“เลขาธิการ ป.ป.ส.” ลงพื้นที่หนองคาย ประสานความร่วมมือไทย-สปป.ลาว พร้อมรับมอบตัวผู้ต้องหาหนีหมายจับคดียาเสพติด

“เลขาธิการ ป.ป.ส.” ลงพื้นที่หนองคาย ประสานความร่วมมือไทย-สปป.ลาว พร้อมรับมอบตัวผู้ต้องหาหนีหมายจับคดียาเสพติด

เมื่อวันที่ 20 พ.ย.68 ที่ด่านตรวจคนเข้าเมืองหนองคายสะพานมิตรภาพ ไทย – ลาว แห่งที่ 1 จังหวัดหนองคาย พ.ต.ต.สุริยา สิงหกมล เลขาธิการ ป.ป.ส. พร้อมด้วยนายศรัณย์ศักด์ ศรีเครือเนตร ผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคาย, นายอภิกิต ฉ.โรจน์ประเสริฐ รองเลขาธิการ ป.ป.ส., พล.ต.ต.อัทธชนม์ ช่วงงาม ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดหนองคาย, พล.ต.ต.อดิศ เจริญสวัสดิ์ ผู้บังคับการตำรวจปราบปรามยาเสพติด 3 บช.ปส., พ.ต.อ.กริช ปัตลา รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดหนองบัวลำภู, น.ส.ลลิตา อรรถพิพล ผู้อำนวยการสำนักงานศุลกากรภาคที่ 2, พ.ต.ท.ธียาฌพัตท์ รังสิพราหมณกุล รองผู้กำกับตำรวจตรวจคนเข้าเมืองหนองคาย ผู้แทนสำนักงานศุลกากรภาคที่ 2, น.ส.กัญญ์ชิสา ประดิษสุวรรณ์ สำนักงานศุลกากรหนองคาย , พ.อ.เรวัฒ ธรรมจิรเดช เสธ.กองกำลังสุรศักดิ์มนตรี ผู้แทน นบ.ยส. 24 และคณะ ลงพื้นที่จังหวัดหนองคาย เพื่อประสานความร่วมมือด้านปราบปรามยาเสพติดและอาชญากรรมข้ามชาติระหว่างไทยกับ สปป.ลาว พร้อมรับมอบตัวผู้ต้องหาสัญชาติไทยหลบหนีหมายจับ

สำหรับการส่งมอบตัวผู้ต้องหาคดียาเสพติดหลบหนีหมายจับในครั้งนี้ เป็นผลมาจากการประสานความร่วมมือ ทวิภาคีไทย-ลาว เรื่องความร่วมมือด้านการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด และความร่วมมือคณะกรรมการรักษาความสงบเรียบร้อยตามชายแดนจังหวัดหนอง คาย ซึ่งเป็นการผนึกกำลังร่วมกันระหว่างสำนักงาน ป.ป.ส. หน่วยงานภาคีทั้งในประเทศและนอกประเทศ จึงนำมาสู่การส่งมอบตัวผู้ต้องหาฯ จำนวน 3 คน ดังนี้

  • ผู้ต้องหาตามหมายจับรายที่ 1 คือ นายบุญทัน กูลเกล้า ตามหมายจับของศาลจังหวัดหนองบัวลำภู
  • ผู้ต้องหาตามหมายจับรายที่ 2 คือ นายอิทธิพล ธนกรเกรียงไกร หมายจับศาลอาญา
  • ผู้ต้องหาตามหมายจับรายที่ 3 คือ นายอานนท์ เมณฑ์กูล ตามหมายจับของศาลจัง หวัดธัญบุรี

นอกจากนี้ สำนักงาน ป.ป.ส. ได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานภาคีและ สปป.ลาว อย่างต่อเนื่อง โดยที่ผ่านมา สปป.ลาว ได้ได้สืบสวนติดตามจับกุมผู้ต้องหาที่มีหมายจับคดียาเสพติดที่หลบหนีมาอาศัยที่ สปป.ลาว จำนวน 17 คน รวมกับครั้งนี้ 3 คน รวมทั้งสิ้น 20 คน จึงแสดงให้เห็นว่าความร่วมมือในด้านการปราบปรามยาเสพติดระหว่างสองประเทศ มีความเข้มแข็ง รวมถึงนโยบายของรัฐบาลลาวที่มีความจริงจังในการปราบปรามยาเสพติดในประเทศ

เลขาธิการ ป.ป.ส. กล่าวขอบคุณทางการลาวที่ให้ความร่วมมืออย่างจริงจังในการกวาดล้างเครือข่ายค้ายา เสพติด โดยเฉพาะนักค้ายาเสพติดคนไทยที่มีพฤติการณ์ค้ายาเสพติดในระดับของผู้สั่งการ ซึ่งมีหมายจับคดียาเสพติดและหลบหนีไปอยู่ในประเทศเพื่อนบ้าน และขอบคุณหน่วยงานภาคีที่ร่วมบูรณาการปราบปรามยาเสพติดและสืบสวนขยายผลจนนำไปสู่การออกหมายจับผู้กระทำผิดในครั้งนี้ พร้อมเน้นย้ำหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันเดินหน้าบูรณาการการทำงานในทุกมิติ เพื่อให้สังคมมีความปลอดภัยจากปัญหายาเสพติด

จากนั้น เลขาธิการ ป.ป.ส. และคณะ เดินทางข้ามด่านสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 1 (หนองคาย- เวียงจันทน์) เพื่อรับตัวผู้ต้องหาจากกรมใหญ่ตำรวจ กระทรวงป้องกันความสงบ ณ ด่านสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 1 (หนองคาย – เวียงจันทน์) ส่งกลับมาดำเนินคดีในประเทศไทยต่อไป พร้อมนี้ได้สนับสนุนชุดตรวจสารเสพติดในปัสสาวะ จำนวน 12,000 ชุด


ประมง ปล่อยพันธุ์ปลาลงทุ่งบ้านหมี่ ท่าวุ้งแก้มลิง มูลนิธิชัยพัฒนากว่า 30 ล้านตัว

จังหวัดลพบุรี – สำนักงานประมงจังหวัดลพบุรี ร่วมกับอำเภอท่าวุ้ง ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดลพบุรี ร่วมกันปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำลงในพื้นที่น้ำท่วม เพื่อเป็นการเพิ่มแหล่งอาหารให้กับประชาชนที่ได้รับผลกระทบหลังน้ำลดกว่า 30 ล้านตัว

นายสรณต ณ ศรีโต นายอำเภอท่าวุ้ง พร้อมด้วย นายสง่า คำพันธ์ ประมงจังหวัดลพบุรี นางณพัชร สงวนงาม ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดลพบุรี ผู้นำชุมชน เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง และประชาชน ได้ร่วมกันปล่อยพันธุ์ปลาตะเพียนขาวจำนวน 15,100,000 ตัว ลงในพื้นที่น้ำท่วมใกล้กับโครงการแก้มลิงของมูลนิธิชัยพัฒนา หรือแก้มลิงหนองน้ำพล ตำบลบางคู้ อำเภอท่าวุ้ง จังหวัดลพบุรี สำหรับในการดำเนินการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของโครงการเพิ่มผลผลิตสัตว์น้ำในพื้นที่ลุ่มต่ำ ทุ่งสุโขทัย ทุ่งบางระกำ และลุ่มน้ำเจ้าพระยา ปีงบประมาณ 2569 ดำเนินการในทุ่งชัยนาท-ป่าสัก (ฝั่งซ้าย) และทุ่งท่าวุ้ง จังหวัดลพบุรี

สำหรับในช่วงนี้ในพื้นที่ของทุ่งท่าวุ้งได้มีน้ำท่วมเพราะรับน้ำมาจากแม่น้ำเจ้าพระยา โดยผ่านประตูระบายน้ำบางโฉมศรีเข้ามาตามลำน้ำบางขาม ประตูระบายน้ำปากคลองบางพุทรา จังหวัดสิงห์บุรี และส่วนหนึ่งเป็นน้ำจากคลองชัยนาท – ป่าสัก ที่รับน้ำจากประตูระบายน้ำมโนรมย์ จังหวัดชัยนาท ทั้งนี้เป็นการช่วยลดปริมาณน้ำที่จะไหลไปท่วมทางตอนล่างของเขื่อนเจ้าพระยามาสู่ทุ้งท่าวุ้งที่พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ทำนาที่ได้มีการเก็บเกี่ยวแล้ว

นอกจากนี้ในการปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำในครั้งนี้เป็นทุ่งที่ 2 ของลพบุรีต่อจากทุ่งอำเภอบ้านหมี่แผนของโครงการปล่อยสัตว์น้ำลงทุ่งจำนวน 30,200,000 ตัว โดยจะเป็นปลาตะเพียนขาวแรกฟัก จำนวน 30,000,000 ตัว และปลาขนาด 2 – 3 เซนติเมตรจำนวน 200,000 ตัว หลังจากน้ำลดลงปลาเหล่านี้ก็จะเติบโตเป็นแหล่งอาหารในแม่น้ำ ตามบ่อ ตามคู ให้กับประชาชนได้จับไปเป็นอาหาร สำหรับพันธุ์ปลาตะเพียนนี้เป็นปลาที่กินพืชทำให้การดูแลให้อาหารของทุ่งท่าวุ้งนั้นมีพอเพียงที่จะเป็นอาหารให้กับพันธุ์ปลาที่นำมาปล่อย

โดย นางณพัชร สงวนงาม ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดลพบุรี ได้เปิดเผยว่า ในช่วงนี้ปลาที่ปล่อยไปจะมีน้ำที่ท่วมอยู่ในทุ่งแห่งนี่ทำให้ปลามีขนาดโตขึ้นสามารถเริ่มที่จะจับไปเป็นอาหารได้ หลังจากที่น้ำลดลงปลาก็จะไหลไปตามน้ำสู่ทางด้านตอนล่างส่วนหนึ่ง ขณะที่พันธุ์ปลาที่เจริญเติบโตก็จะหลบไปอาศัยตามหนอง คลอง บึง บ่อต่าง ๆ เพื่อที่เป็นอหารให้กับประชาชนในพื้นที่ได้จับไปเป็นอาหารได้ ขณะที่ระดับน้ำในทุ่งท่าวุ้งก็ยังคงมีระดับเพิ่มสูงขึ้น


กฤษณ์ สนใจ ลพบุรี 0890899090

จุดจบตัวตึง “โซนนาเดื่อ” ภัยสังคมประจำหมู่บ้าน อวดศักดาไม่กลัวใคร ไม่สมราคาคุย เจอตำรวจหน้าจ๋อย

นครพนม – จุดจบตัวตึง “โซนนาเดื่อ” ภัยสังคมประจำหมู่บ้าน อวดศักดาไม่กลัวใคร ไม่สมราคาคุย เจอตำรวจหน้าจ๋อย

วันที่ 20 พฤศจิกายน 2568 เวลาประมาณ 09.00 น. พ.ต.อ.ถวิล คำเกษ ผกก.สภ.ศรีสงคราม นำกำลังเจ้าหน้าที่เข้าพบนางซ้อน แก้วมุงคุณ อายุ 65 ปี ชาวบ้านนาเดื่อหมู่ 1 ต.นาเดื่อ อ.ศรีสงคราม จ.นครพนม ซึ่งเป็นแม่ของนายสราวุธ มัยวงค์ หรือโซน อายุ 46 ปี ผู้ถูกกล่าวหาบุกรุกเคหสถานในเวลากลางคืนโดยมีอาวุธมีด และให้นางซ้อนเป็นผู้นำทางไปตามหาตัวลูกชาย ในสวนยางพารา กระท่อม และเถียงนาของชาวบ้าน

กระทั่งเวลาบ่ายโมงเศษ ตำรวจชุดสืบสวน สภ.ศรีสงคราม พบชายลักษณะท่าทางมีพิรุธ โดยใช้ผ้าห่มผืนบางคลุมโม่งเดินอยู่ในทุ่งนา เหมือนจะปิดบังอำพรางใบหน้า จึงเรียกให้หยุดเพื่อสอบถามชื่อ ปรากฏว่าชายดังกล่าวคือนายโซน บุคคลที่ตำรวจกำลังติดตามตัวอยู่ และพยายามเดินเลาะทุ่งนาหาที่หลบซ่อน แต่ถูกเจ้าหน้าที่เจอก่อน จึงควบคุมตัวไปโรงพักสอบสวนตามข้อกล่าวหา

นายสราวุธ มัยวงค์ หรือโซน ผู้ต้องหายังให้การวกไปวนมา และยอมรับว่าเพิ่งเสพยาบ้า ปฏิเสธว่าว่าไม่เคยระรานหรืออาละวาดทุบทำลายทรัพย์สินของผู้อื่น แต่เมื่อเจ้าหน้าที่นำคลิปจากกล้องวงจรปิดให้ดู นายโซนถึงกับพูดไม่ออก พูดเสียงอ่อยๆว่าตอนก่อเหตุนั้นเมาจำอะไรไม่ได้

คดีดังกล่าวเมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา นางล่ำ แก้วปีลา อายุ 54 ปี บ้านเลขที่ 146 หมู่ 1 ต.นาเดื่อ อ.ศรีสงคราม จ.นครพนม นำหลักฐานจากกล้องวงจรปิดเข้าร้องทุกข์กับ ร.ต.อ.พรชัย ดลรัศมี รองสารวัตรสอบสวน สภ.ศรีสงคราม ว่า เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 68 เวลาประมาณสามทุ่มเศษ ได้มีนายสราวุธ มัยวงค์ หรือโซน อายุ 46 ปี ที่ทำตัวเป็นอันธพาลประจำหมู่บ้าน ถืออาวุธมีดพร้าฟันประตูทางเข้า จนได้รับความเสียหาย พร้อมท้าทายให้ไปแจ้งความ เพราะไม่กลัวใครหน้าไหนทั้งสิ้น โดยกระทำลักษณะนี้ถึง 3 ครั้งติดต่อกัน จึงแจ้งความให้ดำเนินคดีกับนายโซน

ขณะเดียวกันก็มีนางวิไลจิตร ศิริวงศ์ อายุ 52 ปี ชาวบ้านนาเดื่อ หมู่ที่ 9 เป็นเพื่อนบ้านกับนางล่ำ เปิดเผยว่าช่วงเดือนสิงหาคม 68 ที่ผ่านมา เคยถูกนายโชนอันธพาลประจำหมู่บ้าน ใช้สันพร้าทุบที่ท้ายทอยได้รับบาดเจ็บ ซึ่งได้เข้าแจ้งความกับพนักงานสอบสวน สภ.ศรีสงคราม ให้ดำเนินคดี แต่เรื่องก็เงียบมาถึงปัจจุบัน จึงพากันร้องเรียนผ่านสื่อดังกล่าว

นอกจากนี้นางซ้อนผู้เป็นแม่ของนายโซน ได้เล่าด้วยเสียงปนสะอื้นว่า มีลูกทั้งหมด 5 คนนายโซนเป็นคนโต มีนิสัยอันธพาลก่อเรื่องวุ่นวายประจำ โดยเฉพาะตอนเมาจะอาละวาดทำลายข้าวของ ไม่เว้นแม้แต่แม่บังเกิดเกล้า พูดจาข่มขู่จะทำร้ายตนจึงต้องพกเคียวเหน็บหลังไว้ตลอดเวลา ยิ่งมาเสพยาบ้าร่วมด้วย เท่ากับมีความบ้าคูณสอง ใครๆก็ห้ามไม่ได้ เพราะจะถูกทำร้ายทันที การที่ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับ คงทำให้ในหมู่บ้านเกิดความสงบสุขขึ้น และขอให้ลูกกลับเนื้อกลับตัว โดยขณะที่เจ้าหน้าที่นำตัวนายโซนออกจากห้องควบคุม เพื่อสอบปากคำเพิ่มเติม นายโซนเข้ามายกมือไหว้ขอโทษแม่ ที่ทำความเสื่อมเสียให้จนครอบครัวเดือดร้อน


เทพข่าวร้อน เพลิงพระกาฬ สำนักข่าวความมั่นคง จังหวัดนครพนม รายงาน

นบ.ยส.24 ร่วมกับ ตชด.ภาค 2 ไล่ล่าสกัดนักบิน พร้อมยึดยาบ้า 6 แสนเม็ด สารภาพรับจ้างจากชาว สปป.ลาว

นบ.ยส.24 ร่วมกับ ตชด.ภาค 2 ไล่ล่าสกัดนักบิน พร้อมยึดยาบ้า 6 แสนเม็ด สารภาพรับจ้างจากชาว สปป.ลาว

เมื่อวันที่ 20 พ.ย.68 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ค่ำวานนี้ กองทัพบก โดย ทภ.2/นบ.ยส.24 ภายใต้การอำนวยการของ พล.ท.วีระยุทธ รักษ์ศิลป์ มทภ.2/ผบ.นบ.ยส.24 อำนวยการ/บูรณาการร่วมกับ พล.ต.ต.วุฒิพงษ์ เย็นจิตต์ ผบก.ตชด.ภาค2 และ พ.ต.อ.คณิต กลิ่นศรีสุข รอง ผบก.ตชด.ภาค 2 มอบหมายให้ ร.ต.อ.คมสัน นิลสมบูรณ์ หน.ชปข.บก.ตชด.ภาค 2 ร่วมกับ สำนักการข่าว กอ.รมน, ขกท.กกล.สุรศักดิ์มนตรี ,สำนักปราบปราม ป.ป.ส., กก.3 บก.ปส.2 อุดรธานี, หน่วยบริการตำรวจทางหลวงบรบือ, ชุดสืบสวน ภ.จว.มหาสารคาม, ชุดสืบสวน สภ.เมืองมหาสารคาม ร่วมกันจับกุมตัว นายวุฒิ อายุ 30 ปี และนายพีรชัย อายุ 22 ปี พร้อมของกลางยาบ้า 3 กระสอบ รวม 600,000 เม็ด โดยสามารถจับกุมตัวได้ที่บริเวณสี่แยกแก่งเลิงจาน ต.ตลาด อ.เมือง จ.มหาสารคาม

ร.ต.อ.คมสัน นิลสมบูรณ์ หน.ชปข.บก.ตชด.ภาค 2 กล่าวว่า สืบเนื่องจากเจ้าหน้าที่ได้ติดตามพฤติกรรมของผู้ต้องหามาตั้งแต่เดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ซึ่งมีพฤติกรรมเป็นนักบิน รับงานนำยาบ้าไปวางตามจุดต่าง ๆ ในพื้นที่ 3 จังหวัดได้แก่ จังหวัดมหาสารคาม กาฬสินธุ์ และขอนแก่น

ล่าสุดเจ้าหน้าที่สืบทราบว่า กลุ่มผู้ต้องหา ใช้รถ 2 คัน ในการลำเลียงยาบ้าไปวางตามจุดต่าง ๆ โดยรถคันแรกเป็นรถยนต์ ยี่ห้อฮอนด้า รุ่นซีวิค สีดำ เป็นรถนำทาง และใช้รถยนต์กระบะ ยี่ห้อโตโยต้า รุ่นรีโว่ สีเทา บรรทุกยาบ้าไปวางตามจุด ซึ่งได้วางงานไปแล้ว 3 จุด จุดละ 1 กระสอบ ก่อนที่เจ้าหน้าที่จะตามไล่ล่า โดยผู้ต้องหาได้ขับรถหลบหนีระยะทางกว่า 200 กิโลเมตร ตั้งแต่ จ.มุกดาหาร มาจนถึง จ.มหาสารคาม ซึ่งกลุ่มคนร้ายที่ขับรถเก๋งฮอนด้าสามารถหลบหนีไปได้ โดยนำรถไปจอดทิ้งไว้ที่พื้นที่อำเภอกุดรัง จ.มหาสารคาม ส่วนรถกระบะที่ขนยาบ้าเจ้าหน้าที่ได้สกัดจับที่บริเวณสี่แยกแก่งเลิงจาน เมื่อตรวจสอบพบยาบ้าจำนวน 3 กระสอบ ยาบ้าประมาณ 600,000 เม็ด ซึ่งหากรวมยาบ้าที่ได้วางงานไปแล้วอีก 3 กระสอบ จะมากถึง 1.2 ล้านเม็ด ซึ่งจุดล่าสุดที่ผู้ต้องหาจะไปวางงานคือที่ อ.นาเชือก จ.มหาสารคาม แต่เจ้าหน้าที่กระทำการจับกุมซะก่อน

ทั้งนี้ ผู้ต้องหารับสารภาพว่า รับจ้างจากชาว สปป.ลาว เจ้าหน้าที่จึงได้แจ้งข้อกล่าวหา ร่วมกันกับพวกที่หลบหนีจำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (แมทแอมเฟตามีนหรือยาบ้า) โดยมีไว้เพื่อจำหน่าย อันเป็นการกระทำเพื่อการค้า ก่อให้เกิดการแพร่กระจายในหมู่ประชา ชนและกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ หรือความปลอดภัยของประชาชนทั่วไป

ทั้งนี้ มีรายงานว่าชุดจับกลุ่มดังกล่าวเป็นชุดเดียวที่สกัดจากขบวนการค้ายาบ้าบนสะพานเทพสุดา จ.กาฬสินธุ์เมื่อเดือนที่ผ่านมา ซึ่งได้ของกลางยาบ้ากว่า 1,200,000 เม็ด ปัจจุบันนำผู้กระทำความผิดพร้อมของกลางทั้งหมด ไปยัง บก.ตชด.ภาค 2 เพื่อสืบสวนขยายผลดำเนินคดีตามกฏหมายต่อไป

โดย นบ.ยส.24 มีผลการปฏิบัติงานตามมาตรการสกัดดั้นและมาตรการปราบปรามในห้วงตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.68 – 20 พ.ย.68 มีผลการจับกุม 154 ครั้ง ผู้ต้องหา 178 ราย ยาบ้า จำนวน 23,141,421 เม็ด ไอช์ จำนวน 1,216.54 กก. เฮโรอีน จำนวน 21.80 กก. รวมมูลค่าทั้งสิ้น 852,045,671 บาท


นที มีเดช รายงาน

เชียงใหม่ ขานรับนโยบายรัฐบาล ผนึกกำลังทุกภาคส่วนบูรณาการเตรียมรับมือฝุ่น PM 2.5

รองนายกรัฐมนตรี สั่งการ 7 หน่วยงาน เตรียมรับมือฝุ่น PM 2.5 จังหวัดเชียงใหม่ ขานรับนโยบายรัฐบาล ผนึกกำลังทุกภาคส่วนบูรณาการเตรียมรับมือฝุ่น PM 2.5 ตั้งเป้าลดตัวชี้วัดทุกข้อให้ได้มากกว่า 20%

เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2568 ที่ห้องปฏิบัติการ POC ชั้น 3 อาคารอำนวยการ ศาลากลางจังหวัดเชียงใหม่ นายรัฐพล นราดิศร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ นายศิวกร บัวป้อง รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ พร้อมด้วยส่วนราชการ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุมเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์ไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 ปี 2569 ผ่านระบบการประชุมทางไกล (VCS) โดยมี นายโสภณ ซารัมย์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุม ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล

นายโสภณ ซารัมย์ รองนายกรัฐมนตรี ได้สั่งการให้ 7 หน่วยงาน ประกอบด้วย

  1. กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ให้เฝ้าระวังและควบคุมการเผาในพื้นที่อย่างเข้มงวด และบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด
  2. กระทรวงกระเกษตรและสหกรณ์ ให้กำกับควบคุมให้เป็นไปตามแนวทางการบริหารการเผาในพื้นที่เกษตร ส่งเสริมให้นำเศษวัสดุทางการเกษตรไปแปรรูปและเพิ่มมูลค่าแทนการเผา
  3. กระทรวงคมนาคมให้บังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้อง ตรวจสอบ ตรวจจับยานพาหนะควันดำโดยเคร่งครัด
  4. กระทรวงอุตสาหกรรม ให้ตรวจวัดมลพิษทางอากาศของโรงงานอุตสาหกรรมและบัง คับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด
  5. กระทรวงสาธารณสุขให้คำแนะนำประชาชนเกี่ยวกับการปฎิบัติตนในการดูแลสุขภาพ การจัดเตรียมห้องปลอดฝุ่น จัดพื้นที่ปลอดภัยให้กับประชาชน
  6. กรมประชาสัมพันธ์ให้สร้างการรับรู้ให้ประชาชนทราบถึงสถานการณ์ มาตรการ ข้อกฎ หมาย และบทลงโทษ รวมทั้งสร้างความเข้าใจการทำงานของหน่วยงานภาครัฐในทุกมิติ และ
  7. กระทรวงมหาดไทยให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด รวมถึงผู้ว่าราชการกรุงเทพ มหา นคร ร่วมบูรณาการในการแก้ไขปัญหากับส่วนราชการทุกระดับในพื้นที่ในทุกมิติ

ทั้งนี้กรมควบคุมมลพิษ ได้รายงานสถานการณ์และมาตรการรับมือสถานการณ์ไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ด PM 2.5 ปี 2569 ว่า แหล่งกำเนิดของฝุ่น PM 2.5 ส่วนใหญ่สาเหตุมาจากการเผาในที่โล่ง รองลงมาคือการเผาในที่ป่า และจากการเปรียบเทียบสถาน การณ์ตั้งแต่ปี 2564 – 2568 พบว่าระยะเวลาการเผามีช่วงแคบลง และในปี 2568 จุดความร้อนทั่วประเทศมีสถิติที่ลดลง โดยเฉพาะในพื้นที่ป่า พื้นที่เกษตร และอื่นๆ สำหรับการรับมือในปี 2569 นั้น ตั้งเป้าจะต้องลดพื้นที่เผาไหม้ ให้ได้อีก 10-20% ลดค่าเฉลี่ย PM 2.5 5-10% และลดจำนวนวันที่ฝุ่นเกินค่ามาตรฐาน 5% โดยมุ่งขับเคลื่อนในพื้นที่เกษตร เน้นการ นำเศษวัสดุทางการเกษตรใช้เป็นเชื้อเพลิงชีวมวล ในพื้นที่ป่า วางแผนวางจุดเฝ้าระวังในพื้นที่ 14 กลุ่มป่าในภาคเหนือ ในพื้นที่เขตเมือง มุ่งเน้นในการควบคุมการตรวจจับควันดำ รณรงค์ให้หันมาใช้รถ EV ส่วนปัญหาในเรื่องหมอกควันข้ามแดน จะมุ่งควบคุมการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ปลอดการเผาและเปิดรับการนำเข้าแหล่งอื่นทดแทน

ในส่วนของจังหวัดเชียงใหม่ นายรัฐพล นราดิศร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ได้รายงานถึงมาตรการและแนวทางการป้องกัน รับมือกับฝุ่น PM 2.5 ในปี 2569 ที่จะถึงนี้ว่า จังหวัดเชียง ใหม่ มุ่งเน้นการทำงานร่วมกันกับทุกภาคส่วนแบบบูรณาการ โดยแบ่งการดำเนินการออกเป็น 3 ช่วง คือ ช่วงก่อนเกิดสถานการณ์ ขณะเกิดสถานการณ์ และหลังเกิดสถานการณ์ ที่สำคัญมีการกำหนดช่วงเวลาการห้ามเผาอย่างจริงจัง ส่งเสริมให้ประชาชนใช้วิธีการไถกลบแทนการเผา ตรวจจับควันดำอย่างเข้มงวด ตลอดจนการเตรียมความพร้อมในการรับมือจัดเตรียมอุปกรณ์ กำลังพล ห้องลดฝุ่น ไว้รองรับเมื่อเกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน และการนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ในพื้นที่อย่างเหมาะสม

โดยในปี 2569 จังหวัดได้กำหนดเป้าหมายว่าจะลดจำนวนจุดความร้อน 25% จาก 8,505 จุด เหลือ 6,379 จุด ลดพื้นที่เผาไหม้ 25% จาก 829,728 ไร่ เหลือ 622,296 ไร่ ลดจำนวนวันที่ค่าฝุ่น PM 2.5 เกินค่ามาตรฐาน 20% จาก 80 วัน เหลือ 64 วัน และลดจำนวนผู้ป่วย COPD เข้ารับการรักษา 20% จาก 17,798 ครั้ง เหลือ 14,238 ครั้ง โดยเทียบจากค่าเฉลี่ย 5 ปีย้อนหลัง


นที มีเดช รายงาน

“แม่ทัพภาคที่ 3” ตรวจเยี่ยมการปฏิบัติงานของกองพลทหารราบที่ 7 และหน่วยทหารขึ้นตรง อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่

“แม่ทัพภาคที่ 3” ตรวจเยี่ยมการปฏิบัติงานของกองพลทหารราบที่ 7 และหน่วยทหารขึ้นตรง อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่

เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2568 เวลา 16.35 น. พลโท วรเทพ บุญญะ แม่ทัพภาคที่ 3 และคณะฯ เดินทางไปตรวจเยี่ยมการปฏิบัติงานติดตามความคืบหน้าการปฏิบัติตามนโยบายของผู้บังคับบัญชา ของกองพลทหารราบที่ 7 โดยได้รับฟังการบรรยายสรุปประวัติความเป็นมาและการปฏิบัติงานของหน่วยในแต่ละด้าน ณ ห้องระวังเมือง 1 กองบัญชาการกองพลทหารราบที่ 7 ตำบลดอนแก้ว อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ จากนั้น แม่ทัพภาคที่ 3 ได้ลงนามในสมุดตรวจเยี่ยมของหน่วย ณ ห้องเกียรติยศ กองบัญชาการกองพลทหารราบที่ 7

ในโอกาสนี้ แม่ทัพภาคที่ 3 ได้สั่งการ เน้นย้ำการปฏิบัติตามนโยบายของผู้บังคับบัญชาตามลำดับ รับทราบ ปัญหา ข้อขัดข้องเพื่อหาแนวทางแก้ไข พัฒนาหน่วยต่อไป โดยมี พลตรี สุจินต์ ทรัพย์สิน ผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 7 พร้อมด้วย ผู้บังคับหน่วยขึ้นตรงกองพลทหารราบที่ 7 ,ผู้บังคับกองพันทหารปืนใหญ่ที่ 7 กรมทหารปืนใหญ่ที่ 4 และผู้บังคับกองพันพัฒนาที่ 3 ร่วมให้การต้อนรับและรับฟังการบรรยายสรุป ณ กองบัญชาการกองพลทหารราบที่ 7 ตำบลดอนแก้ว อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่


นที มีเดช รายงาน

แม่ทัพภาคที่ 3 เปิดศูนย์ป้องกันไฟป่า หมอกควัน พร้อมมอบนโยบายให้หน่วยทหารทุกพื้นที่ บูรณาการผ่านเครือข่ายจิตอาสา เตรียมพร้อมปฏิบัติงาน

แม่ทัพภาคที่ 3 เปิดศูนย์ป้องกันไฟป่า หมอกควัน พร้อมมอบนโยบายให้หน่วยทหารทุกพื้นที่ บูรณาการผ่านเครือข่ายจิตอาสา เตรียมพร้อมปฏิบัติงาน ย้ำ กองทัพภาคที่ 3 พร้อมสนับสนุนทุกหน่วยงานเพื่อแก้ไขปัญหาอย่างเต็มขีดความสามารถ

เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2568 พลโท วรเทพ บุญญะ แม่ทัพภาคที่ 3 ในฐานะ ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละออง ภาค 3 และ ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการจิตอาสาภัยพิบัติ ภาค 3 (ไฟป่า หมอกควัน) เดินทางมาเปิดผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละออง ภาค 3 ส่วนหน้า และรับฟังการบรรยายสรุปผลการปฏิบัติงานการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละออง ของปีที่ผ่านมา พร้อมมอบนโยบายแผนการขับเคลื่อนและแนว ทางการแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก ในพื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือ ประจำปี 2569 ให้กับหน่วยขึ้นตรงของกองทัพภาคที่ 3 และ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน 17 จังหวัดภาคเหนือ

ซึ่งได้เน้นย้ำการทำงานแบบบูรณาการภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน และประชาชนจิตอาสา ให้เข้ามามีส่วนร่วมในการดำเนินงานแก้ไขปัญหา เน้นย้ำความปลอดภัยของกำลังพลเจ้าหน้าที่ที่ออกปฏิบัติงาน และสร้างความเข้าใจร่วมกันเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการทำงาน ณ อาคารยอดทัพ กองพลทหารราบที่ 7 ตำบลดอนแก้ว อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่

โดยได้จัดตั้ง ศูนย์อำนวยการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่าหมอกควันและฝุ่นละออง ภาค 3 ส่วนหน้า ที่ อาคารยอดทัพ กองพลทหารราบที่ 7 อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ ตั้งแต่วันที่ 15 พฤศจิกายน 2568 ถึง 30 เมษายน 2569 หรือ จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย ซึ่งจัดให้มีการประชุมประสานงาน กับศูนย์อำนวยการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่าหมอกควันและฝุ่นละอองระดับจังหวัด และกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน 17 จังหวัด รวมทั้งส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ภาคเอกชน และภาค เพื่อบูรณาการสรรพกำลังทั้งมวลประชาชน ให้มีส่วนร่วมในการป้องกัน แก้ไขปัญหา และบรรเทาผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อสุขภาพอนามัยของประชาชน เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้ รัฐบาลให้ทุกภาคส่วนเตรียมความพร้อมบูรณาการแผนงานป้องกันการแก้ไขปัญหาฝุ่นละออง และแผนเผชิญเหตุในพื้นที่ของแต่ละจังหวัด เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการสาธารณภัยให้มีการประชาสัมพันธ์ข้อมูลและแจ้งเตือนประชาชนอย่างต่อเนื่องให้ประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสาร เพื่อลดผลกระทบที่เกิดขึ้น เป้าหมายในการแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควันและฝุ่นละอองในปี 2569 โดยกำหนดเป้าหมายในพื้นที่สำคัญ และผลลัพธ์ที่ต้องการ คือ จุดความร้อนลดลง พื้นที่เผาไหม้ลดลง และค่าฝุ่นละอองขนาดเล็กลดระดับความรุนแรงลง จนไม่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของพี่น้องประชาชน

กองทัพบก และ กองทัพภาคที่ 3 โดย ศูนย์อำนวยการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควันและฝุ่นละออง ภาค 3 ส่วนหน้า ได้ให้ความสำคัญกับปัญหาไฟป่า-หมอกควันและการเผาป่าในพื้นที่ภาคเหนือเป็นอย่างมาก ด้วยการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด สนับสนุนการดำเนินงานของรัฐบาล ในการขับเคลื่อนภารกิจช่วยเหลือประชาชน และการบรรเทาสาธารณภัยอย่างเต็มขีดความสามารถ รวมทั้ง การบูรณาการและประสานความร่วมมือกับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ภาคเอกชน และภาคประชาชน เพื่อให้สามารถช่วยเหลือประชาชนได้อย่างทันท่วงทีและก่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด


นที มีเดช รายงาน

ที่ปรึกษาพิเศษประจำสำนักงานมูลนิธิชัยพัฒนา ติดตามความก้าวหน้าโครงการ “ทหารพันธุ์ดี” ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่

ที่ปรึกษาพิเศษประจำสำนักงานมูลนิธิชัยพัฒนา ติดตามความก้าวหน้าโครงการทหารพันธุ์ดี ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ”

เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2568 พลตรี สุจินต์ ทรัพย์สิน ผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 7 มอบหมายให้ พันเอก รัชตะ ท้าวคําลือ เสนาธิการก็พอทหารราบที่ 7 พร้อมด้วยฝ่ายเสนาธิ การกองพลทหารราบที่ 7 และเจ้าหน้าที่โครงการทหารพันธุ์ดีกองพลทหารราบที่ 7 ร่วมกับ ผศ.ฉันทนา วิชรัตน์ ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาพันธุ์พืช มูลนิธิชัยพัฒนา และเจ้าหน้าที่ ม.แม่โจ้ ร่วมให้การต้อนรับ พลเอก วิจักขฐ์ สิริบรรสพ ที่ปรึกษาพิเศษประจำสำนักงานมูลนิธิชัยพัฒนา และคณะฯ ในโอกาสเดินทางมาตรวจเยี่ยม และติดตามความก้าวหน้า การดำเนินงานโครง การทหารพันธุ์ดี กองพลทหารราบที่ 7, ศูนย์ผลิตพันธุ์สัตว์ปีกพระราชทาน “เพื่อนช่วยเพื่อน” พื้นที่ภาคเหนือตอนบน, แปลงผักปลอดภัย GAP โครงการทหารพันธุ์ดี กองพลทหารราบที่ 7, ศูนย์ผลิตชีวภัณฑ์โครงการทหารพันธุ์ดี กองพลทหารราบที่ 7 และ ร้านทหารพันธุ์ดี กอง พลทหารราบที่ 7 ณ กองพลทหารราบที่ 7 ตำบลดอนแก้ว อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่

ขณะที่ พันเอก สุทธิพงษ์ งาเวียง รองผู้บังคับการกรมทหารราบที่ 7 รักษาราชการแทน ผู้บังคับกองพันทหารราบที่ 1 กรมทหารราบที่ 7 พร้อมด้วยฝ่ายอำนวยการ และ เจ้าหน้าที่โครงการทหารพันธุ์ดี กองพันทหารราบที่ 1 กรมทหารราบที่ 7 ร่วมให้การต้อนรับ พลเอก วิจักขฐ์ สิริบรรสพ ที่ปรึกษาพิเศษประจำสำนักงานมูลนิธิชัยพัฒนา และคณะฯ ในโอกาสเดินทางมาตรวจเยี่ยมและติดตามความก้าวหน้าการดำเนินงานโครงการทหารพันธุ์ดี กองพันทหารราบที่ 1 กรมทหารราบที่ 7 พร้อมยังได้ให้ความรู้ และแนวทาง ในการเพาะปลูกพันธุ์พืช รวมถึงการเลี้ยงสัตว์ ในพื้นที่ส่วนต่างๆ ของโครงการทหารพันธุ์ดี กองพันทหารราบที่ 1 กรมทหารราบที่ 7 ค่ายกาวิละ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่

นอกจากนี้ กองพลทหารราบที่ 7 ร่วมกับกองพันทหารปืนใหญ่ที่ 7 กรมทหารปืนใหญ่ที่ 4, กำลังพลประจำโครงการทหารพันธุ์ดีกองพลทหารราบพิเศษ และเจ้าหน้าที่มหาวิทยาลัยแม่โจ้ จัดการประชุมเพื่อติดตามและขับเคลื่อนการปฏิบัติงานโครงการทหารพันธุ์ดี กองพลทหารราบที่ 7 ประจำเดือน พฤศจิกายน 2568 ณ ห้องระวังเมือง 1 กองบัญชาการกองพลทหารราบที่ 7 ตำบลดอนแก้ว อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ โดยมี พลตรี สุจินต์ ทรัพย์สิน ผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 7 เป็นประธานการประชุมฯ

โดยการประชุมฯ ดังกล่าว เพื่อติดตามการปฏิบัติงานที่สำคัญในห้วงที่ผ่านมา รับทราบปัญหาข้อขัดข้อง และแผนการดำเนินงานในอนาคต ของแต่ละโครงการฯ ได้แก่

  1. โครงการเก็บรักษาพันธุกรรมพืช เพื่อการพัฒนาและปรับปรุงพันธุ์ ตามแนวพระราชดำริ
  2. โครงการปรับปรุงพันธุ์ไม้ผล ศูนย์พัฒนาพันธุ์พืชจักรพันธ์เพ็ญศิริ ตามพระราชดำริ
  3. ศูนย์ผลิตชีวภัณฑ์ โครงการทหารพันธุ์ดี กองพลทหารราบที่ 7
  4. โครงการทหารพันธุ์ดี กองพลทหารราบพิเศษ
  5. ศูนย์ผลิตพันธุ์สัตว์ปีกพระราชทาน “เพื่อนช่วยเพื่อน” พื้นที่ภาคเหนือตอนบน
  6. โครงการรวบรวมพันธุ์มะม่วงพระราชทาน “เพื่อนช่วยเพื่อน” ตามพระราชดำริฯ

นที มีเดช รายงาน

“แม่ทัพกุ้ง” ถึงอมยิ้ม “เห็น Standee ตนเอง” สุดฟีเว่อร์ ประชาชน เด็กนักเรียน แห่กรี๊ดสนั่น

“แม่ทัพกุ้ง” ถึงอมยิ้ม “ เห็น Standee ตนเอง” สุดฟีเว่อร์ ประชาชน เด็กนักเรียนแห่กรี๊ดสนั่นฟังบรรยายพิเศษ “ กิจกรรมส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม และปลูกฝังความรักชาติแก่เยาวชน และประชาชนในจังหวัดพิษณุโลก” ถ่ายทอดชีวิตทหาร ย้ำ สำ คัญคนรุ่นใหม่ ต้องรักสถาบันหลักชาติ จัดโดย กองทัพภาคที่ 3

เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2568 เวลา 10.00 นาฬิกา กองทัพภาคที่ 3 จัดกิจกรรมส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม และความรักชาติให้แก่เยาวชนและประชาชนในพื้นที่ ตามดำริของ แม่ทัพภาคที่ 3 ซึ่งให้ความสำคัญต่อการพัฒนาเยาวชนในมิติด้านความมั่นคงทางสังคม การเสริมสร้างค่านิยมที่ถูกต้อง และการปลูกฝังความตระหนักรู้ต่อบทบาทหน้าที่ของตนในฐานะพล เมืองดีของชาติ โดยมี พลโท วรเทพ บุญญะ แม่ทัพภาคที่ 3 พร้อมด้วย คุณ อิสรีย์ บุญญะ ประธานสมาคมแม่บ้านทหารบก สาขากองทัพภาคที่ 3 และน้อง ๆ เยาวชนจากสถานศึกษาในจังหวัดพิษณุโลก ประชาชน จิตอาสาพระราชทาน เข้าร่วมกิจกรรมกันอย่างคึกคัก ณ ห้องประชุมโรงละคร อาคารเฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา บรมราชินีนาถ มหาวิทยาลัยนเรศวร อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก

โดยในการจัดกิจกรรมครั้งนี้ ได้รับเกียรติจาก พลโท บุญสิน พาดกลาง ที่ปรึกษาผู้บัญชาการทหารบก มาเป็นวิทยากรบรรยายพิเศษในหัวข้อ “เยาวชนไทย ร่วมใจรักชาติ รักแผ่นดิน” โดยเนื้อหาการบรรยายมุ่งเน้นให้ผู้เข้าร่วมตระหนักถึงความสำคัญของชาติบ้านเมือง ความจำเป็นของการธำรงรักษาเอกราชและความมั่นคงของประเทศ ตลอดจนความรับผิดชอบร่วมกันของประชาชนทุกภาคส่วน โดยเฉพาะเยาวชนซึ่งเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศในอนาคต

พลโท บุญสิน พาดกลาง ได้กล่าวถึงบทบาทของเยาวชนไทยในยุคปัจจุบันว่า ควรมีความรู้ควบคู่คุณธรรม มีวินัย ใฝ่เรียนรู้ และมีจิตสาธารณะ พร้อมทั้งเน้นย้ำถึงค่านิยมที่ช่วยสร้าง “ภูมิคุ้มกันทางความคิด” ทำให้เยาวชนสามารถแยกแยะข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้อง รู้เท่าทันสถานการณ์ และยืนหยัดบนหลักการที่ถูกต้องเพื่อส่วนรวม นอกจากนี้ ยังได้ให้ข้อคิดเกี่ยวกับความรักชาติในเชิงสร้างสรรค์ อาทิ การประกอบตนเป็นพลเมืองดี การเคารพกฎหมาย และการร่วมมือกันรักษาความสงบเรียบร้อยในสังคม

โดยที่ช่วงเย็นเมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา พลโท บุญสิน พาดกลาง ที่ปรึกษาผู้บัญชาการทหารบก เดินทางไปกองบัญชาการมณทลทหารบกที่ 39 คล้ายสมเด็จพระนเรศวรมหาราช อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก โดยมี พลตรี นพดล วัชรจิตบวร ผู้บัญชาการมณทลหทารบกที่ 39 ให้การต้อนรับ จากนั้นได้ทำการตรวจแถวทหาร ยืนตรงเคารพเพลงชาติไทย โดยมี กำลังพลทหารของมณฑลทหารบกที่ 39 ร่วมยืนตรงต้อนรับ

โดย พลโท บุญสิน พาดกลาง ที่ปรึกษาผู้บัญชาการทหารบก กล่าวว่า “ชายแดนไทยเขมร มีความขัดแย้ง สุดท้ายมีกำลังทหารพวกเรา(ทหาร)ที่ต้องปกป้องอธิปไตยของชาติ ตามที่พวกเราได้เลือกเส้นทางแล้ว กำลังพลกองทัพภาคที่ 3 บางส่วนได้เข้าไปช่วยรบ ซึ่งเมื่อถึงเวลา ทหารก็ต้องไปช่วยเหลือกัน เลือดสีเดียวกัน ต้องรักษาเกียรติภูมิของทหารไว้”

“เตือนใจให้พวกเราทำหน้าที่ซื่อสัตย์สุจริต เสียสละ เชื่อฟังคำสั่งของผู้บังคับบัญชา ต้องมีวินัย เพราะทุกคนต้องการกองทัพเข้มแข็งเพื่อประเทศชาติ”

จากนั้น ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 39 ได้มอบของที่ระลึก เป็น ตุ๊กตา และยาดม ของสมาคมแม่บ้านทหารบก สาขา มณฑลทหารบกที่ 39 เป็นผู้ผลิต ซึ่ง พลโท บุญสิน พาดกลาง ที่ปรึกษาผู้บัญชาการทหารบก ว่า จะช่วยโปรโมท เพราะมีแฟนคลับจำนวนมาก

ต่อจากนั้น พลโทวรเทพ บุญญะ แม่ทัพภาคที่ 3 ให้การต้อนรับ พลโท บุญสิน พาดกลาง ที่ปรึกษาผู้บัญชาการทหารบก พร้อมเดินทางไปถวายสักการะสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ที่ศาลสมเด็จพระนเรศวรมหาราช เขตโบราณสถานอุทยานประวัติศาสตร์พระราชวังจันทน์ อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก และเดินทางไปสักการะบูชาพระพุทธชินราช ที่พระวิหารพระพุทธชินราช วัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก โดยมีประชาชนเข้ามาทักทายและขอถ่ายภาพเป็นจำนวนมาก

ทั้งนี้ พลโท บุญสิน พาดกลาง หรือ “ แม่ทัพกุ้ง ” เป็นชาวอีสานโดยกำเนิด ศึกษาระดับประถมที่โรงเรียนชุมชนบ้านดุง และมัธยมศึกษาที่โรงเรียนบ้านดุงวิทยา จากนั้นเข้าสู่โรง เรียนเตรียมทหาร รุ่นที่ 26 โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า (จปร.) รุ่นที่ 37 มาสายนักรบ เป็นผู้บังคับกองพันทหารราบที่ 3 ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 22 (ปฎิบัติหน้าที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้) เสธฯกองพลทหารราบที่ 3, ผู้บังคับการกรมทหารราบที่ 3, ผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 3, รองแม่ทัพภาคที่ 2, แม่ทัพน้อยที่ 2 และแม่ทัพภาคที่ 2

ทั้งนี้ บรรยากาศที่มหาวิทยาลัยนเรศวร จังหวัดพิษณุโลก เต็มไปด้วยความคึกคัก เมื่อประชา ชนและแฟนคลับจำนวนมากหลั่งไหลมารอต้อนรับ “แม่ทัพกุ้ง” พลโท บุญสิน พาดกลาง ที่ปรึกษาผู้บัญชาการทหารบก ซึ่งเดินทางมาเป็นวิทยากรบรรยายพิเศษในกิจกรรมส่งเสริมคุณ ธรรม จริยธรรม และความรักชาติ จัดโดยกองทัพภาคที่ 3

ทันทีที่ แม่ทัพกุ้ง เดินทางมาถึง บริเวณด้านหน้าอาคารเต็มไปด้วยเสียงปรบมือและช่อดอก ไม้จากประชาชนที่มารอให้กำลังใจ บางรายนำป้ายข้อความสีสันสดใสมาเชียร์อย่างอบอุ่น ขณะที่แฟนคลับต่างยืนล้อมแน่นเพื่อถ่ายภาพและขอพูดคุยสั้น ๆ ทำให้บรรยากาศเป็นกัน เองและเปี่ยมด้วยความรักความศรัทธา

ภายในงาน พลโท วรเทพ บุญญะ แม่ทัพภาคที่ 3 พร้อมด้วยคุณอิสรีย์ บุญญะ ประธานสมาคมแม่บ้านทหารบก สาขา กองทัพภาคที่ 3 ได้ให้การต้อนรับและร่วมกิจกรรม พร้อมตอกย้ำความสำคัญของการพัฒนาเยาวชนในมิติความมั่นคงทางสังคม ผ่านการปลูกฝังค่านิยมที่ถูกต้องและจิตสำนึกความเป็นพลเมืองดี

จุดไฮไลต์ของงานอยู่ที่การบรรยายพิเศษหัวข้อ “เยาวชนไทย ร่วมใจรักชาติ รักแผ่นดิน” โดย พลโทบุญสิน พาดกลาง ซึ่งได้รับความสนใจล้นหลาม เนื้อหาครอบคลุมทั้งการพัฒนาตนเอง ความสำคัญของชาติบ้านเมือง การธำรงรักษาเอกราช ความมั่นคงของประเทศ ตลอดจนการสร้าง “ภูมิคุ้มกันทางความคิด” ให้เยาวชนรู้เท่าทันข้อมูลข่าวสาร มีวินัย ใฝ่เรียนรู้ และยืนหยัดบนหลักการที่ถูกต้องเพื่อส่วนรวม ผู้เข้าร่วมต่างตั้งใจฟัง บันทึกภาพ และจำนวนมากเผยว่าได้รับแรงบันดาลใจเพื่อนำไปใช้ในชีวิตจริง

หลังจากการบรรยายของ อดีตแม่ทัภาคที่ 2 นั้น ได้เปิดโอกาสให้นักเรียนนักศึกษา ได้สอบ ถาม ซึ่งน้องบางคนได้สอบถามว่า อดีตแม่ทัพภาคที่ 2 ว่าในการสู้รบครั้งนี้ช่วงเวลาไหนที่หนักใจที่สุด พลโทบุญสิน พาดกลาง ที่ปรึกษาผู้บัญชาการทหารบก กล่าวว่า คือช่วงประ กาศปิดประสาทตาเมืองธม ที่เป็นจุดเริ่มต้นของการสู้รบ ซึ่งหากไม่ประกาศปิด ก็อาจเกิดการปะทะของประชาชนทั้ง 2 ฝ่ายได้ ทำให้ต้องตัดสินใจปิดประสาท หลังจากนั้นก็ได้มีการสู้รบเกิดขึ้นในที่สุด

อีกหนึ่งความประทับใจภายในงาน คือการแสดงความสามารถของ นายณฐกร น้อยกรุต อายุ 17 ปี นักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนพิษณุโลกพิทยาคม ที่ได้แต่งเพลงลำตัด เกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา และขับร้องสดต่อหน้า “แม่ทัพกุ้ง” สร้างความปลื้มปิติและเสียงชื่นชมจากผู้เข้าร่วมจำนวนมาก สะท้อนศักยภาพของเยาวชนไทยที่สามารถนำความรู้และความเข้าใจสถานการณ์บ้านเมืองมาถ่ายทอดอย่างสร้างสรรค์

ซึ่ง กิจกรรมดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความตั้งใจของกองทัพภาคที่ 3 ในการดำเนินงานด้านกิจการพลเรือน เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้สังคมไทย โดยเน้นการพัฒนาคนเป็นศูนย์กลาง ผ่านการเสริมสร้างคุณธรรม จริยธรรม และความรักชาติให้คงอยู่ในจิตใจของเยาวชนและประชาชนอย่างยั่งยืน ทั้งยังเป็นเวทีในการแลกเปลี่ยนมุมมองและสร้างความร่วมมือระหว่างกองทัพกับประชาชนในพื้นที่อย่างใกล้ชิด อันจะนำไปสู่ความมั่นคงและความสงบสุขของประเทศในระยะยาว


นที มีเดช รายงาน

ทบ. นำคณะผู้ช่วยทูตทหารต่างประเทศ ลงพื้นที่ จ.สระแก้ว ติดตามสถานการณ์ความมั่นคงในพื้นที่ชายแดน ไทย – กัมพูชา

ทบ. นำคณะผู้ช่วยทูตทหารต่างประเทศ ลงพื้นที่ จ.สระแก้ว ติดตามสถานการณ์ความมั่นคงในพื้นที่ชายแดน ไทย – กัมพูชา

วันนี้ (19 พ.ย.68) กองทัพบก นำคณะผู้ช่วยทูตฝ่ายทหารต่างประเทศประจำประเทศไทย รวม 20 นาย จาก 17 ประเทศ เดินทางลงพื้นที่กองกำลังบูรพา จ.สระแก้ว เพื่อเยี่ยมชมการปฏิบัติงานด้านความมั่นคงสนับสนุนนโยบายของรัฐบาลในพื้นที่ชายแดนไทย – กัมพูชา ภายใต้กิจกรรม Army Open House ของกรมข่าวทหารบก ที่จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 2 โดยมี พลโท ธีรนันท์ นันทขว้าง เจ้ากรมข่าวทหารบก เป็นหัวหน้าคณะเดินทาง

ในการลงพื้นที่กองกำลังบูรพา คณะได้เดินทางไปยัง กองพันทหารราบที่ 12 กรมทหารราบที่ 3 รักษาพระองค์ ค่ายสุรสิงหนาท อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว รับฟังการบรรยายสรุปเกี่ยวกับสถานการณ์ด้านความมั่นคงในพื้นที่ชายแดนไทย – กัมพูชา เพื่อรับทราบข้อมูลพื้นที่ปฏิบัติการ และการดำเนินงานของกองกำลังบูรพา หลังรัฐบาลได้มีมติระงับข้อตกลงในปฏิญญาร่วม และทางการไทยยืนยันที่จะดำเนินการในส่วนของประเทศไทย เพื่อความปลอด ภัยให้ประชาชน โดยมี พลตรี เบญจพล เดชาติวงศ์ ณ อยุธยา ผู้บัญชาการกองกำลังบูรพา ให้การต้อนรับ

ภายหลังการบรรยายสรุป คณะได้เดินทางไปเยี่ยมชมการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ ณ จุดผ่านแดนถาวรบ้านคลองลึก ซึ่งเป็นด่านชายแดนสำคัญในการควบคุมการสัญจรและการค้าชาย แดนฝั่งตะวันออก ตั้งอยู่ตรงข้ามกับเมืองปอยเปต ประเทศกัมพูชา ซึ่งในบริเวณดังกล่าวสามารถสังเกตเห็นอาคาร Entertainment Complex ได้อย่างชัดเจน โดยคณะได้รับฟังการบรรยายสรุปเกี่ยวกับแหล่ง Scam Center ในฝั่งปอยเปต สถานการณ์ และ การปราบปรามขบวนการ จากนั้นได้เดินทางไปยังพื้นที่บ้านหนองจาน เพื่อตรวจเยี่ยมการปฏิบัติงานเก็บกู้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคล และบ้านหนองหญ้าแก้ว ในการจัดการชายแดน และสำรวจสภาพความเสียหายจากการยิงยั่วยุของฝ่ายกัมพูชาที่ผ่านมา

กิจกรรม Army Open House ในครั้งนี้ทำให้คณะผู้ช่วยทูตฝ่ายทหารต่างประเทศประจำประเทศไทย ได้รับทราบถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในพื้นที่ และเข้าใจบริบทความซับซ้อนของปัญหาชายแดนระหว่างไทยและกัมพูชา รวมทั้งเห็นถึงความพยายามของฝ่ายไทยในการแก้ไขปัญหาและสนับสนุนการสร้างสันติภาพตามกรอบข้อตกลงระหว่างประเทศอย่างเคร่งครัด ซึ่งข้อมูลสำคัญดังกล่าว จะทำให้คณะผู้ช่วยทูตฝ่ายทหารต่างประเทศ สามารถสื่อสารขยายผลไปยังประเทศของตนได้อย่างถูกต้องและทันต่อสถานการณ์



ศูนย์ประชาสัมพันธ์กองทัพบก โดยทีมโฆษกกองทัพบก