พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. แถลงผลการจับกุมของกองบังคับการตำรวจสายตรวจปฏิบัติการพิเศษ (191) จับกุมยาบ้า 10 ล้านเม็ด

พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. แถลงผลการจับกุมของกองบังคับการตำรวจสายตรวจปฏิบัติการพิเศษ (191) จับกุมยาบ้า 10 ล้านเม็ด

เมื่อวันพุธที่ 12 พ.ย.2568 เวลา 13.00 น. ณ อาคารศึกษาฝึกอบรม บก.สปพ. : พล.ต.อ. สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. พร้อมด้วยพล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น., พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รอง ผบช.น., พล.ต.ต.วรวิทย์ ญาณจินดา ผบก.สปพ., พ.ต.อ.วสันต์ ธวัชชัยวิรุตษ์ ผกก. สายตรวจ, พ.ต.ท.วสุเทพ ใจอินทร์ รอง ผกก.สายตรวจ, พ.อ.วิรุฬห์ ชัยสุวิรัตน์ หน่วยข่าวกรองทางทหาร กองทัพบก ร่วมแถลงผลการจับกุมของกองบังคับการตำรวจสายตรวจปฏิบัติการพิเศษ หรือ 191

จับกุมผู้ต้องหา จำนวน 2 รายคือ 1.น.ส.เมรินทร์ฯ สงวนนามสกุล อายุ 33 ปี ผู้ต้องหาที่ 1 และ 2.น.ส.ศิริรัตน์ฯ สงวนนามสกุล อายุ 33 ปี ผู้ต้องหาที่ 2 โดยกล่าวหาผู้ต้องหาว่า “ร่วมกันกับพวกที่หลบหนีจำหน่ายยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 (ยาบ้าหรือเมทแอมเฟตามีน) โดยมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต อันเป็นการกระทำเพื่อการค้า และก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชนทำให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐหรือความปลอดภัยของประชาชนทั่วไป”

พร้อมด้วยของกลางและทรัพย์ที่ตรวจยึด 1.ยาบ้า ประมาณ 50 กระสอบ รวม ยาบ้าประมาณ 10 ล้านเม็ด, 2.รถยนต์ ยี่ห้อ Toyota รุ่น vios สีขาว จำนวน 1 คัน, 3.รถยนต์ ยี่ห้อ Chevrolet รุ่น Colorado สีขาว จำนวน 1 คัน, 4.รถยนต์ ยี่ห้อ Toyota รุ่น Fortuner สีดำ จำนวน 1 คัน และ 5.รถจักรยานยนต์ จำนวน 1 คัน มูลค่ารวมประมาณ 500,000,000 บาท


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

ลพบุรีเขต 1 ลั่นกลองรบ ‘รวมไทยสร้างชาติ’ ดันสัตวแพทย์หญิง ‘หมอเจี๊ยบ’เป็น สส. ชูนโยบาย รพ.สัตว์ของรัฐ จัดระเบียบลิง-น้ำประปาเข้าถึงและดื่มได้

ลพบุรีเขต 1 ลั่นกลองรบ รวมไทยสร้างชาติดันสัตวแพทย์หญิง ‘’หมอเจี๊ยบ‘’ เป็น สส. ชูนโยบาย รพ.สัตว์ของรัฐ จัดระเบียบลิง-น้ำประปาเข้าถึงและดื่มได้

วันเสาร์ที่ 15 พฤศจิกายน 2568 ทีมลพบุรีพรรครวมไทยสร้างชาติจัด ประชุมทีมว่าที่ผู้สมัคร ลพบุรี เขต 1 หมอเจี๊ยบ สพ.ญ. บุษยมาศ เจียมวิจิตรกร และ รุ่งวิทย์ แจ้งสว่าง ว่าที่ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อพรรค โดยมี รองโฆษกพรรครวมไทยสร้างชาติ เคนโด้ เกรียงไกรมาศ พจนสุนทร ร่วมประชุมแนวทางนโยบายในพื้นที่ โดยชูนโยบายด้านสัตว์เลี้ยง เพราะเป็นปัญหาใหญ่ที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข ไม่ว่าจะเป็นการทำฐานข้อมูลสัตว์อย่างเป็นรูปธรรมเพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหาอย่างตรงจุด อาทิ การฝังไมโครชิพซึ่งได้ทำแล้วให้เป็นโมเดลต้นแบบ การทำโรงพยาบาลสัตว์ของรัฐในราคาที่เป็นธรรม เพราะปัจจุบันสังคมไทยหลายครอบครัวเลี้ยงสัตว์ทั้งสุนัขและแมว พอสัตว์เลี้ยงป่วยมีค่าใช้จ่ายจำนวนมาก ซึ่งหมอเจี๊ยบ สพ.ญ. บุษยมาศ เจียมวิจิตรกร มีประสบการณ์ด้านการทำโรงพยาบาลสัตว์ ได้ออกแบบนโยบายไว้เรียบร้อยแล้ว ซึ่งทำได้จริง จะมีการเริ่มฝังไมโครชิพในวันที่ 3 ธันวาคม 2568

ส่วนนโยบายน้ำประปาดื่มได้ ก็สามารถทำได้จริงและทำมาแล้ว จากพื้นที่ที่ไม่มีน้ำประปาจนสามารถเป็นน้ำประปาดื่มได้ โดย นาย รุ่งวิทย์ แจ้งสว่าง ว่าที่ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อพรรครวมไทยสร้างชาติ ในพื้นที่ อำเภอบ้านหมี่ ด้วยก่อนหน้านั้นได้รับเสียงสะท้อนปัญหาของประชาชน จึงได้ลงพื้นที่ และประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและสามารถแก้ไขปัญหาให้ประชาชนได้

และยังได้ร่วมลงพื้นที่บริเวณศาลพระกาฬ และ พระปรางค์สามยอด เพื่อรับฟังปัญหาของประชาชน สิ่งที่เป็นปัญหาที่ประชาชนสะท้อนคือปัญหาปากท้องและเศรษฐกิจ ซึ่งได้ชี้แจงประชาชนถึงปัญหาที่เกี่ยวข้องคือ ค่าครองชีพสูงส่วนหนึ่งมาจากปัญหาต้นทุนด้านพลังงาน ทั้งค่าไฟ ค่าน้ำมัน ค่าก๊าซ ที่พุ่งสูงขึ้น นโยบายหลักของรวมไทยสร้างชาติเราทำเรื่องนี้สำเร็จมาแล้ว คุณ พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรค ขณะที่ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานสามารถลดค่าไฟรวมแล้วกว่า 270,000 ล้าน และยังจะทำต่อไปถ้ามีโอกาสกลับมารับใช้ประชาชน

รวมทั้งปัญหาลิงลพบุรี ได้มีการวางแผนนโยบายทำอุทยานลิงที่จำลองธรรมชาติให้ลิงได้อยู่ และสามารถจัดระเบียบได้จริง

สามารถติดตามรวมไทยสร้างชาติลพบุรีได้ทางช่องทาง Line :เพื่อนรักหมอเจี๊ยบ Facebook Fanpage:หมอเจี๊ยบ TikTok:หมอเจี๊ยบ


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

เอกนิติ ยึดมั่นในคุณธรรมแห่งวิชาชีพนักกฎหมาย แม้ลูกความยังติดค้างค่าวิชาชีพ

บริษัท เอกนิติอินเตอร์ลอว์ จำกัด ย้ำจุดยืน แม้ลูกความบางคนยังคงค้างค่าวิชาชีพ จะไม่ไปทำงานให้กับคู่กรณีอีกฝ่าย

นางสาวสิริรัตน์ ราวินิจ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอกนิติอินเตอร์ลอว์ จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทฯ ได้รับอรรถคดีเป็นจำนวนมาก ซึ่งในบางคดีบางลูกความของเราไม่สามารถกลั่นกรองในอุปนิสัยใจคอของลูกความบางคนได้ ซึ่งเชื่อว่าสำนักงานกฎหมายและทนายความทุกๆท่านหลายๆแห่งต่างประสบปัญหามาเหมือนๆกัน โดยปัจจุบันแม้จะมีลูกความที่ยังคงค้างค่าวิชาชีพกับบริษัท เอกนิติอินเตอร์ลอว์ จำกัด อยู่เป็นจำนวนอยู่หลายๆคดี แต่ลูกความบางคนก็ดีมีมารยาทที่ดี ลูกความบางคนก็ไม่ใช่คะ บางครั้งสำนักงานหลายๆแห่งต่างประสบปัญหาเหมือนๆกัน ที่ลูกความค้างค่าวิชาชีพไปพูดเพื่อดิสเครดิตกัน ปัจจุบันโลกมันไม่ได้กว้างเช่นในวงการกฎหมายย่อมแคบคนที่ถูกนำไปพูดต่อๆกันก็ยืนยันได้เป็นอย่างดี

นางสาวสิริรัตน์ ราวินิจ กล่าวต่ออีกว่า บริษัท เอกนิติอินเตอร์ลอว์ จำกัด เกิดขึ้นจาก บริษัท ทรีแมน แอนด์ทีม จำกัด ซึ่ง บริษัท ทรีแมน แอนด์ ทีม จำกัดนี้ ดำเนินกิจการมาตั้งแต่วันที่ 1 ก.พ.2555 รวมทั้งสิ้น 13 ปี ย่อมมีความเข้มแข็งอยู่พอสมควร ดังนั้นลูกความที่ไปกล่าวกับบุคคลทั่วๆไป ที่อ้างถึงบริษัท เอกนิติอินเตอร์ลอว์ จำกัด ให้เกิดความเสียหาย และ หรือ รวมถึง ผู้บริหารเอกนิติให้เกิดความเสียหาย กล่าวหาว่า บริษัท เอกนิติอินเตอร์ลอว์ จำกัด ไปรับคดีอีกฝ่ายหนึ่ง ขอให้แสดงหลักฐานมาได้เลยคะ

กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอกนิติอินเตอร์ลอว์ จำกัด กล่าวอีกว่า ปัจจุบัน เราทราบแล้วว่า ลูกความคนๆนั้น คือใคร ดังนั้น เราจะขอเรียนเชิญผู้ที่ได้รับข้อมูลข่าวสารที่เกี่ยวข้องร่วมกันแถลงข่าว และจะขอเรียนเชิญ โจทก์ จำเลย ในคดี ของลูกความคนๆนั้น ร่วมกันแถลงข่าว ต่อไปคะ นางสาวสิริรัตน์ ราวินิจ กล่าวทิ้งท้าย


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

กรมศุลกากร จัดงานแถลงนโยบายในการขับเคลื่อนมาตรการการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (Quick Big Win in Anti-Drug Trafficking)

กรมศุลกากรจัดงานแถลงนโยบายในการขับเคลื่อนมาตรการการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (Quick Big Win in Anti-Drug Trafficking)

เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2568 เวลา 13.30 น. : ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธานในการจัดงานแถลงนโยบายในการขับเคลื่อนมาตรการการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (Quick Big Win in Anti-Drug Trafficking) ของกรมศุลกากร ร่วมด้วยนายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร ผู้บริหารกรมศุลกากร และผู้แทนหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน ณ สโมสรศุลกากร ชั้น 2 กรมศุลกากร

ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า รัฐบาลภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้เน้นย้ำว่ารัฐบาลชุดนี้จะไม่ผ่อนปรนต่อผู้ที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดทุกรูปแบบ พร้อมดำเนินการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด เพื่อปกป้องสังคมและรักษาความสงบเรียบร้อยของประเทศ โดยมุ่งให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมในระยะเวลาอันสั้นตามนโยบายของรัฐบาล “Quick Big Win” และเชื่อมั่นว่าการได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน รวมไปถึงหน่วยงานต่างประเทศ จะสามารถทำให้ประเทศไทยปลอดจากภัยยาเสพติด และป้องกันมิให้กลุ่มบุคคลผู้ไม่พึงประสงค์ใช้ประเทศไทยเป็นฐานในการก่ออาชญากรรม ซึ่งจะส่งเสริมภาพลักษณ์อันดีของประเทศไทยในเวทีโลก สำหรับกรมศุลกากร ในฐานะหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายของกระทรวงการคลัง ซึ่งทำหน้าที่เป็นด่านหน้าของประเทศในการสกัดกั้นการลักลอบยาเสพติด ทั้งทางบก ทางทะเล และทางอากาศ ได้แสดงเจตนารมณ์และความมุ่งมั่นอย่างจริงจังในการร่วมแก้ปัญหายาเสพติดของประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นการกำหนดมาตรการเชิงรุก เพื่อป้องกันและปราบปรามมิให้มีการใช้ช่องทางการค้าระหว่างประเทศ และป้องกันไม่ให้ประเทศไทยเป็นฐานของอาชญากรในการลักลอบลำเลียงยาเสพติดให้โทษ เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน

นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร กล่าวว่า วันนี้กรมศุลกากรจัดงานแถลงนโยบายในการขับเคลื่อนมาตรการการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (Quick Big Win in Anti-Drug Trafficking) เนื่องจากปัญหายาเสพติดถือเป็นปัญหาสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อประชาชน ความปลอดภัยของสังคม และความมั่นคงของประเทศ ตลอดจนภาพลักษณ์ของประเทศไทยในประชาคมโลก

ด้วยสถานการณ์ยาเสพติดของประเทศไทยยังคงอยู่ในสถานะที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด โดยที่ผ่านมาพบว่ายังมีการลักลอบนำเข้ายาเสพติดในหลายช่องทาง อีกทั้งยังเป็นเป้าหมายของเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติที่ใช้ประเทศไทยเป็นเส้นทางลำเลียงยาเสพติดเพื่อส่งต่อไปยังต่างประเทศ ด้วยเหตุนี้ กรมศุลกากจึงเร่งพัฒนาแนวทางการทำงานในทุกมิติเพื่อป้องกันและสกัดกั้นการลักลอบยาเสพติดและสิ่งผิดกฎหมาย ผ่านการกำหนดมาตรการเชิงรุกในการปฏิบัติงานด้านป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงสุด ทั้งหมดนี้เป็นการน้อมรับ และตอบสนองต่อนโยบายของรัฐบาล “Quick Big Win” ภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และการกำกับดูแลของ ดร. เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง โดยกรมศุลกากรได้แบ่งการดำเนินงานออกเป็น 3 มิติ ได้แก่

มิติที่ 1 ความร่วมมือเชิงรุกกับผู้เกี่ยวข้องในห่วงโซ่อุปทาน ปรับเปลี่ยนแนวทางการตรวจสินค้าที่มีความเสี่ยงสูง จากการตรวจค้น ณ จุดผ่านแดนหรือจุดนำเข้าส่งออก เป็นการดำเนินการเชิงรุก โดยทำงานร่วมกับผู้ประกอบการในห่วงโซ่อุปทาน ทั้งรายใหญ่และรายย่อย รวมถึงภาคธุรกิจขนส่ง และโลจิสติกส์ DHL FedEx UPS ไปรษณีย์ไทยและบริษัท Freight Forwarder ต่างๆ โดยเข้าไปให้ข้อมูลความเสี่ยง เกี่ยวกับรูปแบบและวิธีการในการกระทำความผิดด้านยาเสพติด รวมถึงการแลกเปลี่ยนข้อมูลการข่าวระหว่างกัน ทำให้กรมศุลกากรสามารถตรวจค้นและสกัดกั้นสินค้าต้องสงสัยได้ตั้งแต่ต้นทาง ก่อนเข้าสู่กระบวนการศุลกากร

มิติที่ 2 ความร่วมมือกับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายต่างประเทศ สร้างพันธมิตรกับหน่วยงานต่างประเทศ เช่น สำนักงานพิทักษ์เขตแดนแห่งออสเตรเลีย (Australia Border Force: ABF) กองกำลังป้องกันชายแดนแห่งสหราชอาณาจักร (UK Border Force: UKBF) สำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) ศุลกากรนิวซีแลนด์ เกาหลี ญี่ปุ่น เยอรมนี ฝรั่งเศส แคนาดา รวมถึง สำนักงานปราบปรามยาเสพติด (DEA) และสำนักงานสืบสวนเพื่อความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ (HSI) ของสหรัฐอเมริกา เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารและปฏิบัติการร่วมกัน หรือ Joint Operation เพื่อสกัดกั้นขบวนการค้ายาเสพติดข้ามชาติอย่างมีประสิทธิภาพ

มิติที่ 3 การสืบสวนขยายผลและการดำเนินคดี กรมศุลกากร จะไม่ยุติการดำเนินการเพียงแค่การยึดยาเสพติด ณ จุดผ่านแดนเท่านั้น แต่จะรวบรวมข้อมูลผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด โดยประสานความร่วมมือกับหน่วยงานภายใต้คณะทำงานสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติด ณ ท่าอากาศยานสากล (Airport Interdiction Task Force: AITF) และท่าเรือสากล (Seaport Interdiction Task Force: SITF) ได้แก่ สำนักงาน ป.ป.ส. กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ศูนย์รักษาความปลอดภัย กองบัญ ชาการกองทัพไทย บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) และการท่าเรือแห่งประเทศไทย สำหรับสืบสวนและดำเนินคดี เพื่อทำลายเครือข่ายอาชญากรรมยาเสพติดทั้งระบบ

จากมาตรการทั้ง 3 มิติที่ได้กล่าวมา กรมศุลกากรได้กำหนดกิจกรรมต่างๆ ไว้เพื่อรองรับและขับเคลื่อนมาตรการในการป้องกัน ปราบปราม และสกัดกั้นการลักลอบยาเสพติด ให้เห็นผลภายใน 4 เดือน เช่น

  1. ปฏิบัติการความร่วมมือกับสำนักงานพิทักษ์เขตแดนแห่งออสเตรเลีย เพื่อป้องกันและปราบปรามด้านยาเสพติด ไม่ให้ไทยถูกใช้เป็นฐานลักลอบยาเสพติดส่งไปออสเตรเลีย โดยเริ่มปฏิบัติการวันในวันที่ 15 พฤศจิกายน 2568
  2. ปฏิบัติการร่วมกับศุลกากรเกาหลีใต้ ในลักษณะเดียวกัน ในปี พ.ศ.2569
  3. การขยายพื้นที่การใช้สุนัขดมกลิ่น (K-9) เพื่อให้ครอบคลุมพื้นที่ปฏิบัติงานหลัก เช่น ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ท่าอากาศยานดอนเมือง คลังสินค้าสุวรรณภูมิ ศูนย์ไปรษณีย์หลักสี่และสุวรรณภูมิ รวมถึงคลังสินค้าของผู้ให้บริการขนส่งเอกชน
  4. เปิดศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านยาเสพติดและสิ่งผิดกฎหมายภาคใต้ (Narcotics and Contrabands Interdiction Unit) ณ ท่าอากาศยานนานาชาติภูเก็ต ในต้นเดือนธันวาคม 2568 เพื่อสกัดการลักลอบขนยาเสพติดและสินค้าผิดกฎหมายผ่านสนามบินรอง ด้วยระบบตรวจสอบผู้โดยสารที่ทันสมัย

อย่างไรก็ดี การปราบปรามยาเสพติดและสินค้าผิดกฎหมาย เป็นภารกิจที่กรมศุลกากรไม่อาจดำเนินการให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดได้โดยลำพัง จำเป็นต้องอาศัยการบูรณาการความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับหน่วยงานต่างๆ ทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ รวมถึงภาคธุรกิจการขนส่ง เพื่อสกัดกั้นการลักลอบขนยาเสพติดและทำลายเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ การบูรณาการดังกล่าวช่วยให้การปราบปรามยาเสพติดและสินค้าผิดกฎหมายอื่นๆ มีประสิทธิภาพและยั่งยืน โดยกรมศุลกากรจะมุ่งมั่นพัฒนาศักยภาพ เสริมสร้างเครือข่ายความร่วมมือและประยุกต์ใช้เทคโนโลยีทันสมัย เพื่อปกป้องประเทศจากภัยเหล่านี้


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

วช. เปิดเวทีเสวนา “สถานการณ์น้ำท่วม บรรเทาได้ด้วยวิจัยและนวัตกรรม” ชูองค์ความรู้งานวิจัยและนวัตกรรม บรรเทาวิกฤตอุทกภัย

วช. เปิดเวทีเสวนา “สถานการณ์น้ำท่วม บรรเทาได้ด้วยวิจัยและนวัตกรรม” ชูองค์ความรู้งานวิจัยและนวัตกรรม บรรเทาวิกฤตอุทกภัย

เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2568 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จัดการเสวนา “สถานการณ์น้ำท่วม บรรเทาได้ด้วยวิจัยและนวัตกรรม” โดยมี ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (ผวช.) เป็นประธานเปิดการเสวนา พร้อมด้วยคณะวิทยากรผู้เชี่ยวชาญและนักวิจัย ร่วมกิจกรรมเสวนา ณ ศูนย์ข้อมูลสารสนเทศกลางด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมของประเทศ อาคาร วช.8

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (ผวช.) กล่าวว่า ผลกระทบจากพายุช่วงต้นเดือน พ.ย.2568 ทำให้ปริมาณน้ำในแม่น้ำสายหลักตอนบนเพิ่มสูงขึ้น ประกอบอ่างเก็บน้ำมีปริมาณน้ำกักเก็บจำนวนมากเพื่อเตรียมเปลี่ยนผ่านฤดู ทำให้มีความจำเป็นต้องเร่งระบายน้ำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณลุ่มเจ้าพระยา มีผลกับพื้นที่ภาคกลางตอนบนต้องเผชิญกับวิกฤตอุทกภัยในหลายจังหวัด อาทิ พระนครศรีอยุธยา อ่างทอง สิงหบุรี ชัยนาท (วช.) พร้อมด้วยทีมนักวิจัยและผู้เชี่ยวชาญ ร่วมกันสนับสนุนข้อมูลทางวิชาการ องค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อลดผลกระทบจากอุทกภัย บรรเทาความเดือนร้อนของประชาชน รวมทั้งการถอดบทเรียนจากสถานการณ์เพื่อเป็นแนวทางในการเฝ้าระวังภัยพิบัติ

การเสวนา เรื่อง “สถานการณ์น้ำท่วม บรรเทาได้ด้วยวิจัยและนวัตกรรม” ได้รับเกียรติจาก รองศาสตราจารย์ ดร.สุจริต คูณธนกุลวงศ์ ผู้อำนวยการแผนงานเป้าหมายสำคัญตามยุทธศาสตร์ (ววน.) ประเด็นน้ำมั่นคง ไม่ท่วม ไม่แล้ง ของ (วช.) เป็นผู้ดำเนินการเสวนา พร้อมด้วยวิทยากรผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายหน่วยงานร่วมเสวนาใน 2 ช่วง ดังนี้

  • ช่วงแรก : ระบบคาดการณ์และการประเมินสถานการณ์เพื่อการป้องกัน
    • นายสมควร ต้นจาน กรมอุตุนิยมวิทยา ให้ข้อมูลว่าปริมาณฝนทั้งประเทศในปีนี้มากกว่าค่าเฉลี่ยประมาณร้อยละ 9 แต่ยังน้อยกว่าปี 2554 แต่ปีนี้ฝนผิดปกติในช่วงต้นเดือน พ.ย.2568 ทั้งที่มีการประกาศเข้าฤดูหนาวแล้ว เกิดจากภาวะที่อากาศแปรปรวน ซึ่งคาดว่าจะเข้าสู่ฤดูหนาวในช่วงวันที่ 14 พ.ย.2568 แต่ภาคใต้จะมีฝนตกเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะจังหวัดนราธิวาส ปัตตานี และยะลา
    • ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ไชยาพงษ์ เทพประสิทธิ์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สรุปสถานการณ์และแนวโน้มน้ำท่า โดยสังเขปว่า ปีนี้น้ำเหนือเขื่อนและใต้เขื่อนมีมากตั้งแต่ช่วงพายุบัวลอย ฝนที่ตกเพิ่มในระยะสั้นช่วงต้นเดือน พ.ย. มีปริมาณมาก ทำให้เขื่อนตอนบนมีปริมาณน้ำไหลลงจนเต็มความจุ จนส่งผลต่อปริมาณน้ำในบริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนบน และยังตรงกับช่วงน้ำทะเลหนุนทำให้การระบายน้ำออกสู่ทะเลช้าลง
    • ดร.ธเนศร์ สมบูรณ์ กรมชลประทาน กล่าวถึงการบริหารจัดการน้ำช่วงปลายฤดูฝนของกรมชลประทาน เพื่อให้เป็นที่แน่ใจว่าประชาชนจะมีน้ำเพียงพอในช่วงฤดูแล้ง ช่วงต้นเดือน พ.ย. เขื่อนจะเก็บน้ำไว้ประมาณร้อยละ 80 ของความจุและมีการปรับตามสถานการณ์รายเดือน สถานการณ์ครั้งนี้ปริมาณน้ำส่วนใหญ่มาจากแม่น้ำปิง ซึ่งทำให้เขื่อนภูมิพลมีปริมาณน้ำเต็มความจุ โจทย์สำคัญคือในเดือน พฤษภาคม 2569 จะบริหารการพร่องน้ำของเขื่อนในฤดูฝนอย่างไร เพื่อให้เป็นเครื่องมือกับความแปรปรวนของอากาศที่เกิดขึ้น
    • ดร.ศรเทพ วรรณรัตน์ สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) ให้ข้อมูลว่า คลังข้อมูลน้ำแห่งชาติ ซึ่งรวบรวมข้อมูลมาจากหลายหน่วยงานสามารถช่วยในการบริหารจัดการได้ในระดับหนึ่ง แต่ยังต้องการงานวิจัยมาเติมเต็ม เช่น ข้อมูลการเปลี่ยนแปลงของลำน้ำที่ต้องการความเป็นปัจจุบัน รวมถึงการคาดการณ์ฝนจากข้อมูลดาวเทียมในกรณีที่ต้นน้ำอยู่ในประเทศเพื่อนบ้านเพื่อเพิ่มความแม่นยำ ซึ่งจะช่วยสนับสนุนภารกิจของ (อว.) ส่วนหน้าในการทำงานร่วมกับศูนย์บริหารเหตุการณ์จังหวัด
  • ช่วงที่ 2 : นวัตกรรมและสถานการณ์เร่งด่วน
    • รองศาสตราจารย์ ดร.บัญชา ขวัญยืน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สรุปบทเรียน และข้อเสนอแนะในการบริหารจัดการน้ำ คือการสร้างการรับรู้ความเสี่ยงและการสร้างความเข้มแข็งเครือข่ายในการติดตาม เฝ้าระวัง และรับมือภัยด้านน้ำ และถึงแม้ว่าเราจะมีการเตรียมทุ่งรับน้ำในพื้นที่ไว้ แต่ต้องมีการสร้างความเข้าใจอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากความแปรปรวนในปัจจุบัน ทำให้ต้องมีการยกระดับการจัดการตามสถานการณ์

ส่วนของการใช้โดรนสำรวจและช่วยเหลือเมื่อเกิดสถานการณ์เร่งด่วน นายธีรวัติ ศรีประโชติ สมาคมกีฬาเครื่องบินจำลองและวิทยุบังคับ ให้ข้อมูลว่า มีการนำโดรนมาช่วยในการสนับสนุนการทำงานของหน่วยงานในพื้นที่ โดย (วช.) มีการจัดตั้งศูนย์ให้ความรู้โดยร่วมกับมูลนิธิเพื่อนพึ่งภายามยาก และมีการเพิ่มเจ้าหน้าที่ที่สอบใบขับขี่โดรน เพื่อลดปัญหาการขาดแคลนบุคลากร เนื่องจากในบางพื้นที่จำเป็นต้องติดตั้งอุปกรณ์เพิ่มเติม เพื่อป้องกันการชนและทำให้การทำงานสะดวกขึ้น

รองศาสตราจารย์ ดร.คเณศ วงษ์ระวี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ยกตัวอย่าง นวัตกรรมที่จะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนเมื่อเกิดเหตุ อาทิ สารประกอบทองแดงที่มีประสิทธิภาพสูงซึ่งประยุกต์จากการใช้งานในผลิตภัณฑ์การเกษตร มาช่วยต้านเชื้อราที่มากับความชื้นเมื่อเกิดอุทกภัย ซึ่งก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพกับประชาชน โดยเฉพาะในโรงเรียน

ทั้งนี้ (วช.) หวังเป็นอย่างยิ่งว่า การสนับสนุนการวิจัยและนวัตกรรมจะเป็นพลังสำคัญในการบรรเทาผลกระทบจากความรุนแรงของอุทกภัย และเสริมประสิทธิภาพในการบริหารจัดการน้ำของประเทศในระยะยาว เพื่อให้ประเทศไทยสามารถรับมือกับปัญหาน้ำท่วมในเขตเมือง การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและภัยพิบัติทางธรรมชาติได้อย่างมีประสิทธิภาพ


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

“ผบช.ภ.7” สั่งกำชับตำรวจพื้นที่ ภ.7 ต้องวางมาตราการเข้ม ทั้งงานบริการ-ป้องกันปราบปราม-ดูแลกำลังพล เพื่อความปลอดภัยของประชาชน

“ผบช.ภ.7” สั่งกำชับตำรวจพื้นที่ ภ.7 ต้องวางมาตราการเข้ม ทั้งงานบริการ-ป้องกันปราบปราม-ดูแลกำลังพล เพื่อความปลอดภัยของประชาชน

เมื่อวันที่ 15 พ.ย.2568 พล.ต.ท.พิสิฐ ตันประเสริฐ ผู้บัญชาการตำรวจภูธร ภาค 7 (ผบช.ภ.7) เปิดเผยว่า ได้มอบนโยบายข้อสั่งการสถานีตำรวจในพื้นที่ ดังนี้

1.งานบริการประชาชนและภาพลักษณ์ตำรวจ
• การเอาใจใส่ประชาชน : กำชับให้ข้าราชการตำรวจทุกคน แสดงกิริยาวาจาสุภาพ และให้การบริการที่ดีแก่ประชาชน โดยถือว่าสถานีตำรวจคือ ที่พึ่งสุดท้าย ของประชาชน
• การอำนวยความสะดวก : เน้นย้ำให้มีการปรับปรุงภูมิทัศน์สถานี ให้สะอาด เป็นระเบียบเรียบร้อย และมีสิ่งอำนวยความสะดวกให้เพียงพอต่อการบริการประชาชน One Stop Service
• การรับแจ้งความ : ต้องเน้นย้ำให้พนักงานสอบสวน เข้าเวรปฏิบัติหน้าที่ด้วยตนเอง และให้การรับแจ้งความทุกคดีเป็นไปตามระเบียบที่กำหนด เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนพนักงานสอบสวนและการบริการล่าช้า
• งานมวลชนสัมพันธ์ : การเข้าไป Stop Walk&Talk เพื่อรับฟังปัญหาความเดือดร้อนด้วยความจริงใจ และสร้างเครือข่ายกับประชาชน

2.งานป้องกันปราบปรามอาชญากรรม
• การปราบปรามอาชญากรรมทุกมิติ : กำชับให้เร่งรัดและเข้มงวดในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนโดยตรง เช่น : ยาเสพติด : ให้สกัดกั้นและปราบปรามอย่างเข้มแข็ง-อาวุธปืน : เมื่อเกิดเหตุต้องจับให้ได้เร็วที่สุดอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ออนไลน์) เป็นวาระแห่งชาติ : โดยให้เพิ่มความรู้ประชาสัมพันธ์มาตรการป้องกันแก่ประชาชน
• มาตรการรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน : เน้นย้ำมาตรการรักษาความปลอดภัยในช่วงเทศกาลสำคัญ หรือพื้นที่ที่ต้องดูแลเป็นพิเศษ เช่น พื้นที่ท่องเที่ยว สถานที่สำคัญ เขตชุมชน ร้านทอง สถานบริการ ห้างร้านในพื้นที่

3.การบริหารจัดการภายในและกำลังพล
• สวัสดิการ : ผู้บังคับบัญชาต้องให้ความสำคัญกับการดูแลสวัสดิการและขวัญกำลังใจของตำรวจในระดับปฏิบัติงาน
• การปฏิบัติหน้าที่ : เน้นย้ำให้ข้าราชการตำรวจทุกคนปฏิบัติหน้าที่อย่างมีวินัย ไม่ประพฤติตนเป็นผู้บกพร่อง ต่อหน้าที่ หรือกระทำผิดทางวินัยหรืออาญา 
• การทำงานร่วมกับฝ่ายอื่น : กำชับให้มีการบูรณาการการทำงานร่วมกับหน่วยงานในพื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพ
• การสร้างระเบียบวินัย : การแต่งกาย เครื่องแบบ ทรงผมต้องเป็นไปตามระเบียบที่กำหนด

นอกจากนี้ ยังมีข้อสั่งการเพิ่มเติมสำหรับ สภ.หัวหิน ให้เจ้าหน้าที่ไปกำกับดูแลสถานบริการและสถานประกอบการที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวในพื้นที่ เช่น ร้านอาหาร / บาร์ / ผับ / สถานบันเทิง ให้เป็นไปตามกฎหมาย เช่น พระราชบัญญัติสถานบริการ พ.ศ.2509 การตรวจสอบใบอนุญาตสถานบริการ,เปิด-ปิดเวลา,ไม่มีการขายสุราให้เด็ก / เยาวชน ต้องบูรณาการกับหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน ในพื้นที่เพื่อควบคุมให้เกิดความเป็นระเบียบเรียบร้อย และเป็นระบบ

พร้อมทั้งต้องประชาสัมพันธ์ช่องทางให้บริการและช่วยเหลือนักท่องเที่ยว เช่น สายด่วน,จุดบริการ,เจ้าหน้าที่ที่สามารถพูดภาษาต่างประเทศ สร้างปลอดภัย,เหมาะสม,โปร่งใส ไม่ให้มีการร้องเรียนว่าถูกเจ้าหน้าที่เอาเปรียบหรือถูกละเมิดสิทธิ หรือเรียกรับผลประโยชน์ทั้งทางตรงและทางอ้อม

นอกจากนี้ ยังมีข้อสั่งการเพิ่มเติมสำหรับ สภ.หัวหิน ได้แก่

  1. กำชับให้เจ้าหน้าที่ไปกำกับดูแลสถานบริการและสถานประกอบการที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวในพื้นที่ เช่น ร้านอาหาร / บาร์ / ผับ / สถานบันเทิง ให้เป็นไปตามกฎหมาย เช่น พระราชบัญญัติสถานบริการ พ.ศ.2509 การตรวจสอบใบอนุญาตสถานบริการ,เปิด-ปิดเวลา,ไม่มีการขายสุราให้เด็ก / เยาวชน เป็นต้น
  2. ต้องบูรณาการกับหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน ในพื้นที่เพื่อควบคุมให้เกิดความเป็นระเบียบเรียบร้อย และเป็นระบบ
  3. ประชาสัมพันธ์ช่องทางให้บริการและช่วยเหลือนักท่องเที่ยว เช่น สายด่วน,จุดบริการ,เจ้าหน้าที่ที่สามารถพูดภาษาต่างประเทศ สร้างปลอดภัย,เหมาะสม,โปร่งใส ไม่ให้มีการร้องเรียนว่าถูกเจ้าหน้าที่เอาเปรียบหรือถูกละเมิดสิทธิ หรือเรียกรับผลประโยชน์ทั้งทางตรงและทางอ้อม ”“ผบช.ภ.7 กล่าว“

สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

“เทคบอล” ยันกวาด 5 เหรียญทอง “คิกบ็อกซิ่ง” ไม่น้อยหน้าจอง 5 ทอง

“เทคบอล” ยันกวาด 5 เหรียญทอง “คิกบ็อกซิ่ง” ไม่น้อยหน้าจอง 5 ทอง หลังได้กำลังใจจาก ดร.ณัฏฐ์ ธีรณัฐสุภานนท์ ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์คณะกรรมาธิการการท่องเที่ยวและการกีฬาวุฒิสภา,ที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิการด้านการกีฬา วุฒิสภา และประธานมูลนิธิกองทุนพัฒนาการกีฬา ก่อนลุยศึกซีเกมส์ครั้งที่ 33

วันที่ 18 พ.ย.2568 ที่ ชั้น 3 ศูนย์วิทยาศาสตร์การกีฬา ภายใน กกท. ดร.ณัฏฐ์ ธีรณัฐสุภานนท์ ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์คณะกรรมาธิการการท่องเที่ยวและการกีฬาวุฒิสภา,ที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิการด้านการกีฬา วุฒิสภา และประธานมูลนิธิกองทุนพัฒนาการกีฬา และกรรมการบริหารมูลนิธิเดินทางมาให้กำลังใจนักกีฬาวอลเทคบอลทีมชาติไทย ชุดสู้ศึกซีเกมส์ ครั้งที่ 33 โดยมีพลตรีหญิง ปรียาภัสสร์ จรัลพงศ์ เลขาธิการสมาคมกีฬาเทคบอลแห่งประเทศไทย นำคณะผู้ฝึกสอน และนักกีฬาเทคบอลทีมชาติไทยให้การต้อนรับ

โดย ดร.ณัฏฐ์ ธีรณัฐสุภานนท์ มอบกระเช้าผลไม้และเงินสนับสนุนการฝึกซ้อมเพื่อเป็นขวัญและกำลังใจแก่นักกีฬาจำนวน 20,000 บาท พร้อมให้โอวาทแก่นักกีฬาเทคบอลทีมชาติไทย ให้ประสบความสำเร็จคว้าเหรียญรางวัลจากการแข่งขันตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ 5 เหรียญทอง ที่สำคัญนักกีฬาทุกคนขอให้อยู่ในระเบียบวินัยเชื่อฟังผู้ฝึกสอนและดูแลสุขภาพร่างกายให้สมบูรณ์ที่สุดกับมหกรรมกีฬาซีเกมส์ที่เหลือเวลาอีกเพียง 20 วัน

จากนั้นคณะของ ดร.ณัฏฐ์ ธีรณัฐสุภานนท์ เดินทางไปเยี่ยมชมการฝึกซ้อมของนักกีฬาคิกบ็อกซิ่งทีมชาติไทยที่ เจริญทองยิมส์ของอดีตยอดมวยไทย เจริญทอง เกียรติบ้านช่อง ที่ปัจจุบันรับหน้าที่ผู้ฝึกสอนให้กับนักกีฬาคิกบ็อกซิ่งทีมชาติไทยด้วยแต่เจ้าตัวติดภารกิจอยู่ประเทศจีน โดยมีนายธนดล ลิกค์ ลูกชายนายไผ่ ลิกค์ นายกสมาคมกีฬาคิกบ็อกซิ่งแห่งประเทศไทย,เรืออากาศตรีหญิงทิรา บุญาณี กิตติกรณ์ เลขาธิการสมาคมฯ,ผู้ฝึกสอนและนักกีฬาให้การต้อนรับ

จากนั้น ดร.ณัฏฐ์ ธีรณัฐสุภานนท์ มอบกระเช้าผลไม้พร้อมเงินสดสนับสนุนการฝึกซ้อมให้นักกีฬาคิกบ็อกซิ่งทีมชาติไทยจำนวน 20,000 บาท พร้อมกล่าวชื่นชมการทำงานอย่างหนักของผู้บริหารสมาคมกีฬาคิกบ็อกซิ่งฯ,ผู้ฝึกสอน และนักกีฬาทุกคนที่ต่างเสียสละเวลา และทุ่มเทในการทำหน้าที่เป็นตัวแทนประเทศไทย ในมหกรรมกีฬาซีเกมส์ที่มีเวลาเหลือเพียง 20 วัน ซึ่งตนเองและกรรมการบริหารมูลนิธิกองทุนพัฒนาการกีฬา พร้อมเป็นอีกหนึ่งพลังใจให้นักกีฬาคิกบ็อกซิ่งทีมชาติไทยทุกคนบรรลุเป้าหมาย 5 เหรียญทองที่ตั้งไว้ พร้อมกล่าวเชิญชวนแฟนกีฬาชาวไทยไปร่วมชมร่วมเชียร์นักกีฬาคิกบ็อกซิ่งทีมชาติไทย หรือติดตามการถ่ายทอดสดผ่านทางทีวีก็จะช่วยเป็นกำลังใจที่ดีให้กับน้องๆนักกีฬาและสมาคมกีฬาคิกบ็อกซิ่งแห่งประเทศไทยเป็นอย่างดี ในการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ระหว่างวันที่ 9-20 ธ.ค.2568


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

ดร.ณัฏฐ์ฯ ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์คณะกรรมาธิการการท่องเที่ยวและการกีฬาวุฒิสภา เยี่ยมให้กำลังใจนักกีฬาวอลเลย์บอลหญิง, ยูยิตสู และคาราเต้ทีมชาติไทย ก่อนลุยศึกซีเกมส์ครั้งที่ 33

ดร.ณัฏฐ์ ธีรณัฐสุภานนท์ ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์คณะกรรมาธิการการท่องเที่ยวและการกีฬาวุฒิสภา เดินทางเยี่ยมให้กำลังใจนักกีฬาวอลเลย์บอลหญิง,ยูยิตสู และคาราเต้ทีมชาติไทย ก่อนลุยศึกซีเกมส์ครั้งที่ 33

วันที่ 17 พ.ย.2568 ที่ ชั้น 3 ศูนย์วิทยาศาสตร์การกีฬา ภายใน กกท. ดร.ณัฏฐ์ ธีรณัฐสุภานนท์ ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์คณะกรรมาธิการการท่องเที่ยวและการกีฬาวุฒิสภา,ที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิการด้านการกีฬา วุฒิสภา และประธานมูลนิธิกองทุนพัฒนาการกีฬา และกรรมการบริหารมูลนิธิเดินทางมาให้กำลังใจนักกีฬาวอลเลย์บอลหญิงทีมชาติไทย ชุดสู้ศึกซีเกมส์ ครั้งที่ 33 โดยมี “โค้ชอ๊อด” เกียรติพงษ์ รัชตเกรียงไกร หัวหน้าผู้ฝึกสอนและทีมวอลเลย์ บอลหญิงทีมชาติไทยให้การต้อนรับ

โดย ดร.ณัฏฐ์ ธีรณัฐสุภานนท์ มอบกระเช้าผลไม้และเงินสนับสนุนการฝึกซ้อมเพื่อเป็นขวัญและกำลังใจแก่นักกีฬาจำนวน 20,000 บาท พร้อมให้โอวาทแก่ทีมวอลเลย์บอลหญิงทีมชาติไทย ให้ประสบความสำเร็จคว้าเหรียญทองสมัยที่ 17 และเป็นแชมป์ซีเกมส์ 15 สมัยติดต่อกัน ที่สำคัญขอให้อยู่ในระเบียบวินัยและดูแลสุขภาพร่างกายให้สมบูรณ์ที่สุดกับมหกรรมกีฬาซีเกมส์ที่เหลือเวลาอีกเพียง 22 วัน

จากนั้นเดินทางไปเยี่ยมชมการฝึกซ้อมของนักกีฬายูยิตสูที่สนามซ้อมของสมาคมฯชั้นล่างสนามราชมังคลากีฬาสถาน ซึ่งนักกีฬายูยิตสูทีมชาติไทยเพิ่งเสร็จสิ้นภารกิจการแข่งขันยูยิตสูชิงแชมป์โลก ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพระหว่างวันที่ 1-15 พ.ย.ที่ผ่านมาด้วยผลงานคว้า 6 เหรียญทองในประเภทประชาชน ซึ่งเป็นนักกีฬาชุดเตรียมซีเกมส์ ครั้งที่ 33 โดยมี รศ.ดร. ชาญชัย สุขสุวรรณ์ นายกสมาคมกีฬายูยิตสูแห่งประเทศไทย ผู้ฝึกสอนและนักกีฬายูยิตสูทีมชาติไทยให้การต้อนรับ

ในโอกาสนี้ ดร.ณัฏฐ์ ธีรณัฐสุภานนท์ มอบกระเช้าผลไม้และเงินจำนวน 20,000 บาทสนับ สนุนการฝึกซ้อม เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจแก่นักกีฬายูยิตสูทีมชาติไทย ซึ่งมั่นใจคว้า 9-10 เหรียญทองจากมหกรรมกีฬาซีเกมส์ พร้อมอวยพรให้นักกีฬายูยิตสูทีมชาติไทย ประสบความสำเร็จคว้าเหรียญทองได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้

จากนั้น ดร.ณัฏฐ์ ธีรณัฐสุภานนท์ พร้อมคณะได้ไปเยี่ยมชมการฝึกซ้อมของนักกีฬาคาราเต้ทีมชาติไทย โดยมี พลเอกสุรชาติ จิตต์แจ้ง นายกสมาคมกีฬาคาราเต้แห่งประเทศไทย คณะผู้ฝึกสอนและนักกีฬาคาราเต้ทีมชาติไทยให้การต้อนรับ โดย ดร.ณัฏฐ์ ธีรณัฐสุภานนท์ ได้มอบกระเช้าผลไม้และเงิน 20,000 บาทสนับสนุนการฝึกซ้อมของนักกีฬาคาราเต้ทีมชาติไทย เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจให้กับนักกีฬาคาราเต้ทีมชาติไทย ทำให้นักกีฬาคาราเต้รู้สึกอบอุ่นในกำลังใจที่มอบให้ในวันนี้ ดร.ณัฏฐ์ ธีรณัฐสุภานนท์ ยังกล่าวชื่นชมน้องๆนักกีฬาคาราเต้ทีมชาติไทย กับความเสียสละ ความมุ่งมั่นในการฝึกซ้อมเป็นตัวแทนประเทศไทยในการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ขอให้น้องๆ นักกีฬา ประสบความสำเร็จตามเป้าหมายในการแข่งขันซีเกมส์ในอีก 22 วันข้างหน้า พร้อมทิ้งท้ายกล่าวเชิญชวนแฟนกีฬาชาวไทยมาร่วมชมร่วมเชียร์เป็นกำลังใจให้กับนักกีฬาทีมชาติไทยในทุกชนิดกีฬา เพราะเสียงเชียร์จากกองเชียร์ไทยทุกท่านคือพลังในการแข่งขันของนักกีฬาทีมชาติไทยทุกคน

ทางด้าน พลเอกสุรชาติ แจ้งจิตต์ นายกสมาคมกีฬาคาราเต้แห่งประเทศไทย กล่าวขอบคุณ ดร.ณัฏฐ์ ธีรณัฐสุภานนท์ ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์คณะกรรมาธิการการท่องเที่ยวและการกีฬาวุฒิสภา,ที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิการด้านการกีฬา วุฒิสภา และประธานมูลนิธิกองทุนพัฒนา การกีฬา และคณะทุกท่านที่มาเยี่ยมชมการฝึกซ้อมของนักกีฬาคาราเต้ทีมชาติไทยในวันนี้ ขวัญและกำลังใจจากท่านในวันนี้จะเป็นอีกหนึ่งพลังใจสำคัญให้กับความสำเร๋จของนักกีฬาคาราเต้ทีมชาติไทย ในมหกรรมกีฬาซีเกมส์ครั้งนี้


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

“สืบ 1” รวบยาเสพติดบิ๊กล็อต ไอซ์และยาบ้า ใช้กระบะคอกบรรทุกกระหล่ำปลีหวังตบตาเจ้าหน้าที่ตำรวจ

“สืบ 1” รวบยาเสพติดบิ๊กล็อต ไอซ์และยาบ้า ใช้กระบะคอกบรรทุกกระหล่ำปลีหวังตบตาเจ้าหน้าที่ตำรวจ

วันที่ 13 พ.ย.2568 เวลา 13.30 น. ณ ลานเอนกประสงค์ บช.น. : พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร./ ผอ.ศอ.ปส.ตร., พล.ต.ท.สมประสงค์ เย็นท้วม ผช.ผบ.ตร./รอง ผอ.ศอ.ปส.ตร., พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น., พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รองผบช.น., พล.ต.ต.วรศักดิ์ พิสิษฐบรรณกร ผบก.น.1 แถลงข่าว กรณี สืบ1 จับกุมผู้ต้องหาชาวไทยใหญ่ พร้อมด้วยของกลาง ยาไอซ์ ประมาณ 300 กิโลกรัม, ยาบ้า ประมาณ 2 ล้านเม็ด

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดย พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร., พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร./ ผอ.ศอ.ปส.ตร., พล.ต.ท.สมประสงค์ เย็นท้วม ผช.ผบ.ตร./รอง ผอ.ศอ.ปส.ตร. ได้มอบนโยบายให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทุกหน่วยในสังกัด ดำเนินการกวาดล้างปราบปรามเครือข่ายยาเสพติดที่เป็นต้นเหตุ การแพร่กระจายไปยังประชาชนในทุกชุมชน

กองบัญชาการตำรวจนครบาล โดย พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น., พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์,พล.ต.ต.พัลลภ แอร่มหล้า, พล.ต.ต.อัฏธพร วงศ์ศิริปรีดา รอง ผบช.น. จึงได้สั่งการและกำหนดแนวทางในการปฏิบัติ โดยให้ทุกหน่วยในสังกัดทำการกวาดล้างพร้อมขยายผลดำเนินการไปยังผู้ค้ารายย่อยและรายใหญ่ เพื่อดำเนินการสืบสวนจับกุม และดำเนินการยึดทรัพย์โดยเด็ดขาด

กองบังคับการตำรวจนครบาล 1 โดย พล.ต.ต.วรศักดิ์ พิสิษฐบรรณกร ผบก.น.1, พ.ต.อ. เอกภพ ตันประยูร, พ.ต.อ.ศักยะ แสงวรรณ รอง ผบก.น.1 ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก. สส.บก.น.1 นำโดย พ.ต.อ.วิชัย สนสกุล ผกก.สส.บก.น.1, พ.ต.ท.ณัฐฐโภคิน เหลืองลักษมี, พ.ต.ท.มนูญ กู้เมือง, พ.ต.ท.ณัชฐปกรณ์ หัดคำ รอง ผกก.สส.บก.น.1 และ ดำเนินการตามนโยบายดังกล่าวข้างต้นของผู้บังคับบัญชาโดยเคร่งครัดและการขยายผลจับกุมผู้ค้ารายย่อยในพื้นที่รับผิดชอบและขยายผลไปจนจับกุมผู้ต้องหารายสำคัญหลายๆรายในช่วงเวลาที่ผ่านมา ครั้งนี้พบข้อมูลของเครือข่ายผู้ค้ายาเสพติดรายใหญ่ที่มีพฤติการณ์ลักลอบนำยาเสพติดมาจำหน่ายในพื้นที่กรุงเทพมหานครชั้นใน จึงได้ร่วมกันสืบสวนติดตามพฤติกรรมของกลุ่มผู้กระทำความผิดที่เป็นเป้าหมายดังกล่าว จนสามารถจับกุมตัวกลุ่มผู้กระทำความผิดไว้ได้ โดยมีรายละเอียดดังนี้

เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2568 เวลาประมาณ 01.00 น. สถานที่จับกุม/ตรวจยึดบริเวณริมถนน นบ.1002 ต.บางรักพัฒนา อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี จับกุมผู้ต้องหา จำนวน 2 ราย คือ 1.นายจาย หนุ่มแลง (Mr.Sai Num Hlaing) อายุ 20 ปี สัญชาติเมียนมาร์ และ 2.นางสาวหอม ไม่มีนามสกุล อายุ 20 ปี สัญชาติ เมียนมาร์ โดยแจ้งข้อกล่าวหาว่า “ร่วมกันจำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีนหรือไอซ์) และยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีนหรือยาบ้า) โดยการมีไว้เพื่อจำหน่าย อันเป็นการกระทำเพื่อการค้า ก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชน เป็นการทำให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐหรือความปลอดภัยของประชาชนทั่วไป” พร้อมด้วยของกลาง 1.ไอซ์ จำนวน 300 ห่อ น้ำหนักห่อละประมาณ 1 กิโลกรัม รวมน้ำหนักประมาณ 300 กิโลกรัม, 2.ยาบ้า จำนวน 2,400,000 เม็ด, 3.โทรศัพท์มือถือ จำนวน 2 เครื่อง, 4.กระบะบรรทุกติดตั้งโครงเหล็ก (กระบะคอก) ยานพาหนะใช้ซุกซ่อนและรับ-ส่งยาเสพติด จำนวน 1 คัน

พฤติการณ์กล่าวคือ โดยพฤติการณ์ เจ้าหน้าที่ตำรวจสืบสวนนครบาล 1 ได้ทำการเฝ้าดูพฤติกรรมเครือข่ายยาเสพติดรายใหญ่ในกรุงเทพและปริมณฑล แกะรอยกลุ่มขบวนการลัก ลอบนำเลียงยาเสพติดจากพื้นที่ชายแดนภาคเหนือเพื่อลำเลียงเข้าพื้นที่ชั้นในอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งสืบสวนทราบว่ามีลักลอบจำหน่ายยาเสพติดครั้งนี้โดยมีการใช้รถยนต์ยี่ห้อ อีซูซุ รุ่น D-max สีขาว หมายเลขทะเบียน xx 5xx6 ลำพูน ขับขี่จากภาคเหนือเพื่อมาจำหน่ายยาเสพติดให้ลูกค้าโดยจะซุกซ่อนกับพืชผลทางการเกษตรใช้อำพรางเพื่อตบตาเจ้าหน้าที่ โดยนัดส่งมอบยาเสพติดบริเวณถนนกาญจนาฯ ช่วงบางบัวทอง จ.นนทบุรี เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับ กุมจึงได้รายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบตามลำดับชั้น มีคำสั่งให้จับกุมมาดำเนินคดีตามกฎหมาย เจ้าหน้าที่จึงเดินทางไปตรวจสอบ บริเวณถนนกาญจนาฯ ช่วงบางบัวทอง จ.นนทบุรี โดยสังเกตุรถขาเข้าพื้นที่ชั้นในและเฝ้าสังเกตุการณ์อยู่บริเวณโดยรอบตลาดดังกล่าวไปตลอด

ต่อมาวันที่ 12 พ.ย.2568 เวลาประมาณ 23.15 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุม พบรถยนต์ยี่ห้อ อีซูซุ รุ่น D-max สีขาว หมายเลขทะเบียน xx 5xx6 ลำพูน จากการแกะรอยเชิงลึกพบเดินทางมาจากภาคเหนือตรงตามการรวบรวมข้อมูลที่ได้จากขยายผลเครือข่ายตามที่ทีมสืบได้รวบรวมมาโดยตลอด จึงได้แสดงตัวเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อขอทำการตรวจค้น พบผู้ขับขี่คือ 1.นายจาย (ขอสงวนชื่อและนามสกุลจริง) สัญชาติเมียนมา และที่นั่งผู้โดยสารพบ และ 2.นางสาวหอม (ขอสงวนชื่อและนามสกุลจริง) ชาวเมียนมาร์ ผลการตรวจค้นรถยนต์คันดังกล่าว พบกระสอบซุกซ่อนอยู่โดยใช้กระหล่ำปลีอำพรางยาเสพติด พบ ไอซ์ และ ยาบ้า เจ้าหน้าที่จึงได้ทำการจับกุมตัวผู้ต้องหา พร้อมของกลางและแจ้งข้อกล่าวหาให้ทราบว่า “ร่วมกันจำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีนหรือยาไอซ์) และยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีนหรือยาบ้า) โดยการมีไว้เพื่อจำหน่าย อันเป็นการกระทำเพื่อการค้า ก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชน เป็นการทำให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐหรือความปลอดภัยของประชาชนทั่วไป”

ผู้ต้องหาให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา จึงควบคุมตัวผู้ต้องหาไปที่กองกำกับการสืบสวนนครบาล 1 เพื่อทำการซักถามขยายผล หลังจับกุมเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมได้ทำการสืบสวนขยายผลเพื่อดำเนินคดีกับกลุ่มเครือข่ายยาเสพติดดังกล่าว ในข้อหา สมคบฯ ฟอกเงิน และประสานกับสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดเพื่อดำเนินการ ตามมาตรการตรวจยึดทรัพย์ และดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป


ที่มา : กองกำกับการสืบสวน กองบังคับการตำรวจนครบาล 1

ขบวนนาวาบูชาธรรม อัญเชิญเครื่องสักการะบูชาพระมงคลเทพมุนี

สุพรรณบุรี – ขบวนนาวาบูชาธรรมอัญเชิญเครื่องสักการะบูชาพระมงคลเทพมุนี

นายณัฐพงษ์ สงวนจิตร ผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี เป็นประธานเปิดโครงการนาวาบูชาธรรม พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) ทางสายน้ำ ที่บริเวณริมเขื่อนตลาดบางลี่ อำเภอสอง พี่น้อง โดยมีนายรัชกฤต พยัคฆ์ นายอำเภอสองพี่น้อง นางสาวนิษฐกานต์ คุณวัชระกิจ วัฒนธรรมจังหวัดสุพรรณบุรี ข้าราชการ ผู้นำองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้นำชุมชน คณะศิษยานุศิษย์ พร้อมลูกหลาน พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) และพ่อค้า ประชาชน ร่วมพิธีจำนวนมาก มีพระสงฆ์สวดเจริญพระพุทธมนต์ ถวายเป็นพุทธบูชาและพระราชกุศล พิธีมอบโล่รางวัล เกียรติบัตร และทุนการศึกษา ให้กับนักเรียนที่ชนะการประกวด สุนทรพจน์ ขับเสภา เพลงพื้นบ้าน เรียงความ ทั้งระดับประถมศึกษา และระดับมัธยมศึกษา และประเภทขับเสภา ระดับประชาชน และร่วมปล่อยปลา 1 แสนตัว ถวายเป็นพุทธบูชา

จากนั้นนายณัฐพงษ์ สงวนจิตร ผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี ประกอบพิธีอัญเชิญเครื่องสักการะบูชาพระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) ทางสายน้ำ ขบวนอัญเชิญฯ เคลื่อนออกจากริมเขื่อนตลาดบางลี่ อเภอสองพี่น้อง โดยขบวนนาวาบูชาธรรม เคลื่อนมาตามคลองสองพี่น้อง ขบวนนำโดย รัตนนาวาบูชาธรรม ตามด้วยแพชีวประวัติตามเส้นทางพระผู้ปราบมาร ประดับตกแต่งด้วย ดอกไม้ น้ำพุ น้ำตก ระหว่างเคลื่อนขบวน จะบอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับประวัติและการประกอบคุณงามความดีของพระเดชพระคุณหลวงปู่ ผ่านบทกวี ในหลายรูปแบบ ตั้งแต่ บทกลอน, การขับเสภา, เพลงพื้นบ้าน และ อื่น ๆ ชมวิถีชีวิตของชาวบ้านสองริมคลองสองพี่น้อง ที่ยังอนุรักษ์วิถีชีวิตในอดีต ในขบวนมีปราชญ์ชาวบ้านมาขับเสภา นักเรียนโชว์การแสดงเพลงเรือ ขบวนล่องไปจนถึงท่าน้ำวัดสองพี่น้อง ระยะทางประมาณ 2.8 กม.

นายณัฐพงษ์ สงวนจิตร ผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี อัญเชิญเครื่องสักการะบูชาพระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) ประกอบพิธีสักการะรูปเหมือนทองคำพระมงคลเทพมุนี (สด จนทสโร) ณ พระอุโบสถ วัดสองพี่น้อง ถวายพานธูปเทียนแพ สักการะพระมงคลเทพมุนี พระปริย์ติวรคุณ เจ้าคณะอำเภอสองพี่น้อง เจ้าอาวาสวัดพี่น้อง ประธานฝ่ายสงฆ์ นำบูชาพระรัตนตรัย นั่งสมาธิ สวดสรรเสริญพระมงคลเทพมุนี พร้อมกล่าวสัมโมทนียกถา ให้พรกับผู้ที่มาร่วมพิธี เพื่อความเป็นสิริมงคล ผู้ร่วมงานรับแจกข้าวมงคล (ข้าวหอมสุพรรณ) ณ บริเวณศาลาทรงไทย วัดสองพี่น้อง

สำหรับวัตถุประสงค์ ในการจัดโครงการนาวาบูชาธรรม เพื่อเป็นการกตัญญูบูชาต่อพระมหาเถระผู้ทรงคุณอันประเสริฐ พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) เพื่อสร้างแรงบันดาลใจในการทำความดีให้เกิดขึ้นกับพุทธศาสนิกชน เพื่อหล่อหลอมความสมัครสมานสามัคคีของประชาชนทุกหมู่เหล่า เพื่อสร้างความเจริญทางด้านเศรษฐกิจควบคู่ไปกับการพัฒนาทางด้านจิตใจ สืบสานวัฒนธรรมและประเพณีของชาวสุพรรณบุรีและเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยว ผสานกับวัฒนธรรมพื้นบ้านที่มีความโดดเด่น เป็นเอกลักษณ์ ของอำเภอสองพี่น้องอีกด้วย


ภัทรพล พรมพัก สุพรรณบุรี