มุกดาหาร # “จุรินทร์” ลงพื้นที่มุกดาหาร เดินหน้าขับเคลื่อนการค้าชายแดนไทย-สปป.ลาว สานสัมพันธ์การค้า เชื่อมโยงสองฝั่งโขง

“จุรินทร์” เป็นประธานเปิดงานมหกรรมการค้าชายแดนไทย-สปป.ลาว” พร้อมเชิญภาครัฐและเอกชนร่วมหารือแนวทางและมาตรการส่งเสริมการค้าชายแดน 2 ประเทศ เผยจะมีการลงนาม MOU ทำการค้าขาย 5 คู่ มูลค่ากว่า 323 ล้านบาท และจัดงานนำสินค้าดีจาก 20 จังหวัดภาคอีสาน และของดีจากสปป.ลาวมาร่วมจัดแสดงและจำหน่าย

         เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2562 นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐ มนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานในการจัดงานมหกรรมการค้าชายแดน และเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษมุกดาหาร-สะหวันนะเขต “สานสัมพันธ์การค้า เชื่อมโยงสองฝั่งโขง” ซึ่งกระทรวงพาณิชย์โดยกรมการค้าต่างประเทศ ร่วมกับหน่วยงานภายในสังกัดกระทรวงพาณิชย์และจังหวัดมุกดาหาร จัดขึ้นระหว่างวันที่ 12-15 กันยายน 2562 ณ จังหวัดมุกดาหาร

         ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ได้ใช้โอกาสนี้ จัดการประชุมส่งเสริมการค้าชายแดนของภาคเอก ชนไทย-สปป.ลาว โดยเชิญผู้แทนจากหน่วยงานภาคเอกชนของไทย คือ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศ ไทย สภาธุรกิจ ไทย-ลาว สมาคมนักธุรกิจไทยในสปป.ลาว หอการค้าจังหวัดชายแดน ไทย-ลาว 12 จังหวัด และเครือข่ายธุรกิจ Biz Club ประเทศไทย และฝ่ายสปป.ลาว คือ สภาการค้าและอุตสาหกรรมแห่งชาติลาว และสภาการค้าและอุตสาหกรรมแขวง 8 แขวง มาประชุมร่วมกัน เพื่อหารือถึงแนวทางและมาตรการในการส่งเสริมและขับเคลื่อนการค้าชายแดน

          ทั้งนี้ ในช่วงการจัดงาน จะมีการลงนามใน MOU ระหว่าง ผู้ประกอบการไทยกับสปป.ลาวจำนวน 5 คู่ มีมูลค่ากว่า 323 ล้านบาท และยังจัดให้มีกิจกรรม Business Matching ระหว่างผู้ประกอบการไทย-สปป.ลาว (MOC Biz Club และ YEN-D) ณ บริเวณงานแสดงและจำหน่ายสินค้า ศูนย์การค้าโรบินสัน จังหวัดมุกดาหาร ซึ่งคาดว่าจะสามารถตกลงทำการค้าได้เพิ่มขึ้นเช่นเดียวกัน

         นอกจากนี้ ยังได้จัดให้มีการสัมมนา หัวข้อ “ครบเครื่องเรื่องการค้าออนไลน์ ผลักดันเศรษฐกิจ การค้าชายแดน” โดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ” รู้ลึก รู้ซึ่ง เข้าถึง สิทธิประโยชน์ และการใช้ Form D/E” โดยกรมการค้าต่างประเทศ “การจดทะเบียนเครื่องหมาย การค้าระหว่างประเทศ (Madrid Protocol)” โดยกรมทรัพย์สินทางปัญญา, การจัดอบรมสัมมนาบุคลากรภาครัฐและภาคเอกชนของ CLMVT เพื่อยกระดับธุรกิจสู่ห่วงโซ่คุณค่าสากล “CLMVT Adapt to Global Value Chain” คาดว่าผู้เข้าร่วมการอบรมจากกลุ่มประเทศ CLMVT จำนวน 200 ราย และการจัดกิจกรรม Mini Export Clinic เชื่อมโยงท้องถิ่นสู่สากล

         ส่วนกิจกรรมอื่นๆ ได้จัดงานแสดงและจำหน่ายสินค้า ณ ศูนย์การค้าโรบินสันมุกดาหาร จำนวน 110 คูหา ประกอบด้วย สินค้าของดี 20 จังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือ สินค้า OTOP ไทย และ ODOP ลาว สินค้าเกษตร เกษตรแปรรูป เกษตรนวัตกรรม อุปกรณ์และปัจ จัยทางการเกษตร สินค้าท่องเที่ยว สปา และแฟรนไชส์ โดยได้รับความร่วมมือจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า สำนักงานพาณิชย์จังหวัด และธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (SME Bank)

          การจัดงานมหกรรมการค้าชายแดนในครั้งนี้ จะช่วยกระชับความสัมพันธ์ระหว่างไทย-สปป.ลาว ที่มีมาอย่างยาวนานให้แน่นแฟ้นมากขึ้นในฐานะบ้านไกล้เรือนเศียงที่สำคัญ โดยจังหวัดมุกดาหารถือเป็นประตูการค้าที่สำคัญของไทยด้านชายแดนสปป.ลาว ที่เชื่อมต่อกับแขวงสะหวันนะเขต ซึ่งมีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 แต่มีประชากรมากเป็นอันดับ 1 โดยมีด่านการค้าที่สำคัญ คือ จุดผ่านแดนถาวรสะพานมิตรภาพไทย – ลาวแห่งที่ 2 (มุกดาหาร – สะหวันนะเขต) ที่มีอัตราการเติบโตเฉลี่ยการค้าซายแดนและผ่านแดนของไทย 31.27% ต่อปี มีเส้นทางยุทธศาสตร์ที่สำคัญในการส่งออกผลไม้ไทยผ่านแดนไปยังเวียดนามและจีนตอนใต้ รวมถึงอยู่ในเส้นทางระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก-ตะวันตก (East-West Economic Corridor: EWEC) หรือเส้นทางหมายเลข 9 (R9) ซึ่งถือเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพสามารถส่งเสริมให้เกิดการค้าการลงทุน ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศ อันจะช่วยผลักดันให้มูลค่าการค้าชายแดนเพิ่มสูงขึ้นอีกทางหนึ่ง

         สำหรับการค้าชายแดนไทย-สปป.ลาว ในช่วง 7 แรกของปี 2562 (มกราคม – กรกฎา คม) มีมูลค่ารวมสูงถึง 33,029 ล้านบาท สินค้าส่งออกสำคัญ ได้แก่ วงจรพิมพ์ สินค้าอุตสาหกรรมอื่นๆ น้ำมันดิเซลเป็นต้น สินค้านำเข้าสำคัญ ได้แก่ ทองแดงและผลิตภัณฑ์ เชื่อเพลิงอื่นๆ เครื่องรับ – ส่งสัญญาณและอุปกรณ์ติดตั้ง (โทรศัพท์) เป็นต้น.


ธานินทร์, ฐานิตา, สมเกียรติ /ผู้สื่อข่าวมุกดาหาร

พวงเพชร จันทร์ดี / หัวหน้าศูนย์ข่าวมุกดาหาร

เดวิด มุกดาหาร ศูนย์ข่าว สำนักข่าวความมั่นคง มุกดาหาร รายงาน

สัตหีบชลบุรี-จัดงานเทศกาลไหว้พระจันทร์อย่างยิ่งใหญ่

          คืนวันที่ 13 ก.ย.62 นายณรงค์ บุญบรรเจิดศรี ประธานมูลนิธิสว่างโรจนธรรมสถานสัตหีบและนายกเทศบาลเมืองสัตหีบ ได้กล่าวต้อนรับและกล่าวขอบคุณ นายอนุชา อินทศร นายอำเภอสัตหีบ ที่มาเป็นประธานในพิธีเปิดงานเทศกาลไหว้พระจันทร์ ตลอดจนคณะกรรมการจัดงานและผู้ที่มาร่วมงานในวันนี้ ซึ่งเกิดขึ้นจากความร่วมมือ ของเทศบาลเมืองสัตหีบ และวัฒนธรรมอำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี โดยนายไชยเทพ บุญเลิศ วัฒนธรรมอำเภอสัตหีบ ที่สนับสนุนงบประมาณ ให้กับมูลนิธิโรจนธรรมสถานสัตหีบ จัดงานไหว้พระจันทร์ประจำปี 2562 ณ มูลนิธิโรจนธรรมสถานสัตหีบ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี

          ซึ่งผู้เข้าร่วมงานส่วนใหญ่ทั้งหญิงและชายจะแต่งกายด้วยชุดกี่เพ้าสีสวยสดใสแบบโบราณ มาร่วมงาน เพื่อเป็นการสืบทอดและอนุรักษ์ประเพณีให้คงไว้กับชาวไทยเชื้อสายจีน โดยมีหน่วยงานภาคเอกชน ชมรม สโมสรต่างๆ ได้มาร่วมออกร้านจัดอาหารคาวหวาน ตลอดจนผลไม้ ไอศครีม และเครื่องดื่มมาให้บริการกับผู้มาร่วมงานอย่างคับคั่ง รวมถึงมีรถลากให้นั่งรอบตลาดสัตหีบ และมีรถยนต์แบบโบราณมาให้นั่งเพื่อบันทึกภาพไว้เป็นที่ระลึกอีกด้วย

         บรรยากาศและสีสันของการจัดงานไหว้พระจันทร์ของอำเภอสัตหีบ เริ่มต้นตั้งแต่ช่วงเย็น ในมณทลพิธีจัดงานได้มีการจัดเตรียมกระเช้าและของไหว้พระจันทร์ไว้เป็นจำนวนมาก ตลอดจนสิ่งของอันเป็นมงคลจากการไหว้พระจันทร์ เพื่อให้ผู้มีจิตศรัทธาได้จับจองและร่วมประมูลพร้อมบริจาคเงิน เพื่อนำสิ่งของอันเป็นมงคลมารับประทานหรือนำกลับมาสักการะบูชาภายในบ้านตามความเชื่อที่ว่าจะนำสิ่งอันเป็นมงคลเข้าบ้านให้ทำมาค้าขายกำไรร่ำรวยเงินทองและอื่นๆ อันเป็นสิ่งที่ดีงาม จะตามมาอีกมากมาย ทำให้บรรยากาศของการจัดงานในวันนี้เป็นไปด้วยความอบอุ่น นอกจากจะได้บุญกุศลตามความเชื่อแล้ว ยังได้มิตรภาพที่ดีของคนในชุมชนอีกด้วย

          ทั้งนี้พิธีไหว้พระจันทร์ในปีนี้ ทางประธานมูลนิธิสว่างโรจนธรรมสถานสัตหีบ ได้ร่วมกับชาวไทยเชื้อสายจีนช่วยกันอธิษฐานขอให้ประชาชนชาวไทยที่กำลังประสบอุทกภัยได้รับความเสียหายอยู่ในขณะนี้กลับมาสู่ในสภาวะปกติโดยเร็ว

—————————-

ภาพ/ข่าว นิราช ทิพย์ศรี /นันทพล ทิพย์ศรี อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี 0909535645
นายพรเทพ เขม้นเขตวิทย์ รายงานจากศูนย์ข่าวภาคตะวันออก

สำนักงานพาณิช จ.จันทบุรีและกลุ่มภาคตะวันออก 8 จังหวัด จัดงาน “มหกรรมการค้าชายแดนไทย – กัมพูชา 2019”

สำนักงานพาณิชจังหวัดจันทบุรีและสำนักงานพาณิชย์กลุ่มจังหวัดภาคตะวันออก 8 จังหวัดจัดงาน”มหกรรมการค้าชายแดนไทย – กัมพูชา 2019 ” BorderTrade Fair 2019 เชื่อมโยงการค้าอาเซียนส่งเสริมการท่องเที่ยว

          ที่ บริเวณตลาดการค้าชายแดนไทย – กัมพูชา จุดผ่านแดนถาวรบ้านแหลม ต.เทพนิมิต อ.โป่งน้ำร้อน จ.จันทบุรี สำนักงานพาณิชจังหวัดจันทบุรีและสำนักงานพาณิชย์กลุ่มจังหวัดภาคตะวันออก 8 จังหวัดกำหนดจัดงาน”มหกรรมการค้าชายแดนไทย – กัมพูชา 2019″ BorderTrade Fair 2019 ภายใต้โครงการพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจชายแดนภาคตะวันออก

         โดยพิธีเปิดมี นายบุญช่วย น้อยสันเทียะ / นายพงษ์พัฒน์ วงศ์ตระกูล รองผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบุรี พร้อมด้วย นายพัน จันทุล ผู้ว่าราชการจังหวัดไพลิน/นางเจีย เสียด รองผู้ว่าราชการจังหวัดไพลิน / นางซม จันดา รองผู้ราชการจังหวัดพระตะบอง ประเทศกัมพูชา / นำหัวหน้าส่วนราชการ และภาคเอกชน ทั้งไทย และ กัมพูชา ร่วมพิธีเปิด ชมการแสดงศิลปะ วัฒนธรรม 3 เชื้อชาติ และเยี่ยมชมร้านค้าที่มาออกร้านจำหน่าย

         การจัดงานครั้งนี้เพื่อ ผลักดันให้มูลค่าการค้าชายแดนระหว่างประเทศไทยกับราชอาณาจักรกัมพูชา ผ่านช่องทางชายแดนในกลุ่มจังหวัดภาคตะวันออก และเพื่อขยายโอกาสทางการตลาดสินค้าของไทยในประเทศ กัมพูชาเพิ่มขึ้น โดยภายในงานมีกิจกรรมต่างๆ มากมาย อาทิ การแสดงและจำหน่ายสินค้าโดยมีผู้ประกอบการจากภาคตะวันออก 8 จังหวัดภาคตะวันออก การเจรจาธุรกิจของผู้ประกอบการ ไทย – กัมพูชา – เวียดนาม และจีน / นิทรรศการนำเสนอภาพลักษณ์ที่ดีของกลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกในฐานะเป็นเขตเศรษฐกิจชายแดนที่มีมาตรฐานและเชื่อมโยงกับประชาคมอาเซียน การแสดงศิลปวัฒนธรรม ไทย – กัมพูชา – เวียดนาม การแสดงวงดนตรีการแสดงจากศิลปินดาราและกิจกรรมส่งเสริมการขาย บรรยากาศของงานเป็นไปด้วยความคึกคักมีประชาชน นักท่องเที่ยวเลือกซื้อสินค้าจำนวนมากงานมีถึงวันจันทร์ที่ 16 กันยายน

—————————

ภาพ/ข่าว จรัล บรรยงคเสนา  ทีมข่าวภูมิภาค จ.จันทบุรี
นาย  พรเทพ เขม้นเขตวิทย์ รายงานจากศูนย์ข่าวภาคตะวันออก

มูลนิธิประเทศไทยใสสะอาด สำนักโครงการและจัดการความรู้ (OKMD) กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา มูลนิธิธรรมดี และ บริษัททิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน)

มูลนิธิประเทศไทยใสสะอาด สำนักโครงการและจัดการความรู้ (OKMD) กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา มูลนิธิธรรมดี และ บริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) ได้ร่วมกันจัด โครงการตามรอยพระราชา ครั้งที่ 8 ตอน สืบสาน รักษา ต่อยอดศาสตร์พระราชา สำรวจป่าผืนสุดท้ายของบ้านอ่างเอ็ด ต.ตกพรม อ.ขลุง จ.จันทบุรี ถอดรหัสนวัตกรรม พระอัจฉริยภาพของในหลวง รัชกาลที่ 9

         บ่ายวันนี้ ( 13 ก.ย.62 ) ที่ศูนย์การเรียนรู้ชุมชนบ้านอ่างเอ็ด ต.ตกพรม อ.ขลุง จ. จันทบุรี ศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) มูลนิธิประเทศไทยใสสะอาด สำนักโครงการและจัดการความรู้ (OKMD) กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) มูลนิธิธรรมดี และ บริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) ได้ร่วมกันจัด โครงการ ตามรอยพระราชา ครั้งที่ 8 ตอน สืบสาน รักษา ต่อยอดศาสตร์พระราชา สำรวจป่าผืนสุดท้ายของบ้านอ่างเอ็ด ต.ตกพรม อ.ขลุง จ.จันทบุรี ถอดรหัสนวัตกรรม พระอัจฉริยภาพของในหลวง รัชกาลที่ 9

          โดยมีนายพงษ์พัฒน์ วงศ์ตระกูล รองผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบุรีกล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วมโครงการ ตามรอยพระราชา ครั้งที่ 8 ตอน สืบสาน รักษา ต่อยอดศาสตร์พระราชา สำรวจป่าผืนสุดท้ายของบ้านอ่างเอ็ด ต.ตกพรม อ.ขลุง จ.จันทบุรี โครงการพัฒนาป่าชุมชนในพระราชดำริของ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ซึ่งเป็นโครงการที่พัฒนาที่ดินจำนวน 168.25 ไร่ที่ครอบครัว ลักคุณะประสิทธิ์มอบให้มูลนิธิชัยพัฒนาให้เป็นป่าชุมชนและเป็นแหล่งศึกษาท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ธรรมชาติ หนึ่งในเส้นทางศึกษาเรียนรู้ จาก 9 เส้นทาง 81 แหล่งเรียนรู้มีชีวิต ตามรอยศาสตร์พระราชาผู้ยิ่งใหญ่ เป็นการท่องเที่ยวเชิงเรียนรู้ ชมแหล่งเรียนรู้พิพิธภัณฑ์ที่มีชีวิต ณ โครงการตามพระราชดำริ

          พร้อมกิจกรรมถอดรหัสพระอัจฉริยภาพของในหลวงรัชกาลที่ 9 ด้วยสื่อการเรียนรู้ รูปแบบใหม่ ที่ผู้เข้าร่วมโครงการสามารถนำไปต่อยอดเป็นนวัตกรรมทางความคิดในแขนงต่างๆได้อย่างดีเยี่ยม สนองตามพระปฐมบรมราชโองการ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 “เราจะสืบสานรักษาและต่อยอด และครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งอาณาราษฎรตลอดไป” ทั้งเพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้คณะครู ในการร่วมกันสานต่อพระราชปณิธาน เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา “ศาสตร์พระราชา” พร้อมร่วมกันสร้างนวัตกรรมแบบก้าวกระโดด และการปลูกฝังคุณธรรม 4 ประการ พอเพียง วินัย สุจริต จิตอาสา เพื่อสรรค์สร้างกระบวนการเรียนรู้สำหรับคนไทย ในศตวรรษที่ 21 และสร้างนวัตกรรมคืนสู่สังคมต่อไป

—————————-

ภาพ/ข่าว จรัล บรรยงคเสนา  ทีมข่าวภูมิภาค จ.จันทบุรี
นาย  พรเทพ เขม้นเขตวิทย์ รายงานจากศูนย์ข่าวภาคตะวันออก

ชุดเฉพาะกิจ ศรีวิชัย อำเภอท่า ศาลา จับกุมหนุ่มปล่อยเงินกู้แม่ค้า

          วันนี้ ๑๓ ก.ย.๖๒ เวลา ๑๑.๐๐ น. ภายใต้การอำนวยการของ นายสุพงษวิณัย ชูยก นายอำเภอท่าศาลา, นายชัยศักดิ์ สุจริตธนารักษ์ ปลัดอาวุโส, นายสันติสุข กิจบาลจ่าย ปลัดอำเภอ, หน.ฝ่ายความมั่นคง มอบหมายให้นายพันธกานต์ รัชณรงค์ ปลัดอำเภอฝ่ายความมั่นคง(งานป้องกัน)/หน.ฝ่ายศูนย์ดำรงธรรม นำกำลัง อส.กองร้อย อส.ชุดเฉพาะกิจศรีวิชัย อ.ท่าศาลา จับกุมนายอัมพัน อารีชล หรือ “บังซีด” อายุ ๒๔ ปี บ้านเลขที่ ๒๓๓/๗ ม.๘ ต.โพธิ์ทอง อ.ท่าศาลา ในขัอหาปล่อยเงินกู้หรือเก็บดอกเบี้ยเงินกู้จากบุคคลอื่น(แม่ค้า) อันเป็นการอำพรางการให้กู้ยืมเงินหรือเรียกดอกเบี้ยเกินกว่าที่กฏหมายกำหนดโดยผิดกฏหมายพร้อมของกลางเป็นเงินสด ๓,๑๐๐ บาท,สมุดบัญชีรายชื่อลูกค้า ๑ เล่ม จำนวนลูกค้า ๒๑ ราย

         โดยพฤติการณ์ของเหตุ เกิดขึ้นบริเวณร้านน้ำชา/กาแฟ และร้านค้าบริเวณด้านข้าง รพ.ท่าศาลา “บังซีด” ได้มาข่มขู่เรียกเก็บจากแม่ค้า โดยอ้างว่ามีนายทุนเงินกู้รายใหญ่ในพื้นที่ อ.ท่าศาลา ให้มาเรียกเก็บโดยบ้างรายกู้ไป ๑๐,๐๐๐บาท จะต้องส่งเงินวันละ๕๐๐บาทเป็นเวลา๒๔วัน คิดเป็นเงินต้นและดอกเบี้ย๑๒,๐๐๐บาท หรือ๑๐๐ละ๒๐บาท จึงดำเนินการจับกุมแจ้งข้อกล่าวหาและนำส่งผู้ต้องหาส่งพนักงานสอบสวน สภ.ท่าศาลา เพื่อดำเนินคดี ตามกฏหมายต่อไป

—————————-

ธีรศักดิ์ อักษรกูล/รายงาน

ฆาตกรรมอำพราง ฆ่าหมกวัยรุ่นสาว ในหนองน้ำ ภายใน ซ.สุวินทวงศ์ 24

         เวลา 00:30 น. (13/09/2562) อาสาสมัครมูลนิธิร่วมกตัญญู จุด สน.ประชาสำราญ สน.สุวินทวงศ์ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.มีนบุรี เจ้าหน้าที่ตพรวจจากกองพิสูจน์หลักฐาน แพทย์เวร ตรวจสอบผู้เสียชีวิต เหตุ 241 ในป่าหญ้า ภายใน ซ.สุวินทวงศ์ 24 อาสา ว.10 ที่เกิดเหตุ พบผู้เสียชีวิค เป็นหญิง 1 ราย ทราบชื่อต่อมา นส.ปริศนา เนียมกล่ำ อายุ 18 ปี เสียชีวิตอยู่ในท่านอนคว่ำหน้า สภาพร่างกายท่อนล่างเปลือย อยู่ในบึงน้ำมีหญ้ารกทึบ ห่างจากชายบ่อประมาณ 1.5 เมตร

         เบื้องต้น อาสาได้นำร่างผู้เสียชีวิตขึ้นมาเพื่อให้เจ้าหน้าที่ตำรวจจากกองพิสูจน์หลักฐานและแพทย์นิติเวชได้ตรวจสอบและเก็บหลักฐานในเบื้องต้น พนักงานสอบสวน สน.มีนบุรี รตท. จิรายุ เชิดฉาย จึงมี ว.0ไหนมูลนิธิร่วมกตัญญู โดย นคร 48 นำร่างผู้เสียชีวิตส่งชันสูตรที่สถาบันนิติเวช รพ.ตำรวจ เพื่อกาสาเหตุการเสียชีวิตที่แท้จริงต่อไป…เหตุเกิดในท้องที่ของ สน.มีนบุรี

         จากการสอบถามญาติของผู้เสียชีวิตทราบว่า ผู้ตายได้หายออกจากบ้านไปตั้งแต่ช่วงเวลา 05:00 น. ของวันที่ 12 กันยายน 2562 ในชุดนอน และญาติได้แจ้งความคนหายไว้ที่ สน.มีนบุรี ในวันรุ่งขึ้น และช่วยกันค้นหาตลอดทั้งวัน แต่ก็ไม่พบผู้เสียชีวิตแต่อย่างไร จนได้พบกับแมวตัวหนึ่ง จึงเดินตามแมวตัวนั้นไปเรื่อยๆ แมวพาเดินไปจนได้พบกับศพของผู้เสียชีวิตอยู่ในหนองน้ำดังกล่าว ซึ่งตอนนี้ทางเจ้าหน้าที่ ตำรวจ สน.มีนบุรี ได้ควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยที่คาดว่าเป็นผู้ที่ลงมือฆ่าผู้ตายไว้ได้แล้ว และจะได้ขยายผลเพื่อหาผู้ร่วมลงมือในครั้งนี้ต่อไป…!!

—————————-

ถ่ายทอดและนำเสนอข่าวสารงานอาสา โดย : อาสาสมัครมูลนิธิร่วมกตัญญู จุด สน.ประชาสำราญ สน.สุวินทวงศ์ /สนับสนุน บก.น.เหนือ 236

ตชด.222 และตชด.223 ช่วยขนย้ายสิ่งของราษฏรที่ได้รับความเดือดร้อนจากภัยน้ำท่วม ในพื้นที่ ชุมชนวัดศรีประดู่ และชุมชนวัดหลวง จ.อุบลราชธานี

ตชด.222 และตชด.223 ช่วยขนย้ายสิ่งของราษฏรที่ได้รับความเดือดร้อนจากภัยน้ำท่วมในพื้นที่ ชุมชนวัดศรีประดู่ และชุมชนวัดหลวง ต.ในเมือง อ.เมือง จ.อุบลราชธานี

         วันที่​ 11​ ก.ย. 62​ เวลา​ 11.00​ น.​ : พ.ต.อ.รินณวัฒน์ ภูวัฒนติกานต์ ผกก.ตชด.22 มอบหมายให้ พ.ต.ท.หญิง ดรุณี มีสวัสดิ์ ผบ.ร้อย ตชด.222 พร้อมด้วย พ.ต.ท.รัชพงษ์ จันทชิด ผบ.ร้อย ตชด.223,ร.ต.อ.สันชัย สำอางค์ รอง ผบ.ร้อย ตชด.223 หัวหน้า​ชุดฯ เข้าช่วยเหลือขนย้ายสิ่งของราษฏรที่ได้รับความเดือดร้อนจากภัยน้ำท่วมในพื้นที่ ชุมชนวัดศรีประดู่ และชุมชนวัดหลวง ต.ในเมือง อ.เมือง จ.อุบลราชธานี

—————————

สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ รายงาน​

ตชด.222 เข้าช่วยเหลือขนย้ายสิ่งของราษฏรที่ได้รับความเดือดร้อนจากภัยน้ำท่วมในพื้นที่ บ้านคูเดื่อ ต.แจระแม อ.เมือง จ.อุบลราชธานี

ตชด.222 เข้าช่วยเหลือขนย้ายสิ่งของราษฏรที่ได้รับความเดือดร้อนจากภัยน้ำท่วมในพื้นที่ บ้านคูเดื่อ ต.แจระแม อ.เมือง จ.อุบลราชธานี

          วันที่​ 11​ ก.ย.62​ เวลา​ 10.00​ น.​ : พ.ต.อ.รินณวัฒน์ ภูวัฒนติกานต์ ผกก.ตชด.22 มอบหมายให้ พ.ต.ท.หญิง ดรุณี มีสวัสดิ์ ผบ.ร้อย ตชด.222 พร้อมด้วย ร.ต.ต.สถาพร อุทธสิงห์ หัว​หน้าชุดช่วยเหลือผู้ประสบภัยชุดที่ 2 กก.ตชด.22 นำเรือท้องแบน 1 ลำ เข้าช่วยเหลือขนย้ายสิ่งของราษฏรที่ได้รับความเดือดร้อนจากภัยน้ำท่วมในพื้นที่ บ้านคูเดื่อ ต.แจระแม อ.เมือง จ.อุบลราชธานี

—————————-

สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ รายงาน​

ผช.ผบ.ตร.ประชุมทางไกลผ่านจอภาพ เพื่อติดตามสถานการณ์อุทกภัยและช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

         วันนี้ วัน​ศุกร์​ที่​ 13 กันยายน 2562​ เวลา 14.00​ น. ที่ศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ : พลตำรวจเอก จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ มอบหมายให้ พลตำรวจโท ปิยะ อุทาโย ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เรียกประชุมหน่วยเกี่ยวข้องผ่านระบบประชุมทางไกลผ่านจอภาพประกอบด้วย ตำรวจภูธรภาค 3,ภาค 4, ตำรวจภูธรจังหวัดในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จำนวน 20 จังหวัด, กองบังคับการตำรวจตระเวนชายแดนภาค 2, โรงพยาบาลตำรวจ, กองบินตำรวจ และหน่วยสนับสนุนจากส่วนกลางทุกหน่วย เพื่อติดตามสถานการณ์อุทกภัยและช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

          โดยจากสถานการณ์ขณะนี้ มีพื้นที่ประสบอุทกภัย จำนวน 5 จังหวัดประกอบด้วย จังหวัด​ยโสธร, จังหวัด​ศรีสะเกษ, จังหวัด​อำนาจเจริญ, จังหวัดอุบลราชธานี และจังหวัด​ร้อยเอ็ดพล.ต.ท.ปิยะฯ กล่าวว่า “นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณหาที่สุดมิได้ ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงห่วงใยพสกนิกรที่ประสบอุทกภัยและได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้องคมนตรีเป็นผู้แทนพระองค์เชิญถุงพระราชทาน มอบให้แก่ราษฎรที่ได้รับความเดือดร้อน ซึ่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดย พลตำรวจเอกจักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ และน้อมนำพระบรมราโชบายของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาเป็นแนวทางปฏิบัติของข้าราชการตำรวจทุกหน่วย

         ทั้งนี้ ยังได้กำชับสั่งการไปยังข้าราชการตำรวจหน่วยต่างๆ โดยให้ร่วมปฏิบัติโดยใกล้ชิดกับ คณะทำงานติดตามสถานการณ์ของศูนย์บัญชาการเหตุการณ์จังหวัด เพื่อวิเคราะห์และติดตามประเมินแนวโน้มสถานการณ์ในพื้นที่ โดยเมื่อสถานการณ์มีแนวโน้มจะรุนแรงขึ้นให้ร่วมกับหน่วยเกี่ยวข้อง ประชาสัมพันธ์และแจ้งเตือนประชาชนในทุกช่องทาง เพื่อให้สามารถลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อชีวิตและทรัพย์สิน ตลอดจนสามารถปฏิบัติตนได้ถูกต้อง และทั้งนี้เมื่อมีการอพยพของประชาชน เจ้าหน้าที่ตำรวจจะต้องเข้าไปจัดระบบในพื้นที่อพยพ พื้นที่ปลอดภัยในการรองรับประชาชน รวมทั้งดูแลเส้นทางหลัก เส้นทางรองต่างๆ ในการเดินทาง ประการสำคัญคือ ต้องจัดเจ้าหน้าที่ตำรวจ เฝ้าระวังพื้นที่ชุมชน พื้นที่สำคัญทางเศรษฐกิจ สถานที่สำคัญต่างๆ ตลอดจนบ้านเรือนประชาชนที่ได้อพยพไปอยู่ในพื้นที่ปลอดภัย และเร่งดำเนินการช่วยเหลือด้านการดำรงชีพและการบรรเทาทุกข์เบื้องต้นแก่ประชาชนผู้ประสบภัย พร้อมทั้งประสานความช่วยเหลือร่วมกับหน่วยต่างๆ

         นอกจากนี้ยังได้เชิญชวนข้าราชการตำรวจและประชาชนจิตอาสา เข้ามีส่วนร่วมในการช่วยเหลือประชาชนที่ประสบภัยตามทักษะและความถนัด พล.ต.ท. ปิยะฯ กล่าวอีกว่า “มิจฉา ชีพที่จะอาศัยจังหวะเกิดอุทกภัย น้ำท่วม เข้าไปทำการลักทรัพย์ตามบ้านเรือนผู้ประสบภัย กรณีนี้จะต้องได้รับโทษหนักขึ้น เพราะถือเป็นการซ้ำเติมผู้ที่เดือดร้อน” โดยมีโทษจำคุก ตั้งแต่ 1-5 ปี และปรับตั้งแต่ 20,000-100,000 บาท แต่หากกระทำความผิดอันมีลักษณะอื่นเพิ่มเติม ต้องระวังโทษจำคุกตั้งแต่ 1-7 ปี และปรับตั้งแต่ 20,000-140,000 บาท

ทั้งนี้หากพี่น้องประชาชนต้องการขอความช่วยเหลือ สามารถติดต่อได้ที่ หมายเลขโทรศัพท์สายด่วน 191​ และ 1599 ตลอด 24 ชั่วโมง หรือที่สถานีตำรวจใกล้บ้านทุกแห่ง

—————————-

สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ รายงาน​

ตชด.222 ร่วมตชด.225​ ทำความสะอาดบ้านเรือนผู้ประสบภัย หลังจากปริมาณน้ำลดลง ในจ.อุบลฯ

ตชด.222 ร่วมตชด.225​ ทำความสะอาดบ้านเรือนผู้ประสบภัย พร้อมสำรวจความเสียหายหลังจากปริมาณน้ำลดลง บริเวณพื้นที่ บ.กุดหวาย อ.เดชอุดม จ.อุบลราชธานี

          วันที่​ 11​ ก.ย.62​ เวลา​ 09.00​ น.​ : พ.ต.อ.รินณวัฒน์ ภูวัฒนติกานต์ ผกก.ตชด.22 มอบหมายให้ พ.ต.ท.หญิง ดรุณี มีสวัสดิ์ ผบ.ร้อย ตชด.222 พร้อมด้วย พ.ต.ท.เกียรติทวี บุญมา​ ผบ.ร้อย ตชด.225,ร.ต.ต.วิศักดิ์ พรสวัสดิ์ หน.ชุดฯ พร้อมด้วย กำลังพลชุดช่วยเหลือผู้ประสบภัย ร้อย ตชด.225 จำนวน 10 นาย ออกช่วยเหลือประชาชนผู้ประสบภัย โดยได้ช่วยเหลือทำความสะอาดบ้านเรือนของผู้ประสบภัย พร้อมสำรวจความเสียหายหลังจากปริมาณน้ำลดลง เพื่อเป็นข้อมูลในการให้ความช่วยเหลือต่อไป บริเวณพื้นที่ บ.กุดหวาย อ.เดชอุดม จ.อุบลราชธานี

—————————

สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ รายงาน​