กมธ.การทหาร ลงพื้นที่ความมั่นคงเชิงมิติทางสังคมในพื้นที่จังหวัดสงขลา

* กมธ.การทหาร ลงพื้นที่ความมั่นคงเชิงมิติทางสังคมในพื้นที่จังหวัดสงขลา*

วันเสาร์ที่ 17 มกราคม 2569 เวลา 13.00 นาฬิกา พลเอก สวัสดิ์ ทัศนา ประธาน คณะกรรมาธิการการทหารและความมั่นคงของรัฐ, นายสมบูรณ์ หนูนวล รองประธาน คนที่หนึ่ง, ร้อยตำรวจเอก ฉลอง ทองนะ รองประธาน คนที่สอง, ผู้ช่วยศาสตราจารย์นิฟาริด ระเด่นอาหมัด รองประธาน คนที่สาม, นายไชยยงค์ มณีรุ่งสกุล โฆษกและเลขานุการคณะกรรมาธิการ กรรมาธิการ, อนุกรรมาธิการ และที่ปรึกษาอนุกรรมาธิการกิจการทหารด้านความมั่นคงแบบองค์รวม เดินทางลงพื้นที่รับทราบความมั่นคงมิติสังคมและบทบาทวัดในฐานะศูนย์รวมจิตใจและเป็นแหล่งบ่มเพาะคุณธรรมให้แก่ประชาชนในพื้นที่ ณ วัดนาทวี จังหวัดสงขลา

ในการนี้ พระครูสุวัฒนาภรณ์ (สุภัตร อริโย) เจ้าอาวาสวัดนาทวี ให้การต้อนรับ พลเอก สวัสดิ์ ทัศนา ประธานกรรมาธิการ และคณะเดินทาง

จากนั้น พระครูสุวัฒนาภรณ์ (สุภัตร อริโย) เจ้าอาวาสวัดนาทวี ได้นำ ฝพลเอก สวัสดิ์ ทัศนา ประธานกรรมาธิการ และคณะเดินทาง เข้านมัสการพระพุทธรูปในวัดนาทวีที่ตั้งในพื้นที่รอยต่อระหว่างจังหวัดสงขลากับพื้นที่ที่มีสถานการณ์ความไม่สงบและส่งผลให้อำเภอนาทวีทำหน้าที่ทั้งเป็นพื้นที่รองรับการปฏิบัติการด้านความมั่นคงและเป็นพื้นที่กันชนระหว่างศูนย์ กลางเศรษฐกิจของจังหวัดสงขลากับพื้นที่ความขัดแย้ง จชต. ซึ่งความสำคัญดังกล่าวทำให้อำเภอนาทวีอยู่ในขอบเขตการรักษาความมั่นคงทางพหุวัฒนธรรมที่มีความหลากหลายทางศาสนาและอัตลักษณ์ในบริบทพื้นที่ที่มีความอ่อนไหวทางการเมืองและวัฒนธรรมร่วมกันกับ 3 จชต. ด้วย

ต่อจากนั้น เวลา 16.00 น. พลเอก สวัสดิ์ ทัศนา ประธานกรรมาธิการ และคณะเดินทาง ร่วมกับสมาคมวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้เดินทางไปสนับสนุนด้านโครงสร้างพื้นฐานพลังงานแก่ประชาชนในพื้นที่ภาคใต้ โดยมอบอุปกรณ์ไฟฟ้าและท่อร้อยสายไฟทั้งระบบแรงสูงและแรงต่ำ ณ เทศบาลเทศบาลนครหาดใหญ่

ในการนี้ นางสาววิริยา วิปุลากร รองนายกเทศมนตรีนครหาดใหญ่ ได้ให้การต้อนรับ พลเอก สวัสดิ์ ทัศนา ประธานกรรมาธิการ และคณะเดินทาง

จากนั้น นางสาววิริยา วิปุลากร รองนายกเทศมนตรีนครหาดใหญ่ ได้นำ พลเอก สวัสดิ์ ทัศนา ประธานกรรมการ และคณะเดินทาง รับมอบอุปกรณ์ไฟฟ้าและท่อร้อย สายไฟทั้งระบบแรงสูงและแรงต่ำ รวมมูลค่ากว่า 1,034,024.10 บาท เพื่อฟื้นฟูและเสริมสร้างความมั่นคงด้านสาธารณูปโภคในพื้นที่ที่ประสบปัญหาและมีความเปราะบางเชิงโครงสร้าง การดำเนินการดังกล่าวสะท้อนบทบาทของคณะกรรมาธิการการทหารฯ ในมิติความมั่นคงแบบองค์รวม ซึ่งไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะมิติทางทหาร หากแต่ครอบคลุมถึงความมั่นคงของประชาชน ความมั่นคงด้านพลังงาน และความมั่นคงของโครงสร้างพื้นฐานที่มีความสำคัญยิ่งต่อการดำรงชีวิตและการพัฒนาเศรษฐกิจในพื้นที่ชายแดนและพื้นที่อ่อนไหวด้านความมั่นคง ความร่วมมือกับองค์กรวิชาชีพด้านวิศวกรรม ยังสะท้อนแนวคิดการบูรณาการองค์ความรู้ทางเทคนิคกับกลไกด้านนโยบายและการกำกับดูแลของฝ่ายนิติบัญญัติ เพื่อให้การแก้ไขปัญหาความมั่นคงมีความยั่งยืน ลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติและความเสียหายต่อระบบสาธารณูปโภค ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐในระยะยาว

โดยกิจกรรมดังกล่าวสามารถมองได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของการเสริมสร้าง “ความมั่นคงจากฐานราก” เพื่อให้การรักษาความมั่นคงของรัฐสอดคล้องกับบริบทพื้นที่ความต้องการของประชาชน และการพัฒนาประเทศอย่างสมดุลและยั่งยืนต่อไป


กมธ.การทหาร ลงพื้นที่ ติดตามตรวจสอบการแก้ไขปัญหาความรุนแรง จชต. ณ กอ.รมน.ภ.4 สน. ค่ายสิรินธร จ.ปัตตานี

กมธ.การทหาร ลงพื้นที่ ติดตามตรวจสอบการแก้ไขปัญหาความรุนแรง จชต. ณ กอ.รมน.ภ.4 สน. ค่ายสิรินธร จังหวัดปัตตานี

วันเสาร์ที่ 17 มกราคม 2569 เวลา 09.30– 11.30 นาฬิกา พลเอก สวัสดิ์ ทัศนา ประธาน คณะกรรมาธิการการทหารและความมั่นคงของรัฐ, นายสมบูรณ์ หนูนวล รองประธาน คนที่หนึ่ง, ร้อยตำรวจเอก ฉลอง ทองนะ รองประธาน คนที่สอง, ผู้ช่วยศาสตราจารย์นิฟาริด ระเด่นอาหมัด รองประธาน, คนที่สาม นายไชยยงค์ มณีรุ่งสกุล โฆษกและเลขานุการคณะกรรมาธิ การ กรรมาธิการ อนุกรรมาธิการและที่ปรึกษาอนุกรรมาธิการกิจการทหารด้านความมั่นคงแบบองค์รวมเดินทางไปศึกษาดูงานเพื่อติดตามตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้า ที่ฝ่ายความมั่นคง ณ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ค่ายสิรินธร อำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี ในการนี้ พลโท นรทิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 พร้อมด้วยเจ้าหน้าที้ให้การต้อนรับ พลเอก สวัสดิ์ ทัศนา ประธาน คณะกรรมาธิการการทหารและความมั่นคงของรัฐ พร้อมคณะเดินทาง

จากนั้น แม่ทัพภาคที่ 4 ได้นำ พลเอก สวัสดิ์ ทัศนา ประธานกรรมาธิการ และคณะเดินทางเข้ารับฟังบรรยายสรุปและแลกเปลี่ยนความเห็น รวมทั้งปรึกษาหารือประเด็นการน้อมนำศาสตร์พระราชา เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา ดำเนินการเสริมสร้างความร่วมมือ ร่วมแรง ร่วมใจ ในการเสริมสร้างสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างมั่นคงและยั่งยืนกับประธานชมรมผู้ร่วมพัฒนาชาติไทยภาคใต้ ผรท. พร้อมกับผอ.รมน.ภาค 4 สน. และผู้แทนจากกลุ่มต่าง ๆ ดังนี้

(1) ผรท.โจรจีนคอมมิวนิสต์มาลายา ผรท.บีอาร์เอ็นและผรท.พูโล จากพื้นที่อำเภอสะบ้าย้อย อำเภอนาทวี อำเภอจะนะ อำเภอสะเดา ของจังหวัดสงขลา และอำเภอกาบัง ของจังหวัดยะลา ซึ่งเป็นกลุ่ม ผรท.จากพื้นที่ในการสะท้อนงานพัฒนาทางสังคมและความมั่นคงของรัฐในพื้นที่ชายแดนภาคใต้และชายแดนไทย – มาเลเซีย โดยมีรากฐานจากความขัดแย้งทางอุดมการณ์และการเมืองในอดีต ก่อนที่รัฐจะปรับแนวทางจากการใช้มาตรการด้านความมั่นคงเชิงแข็งไปสู่การผนวกกลไกทางสังคม เศรษฐกิจ และการเมือง เพื่อฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับประชาชน การดำรงอยู่ของกลุ่มดังกล่าวจึงเป็นทั้งบทเรียนและตัวชี้วัดสำคัญต่อการกำหนดนโยบายด้านการทหารและความมั่นคงของรัฐในปัจจุบัน ซึ่งกรรมาธิการการทหารฯสามารถนำไปใช้พิจารณาเสนอแนะการปรับปรุงกลไกการบริหารจัดการความมั่นคงให้สอดคล้องกับบริบททางสังคมและการสร้างสันติภาพอย่างยั่งยืนในภาพรวม

(2) ผรท.พูโล ผรท.บีอาร์เอ็น และผรท.บีเอ็นพีพี จากจังหวัดปัตตานีและจังหวัดยะลา ซึ่งเป็นกลุ่ม ผรท.ที่มีที่มาจากขบวนการพูโล บีอาร์เอ็น และบีเอ็นพีพี ในพื้นที่จังหวัดปัตตานีและจังหวัดยะลา เพื่อสะท้อนพลวัตทางสังคมและความมั่นคงของรัฐในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งรัฐได้ปรับบทบาทจากการควบคุมด้านการทหารเพียงอย่างเดียวไปสู่การใช้มาตรการบูรณาการทางการเมืองและสังคมในการดึงผู้เห็นต่างเข้าสู่กระบวนการของรัฐ ประเด็นดังกล่าวจึงมีนัยสำคัญต่อการพิจารณาของกรรมาธิการการทหารฯในการเสนอแนะเพื้อกำหนดทิศทางนโยบายที่มุ่งเสริมสร้างความไว้วางใจ ลดเงื่อนไขความขัดแย้ง และสนับสนุนเสถียรภาพด้านความมั่นคงในภาพรวมอย่างยั่งยืน

(3) ผรท.พูโล ผรท.บีอาร์เอ็น ผรท.บีเอ็นพีพี มูจาฮิดินอิสลามปัตตานี ในพื้นที่จังหวัดนราธิ วาส และ ผรท.ที่พักพิงในต่างประเทศ รวมจำนวน 100 คน

อย่างไรก็ตาม ประธานคณะกรรมาธิการการทหารฯ มีความคาดหวังและเป้าหมายในการเสนอแนะแก้ไขปัญหาความไม่สงบและความรุนแรงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ตลอดจนการให้ความช่วยเหลือและติดตามให้ผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย (ผรท.)ที่ยังไม่ได้รับการเยียวยาหรือการดูแลจากภาครัฐอย่างเป็นรูปธรรมให้ได้รับสิทธิ์ตามที่นโยบายหรือกฎหมายของคณะรัฐมนตรีชุดต่างๆที่ผ่านมาโดยคณะกรรมการฯยังไม่ได้รับทราบข้อมูลเกี่ยว การช่วยเหลือ/แก้ไข ผรท.ดังกล่าวอย่างชัดเจนเพียงพอซึ่งถือว่ามีความจำเป็นในการช่วยให้การแก้ไขปัญหามีทางออกและประสบความสำเร็จได้มากขึ้นหากภาครัฐทั้งฝ่ายความมั่นคง ฝ่ายปก ครอง ฝ่ายตำรวจ และฝ่ายพลเรือนประสานและร่วมมือกันอย่างเพียงพอมากขึ้น การทำงานจะเกิดผลดีต่อการแก้ไขปัญหาความไม่สงบและความรุนแรงในพื้นที่ได้อย่างชัดเจนมากยิ่งขึ้นด้วย

ทั้งนี้ คณะกรรมาธิการจะนำข้อมูล ข้อเท็จจริง และข้อเสนอแนะ ณ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ค่ายสิรินธร อำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานีมาประกอบการพิจารณาศึกษาเสนอแนะไปยังรัฐบาลเพื่อขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติด้านความมั่นคงตามอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมาธิการตามที่รัฐธรรมนูญและกฎหมายกำหนดไว้ภายใต้กรอบของฝ่ายนิติบัญญัติให้บังเกิดผลมากยิ่งขึ้นต่อไป


กมธ.การทหาร ลงพื้นที่ให้กำลังใจแก่ผู้บริหาร และพนักงานสถานีบริการน้ำมันในพื้นที่ จ.ยะลา ซึ่งได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้น ณ จังหวัดยะลา

กมธ.การทหาร ลงพื้นที่ให้กำลังใจแก่ผู้บริหาร และพนักงานสถานีบริการน้ำมันในพื้นที่จังหวัดยะลา ซึ่งได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้น ณ จังหวัดยะลา

วันเสาร์ที่ 17 มกราคม 2569 เวลา 08.30 – 09.30 นาฬิกา พลเอก สวัสดิ์ ทัศนา ประธาน คณะกรรมาธิการการทหารและความมั่นคงของรัฐ นายสมบูรณ์ หนูนวล รองประธาน คนที่หนึ่ง ร้อยตำรวจเอก ฉลอง ทองนะ รองประธาน คนที่สอง ผู้ช่วยศาสตราจารย์นิฟาริด ระเด่นอาหมัด รองประธาน คนที่สาม นายไชยยงค์ มณีรุ่งสกุล กรรมาธิการอนุกรรมาธิการและที่ปรึกษาอนุกรรมาธิการกิจการทหารด้านความมั่นคงแบบองค์รวม เดินทางลงพื้นที่รับทราบและให้กำลังใจแก่ผู้บริหารและ พนักงานสถานีบริการน้ำมันในพื้นที่จังหวัดยะลาซึ่งได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ระเบิดปั้มน้ำกว่า 10 แห่งในสัปดาห์ที่ผ่านมา

ในการนี้ นายนูรดีน บือราเฮง เจ้าของกิจการปั๊มน้ำมัน ปตท.418 (ขาเข้าตัวเมืองยะลา) ให้ การต้อนรับพลเอก สวัสดิ์ ทัศนา ประธานกรรมาธิการ และคณะเดินทาง

จากนั้น พลเอก สวัสดิ์ ทัศนา ประธานกรรมาธิการ และคณะเดินทาง ได้มอบกระเช้าเพื่อแสดงความห่วงใยและให้กำลังใจแก่ผู้บริหารและพนักงานสถานีบริการน้ำมันในพื้นที่จังหวัดยะลา โดยการลงพื้นที่ครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสะท้อนบทบาทของฝ่ายนิติบัญญัติในการติดตามสถานการณ์ด้านความมั่นคง ตลอดจนรับทราบผลกระทบต่อภาคเอกชนและประชา ชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งการมอบกระเช้าและการพบปะผู้ได้รับผลกระทบถือเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเสริมสร้างขวัญและกำลังใจ ควบคู่ไปกับการรับฟังข้อมูลเชิงประจักษ์เกี่ยวกับผลกระทบด้านความปลอดภัย เศรษฐกิจ และการดำเนินชีวิตประจำวัน ซึ่งข้อมูลดังกล่าวจะถูกนำไปใช้ประกอบการพิจารณาเชิงนโยบายของคณะกรรมาธิการ เพื่อสนับสนุนการกำหนดแนวทางด้านความมั่นคงที่สอดคล้องกับบริบทพื้นที่ และคำนึงถึงความปลอดภัยของประชาชนเป็นศูนย์กลาง

นอกจากนี้ ประธานคณะกรรมาธิการการทหารฯย้ำว่า การสร้างเสถียรภาพด้านความมั่นคงจำเป็นต้องอาศัยการบูรณาการระหว่างหน่วยงานด้านความมั่นคง ภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนในพื้นที่ โดยการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ผ่านการให้กำลังใจแก่ผู้ได้รับผลกระทบ เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในการเสริมสร้างความเชื่อมั่น ลดผลกระทบทางจิตวิทยา และสนับสนุนการฟื้นฟูความปกติสุขในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ด้วย

ทั้งนี้ คณะกรรมธิการจะได้นำข้อมูล ข้อเท็จจริง และข้อเสนอแนะที่ได้มาประกอบการพิจารณาตามหน้าที่และอำนาจที่รัฐธรรมนูญและกฎหมายกำหนดไว้ภายใต้กรอบฝ่ายนิติ บัญญัติต่อไป


กมธ.การทหาร ลงพื้นที่ติดตามการรักษาความปลอดภัยในชีวิต ทรัพย์สินและสงบเรียบร้อย ณ สถานีตำรวจภูธรเบตง อำเภอเบตง จังหวัดยะลา

กมธ.การทหาร ลงพื้นที่ติดตามการรักษาความปลอดภัยในชีวิต ทรัพย์สินและสงบเรียบร้อย ณ สถานีตำรวจภูธรเบตง อำเภอเบตง จังหวัดยะลา

วันพฤหัสบดีที่ 15 มกราคม 2569 เวลา 13.30 – 16.00 นาฬิกา พลเอก สวัสดิ์ ทัศนา ประธาน คณะกรรมาธิการการทหารและความมั่นคงของรัฐ วุฒิสภา, นายสมบูรณ์ หนูนวล รองประธาน คนที่หนึ่ง, ร้อยตำรวจเอก ฉลอง ทองนะ รองประธาน คนที่สอง, นายนิฟาริด ระเด่นอาหมัด รองประธาน คนที่สาม, กรรมาธิการ, อนุกรรมาธิการและที่ปรึกษาอนุกรรมาธิการกิจการทหารด้านความมั่นคงแบบองค์รวม เดินทางลงพื้นที่ติดตามงานการรักษาความปลอดภัยในชีวิต ทรัพย์สินและสงบเรียบร้อยของพื้นที่เมืองเบตง โดยเฉพาะงานการเฝ้าตรวจ การคัดกรองบุคคลที่ก่อคดีอาญาหรือคดีความมั่นคงหรือก่ออาชญากรรมข้ามชาติ การใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยดำเนินการ เช่น การใช้กล้อง CCTV การใช้โปรแกรมตรวจจับใบหน้าอัตโนมัติ ทั้งในพื้นที่ด่านตรวจคนเข้าเมือง ด่านศุลกากร และพื้นที่สาธารณะของอำเภอเบตง

ในการนี้ พ.ต.อ.จุฬาชัย แสงกุล รอง ผบก.ภ.จว. ยะลา, พ.ต.อ.จิรวัฒน์ ดูดิง ผกก.สภ.เบตง, พ.ต.ท.พงษ์ศักดิ์ ขุนบรรเทิง รอง ผกก.สส.เบตง, พ.ต.ท.มนพ ดำแดง สว.สส.สภ.เบตง ได้ให้การต้อนรับ พลเอก สวัสดิ์ ทัศนา ประธานกรรมาธิการ และคณะเดินทาง

ต่อจากนั้น พลเอก สวัสดิ์ ทัศนา ประธานกรรมาธิการ และคณะเดินทาง รับฟังบรรยายสรุป และแลกเปลี่ยนความเห็นเกี่ยวกับ การเฝ้าตรวจ การคัดกรองบุคคลที่ก่อคดีอาญาหรือคดีความมั่นคงหรือก่ออาชญากรรมข้ามชาติ โดยใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยดำเนินการ เช่น การใช้กล้อง CCTV การใช้โปรแกรมตรวจจับใบหน้าอัตโนมัติ ทั้งในพื้นที่ด่านตรวจคนเข้าเมือง ด่านศุลกากร และพื้นที่สาธารณะของอำเภอเบตง ดังนี้

(1) ความสำคัญของมาตรการเฝ้าตรวจและคัดกรองบุคคลในพื้นที่ชายแดนการเฝ้าตรวจและคัดกรองบุคคลในพื้นที่ชายแดนเป็นกลไกสำคัญในการเสริมสร้างความมั่นคงของรัฐ โดยเฉพาะบริเวณด่านตรวจคนเข้าเมือง ด่านศุลกากร และพื้นที่อำเภอเบตง ซึ่งเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ด้านกาเดินทาง การค้าชายแดน และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
(2) การนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ในการบริหารจัดการความมั่นคงการใช้เทคโนโลยีช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการตรวจสอบ ลดความเสี่ยงต่อการลักลอบเข้าเมือง การกระทำความผิดทางอาญา และอาชญากรรมข้ามชาติ รวมถึงช่วยลดความผิดพลาดจากการปฏิบัติงานของมนุษย์
(3) การติดตั้งระบบกล้องโทรทัศน์วงจรปิด (CCTV) มีการติดตั้งกล้อง CCTV ครอบคลุมเส้นทางเข้า–ออก พื้นที่สาธารณะ และเขตควบคุมพิเศษของด่านชายแดน เพื่อใช้ในการเฝ้าระวังและตรวจสอบความเคลื่อนไหวของบุคคลในพื้นที่
(4) การประยุกต์ใช้ระบบตรวจจับและวิเคราะห์ใบหน้า (Facial Recognition System) ระบบดังกล่าวถูกนำมาใช้เชื่อมโยงกับฐานข้อมูลของหน่วยงานด้านความมั่นคง ระบบตรวจคนเข้าเมือง และหน่วยงานตำรวจสากล (INTERPOL) เพื่อช่วยคัดกรองบุคคลต้องสงสัยได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ
(5) การสนับสนุนการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่เทคโนโลยีเฝ้าตรวจช่วยสนับสนุนการปฏิบัติงานเชิงรุกของเจ้าหน้าที่ เพิ่มประสิทธิภาพในการเฝ้าระวัง และลดภาระการทำงานในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูง
(6) การบูรณาการข้อมูลข่าวกรองระหว่างหน่วยงานภายในประเทศมีการประสานความร่วมมือระหว่างหน่วยงานความมั่นคง เช่น กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร กองทัพ ตำรวจ และหน่วยงานความมั่นคงชายแดน เพื่อให้การเฝ้าตรวจเป็นไปอย่างเป็นระบบและรัดกุม
(7) ความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านการประสานงานกับประเทศเพื่อนบ้านช่วยลดช่องโหว่ของการหลบหนีเข้าเมืองผิดกฎหมาย และเสริมประสิทธิภาพการควบคุมพื้นที่ชายแดน
(8) การสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยมาตรการเฝ้าตรวจและคัดกรองบุคคลช่วยสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยให้แก่ประชาชนและนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้าพื้นที่อำเภอเบตง
(9) การยกระดับความมั่นคงและการพัฒนาพื้นที่ชายแดนอย่างยั่งยืน
การใช้เทคโนโลยีเฝ้าตรวจและระบบคัดกรองอัตโนมัติเป็นแนวทางสำคัญในการเสริมสร้างความมั่นคง ป้องกันอาชญากรรม เสริมเสถียรภาพ และสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจในพื้นที่ชายแดนอย่างยั่งยืน

นอกจากนี้ ตำรวจภูธรจังหวัดยะลา และสถานีตำรวจภูธรเบตง ได้มีข้อเสนอในการติดตั้งระบบ ไบโอเมตริกซ์ (Biometrics) ในการตรวจอัตตลักษณ์บุคคลทางกายภาพ เช่น ใบหน้า, ลายนิ้วมือ, ม่านตา หรือลักษณะทางพฤติกรรม เช่น เสียงพูด, ลายเซ็น ที่เป็นเอกลักษณ์ของแต่ ละบุคคล เพื่อใช้ในการยืนยันตัวตนหรือระบุอัตลักษณ์ที่มีความแม่นยำสูงและยากต่อการปลอมแปลงเพื่อเพิ่มความปลอดภัยในพื้นทีให้กับจุดตรวจ ศอร.(ศูนย์อำนวยการร่วม) กม.2 ต.เบตง อ.เบตง ซึ่งเป็นทางเข้าเมืองเบตงเพื่อสนนับสนุนการปฏิบัติงานด้านความมั่นคง

พลเอก สวัสดิ์ ทัศนา ประธานกรรมาธิการได้กล่าวชื่นชมการปฏิบัติหน้าที่ที่เข้มแข็งของตำรวจภูธรจังหวัดยะลา และสถานีตำรวจภูธรเบตงในการรักษาความสงบเรียบร้อยทั้งการเฝ้าตรวจ การคัดกรองบุคคลที่ก่อคดีอาญาหรือคดีความมั่นคงหรือก่ออาชญากรรมข้ามชาติในพื้นที่ด่านตรวจคนเข้าเมือง ด่านศุลกากร และพื้นที่สาธารณะของอำเภอเบต จนทำให้เมืองเบตงเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่ปลอดภัยของจังหวัดชายแดนภาคใต้และทำให้การพัฒนาด้านต่าง ๆ ดำเนินไปได้อย่างเป็นรูปธรรม

ทั้งนี้ คณะกรรมาธิการจะได้นำข้อมูลข้อเท็จจริง และข้อเสนอแนะที่ได้รับทราบหรือจากการแลกเปลี่ยนความเห็นมาประกอบการพิจารณาตามหน้าที่และอำนาจตามที่รัฐธรรมนูญและกฎหมายกำหนดไว้ภายใต้กรอบฝ่ายนิติบัญญัติเพื่อประโยชน์สุขของสังคมโดยรวมต่อไป


กมธ.การทหาร ลงพื้นที่มั่นคงตะเข็บชายแดนประเทศไทยและประเทศมาเลเซีย

กมธ.การทหาร ลงพื้นที่มั่นคงตะเข็บชายแดนประเทศไทยและประเทศมาเลเซีย

วันพฤหัสบดีที่ 15 มกราคม 2568 เวลา 09.00 – 11.30 นาฬิกา พลเอก สวัสดิ์ ทัศนา ประธานคณะกรรมาธิการการทหารและความมั่นคงของรัฐ วุฒิสภา, นายสมบูรณ์ หนูนวล รองประธาน คนที่หนึ่ง, ร้อยตำรวจเอก ฉลอง ทองนะ รองประธาน คนที่สอง, นายนิฟาริด ระเด่นอาหมัด รองประธาน คนที่สาม, กรรมาธิการ พร้อมด้วยอนุกรรมาธิการและที่ปรึกษาอนุกรรมาธิการกิจการทหารด้านความมั่นคงแบบองค์รวม เดินทางลงพื้นที่มั่นคงชายแดนเพื่อเยี่ยมประชา ชนบ้านตาเซะ รัฐเปรัค หารือและให้กำลังใจกับผู้นำชุมชนที่อาศัยอยู่ตามแนวตะเข็บชาย แดนระหว่างประเทศไทยและประเทศมาเลเซีย เพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศ ณ บ้านตาเซะ รัฐเปรัค ประเทศมาเลเซีย

ในการนี้ นายอนันต์ ยอดสุวรรณ์ (กำนันอวุโส) เป็นล่ามให้กับคณะ มีนายนอรฮิซยาม บิน การ์โน หัวหน้ากิ่ง อำเภอเปิงกาลันฮูลู ร่วมต้อนรับพลเอก สวัสดิ์ ทัศนา ประธานคณะกรรมาธิการ โดยมีพระอาจารย์สามารถ เทวสิริ เจ้าอาวาสวัดพิกุลบุญญาราม รัฐเปรัค ซึ่งเป็นพระที่ผู้ประ สานงานด้านพระพุทธศาสนาของวัดในมาเลเซีย ได้ร่วมให้การต้อนรับสนทนาธรรมร่วมกับ พลเอก สวัสดิ์ ทัศนา ประธานคณะกรรมาธิการและคณะเดินทาง

ต่อจากนั้น นายอนันต์ ยอดสุวรรณ์ (กำนันอวุโส) นายนอรฮิซยาม บิน การ์โน หัวหน้ากิ่งอำเภอเปิงกาลันฮูลู พระอาจารย์สามารถ เทวสิริ นำคณะพลเอก สวัสดิ์ ทัศนา ประธานคณะกรรมาธิการและคณะเดินทางพบปะพูดคุยกับผู้นำชุมชนและประชาชนชาวไทยที่พำนักอาศัยอยู่ใรรัฐเปรัคอันเป็นพื้นที่รอยต่อชายแดน

โดยได้รับทราบสภาพความเป็นอยู่ของประชาชน

(1) มีลักษณะเฉพาะด้านภูมิรัฐศาสตร์ สังคม วัฒนธรรม และเศรษฐกิจใกล้เคียงกับชายแดนภาคใต้ของประเทศไทยมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งอำเภอเบตง (Betong) จังหวัดยะลา ที่มีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดและแน่นแฟ้นในฐานะเมืองเพื่อนบ้านชายแดนมีความความร่วมมือด้านคมนาคม เศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และวัฒนธรรม ตลอดจนการที่องค์รัชทายาทรัฐเปรัคเสด็จเยือนเมืองเบตงเพื่อกระชับสัมพันธไมตรีอยู่เป็นระยะจึงทำให้ความสัมพันธ์ไมตรีระหว่างรัฐเปรัคกับจังหวัดยะลาในฐานะเพื่อนบ้านที่มีชายแดนติดต่อกันในอดีตจนถึงปัจจุบันส่งผลให้ชาวมาเลเซียนิยมเดินทางมายังเมืองเบตงมากขึ้น

(2) ด่านพรมแดนอำเภอเบตงถือเป็นประตูเชื่อมต่อที่สำคัญของประชาชนหรือผู้คนในพื้นที่ชายแดนทั้งสองประเทศที่เดินทางข้ามไปมาหาสู่กันสะดวกทั้งเพื่อการค้า การท่องเที่ยว และเยี่ยมเยียนญาติพี่น้องของตนเองด้วย

(3) การที่รัฐบาลของสองประเทศได้ให้ความสำคัญกับการป้องกันและปราบปรามอาชญา กรรมข้ามชาติต่าง ๆ ในบริเวณพื้นที่ในฐานะเมืองเพื่อนบ้านชายแดนจะต้องรักษามาตรฐานและระดับที่ร่วมกันพัฒนาและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ชายแดนของทั้งสองประเทศที่ผ่านมาโดยดำเนินการป้องกันปัญหา อาทิ ยาเสพติด การค้ามนุษย์ การลัก ลอบค้าสัตว์ป่าข้ามชายแดน เป็นต้น อย่างต่อเนื่อง

คณะกรรมาธิการการทหารฯ วุฒิสภา ได้ตระหนักถึงความสำคัญของการมีส่วนร่วมของประชาชนในพื้นที่ชายแดนไทย – มาเลเซีย ซึ่งการพบปะพูดคุยดังกล่าวยังครอบคลุมถึงประเด็นการอยู่ร่วมกันอย่างสันติในสังคมพหุวัฒนธรรม การดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน และการเสริมสร้างความเข้มแข็งของเครือข่ายชุมชนชายแดน การให้กำลังใจและการสร้างปฏิสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดระหว่างคณะกรรมาธิการการทหารฯ วุฒิสภา กับผู้นำชุมชนในพื้นที่ชายแดนในการสร้างความเชื่อมั่นต่อบทบาทของรัฐ และช่วยลดช่องว่างระหว่างนโยบายระดับชาติและการปฏิบัติในระดับพื้นที่ที่มีความสอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงและสามารถตอบสนองต่อบริบทเฉพาะของพื้นที่ชายแดนได้อย่างมีประสิทธิภาพซึ่งถือเป็นรากฐานสำคัญของความร่วมมือระหว่างประเทศในระยะยาว ทั้งในมิติด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ และสังคม อันจะนำไปสู่เสถียรภาพและสันติภาพในพื้นที่ชายแดน

ทั้งนี้ คณะกรรมาธิการได้รับข้อมูลที่เป็นประโยชน์และจะนำมาประกอบการดำเนินงานของคณะกรรมธิการในการแก้ไขปัญหาความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ และสนับ สนุนภารกิจด้านนิติบัญญัติอันจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชนโดยรวม รวมทั้งเพื่อเป็นการกระชับความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศสืบไป


กมธ.การทหาร ลงพื้นที่ติดตามการพัฒนาชุมชนความมั่นคงตามแนวทางการแก้ไขปัญหาความไม่สงบด้วยการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ณ อำเภอเบตง จังหวัดยะลา

กมธ.การทหาร ลงพื้นที่ติดตามการพัฒนาชุมชนความมั่นคงตามแนวทางการแก้ไขปัญหาความไม่สงบด้วยการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ณ อำเภอเบตง จังหวัดยะลา

วันพฤหัสบดีที่ 15 มกราคม 2569 เวลา 04.30 – 06.30 นาฬิกา พลเอก สวัสดิ์ ทัศนา ประธาน คณะกรรมาธิการการทหารและความมั่นคงของรัฐ นายสมบูรณ์ หนูนวล รองประธาน คนที่หนึ่ง ร้อยตำรวจเอก ฉลอง ทองนะ รองประธาน คนที่สอง นายนิฟาริด ระเด่นอาหมัด รองประธาน คนที่สาม กรรมาธิการ และอนุกรรมาธิการที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิการกิจการทหารด้านความมั่นคงแบบองค์รวม ได้เดินทางไปศึกษาดูงานในมิติการพัฒนาในเรื่องของการพัฒนาพื้นที่เพื่อความมั่นคงจังหวัดชายแดนภาคใต้ ณ สกายวอล์อัยเยอร์เวง อำเภอเบตง จังหวัดยะลา

ในการนี้ นางสาวขนิษฐา แพมิ่ง ปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลอัยเยอร์เวง และคณะได้ให้ การต้อนรับ พลเอก สวัสดิ์ ทัศนา ประธานคณะกรรมาธิการ และคณะเดินทาง ซึ่งนางสาวขนิษฐา แพมิ่ง ปลัด อบต.อัยเยอร์เวง พร้อมคณะ ได้นำ พลเอก สวัสดิ์ ทัศนา ประธานคณะกรรมาธิการ และคณะเดินทาง เข้าศึกษาดูงานและรับฟังการบรรยายสรุปเกี่ยวกับพื้นที่เฉพาะที่ดำเนินงานภายใต้กรอบโครงการเมืองต้นแบบ “สามเหลี่ยมมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” ตามที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันอังคารที่ 4 ตุลาคม 2559 เห็นชอบหลักการบนแนวนโยบายที่เน้นการพัฒนาเศรษฐกิจแบบมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน และเชื่อมโยงเศรษฐกิจ ของจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยมีเมืองหนองจิก จังหวัดปัตตานี เป็นเมืองต้นแบบเกษตรอุตสาหกรรมก้าวหน้าและครบวงจร และมีเมืองเบตง จังหวัดยะลา เป็นเมืองต้นแบบการพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน รวมถึงเมืองสุไหงโกลก จังหวัดนราธิวาส เป็นเมืองต้นแบบการค้าชายแดนนานาชาติ

ตลอดระยะเวลาการพัฒนาเมืองต้นแบบด้วยการท่องเที่ยวเชิงนิเวศสกายวอล์อัยเยอร์เวง อำเภอเบตง จังหวัดยะลา ตามกิจกรรมก่อสร้างจุดชมวิวทะเลหมอกอัยเยอร์เวง (Sky walk) วงเงินงบประมาณ 91,160,000 บาท และกิจกรรมปรับปรุงถนนคอนกรีตเสริมเหล็ก สายทางขึ้นทะเลหมอกอัยเยอร์เวง วงเงินงบประมาณ 18,000,000 บาทภายใต้โครงการดังกล่าวได้ส่งผลให้การส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ (Eco-tourism) ควบคู่กับการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในท้องถิ่นและสร้างรายได้และการจ้างงานในท้องถิ่น โดยการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนในอำเภอเบตง อีกทั้งยังนำไปสู่การกระจายรายได้ไปยังพื้นที่ใกล้เคียง และเพิ่มพื้นที่ปลอดภัยมากขึ้นตามไปด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่บ้านธารมะลิ ตำบลอัยเยอร์เวง อำเภอเบตง ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพด้านทรัพยากรธรรมชาติ ภูมิทัศน์ และวัฒนธรรมสถิตอยู่เป็นทุนเดิมของประชาชนและชุมชนสู่สัญลักษณ์ของอำเภอเบตงที่สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ เพื่อความเข้มแข็งของเศรษฐกิจท้องถิ่นและภาพลักษณ์เชิงบวกของจังหวัดยะลา และการสนับสนุนยุทธศาสตร์การพัฒนาพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ในระยะยาวอย่างยั่งยืน

อย่างไรก็ตาม ประธานคณะกรรมาธิการได้มีข้อเสนอต่ออำเภอเบตงเห็นว่าการรักษาและช่วยส่งเสริมให้พื้นที่อื่น ๆ ในจังหวัดยะลาและจังหวัดใกล้เคียงได้มีโอกาสที่จะผลักดันและพัฒนาศักยภาพของตนเองทั้งด้านทรัพยากรธรรมชาติ ภูมิทัศน์ และวัฒนธรรมของประชาชนและชุมชนให้สอดคล้องกับวิถีชีวิต วิถีความเชื่อ และอัตลักษณ์ของพื้นที่นั้นในการเสริมสร้างความเข้มแข็งและยั่งยืนให้กับเศรษฐกิจด้วย

ทั้งนี้ คณะกรรมาธิการจะได้นำข้อมูล ข้อเท็จจริงและข้อเสนอแนะที่ได้รับฟังเพื่อให้การรักษาและช่วยส่งเสริมให้พื้นที่จังหวัดยะลาและจังหวัดใกล้เคียงมาประกอบการพิจารณาตามหน้า ที่และอำนาจตามที่รัฐธรรมนูญและกฎหมายกำหนดไว้ภายใต้กรอบของฝ่ายนิติบัญญัติให้เกิดผลต่อไป


ถล่มครั้งต่อไป… เมื่อไหร่?

ไม่มีใครตอบได้ว่า เหตุการณ์เครนถล่มครั้งต่อไปจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ แต่สิ่งที่ตอบได้คือ โครงการแบบไหน มีความเสี่ยงจะเกิดขึ้นอีก!

บทความนี้ไม่ได้เขียนขึ้นเพื่อกล่าวหาโครงการใดโครงการหนึ่ง แต่เขียนขึ้นเพื่อเตือนว่า การก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่ ไม่ว่าจะเป็น มอเตอร์เวย์ รถไฟความเร็วสูง หรือรถไฟฟ้า ล้วนมีความเสี่ยงสูง หากมาตรการความปลอดภัยไม่เข้มงวดจริง

เพราะทุกครั้งที่เครนถล่ม ความสูญเสียไม่ได้หยุดแค่โครงเหล็ก แต่มันหมายถึง ชีวิตของแรงงาน และประชาชนที่สัญจรอยู่ด้านล่าง

จากเหตุเครนถล่มในการก่อสร้างโครงการรถไฟความเร็วสูง กรุงเทพฯ-นครราชสีมา และโครงการมอเตอร์เวย์ M82 ช่วงบางขุนเทียน-บ้านแพ้ว บนถนนพระราม 2 เมื่อวันที่ 14-15 มกราคม 2569 ตามลำดับ คงไม่มีใครคาดคิดว่า “เหตุการณ์ที่ร้ายแรงแบบนี้” จะเกิดขึ้นต่อเนื่องติดกันถึง 2 วัน

โดยเฉพาะถนนพระราม 2 ซึ่งเคยเกิดอุบัติเหตุจากงานก่อสร้างมาแล้วหลายครั้ง ทั้งที่สังคมเชื่อมั่นว่า มาตรการป้องกันคงถูกยกระดับอย่างเข้มงวดแล้ว แต่สุดท้าย… อุบัติเหตุก็ยังเกิดขึ้นอีกจนได้

คำถามคือ ถ้าโครงการลักษณะนี้ยังเดินหน้าต่อไป ความเสี่ยงจะหายไปจริง หรือแค่รอวันปะทุอีกครั้ง

ผมจึงลองประเมินโครงการก่อสร้างในอนาคตอันใกล้ ที่มีลักษณะ “ทางยกระดับคร่อมถนนหรือทางรถไฟเดิม” ซึ่งหากขาดความรอบคอบเพียงเล็กน้อย อาจนำไปสู่เหตุการณ์ที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้นอีก

โครงการที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ

1. มอเตอร์เวย์

(1) มอเตอร์เวย์ M82 บางขุนเทียน-บ้านแพ้ว บนถนนพระราม 2 ยังไม่แล้วเสร็จ และเคยเกิดอุบัติเหตุหลายครั้ง ยังคงมีความเสี่ยง อีกทั้ง หากขยายการก่อสร้างออกไปถึงปากท่อ ความเสี่ยงจะยังคงอยู่อีกหลายปี

(2) มอเตอร์เวย์ M8 นครปฐม-ปากท่อ มีช่วงยกระดับคร่อมถนนเดิม เสี่ยงต่ออุบัติเหตุจากงานเครน

(3) มอเตอร์เวย์ M5 รังสิต-บางปะอิน เส้นทางคร่อมถนนพหลโยธินตลอดแนว หากเกิดอุบัติเหตุ เครนอาจทับรถที่สัญจรด้านล่างได้ทันที

2. รถไฟความเร็วสูง

(1) ช่วงกรุงเทพฯ-นครราชสีมา เพิ่งเกิดเหตุ แต่การก่อสร้างยังไม่เสร็จ ความเสี่ยงยังไม่จบ

(2) ช่วงนครราชสีมา-หนองคาย จะเริ่มก่อสร้างในอีกไม่นาน มีเส้นทางยกระดับประมาณ 56% โดยอยู่เหนือทางรถไฟเดิม หากเกิดเหตุอาจกระทบขบวนรถไฟด้านล่างโดยตรง

3. รถไฟฟ้า

(1) สายสีแดง รังสิต-ธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต เป็นก่อสร้างระดับพื้นดิน

(2) สายสีแดง ตลิ่งชัน-ศาลายา เป็นทางระดับพื้นดินเกือบทั้งหมด และตลิ่งชัน-ศิริราช บางช่วงเป็นทางยกระดับข้ามถนนหลัก (ถนนจรัญสนิทวงศ์) ยังคงมีความเสี่ยงเฉพาะจุด

ผมขอย้ำอีกครั้งว่า นี่ไม่ใช่การโจมตีโครงการใด แต่เป็นการตั้งคำถามต่อระบบความปลอดภัย ที่ผู้เกี่ยวข้องทุกภาคส่วนต้องเข้มงวดเอาจริงเอาจัง เพื่อไม่ให้เหตุการณ์อันน่าสะพรึงกลัวที่ต้องแลกด้วยชีวิตของเพื่อนมนุษย์เกิดขึ้นได้อีก

คุณคิดว่า ยังมีโครงการใดอีกที่สังคมควรจับตา ก่อนจะ “ถล่มครั้งต่อไป”?


ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์
อดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และอดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

‘พรรคไทยชนะ’ ถือฤกษ์มงคล กราบอนุสาวรีย์พระเจ้าตาก

วันที่ 17 มกราคม 2569 : พรรคไทยชนะ ถือฤกษ์มงคลกราบพระเจ้าตากสิน รณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง เบอร์ 17 นายจักรพงศ์ ชื่นดวง หัวหน้าพรรคไทยชนะ และคณะกรรมการบริหาร พร้อมด้วยทีมงานหาเสียงเลือกตั้งถือฤกษ์อันเป็นมงคล เวลา 10.17 น. เข้ากราบอนุสาวรีย์พระเจ้าตากสินมหาราช ที่วัดหงส์รัตนาราม เพื่อขอพร เนื่องจากที่ผ่านมาพรรคไทยชนะได้มีการจับเบอร์หาเสียงในวันพระเจ้าตากสินมหาราช และปรากฎว่าจับได้เบอร์ 17 ซึ่งเป็นเลขที่ตรงกับวันพระราชสมภพของพระเจ้าตากสินมหาราช วีรกษัตริย์ผู้ทรงกอบกู้เอกราชและสร้างความเป็นปึกแผ่นให้แก่บ้านเมือง การได้หมายเลขนี้ ถือว่าเป็นสัญลักษณ์แห่งความกล้าหาญ การเสียสละ และภารกิจในการกอบกู้ของเศรษฐกิจและปากท้องของประชาชน

พรรคไทยชนะพร้อมจะสืบทอดจิตวิญญาณนี้เพื่อนำความรุ่งเรืองมาสู่คนไทยทุกคน และจากนั้นจึงมีการเดินทางไปกราบสักการะอนุสาวรีย์พระเจ้าตากสินที่วงเวียนใหญ่ เพื่อให้เป็นสัญลักษณ์ของความมุ่งมั่นที่จะสืบทอดการกอบกู้บ้านเมืองให้ประสบความสำเร็จอย่างแท้ จริง หลุดพ้นจากความยากจนหลุดพ้นจากนักการเมืองที่คอรัปชั่นโกงกิน หลุดพ้นจากสแกมเมอร์ทั้งหลายให้ประเทศไทยเป็นเมืองศรีวิไลซ์ อย่างแท้จริงและจากนั้นได้ไปกราบอนุสาวรีย์รัชกาลที่1 พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ซึ่งเป็นพระพระมหากษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรีเพื่อแสดงออกถึงความจงรักภักดีต่อ ราชวงศ์จักรีและในภาคบ่ายได้เดินทางไปกราบขอพรศาลหลักเมืองและพระสยามเทวาธิราช เพื่อขอพรให้ชนะในการเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569

โดยมีผู้เข้าร่วมกิจกรรมดังนี้ จักรพงศ์ ชื่นดวง หัวหน้าพรรคไทยชนะ และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ผู้แทนกลุ่มนายทุนชาติ,ไชยยงค์ รัตนวัน แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ผู้แทนชาวนาชาวสวนชาวไร่, พล.ร.ท.เจียมศักดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ผู้แทนกลุ่มข้าราชการ พร้อมด้วยผู้สมัคร ส.ส. บัญชีรายชื่อ นายฐานวัฒน์ วิบูลย์ธนสาร เลขาธิการพรรค, นายโกศล หกสุวรรณ รองหัวหน้าพรรค, นายชนะศึก ศรีนุ่นวิเชียร รองหัวหน้าพรรค, นายประสงค์ แก้ววิจิตร กรรมการบริหารพรรค, พ.ต.อ.สามารถ ตู้จินดา ประธานธรรมาภิบาล, นายธนากร เศรษฐพินิจ กรรมการบริหารพรรค, พ.ต.ประวีร์ จินดาวรรณ,นางสาวเกศมณี ไชยา, นายอุทิศ กุลน้อย, นายชญาศักดิ์ พูลทรัพยา ผู้สมัครส.ส. แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง พล.ต.ท.อัตชัย ดวงอัมพร ผู้สมัคร สส. เขต 31 ทวีวัฒนา-ตลิ่งชัน กทม., เสน่ห์ ศิลปเจริญ ผู้สมัคร สส. เขต 18 หนองจอกมีนบุรี ลาดกระบัง กทม.

“พรรคไทยชนะมีความมั่นใจว่า ด้วยเจตนารมณ์ที่ต้องการให้เกิดพรรคการเมืองของประชา ชน เราจะต้องมุ่งมั่นสืบทอดจิตวิญญาณแห่งชัยชนะ เช่นเดียวกับที่พระเจ้าตากสินทรงไม่ยอมแพ้ต่ออุปสรรค พรรคไทยชนะจะต่อสู้กับความยากจน ความเหลื่อมล้ำ และวิกฤตการณ์ต่างๆ เพื่อนำความสุขกลับคืนมาสู่ คนไทย ให้รุ่งเรืองตลอดไป” นายจักรพงศ์ ชื่นดวง หัวหน้าพรรคไทยชนะ กล่าว


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

ถนนพระราม 2 ทรุดตัวจากท่อส่งน้ำแตก แนะประชาชนระมัดระวังในการสัญจร

ถนนพระราม 2 ทรุดตัวจากท่อส่งน้ำแตก แนะประชาชนระมัดระวังในการสัญจร

วันที่ 17 ม.ค.2569 เวลา 07.30 น. ตำรวจทางหลวงมหาชัย รับแจ้งเหตุ ท่อส่งน้ำประปาแตก ส่งผลให้ถนนทรุดตัว มีรถประชาชนตกลงไปในหลุม บริเวณช่องทางคู่ขนานขาเข้า ถนนพระ ราม 2 หน้าโรงแรมออร์คิด มุ่งหน้าเข้า กทม.

ตรวจสอบเบื้องต้นพบหลุมกว้างประมาณ 3 เมตร ลึก 60 เซนติเมตร เจ้าหน้าที่ได้เร่งปิดกั้นพื้นที่ ติดตั้งป้ายเตือน และอำนวยความสะดวกด้านการจราจร พร้อมเคลื่อนย้ายรถออกจากจุดเกิดเหตุ ไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บ

  • ต่อมาเวลา 08.20 น. เปิดให้รถจากทางคู่ขนาน เข้าทางหลักที่ กม.29+500
  • เวลา 09.00 น. รอง ผอ.แขวงทางหลวงสมุทรสาคร ลงพื้นที่ตรวจสอบ เพื่อหาจุดเปิดช่องทางเพิ่มเติม บริเวณ กม.29+800 ขาเข้า
  • เวลา 09.20 น. ประสานบริษัทผู้รับเหมา นำเครื่องจักรเข้าปรับสภาพพื้นผิวถนน
  • เวลา 09.40 น. เครื่องจักรอยู่ระหว่างปรับพื้นผิวถนน สภาพการจราจรล่าสุด
    • ขาออก รถเคลื่อนตัวได้ต่อเนื่อง ชะลอบางช่วง
    • ขาเข้า เปิดช่องทางที่ กม.29+500 ให้รถจากทางคู่ขนานเข้าทางหลัก

ขอความร่วมมือประชาชนใช้ความระมัดระวังในการสัญจรผ่านบริเวณดังกล่าวจนกว่าสถานการณ์จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ

ห่วงใยทุกชีวิต เป็นมิตรทุกเส้นทาง โทร : 1193 #ตำรวจทางหลวง #HWPD #1193 #ตำรวจสอบสวนกลาง #CIB


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

“ดร.แก้ว” ร่วมประชุมคณะกต.ตร.จ.นนทบุรี ครั้งที่ 1/2569

เมื่อวันที่ 16 ม.ค.2569 เวลา 10.00 น. ณ ห้องประชุมนนทมุนินทร์ ชั้น 3 ตำรวจภูธรจังหวัดนนทบุรี : พล.ต.ต.เดชรพี คงดี ผบก.ภ.จ.นนทบุรี และดร.พีรวัฒน์ สุรเศรษฐ ประธานกต. ตร. จ.นนทบุรี (ภาคประชาชน) เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการตรวจสอบและติดตามการบริหารงานตำรวจ (กต.ตร.) นนทบุรี ครั้งที่ 1/2569 พร้อมด้วย ดร.ปรเมศร์ ชัยพัชรกุลพงษ์ หรือ “ดร.แก้ว” ประธานกิตติมศักดิ์ กต.ตร.จ.นนทบุรี

พร้อมกันนี้ยังมี รอง ผบก.ภ.จ.นนทบุรี, พ.ต.อ.โชคชัย คณะเจริญ, พ.ต.อ.สถิตพร บุณยรัตพันธุ์, พ.ต.อ.จักรพงษ์ นุชผดุง, พ.ต.อ.จิรายุส วานิชกุล, พ.ต.อ.วีรฤทธิ์ พิพัฒนาศักดิ์ ผกก. ฝอ.ภ.จ.นนทบุรี และคณะกต.ตร.จ.นนทบุรี อาทิ คุณทวีศักดิ์ สุทิน,คุณสุรสีห์ ศรีอินทร์สุทธิ์, คุณวรภัทร สุนทรพลิน, คุณเกริกเกรียงไกร อิงคนินันท์, คุณอาชวิณ ภัทรสถาพรกุล, คุณภาวัช สุขอนันต์, อัครพล สุขตา, ดร.ไกรวิทย์ โกลีย์ศิริกุล, คุณจันทร์เพ็ญ เจียมสมัย เข้าร่วมประชุมปรึกษาหารือ แนวทางการดำเนินงานของคณะกต.ตร.จ.นนทบุรี

สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน