สืบสวน​ สตม.จับขบวนการนำพาคนไปประเทศที่สามโดยใช้ PASSPORT IMPOSTER

          วันนี้​ วัน​พุธที่ 2 ต.ค.62 เวลา 10.00 น. ณ ห้องประชุมมหาเมฆ ชั้น 4 อาคาร 1 สตม.(สวนพลู) สาธร​ กทม.​: พล.ต.ท.สมพงษ์ ชิงดวง ผบช.สตม.​ พร้อมด้วย​ พล.ต.ต.อิทธิพล อิทธิสารรณชัย,พล.ต.ต.สุรพงษ์ ชัยจันทร์,พล.ต.ต.ณฐพล แสวงกิจ รอง ผบช.สตม.,พล.ต.ต.พรชัย ขจรกลิ่น ผบก.สส.สตม.,พ.ต.อ.วิญญู อำนวยสมบัติ รอง ผบก.สส.สตม.ได้ร่วมแถลงข่าวการจับกุมขบวนการนำพาคนไปประเทศที่สามโดยใช้ PASSPORT IMPOSTER

          พล.ต.ท.สมพงษ์​ฯ​ กล่าวว่า​ เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2562 เวลาประมาณ 21.00 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.1 บก.สส.สตม. นำโดย ว่าที่ พ.ต.อ.วัชรพล กาญจนกันทร ผกก.1 บก.สส.สตม.,พ.ต.ท.พีรภัทร์ ปรมพุฒิ รอง ผกก.1 บก.สส.สตม.,พ.ต.ท.เทวกฤต มณีรัตน์ รอง ผกก.1 บก.สส.สตม.,พ.ต.ต.วิชัย สังข์สอน สว.กก.1 บก.สส.สตม.​ และ ว่าที่ พ.ต.ต.จักรพล นาคแสง สว.กก.1 บก.สส.สตม. พร้อมกำลัง ได้ร่วมกันจับกุม MR.ABBOD (นายอับบอด) อายุ 39 ปี สัญชาติซีเรีย ส่งพนักงานสอบสวน กลุ่มงานสอบสวน บก.สส.สตม. ดำเนินคดี โดยกล่าวหาว่า “ใช้หนังสือเดินทางของผู้อื่นโดยมิชอบ ในประการที่น่าจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน”

         พล.ต.ท.สมพงษ์​ฯ​ กล่าวต่อว่า สืบเนื่องมาจาก เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2562 เวลาประมาณ 08.30 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.สส.ปป.บก.ตม.2 ได้จับกุม MR.MJWAZ อายุ35 ปี สัญชาติซีเรีย MISS DIRBAS อายุ 23 ปี สัญชาติปาเลสไตน์ และ MRS.ALKASEM อายุ 53 ปี สัญชาติปาเลสไตน์ โดยกล่าวหาว่า “ใช้หนังสือเดินทางของผู้อื่นโดยมิชอบ ในประการที่น่าจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน” โดยผู้ต้องหาทั้ง 3 คน ให้ข้อมูลต่อเจ้าหน้าที่ชุดจับกุมว่า ได้รับการติดต่อและช่วยเหลือจาก MR.HADI H. สัญชาติสวีเดน และ MR.FADI J. สัญชาติสวีเดน ในการจัดหาหนังสือเดินทางของผู้อื่นซึ่งมีลักษณะใบหน้าคล้ายผู้ต้องหา (PASSPORT IMPOSTER) เพื่อใช้เดินทางมายังประเทศไทยและจะเดินทางต่อไปยังประเทศในแถบยุโรป ซึ่งจากการสืบสวนทราบว่า MR.HADI H. และ MR.FADI J. ได้เดินทางเข้ามาในประเทศไทยโดยแจ้งที่พักอาศัยอยู่ที่โรงแรมแห่งหนึ่งในย่าน ถนนวิสุทธิกษัตริย์ เขตพระนคร กรุงเทพฯ

         เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.1 บก.สส.สตม. จึงได้ไปตรวจสอบ จากการตรวจสอบพบ MR.ABBOD ผู้ถูกจับ จึงขอตรวจสอบหนังสือเดินทางและเอกสารที่ใช้แทนหนังสือเดินทาง ในเบื้องต้น MR.ABBOD ได้นำหนังสือเดินทางประเทศสวีเดน ระบุชื่อ MR.FADI MOHAMED พร้อมบัตร ตม.6 ขาออก แสดงแก่เจ้าหน้าที่ จากการตรวจสอบหนังสือเดิน ทางพบว่า MR.ABBOD มีลักษณะใบหน้าแตกต่างจากภาพถ่ายในหนังสือเดินทาง และมีความสูงต่างจากที่ระบุไว้ในหนังสือเดินทาง ต่อมา MR.ABBOD ให้การยอมรับว่าตนเองอายุ 39 ปี สัญชาติซีเรีย เดินทางมาประเทศไทยด้วยสายการบินไทย วันที่ 11 กันยายน 2562 เส้นทางดูไบ–กรุงเทพฯ ถึงท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ในวันที่ 12 กันยายน 2562 เวลาประมาณ 06.30 น.

          หลังจากนั้นได้มีชายชาวอาหรับไม่ทราบชื่อและสัญชาติทราบแต่เพียงว่าเดินทางมาจากประเทศสวีเดน ได้นำหนังสือเดินทางประเทศสวีเดนเล่มดังกล่าวมาให้เพื่อใช้ในการเดินทางเข้าประเทศไทย โดยได้จ่ายค่าดำเนินการให้กับ MR.HADI H. ในขั้นแรกเป็นเงิน 500 ยูโร (ประมาณ 15,000 บาท) และเมื่อสามารถเดินทางไปประเทศในแถบยุโรปแล้วจะต้องจ่ายเงินให้กับ MR.HADI H. อีกเป็นเงินจำนวน 13,000 ยูโร (ประมาณ 390,000 บาท)

          สำหรับหนังสือเดินทางประเทศซีเรียของตนเอง MR.HADI H. และ MR.FADI J. เป็นผู้เก็บไว้ ซึ่งทั้งสองคนพักอยู่ห้องพักเดี่ยวกันติดกับห้องของตน จากการตรวจสอบห้องพักของเจ้าหน้าที่ กก.1 บก.สส.สตม. พบหนังสือเดินทางของ MR.MJWAZ สัญชาติซีเรีย, MISS DIRBAS สัญชาติปาเลสไตน์,MRS.ALKASEM อายุ 53 ปี สัญชาติปาเลสไตน์ และ MR.ABBOD สัญชาติซีเรีย ซุกซ่อนไว้อยู่ในกระเป๋าลาก และบนฝ้าเพดานห้องพัก เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.1 บก.สส.สตม. จึงจับกุม MR.ABBOD ดำเนินคดีโดยกล่าวหาว่า “ใช้หนังสือเดินทางของผู้อื่นโดยมิชอบ ในประการที่น่าจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน”

          สำหรับ MR.HADI H. สัญชาติสวีเดน และ MR.FADI J. สัญชาติสวีเดน เดินทางเข้ามาในประเทศไทยเมื่อวันที่ 12 กันยายน 2562 ได้รับการยกเว้นการตรวจลงตราประเภท ผ.30 และได้รับอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรถึงวันที่ 11 ต.ค.62 การอนุญาตยังไม่สิ้นสุด ผบก.สส.สตม. จึงได้เพิกถอนการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักร ตามมาตรา 12 (7) แห่ง พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522 และนำตัวส่ง กก.3 บก.สส.สตม. เพื่อดำเนินการส่งกลับออกไปนอกราชอาณาจักรต่อไป

          พล.ต.ท.สมพงษ์​ฯ​ ขอฝากประชา​สัมพันธ์​ให้ทราบว่า สตม. มีมาตรการในการตรวจสอบ กวดขัน และปราบปรามการกระทำความผิดในด้านต่างๆ รวมทั้งดำเนินการตรวจสอบชาวต่างชาติที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสม กระทำผิดกฎหมาย ก่อเหตุอันตรายต่อความสงบสุขและความปลอดภัยในชีวิตทรัพย์สินของประชาชน ทำให้เกิดความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของประเทศชาติ หากประชาชนท่านใดพบเห็นเบาะแสการกระทำความผิด กรุณาแจ้งมายัง สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง เลขที่ 507 ซ.สวนพลู แขวงทุ่งมหาเมฆ เขตสาทร กรุงเทพมหานคร 10120 หรือที่หมายเลขโทรศัพท์ 1178 หรือที่ www.immigration.go.th จักขอบพระคุณเป็นอย่างยิ่ง

สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ รายงาน​

สืบสวน​ตม.6​ จับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับของประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนที่ยักยอกเงินบริษัท กว่า 700 ล้าน

         วันนี้​ วัน​พุธที่ 2 ต.ค.62 เวลา 10.00 น. ณ ห้องประชุมมหาเมฆ ชั้น 4 อาคาร 1 สตม.(สวนพลู) สาธร​ กทม.​ : พล.ต.ท.สมพงษ์ ชิงดวง ผบช.สตม.​ พร้อมด้วย​ พล.ต.ต.อิทธิพล อิทธิสารรณชัย, พล.ต.ต.สุรพงษ์ ชัยจันทร์, พล.ต.ต.ณฐพล แสวงกิจ รอง ผบช.สตม., พล.ต.ต.พรชัย ขจรกลิ่น ผบก.สส.สตม., พ.ต.อ.มานะ นาคทั่ง รอง ผบก.ภ.จ.นครศรีธรรมราช ปฏิบัติราชการ สตม., พ.ต.อ.สถิตย์ พรมอุทัย รอง ผบก.สส.ภ.2 ปฏิบัติราชการ สตม., พ.ต.อ.ทินกร รังมาตย์ รอง ผบก.ปส.3 ปฏิบัติราชการ สตม., พ.ต.อ.พงษ์นคร นครสันติภาพ รองผบก.สส.สตม., พ.ต.อ.ปฏิญญา จีรชนาสิน ผกก.4 บก.สส.สตม., พ.ต.ท.เอกสิทธิ์ ปานสีทา รอง ผกก.4 บก.สส.สตม., พ.ต.ท.นฤวัต พุทธวิโร รอง ผกก.ตม.จ.ภูเก็ต, พ.ต.ต.ทศพล กิติลาภ สว.(สอบสวน) กก.สส.บก.ตม.6 ปฏิบัติราชการ ตม.จ.ภูเก็ต ร่วมแถลงข่าวการจับกุมคนร้ายข้ามชาติ ผู้ต้องหาตามหมายจับของประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน ยักยอกเงินบริษัท กว่า 700 ล้านบาท

          พล.ต.ท.สมพงษ์​ฯ​ กล่าวว่า เมื่อวันที่​ 18 กันยายน 2562 ทางสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและกองบังคับการสืบสวนสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ได้รับหนังสือขอความร่วมมือในการให้ช่วยทำการจับกุมผู้ต้องหาชาวจีน ที่มีหมายจับของประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งต่อมาทางชุดสืบสวนกองกำกับการ 4 กองบังคับการสืบสวน สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ชุดป้องกันอาชญากรรมข้ามชาติและชุดสืบสวนตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดภูเก็ต ได้ทำการสืบทราบเบาะแสจนทราบว่าได้มีผู้ต้องหาตามหมายจับของประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน คือ

          MR.MA (นายหม่า) อายุ 42 ปี สัญชาติจีน MR.LI (นายหลี่) อายุ 42 ปี สัญชาติจีน และ MRS.CHEN (นางเฉิน) อายุ 30 ปี สัญชาติจีน ได้หลบหนีและเข้ามาพำนักอยู่ที่ประเทศไทยในจังหวัดภูเก็ต ทางผู้บังคับบัญชาสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองจึงได้สั่งการให้ชุดสืบสวนรีบทำการสืบสวนและทำการจับกุม ซึ่งต่อมาทางชุดสืบสวนทราบว่า ผู้ต้องหาดังกล่าวได้หลบหนีเข้ามาพักที่ห้องเช่า ตำบลกมลา อำเภอกะทู้ จังหวัดภูเก็ต

          ชุดสืบสวนจึงได้เข้าทำการตรวจสอบ ซึ่งผลการตรวจสอบพบผู้ต้องหาทั้ง 3 คน จึงได้แสดงหมายจับของผู้ต้องหาที่ออกโดยกองกำกับการตำรวจเมืองเทียนจิน ชุดจับกุม​จึงได้เชิญผู้ต้องหาทั้ง 3 คน มายังที่ทำการตรวจคนเข้าเมือง จังหวัดภูเก็ต โดยผู้ต้องหาทั้ง 3 คน ถือเป็นบุคคลที่มีหมายจับของต่างประเทศ ผบก.ตม.6 จึงได้เพิกถอนการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรไทย และควบคุมกักตัวไว้ที่ห้องกัก สตม. เพื่อรอผลักดันส่งกลับประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนต่อไป

          พล.ต.ท.สมพงษ์​ฯ​ กล่าวต่อว่า พฤติกรรมของผู้ต้องหาในประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนนั้น MR.MA (นายหม่า) ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงินของบริษัท ได้ใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิค (USB) ในการทำธุรกรรมทางการเงินของบริษัทผ่านทางระบบอินเตอร์เน็ตธนาคาร โดยตั้งแต่ปี ค.ศ.2017 ได้ทำการยักยอกเงินของบริษัท โดยการโอนเงินของบริษัทไปยังบริษัทที่พ่อแม่ของ MR.MA (นายหม่า) เป็นผู้ก่อตั้งจำนวน 188 ครั้งมูลค่ากว่า 700 ล้านบาท

          โดยต่อมาเมื่อ MR.MA (นายหม่า) ทราบว่าตนเองถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนออกหมายจับแล้ว ก็ได้พา MRS.CHEN (นางเฉิน) ซึ่งเป็นบุคคลที่มีหมายจับของประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนด้วยเช่นกัน หลบหนี​ และมาพำนักอยู่ในจังหวัดภูเก็ต ซึ่งในการรับส่งผู้ต้องหาทั้งสองและการดูแลที่พักความเป็นอยู่ ได้มี MR.LI (นายหลี่) เป็นผู้คอยดูแลและจัดหา ซึ่ง MR.LI (นายหลี่) ก็เป็นบุคคลที่มีหมายจับของประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนด้วยเช่นกัน

          พล.ต.ท.สมพงษ์​ฯ​ ขอฝาก​ประชา​สัมพันธ์​ให้ทราบว่า สตม. มีมาตรการในการตรวจสอบ กวดขัน และปราบปรามการกระทำความผิดในด้านต่างๆ รวมทั้งดำเนินการตรวจสอบชาวต่างชาติที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสม กระทำผิดกฎหมาย ก่อเหตุอันตรายต่อความสงบสุขและความปลอดภัยในชีวิตทรัพย์สินของประชาชน ทำให้เกิดความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของประเทศชาติ หากประชาชนท่านใดพบเห็นเบาะแสการกระทำความผิด กรุณาแจ้งมายัง สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง เลขที่ 507 ซ.สวนพลู แขวงทุ่งมหาเมฆ เขตสาทร กรุงเทพมหานคร 10120 หรือที่หมายเลขโทรศัพท์ 1178 หรือที่ www.immigration.go.th จักขอบพระคุณเป็นอย่างยิ่ง

สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ รายงาน​

สืบสวน​ สตม. รวบ 2 ชาวจีน แต่งบัญชีบริษัทเลี่ยงภาษีสรรพากรในจีน มูลค่าความเสียหาย​ 150 ล้านบาท

สืบสวน​ สตม. รวบ 2 ชาวจีน แต่งบัญชีบริษัทเลี่ยงภาษีสรรพากรในจีน มูลค่าความเสียหาย​ 150 ล้านบาท

         วันนี้​ วัน​พุธที่ 2 ต.ค.62 เวลา 10.00 น. ณ ห้องประชุมมหาเมฆ ชั้น 4 อาคาร 1 สตม.(สวนพลู) สาธร​ กทม.​ : พล.ต.ท.สมพงษ์ ชิงดวง ผบช.สตม.​ พร้อมด้วย​ พล.ต.ต.อิทธิพล อิทธิสารรณชัย, พล.ต.ต.สุรพงษ์ ชัยจันทร์, พล.ต.ต.ณฐพล แสวงกิจ รอง ผบช.สตม., พล.ต.ต.พรชัย ขจรกลิ่น ผบก.สส.สตม., พ.ต.อ.มานะ นาคทั่ง รอง ผบก.ภ.จ.นครศรีธรรมราช ปฏิบัติราชการ สตม., พ.ต.อ.สถิตย์ พรมอุทัย รอง ผบก.สส.ภ.2 ปฏิบัติราชการ สตม., พ.ต.อ.ทินกร รังมาตย์ รอง ผบก.ปส.3 ปฏิบัติราชการ สตม., พ.ต.อ.พงษ์นคร นครสันติภาพ รอง ผบก.สส.สตม., พ.ต.อ.ปฏิญญา จีรชนาสิน ผกก.4 บก.สส.สตม., พ.ต.อ.กฤชมงกุฎ บูรณะภักดี ผกก.2 บก.สส.สตม., พ.ต.ท.เอกสิทธิ์ ปานสีทา รอง ผกก.4 บก.สส.สตม., พ.ต.ท.ธวัชชัย นรินรัตน์ รอง ผกก.2 บก.สส.สตม., พ.ต.ต.นนท์สมรรถ โบว์สุวรรณ สว.สส.กก.4 บก.สส.สตม., พ.ต.ต.พิเชษฐ์ แสงบัณฑิตย์ สว.กก.2 บก.สส.สตม. ร่วมแถลงข่าวการจับกุมคนร้าย ผู้ต้องหาตามหมายจับของประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน เป็น​ 2 ชาวจีน แต่งบัญชีบริษัทเลี่ยงภาษีกรมสรรพากรในจีน มูลค่าความเสียหาย 28 ล้านหยวน​ คิดเป็นเงินไทยกว่า 150 ล้านบาท

         พล.ต.ท.สมพงษ์​ฯ​ กล่าวว่า​ เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2562 สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ได้รับหนังสือขอความร่วมมือในการขอให้ช่วยทำการจับกุมผู้ต้องหาชาวจีน ที่มีหมายจับของประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน ผบก.สส.สตม. ได้สั่งการให้ชุดสืบสวนกองกำกับการ 4 กองบังคับการสืบสวน สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ชุดศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติและเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย ชุดสืบสวนกองกำกับการ 2 กองบังคับการสืบสวน สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง

         ทำการสืบสวนจนทราบเบาะแส​ และทราบว่า ผู้ต้องหาตามหมายจับของประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน คือ นายหวู่ สัญชาติจีน อายุ 38 ปี นางฟาง สัญชาติจีน อายุ 36 ปี ได้หลบหนีและเข้ามาพำนักอยู่ที่ประเทศไทยในกรุงเทพมหานคร ทางผู้บังคับบัญชาสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองจึงได้สั่งการให้ชุดสืบสวนรีบทำการสืบสวนและทำการจับกุม ซึ่งต่อมาทางชุดสืบสวนทราบว่า ผู้ต้องหาดังกล่าวได้หลบหนีเข้ามาพักที่บ้านหลังหนึ่ง ในเขตบางบอน กรุงเทพมหานคร ชุดสืบสวนจึงได้เข้าทำการตรวจสอบ ซึ่งผลการตรวจสอบพบผู้ต้องหาทั้ง 2 คน ชุดสืบสวนจึงได้แสดงหมายจับของผู้ต้องหาที่ออกโดยกองกำกับการตำรวจเมืองกวางโจว ประเทศสาธารณรัฐประชาชนชนจีน​ ให้ผู้ต้องหาดู โดยผู้ต้องหาทั้งสองยอมรับว่าเป็นบุคคลตามหมายจับดังกล่าวจริง เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนจึงได้เชิญผู้ต้องหาทั้ง 2 คน มายังที่ทำการของกองกำกับการ 4 กองบังคับการสืบสวน สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง โดยผู้ต้องหาทั้ง 2 คน ถือเป็นบุคคลที่มีหมายจับต่างประเทศ​ ผบก.สส.สตม. จึงได้เพิกถอนการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรไทยตาม พ.ร.บ.คนเข้าเมืองฯ มาตรา 12(7) และควบคุมกักตัวไว้ที่ สตม.เพื่อรอผลักดันส่งกลับประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนต่อไป

         พล.ต.ท.สมพงษ์​ฯ​ กล่าวต่อว่า​ พฤติกรรมในการกระทำความผิดของผู้ต้องหาในประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนนั้น นายหวู่ และ นางฟาง เป็นผู้รับผิดชอบดูแลบริษัทในการประกอบกิจการขายยา โดยในปี ค.ศ. 2016 ทางบริษัทได้มีการทำบิล เพื่อจ่ายภาษีมูลค่ากว่า 200 ล้านหยวน (ประมาณ 1,000 ล้านบาทไทย) แต่จากการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่สรรพากรของประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน พบว่าบริษัทดังกล่าวมีการปรับแต่งบัญชีของบริษัท ให้น้อยกว่าความเป็นจริง​ ในการแจ้งรายได้และรายจ่ายของบริษัท เพื่อหลบเลี่ยงการเสียภาษีซึ่งมีมูลค่ากว่า 28 ล้านหยวน (ประมาณ 150 ล้านบาทไทย) โดยต่อมาเมื่อนายหวู่ และนางฟาง ทราบว่าตนเองถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนออกหมายจับแล้ว ก็ได้พากันหลบหนีเข้ามาซ่อนตัวอยู่ในประเทศไทย จนกระทั่งถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจ สตม. ทำการควบคุมตัวในที่สุด

          พล.ต.ท.สมพงษ์​ฯ​ ขอฝาก​ประชา​สัมพันธ์​ให้ทราบว่า สตม. มีมาตรการในการตรวจสอบ กวดขัน และปราบปรามการกระทำความผิดในด้านต่างๆ รวมทั้งดำเนินการตรวจสอบชาวต่างชาติที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสม กระทำผิดกฎหมาย ก่อเหตุอันตรายต่อความสงบสุขและความปลอดภัยในชีวิตทรัพย์สินของประชาชน ทำให้เกิดความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของประเทศชาติ หากประชาชนท่านใดพบเห็นเบาะแสการกระทำความผิด กรุณาแจ้งมายัง สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง เลขที่ 507 ซ.สวนพลู แขวงทุ่งมหาเมฆ เขตสาทร กรุงเทพมหานคร 10120 หรือที่หมายเลขโทรศัพท์ 1178 หรือที่ www.immigration.go.th จักขอบพระคุณเป็นอย่างยิ่ง

สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ รายงาน​

นายกรัฐมนตรี นำคณะรัฐมนตรี พร้อมประชาชนทำกิจกรรมจิตอาสา บริเวณริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา และสำรวจความเรียบร้อยตลอดเส้นทางเสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนคร

          วันนี้ (2 ตุลาคม 2562) เวลา 09.00 น. ณ สวนสันติชัยปราการ เขตพระนคร  กรุงเทพมหานคร พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธานกิจกรรมพัฒนาภูมิทัศน์ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาในนามรัฐบาล ในโอกาสการเสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนครโดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารค เนื่องในโอกาสพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช 2562 และเนื่องในโอกาสวันคล้ายวันสวรรคต พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร 13 ตุลาคม 2562 และวันปิยมหาราช 23 ตุลาคม 2562 โดยมีนางนราพร จันทร์โอชา ภริยานายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยคณะรัฐมนตรี หัวหน้าส่วนราชการ ประชาชนจิตอาสาเข้าร่วมกิจกรรมด้วย

          โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีกล่าวสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณความว่า “ขอเดชะฝ่าละอองธุลีพระบาทปกเกล้าปกกระหม่อม ข้าพระพุทธเจ้า พลเอก ประยุทธ์  จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในนามของคณะกรรมการอำนวยการจัดงานพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พร้อมด้วยคณะรัฐมนตรีและคู่สมรส ข้าราชการ และประชาชนจิตอาสา ต่างมีความปลาบปลื้มปีติเป็นล้นพ้น ที่ได้มาร่วมกันประกอบกิจกรรมจิตอาสาพัฒนาภูมิทัศน์ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ในวันนี้

          ตามที่ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาททรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้จัดการพระราชพิธีเสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนคร โดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารค เพื่อให้พระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช 2562 สมบูรณ์พร้อมตามโบราณขัตติยราชประเพณีนั้น รัฐบาลได้น้อมนำแนวทางพระราชทานโครงการจิตอาสา “เราทำความ ดี ด้วยหัวใจ” มาจัดกิจกรรมจิตอาสาพัฒนาภูมิทัศน์ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาเพื่อให้ประชาชนจิตอาสาได้มีส่วนร่วมในพระราชพิธีสำคัญนี้ อีกทั้งร่วมกันสืบสานพระราชปณิธานของใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท ในการรักษาไว้ซึ่งความสะอาดเรียบร้อยของบ้านเมือง และให้ประชาชนทุกหมู่เหล่ามีความสมัครสมานสามัคคีในการกระทำกิจกรรมอันเป็นสาธารณประโยชน์ พร้อมทั้งร่วมกันแสดงออกถึงความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ตลอดจนเป็นการอุทิศถวายพระราชกุศล เนื่องในวันคล้ายวันสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร

          ในวาระนี้ ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายขอพระราชทานถวายพระพรชัยมงคล ขออัญเชิญคุณพระศรีรัตนตรัย และพลานุภาพแห่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย โปรดอภิบาลรักษาให้ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท ทรงพระเจริญด้วยจตุรพิธพรชัย ทรงพระเกษมสำราญ สถิตเป็นมิ่งขวัญร่มเกล้าแก่ปวงข้าพระพุทธเจ้า และเหล่าพสกนิกร ตราบกาลนิรันดร์เทอญ ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม ขอเดชะ”

          จากนั้น นายกรัฐมนตรีและภริยา พร้อมด้วยคณะรัฐมนตรี และประชาชนจิตอาสาร่วมทำกิจกรรมจิตอาสาพัฒนาภูมิทัศน์ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาฯ บริเวณโดยรอบสวนสันติชัยปราการ โดยการปลูกหญ้าบริเวณสวนหย่อม กวาดพื้นทำความสะอาดบริเวณพระที่นั่งสันติชัยปราการ  ฉีดน้ำทำความสะอาดบริเวณรอบสวน และ ทาสีเสากั้นทางเดิน

          เสร็จแล้ว นายกรัฐมนตรีและภริยา พร้อมคณะลงเรือจากท่าเทียบเรือบริเวณสวนสันติชัยปราการเพื่อสำรวจเส้นทางการทำจิตอาสาบริเวณริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาทั้งฝั่งพระนครและฝั่งธนบุรี และสำรวจความเรียบร้อยตลอดเส้นทางการเสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนครฯ และเยี่ยมให้กำลังใจกิจกรรมอาสาบริเวณวัดราชาธิวาส

รัฐบาล ยินดีที่ผลการจัดอันดับความน่าเชื่อถือของไทยโดย Fitch Ratings ดีขึ้น

          วันนี้ (วันอังคารที่ 1 ตุลาคม 2562) เวลา 14.30 น. ณ ห้องรับรองสำนักงานรองนายกรัฐมนตรี ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล นาย James McCormack กรรมการผู้จัดการและหัวหน้าฝ่ายประเมินความเสี่ยงความน่าเชื่อถือระดับประเทศและระหว่างประเทศ บริษัท Fitch Ratings เข้าเยี่ยมคารวะ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี สรุปสาระสำคัญการหารือดังนี้

          รองนายกรัฐมนตรีกล่าวต้อนรับนาย James McCormack และคณะผู้บริหารบริษัท Fitch Ratings ยินดีที่บริษัทฯ ปรับมุมมองความน่าเชื่อถือของรัฐบาลในการออกตราสารหนี้สกุลเงินตราต่างประเทศและสกุลเงินบาทระยะยาวจากระดับมีเสถียรภาพ (Stable outlook) เป็น เชิงบวก (Positive outlook) และคงเพดานอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศ ที่ระดับ A- พร้อมทั้งคงอันดับความน่าเชื่อถือของรัฐบาลในการออกตราสารหนี้สกุลเงินตราต่างประเทศและสกุลเงินบาทระยะยาวที่ระดับ BBB+ และระยะสั้นที่ระดับ F1 โดยรองนายกรัฐมนตรีหวังว่าอันดับของไทยจะดีขึ้นเรื่อย ๆ

          นาย James McCormack ขอบคุณรองนายกรัฐมนตรีที่สละเวลาให้เข้าพบ พร้อมชื่นชมเสถียรภาพและการดำเนินนโยบายของรัฐบาล โดยกล่าวว่า ไทยมีนโยบายการคลัง และพื้นฐานทางการเงินที่เข้มแข็ง นอกจากนี้ได้สอบถามถึงการดำเนินนโยบายทางการเงินอื่น ๆ ของรัฐบาล และการทำงานภายใต้พรรคร่วมรัฐบาล

          โอกาสนี้ ทั้งสองฝ่ายได้หารือในประเด็นการดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจของรัฐบาล โดยรองนายกรัฐมนตรีเน้นย้ำว่า รัฐบาลยังคงจะต่อยอดนโยบายสำคัญ ได้แก่ โครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) และความเชื่อมโยงภายในภูมิภาค และโครงการรถไฟความเร็วสูง ซึ่งรองนายกรัฐมนตรียืนยันว่า ปัจจัยทางการเมืองไม่มีผลกระทบต่อการตัดสินใจของรัฐบาลที่คำนึงถึงประโยชน์สูงสุดสำหรับประเทศและประชาชนเป็นหลัก

นายกรัฐมนตรีห่วงใยนักศึกษาไทยในอียิปต์ที่ถูกจับกุมตัว

          ณ บริเวณห้องโถง ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม แถลงข่าวต่อสื่อมวลชนภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี กรณีเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงของอียิปต์ได้จับกุมตัวนักศึกษาไทยในอียิปต์ จำนวน 1 ราย เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2562 ว่า ได้มอบหมายให้กระทรวงการต่างประเทศดำเนินการติดตามและประสานขอความช่วยเหลือ

          โดยเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2562 นายชัยณรงค์ กีรติยุตวงศ์ เอกอัครราชทูต ณ กรุงไคโร ได้พบหารือกับนายฮาเซ็ม เอล ตาห์รี รองผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของอียิปต์ เพื่อหาทางให้ความช่วยเหลือแก่นักศึกษาไทยที่ถูกจับกุม ซึ่งทางการอียิปต์ให้ความเชื่อมั่นว่าพร้อมให้ความร่วมมือกับทางการไทย โดยจะดำเนินการช่วยเหลือ และจะเร่งติดตามความคืบหน้าในกรณีดังกล่าวอย่างเต็มที่ นายกรัฐมนตรีขอให้เชื่อมั่นว่ารัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจ และไม่ได้ทอดทิ้งคนไทย

          พร้อมกันนี้ นายกรัฐมนตรีกล่าวว่าได้ประสานไปยังเอกอัครราชทูตประเทศต่างๆ เพื่อขอให้ช่วยดูแลและอำนวยความสะดวกแก่นักศึกษาไทยในต่างประเทศ และชื่นชมความตั้งใจของนักศึกษาที่ไปเรียนต่อต่างประเทศ พร้อมกล่าวถึงการเลือกศึกษาตามหลักสูตรที่เหมาะสม เมื่อจบการศึกษาแล้วจะสามารถหางานทำได้

ชาวสัตหีบ ร่วมพิธีประดิษฐานพระพุทธรูป ประทานพรสัตตากรอินทกิตติโสภณ

          วันนี้ 2 ต.ค.62 ที่วัดสัตหีบ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี ได้จัดให้มีขบวนแห่ องค์พระพุทธรูปพระพุทธประทานพรสัตตากรอินทกิตติโสภณ รอบตลาดสัตหีบ เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่ได้ชมความงดงามของพระพุทธรูป และนำไปขึ้นแท่นประดิษฐาน ณ แท่นหน้าที่ว่าการอำเภอสัตหีบ โดยมี ผู้นำองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน พ่อค้า แม่ค้าประชาชน ผู้มีจิตศรัทธา และในทุกภาคส่วน เข้าร่วมในขบวนแห่กันเป็นจำนวนมาก

          โดยนิมนต์พระสงฆ์จากวัดต่างๆในพื้นที่จำนวน 10 รูป มาสวดเจริญพระพุทธมนต์ เพื่อความเป็นสิริมงคล แก่หน่วยงานและผู้ที่เข้าร่วมในพิธี หลังจากประกอบพิธีอัญเชิญพระพุทธรูปประทานพรสัตตากรอินทกิตติโสภณขึ้นประดิษฐานพระสงฆ์ สวดเจริญชัยมงคลคาถา และมีพิธีเบิกเนตร ปิดทองพร้อมด้วยวางพวงมาลัยสักการะ

         ด้วยอำเภอสัตหีบได้ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2498 โดยมีอาคารที่ว่าการอำเภอสัตหีบและศาลาประชาคมอำเภอสัตหีบ เป็นสถานที่ที่ประชาชนได้มาติดต่อราชการ เป็นศูนย์รวมการปฏิบัติงาน การขับเคลื่อนภารกิจของรัฐบาล และจังหวัด โดยมีข้าราชการและส่วนราชการกระทรวงต่างๆที่มาให้บริการประชาชน เนื่องจากปันจุบันมีการก่อสร้างอาคารที่ทำ การหลังใหม่และเพื่อให้ประชาชนได้กราบไหว้ สิ่งศักดิ์สิทธ์เพื่อเป็นสิริมงคล

         วันนี้ นายอนุชา อินทศร นาย อำเภอสัตหีบ ได้มีการจัดสร้างองค์พระพุทธรูปเพื่อให้ข้าราช การและประชาชน ที่มาติดต่อราชการได้มีสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจ จึงได้นำเรียนปรึกษาคณะสงฆ์พระครูทัสนียคุณากร เจ้าคณะอำเภอสัตหีบ เจ้าอาวาสวัดสัตหีบ, พระครูเกษมกิตติโสภณ เจ้าอาวาสวัดสามัคคีบรรพต และพระครูวิสารทสุตากร เจ้าคณะตำบลพลูตาหลวง เจ้าอาวาสวัดช่องแสมสาร ซึ่งท่านก็ได้ให้ความเมตตารับเป็นเจ้าภาพ ในการจัดสร้างองค์พระพุทธรูปและ จัดให้มีพิธีหล่อพระ ณ โรงหล่อ อ.พนัสนิคม และการสร้างฐานพระพุทธรูปพร้อมด้วยข้าราช การ พ่อค้า ประชาชนได้ร่วมบริจาคสมทบ และในวันนี้มีผู้มีจิตศรัทธาพร้อมด้วย ข้าราชการ พ่อค้า ประชาชน ได้มาร่วมกันเพื่ออัญเชิญ พระพุทธประทานพรสัตตากรอินทกิตติโสภณ ขึ้นแท่นประดิษฐานเพื่อให้ประชาชนได้กราบไหว้บูชาเป็นมงคลที่ทุกๆภาคส่วนจะได้มีส่วนร่วมบุญอีกทั้งยังนำอาหารคาวหวานมาถวายพระภิกษุสฆ์ และผู้มาร่วมแสดงความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของพลังชาวสัตหีบ

ภาพ/ข่าว นิราช ทิพย์ศรี /นันทพล ทิพย์ศรี ผู้สื่อข่าว จ.ชลบุรี
นายพรเทพ เขม้นเขตวิทย์ รายงานจากศูนย์ข่าวภาคตะวันออก

สอรฝ สวนสนามแสดงแสนยานุภาพ ในพิธีรับส่งหน้าที่ผู้บัญชาการท่านใหม่

         วันนี้ 2 ต.ค.62 ที่ลานสวนสนาม หน่วยบัญชาการต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่งกอง ทัพเรือ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี พลเรือโทวราห์ แทนขำ อดีตผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่ง ซึ่งปัจจุบัน ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการฐานทัพเรือสัตหีบ ได้ส่งมอบสายการบังคับบัญชาให้กับ พลเรือตรีอุทัย ชีวะสุทธิ ขึ้นดำรงตำแหน่ง ผู้บัญชาการ หน่วยบัญชาการต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่ง (ท่านใหม่) โดยข้าราชการ ทหารในสังกัด กว่า 1,000 นาย กระทำพิธีสวนสนาม แสดงแสนยานุภาพ ในการรับส่งหน้าที่ อย่างสมเกียรติ

         พลเรือโทวราห์ แทนขำ ได้กล่าวอำลา พร้อมขอบคุณกำลังพลทุกนาย ที่ร่วมกันปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลังความสามารถมาตลอดระยะเวลาที่ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการฯ ทั้งด้านกำลังความสามารถ และสติปัญญา จนสามารถขับเคลื่อน และพัฒนาหน่วยให้ก้าวสู่ความสำเร็จ จนเป็นที่ไว้วางใจของผู้บังคับบัญชาระดับสูง แม้ในเวลานี้จะต้องอำลาหน่วยเพื่อทำหน้าที่ในระดับที่สูงกว่า แต่ขอให้เชื่อมั่นในความสามารถของผู้บัญชาการท่านใหม่ ที่เพียบพร้อมไปด้วยศักยภาพ และการเป็นผู้นำหน่วยที่ดี พร้อมจะนำพากำลังพลทุกนาย ปฏิบัติภารกิจหน้าที่ในการป้องกันภัยทางอากาศ และทางทะเล เพื่อรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล ให้บรรลุเป้าหมายของกองทัพเรืออย่างแน่นอน แม้จะต้องจากหน่วยไปตามวะระ แต่ความทรงจำตลอดเวลาที่ผ่านมาจะยังคงอยู่ตลอดไป

          ด้าน พลเรือตรีอุทัย ชีวะสุทธิ กล่าวว่า ให้คำมั่นสัญญาต่อหน้ากำลังพลทุกนายว่าจะตั้งใจปฏิบัติงานอย่างเต็มกำลังความสามารถ ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ทั้งจะสนองนโยบายของ กองทัพเรือ และหน่วยเหนืออย่างเต็มขีดความสามารถ พร้อมทั้งจะบริหารหน่วย บนพื้นฐานของความถูกต้อง โปร่งใส เพื่อนำพากำลังพล และหน่วยสู่ความก้าวหน้า บรรลุตามวัตถุประสงค์ที่กองทัพเรือวางไว้ทุกประการ

ภาพ/ข่าว นิราช ทิพย์ศรี /นันทพล ทิพย์ศรี ผู้สื่อข่าว จ.ชลบุรี
นายพรเทพ เขม้นเขตวิทย์ รายงานจากศูนย์ข่าวภาคตะวันออก

ผ่านฉลุย งบประมาณรายจ่าย ปี62 พัฒนาท้องถิ่น ทต.เขตรอุดมศักดิ์

         ที่ห้องประชุมสภา ทต.เขตรอุดมศักดิ์ นาวาเอก ประดิษฐ์ แทนสง่า ประธานสภาเทศบาลตำบลเขตรอุดมศักดิ์ เป็นประธานการประชุม สภาเทศบาลตำบลเขตรอุดมศักดิ์ สมัยสามัญที่4 ครั้งที่2 ประจำปี 2562 เรื่องการพิจารณาร่างเทศบัญญัติงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมฉบับที่ 1 ประจำปีงบประมาณ 2562 เรื่องขออนุมัติโอนลดเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2562 เพื่อไปตั้งจ่ายรายการใหม่ของ กองช่าง โดยมี มีนายไพโรจน์ มาลากุล ณ อยุธยา นายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลเขตรอุดมศักดิ์ นายศุภชัย นิ่มอนงค์ รองนายกเทศมนตรีฯ คณะผู้บริหาร ที่ปรึกษา สมาชิกสภาเทศบาลฯ และหัวหน้าส่วนราชการ เทศบาลตำบลเขตรอุดมศักดิ์ เข้าร่วมประชุมโดยพร้อมเพรียงกัน

         คณะกรรมการแปรญัตติร่างเทศบัญญัติงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม (ฉบับที่ 1) ประจำปีงบประมาณ 2562 จำนวน 3 นาย ประกอบด้วย นาวาเอกสุรัตน์ นวลสุวรรณ, นาวาเอกดวง พึ่งสุรินทร์ และนายจรินทร์ กุหลาบดำ ดำเนินการรับเรื่องขอแก้ไขเพิ่มเติมร่างเทศบัญญัติงบประมาณรายจ่ายดังกล่าว ซึ่งในที่ประชุมได้ร่วมพิจารณาความเห็นของคณะกรรมการแปรญัตติแล้วและมีมติเห็นพ้องร่วมกันตามเทศบัญญัติ งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมฉบับที่ 1 ประจำปีงบประมาณ 2562 ว่ามีความเหมาะสมและบรรลุเป้าหมาย ด้วยทรัพยากรที่มีอยู่และเกิดการพัฒนาท้องถิ่นในทุกด้าน เพื่อประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนในพื้นที่ เทศบาลตำบลเขตรอุดมศักดิ์

         และจากผลการพิจารณาร่างเทศบัญญัติของคณะกรรมการแปรญัตติ สรุปได้ว่าแผนงานเคหะและชุมชน วงเงิน 34,074,000 บาท และแผนงานงบกลาง วงเงิน 926,000,000 รวมงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2562 เป็นเงิน 35,000,000 บาท (สามสิบห้าล้านบาท) ซึ่งในที่ประชุมสภามีมติเห็นชอบเป็นเอกฉันท์ให้คงร่างเดิม เพื่อให้มีเงินไว้ใช้จ่ายเพิ่มเติมตามแผนงาน ประจำปีงบประมาณ 2562 ต่อไป

ภาพ/ข่าว นิราช ทิพย์ศรี /นันทพล ทิพย์ศรี ผู้สื่อข่าว จ.ชลบุรี
นายพรเทพ เขม้นเขตวิทย์ รายงานจากศูนย์ข่าวภาคตะวันออก

จังหวัดจันทบุรี ขอเชิญชวนประชาชน ร่วมพิธีเนื่องในวันคล้ายวันสวรรคต พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร

         นายวิทูรัช ศรีนาม ผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบุรี เปิดเผยว่า ในวันอาทิตย์ที่ 13 ตุลาคม นี้ ซึ่งเป็นวันคล้ายวันเสด็จสวรรคต พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราชบรมนาถบพิตร เบื้องต้น จังหวัดจันทบุรีได้จัดกิจกรรมบำเพ็ญกุศลและกิจกรรมน้อมรำลึกสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ

โดยช่วงเช้า เวลา 07.00 น.ที่บริเวณหน้าศาลาเฉลิมพระ เกียรติ เทศบาลเมืองจันทบุรี จังหวัดจันทบุรี ได้จัดพิธีทำบุญตักบาตร ข้าวสาร อาหารแห้ง แด่พระภิกษุสงฆ์จำนวน 89 รูปเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลฯ

หลังจากนั้นเวลา 08.30 น.ที่ภายในศาลาเฉลิมพระเกียรติ เทศบาลเมืองจันทบุรี จะเป็นพิธีวางพวงมาลา รำลึก สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ หน้าพระบรมฉายาลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร

ส่วนภาคค่ำตั้งแต่เวลา 18.00 น.เป็นต้นไป ที่ศาลาเฉลิมพระเกียรติ เทศบาลเมืองจันทบุรี ผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบุรีจะนำพสกนิกรทุกหมู่เหล่าในจังหวัดจันทบุรี ร่วมพิธี จุดเทียนน้อมรำลึก สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และยืนสงบนิ่งเป็นเวลา 89 วินาที โอกาสนี้ผู้ร่วมงานจะได้ร่วมกันร้องเพลง พระผู้ทรงเป็นนิรันดร์ ขณะที่กลุ่มสตรีจิตอาสาในจังหวัดกว่า 200 คน จะร่วมรำเทิดพระเกียรติฯ สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ

          จังหวัดจันทบุรีจึงขอเชิญชวนชาวจังหวัดจันทบุรีร่วมพิธีเนื่องในวันคล้ายวันสวรรคต พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดช มหาราชบรมนาถบพิตร โดยพร้อมเพรียงกัน การแต่งกาย ข้าราชการแต่งเครื่องแบบปกติขาว ไม่สวมหมวก / ประชาชนทั่วไป ชุดสุภาพ ชุดผ้าไทยโทนสีเหลือง ( ภาพจากแฟ้ม )

ภาพ/ข่าว จรัล บรรยงคเสนา  ผู้สื่อข่าว จ.จันทบุรี
นาย  พรเทพ เขม้นเขตวิทย์ รายงานจากศูนย์ข่าวภาคตะวันออก