รมช.กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์การก่อสร้าง โครงการ “อ่างเก็บน้ำแม่สะป๊วด” อ.แม่ทา จ.ลำพูน

รมช.กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์การก่อสร้างโครงการอ่างเก็บน้ำแม่สะป๊วด อำเภอแม่ทา จังหวัดลำพูน

วันนี้ (วันเสาร์ที่ 6 ธันวาคม 2568) เวลา 14.30 น. นายนเรศ ธำรงค์ทิพยคุณ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และคณะ ติดตามสถานการณ์การก่อสร้างโครงการอ่างเก็บน้ำแม่สะป๊วด พร้อมลงพื้นที่รับฟังปัญหากับเกษตร ที่ ศาลาอเนกประสงค์ หมู่ที่ 2 บ้านแม่สะป๊วด อ.ทาสบเส้า อ.แม่ทา จ.ลำพูน มี โดยมีผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เกษตรกร กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ประชาชนในพื้นที่ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม

สำหรับโครงการอ่างเก็บน้ำแม่สะป๊วดอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.ลำพูน ตั้งอยู่พื้นที่บ้านแม่สะป๊วด หมู่ 2 ต.ทาสบเส้า อ.แม่ทา จ.ลำพูน โดยเมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2532 พระบาทสม เด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้เจ้าหน้าที่กรมชลประทาน และสำนักงานเลขานุการ กปร.เข้าเฝ้าฯ ณ พระตำหนักภูพิงคราชนิเวศน์ จ.เชียงใหม่ พระราชทานพระราชดำริเกี่ยวกับงานพัฒนาแหล่งน้ำในกลุ่มน้ำสาขาแม่ทา ที่สมควรดำเนินการ ได้แก่ น้ำแม่ขนาด น้ำแม่เมย และน้ำแม่สะป๊วด ซึ่งมีทำเลที่เหมาะสมในการก่อสร้างโครงการอ่างเก็บน้ำ โดยจะสามารถเก็บกักไว้ช่วยเหลือพื้นที่เพาะปลูกของราษฎรในเขตลุ่มน้ำแม่ทา ได้ จึงสมควรพิจารณาวางโครงการและก่อสร้างอ่างเก็บน้ำโดยด่วนตามความเหมาะสม

ต่อมาวันที่ 10 พฤศจิกายน 2539 สำนักราชเลขาธิการ ได้มีหนังสือถึงอธิบดีกรมชลประทาน เรื่องขอพระราชทานอ่างเก็บน้ำแม่สะป๊วด กรณีนายอินแสง จีนมัชยา ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 2 ต.ทาสบเส้า อ.แม่ทา จ.ลำพูน ถวายฎีกาขอพระราชทานก่อสร้างอ่างเก็บน้ำแม่สะป๊วด และได้นำความถวายบังคมทูลฯ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ รับโครงการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำแม่สะป๊วด ไว้เป็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริตามหนังสือที่ รล.0005/20051 ลงวันที่ 10 พฤศจิกายน 2539

กรมชลประทาน จึงดำเนินการจัดทำการศึกษาเล่มวางโครงการแล้วเสร็จเมื่อเดือนมกราคม 2541 ต่อมาได้รายงานศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) แล้วเสร็จ เมื่อเดือนกรกฎาคม 2552 ผ่านความเห็นชอบจาก คชก.เมื่อเดือนธันวาคม 2554 และเริ่มดำเนินการก่อสร้างในปีงบประมาณ 2569 ปัจจุบันอยู่ระหว่างการรวบรวมเอกสารเพิ่มเติม และการเพิกถอนพื้นที่ลุ่มน้ำ 1A เมื่อเพิกถอนแล้วเสร็จจะดำเนินขออนุญาตใช้พื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ดอยผาเมืองต่อไป ตลอดจนการศึกษาทบทวนมาตรการในการป้องกันผลกระทบสิ่งแวดล้อม คาดว่าจะแล้วเสร็จ ช่วงเดือนมิถุนายน 2569 สำหรับการลงพื้นที่ติดตามครั้งนี้ ของรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ก็เพื่อติดตามสถานการณ์และผลักดันโครงการฯ ให้เกิดการขับเคลื่อนโดยเร็ว พร้อมกับประชุมหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ทราบถึงปัญหา อุปสรรคในการดำเนินงาน โดยเร่งดำเนินการในส่วนที่ยังไม่ได้ดำเนินการให้แล้วเสร็จ เพื่อประโยชน์ของพี่น้องประชาชนในพื้นที่

ในโอกาสนี้ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มอบโฉนดที่ดินเพื่อการ เกษตร และมอบเงินโครงการฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรประเภทเงินอุดหนุน ให้แก่เกษตรกรในพื้นที่ด้วย


นที มีเดช รายงาน

ส.ป.ก. จัดงานโครงการ “สืบสานพระราชปณิธาน งานศิลปาชีพบางไทร ครบรอบ 41 ปี”

ส.ป.ก. จัดงานโครงการ “สืบสานพระราชปณิธาน งานศิลปาชีพบางไทร ครบรอบ 41 ปี”

วันอาทิตย์ที่ 7 ธันวาคม 2568 นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธีเปิดงานโครงการ “สืบสานพระราชปณิธาน งานศิลปาชีพบางไทร ครบรอบ 41 ปี” เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในฐานะผู้ทรงก่อตั้งงานศิลปาชีพ และเป็นเสาหลักในการจัดหาอาชีพแก่ราษฎร และน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ผู้ทรงเป็นคู่บุญบารมีและแรงบันดาลใจสำคัญในการแก้ไขปัญหาความยากจนของราษฎรควบคู่กับงานศิลปาชีพ

โดยมี นายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (เลขาธิการ ส.ป.ก.) เป็นผู้กล่าวรายงาน พร้อมด้วย คณะผู้บริหาร ส.ป.ก. และเจ้าหน้าที่ ส.ป.ก. ร่วมพิธี ณ ท่าชัยยุทธ ชั้น 2 ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพเสริมนอกภาคการเกษตร (ศพส.) ตำบลช้างใหญ่ อำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

พร้อมทั้งร่วมกิจกรรม ปลูกต้นไม้ตามปณิธานของแม่ และเยี่ยมชมนิทรรศการและกิจกรรมภายในงาน 4 กิจกรรม ดังนี้

  1. นิทรรศการน้อมรําลึกในพระมหากรุณาธิคุณของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยแสดงพระราชประวัติ พระราชกรณียกิจในการก่อตั้งมูลนิธิและศูนย์ศิลปาชีพ บางไทรฯ และการส่งมอบภารกิจให้ ส.ป.ก.
  2. นิทรรศการเทิดพระเกียรติเนื่องในโอกาสวันคล้ายวันประสูติของ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดีกรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา โดยจัดทํานิทรรศการแสดงพระราชกรณียกิจของพระองค์ที่เกี่ยวข้องกับงานศิลปาชีพ หรือการพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชน
  3. กิจกรรมเชิงปฏิบัติการด้านงานหัตถกรรม (Workshop) ให้ประชาชนได้เข้าร่วมเรียนรู้แบบไม่เสียค่าใช้จ่ายจํานวน 2 แผนกวิชา พร้อมทั้งเปิดอาคารฝึกอบรมให้ประชาชนเข้าเยี่ยมชมกระบวนการผลิต และผลงานหัตถกรรมของช่างฝีมือระดับครู
  4. การจําหน่ายผลิตภัณฑ์ศิลปหัตถกรรมคุณภาพสูงจากศิษย์เก่าของ ศพส. และร้านค้าภายในชุมชนรอบพื้นที่

พงศ์เทพ สาคร

ชาวลพบุรี อาลัย “หรั่ง” จิตอาสาช่วยเหลือชาวบ้านจนนาทีสุดท้าย ก่อนสิ้นใจ

จังหวัดลพบุรี – ชาวลพบุรีอาลัยหรั่งจิตอาสาช่วยเหลือชาวบ้านจนนาทีสุดท้ายก่อนสิ้นใจ

“หรั่ง” หรือนายเอกชัย เลิศล้น อายุ 49 ปี อาสาสมัครมูลนิธิป่อเต็กตึ๊งลพบุรี รหัส วัฒนะ 411 จิตอาสาตัวจริง ผู้ปิดทองหลังพระ ได้รับฉายา Ghost Rider (มัจจุราชแห่งรัตติกาล) ที่ชอบช่วยเหลือชาวบ้านที่เดือดร้อนจากปัญหาทุกชนิด รถพัง ยางรั่ว น้ำมันหมด แบตหมด จับสัตว์เลื้อยคลานทุกชนิดที่เข้าบ้านเรือนประชาชน อีกทั้งยังเป็นหูเป็นตา สอดส่อง ส่งข่าวอาชญา กรรมให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจ มีผลงานมากมายเป็นที่ประจักษ์ จนเป็นที่รักใคร่ของประชาชน เจ้าหน้าที่ และเพื่อนอาสาสมัคร มูลนิธิต่างๆ ล่าสุดเมื่อช่วงบ่ายไปจับงูให้ชาวบ้าน ตกเย็นเกิดอาการแน่นหน้าอก หายใจไม่เต็มอิ่ม ญาตินำส่ง รพ.ไม่นาน หรั่งได้สิ้นใจ จากไปอย่างสงบ สาเหตุด้วยเรื่องพักผ่อนไม่เพียงพอ

ก่อนที่หรั่งจะจากไป เมื่อช่วงบ่ายวันที่ 6 ธ.ค. 68 ตำรวจวิทยุเรียกขอความช่วยเหลือ หลังจากชาวบ้านว่ามีงูสีดำเลื้อยเข้าบ้านที่ ต.ป่าตาล อ.เมือง ลพบุรี หลังทราบขอความช่วยเหลือ หรั่งรีบขับขี่จักรยานยนต์คู่ใจ พร้อมอุปกรณ์การจับ ไปที่บ้านหลังดังกล่าว โดยสภาพรอบบ้านนั้นพบว่าเป็นป่ารก เจ้าของบ้านได้ชี้จุดที่พบเห็นงูครั้งสุดท้ายมันเลื้อยเข้าไปหลังเครื่องซักผ้า ที่วางอยู่หลังบ้าน หรั่ง ได้ก้มๆ เงยๆ ก้ม พบเป็นงูสีดำ ตัวใหญ่ ยาวประมาณ 2 เมตร จากการวิเคราะห์เบื้องต้นคาดว่าจะเป็นงูสิง ซึ่งงูชนิดนี้ไม่มีพิษ แต่ก็ดุร้ายไม่เบา และงูชนิดนี้ถือ ว่าเป็นสัตว์สงวน ประมาณ 10 นาที ก็สามารถจับงูได้ จับใส่ถุงนำไปปล่อยกับคืนสู่ธรรมชาติเช่นทุกครั้ง ซึ่งหรั่งไม่เคยร้องขอสิ่งตอบแทนใดๆ ทั้งสิ้น จบภารกิจก็กลับ

เวลา 12.10 น. ที่วัดศรีสุทธาวาส ต.พรหมมาสตร์ อ.เมือง ลพบุรี ร่างของนายเอกชัย หรือหรั่ง ถูกนำมาจาก รพ.สระบุรี โดยมีเพื่อนอาสาสมัคร กู้ภัยฯ หลายหน่วยงาน ประชาชน เดินทางมาส่งร่างนายเอกชัย กันเป็นจำนวนมาก ญาติ ครอบครัว เพื่อนอาสาฯ ต่างร้องให้ด้วยความอาลัย ในเบื้องต้นทราบว่าหลังจากจบภารกิจจับงู หรั่งมีอาการหายใจไม่อิ่ม ญาติจึงได้นำส่ง รพ. ซึ่งแพทย์ได้พยายามยื้อชีวิตอย่างเต็มที่ แต่หรั่ง ก็ได้สิ้นใจในเวลาต่อมา ด้วยอาการเส้น เลือดหัวใจตีบ ซึ่งครอบครัวกล่าวว่า หรั่งไม่ค่อยได้ไปพบแพทย์ตามนัด พักผ่อนไม่เพียงพอ เวลาได้ยินวิทยุ หรือใครที่โทรตาม ดึกดื่นขนาดไหนหรั่งก็ไปทุกครั้งโดยไม่ลังเล


กฤษณ์ สนใจ 0890899090

สาวงามอำเภอลี้ คว้ามุงกุฏนางสาวลำพูน ประจำปี 2568 ไปครองได้สำเร็จ ประชาชนและนักท่องเที่ยว ร่วมลุ้นผลการตัดสินกันอย่างคึกคัก

สาวงามอำเภอลี้ นางสาวศุณิษรา อินต๊ะมา คว้ามุงกุฏนางสาวลำพูน ประจำปี2568 ไปครองได้สำเร็จ มีประชาชนและนักท่องเที่ยวร่วมลุ้นผลการตัดสินกันอย่างคึกคัก

วันที่ 6 ธันวาคม 2568 เวลา 19.00 น. ที่เวทีกลาง งานพระนางจามเทวีและงานฤดูหนาวจังหวัดลำพูน ประจำปี 2568 นายปิยพงศ์ ชูวงศ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัด รักษาราชการแทนผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูนลำพูน พร้อมด้วยนางณัษฐพร ชูวงศ์ ประธานแม่บ้านมหาดไทย ร่วมกันมอบมุงกุฎ สายสะพาย ถ้วยรางวัล เงินรางวัลและช่อดอกไม้ ให้แก่ นางสาวศุณิษรา อินต๊ะมา นางสาวลำพูน ประจำปี 2568 หมายเลข 24 อำเภอลี้กับ อปท. ส่งเข้าประกวด ภายในงานสักการะพระนางจามเทวีและงานฤดูหนาวจังหวัดลำพูน ประจำปี 2568 ซึ่งบรรยากาศหน้าเวทีเป็นไปอย่างคึกคัก มีประชาชนและนักท่องเที่ยวร่วมมอบดอกไม้เพื่อส่งกำลังใจให้แก้ 25 สาวงาม และร่วมลุ้นสาวงามที่ตัวเองชื่นชอบให้ได้เข้ารอบ 5 คนสุดท้ายกันอย่างเต็มที่

โอกาสนี้ นายโยธิน ประสงค์ความดี รองผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน พร้อมด้วยนางสายธาร ประสงค์ความดี รองประธานแม่บ้านมหาดไทยจังหวัดลำพูน หัวหน้าส่วนราชการ คณะกรรมการการตัดสิน ร่วมกันมอบมุงกุฎ สายสะพาย ถ้วยรางวัล เงินรางวัล ให้แก่ รองอันดับที่ 1-4 ประกอบด้วย

  • นางสาวภัทรลักษณ์ ใจพิมสว่าง หมายเลข 19 อำเภอป่าซางกับ อปท.ส่งเข้าประกวด สามารถคว้ารองอันดับที่1 นางสาวลำพูน ประจำปี 2568
  • นางสาวกัญชพร อินไชยสา หมายเลข 7 อำเภอแม่ทากับ อปท.ส่งเข้าประกวด คว้ารองอันดับที่2 นางสาวลำพูน ประจำปี 2568
  • นางสาวปนัสยา แก้วหนัก หมายเลข 25 บริษัท ศิริ ปิโตเลียม 2568 จำกัด ส่งเข้าประกวด คว้ารองอันดับที่3 นางสาวลำพูน ประจำปี 2568 และ
  • นางสาวณัฐธยาน์ พรมปัญญา หมายเลข 11 อำเภอแม่ทากับ อปท.ส่งเข้าประกวด คว้ารองอันดับที่4 นางสาวลำพูน ประจำปี 2568

นที มีเดช รายงาน

รองผู้ว่าฯ แม่ฮ่องสอน นำทีมเยี่ยมผู้หนีภัยจากการสู้รบศูนย์แม่สุริน ก่อนองค์กรต่างประเทศจะงดการช่วยเหลือในสิ้นปีนี้

รองผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน นำทีมเยี่ยมผู้หนีภัยจากการสู้รบศูนย์แม่สุริน ก่อนองค์กรต่างประเทศจะงดการช่วยเหลือในสิ้นปีนี้

7 ธ.ค.68 นายอุดมศักดิ์ ขาวหนูนา รองผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน พร้อมด้วย พ.ต.อ.อภิวัฒน์ ชินภูมิวสนะ รองผู้บังคับการตำรวจภูธรแม่ฮ่องสอน และนางหฤทัย หอมชื่น หัวหน้าสำนักงานจังหวัดแม่ฮ่องสอน ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมให้กำลังใจผู้หนีภัยชาวคาเรนนี ณ ศูนย์พักพิงชั่วคราวผู้หลบหนีภัยจากการสู้รบ แค้มป์ 2 บ้านแม่สุริน ต.ขุนยวม อ.ขุนยวม จ.แม่ฮ่อง สอน การเดินทางมาตรวจเยี่ยมเพื่อสร้างความเชื่อมันและกำลังใจให้ผู้อพยพ ก่อนที่องค์กรต่างประเทศและสหประชาชาติ จะงดให้การช่วยเหลือผู้หนีภัยที่อาศัยอยู่ในศูนย์พักพิงทั้ง หมดในไทยสิ้นปีนี้ ส่งผลให้ทางการไทยต้องหาแนวทางในการช่วยเหลือผู้หนีภัยที่อยู่ในศูนย์พักพิงอีกจำนวนมาก แม้องค์กรต่างประเทศจะยังคงให้การช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง เช่น คนชรา เด็ก อยู่เหมือนเดิมก็ตาม แต่การช่วยเหลือก็ไม่มากเหมือนที่ผ่านมา ทำให้ไทยโดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน ยังคงต้องแบกรับภาระการดูแลผู้อพยพเหล่านี้

ในการเดินทางมาพบปะตรวจเยี่ยมดังกล่าว ทำให้ผู้หนีภัยภายในศูนย์พักพิงซาบซื้งถึงความห่วงใยของเจ้าหน้าที่ฝ่ายไทย ผู้หนีภัยภายในศูนย์ ฯ ได้เดินทางมาพบปะพูดคุยกับคณะรองผู้ว่า ฯ เพื่อหาแนวทางร่วมกันในการอยู่อาศัยภายในศูนย์พักพิงและการออกไปทำงานนอก ศูนย์ โดยผู้หนีภัยจากการสู้รบภายในศูนย์แม่สุริน แม้จะเหลือเพียงแค่พันกว่าคนก็ยังคงมีขวัญกำลังใจดี และขอบคุณรัฐบาลไทยและหน่วยงานระดับจังหวัดที่อนุญาตให้ผู้หนีภัยในศูนย์สามารถออกไปทำงานนอกศูนย์เพื่อหารายได้มาเลี้ยงดูครอบครัวหลังจากต่างชาติตัดการช่วยเหลือ

ปัจจุบัน ผู้หนีภัยในศูนย์พักพิงในพื้นที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน ได้ออกไปทำงานในพื้นที่ต่างๆ ทั้งภาคเหนือภาคกลาง ภาคตะวันออก เช่นเชียงราย ชลบุรี ระยอง และจังหวัดอื่น ๆ จำนวนมากพอสมควร และกำลังทยอยรับการพิจารณาจากนายจ้างที่ต้องการแรงานแต่ละประเภทภายในศูนย์พักพิง โดยได้รับค่าจ้างตามค่าแรงขั้นต่ำของไทย



ภานุเดช ไชยสกูล จ.แม่ฮ่องสอน

เสนาธิการกองทัพภาคที่ 3 ร่วมพิธีเจริญพระพุทธมนต์และทำบุญตักบาตร ถวายพระกุศลเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในวันคล้ายวันประสูติ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา

เสนาธิการกองทัพภาคที่ 3 พร้อมผู้บังคับหน่วยทหารในพื้นที่จังหวัดพิษณุโลกร่วมพิธีเจริญพระพุทธมนต์และทำบุญตักบาตร ถวายพระกุศลเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในวันคล้ายวันประสูติ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา

เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2568 เวลา 07.30 น. พลตรี เสมอ แจ่มใส เสนาธิการกองทัพภาคที่ 3 ร่วมพิธีเจริญพระพุทธมนต์และพิธีทำบุญตักบาตร ถวายพระกุศลเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา เนื่องในวันคล้ายวันประสูติ 7 ธันวาคม 2568 ณ โดมเวทีกลาง ศาลากลางจังหวัดพิษณุโลก อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก โดยมีนายเกียรติศักดิ์ ตรงศิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก เป็นประธานฝ่ายฆราวาส มีพันเอก วิชา อมรดิษฐ รองผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 39 รองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดพิษณุโลกฝ่ายทหาร พร้อมด้วย คณะรองผู้ว่าราชการจังหวัด รองประธานแม่บ้านมหาดไทย ข้าราชการ ศาล ทหาร ตำรวจ และพสกนิกรทุกหมู่เหล่า เข้าร่วมพิธีอย่างพร้อมเพรียง เพื่อร่วมแสดงความจงรักภักดีและสืบสานคติธรรมอันงดงามของชาติไทย

ในการนี้ พระสิทธิธรรมวิเทศ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ ประกอบพิธีเจริญพระพุทธมนต์ โดยประธานในพิธีได้จุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย จากนั้นศาสนพิธีกรอาราธนาศีล พระสงฆ์ให้ศีล ก่อนที่ประธานจะถวายดอกไม้ธูปเทียนแพ และถวายราชสักการะเบื้องหน้าพระรูป สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา

ต่อจากนั้น พระสงฆ์ได้เจริญชัยมงคลคาถา และเจริญพระพุทธมนต์ถวายพระพร โดยมีพระสงฆ์ 10 รูป เจริญพระพุทธมนต์เป็นปฐมฤกษ์ เสร็จแล้วประธานและผู้ร่วมพิธีถวายจตุปัจจัยไทยธรรมแด่พระสงฆ์ 10 รูป จากนั้นร่วมประกอบพิธีทำบุญตักบาตรพระสงฆ์จำนวน 48 รูป ซึ่งมารับบิณฑบาต ณ บริเวณโดมเวทีกลาง

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ประสูติเมื่อวันที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2521 ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต ทรงเป็นพระราชธิดาพระองค์โตในพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว และประสูติแต่พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ ทรงเปี่ยมด้วยพระวิริยอุตสาหะ ปฏิบัติพระกรณียกิจสำคัญด้านสาธารณกุศล สังคมสงเคราะห์ ผ่านงานของมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย รวมถึงพระกรณียกิจด้านกฎหมายที่ทรงเชี่ยวชาญ อีกทั้งทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจแทนพระองค์อย่างสม่ำเสมอ

จังหวัดพิษณุโลกพร้อมด้วยพสกนิกรทุกหมู่เหล่า ต่างเปี่ยมปีติและสำนึกในพระกรุณาธิคุณ โดยร่วมประกอบพิธีด้วยความเรียบร้อย สง่างาม และสมพระเกียรติ


นที มีเดช รายงาน

“นบ.ยส.24” จับกุมขบวนการค้ายาเสพติด มูลค่ารวมกว่า 150,460,000 บาท ในพื้นที่ อ.เมือง จ.หนองคาย

“นบ.ยส.24” จับกุมขบวนการค้ายาไอช์ น้ำหนัก 889 กก., คตามีน 200 กก. มูลค่ารวมกว่า 150,460,000 บาท ในพื้นที่ อ.เมือง จ.หนองคาย

เมื่อวันที่ 5 ธ.ค. 68 เวลา 03.20 น. กองทัพบก โดย พล.ท.วีระยุทธ รักษ์ศิลป์ มทภ.2/ผบ. นบ.ยส.24 อำนวยการให้ กกล.สุรศักดิ์มนตรี/สกัดกั้น ฯ ตอนบน/ บก.ควบคุมที่ 2 (ร.13) หน่วยเฝ้าตรวจชายแดนที่ 21 จัดกำลังพล ร่วมกับ เจ้าหน้าที่ตำรวจ กองกองกำกับการ สืบสวน ตำรวจภูธรจังหวัดหนองคาย เฝ้าตรวจ/สกัดกั้น บริเวณช่องทาง บ้านบอน หมู่ 4 ตำบลหาดคำ อำเภอเมืองหนองคาย จังหวัดหนองคาย ซึ่งคาดว่าจะใช้ลำเลียงยาเสพติด ผ่านเข้ามาในพื้นที่ จนกระทั่งวันที่ 5 ธันวาคม 2568 เวลา 02.30 น. พบความเคลื่อนไหวบริเวณช่องทางโรงสูบน้ำ บ้านบอนฯ ตรวจพบรถยนต์ตู้ทึบ วิ่งออกจากช่องทาง ไปตามถนนหลวง หมายเลข 212 มุ่งหน้าไปยังทางทิศตะวันออก จึงแจ้งให้ชุดสกัดกั้น (หน่วยเฝ้าตรวจชายแดนที่ 21 ร่วมกับ กองกำกับการสืบสวน ตำรวจภูธรจังหวัดหนองคาย) ทำการสกัดกั้นตรวจสอบรถคันดังกล่าว และเมื่อเวลา 03.20 ณ

ชุดสกัดกั้น ตรวจพบรถยนต์ต้องสงสัย บริเวณปากทางเข้าบ้านดงเวร ตำบลสีกาย อำเภอเมืองหนองคาย จังหวัดหนองคาย จึงได้ทำการขอตรวจค้นภายในรถ พบกระสอบ ข้างในบรรจุยาเสพติดประเภท 1 (ไอซ์) รวมทั้งสิ้นจำนวน 889 กก. (กระสอบสีดำ 20 กระสอบ กระสอบสีขาว 2 กระสอบ), เคตามีน 200 กก. บรรจุในกระสอบสีขาว จำนวน 5 กระสอบ, ซากหนังเสือจำนวน 1 ผืน และรถยนต์ จำนวน 1 คัน และผู้ต้องหาที่เป็นคนขับรถ 1 ราย ทราบชื่อต่อมาคือนายคมสัน อายุ 28 ปี ภูมิลำเนาจังหวัดหนองคาย ตรวจยึดยาเสพติดทั้งหมดและควบคุมตัวผู้ต้องหามา ที่ฐานปฏิบัติการ หน่วยเฝ้าตรวจชายแดนที่ 21 บก.ควบคุมที่ 2 เพื่อสอบปากคำเบื้องต้นและทำบันทึกการจับกุม

เมื่อ 5 ธ.ค. 68 เวลา 13.30 น. ที่ฐานปฏิบัติการ หน่วยเฝ้าตรวจชายแดนที่ 21 บก.ควบคุมที่ 2 กองกำลังสุรศักดิ์มนตรี โรงเรียนบ้านดงเวร ต.หินโงม อ.เมืองหนองคาย จ.หนองคาย นาย ศรัณศักด์ ศรีเครือเนตร ผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคาย, นายไพฑูรย์ มหาชื่นใจ รองผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคาย, พ.อ.เรวัฒ ธรรมจิรเดช เสธ.กองกำลังสุรศักดิ์มนตรี, พล.ต.ต.อัทธชนม์ ช่วงงาม ผบก.จ.หนองคาย, พ.อ.วีรเทพ การุณรอบดุล รอง ผอ.รมน.จังหวัด น.ค.(ท.), นายประทีป อุ่ยเจริญ ปลัดจังหวัดหนองคาย พร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ร่วมกันแถลงข่าวการจับกุมครั้งนี้ สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2568 หน่วยเฝ้าตรวจชายแดนที่ 21 ได้รับรายงานด้านการข่าวจาก ชุดปฏิบัติการข่าวที่ 3 กองกำลังสุรศักดิ์มนตรี ได้ทราบว่ามีความเคลื่อนไหวจากกลุ่มนัก ค้ายาเสพติด ในพื้นที่ บ้านควายแดง เมืองหาดทรายฟอง เขตนคร หลวงเวียงจันทน์ ฝั่งตรงข้าม บ้านบอน หมู่ 4 ตำบลหาดคำ อำเภอเมืองหนองคาย จังหวัดหนองคาย ว่าจะมีการขนย้ายยาเสพติดข้ามมายังฝั่งไทย ในห้วงวันที่ 2-5 ธันวาคม 2568

จากการสอบถามผู้ต้องหาเบื้องต้น รับว่าทำมาแล้ว 2 ครั้ง ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 3 ได้รับค่าจ้างครั้งละ 7,000 บาท ครั้งนี้เมื่อส่งของเสร็จจึงจะได้รับเงินค่าจ้าง ซึ่งของกลางทั้งหมดคาดว่า น่าจะนำไปส่งในพื้นที่ภาคใต้ เจ้าหน้าที่จึงได้ควบคุมผู้ต้องหาพร้อมของกลาง ส่ง สภ.เมืองหนองคาย ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป


พรพิพัฒน์ รายงาน

เหตุการณ์เสียงระเบิดในพื้นที่ห้วยตามาเรีย

กองทัพภาคที่ 2 ขอชี้แจงต่อสาธารณชนและผู้เกี่ยวข้องว่า เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2568 เวลา 14.20 น. หน่วย ร้อย.ร.1622 ซึ่งปฏิบัติภารกิจในพื้นที่ ห้วยตามาเรีย บริเวณเส้นทางยุทธวิธีสร้างใหม่ เป็นจุดกลับรถหน้าฐานปฏิบัติการ ได้ตรวจพบเหตุระเบิดขึ้น และหลังจากเข้าตรวจสอบพบว่าเป็นทุ่นระเบิดสังหารบุคคลชนิด PMN-2 จำนวน 1 ลูก ซึ่งได้เกิดการระเบิดขึ้นในพื้นที่ดังกล่าว ทั้งนี้จากการตรวจสอบสภาพพื้นที่และการให้ข้อมูลของกำลังพลในพื้นที่ สันนิษฐานว่าเป็นทุ่นระเบิดที่ถูกวางไว้ในแนวทุ่นระเบิดเดิมที่ฝ่ายกัมพูชาวางไว้เพื่อชะลอหรือป้องกันการรุกไล่ติดตามของฝ่ายเราในห้วงที่พื้นที่ยังไม่สามารถควบคุมได้อย่างสมบูรณ์ ก่อนที่ฝ่ายเราจะเข้าควบคุมพื้นที่ได้ในเวลาต่อมา

จากการประเมินสถานการณ์เบื้องต้น เมื่อฝ่ายเราสามารถเข้าควบคุมพื้นที่ได้แล้วและมีการเปิดเส้นทางยุทธวิธีใหม่ด้วยยานยนต์ ทุ่นระเบิดดังกล่าวจึงอาจถูกรถจักรที่เข้าดำเนินการปรับเกลี่ยออกไปด้านข้างแนวถนนและเกิดการทับถมจากดินและวัสดุที่ใช้ในการก่อสร้าง และเมื่อได้รับแรงกดทับจากยานยนต์ในระดับที่เพียงพอ กลไกจุดระเบิดของทุ่น PMN-2 จึงทำงานและทำให้เกิดการระเบิดขึ้น โดยในระหว่างเกิดเหตุไม่ปรากฏความเคลื่อนไหวของกำลังทหารฝ่ายกัมพูชาในพื้นที่โดยรอบ ในห้วงเวลาที่ฝ่ายเราเข้าควบคุมพื้นที่

ภายหลังเหตุการณ์ หน่วยในพื้นที่ได้ดำเนินการเก็บกู้และรักษาสภาพหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับทุ่นระเบิด PMN-2 จัดทำบันทึกรายละเอียดพื้นที่เกิดเหตุ รวมทั้งประเมินแนวโน้มการกระจายของทุ่นระเบิดในบริเวณใกล้เคียง พร้อมทั้งเตรียมประสานส่งมอบหลักฐานให้กับหน่วย นปท. และหน่วยพิสูจน์หลักฐานเพื่อดำเนินการตรวจสอบเชิงลึกและจัดทำฐานข้อมูลด้านทุ่นระเบิดต่อไป นอกจากนี้ได้เพิ่มมาตรการเฝ้าระวังและตรวจค้นเพิ่มเติมในบริเวณแนวถนนและพื้นที่ต้องสงสัยโดยรอบ เพื่อความปลอดภัยของกำลังพลและประชาชน รวมถึงแจ้งทุกหน่วยในพื้นที่รับผิดชอบให้จัดทำเครื่องหมายในพื้นที่ที่อาจเกิดอันตรายจากทุ่นระเบิด

ทั้งนี้สรุปได้ว่าเหตุระเบิดครั้งนี้มีลักษณะสอดคล้องกับทุ่นระเบิดที่ถูกวางไว้เดิมในพื้นที่ทุ่นระเบิดด้านกัมพูชาและถูกเคลื่อนย้ายหรือเกลี่ยโดยการทำถนน จนได้รับแรงกดทับเพียงพอทำให้ระเบิดขึ้นเอง จึงคาดว่าเป็นทุ่นระเบิดที่กัมพูชาวางไว้ในช่วงที่ถูกฝ่ายเรารุกคืบไล่ติดตามจนเข้ายึดครองพื้นที่ปฏิบัติการได้ในที่สุด


พรพิพัฒน์ รายงาน

GAC AION Thailand ผู้ผลิตยานยนต์ไฟฟ้า มอบสิทธิพิเศษ เพื่อส่งความห่วงใยให้กับผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้

GAC AION Thailand ผู้ผลิตยานยนต์ไฟฟ้า มอบสิทธิพิเศษ เพื่อส่งความห่วงใยให้กับผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้

GAC AION Thailand ขอส่งกำลังใจและความห่วงใยอย่างสุดซึ้งไปยังพี่น้องประชาชนและลูกค้าในพื้นที่ภาคใต้ที่กำลังเผชิญวิกฤตอุทกภัย โดยบริษัทฯ ตระหนักถึงความเดือดร้อนและต้องการเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่าย พร้อมดูแลรถยนต์ของท่านให้กลับมาใช้งานได้อย่างปลอดภัยโดยเร็วที่สุด จึงขอมอบมาตรการช่วยเหลือพิเศษ ดังนี้

นโยบายช่วยเหลือด้านบริการหลังการขาย สำหรับลูกค้า GAC AION ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้

  1. ส่วนลดค่าอะไหล่ 30%
  2. ฟรี! บริการยกรถไปยังศูนย์บริการ GAC ที่ใกล้ที่สุด
  3. ฟรี! ตรวจเช็กสภาพรถ 49 รายการ สำหรับรถที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม
    เงื่อนไขการรับสิทธิ์ : 1.สิทธิประโยชน์นี้สำหรับลูกค้าที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย และนำรถเข้ารับบริการภายในระยะเวลาแคมเปญเท่านั้น, 2.สิทธิประโยชน์นี้ใช้ได้เฉพาะค่าใช้จ่ายส่วนที่ลูกค้าเป็นผู้ชำระเงินเท่านั้น ไม่ครอบคลุมกรณีเคลมประกันภัยหรือกรณีที่บริษัทประกันภัยเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่าย
  4. ลูกค้าสามารถรับบริการได้ที่ศูนย์บริการมาตรฐาน GAC AION ในพื้นที่ 7 จังหวัดภาคใต้ ได้แก่ ตรัง, นครศรีธรรมราช, นราธิวาส, ปัตตานี, พัทลุง ,สงขลา และยะลา ระยะเวลาแคมเปญ: 27 พฤศจิกายน 2568 ถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569
  5. ส่วนลดนี้ไม่ครอบคลุมถึง ชุดอุปกรณ์ตกแต่ง ยางรถยนต์ แบตเตอรี่ อะไหล่สิ้นเปลือง และของเหลวทุกชนิด
  6. สิทธิประโยชน์ดังกล่าวไม่สามารถแลกเปลี่ยนเป็นเงินสดหรือบริการอื่นได้
  7. บริษัทฯ ขอสงวนสิทธิ์ในการยกเลิก หรือเปลี่ยนแปลงสิทธิพิเศษ โดยมิต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

GAC AION Thailand พร้อมอยู่เคียงข้างลูกค้าในทุกสถานการณ์และขอเป็นกำลังใจให้พี่น้องชาวใต้ผ่านพ้นวิกฤตครั้งนี้ไปได้โดยเร็ว ลูกค้าที่ได้รับผลกระทบสามารถนัดหมายเข้ารับบริการได้ที่ศูนย์บริการ GAC AION ในพื้นที่ 7 จังหวัดภาคใต้ หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ GAC AION Call Center โทร 02-013-9999 และติดตามข่าวสารได้ทาง Facebook : GAC AION Thailand

ผู้ที่สนใจรถยนต์พลังงานใหม่จาก GAC AION Thailand สามารถดูรายละเอียดแลเงื่อนไขเพิ่มเติมได้ทางเว็บไซต์ www.aionauto.com/th-th/ และลงทะเบียนเพื่อทดลองขับได้ที่ www.aionauto.com/th-th/test-drive/AION%20V

เกี่ยวกับ GAC Group
GAC Group เป็นบริษัทผู้ผลิตยานยนต์ระดับโลกที่มุ่งมั่นส่งมอบคุณค่าให้กับอุตสาหกรรม ผ่านผลิตภัณฑ์คุณภาพสูง นวัตกรรมล้ำสมัย และบริการที่ยอดเยี่ยม โดยมีเป้าหมายในการก้าวสู่ระดับแนวหน้าของผู้ผลิตรถยนต์ชั้นนำของโลกที่น่าเชื่อถือในระดับโลก โดย GAC Group ได้ก้าวสู่ตลาดรถยนต์โลกอย่างเป็นทางการในปี 2013 และเติบโตเข้าสู่ตลาดอย่างมั่นคง ด้วยการยึดมั่นในคุณค่าแห่ง “คุณภาพระดับแนวหน้าและเทคโนโลยีล้ำสมัย” พร้อมหลักการ “ยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง บริการจากภายใน” เพื่อสร้างแบรนด์ที่เชื่อถือในเวทีสากล และยกระดับประสบการณ์ของผู้ใช้งานทุกมิติ

ปัจจุบัน GAC Group มีสำนักงานใหญ่จำนวน 5 แห่ง ครอบคลุมกว่า 74 ประเทศทั่วโลก ได้แก่ ประเทศอเมริกา, ยุโรป, เอเชียแปซิฟิก, กลุ่มประเทศ CIS และอียิปต์ เสริมศักยภาพการขยายตัวในตลาดต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง ด้วยการขับเคลื่อนนวัตกรรมที่โดดเด่นและวัฒนธรรมขององค์กรที่แข็งแกร่ง ด้วยความสำเร็จที่โดดเด่น GAC Group ได้รับการจัดอันดับใน Fortune Global 500 ต่อเนื่องถึง 12 ปี โดยในปี 2024 อยู่ที่อันดับ 181 มีบุคลากรระดับแนวหน้ากว่า 100,000 คน ครอบคลุม 15 ประเทศทั่วโลก รวมถึงทีมวิจัยและพัฒนา (R&D) กว่า 6,000 คนที่เป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี

GAC Group มีศูนย์วิจัยและพัฒนา (R&D Centers) ในจีน สหรัฐอเมริกา และอีกหลากหลายประเทศ พร้อมครอบครองเทคโนโลยีด้านสิทธิบัตรหรือสิทธิการอนุญาตกว่า 18,600 รายการ และผลงานการพัฒนาอัจฉริยะกว่า 7,500 รายการ ครอบคลุมเทคโนโลยีและนวัตกรรมขององค์กร

ด้านศักยภาพทางผลิต GAC Group มียอดขายกว่า 2.5 ล้านคันในปี 2023 ติดอันดับ 4 ของอุตสาหกรรมยานยนต์จีน โดยปัจจุบันมีแบรนด์รถยนต์ในเครือที่ยืนหยัดด้วย 3 แบรนด์ได้แก่ AION, HYPTEC และ GAC Motor นอกจากนี้ GAC Group ยังเป็นพันธมิตรเชิงกลยุทธ์กับแบรนด์ชั้นนำในผู้ผลิตชั้นนำ ได้แก่ HONDA และ TOYOTA ผ่านบริษัทระหว่าง GAC HONDA และ GAC TOYOTA ในฐานะผู้นำอุตสาหกรรมยานยนต์พลังงานใหม่ GAC Group ใช้ Big Data ขับเคลื่อนโซลูชันพลังงานอัจฉริยะ และระบบ AI ผ่านการทดสอบที่มีความแม่นยำสูงถึง 95% พร้อมยกระดับขอบเขตการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน ตั้งแต่การผลิต พัฒนา เทคโนโลยี ไปจนถึงการให้บริการระดับโลก

GAC Group ไม่เพียงแค่เป็นผู้นำด้านยานยนต์ แต่ยังเน้นย้ำถึงการดำเนินธุรกิจด้วยเจริญธรรม ความโปร่งใส และความมุ่งมั่นในการสร้างสรรค์ประสบการณ์ความพึงพอใจมากกว่า เพื่อส่งมอบคุณค่าที่เหนือกว่าให้แก่ผู้บริโภคทั่วโลก


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

ไทยคว้า อันดับ 2 เอเชีย ในการแข่งขันฝีมือแรงงาน เอเชีย ครั้งที่ 3

อธิบดี กพร.ต้อนรับเยาวชนไทยกลับประเทศ หลังคว้า 3 เหรียญทอง 5 เหรียญเงิน 3 เหรียญทองแดง และ 1 เหรียญฝีมือยอดเยี่ยม จากการแข่งขันฝีมือแรงงานเอเชีย ครั้งที่ 3 ไทเป ไต้หวัน

เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2568 นายสมาสภ์ ปัทมะสุคนธ์ อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เปิดเผยว่า การแข่งขันฝีมือแรงงานเอเชีย ครั้งที่ 3 ณ ไทเป ไต้หวัน ได้เสร็จสิ้นลงแล้วเมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2568 โดยเยาวชนไทยสามารถคว้าเหรียญรางวัลมาได้ 3 เหรียญทอง ได้แก่ 1) นายปิยังกูร มารัศมี และนายธีรภัทร เตชะชมภูเวทย์ สาขาเมคคาทรอนิกส์ พร้อมเหรียญรางวัล Best of Nation 2) นายศักรินทร์ สังคนุช สาขาการแต่งผม 3) นางสาวพัชรมล ลิ่มทอง สาขาการบริการอาหารและเครื่องดื่ม 5

เหรียญเงิน ได้แก่ 1) นายรัชชานนท์ ทิพฤาชา สาขาเทคโนโลยีงานเชื่อม 2) นายนครินทร์ จรูญพันธุ์วณิช สาขาการประกอบอาหาร 3) นายวัชระ มาลาศรี และนายสุวิจักขณ์ จักวาโชติ สาขาหุ่นยนต์เคลื่อนที่ 4) นายอัครเดช จันทร์เพี้ยฟาน สาขาการซ่อมตัวถังรถยนต์ 5) นายศุภกฤต แสงธูป สาขาการก่ออิฐ 3

เหรียญทองแดง ได้แก่ 1) นายอนุวัฒณ์ บำขุนทด สาขาเทคโนโลยีระบบไฟฟ้าภายในอาคาร 2) นายศักดิ์สิทธิ์ พิมพ์รัตน์ สาขาเทคโนโลยีระบบทำความเย็น 3) นางสาวชญานิศวร์ ศรีสวัสดิ์เพ็ญ สาขาการดูแลผู้สูงอายุและผู้ป่วย และ 1 เหรียญฝีมือยอดเยี่ยม คือ นายฐิติวัฒน์ ชูทรัพย์ สาขาเทคโนโลยีเว็บ

นอกจากนี้ยังได้รับรางวัลทุ่มเทเสียสละอีก 4 เหรียญ ได้แก่ 1) ว่าที่ร้อยตำรวจโท กรวิชญ์ ในกระโทก และนายนันท์ธร จอมศิลป์ สาขาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ 2) นายสรัล เอกบุศย์ สาขาสร้างโมเดลเกมสามมิติ 3) นายณัฐวุฒิ จันทร์ศรี สาขาจัดดอกไม้ 4) นางสาวกัญญาวีร์ สุภาโชค สาขาต่อประกอบมุมไม้

ซึ่งเยาวชนทั้งหมดได้เดินทางกลับประเทศไทยวานนี้เวลา 16.50 น. ผมและคณะผู้บริหารกรม จึงมาต้อนรับเยาวชนไทย ทั้ง 19 คน และคณะผู้เชี่ยวชาญที่ไปทำหน้าที่เป็นคณะกรรมการในการแข่งขันครั้งนี้ และในวันนี้ (2 ธันวาคม 2568) จะจัดงานมอบรางวัล และขอบคุณผู้สนับสนุนการแข่งขันในครั้งนี้ด้วย ณ โรงแรม ดิ เอมเมอรัลด์ โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน มาเป็นประธานมอบรางวัล

นายสมาสภ์ฯ กล่าวต่อไปว่า การแข่งขันในครั้งนี้ ทางเจ้าภาพไต้หวัน ได้จัดพิธีปิดอย่างยิ่งใหญ่ สุดอบอุ่น เยาวชนไทยทุกคน ทำผลงานได้ดีสามารถคว้าเหรียญรางวัลมาได้ รวม 12 เหรียญ ทำให้น้องๆ เยาวชนได้สร้างเสริมประสบการณ์ ขณะเดียวกันเป็นการโชว์ศักยภาพด้านทักษะฝีมือของแรงงานไทยในภูมิภาคเอเชีย สามารถสร้างชื่อเสียงให้แก่ประเทศไทยให้เป็นที่ยอมรับ นอกจากนี้ เยาวชนจะได้รับโอกาสในการเป็นตัวแทนประเทศไปแข่งขันฝีมือแรงงานนานาชาติ ครั้งที่ 48 ณ นครเซี่ยงไฮ้ สาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน จะส่งเยาวชนเข้าร่วมการแข่งขันอย่างต่อเนื่อง


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน