สนท.ประชุมคณะกรรมการบริหาร ครั้งที่ 1/2569 มอบตำแหน่งกรรมการชุดใหม่ พร้อมเดินหน้าบูรณะอาคารสมาคมฯ อายุ 30 ปี ให้กลับมาสง่างามดังเดิม

สนท.ประชุมคณะกรรมการบริหาร ครั้งที่ 1/2569 มอบตำแหน่งกรรมการชุดใหม่ พร้อมเดินหน้าบูรณะอาคารสมาคมฯ อายุ 30 ปี ให้กลับมาสง่างามดังเดิม

วันพฤหัสบดีที่ 4 มิถุนายน 2569 เวลา 10.00 น. ณ อาคารสมาคมหนังสือพิมพ์แห่งประเทศ ไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ เลขที่ 299 แยกการเรือน ถนนราชสีมา เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร : นายอนันต์ นิลมานนท์ นายกสมาคมหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (สนท.85 ปี) เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการบริหารสมาคม ครั้งที่ 1/2569 พร้อมมอบตำแหน่งให้แก่คณะกรรมการบริหารทั้ง 19 ท่านตามข้อบังคับของสมาคมฯ

ภายหลังการประชุม นายอนันต์ฯ ได้นำคณะกรรมการบริหารเยี่ยมชมอาคารสมาคมและพื้นที่โดยรอบ เพื่อสำรวจสภาพอาคารและสิ่งปลูกสร้างต่างๆ ที่ใช้งานมาเป็นเวลาเกือบ 30 ปี โดยมีแผนเร่งดำเนินการซ่อมแซมและบูรณะในส่วนที่ชำรุดทรุดโทรม อาทิ ห้องสมุดประชาชน, ห้องประชุมสัมมนา, ห้องพิพิธภัณฑ์หนังสือพิมพ์ไทย ตลอดจนสาธารณูปโภคและพื้นที่สำคัญอื่นๆ ที่จำเป็นต้องได้รับการปรับปรุงอย่างเร่งด่วน

นายอนันต์ฯ กล่าวว่า คณะกรรมการบริหารชุดปัจจุบันได้รับการส่งมอบงานและเริ่มปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 2 มิถุนายน 2569 และจะดำรงตำแหน่งบริหารงานสมาคมฯ จนถึงวันที่ 17 พฤษภาคม 2572 รวมระยะเวลา 3 ปี โดยการประชุมครั้งนี้มีคณะกรรมการเข้าร่วมครบทั้ง 19 ท่าน ครบองค์ประชุม

ที่ประชุมได้ร่วมกันเสนอความคิดเห็นและแนวทางการพัฒนาองค์กรอย่างหลากหลาย โดยมีเป้าหมายร่วมกันในการฟื้นฟูและพัฒนาสมาคมให้มีความเข้มแข็ง ทันสมัย และสามารถกลับมาเป็นศูนย์กลางของวิชาชีพสื่อมวลชนได้อย่างสง่างามอีกครั้ง พร้อมทั้งร่วมกันผลักดันโครงการต่างๆ เพื่อยกระดับกิจกรรมของสมาคม มูลนิธิหนังสือพิมพ์ไทย พิพิธภัณฑ์หนังสือ พิมพ์ไทย และห้องสมุดประชาชนของสมาคมให้เกิดประโยชน์ต่อสมาชิกและสาธารณชนอย่างสูงสุด

นายอนันต์ฯ ยังกล่าวด้วยว่า อาคารสมาคมหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูป ถัมภ์ แห่งนี้ ก่อสร้างขึ้นในสมัย นายชัยรัตน์ คำนวณ อดีตนายกสมาคมฯ ซึ่งได้ระดมงบประมาณกว่า 20 ล้านบาทในการก่อสร้าง จนเป็นอาคารที่มีความสง่างามและเป็นศูนย์รวมของคนในวงการสื่อมวลชนไทยมาอย่างยาวนาน ปัจจุบันอาคารมีอายุประมาณ 30 ปี จึงมีสภาพเสื่อมโทรมตามกาลเวลา คณะกรรมการบริหารชุดใหม่จึงมีความตั้งใจที่จะร่วมกันบูรณะ ซ่อมแซม และพัฒนาอาคารให้กลับมามีความสวยงามและพร้อมใช้งานอย่างมีประสิทธิภาพดังเช่นในอดีต

ในโอกาสนี้ คณะกรรมการบริหารได้ร่วมถ่ายภาพเป็นที่ระลึกเนื่องในโอกาสเข้ารับตำแหน่งและเริ่มปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นทางการ พร้อมกันนี้ สมาคมฯ ขอขอบคุณ บริษัท ซีพีแรม จำกัด ที่ให้การสนับสนุนผลิตภัณฑ์ขนมปังและอาหารว่างสำหรับคณะกรรมการบริหาร สมาชิก และผู้เข้าร่วมประชุมในครั้งนี้

#สมาคมหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ #สนท85ปี #มูลนิธิหนังสือพิมพ์ไทย #พิพิธภัณฑ์หนังสือพิมพ์ไทย #ห้องสมุดสมาคมหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย #ประชุมคณะกรรมการบริหาร2569 #ร่วมบูรณะอาคารสมาคม30ปี


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

รับลูก รมว.จุลพันธ์ กรมพัฒน์ฯ เปิดเทรน AI ทั่วประเทศ เร่งปั้นแรงงานทักษะสูงรับโลกงานยุคใหม่

กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ขานรับนโยบายนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เดินหน้า Upskill/Reskill แรงงานไทยเร่งด่วน เปิดฝึกอบรมทักษะ AI และ Digital Technology ทั่วประเทศ มุ่งยกระดับแรงงานไทยสู่ High-Skilled Labour

นายสมาสภ์ ปัทมะสุคนธ์ อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เปิดเผยว่า ปัจจุบันตลาดแรงงานต้องการแรงงานที่มีคุณสมบัติ Skill แตกต่างกัน แรงงานต้องพัฒนาทักษะดิจิทัลและทักษะที่จำเป็นอย่างต่อเนื่อง เรียนรู้การใช้ AI และเครื่องมือดิจิทัลเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน เสริมทักษะภาษา โดยเฉพาะภาษาอังกฤษ สร้างตัวตนบนแพลตฟอร์มดิจิทัล ติดตามแนวโน้มเทคโนโลยีและความต้องการของตลาด ดังนั้น กระบวนการ Upskill/Reskill จึงจำเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะเรื่องของ AI และเทคโนโลยีต่างๆ Technology Disruption เพื่อให้แรงงานไทยเหล่านั้นกลายเป็นแรงงานทักษะสูง (High-Skilled Labour) รองรับการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก ด้วยเหตุผลดังกล่าว นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน จึงกำชับให้กรมพัฒนาฝีมือแรงงานดำเนินการยกระดับทักษะให้แก่แรงงานโดยมุ่งเน้นทักษะด้าน AI และเทคโนโลยีต่างๆ อย่างเร่งด่วน

นายสมาสภ์ฯ กล่าวต่อไปว่า ปี 2569 กรมพัฒนาฝีมือแรงงานมีโครงการยกระดับผลิตภาพและพัฒนากำลังคนเพื่อสร้างความสามารถในการแข่งขันภาคอุตสาหกรรม พัฒนาสมรรถนะบุคลากรดิจิทัลรองรับอุตสาหกรรมและบริการแห่งอนาคต (D-Workforce) เป้าหมายดำเนินการ 10,000 คน ปัจจุบันดำเนินการแล้ว 5,938 คน (ข้อมูล ณ วันที่ 26 พฤษภาคม 2569) ซึ่งจัดฝึกอบรมโดยหน่วยงานในสังกัดของกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ได้แก่ สถาบัน /สำนักงานพัฒนาฝีมือแรงงาน ในช่วงเดือนมิถุนายน 2569 นี้กำลังเปิดรับสมัครฝึกอบรมหลักสูตร การพัฒนาสื่อมัลติมีเดียด้วยเทคโนโลยี Generative AI หลักสูตร AI Assisted Coding Fundamentals พัฒนานวัตกรรมดิจิทัลด้วย AI และหลักสูตรที่เกี่ยวข้องดังกล่าวอยู่หลายแห่ง เช่น สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 10 ลำปาง วันที่ 30 พฤษภาคม–6 มิถุนายน สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 14 ปทุมธานี วันที่ 6–24 มิถุนายน สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 21 ภูเก็ต วันที่ 14–18 มิถุนายน สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 32 จันทบุรี อบรมระหว่างวันที่ 15–26 มิถุนายน เป็นต้น นอกจากนี้ กรมยังมีหน่วยฝึกอบรมเฉพาะทางที่เกี่ยวกับ AI และดิจิทัลต่างๆ คือ สถาบันพัฒนาบุคลากรดิจิทัล สามารถเข้าไปศึกษาเรียนรู้ด้วยตัวเองได้ตลอดเวลา ซึ่งมีหมวดโปรแกรมคอมพิวเตอร์และทักษะดิจิทัลที่ DSD Online Training หรือเว็บไซต์ https://onlinetraining.dsd.go.th/

การที่แรงงานไทยเรียนรู้ทักษะด้าน AI (ปัญญาประดิษฐ์) มีประโยชน์มากทั้งต่อ “ตัวแรงงานเอง” และ “ตลาดแรงงานในอนาคต” เพราะ AI กำลังเข้ามาเปลี่ยนวิธีทำงานแทบทุกอาชีพ ไม่ใช่เฉพาะสายไอทีเท่านั้น ทำให้เพิ่มโอกาสในการได้งาน การเติบโตในสายอาชีพได้เร็วขึ้น มีประสิทธิภาพมากขึ้น ช่วยลดงานซ้ำๆ เช่น พิมพ์เอกสาร สรุปข้อมูล แปลภาษา ทำกราฟิก หรือจัดตารางงาน ทำให้แรงงานมีเวลาไปพัฒนางานที่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์มากขึ้น ต่อยอดสู่งานใหม่ๆ ได้ เช่น นักสร้างคอนเทนต์ออนไลน์ การตลาดดิจิทัล วิเคราะห์ข้อมูล หรือขายสินค้าออนไลน์ ซึ่งหลายอาชีพมีรายได้สูงขึ้นจากการใช้ AI ช่วยทำงาน

สำหรับผู้ที่สนใจต้องการฝึกทักษะเพิ่มเติม สามารถติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่สถาบัน/สำนักงานพัฒนาฝีมือแรงงานทุกแห่งทั่วประเทศ หรือดูกำหนดการเปิดฝึกอบรมได้ที่ เว็บไซต์กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน www.dsd.go.th หัวข้อกำหนดการเปิดฝึกอบรม อธิบดีสมาสภ์ฯ กล่าวทิ้งท้าย


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

ผู้ทรงคุณวุฒิ ตร. ร่วมพิธีเจริญพระพุทธมนต์และพิธีทำบุญตักบาตรถวายพระราชกุศล เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินี

ผู้ทรงคุณวุฒิ ตร.ร่วมพิธีเจริญพระพุทธมนต์และพิธีทำบุญตักบาตรถวายพระราชกุศลเนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินี

วันที่ 3 มิถุนายน 2569 : พล.ต.ต.สมชาย เขียวจักร์ ผู้ทรงคุณวุฒิสำนักงานสำรวจแห่งชาติ รรท.รอง ผบก.ภ.จ.เชียงใหม่ พร้อมด้วย นางภคมน ทรงอภิสุขกุล ภรรยา ร่วมพิธีเจริญพระพุทธมนต์ และพิธีทำบุญตักบาตรถวายพระราชกุศล เนื่องในโอกาส พระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบ สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี โดยมีนายรัฐพล นราดิศร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่เป็นประธานในพิธี พร้อมข้าราชการและประชาชนในจังหวัดเชียงใหม่ ณ อาคารนิทรรศการ 1 อุทยานหลวงราชพฤกษ์ ต.แม่เหียะ อ.เมือง จ.เชียงใหม่


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

Longevity Investment การลงทุนเพื่อชีวิตยืนยาวอย่างมีคุณภาพเรื่องเร่งด่วนสำหรับสังคมไทย

Longevity Investment การลงทุนเพื่อชีวิตยืนยาวอย่างมีคุณภาพเรื่องเร่งด่วนสำหรับสังคมไทย

รองศาสตราจารย์ ดร.ภัทรกิตติ์ เนตินิยม สมาคมนวัตกรรมการท่องเที่ยวทางการแพทย์อย่างยั่งยืนประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ สังคมผู้สูงอายุอย่างรวดเร็ว จากข้อมูลล่าสุดพบว่าในปี 2567 ประเทศไทยมีผู้สูงอายุอายุ 60 ปีขึ้นไปเกือบ 13.7 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 20.8 ของประชากรทั้งหมด และแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจนเข้าสู่ “สังคมผู้สูงอายุขั้นสูง” มากกว่าร้อยละ 28 ภายใน 10 ปีข้างหน้า

การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรนี้ สร้างความท้าทายเชิงสาธารณสุขและเศรษฐกิจ โดยเฉพาะเมื่องบประมาณด้านสาธารณสุขของรัฐมีจำกัด ความต้องการบริการดูแลผู้สูงอายุโรคเรื้อรังเพิ่มขึ้นสูง การคิดในมิติของ “การลงทุนเพื่อคุณภาพชีวิตและสุขภาพที่ยืนยาว (Longevity Investment)” จึงเป็นหัวข้อสำคัญที่ต้องขยายความมากขึ้นในสังคมไทย ทั้ง นี้ความสามารถในการดูแลตนเองสำหรับผู้สูงอายุนั้น สิ่งสำคัญที่สุดประการหนึ่ง คือ ความสามารถในการรับรู้ วิเคราะห์ และตอบสนอง ซึ่งอวัยวะหลักที่ทำหน้าที่ดังกล่าว คือ สมองของมนุษย์

สิ่งที่ผู้สูงอายุหวาดกลัวมากที่สุด ขณะที่องค์ความรู้ในสังคมไทยยังเป็นไปอย่างจำกัด คือ ภาวะสมองเสื่อม (Dementia) โดยเฉพาะ โรคอัลไซเมอร์ ซึ่งเป็นสาเหตุที่พบบ่อยที่สุดของภาวะสมองเสื่อม ในปี 2565 พบผู้สูงอายุที่มีภาวะสมองเสื่อมกว่า 680,000 ถึง 770,000 คน หรือประมาณร้อยละ 6 ของผู้สูงอายุทั้งประเทศ และตัวเลขนี้มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปีตามจำนวนผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้น จากการประมาณการณ์ระยะยาว ผู้ป่วยอัลไซเมอร์ในไทยมีความเป็นไปได้ที่อาจจะเพิ่มจำนวนขึ้นเป็นมากกว่า 2 ล้านคนภายใน 25 ปี ส่งผลให้เกิดภาระงบประมาณการดูแลผู้ป่วย และภาระด้านศีลธรรมของผู้ดูแลที่จะเพิ่มขึ้นอย่างมาก เพราะค่าใช้จ่ายในการดูแลผู้ป่วยสมองเสื่อมสูงมากในระดับหลายแสนบาทต่อคนต่อปี ดังนั้นการชะลอหรือป้องกันภาวะสมองเสื่อมจึงเป็นหนึ่งในเป้าประสงค์สำคัญด้านสาธารณสุขที่จะช่วยลดภาระงบประมาณในระยะยาว

การที่ประเทศไทยยังไม่มีประสบการณ์บริหารจัดการผู้สูงอายุในสัดส่วนที่มากเช่นนี้มาก่อน ทำให้ความมุ่งมั่นในการรักษาสุขภาพตั้งแต่ต้นถูกละเลย อาทิ ทฤษฎีเศรษฐศาสตร์พฤติกรรม (Behavioral Economics) ซึ่งระบุว่าบุคคลทั่วๆ ไปมักให้ความสำคัญกับ ผลประโยชน์ทันที มากกว่าผลเสียในอนาคต ตัวอย่างเช่น การดื่มสุราทำให้รู้สึกดีทันที (relaxation, pleasure) แต่การดื่มในปริมาณที่มากอาจส่งผลเสียต่อสุขภาพในอนาคต ดังนั้นการรณรงค์แนวคิด Longevity Investment หรือการลงทุนเพื่อชีวิตยืนยาวอย่างมีคุณภาพ จึงเป็นสิ่งเร่งด่วนสำหรับสังคมไทยในปัจจุบัน

Longevity Investment ที่มุ่งเน้นผลลัพธ์ด้านสมอง อาจดำเนินการได้ 2 แนวทางหลัก คือ

  1. การใช้เครื่องมือและนวัตกรรมทางการแพทย์ เช่น การตรวจคัดกรองเชิงชีวภาพและการประเมินทางพันธุกรรม หรือ การนำ AI ช่วยวิเคราะห์ MRI เพื่อวินิจฉัยโรค
  2. การเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) ผู้สูงอายุจำเป็นต้องมีส่วนร่วมในกิจกรรมการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง อาทิ กิจกรรมฝึกสมอง เช่น การเรียนภาษาใหม่ การเล่นดนตรี การเรียนรู้ทักษะใหม่ๆ ตัวอย่างเช่น การทำอาหาร ทำเบเกอรี่ หรือ การเข้าร่วมกลุ่มกิจกรรมทั้งทางสังคม ชุมชน หรือองค์กรอาสาสมัคร การเรียนรู้ในลักษณะนี้ ไม่เพียงช่วยลดความเสี่ยงภาวะสมองเสื่อม ยังส่งผลดีต่อสุขภาพจิตของผู้สูงอายุอีกด้วย

การเรียนรู้ตลอดชีวิตไม่เพียงช่วย ชะลอการเสื่อมของการทำงานสมองเท่านั้น แต่ยังช่วยสร้างคุณภาพชีวิตและสังคมที่เชื่อมโยงมากขึ้นสำหรับผู้สูงวัยตัวอย่างผลงานที่เห็นอย่างเป็นรูปธรรมในปัจจุบัน คือ บทบาทของสำนักงานการส่งเสริมอาชีพ สำนักพัฒนาสังคม กรุงเทพ มหานคร ซึ่งมีการจัดหลักสูตรพัฒนาทักษะการใช้ชีวิต หรือ เพิ่มความสามารถในการสร้างรายได้ ผ่านโรงเรียนฝึกอาชีพกรุงเทพมหานคร (ดินแดง 1, ดินแดง 2, คลองเตย, หนองจอก, ประเวศ, บางรัก ฯลฯ) โดยผู้สมัครเรียนไม่มีข้อจำกัดว่าต้องมีทะเบียนบ้านอยู่ในเขตกรุงเทพ มหานคร ซึ่งผู้สูงอายุหรือบุคคลทั่วไปสามารถตรวจสอบข้อมูลหลักสูตรที่เปิดสอน ได้จากเว็บไซต์ของสำนักพัฒนาสังคม กรุงเทพมหานคร หัวข้อ โรงเรียนฝึกอาชีพ


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

รวบคารถบรรทุก ! ศุลกากรประจวบฯ สนธิกำลังด่านกักกันสัตว์ฯ ด่านตรวจพืชฯ สกัดจับเมล็ดกาแฟดิบเถื่อน 9.6 ตัน มูลค่าทะลุ 7.6 ล้านบาท

ประจวบคีรีขันธ์ – กรมศุลกากร โดยด่านศุลกากรประจวบคีรีขันธ์ สนธิกำลังหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ สกัดจับขบวนการลักลอบขนของหนีภาษี ยึดเมล็ดกาแฟดิบต่างประเทศลักลอบนำเข้ากว่า 160 กระสอบ น้ำหนักรวมเกือบ 10 ตัน มูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจกว่า 7.6 ล้านบาท คาจุดตรวจด่านกักกันสัตว์ประจวบคีรีขันธ์

เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2569 นายฐิติพงศ์ คำผุย นายด่านศุลกากรประจวบคีรีขันธ์ พร้อมด้วย นายสัตวแพทย์วรพงษ์ รังผึ้ง หัวหน้าด่านกักกันสัตว์ประจวบคีรีขันธ์ และนายศักดิ์เศวต เศวตเวช หัวหน้าด่านตรวจพืชประจวบคีรีขันธ์ ได้เปิดเผยว่า ตามนโยบายเร่งด่วนรัฐบาลและกรมศุลกากรในการการปกป้องสังคมจากสินค้าผิดกฎหมาย (Social Protection) นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร พร้อมด้วย นายยุทธนา พูลพิพัฒน์ รองอธิบดีกรมศุลกากร และนางนิภาวรรณ ใยบัวเทศ ผู้อำนวยการสำนักงานศุลกากรภาคที่ 1 ได้สั่งการให้ทุกหน่วยปฏิบัติตามนโยบายอย่างเคร่งครัด ด่านศุลกากรประจวบคีรีขันธ์ จึงได้บูรณาการร่วมกับด่านกักกันสัตว์ประจวบคีรีขันธ์ และด่านตรวจพืชประจวบคีรีขันธ์ สนธิกำลังร่วมออกปฏิบัติการเฝ้าตรวจและตั้งจุดสกัดตามเส้นทางยุทธศาสตร์ เพื่อป้องกันการลักลอบขนสินค้าผิดกฎหมายเข้ามาในพื้นที่ชั้นใน

เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2569 เจ้าหน้าที่ได้เข้าทำการตรวจสอบรถบรรทุกเป้าหมาย ณ จุดตรวจด่านกักกันสัตว์ประจวบคีรีขันธ์ ตำบลห้วยยาง อำเภอทับสะแก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จากการตรวจค้นภายในรถบรรทุกคันดังกล่าว เจ้าหน้าที่ตรวจพบเมล็ดกาแฟดิบที่มีถิ่นกำเนิดจากต่างประเทศ ซุกซ่อนอยู่จำนวนรวม 160 กระสอบ น้ำหนักรวมประมาณ 9.6 ตัน ประกอบด้วยเมล็ดกาแฟอาราบิก้า จำนวน 133 กระสอบ และเมล็ดกาแฟโรบัสต้า จำนวน 27 กระสอบ โดยไม่ปรากฏเอกสารการนำเข้าหรือหลักฐานการผ่านพิธีการศุลกากร รวมถึงเมล็ดกาแฟดิบดังกล่าวยังเป็นสินค้าพืชควบคุมการนำเข้าตามกฎหมายว่าด้วยการกักพืช ซึ่งต้องผ่านการตรวจและได้รับอนุญาตจากด่านตรวจพืชก่อนนำเข้า เจ้าหน้าที่ประเมินมูลค่าสินค้าประมาณ 4 ล้านบาท โดยเมล็ดกาแฟดิบเป็นสินค้าที่อยู่ภายใต้ระบบโควตาภาษีตามพันธกรณี WTO โดยการนำเข้านอกโควตาต้องเสียอากรขาเข้าในอัตราร้อยละ 90 ของราคาศุลกากร คิดเป็นค่าภาษีอากรรวมอากรขาเข้า 3.6 ล้านบาท ของกลางมีมูลค่าและภาษีอากรที่พึงชำระกว่า 7.6 ล้านบาท เจ้าหน้าที่จึงตรวจยึดของกลางทั้งหมดไว้ รวมถึงควบคุมตัวผู้ขับขี่และยานพาหนะดำเนินคดีฐานนำเข้าของที่ยังมิได้ผ่านพิธีการศุลกากร ตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 พร้อมขยายผลติดตามผู้ที่เกี่ยวข้องมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ทั้งนี้ ด่านศุลกากรประจวบคีรีขันธ์ ได้เน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นในการดำเนินมาตรการป้องกันและปราบปรามการลักลอบนำเข้าผิดกฎหมายที่กระทบกับเกษตรกร และประชาชนในประเทศ ให้ความสำคัญในด้านการร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยด่านศุลกากรประจวบคีรีขันธ์ ได้บูรณาการร่วมกับศูนย์ป้องกันและปราบปรามของศุลกากรปราณบุรี ทหาร ตำรวจ และพนักงานฝ่ายปกครอง ด่านกักกันสัตว์ประจวบคีรีขันธ์ ด่านตรวจพืชประจวบคีรี ขันธ์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการทำงานร่วมกัน เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจค้นและเฝ้าระวังจุดเสี่ยงต่าง ๆ ทั้งทางบกและทางไปรษณีย์ตามแนวนโยบายในการสกัดกั้นสินค้าผิดกฎหมายที่ทำลายระบบเศรษฐกิจและสุขภาพของประชาชน

โดยในสองไตรมาสแรก (เดือนตุลาคม 2568 ถึงเดือนมีนาคม 2569) มีผลการดำเนินคดีรวม 211 คดี มูลค่าของกลางกว่า 34 ล้านบาท เป็นบุหรี่ 29.7 ล้านบาท บุหรี่ไฟฟ้า 3.9 ล้านบาท อื่น ๆ 0.23 ล้านบาท มีคดีถึงที่สุดพร้อมทำลายแล้ว เป็นบุหรี่ ปริมาณ 2,192,600 มวน บุหรี่ไฟฟ้า ปริมาณ 5,975 ชิ้น โดยการบูรณาการการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบังคับใช้กฎหมาย พร้อมทั้งสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและภาคธุรกิจว่ารัฐมีมาตรการในการควบคุมและดูแลการนำเข้าสินค้าให้เป็นไปตามกฎหมายอย่างเคร่งครัดต่อไป



ข่าว ณัฐธภพ พันสาย / จ.ประจวบคีรีขันธ์ 0623644468

คณะกรรมาธิการการศึกษา ตรวจเยี่ยมสถาบันการอาชีวศึกษาภาคกลาง 2

จังหวัดลพบุรี – คณะกรรมาธิการการศึกษา การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมวุฒิสภา ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการดำเนินการ พร้อมเสนอแนะและรับฟังปัญ หาสถาบันในสังกัดสถาบันการอาชีวศึกษาภาคกลาง 2

เมื่อวันที่ 5 มิ.ย. 69 นายกมล รอดคล้าย ประธานคณะกรรมาธิการการศึกษา การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมวุฒิสภา พร้อมคณะลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและศึกษาดูงานในการดำเนินการของสถานศึกษาในสังกัดสถาบันการอาชีวศึกษาภาคกลาง 2 อำเภอเมืองลพบุรี โดยมีนายปรัชญา เปปะตัง รองผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรี และนายเรวัช ศรีแสงอ่อน ผู้อำนวยการสถาบันการอาชีวศึกษาภาคกลาง 2 นายประสงค์ อุบลวัตร ผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคนิคลพบุรี และผู้อำนวยการสำนักงานอาชีวศึกษาลพบุรี และคณะผู้บริหารในสังกัดสถาบันการอาชีวศึกษาภาคกลาง 2 ให้การต้อนรับ

ซึ่งได้มีการรายงานถึงผลการดำเนินการในด้านต่างของสถาบันในสังกัดต่าง ๆ โดยสถาบันการอาชีวศึกษาภาคกลางรับผิดชอบสถาบันในพื้นที่ 4 จังหวัดประกอบด้วยจังหวัดลพบุรี จังหวัดชัยนาท จังหวัดสิงห์บุรี และจังหวัดอ่างทอง ซึ่งได้มีการผลิตนักศึกษาออกสู่งสังคมที่ช่วยพัฒนาประเทศชาติในด้านต่าง ๆ ปีหนึ่งนับหมื่นคน นอกจากนี้ยังมีการพัฒนาต่อยอดสร้างผลงานในระดับประเทศที่เป็นที่ยอมรับมากมาย

ทั้งนี้ทางคณะกรรมาธิการการศึกษา การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมวุฒิสภา ได้รับฟังปัญหาต่าง ๆ จากทางคณะผู้บริหารที่สถาบันนำเสนอ เพื่อที่จะได้มีการวางแนวทางในการหาทางแก้ไขที่จะได้ช่วยในการพัฒนาการเรียนการสอนให้ก้าวหน้า พร้อมกันนี้ได้เสนอให้กับสถาบันทุกแห่งช่วยในการพัฒนาในเรื่องการเรียนการสอนที่จะให้นักศึกษาได้มีความรู้ที่ทันสมัย เนื่องจากในปัจจุบันเทคโนโลยีได้มีการพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว หากนักศึกษาที่จะเติบโตไปเป็นผู้ใหญ่เข้าไปพัฒนาประเทศชาติในอนาคตที่ยังล้าหลังอยู่ก็จะทำให้มีการพัฒนาไม่ทันประเทศอื่น ๆ ทั้งในเรื่องของการพัฒนาทางเทคโนโลยี การด้านคอมพิวเตอร์ ระบบเอไอที่กำลังจะเข้ามาสู่คนไทย พัฒนาในเรื่องของการแปลรูปอาหาร การถนอมอาหาร

จากนั้นประธานคณะกรรมาธิการการศึกษา การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมวุฒิสภา ได้นำคณะไปตรวจเยี่ยมชมผลงานของนักศึกษาวิทยาลัยเทคนิคลพบุรีและสถาบันการศึกษาต่าง ๆ ที่นำมาจัดแสดง โดยมีการพัฒนาในเรื่องของไฟฟ้า ด้านเทคโนโลยี ด้านการเกษตร ด้านการออกแบบ ชมสิ่งประดิษฐ์ รวมทั้งได้ทดลองขึ้นไปนั่งบนเก้าอี้ที่ตั้งอยู่บนรถยนต์ตัดผมเคลื่อนที่ติดแอร์ จากการรับฟังและชมผลงานของนักศึกษาของสถาบันต่าง ๆ เป็นที่พอใจและพร้อมจะนำปัญหาที่ได้มีการนำเสนอไปหาแนวทางในการปรับปรุงแก้ไข ขณะเดียวกันก็จะผลักดันในการผลิตนักศึกษาในแผนกช่างยนต์โรงงาน และแผนกช่างเชื่อมที่ยังเป็นความต้องการของโรงงานต่าง ๆ เพิ่มขึ้น


กฤษณ์ สนใจ ลพบุรี 0890899090

ปลัดกลาโหม ทดสอบยิงปืนเล็ก เครื่องยิงลุกระเบิด เพิ่มศักยภาพอาวุธยุทโธปกรณ์ให้กับกองทัพ

จังหวัดลพบุรี – ปลัดกระทรวงกลาโหม พร้อมคณะ ตรวจเยี่ยมและติดตามผลการดำเนินงาน ศูนย์อำนวยการสร้างอาวุธ ศูนย์การอุตสาหกรรมป้องกันประเทศและพลังงานทหาร ที่ ลพบุรี

พลเอก ธราพงษ์ มะละคำ ปลัดกระทรวงกลาโหม พร้อมคณะ เดินทางตรวจเยี่ยม ศูนย์อำนวยการสร้างอาวุธ ศูนย์การอุตสาหกรรมป้องกันประเทศและพลังงานทหาร ค่ายจิรวิชิตสงคราม ต.เขาสามยอด อ.เมือง จ.ลพบุรี โดยมี พลโท รณรงค์ โรจนเสน ผู้บัญชาการศูนย์อำนวยการสร้างอาวุธฯ กล่าวให้การต้อนรับ ทั้งนี้ เพื่อรับทราบข้อมูลและติดตามผลการดำเนินงานสำคัญ ตามนโยบายและข้อสั่งการของกระทรวงกลาโหม ซึ่งศูนย์อำนวยการสร้างอาวุธฯ ได้ดำเนินงานและกำกับดูแลให้การปฏิบัติงานเป็นไปตามแผนงาน แผนเงิน รวมถึงกฎระเบียบ และข้อสั่งการ ที่ท่านปลัดกระทรวงกลาโหม ได้กรุณามอบแนวทางการปฏิบัติงานไว้ในโอกาสต่างๆ

ในโอกาสนี้ ปลัดกระทรวงกลาโหม ได้เดินทางไปตรวจเยี่ยมการฝึกภาคสนามของน้อง ๆ ทหารใหม่ รุ่นปี 2569 ผลัดที่ 1 ซึ่งอยู่ในห่วงสัปดาห์สุดท้ายของการฝึก พร้อมทั้งได้มอบสิ่งของบำรุงขวัญ เพื่อเสริมสร้างขวัญกำลังใจ ให้แก่ ผู้ฝึก ครูฝึก และทหารใหม่ทุกนาย ด้วยความห่วยใยจากผู้บังคับบัญชาทุกระดับชั้น พร้อมทั้ง ยังได้ร่วมรับประทานอาหารกลางวันกับทหารใหม่ อย่างเป็นกันเอง

จากนั้น ได้เดินทางไปตรวจเยี่ยม สายการผลิต และทดสอบการยิงปืนเล็กยาวขนาดต่าง ๆ ที่ผลิตเองโดยศูนย์อำนวยการสร้างอาวุธ ศูนย์การอุตสาหกรรมป้องกันประเทศและพลังงานทหาร รวมทั้งตรวจเยี่ยมโครงการซ่อมปรับปรุงเครื่องยิงลูกระเบิด ขนาด 120 มิลลิเมตร เอ็ม 132 เอ 1 โครงการปรับปรุงพัฒนาปืนใหญ่ ขนาด 155 มิลลิเมตร แบบลากจูง ให้เป็นแบบอัตตาจรล้อยาง และผลงานวิจัยการพัฒนาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และศักยภาพอาวุธยุทโธปกรณ์ให้กับกองทัพ

โอกาสเดียวกันนี้ ปลัดกระทรวงกลาโหม ยังได้พบปะ และมอบโอวาท ตลอดจนให้แนวทางปฏิบัติงานแก่กำลังพลของหน่วย โดยขอให้กำลังพลในสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงกลา โหมทุกคน ร่วมกันพัฒนาตนเองและหน่วยงาน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในการสนับสนุนภารกิจการปฏิบัติงานของกองทัพ และประเทศชาติ ตามยุทธศาสตร์ชาติ ด้านความมั่นคงต่อไป


กฤษณ์ สนใจ ลพบุรี 0890899090

ลพบุรีคุมเข้ม ห้ามจอด 39 จุดตัดทางรถไฟลดความเสี่ยงป้องกันอุบัติเหตุ

จังหวัดลพบุรี – ปูพรมตีเส้นห้ามจอด 39 จุดตัดทางรถไฟ ทั่วจังหวัดสร้างเซฟโซนความปลอดภัยให้พี่น้องประชาชน ลดความเสี่ยงป้องกันการเกิดอุบัติเหตุ

วันที่ 5 มิถุนายน 2569 เวลา 09.00 น. ที่ห้องประชุมพระปรางค์สามยอด ชั้น 4 ศาลากลางจังหวัดลพบุรี นายปรัชญา เปปะตัง รองผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนนจังหวัดลพบุรี โดยมีคณะกรรมการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุมหารือ

ตามที่เกิดอุบัติเหตุรถไฟบรรทุกสินค้า ขบวนที่ 2126 ชนกับรถโดยสารสาธารณะ บริเวณจุดตัดทางรถไฟ (ทางผ่านอโศก) ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บ เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมารวมถึงเหตุการณ์ที่ จังหวัดลพบุรี ที่มีภาพวงจรปิดจับภาพรถตู้รับ-ส่งนักเรียนพยายามขับฝ่าไม้กั้นทางรถไฟที่ถนนพระราม ตำบลท่าหิน ขณะที่ขบวนรถไฟกำลังจะผ่าน ส่งผลให้รถเข้าไปจอดค้างอยู่กลางราง โชคดีที่เจ้าหน้าที่ประจำจุดตัดและชาวบ้านเห็นเหตุการณ์จึงรีบห้ามปรามและแจ้งให้คนขับรถไฟหยุดรถได้ทันท่วงที

โดยที่ประชุมในร่วมกันพิจารณาเห็นชอบมอบหมายให้สำนักงานป้องกันบรรเทาสาธารณภัย จังหวัดลพบุรีดำเนินการจัดทำโครงการป้องกันแก้ไขปัญหาอุบัติเหตุจราจรบริเวณจุดตัดทางผ่านเสมอทางรถไฟ (จุดตัดทางรถไฟ) ในพื้นที่จังหวัดลพบุรี ทั้ง 39 จุดเป็นการเร่งด่วนโดยการตีเส้นเส้นทะแยงเหลืองบริเวณใกล้กับจุดตัดทางรถไฟ เพื่อไม่ให้มีรถยนต์หรือสิ่งกีดขวางมาจอดให้อยู่ในระยะปลอดภัย

ซึ่งการปูพรมจัดระเบียบและตีเส้นจราจรในครั้งนี้ เป็นหนึ่งในแผนเชิงรุกที่จังหวัดลพบุรีตั้งใจสร้างให้เป็น “พื้นที่ปลอดภัย (Safe Zone)” ให้กับพี่น้องประชาชน เนื่องจากที่ผ่านมา จุดตัดทางรถไฟมักเป็นจุดเสี่ยงที่เกิดอุบัติเหตุรุนแรงได้ง่าย ทั้งนี้ จังหวัดลพบุรีขอความร่วมมือพี่น้องประชาชนและผู้ใช้รถใช้ถนนทุกท่าน ให้ปฏิบัติตามกฎจราจรอย่างเคร่งครัด “ไม่จอดรถในเขตห้ามจอดบริเวณจุดตัดทางรถไฟ” และชะลอความเร็วทุกครั้งก่อนข้ามทางรถไฟ เพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของตัวท่านเองและเพื่อนร่วมทางอีกด้วย


กฤษณ์ สนใจ ลพบุรี 0890899090

การดำเนินการค้นหาประชาชนสูญหายในพื้นที่ตำบลไพรพัฒนา อำเภอภูสิงห์ จังหวัดศรีสะเกษ

การดำเนินการค้นหาประชาชนสูญหายในพื้นที่ตำบลไพรพัฒนา อำเภอภูสิงห์ จัง หวัดศรีสะเกษ

ตามที่ได้รับแจ้งจากประชาชนในพื้นที่ว่า นายสุทธิพงศ์ มะลิพันธุ์ (ชื่อเล่น “บอล”) อายุ 27 ปี ภูมิลำเนาอยู่บ้านเลขที่ 102 หมู่ 3 ตำบลไพรพัฒนา อำเภอภูสิงห์ จังหวัดศรีสะเกษ ได้สูญ หายออกจากที่พักตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2569 เวลาประมาณ 16.00 น. โดยก่อนเกิดเหตุได้เดินทางเข้าไปหาของป่าและล่าสัตว์ตามวิถีที่ประกอบอาชีพเป็นประจำ บริเวณเส้นทางลูกรังด้านบ้านไพรพัฒนา มุ่งหน้าไปยังพื้นที่ป่าบริเวณช่องสะงำเก่า ซึ่งในวันดังกล่าวมีอาวุธปืนแก็ปติดตัวไปด้วย ต่อมาญาติได้เข้าแจ้งความบุคคลสูญหายต่อพนักงานสอบสวนเมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2569 และนับถึงปัจจุบันได้ขาดการติดต่อเป็นเวลา 4 วัน

ภายหลังได้รับแจ้งเหตุ หน่วยเฉพาะกิจที่ 3 โดยกองร้อยทหารพรานที่ 2601 ภายใต้การอำนวยการของ ร้อยเอกถนัด สายกระสุน ผู้บังคับกองร้อยทหารพรานที่ 2601 ได้เร่งประสานงานร่วมกับผู้นำชุมชน เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง เจ้าหน้าที่ป่าไม้ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ตำบลไพรพัฒนา อำเภอภูสิงห์ จังหวัดศรีสะเกษ จัดตั้งกองอำนวยการค้นหาและวางแผนปฏิบัติการติดตามผู้สูญหายอย่างต่อเนื่อง โดยเมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2569 เวลา 09.00 – 15.00 น. ได้จัดกำลังพลร่วมออกค้นหาในพื้นที่เสี่ยงและบริเวณที่คาดว่าอาจเป็นเส้นทางสัญจรของผู้สูญหาย อย่างไรก็ตาม ผลการปฏิบัติจนถึงปัจจุบันยังไม่พบตัวผู้สูญหาย แต่ทุกหน่วยงานยังคงดำเนินการค้นหาและรวบรวมข้อมูลอย่างต่อเนื่อง โดยสถานการณ์ในพื้นที่เป็นไปด้วยความเรียบร้อย

ทั้งนี้ เพื่อให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและครอบคลุมทุกมิติ หน่วยเฉพาะกิจที่ 3 ได้ดำเนินการประสานงานกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง รวมถึงจะได้แจ้งข้อมูลไปยังฝ่ายกัมพูชาตามช่องทางการประสานงานที่กำหนด เพื่อป้องกันความเข้าใจคลาดเคลื่อนในพื้นที่ชายแดน และเพื่อให้สามารถให้การช่วยเหลือแก่ผู้สูญหายได้อย่างเหมาะสมตามอำนาจหน้าที่ ปัจจุบันทุกหน่วยงานยังคงอยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อมูลและปฏิบัติการค้นหาอย่างเต็มกำลัง หากประชาชนท่านใดพบเห็นบุคคลตามลักษณะดังกล่าว หรือมีข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการติดตามค้นหา ขอความกรุณาแจ้งต่อเจ้าหน้าที่หรือผู้นำชุมชนในพื้นที่โดยเร็ว เพื่อร่วมกันนำผู้สูญหายกลับสู่ครอบครัวอย่างปลอดภัย


พรพิพัฒน์ รายงาน

ชี้แจงข้อเท็จจริง เพื่อความเข้าใจที่ถูกต้อง กรณีปรากฎคลิปวิดีโอทหารกัมพูชาในสื่อสังคมออนไลน์บริเวณบันไดทางขึ้นด้านล่างปราสาทคนา อำเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์

ชี้แจงข้อเท็จจริงเพื่อความเข้าใจที่ถูกต้อง กรณีปรากฎคลิปวิดีโอทหารกัมพูชาในสื่อสังคมออนไลน์บริเวณบันไดทางขึ้นด้านล่างปราสาทคนา อำเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์

ตามที่ได้ปรากฏคลิปวิดีโอเผยแพร่ในสื่อสังคมออนไลน์ โดยมีการกล่าวอ้างว่าทหารกัมพูชาได้นำกำลังพลเจาะทางขึ้นพื้นที่บริเวณปราสาทคนา ซึ่งตั้งอยู่บริเวณช่องคนา อำเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์ ในลักษณะหยั่งเชิง ดูลาดเลา และพยายามเข้าใกล้การวางกำลังของฝ่ายไทยนั้น กองทัพภาคที่ 2 ขอเรียนชี้แจงข้อเท็จจริง เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบข้อมูลที่ถูกต้องว่า ปัจจุบันพื้นที่บริเวณปราสาทคนาอยู่ภายใต้การควบคุมของฝ่ายไทย โดยได้มีการวางกำลังทหารเข้าควบคุมพื้นที่และภูมิประเทศสำคัญไว้เรียบร้อยแล้ว ทั้งนี้ จากผลการปฏิบัติการ ที่ผ่านมา ฝ่ายไทยได้ทำลายกระเช้าลำเลียงกำลังพลและสิ่งอุปกรณ์ ตลอดจนได้เผาทำลายบันไดไม้จากจุด

ด้านบน ที่ฝ่ายไทยยึดครองลงไปถึงจุดพักกลาง เป็นระยะทางประมาณ 250 เมตร สำหรับบันไดไม้ที่ยังคงเหลืออยู่ เป็นช่วงจากจุดพักกลางลงไปจนถึงต้นทางบันไดด้านล่าง ระยะทางประมาณ 200 เมตร ซึ่งอยู่ในพื้นที่ฝั่งกัมพูชา และบริเวณดังกล่าวเป็นที่ตั้งของฐานปฏิบัติการทหารกัมพูชา ที่ใช้ควบคุมเส้นทางขึ้นลงในพื้นที่ ดังนั้น คลิปวิดีโอที่ปรากฏในสื่อสังคมออนไลน์จึงเป็นการบันทึกภาพบริเวณหน้าฐานปฏิบัติการของฝ่ายกัมพูชาเอง โดยยังไม่ปรากฏหลักฐานหรือภาพยืนยันว่ามีกำลังพลทหารกัมพูชาเคลื่อนที่ขึ้นมาบนพื้นที่หน้าผาด้านบนซึ่งอยู่ภายใต้การควบคุมของฝ่ายไทยแต่อย่างใด

อย่างไรก็ตาม หน่วยเฉพาะกิจ ที่รับผิดชอบพื้นที่ได้ดำเนินมาตรการรักษาความมั่นคงอย่างเข้มงวด โดยได้ติดตั้งลวดหนามตลอดแนวขอบหน้าผา จัดวางจุดเฝ้าตรวจ และจัดสร้างที่มั่นดัดแปลงที่มีความแข็งแรง พร้อมสามารถปฏิบัติการตอบโต้ได้ทันที หากเกิดสถานการณ์ที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงหรืออธิปไตยของประเทศ

กองทัพภาคที่ 2 ขอให้พี่น้องประชาชนใช้วิจารณญาณในการรับและส่งต่อข้อมูลข่าวสาร โดยติดตามข่าวสารจากหน่วยงานภาครัฐและแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือ เพื่อป้องกันความเข้า ใจคลาดเคลื่อนจากข้อมูลที่ไม่ครบถ้วนหรือบิดเบือนข้อเท็จจริง พร้อมกันนี้ กองทัพภาคที่ 2 ขอให้ประชาชนเชื่อมั่นในการปฏิบัติหน้าที่ของกำลังพลทุกนาย ซึ่งยังคงมุ่งมั่น ทุ่มเท และปฏิบัติภารกิจด้วยความเข้มแข็งในการพิทักษ์รักษาอธิปไตยของชาติ คุ้มครองผลประโยชน์ของประเทศ ตลอดจนดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของพี่น้องประชาชนอย่างเต็มกำลังความสามารถ

#กองทัพภาคที่2 #กองทัพบก


พรพิพัฒน์ รายงาน