ลดความสูญเสีย และเสริมสร้างสมรรถนะในการปฏิบัติหน้าที่ในสถานการณ์จริง นอกจากนี้ยังถือเป็นความร่วมมือด้านการทหารที่สำคัญ ช่วยยกระดับมาตรฐานการฝึก การแพทย์สนาม และการเตรียมความพร้อมของกำลังพลไทยในการปฏิบัติภารกิจทั้งในและต่างประเทศ


นที มีเดช รายงาน

กลับมา อีกครั้ง ในรอบหลายปี Army Delivery

Rider Delivery ทหารจิตอาสาหน่วยเฉพาะกิจไชยานุภาพ ชายแดนภาคเหนือ แปลงร่าง รถมอเตอร์ไซค์ ขับขึ้นหมู่บ้านบนเขา อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ มอบสิ่งของ ตัดผมฟรี ดูแลสุขภาพให้ชาวบ้านและเด็ก ภายใต้กิจกรรม Army Barber & Army Delivery ” ครั้งหนึ่งในชีวิตที่เป็นทหารจิตอาสา ขึ้นเชียงดาวไปมอบรอยยิ้มให้คนบนดอย ” ” เสียงหัวเราะ รอยยิ้ม ความสุข ของชาวบ้าน และ เด็กๆ บนดอย ” …คือพลังต้นทุนทางใจของทหารชายแดน

เช้าวันจันทร์หลายที่หลายแห่งหลายคน….เป็นวันเริ่มต้นของการทำงานและหลายสิ่งหลายอย่าง ….แต่อีกมุมหนึ่งของประเทศไทย จุดเล็กๆที่จังหวัดเชียงใหม่ ทหารจิตอาสา หน่วยเฉพาะกิจไชยานุภาพ เตรียมนำสิ่งของเก็บลงกล่อง ขึ้นท้ายรถมอเตอร์ไซค์….ขับขี่ออกไปลัดเลาะเลี้ยวมุ่งสู่เป้าหมายหมู่บ้านบนพื้นที่สูงของอำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ แม้เส้นทางจะไกลสักเพียงใด อากาศจะหนาวแค่ไหน หรือแม้หยาดเหงื่อจะท่วมท้นมากเท่าไหร่ แต่เมื่อนึกถึงรอยยิ้มของเด็กๆ คือ ” คำตอบของการเดินต่อ “

เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2568 กองบังคับการผาดง หน่วยเฉพาะกิจไชยานุภาพ กองกำลังผาเมือง จัดกำลังพลชุดจิตอาสา และ เจ้าหน้าที่เสนารักษ์ จัดกิจกรรม Army Barber & Army Delivery ขับมอเตอร์ไซค์ขึ้นดอย มอบสิ่งของอุปโภค – บริโภค และ บริการตัดผมฟรี ให้กับ เด็กเยาวชนบนพื้นที่สูง ประชาชนผู้ยากไร้ในพื้นที่ห่างไกลทุรกันดาร ถึงที่บ้าน ที่ บ้านแม่จาน้อย ตำบลทุ่งข้าวพวง อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ รวมทั้งนำหมอทหาร ให้บริการตรวจสุขภาพและแจกจ่ายยาสามัญประจำบ้าน ให้คำแนะนำในการดูแลรักษาสุขภาพเบื่องต้นแก่ผู้สูงอายุเพื่อให้มีสุขภาพร่างกายที่ดี พร้อมทั้งนำขนม อุปกรณ์การเรียนมาแจกให้กับเด็กในหมู่บ้านบนพื้นที่สูงของอำเภอเชียงดาว เพื่อสร้างความประทับใจ ช่วยเหลือแบ่งเบาค่าใช้จ่ายภายในครัวเรือน และเป็นการสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างเจ้าหน้าที่ทหาร กับ ประชาชนในพื้นที่

จากนั้น พี่ๆ หน่วยเฉพาะกิจไชยานุภาพ พร้อม ผู้นำชุมชน ประชาชน ร่วมแสดงความอาลัย และน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ อย่างหาที่สุดมิได้ ของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ซึ่งประชาชนที่ได้รับสิ่งของต่างยินดี และชื่นชมที่ ” ทหาร จิตอาสา ” ไม่ทอดทิ้งประชาชนในพื้นที่ห่างไกล สุดยอดบนดอยสูงแห่งอำเภอเชียงดาว เพราะคิดว่า…โอกาสเล็กๆ ที่เราหยิบยื่นให้กับใครบางคน อาจกลายเป็นจุดเปลี่ยนที่ยิ่งใหญ่ในชีวิตของเขา


นที มีเดช รายงาน

ลำพูนต้อนรับ นายปิยพงศ์ ชูวงศ์ ในโอกาสที่มาดำรงตำแหน่ง รองผู้ว่าฯ ลำพูน

จังหวัดลำพูนให้การต้อนรับ นายปิยพงศ์ ชูวงศ์ ในโอกาสที่ย้ายมาดำรงตำแหน่ง รองผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน พร้อมกราบสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์และพระเถระชั้นผู้ใหญ่ เพื่อความเป็นมงคลแก่ตนเองและเป็นการเริ่มต้นการทำงานด้วยความราบรื่น

วันที่ 16 พฤศจิกายน 2568 เวลา 08.30 น. นายปิยพงศ์ ชูวงศ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน พร้อมด้วยนางณัษฐพร ชูวงศ์ ภริยา เข้ากราบสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์และพระเถระชั้นผู้ใหญ่จังหวัดลำพูน เนื่องในโอกาสที่ย้ายมาดำรงตำแหน่ง รองผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูนคนใหม่ เพื่อเป็นการแสดงความเคารพต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวบ้านและข้าราชการในพื้นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ และเพื่อความเป็นมงคลแก่ตนเองครอบครัว และเป็นการเริ่มต้นการทำงานด้วยความราบรื่นประสบความสำเร็จ โดยมี นางศุกลรัตน์ จันทร์มณี หัวหน้าสำนักงานจังหวัดลำพูน หัวหน้าส่วนราชการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ข้าราชการ เจ้าหน้าที่และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้การต้อนรับ

โดยในเวลา เวลา 08.30 น. รองผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูนคนใหม่ เข้าสักการะอนุสาวรีย์พระนางจามเทวี, สักการะพระสุวรรณจังโกฏเจดีย์ สักการะกู่อัฐิครูบาศรีวิชัย ณ วัดจามเทวี, สักการะศาลพระนางจามเทวี สักการะศาลพระเจ้ามหันตยศและพระเจ้าอนันตยศ (โอรสพระนางจามเทวี) สักการะพระบรมราชานุสาวรีย์ รัชกาลที่ 5 ณ ศาลากลางจังหวัดลำพูน (หลังเก่า), สักการะสถูป กู่ช้าง – กู่ม้า, สักการะพระประธานในพระวิหารหลวง สักการะองค์พระบรมธาตุหริภุญชัย กราบนมัสการพระศรีธรรมโสภณ รองเจ้าคณะจังหวัดลำพูน สักการะเสาหลักเมือง คณะสะดือเมือง ณ วัดพระธาตุหริภุญชัย วรมหาวิหาร อำเภอเมือง จังหวัดลำพูน จากนั้นเดินทางไปสักการะศาลพระภูมิชัยมงคล ณ บ้านพักรองผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน


นที มีเดช รายงาน

รองผบ.มทบ.39 เป็นผู้แทน แม่ทัพภาค3 ร่วมกิจกรรม “วันโลกรำลึกถึงผู้สูญเสียจากอุบัติเหตุทางถนน” ประจำปี 2568

รองผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 39 เป็นผู้แทน แม่ทัพภาคที่ 3 ร่วมกิจกรรม “วันโลกรำลึกถึงผู้สูญเสียจากอุบัติเหตุทางถนน” World Day of Remembrance for Road Traffic Victims) ประจำปี 2568

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 16 พฤศจิกายน 2568 พันเอก วิชา อมระดิษฐ รองผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 39 เป็นผู้แทน แม่ทัพภาคที่ 3 ร่วมเป็นเกียรติในพิธีเปิดกิจกรรม “วันโลกรำลึกถึงผู้สูญเสียจากอุบัติเหตุทางถนน (World Day Of Remembrance for Road Traffic Victims) ประจำปี 2568” Safe Road Save Lives (SRSL) ถนนปลอดเหตุ ชีวิตปลอดภัย เพื่อ “รณ รงค์” การใช้รถใช้ถนนอย่างปลอดภัย โดยมี นายพัชรพล มั่นปาน นายอำเภอเมืองพิษณุโลก เป็นประธาน ณ บริเวณลานอเนกประสงค์ริมน่าน อำเภอเมืองพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก

ซึ่งภายในงานมีกิจกรรมที่สำคัญ ประกอบด้วย จุดเทียนบริเวณหน้าเวทีสวนชมน่านเพื่อรำลึกถึงผู้ที่ได้รับความสูญเสียจากอุบัติ, แจกหมวกกันน็อกรวม 130 ใบ ให้แก่เด็กนักเรียนในจัง หวัดพิษณุโลก รวม 7 โรงเรียน และ เดินขบวน “รณรงค์“ โดยอาสาสมัครนักเรียน ทหารจากกองทัพภาคที่ 3 มณฑลทหารบกที่ 39 และหน่วยงานภาคีเครือข่าย เพื่อสร้างการรับรู้ บริเวณสวนชมน่านจนถึงสถานีรถไฟ อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก

เนื่องในโอกาสวันโลกรำลึกถึงผู้สูญเสียจากอุบัติเหตุทางถนน Word Day of Remembrance for Road Victims ซึ่งจัดขึ้นโดย สโมสรโรตารีในจังหวัดพิษณุโลกภาค 3360 โรตารีสากล พร้อมเครือข่ายต่าง ๆ ทั้งภาครัฐและเอกชนในจังหวัดพิษณุโลก โดยมีวัตถุประสงค์ ให้เยาวชนและประชาชนทั่วไปตระหนักถึงสาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุบนทางถนน อีกทั้งยังสร้างจิตสำนึกและวัฒนธรรมความปลอดภัยทางถนน แก่เยาวชนและสาธารณ ชนทั่วไป

ขณะที่ นายบุญเหลือ บารมี รองผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก เป็นประธานเปิดกิจกรรม “วันโลกรำลึกถึงผู้สูญเสียจากอุบัติเหตุทางถนน” (World Day of Remembrance for Road Traffic Victims) ประจำปี 2568ณ บริเวณตลาด 1 ตำบล 1 ตลาดนัดชุมชน ตำบลวังพิกุล อำเภอวังทอง จังหวัดพิษณุโลก

โดย รองผู้ว่าราชการจัหวัดพิษณุโลก อ่านสารนายกรัฐมนตรี โดยกล่าวว่า รัฐบาลมีความมุ่งมั่นที่จะสร้าง “วัฒนธรรมความปลอดภัยทางถนนอย่างยั่งยืน” เช่นการสร้างวัฒนธรรม “ดื่มไม่ขับ” การปลูกฝังเรื่องความปลอดภัยทางถนนในหมู่เยาวชนและโรงเรียน รวมถึงการตัดตอนห่วงโซ่เหตุการณ์ หรือ Chain of event เป็นต้น เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน รัฐบาลขอขอบคุณในความร่วมมือและความเสียสละของทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย เพื่อช่วยกันแก้ไขปัญหาการสูญเสียจากอุบัติเหตุทางถนน และเพื่อสร้างความปลอดภัยทางถนนให้เกิดขึ้นในประเทศไทยและขอถือโอกาสนี้เป็นกำลังใจให้ครอบครัวผู้สูญเสีย และขอให้ทุกท่านมีกำลังกายกำลังใจ และกำลังสติปัญญาที่เข้มแข็งเพื่อร่วมเป็นพลังสำคัญในการก้าวเดินไปสู่การบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้โดยเฉพาะการสร้าง”วัฒนธรรมความปลอดภัยทางถนน”เพื่อช่วยให้ถนนทุกสายของประ เทศไทย เป็นเส้นทางสัญจรแห่งความปลอดภัยอย่างยั่งยืน ทั้งนี้ รองผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลกได้ร่วมเดินขบวนรณรงค์ลดอุบัติเหตุทางถนน เนื่องในวันโลกรำลึกถึงผู้สูญเสียจากอุบัติเหตุทางถนน พร้อมกับส่วนราชการ นักเรียน และประชาชน อีกด้วย

ทั้งนี้ รองผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลกได้ร่วมเดินขบวนรณรงค์ลดอุบัติเหตุทางถนน เนื่องในวันโลกรำลึกถึงผู้สูญเสียจากอุบัติเหตุทางถนน พร้อมกับส่วนราชการ นักเรียน และประชาชน อีกด้วย

และ สืบเนื่องจากคณะรัฐมนตรี มีมติเมื่อวันที่ 15 มกราคม 2557 เห็นชอบให้ศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน ร่วมกับ หน่วยงานทุกภาคส่วน จัดกิจกรรมเนื่องในวันโลกรำลึกถึงผู้สูญเสียจากอุบัติเหตุทางถนน ในวันอาทิตย์สัปดาห์ที่สาม ของเดือนพฤศจิกายน เป็นประจำทุกปี เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนมีความตระหนักรู้ และป้องกันไม่ให้อุบัติเหตุทางถนนเกิดขึ้นโดยในวันนี้ ยังมีกิจกรรมการร่วมยืนถวายความอาลัย สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินี นาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง กิจกรรมยืนสงบนิ่งไว้อาลัย 1 นาที การอ่านสารนายกรัฐ มนตรี การจุดเทียนรำลึกถึงผู้เสียชีวิตฯ การเดินขบวนรณรงค์ ฯลฯ

ทั้งนี้ เพื่อเป็นการช่วยกันส่งต่อความตระหนักถึงความสูญเสียจากอุบัติเหตุทางถนน ไปยังบุตรหลาน ประชาชน และให้ทุกคนช่วยกันเพิ่มความระมัดระวังในการสัญจรทางถนน มีวัฒน ธรรมความปลอดภัยไม่ละเมิดกฏหมายจราจร ซึ่งเป็นปัจจัยที่จะช่วยให้ถนนทุกฝ่ายในจังหวัดพิษณุโลก เป็น ‘ถนนปลอดเหตุ ทุกชีวิตปลอดภัย’


นที มีเดช รายงาน

จิตอาสา 904 ร่วมอำนวยความสะดวกนำประชาชน จ.กำแพงเพชร เดินทางเข้าเฝ้าฯ กราบถวายบังคมพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท พระบรมมหาราชวัง

จิตอาสา 904 หลักสูตรพื้นฐาน (ภาค 3) รุ่นที่ 1/62 และ หลักสูตรพื้นฐาน (ภาค 3) รุ่นที่ 2/65 ร่วมอำนวยความสะดวกนำประชาชน 11 อำเภอ ของจังหวัดกำแพงเพชร เดินทางเข้าเฝ้าฯ กราบถวายบังคมพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท พระบรมมหาราชวัง

เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2568 เวลา 21.00 น. นายชาธิป รุจนเสรี ผู้ว่าราชการจังหวัดกำแพงเพชร มอบหมายให้นายกองเอกชัยพฤกติ์ เชียรธานรักษ์ ปลัดจังหวัดกำแพงเพชร เป็นประธานในการนำประชาชนทั้ง 11 อำเภอ ของจังหวัดกำแพงเพชร เดินทางเข้าเฝ้าฯ กราบถวายบังคมพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท พระบรมมหาราชวัง

โดยกระทรวงมหาดไทย กำหนดให้เดินทางวันละ 4 จังหวัด โดยเรียงลำดับตามหมวดอักษรจังหวัด เริ่มตั้งแต่วันที่ 17 พฤศจิกายน 2568 ซึ่งจังหวัดกำแพงเพชร เป็น กลุ่มจังหวัดเป้าหมายในชุดที่ 1 ในการนี้จิตอาสาพระราชทาน 904 และประชาชนจิตอาสา ได้ร่วมอำนวยความสะดวกแก่ประชาชน ในการเดินทางเข้าเฝ้าฯด้วย บริเวณปั๊ม ป.ต.ท.สลกบาตร อำเภอขาณุวรลักษบุรี จังหวัดกำแพงเพชร

มีผู้เข้าร่วมกิจกรรม : ปลัดจังหวัดกำแพงเพชร นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดกำแพงเพชร หัวหน้าส่วนราชการ ทหาร ตำรวจ ข้าราชการ จิตอาสาพระราชทาน จิตอาสา 904 หลักสูตรพื้นฐาน (ภาค 3) รุ่นที่ 1/62 และ หลักสูตรพื้นฐาน (ภาค 3) รุ่นที่ 2/65 ผู้นำท้องที่ ผู้นำท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้บริหาร/พนักงานองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ประชาชนจิตอาสา รวมจำนวน 1,100 คน


นที มีเดช รายงาน

อำเภอโพนสวรรค์ ปฏิบัติการ “รวมพลัง รักศรัทธา แก้ไขปัญหายาเสพติดแบบบูรณาการ Quick Big Win”

อำเภอโพนสวรรค์ ปฏิบัติการ “รวมพลัง รักศรัทธา แก้ไขปัญหายาเสพติดแบบบูรณาการ Quick Big Win”

17 พ.ย.68 ภายใต้การอำนวยการของ นายณัฐวุฒิ ชัยสิทธิ์ นายอำเภอโพนสวรรค์ (ผอ.ศป. ปส.อ.โพนสวรรค์) มอบหมายให้ปลัดอำเภอฝ่ายความมั่นคง(จพง. ป.ป.ส.) นำกำลังสมาชิก อส., ร้อย.อส.อ.โพนสวรรค์ 7(ชุดปฏิบัติการพิเศษฝ่ายปกครองอำเภอโพนสวรรค์)ดำเนินการปฏิบัติการ “รวมพลัง รักศรัทธา แก้ไขปัญหายาเสพติดแบบบูรณาการ Quick Big Win”

โดยลงพื้นที่ ต.นาหัวบ่อ ตามที่สายข่าวรายงาน ได้ดำเนินการจับกุมผู้เกี่ยวข้องกับยาเสพติด จำนวน 1 ราย ชายไทย อายุ 26 ปี เป็นราษฏร ม.9 ต.นาหัวบ่อ อ.โพนสวรรค์ จ.นครพนม พร้อมของกลาง “ยาบ้า” จำนวน 196 เม็ด โดยแจ้งข้อกล่าวหาให้ทราบ พร้อมบันทึกจับกุม นำตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.โพนสวรรค์ ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป


เทพข่าวร้อน เพลิงพระกาฬ สำนักข่าวความมั่นคง จังหวัดนครพนม รายงาน

แม่ทัพภาคที่2 ตรวจพื้นที่ช่องเหว ติดตามผลเก็บกู้ทุ่นระเบิด เพื่อความปลอดภัยของกำลังพลและประชาชนในพื้นที่

แม่ทัพภาคที่ 2 ตรวจพื้นที่ช่องเหว ติดตามผลเก็บกู้ทุ่นระเบิด เพื่อความปลอดภัยของกำลังพลและประชาชนในพื้นที่

พลโท วีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 ลงพื้นที่ ช่องเหว บ้านไทยนิยม ตำบลบักได อำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์ เพื่อติดตามและรับฟังผลการปฏิบัติงานเก็บกู้ทุ่นระเบิดจาก ศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ (ศทช.) และหน่วยปฏิบัติการทุ่นระเบิดด้านมนุษยธรรมที่ 4 กองบัญชาการกองทัพไทย โดยมี กองทัพภาคที่ 2 / กองกำลังสุรนารี ให้การสนับสนุนการปฏิบัติในพื้นที่

แม่ทัพภาคที่ 2 ได้รับทราบความก้าวหน้าของการปฏิบัติภารกิจ รวมถึงรับฟังปัญหา อุปสรรคด้านภูมิประเทศ และความเสี่ยงต่อการปฏิบัติงาน พร้อมกำชับให้ทุกหน่วยดำเนินงานด้วยความรอบคอบภายใต้มาตรการความปลอดภัยสูงสุด และสร้างการรับรู้ร่วมกับประชาชน เพื่อป้องกันอันตรายจากทุ่นระเบิดตกค้างในพื้นที่ชายแดน

กองทัพภาคที่ 2 ยืนยันความมุ่งมั่นในการสนับสนุนภารกิจด้านมนุษยธรรม ลดภัยคุกคามจากทุ่นระเบิด และสร้างความปลอดภัยให้กับพื้นที่ชายแดนอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้พร้อมต่อภารกิจในการปกป้องอธิปไตย

#กองทัพภาคที่ 2 #คืนพื้นที่ปลอดภัย #ศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ #TMAC


กองทัพภาค2 ตอกหน้าสื่อเขมร ปั่น ‘ฮีโร่’ คืนสนามรบ ที่แท้ เชลยศึก ไทยปล่อยตัว เหตุป่วย ‘พิษสุราเรื้อรัง-เสียสติ’ ย้ำชัด ไร้มนุษยธรรม

กองทัพภาคที่ 2 ตอกหน้าสื่อเขมร ปั่น ‘ฮีโร่’ คืนสนามรบ ที่แท้ เชลยศึก ไทยปล่อยตัว เหตุป่วย ‘พิษสุราเรื้อรัง-เสียสติ’ ย้ำชัด ไร้มนุษยธรรม

17 พ.ย. 68 เฟซบุ๊กเพจ “กองทัพภาคที่ 2” โพสต์ข้อความระบุว่า “ตามที่ปรากฏภาพข่าว สำนักข่าว Fresh News Daily ว่า คุณยังจำฮีโร่ทหารของเราชื่อ “ซึม ซ็อมแอง” ได้หรือไม่??? เขาคือคนที่ถูกทหารไทยจับกุม และได้รับการปล่อยตัว และตอนนี้ได้ฟื้นตัวกลับมาอยู่แนวหน้าอีกครั้งแล้ว” “นี่คือจิตวิญญาณความกล้าหาญ ที่แข็งแกร่งที่สุดของฮีโร่ ทหารกัมพูชา ผู้ที่ไม่เคยยอมแพ้ ภายใต้สถานการณ์ใดๆ”

“ความจริง คือ ร.ต.ซึม ซ็อมแอง คือ เชลยศึกที่ถูกฝ่ายไทยเราควบคุมตัวไว้ในช่วงการสู้รบ ห้วงวันที่ 24-28 กรกฎาคม 2568 ในพื้นที่อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ ก่อนที่ทางการไทยจะปล่อยตัวกลับไปก่อน 2 รายเนื่องจากอาการป่วยหนัก และมีอาการทางระบบประสาท หรือ จิตเวช เราจึงได้ส่งตัวกลับไป เพื่อให้เข้ารับการรักษาต่อในประเทศกัมพูชา จึงมีเชลยศึกที่ถูกฝ่ายไทยควบคุมตัวเหลืออยู่ 18 ราย ซึ่ง ร.ต.ซึม ซ็อมแอง เป็นบุคคลที่มีอาการพิษสุราเรื้อรัง และเสียสติ จากความเครียดในระหว่างการทำการรบ โดยก่อนส่งตัวกลับ ร.ต.ซึม ซ็อมแอง ได้ทำเอกสารสัญญาว่า… จะไม่เข้าทำการรบอีก ตามที่เขาลงนามเอาไว้”

“ ระหว่างการถูกควบคุมตัวเจ้าหน้าที่ฯของไทย ได้จัดหารองเท้าให้ใส่อยู่หลายครั้งแต่ก็ไม่ยอมใส่ จนฝ่ายกัมพูชามีการไปออกข่าวบิดเบือนว่าเรากลั่นแกล้งไม่ให้ใส่รองเท้าอีกด้วย”
“การที่กัมพูชา มีการนำบุคคลที่มีอาการทาง จิตเวช เสียสติ หรือ สภาพจิตใจไม่ปกติ มาเข้าทำการรบ ถือว่า เป็นการกระทำที่ไร้มนุษยธรรมอย่างยิ่ง และการกระทำเยี่ยงนี้ ยิ่งเป็นที่ย้ำชัดเลยว่า การปล่อยตัวเชลยศึกที่เหลืออีก 18 ราย ไม่สามารถกระทำได้ จนกว่า ความเป็นปรปักษ์จะสิ้นสุดต่อกัน” ทั้งนี้ หลักการสากลที่เกี่ยวข้อง

  1. อดีตเชลยศึกไม่ควรถูกบังคับกลับเข้าสู่การรบโดยทันที หลังการปล่อยตัว ตามอนุสัญญาเจนีวา
  2. บุคคลที่มีภาวะปัญหาสุขภาพจิตหรือสงสัยว่ามีอาการ PTSD ถือว่าเป็นผู้เปราะบาง (Vulnerable person)
  3. การนำผู้ป่วยหรือผู้สงสัยว่าป่วยทางจิตเข้าสู่สนามรบโดยไม่ผ่านการรักษาและประเมินความพร้อม ถือเป็นการเสี่ยงต่อชีวิตและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
  4. การใช้งานทหารหรือบุคคลในสภาพ ไม่พร้อมรบทางกายหรือทางจิตใจ อาจเข้าข่าย การละเมิดหลักมนุษยธรรมและสิทธิมนุษยชน

ตามมาตรฐานสากลด้านความมั่นคงและมนุษยธรรม การนำบุคคลที่มีภาวะผิดปกติทางจิต หรือสงสัยว่า มีอาการ PTSD กลับไปปฏิบัติการรบ โดยไม่ได้รับการรักษา และประเมินความพร้อมอย่างเป็นทางการ ถือเป็นแนวปฏิบัติที่ไม่เหมาะสม และอาจเข้าข่ายไม่เป็นมนุษยธรรม


ขอบคุณข้อมูล : กองทัพภาคที่ 2

แม่ทัพภาคที่ 2 ลงพื้นที่ชายแดนตรวจเยี่ยมความพร้อมรบของกำลังพล ในพื้นที่แนวชายแดนไทย–กัมพูชา ย้ำความพร้อมปกป้องอธิปไตย ยึดมาตรการความปลอดภัยขั้นสูงสุด

แม่ทัพภาคที่ 2 ลงพื้นที่ชายแดนตรวจเยี่ยมความพร้อมรบของกำลังพล ในพื้นที่แนวชายแดนไทย–กัมพูชา ย้ำความพร้อมปกป้องอธิปไตย ยึดมาตรการความปลอดภัยขั้นสูงสุด

เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2568 พลโท วีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 / ผู้บัญชาการศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 2 ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการปฏิบัติงานของกำลังพล หน่วยเฉพาะกิจที่ 1 กองกำลังสุรนารี บริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา พร้อมผู้บังคับหน่วยในพื้นที่ได้เดินตรวจเยี่ยมการพัฒนาเส้นทางยุทธวิธีในพื้นที่เพื่อประเมินสถานการณ์จริงในพื้นที่ชายแดนไทย–กัมพูชา เน้นย้ำให้หน่วยในพื้นที่เสริมมาตรการรักษาความปลอดภัยทุกมิติ การปฏิบัติตามแผนเฝ้าระวังภัยคุกคามทุกรูปแบบ พร้อมยกระดับความพร้อมรบของกำลังพล เพื่อป้องกันเหตุร้ายและรักษาเสถียรภาพพื้นที่ชายแดนอย่างใกล้ชิด ให้ทุกหน่วยปฏิบัติด้วยความรอบคอบ ระมัดระวัง และยึดมาตรการความปลอดภัยขั้นสูงสุด

แม่ทัพภาค2 ชื่นชมความเสียสละและความมุ่งมั่นของกำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ห่างไกล พร้อม ย้ำว่า ทุกก้าวที่ยืน ทุกคำสั่งที่ออก คือความตั้งใจในการพิทักษ์ผืนแผ่นดินไทย กำลังพลทุกนายต้องปฏิบัติหน้าที่อย่างมืออาชีพ ด้วยจิตวิญญาณของนักรบผู้พิทักษ์ชาติ และต้อง พร้อมเต็มร้อย และสอบถามสารทุกข์สุกดิบต่อกำลังพล ช่วยสร้างขวัญกำลังใจแก่ผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ชายแดนให้มีกำลังใจในการปฏิบัติงานเป็นอย่างมาก

ทั้งยังได้ให้แนวทางการปฏิบัติ โดยเน้นย้ำให้ยึดมั่นในอุดมการณ์ของทหาร ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความกล้าหาญ เสียสละ อดทน มีระเบียบวินัย และให้มีความพร้อมรบอยู่เสมอ สร้างขวัญกำลังใจให้กับกำลังพลผู้ปฏิบัติงานในแนวหน้า เพื่อดำรงความพร้อมสูงสุดทุกสถานการณ์ ปกป้องอธิปไตยของชาติ และดูแลความปลอดภัย ของประชาชนให้มั่นคงอย่างยั่งยืน


ขอบคุณภาพ : กองทัพบก Royal Thai Army