มุกดาหาร # ตร.ป.ป.ส. จับกุมผู้ต้องหาค้ายาเสพติด ในเขตพื้นที่อำเภอดงหลวง

         เมื่อวันที่ 1 ต.ค. 62 พ.ต.ต.กุลโรจน์ ปัททุม สว.กก.สส.ภ.จว.มุกดาหาร ขณะปฏิบัติหน้าที่อยู่ที่ทำการได้มีสายลับ (ขอปิดนาม) ประสงค์ขอรับรางวัลสินบนนำจับเมื่อคดีสิ้นสุด แจ้งว่า นายสาธิตไชยเพชร อายุ 37 ปีพักอาศัยอยู่บ้านเลขที่ 76 หมู่ 2 ต.ชะโนดน้อย อ.ดงหลวง จว.มุกดาหาร มีพฤติการณ์เสพยาเสพติด และนำยาบ้ามาจำหน่ายให้กับผู้ติดยาเสพติดในพื้นที่ ต.ชะโนดน้อยฯ อยู่เป็นประจำ ขณะนี้ได้นอนพักอาศัยอยู่บ้านเลขที่ดังกล่าวและมียาบ้าซุกซ่อนอยู่ด้วย เมื่อได้รับแจ้งแล้ว พ.ต.ต.กุลโรจน์ ฯ ได้แจ้งให้ผู้บังคับบัญชาทราบ แล้วได้สั่งการให้ตรวจสอบและทำการจับกุม เจ้าพนักงานตำรวจชุดจับกุมจึงได้ร่วมกันเดินทางไปตามที่ได้รับแจ้งเมื่อไปถึงบ้านเลขที่ดังกล่าว

         ร.ต.อ.มนตรี ใจดี ได้แสดงตนเป็นจ้าหน้าที่ ป.ป.ส.หมายเลข 61200 พร้อมได้แจ้งเหตุแห่งการตรวจค้น โดยมีเหตุอันควรสงสัย ตามสมควรว่ากระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดหลบซ่อนอยู่หรือมีทรัพย์สินซึ่งมีไว้เป็นความผิดหรือได้มาโดยการกระทำความผิดหรือได้ใช้หรือจะใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดหรืออาจพึงใช้เป็นพยานหลักฐานได้ ประกอบกับมีเหตุอันควรเชื่อว่า เนื่องจากเนิ่นช้ากว่าจะเอาหมายค้นมาได้บุคคลนั้นจะหลบหนีหรือทรัพย์สินนั้นจะถูกโยกย้าย ซุกซ่อน ทำลาย หรือทำให้เปลี่ยนสภาพไปจากเดิม

         พบนายสาธิต ไขยเพชร อยู่ภายในบ้านแสดงอาการตกใจหน้าซีดตัวสั่น นายสาธิตฯ เมื่อรับทราบแล้ว ยินยอมให้ตรวจค้นและเป็นผู้นำการตรวจค้น ผลการตรวจค้นพบของกลางจำนวน 2 จุด

จุดที่ 1 วางอยู่บริเวณใต้ชั้นวางโทรทัศน์ติดกับที่นอนของนายสาธิต ฯ พบยาบ้าสีส้มแดง จำนวน 5 เม็ด บรรจุในหลอดพลาสติกสีฟ้าคาดขาวลักษณะลนปิดหัวท้ายด้วยความร้อน จำวน 1 หลอด ยาบ้าสีสัมแดง จำนวน 1 เม็ด บรรจุในถุงพลาสติกใสและพบยาไอซ์ หนักประมาณ 1.50 กรัม บรรจุในถุงพลาสติกใส,

จุดที่ 2 บริเวณข้างตู้เก็บของติดกับที่นอนของนายสาธิตฯ พบวัตถุถูกพันด้วยเทปกาวสีดำจำนวน 2 ห่อ แบ่งเป็นห่อที่มีขวดพลาสติกฝาสีขาว เมื่อเปิดออกดูพบยาบ้าสีส้มแดง บรรจุในหลอดพลาสติกสีฟ้าคาดขาว ลักษณะลนปิดหัวท้ายด้วยความร้อน จำนวน 21 หลอด หลอดละ 10 เม็ด รวมยาบ้า 210 เม็ด, ห่อพลาสติกสีน้ำตาลเมื่อแกะออกดูพบยาบ้าสีเขียวจำนวน 3 เม็ดบรรจุในหลอดพลาสติกสีฟ้าขาวลักษณะลนปิดหัวท้ายด้วยความร้อน จำนวน 1 หลอด และกล่องพลาสติกฝาสีเขียวห่อด้วยถุงพลาสติก มัดด้วยยางวง เมื่อแกะออกพบถุงพลาสติกใส จึงแกะออกดูพบถุงพลาสติกสีน้ำเงินชนิดกดรูดปิดจำนวน 2 ถุง เมื่อเปิดออกดูพบยาบ้าจำนวน 203 เม็ดแบ่งเป็นสีส้มแดง จำนวน 198 เม็ด สีเขียวจำนวน 5 เม็ด จึงได้ตรวจจดไว้เป็นของกลาง

         สอบถามนายสาธิต ฯ รับว่ายาบ้า, ยาไอซ์ ที่ตรวจพบเป็นของตนจริง และรับว่าตนได้เสพยาบ้าด้วยวิธีการสูดรมควัน ล่าสุดวันที่ 30 กันยายน 2562 เวลาประมาณ 22.00 น.จำนวน 3 เม็ด เป็นความจริงได้ตรวจสอบน้ำปัสสาวะด้วยน้ำยาตรวจหาสารเสพติดเบื้องตันมีผลเป็นบวก จึงได้ควบคุมตัวมาตรวจสอบน้ำปัสสาวะที่โรงพยาบาลมุกดาหารโดยนายสริต ฯ ยินยอมให้ตรวจน้ำปัสสวะแต่โดยดี ผลการตรวจตัวอย่างน้ำปัสสาวะพบผลบวก มีสารเมทแอมเฟตามีนในน้ำปัสสาวะ เจ้าพนักงานตำรวจชุดจับกุมได้แจ้งให้นายสาธิต ฯ ทราบว่าต้องถูกจับ ได้แจ้งข้อกล่าวหาและสิทธิ์ให้ผู้ถูกจับทราบแล้ว จึงนำตัวมาที่ทำการ กก.สสภ.จ.มุกดาหารเพื่อสืบสวนขยายผลแล้วจัดทำบันทึกการจับกุม และได้ควบคุมตัวนายสาธิต ฯ ผู้ต้องหาพร้อมของกลาง นำส่งพนักงานสอบสวน สภ.ดงหลวง ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป


พวงเพชร หัวหน้าศูนย์ข่าวมุกดาหาร
////////เดวิด มุกดาหาร รายงาน ////////

กองปราบฯ​ รวบไต้ก๋งยิงไต้ก๋ง​ บาดเจ็บลูกน้องเสียชีวิตเหตุแย่งพื้นที่ลากอวนหนีคดีมา 20 ปี

          วันนี้ วัน​พฤหัสบดี​ที่​ 3 ตุลาคม​ 2562​ ที่กอง​ปราบปราม​ : พล.ต.ต.จิรภพ ภูริเดช ผบก.ป. พร้อมด้วย​ พ.ต.อ.สุรพงษ์ ชาติสุทธิ์ รองผบก.ป.สั่งการให้ ว่าที่ พ.ต.อ.เนติ วงษ์กุหลาบ ผกก 5 บก.ป.,พ.ต.ท.สิทธิเกียรติ ศรีจันทร์ รองผกก.5 บก.ป. ปฏิบัติการโดย พ.ต.ท.นิธิ ตรีสุวรรณ สว.กก.5 บก.ป.ได้ร่วมกันจับกุมตัว นายวิทยา ประสาทศิลป์ อายุ 58 ปี อยู่ บ้านเลขที่ 118 หมู่ 2 ตำบลขามป้อม อำเภอเปือยน้อย จังหวัดขอนแก่น ผู้ต้องหาตามหมายจับของศาลจังหวัดชุมพรที่ 976/2547 ลงวันที่ 24 ธันวาคม 2547 ซึ่งต้องหาว่า “ร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาและพยายามฆ่า”

          ทั้งนี้สืบเนื่องจากก่อนเกิดเหตุ นายวิทยาฯ ซึ่งเป็นเจ้าของเรือโชคกฤษณะ และเรือโชควิษณุ ประกอบอาชีพเป็นไต้ก๋งเรือลากอวน โดยเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2542 เวลาประมาณ 18.30 น. นายวิทยาฯ ได้ออกเรือลากอวนตามปกติที่บริเวณอ่าวบางสน ตำบลบางสน อำเภอปะทิว จังหวัดชุมพร มีลูกน้องบนเรือประมาณ 8 คน ต่อมาเมื่อเวลาประมาณ 21.00 น. ของวันเดียวกัน นายวิทยาฯ ได้ทะเลาะกับ นายสำรวล นันทโก อายุ 50 ปี (ผู้บาดเจ็บ)

          ซึ่งเป็นไต้ก๋งเรืออีกลำที่กำลังลากอวนอยู่บริเวณใกล้เคืยง อย่างรุนแรง เนื่องจากมีปัญหาตกลงกันไม่ได้เรื่องพื้นที่ลากอวน นายวิทยาฯ จึงร่วมกับ นายทนงศักดิ์ รุ่งเรือง (ซึ่งถูกจับกุมแล้ว) ลูกน้องบนเรือ ใช้อาวุธปืนลูกซองยิงไปที่เรือของนายสำรวลฯ กระสุนถูกนายปราโมทย์ รสมณี อายุ 49 ปี​ (ผู้เสียชีวิต) ซึ่งเป็นลูกเรือ จากนั้น นายวิทยาฯ ได้ขับเรือชนเรือของนายสำรวลฯ เป็นเหตุให้เรือของนายสำรวลฯ จมลง นายสำรวลฯ สามารถเกาะไม้กระดานเรือ ลอยคอมาขึ้นฝั่งได้ ส่วน นายปราโมทย์ฯ จมไปพร้อมกับเรือ และพบศพลอยน้ำขึ้นมาเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2542

          เจ้าหน้าที่กองปราบชุดจับกุมได้รับคำสั่งจากผู้บังคับบัญชาให้ทำการตรวจสอบจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับ​ ในคดีอุฉกรรจ์และคดีสำคัญต่างๆ เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมจึงทำการตรวจสอบ​ จากการสืบสวนติดตามผู้ต้องหารายนี้ทราบว่า ผู้ต้องหาได้หลบหนีมาประกอบอาชีพเกษตรกรรม และพักอาศัยอยู่พื้นที่หมู่ 2 ตำบลขามป้อม อำเภอเปือยน้อย จังหวัดขอนแก่น

         เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุม จึงได้ลงพื้นที่เพื่อทำการตรวจสอบติดตามจับกุมตัวผู้ต้องหา ต่อมาเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2562 เวลาประมาณ 06.45 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจได้จับกุมนายวิทยาฯ ผู้ต้องหา ดำเนินคดีตามหมายจับและนำส่งพนักงานสอบสวน สภ.ปะทิว เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป โดยผู้ต้องหารายนี้หลบหนีคดีนานเกือบ 20 ปี ซึ่งคดี จะขาดอายุความวันที่ 19 ธันวาคม 2562​ จากการซักถามผู้ต้องหาให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา

Cr.​เจริญ​ผล​ เอี่ยม​พึ่ง
สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ รายงาน​

ตม.จังหวัดพังงา สร้างสุขปลุกรอยยิ้มในใจลูกๆนักกีฬา ชาวบ้านพักเด็กเเละครอบครัวจังหวัดพังงา

         เมื่อวันพุธที่​ 2 ตุลาคม 2562​ เวลา​ 16.30​ น. ณ​ บ้านพักเด็กเเละครอบครัวจังหวัดพังงา ได้รับโอกาสดีๆ​ จาก​ พ.ต.อ.โฆษิต บุญทวี​ ผกก.ตม.จ.พังงา​ พร้อมด้วยบุคลากรจากสำนัก งานตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดพังงา เพื่อมาดำเนินกิจกรรม ตัดผม & มอบพิซซ่าหน้าซีฟู๊ด​ อันเเสนอร่อย เพื่อบำรุงขวัญเเละกำลังใจแก่ลูกๆในบ้านพักเด็กและครอบครัวจังหวัดพังงา

         นอกจากนี้วันนี้ยังมีความพิเศษเเรงสปรีด ..ประเภทที่ว่า นัดไหนที่ว่าพิเศษเเล้ว เเต่นัดนี้ซิพิเศษมากกว่ามาก.. เพราะท่านกรุณาจัดหารองเท้าสตั๊ส ร่วมกับอุปกรณ์กีฬาประเภทต่างๆมาให้ลูกๆ​ บ้านพักฯ เเบบเต็มที่เต็มกำลังเพื่อให้นักกีฬาฮ้าไฮ้..ห้าไร่..ได้ใช้ประโยชน์กันถ้วนหน้า ใจพร้อมเเล้วกายพร้อมไปกว่า ด้วยพี่ๆทีมสร้างสุขตม.พังงา ยังกรุณาพาลูกๆลงสนามฟาดเเข้งกันในศึกฟุตบอลกระชับมิตรเเบบฉบับจัดเต็มเล่นเข้มข้น เล่นกันติดลมกัน เเบบฝนไล่หลังมาไวๆ ทุกคนก็ยังยืนหยัดว่ามิใช่จะหวั่น เเละมันไม่ใช่อุปสรรค

         วันนี้ได้เห็นความสุขทั้งผู้ให้ ความอบอุ่นใจทั้งผู้รับ บทเรียนดีๆ ที่พัฒนาทักษะทางสังคม ด้วยวิธีการเป็นต้นเเบบที่ดี ที่เด็กๆทุกคนได้เกิดการเรียนรู้จากสิ่งที่เห็น ได้ด้วยตนเอง เพราะสำรวจเห็นรอยยิ้มในเเววตาเเละสีหน้าสุขสุดๆ ที่ปรากฎให้เห็นของเด็กๆทุกคน อีกหนึ่งวันดีๆที่ต้องจดจำ ที่เห็นทีจะต้องขอบพระคุณผกก.ช้าง เเละพี่ใจดีจากสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดพังงา​ ตลอดจนผู้มีส่วนเกี่ยวข้องที่ร่วมด้วยช่วยกันสละเวลาสละเเรงกาย สละทุนทรัพย์ สละความสุขส่วนตัวช่วงหลังเลิกงาน ทุกท่าน♡ขอคาราวะด้วยหัวใจ♡

สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ รายงาน​

ตม.จ.สุราษฎร์ธานี​ รวบชาวอินเดียเข้ามาทำงานโดยไม่มีใบอนุญาต

         เมื่อ​วันที่​ 2 ต.ค.62 : พ.ต.อ.ศุภฤกษ์ พันธ์โกศล ผกก.ตม.จ.สุราษฎร์ธานี ชุดสืบสวน ชป.1 ตม.จ.สุราษฎร์ธานี นำโดย ร.ต.อ.ดอน เหี้ยมหาญ รอง สว.ตม.จ. สุราษฎร์ธานี, ร.ต.ต. ประมุข กองกุล รองสว.ตม.จ.สุราษฎร์ธานี, ด.ต.ภรภัทร เมืองชู, ด.ต.ชนาภัทร โจมฤทธิ์และด.ต.สิทธิชัย รอดเอียด ผบ.หมู่ ตม.จ.สุราษฎร์ธานี

         ได้ร่วมกันจับกุมตัว MR. RAJESH AHIR อายุ 50 ปี สัญชาติอินเดีย หมายเลขหนังสือ เดินทาง T2541937 โดยกล่าวหาว่า “เป็นบุคคลต่างด้าวทำงานโดยไม่มีใบอนุญาตทำงาน” โดยสามารถจับกุมผู้ต้องหา หน้าร้านตัดเสื้อผ้าบริเวณตลาดสดสำเภาทอง ต.ตลาด อ.เมือง จ.สุราษฎร์ธานี พร้อมกันนี้เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมได้นำตัวส่ง พงส.สภ.เมือง ภ.จ.สุราษฏร์ธานี เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายและได้ทำการร้องทุกข์กล่าวโทษกับ นายซันนี่ นายจ้าง ในข้อหา “ให้คนต่างด้าวทำงานโดยไม่มีใบอนุญาตทำงาน” เพื่อดำเนินคดีตามกฏหมายต่อไป

         ทางด้าน พ.ต.อ.ศุภฤกษ์ พันธ์โกศล ผกก.ตม.จ.สุราษฎร์ธานี​ เปิดเผยเพิ่มเติมว่าเป็นไปตามนโยบายและสั่งการของพล.ต.ท.สมพงษ์​ ชิงดวง ผบช.สตม. ที่ตอบสนองและปฏิบัติตามนโยบายของ พล.ต.อ.จักรทิพย์​ ชัยจินดา ผบ.ตร., พล.ต.อ. สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข รองผบ.ตร. และพล.ต.ท.ศักดา​ ชื่นภักดี ผช.ผบ.ตร. ตามสายงานมอบหน้าที่ในเรื่องของความมั่นคงของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่สั่งการให้เข้มงวดกวดขันในการคัดกรองคนต่างชาติที่เข้ามาท่องเที่ยวและเข้ามาทำงานตลอดจนกิจกรรมอื่นๆในประเทศไทย

          โดยเฉพาะพื้นที่ที่รับผิดชอบ จะต้องคอยดูแลชาวต่างชาติที่ปฏิบัติ ตามกฎหมายและเป็นชาวต่างชาติที่ดี ช่วยคุ้มครองดูแลให้ได้รับความสะดวกและความปลอดภัยและจะต้องดำเนินการตรวจสอบชาวต่างชาติที่เข้ามาอยู่แล้วไม่ปฏิบัติตามกฎหมายของประเทศไทยและกระทำความผิดตามกฎหมายต่างๆ เพื่อให้เกิดความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของคนไทยและชาวต่างชาติอื่นๆที่เข้ามาใช้ในชีวิตประจำวันในพื้นที่ของประเทศไทย ทั้งนี้เพื่อเป็นการควบคุมทางสังคม ไปตรงที่มีประโยชน์ต่อประชาชนและส้งคมทั้งไทยและเทศ

          โดยหากพบ มีการกระทำความผิดหรือมีเรื่องที่ต้องแจ้งที่เกี่ยวข้องกับ ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง สามารถแจ้งเบาะแสและเรื่องราวต่างๆในที่ทำการของตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดสุราษฎร์ธานีทุกจุดที่มีการบริการ หรือ สายด่วนสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองหมายเลข 1178 หรือดูในเว็บไซต์ของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและตรวจคน เข้าเมืองจังหวัดสุราษฎร์ธานี ได้ทันที พันตำรวจเอก ศุภฤกษ์ กล่าวทิ้งท้ายในที่สุด

สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ รายงาน​

กอ.รมน.จ.ขอนแก่น​ ร่วมชุดปราบปราม​ยาเสพติด​ สภ.เมืองขอนแ​ก่น​จับยาเสพติดรายใหญ่​ ยาไอซ์ 115.2 กรัม ยาบ้า 25,600 เม็ด

         ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท. เจริญวิทย์ ศรีวนิชย์ ผบช.ภ.4, พล.ต.ต.พุฒิพงศ์ มุสิกูล ผบก.ภ.จ.ขอนแก่น,พ.ต.อ.ภาคภูมิ พิสมัย ผกก. สภ.เมืองขอนแก่น,พ.ต.ท.ศิริชัย กุลวิทิต รองผกก.ป.สภ.เมืองขอนแก่น บูรณาการร่วมกับ กอ.รมน.จังหวัดขอนแก่น ฝ่ายปกครองและฝ่ายทหาร ดร.สมศักดิ์ จังตระกุล ผวจ.ขอนแก่น, ฝ่ายทหาร พล.ต.ปราโมทย์ นาคจันทึก ผบ.มทบ.23,พ.อ.คณธัช ชนะกาญจน์ รองผอ.รมน.จังหวัด.ขอนแก่น​ ได้สั่งการให้ พ.ต.ท. สุทัศน์ มีลุน สวป.ฯ, ร.ต.อ.สิริชัย​ ผลเลไลย์, ร.ต.อ.เนติภูมิ มณีปกรณ์, ร.ต.ท.สมพงษ์ ต้นกันยา, ร.ต.ต.วิเชียร ลุนสำโรง, นาย ณชพัฒน์ ไกรศรีวรรธนะ​ เจ้าหน้าที่การข่าว กอ.รมน จังหวัดขอนแก่น พร้อมชุดปฏิบัติการปราบปรามยาเสพติด สภ.เมืองขอนแก่น

         ร่วมแถลงข่าวผลการจับกุม นายอำนวยหรือเป้า วิถี อายุ 36 ปี บ้านเลขที่ 10/1 ม.3 บ้านกุดกว้าง ต.เมืองเก่า อ.เมือง จ.ขอนแก่น พร้อมตรวจยึดของกลาง​ ไอซ์ น้ำหนัก 115.27 กรัม มูลค่าประมาณ 92,160 บาท, ยาบ้า จำนวน 25,600 เม็ด มูลค่าประมาณ 896,000 บาทโทรศัพท์ ยี่ห้อ ซัมซุงสีขาว รวมมูลค่ายาเสพติดประมาณ 988,160 บาท​ พร้อมตรวจยึดทรัพย์สินตาม พ.ร.บ. มาตรการในการปราบปรามยาเสพติดฯ ​คือรถจักรยานยนต์ ยี่ห้อ YAMAHA รุ่น aerox สีเขียว มูลค่า 80,000 บาท​ รวมยึดทรัพย์สิน มูลค่า 80,000 บาท​ ข้อหาเสพและมียาเสพติดให้โทษประเภท 1​ (ยาบ้า,ไอซ์) ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยผิดกฎหมาย

          พฤติการณ์ในการจับกุม ก่อนเกิดเหตุชุดปฏิบัติการปราบปรามยาเสพติด สภ.เมืองขอนแก่น ได้รับแจ้งจากสายลับว่าจะมีการลักลอบจำหน่ายยาบ้าและไอซ์ที่บริเวณบ้านกุดกว้าง ต.เมืองเก่า อ.เมือง จ.ขอนแก่น จึงได้รายงานผู้บังคับบัญชาทราบ เพื่อวางแผนวางกำลังปิดล้อมจับกุม ต่อมาวันที่ 2 ต.ค.62 เวลาประมาณ 15.38 น.เมื่อเดินทางไปถึงบ้านกุดกว้าง ต.เมืองเก่า อ.เมือง จ.ขอนแก่น พบนายอำนวยหรือเป้า ยืนอยู่ภายในบ้านเลขที่ 10/1 ม.3 บ้านกุดกว้าง ต.เมืองเก่า อ.เมือง จ.ขอนแก่น และมีลักษณะตรงกับตามที่สายลับได้แจ้งไว้

          จึงได้แสดงตนเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อทำการตรวจค้น ผลการตรวจค้นพบ ไอซ์ จำนวน 4 ถุง น้ำหนักรวม 115.2 กรัม พร้อมยาบ้ารวมจำนวน 25,600 เม็ดมซุกซ่อนอยู่ภายในบริเวณบ้านดังกล่าว ให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหาโดยรับว่า ยาบ้าดังกล่าวได้มาจากชาวลาวชื่อ ท้าวแสง ไม่ทราบชื่อนามสกุลจริง จึงได้ควบคุมตัวพร้อมด้วยของกลาง นำส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองขอนแก่น เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย พร้อมยึดทรัพย์มูลค่า 80,000 บาท

          เพื่อเป็นมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดอย่างจริงจัง ตามนโยบายของรัฐบาล สำนักงานตำรวจแห่งชาติ อีกทั้งยังเป็นการดำเนินการตามนโยบายการกวาดล้างอาชญากรรมและรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ของตำรวจภูธรภาค 4 และตำรวจภูธรจังหวัดขอนแก่น อีกด้วย

Cr.ประชาสัมพันธ์กอ.รมน.จ.ขอนแก่น
สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ รายงาน​

กองทัพภาคที่ 1 -ทหารมทบ.11-เขตหลักสี่ ร่วมฉีดพ่นละอองน้ำ ทำความสะอาดถนนแจ้งวัฒนะ ลดปริมาณฝุ่น PM 2.5

ตามนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงกลาโหม โดยพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม สั่งการให้ทุกหน่วยงานที่รับผิดชอบเร่งแก้ปัญหาฝุ่นละออง PM 2.5 ในเขตกรุงเทพมหานครและเขตปริมณฑล ดังนั้น กองทัพภาคที่ 1 โดยพลโท ธรรมนูญ วิถี แม่ทัพภาคที่ 1 ได้มอบหมายให้มณฑลทหารบกที่ 11 (มทบ.11) เร่งแก้ไขปัญหาที่เสี่ยงต่อผลกระทบต่อประชาชน อย่างเร่งด่วน

          โดยเมื่อเวลา​ 02.30 น. วันที่ 3 ต.ค.62​ : ร.ท.ราเมศ เพ็ชรเกื้อ นำกำลังเจ้าหน้าที่ทหาร มณฑลทหารบกที่ 11 (มทบ.11) พร้อมด้วย เจ้าหน้าที่สำนักงานเขตหลักสี่ ร่วมกันนำรถบรรทุกน้ำ จำนวน 3 คัน ลงพื้นที่ฉีดพ่นละอองน้ำ ทำความสะอาดพื้นผิวถนน ตลอดจนบนทางเท้า ถนนแจ้งวัฒนะ ตั้งแต่ช่วงหน้าอาคาร สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. ภาค1 ซอยแจ้งวัฒนะ 5 ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ ไปจนถึงศูนย์ราชการรวมระยะทาง ประมาณ 1.2 กิโลเมตร โดยเริ่มตั้งแต่เวลา 02.00 น.ไปจนถึง 04.00 น.

          ทั้งนี้การปฏิบัติการครั้งนี้ เป็นการใช้น้ำฉีดล้างพื้นผิวถนน ตลอดจนกวาดน้ำล้างฝุ่น เนื่องจากย่านถนนแจ้งวัฒนะ และพื้นที่ในเขตหลักสี่ เป็นพื้นที่มีการก่อสร้าง ส่งผลให้มีฝุ่น PM 2.5 เป็นจำนวนมาก จนทำให้เสี่ยงต่อผลกระทบต่อประชาชน โดยทาง มทบ.11 ซึ่งรับผิดชอบในส่วนพื้นที่ถนนแจ้งวัฒนะ จึงจัดกำลังทหาร พร้อมนำรถบรรทุกน้ำมา จำนวน 2 คัน ทางสำนักงานเขตหลักสี่ นำรถบรรทุกน้ำมาร่วม อีก 1 คัน ต่อหัวฉีดแรงดันน้ำ มาช่วยกันฉีดพ่นละอองน้ำ ทำความสะอาด เพื่อลดปริมาณฝุ่นดังกล่าว นอกจากนี้ยังมีทางเจ้าหน้าที่ทหาร พล.ม.2 ปฏิบัติการลักษณะเดียวกันในพื้นที่ถนนพหลโยธินอีกด้วย

สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ รายงาน​

NIA ขนทัพ นวัตกรรมเพื่อสังคมบุกสามย่านมิตรทาวน์ ในงาน “Innovation Thailand Expo 2019”

NIA ขนทัพนวัตกรรมเพื่อสังคมบุกสามย่านมิตรทาวน์ในงาน “Innovation Thailand Expo 2019” พลาดไม่ได้กับสุดยอดนวัตกรรมเพื่อสร้างรายได้-สร้างสุขภาพ-สร้างความสุขในเมือง

          สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม เปิดงาน “INNOVATION THAILAND EXPO 2019” อย่างยิ่งใหญ่ เริ่มแล้ววันที่ 3-5 ตุลาคม 2562 ณ สามย่านมิตรทาวน์ ภายใต้แนวคิด “Social Innovation in The City” ครั้งแรกกับการรวบรวมสุดยอดนวัตกรรมที่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิต ชุมชน และสิ่งแวดล้อม รวมถึงนวัตกรรมที่ตอบโจทย์การแก้ปัญหาสังคมในมิติต่างๆ

          รศ.ดร.วีระพงษ์ แพสุวรรณ ประธานกรรมการนวัตกรรมแห่งชาติ NIA เผยว่า “จากนโยบายของรัฐบาลที่ได้จัดตั้งกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ขึ้นเพื่อตอบโจทย์สําคัญในศตวรรษที่ 21 ในการวางรากฐานประเทศสู่อนาคต รวมถึงการเตรียมคนไทยสู่ศตวรรษที่ 21 ให้มีความอยู่ดีกินดี มีคุณภาพชีวิตที่ดี มีสิ่งแวดล้อมที่ดี และใช้ศักยภาพคนอย่างเต็มที่

         โดยกระทรวงฯ ได้มุ่งเน้นการสร้างและพัฒนาคนเพื่อให้เป็น “ประเทศที่มี Smart Citizen” การสร้างและพัฒนาองค์ความรู้เพื่อเป็น “ประเทศที่มีระบบเศรษฐกิจที่เน้นคุณค่า” รวมถึงการสร้างและพัฒนานวัตกรรมเพื่อมุ่งสู่การเป็น “ประเทศฐานนวัตกรรม หรือ Innovation Nation” ตอบโจทย์การปฏิรูปประเทศ ที่ไม่เพียงให้ความสําคัญกับการสร้างความเจริญทางเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ยังให้ความสําคัญกับการลดเหลื่อมล้ำ และการพัฒนาที่กระจุกตัวในสังคม ซึ่งจะต้องอาศัย “นวัตกรรมเพื่อสังคม หรือ Social Innovation” เป็นตัวขับเคลื่อนสําคัญในการสร้างนวัตกรรมที่เกิดคุณค่าต่อสังคม ชุมชน สิ่งแวดล้อม ร่วมกันทุกภาคส่วน ผ่านการแบ่งปันและเข้าถึงทรัพยากร องค์ความรู้ ทุน และบริการภาครัฐ ซึ่งขณะนี้ กระทรวงฯกําลังดําเนินงาน เพื่อให้เกิด “1,000 นวัตกรรมชุมชน” โดยมีโครงการหมู่บ้านนวัตกรรม เพื่อสังคมเข้าไปร่วมดําเนินการอยู่ด้วย”

         ในส่วนของ NIA ซึ่งถือเป็นหน่วยงานที่มีบทบาทสําคัญในการขับเคลื่อนระบบนวัตกรรมของประเทศ ผ่านกลไกและการประสานงานให้เกิดการทํางานร่วมกันของทุกภาคส่วน เพื่อให้เกิดการสร้างสรรค์นวัตกรรมทั้งด้านเศรษฐกิจและด้านสังคม โดยที่ผ่านมา NIA ได้ให้ความสําคัญกับการส่งเสริมและพัฒนา “นวัตกรรมเพื่อสังคม” อย่างต่อเนื่อง โดยมีการดําเนินงานที่ครอบคลุมทั้งการสร้างธุรกิจนวัตกรรม และการสร้างเครือข่ายนวัตกรรมเชิงสังคม ตลอดจนการขับเคลื่อน โครงการที่มีผลกระทบเชิงสังคมสูงร่วมกับเครือข่ายในหลายพื้น ได้แก่ “โครงการหมู่บ้านนวัตกรรมเพื่อสังคม” ที่เน้นแก้ไขปัญหาจาก ชุมชนในพื้นที่เป้าหมาย “โครงการนวัตกรรมสําหรับเมืองและชุมชน” ที่สามารถผลักดันไปสู่ การใช้งานจริง เพื่อแก้ไขปัญหาในประเด็นท้าทายที่เกิดขึ้นในสังคม เมืองและชุมชน รวมถึง “การพัฒนาสาขาธุรกิจเพื่อสังคม” ที่สร้างความสามารถทางนวัตกรรมของสังคม ลดความเหลื่อมล้ำครอบคลุมทั้งการสร้างธุรกิจ นวัตกรรม และ “การสร้างเครือข่ายนวัตกรรมเชิงสังคม”ที่แสดง ออกถึงความรับผิดชอบต่อสังคมร่วมกัน อย่างสร้างสรรค์ระหว่างชุมชน ผู้ประกอบการธุรกิจเพื่อสังคม หน่วยงานวิจัยทั้งภาครัฐและเอกชน

          โดยการจัดงาน Innovation Thailand Expo 2019 ภายใต้แนวคิด Social Innovation in the City ในปีนี้ จึงถือเป็นเวทีสําคัญในการ นําเสนอมุมมองการเกิดขึ้นของสังคมเมืองในปัจจุบันและการขยายตัวของ เมืองในพื้นที่ต่างๆ ที่ก่อให้เกิดปัญหาด้านสังคมตามมามากมาย​ ซึ่งสามารถ นํานวัตกรรมเพื่อสังคมมาช่วยลดปัญหาความเหลื่อมล้ําของคนในเมือง และ ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิต ทั้งในด้าน “การสร้างรายได้ การสร้างสุขภาพที่ ดี ที่จะนําไปสู่การสร้างความสุขอย่างยั่งยืน”

          ดร. พันธุ์อาจ ชัยรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) กล่าวเสริมว่า “งาน INNOVATION THAILAND EXPO 2019 หรือ ITE 2019 เป็นครั้งแรกกับการนำเสนอ “นวัตกรรมเพื่อสังคม” ซึ่งเป็นหนึ่งทางเลือกสำคัญที่จะช่วยลดปัญหาความเหลื่อมล้ำของคนในเมือง เพื่อการยกระดับคุณภาพชีวิตทั้งอย่างยั่งยืน ประกอบด้วย 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ สร้างรายได้ – นวัตกรรมเพื่อสังคมที่ช่วยสร้างรายได้ สร้างอาชีพ ลดความเหลื่อมล้ำในสังคม สร้างสุขภาพ – นวัตกรรมเพื่อสังคมที่ช่วยสร้างสุขภาพที่ดี ทำให้สังคมมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และ สร้างความสุข – นวัตกรรมเพื่อสังคมที่ช่วยสร้างความสุขในการใช้ชีวิตในสังคมเมือง ทำให้เกิดสิ่งแวดล้อมที่น่าอยู่”

          ภายในงานมีการจัดกิจกรรมที่น่าสนใจหลากหลาย ทั้งงานแสดงและจำหน่ายผลิตภัณฑ์นวัตกรรมที่สร้างสรรค์เพื่อสังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อมที่มีความหลากหลาย ซึ่งตอบโจทย์วิถีชีวิตของทุกคนที่อยู่ร่วมกันในสังคมในงานเดียว ตั้งแต่เด็ก วัยทำงาน ผู้สูงอายุ ผู้พิการ ผู้ด้อยโอกาส Social Innovation Forum หรือเวทีถ่ายทอดความรู้นวัตกรรมจากผู้เชี่ยวชาญใน 3 หัวข้อ ได้แก่

  1. กรณีศึกษาการพัฒนานวัตกรรมเพื่อสังคมจากสถาบันการศึกษาและบริษัทชั้นนำของประเทศ
  2. นวัตกรรมเพื่อสังคมกับการแก้ปัญหาในหลายหลายมิติและสร้างการเปลี่ยนแปลงในสังคม
  3. แนวโน้มนวัตกรรมไทยที่มีต่อสังคมในอนาคต ทั้งด้านหุ่นยนต์ การออกแบบ และสื่อ

          “นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมเวิร์กช็อปจากผู้ประกอบการที่ได้รับการสนับสนุนการพัฒนานวัตกรรมเพื่อสังคม อาทิ การชมภาพยนตร์สำหรับผู้พิการทางสายตาที่เปิดโอกาสให้ทั้งคนตาบอดและประชาชนทั่วไป การสอนประกอบ Solar Cell อย่างง่ายสำหรับชุมชน การสอนปลูกผักกลางเมืองสำหรับคนในเมือง การสอนธรรมะด้วยดิจิทัลอาร์ต “โพธิเธียร์เตอร์” กิจกรรมเสริมสุขภาพ เช่น การดัดจัดสรีระโดยผู้ด้อยโอกาส และการสอนโยคะสำหรับผู้สูงอายุ และกิจกรรมสำหรับเด็ก/นักเรียน/นักศึกษา เช่น การเขียนโปรแกรมเบื้องต้น การเตรียมตัวเข้าสู่งานในอนาคต เป็นต้น และในวันสุดท้ายของการจัดงาน (5 ตุลาคม) ซึ่งถือเป็นวันนวัตกรรมแห่งชาติ จะมีพิธีประกาศผล และมอบรางวัลสุดยอดนวัตกรรม (Innovation Awards) ให้กับผู้พัฒนานวัตกรรมดีเด่นในหลากหลายประเภท ได้แก่ รางวัลนวัตกรรมแห่งชาติ (ด้านเศรษฐกิจ สังคม การออกแบบ สื่อ องค์กรนวัตกรรมดีเด่น) รางวัลนวัตกรรมแห่งประเทศไทย รางวัล UAV Startup รางวัลแผนธุรกิจนวัตกรรมเพื่อสังคม และรางวัลนวัตกรรมข้าวไทย” ดร.พันธุ์อาจ กล่าว

          ขอเชิญชวนผู้ที่สนใจร่วมเปิดมุมมองด้าน “นวัตกรรมเพื่อสังคม” ที่สามารถสร้างรายได้ สร้างสุขภาพ และสร้างความสุข ให้แก่สังคม ชุมชน สิ่งแวดล้อม ภายใน “ITE 2019” ได้ในวันที่ 3-5 ตุลาคม 2562 ณ สามย่านมิตรทาวน์ ถนนพระราม 4 กรุงเทพฯ สามารถติดตามข้อมูลข่าวสารได้ที่ www.innovationthailand.org/ite2019 หรือ www.facebook.com/NIAThailand

สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ รายงาน​

ข้าว ซี.พี.- ผู้ผลิตข้าวตราฉัตร ชูจุดแข็ง ระบบการปลูกข้าวยั่งยืน พร้อมผลักดันข้าวคุณภาพระดับโลก

ข้าว ซี.พี.- ผู้ผลิตข้าวตราฉัตร ชูจุดแข็งระบบการปลูกข้าวยั่งยืน พร้อมผลักดันข้าวคุณภาพระดับโลก สอดรับมาตรฐาน SRP-The Sustainable Rice Platform ภายในงานประชุมและนิทรรศการข้าวเพื่อความยั่งยืน ครั้งที่ 2 (2nd Global Sustainable Rice Conference and Exhibition 2019)

          ข้าว ซี.พี.-ข้าวตราฉัตร ร่วมกับโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UN Environment-UNEP) และสถาบันวิจัยข้าวระหว่างประเทศ (IRRI) ดึงจุดแข็งระบบการปลูกข้าวยั่งยืนของบริษัทฯ ภายใต้โครงการส่งเสริมการปลูกข้าว ที่ทำร่วมกับภาครัฐ ภาคเกษตรกร และภาคประชาชน มากว่า 10 ปี ทั่วประเทศ ทำให้ตอนนี้ มีพื้นที่เข้าร่วมในโครงการฯ กว่า 301,325 ไร่ และมีเกษตรกรสมาชิก รวมทั้งสิ้น 12,178 ราย

          ข้าวตราฉัตรจึงได้จับมือร่วมกับ 2 ภาคีเครือข่ายใหญ่ ร่วมกันผลักดันข้าวคุณภาพระดับโลก เพื่อสอดรับมาตรฐาน SRP-The Sustainable Rice Platform คือการขับเคลื่อนการเกษตรยั่งยืน (Driving To Sustainable Rice System) ด้วยการบริหารจัดการระบบการผลิตข้าว โดยคำนึงถึงระบบนิเวศ ทรัพยากร สิ่งแวดล้อมในไร่นา ผสมผสานการตลาด จนพัฒนานำไปสู่การพึ่งพาตนเองได้ของเกษตรกรสมาชิก ซึ่งข้าวตราฉัตรถือเป็นแบรนด์ข้าวคนไทยแบรนด์เดียว ที่เข้าร่วมเป็นสมาชิกในโครงการ SRP-The Sustainable Rice Platform

         นายสุรชัย ชัยชนะสิทธิการ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ข้าว ซี.พี. จำกัด (ข้าวตราฉัตร) กล่าวว่า ข้าวตราฉัตร มุ่งมั่น ให้ความสำคัญเรื่องพัฒนาคุณภาพข้าวไทย ไปพร้อมๆ กับการเพิ่มขีดความสามารถให้กับเกษตรกรไทยมาโดยตลอด เพื่อทำให้เกษตรกรไทยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น สามารถบริหารจัดการระบบการผลิตข้าวไทยที่มีประสิทธิภาพ ทำให้ได้วัตถุดิบข้าวที่มีคุณภาพ ตรงตามมาตรฐาน ซึ่งจะทำให้เกษตรกรมีรายได้ที่เพิ่มมากขึ้นตามมา และบริษัทฯ จะเป็นแหล่งตลาดให้กับเกษตรกรสมาชิก รับซื้อข้าวเปลือกคืนจากเกษตรกรสมาชิก ทำให้มั่นใจได้ว่าข้าวที่ปลูกมา จะมีตลาดรองรับที่แน่นอน ผ่านในรูปแบบของโครงการส่งเสริมการปลูกข้าวของบริษัทฯ ซึ่งดำเนินงานร่วมกับเครือข่ายพันธมิตร อาทิ ภาครัฐ ภาคเกษตรกรสมาชิก และภาคประชาชน ร่วมกันสร้างมูลค่าเพิ่มของผลผลิตข้าวที่มีคุณภาพตรงตามมาตรฐาน GAP มาเป็นระยะเวลากว่า 10 ปีกับความสำเร็จของโครงการฯ รวมพื้นที่กว่า 301,325 ไร่ ทั่วประเทศ และมีเกษตรกรสมาชิกเข้าร่วมโครงการฯ รวมทั้งสิ้น 12,178 ราย

          รูปแบบระบบการเกษตรแบบยั่งยืน (Sustainable Agriculture) คือการทำการเกษตรที่ตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภค และเป็นมิตรกับสภาพแวดล้อม ความสมดุลของสภาพธรรมชาติ ซึ่งมีหลากหลายรูปแบบ อาทิ หนึ่ง เกษตรผสมผสาน (Integrated Farming) เป็นการผลิตที่มากกว่าสองกิจกรรมขึ้นไป

          ในเวลาเดียวกัน กิจกรรมทั้งสองนี้จะเกื้อกูลซึ่งกันและกัน สร้างมูลค่าเพิ่มให้มากขึ้น จากการใช้ประโยชน์ทรัพยากรที่ดินที่มีจำกัดในไร่นาให้เกิดประโยชน์สูงสุด สอง เกษตรอินทรีย์ (Organic Farming) เป็นการผลิตที่ไม่ใช้สารอนินทรีย์เคมี หรือเคมีสังเคราะห์ แต่สามารถใช้อินทรีย์เคมีได้ เพื่อเพิ่มความอุดมสมบูรณ์แก่ทรัพยากรดิน สร้างความปลอดภัยด้านอาหาร (Food Safety) ให้แก่ผู้บริโภค

         สาม เกษตรธรรมชาติ (Natural Farming) เป็นการทำเกษตรที่ไม่รบกวนธรรมชาติ หรือรบกวนให้น้อยที่สุด ไม่ไถพรวน ไม่ใช้สารเคมี ไม่ใช้ปุ๋ยเคมี และไม่กำจัดวัชพืช แต่สามารถคลุมดิน และใช้ปุ๋ยพืชสดได้ จะช่วยฟื้นฟูความสมดุลของระบบนิเวศ (Rehabiltation Of Ecological Balance) และลดการพึ่งพาปัจจัยภายนอก สี่ เกษตรทฤษฎีใหม่ (New Theory Agriculture) เป็นการจัดการทรัพยากรน้ำในไร่นาให้เพียงพอ เพื่อผลิตพืชอาหาร โดยเฉพาะข้าวเอาไว้บริโภคในครัวเรือน รวมถึงการผลิตอื่นๆ เพื่อบริโภค และจำหน่ายส่วนที่เหลือแก่ตลาด เพื่อสร้างรายได้อย่างพอเพียง จะช่วยสร้างความมั่นคงด้านอาหาร (Food Security) ซึ่งเป็นขั้นพื้นฐานของเศรษฐกิจพอเพียงระดับครัวเรือน และ ห้า วนเกษตร (Agroforesty) เป็นการเน้นมีต้นไม้ใหญ่ และพืชเศรษฐกิจหลายระดับที่เหมาะสมกับแต่ละพื้นที่ เพื่อใช้ประโยชน์ป่าไม้ของพืชหรือสัตว์ชนิดต่างๆ ที่เกื้อกูลกัน อีกทั้งเป็นการเพิ่มพื้นที่ทรัพยากรป่าไม้ที่มีจำกัดได้อีกทาง จะช่วยให้เกิดความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity) อีกด้วย

          ซึ่งระบบการเกษตรแบบยั่งยืนของบริษัทฯ ได้มีการยึดหลักตามแนวทางมาตรฐาน SRP มาประยุกต์ใช้แบบผสมผสานทุกรูปแบบ มีการพัฒนาระบบบริหารจัดการผลิตข้าว ที่คำนึงถึงความสมดุลของระบบนิเวศในแต่ละพื้นที่ส่งเสริมเพาะปลูก มีมาตรการช่วยฟื้นฟูและอนุรักษ์ทรัพยากรในไร่นาและสิ่งแวดล้อม โดยการสร้างความอุดมสมบูรณ์ของดิน น้ำ ความหลากหลายทางชีวภาพ ด้วยระบบการผลิตที่เหมาะสม (Appropriate Production System) นอกจากนี้ การพัฒนาคุณภาพชีวิตของเกษตรกรสมาชิกและคนในชุมชนที่เกี่ยวข้อง ก็เป็นสิ่งที่เราตระหนักและให้ความสำคัญมาตลอด

          การขับเคลื่อนการเกษตรยั่งยืนของข้าวตราฉัตร (Diving To Sustainable Rice System) ถือเป็นภารกิจหลักอีกอย่างหนึ่งนอกเหนือจากการพัฒนาคุณภาพข้าวไทย เพราะระบบการเกษตรแบบยั่งยืน จะสมบูรณ์ได้ ต้องทำให้เกษตรกรสามารถเรียนรู้ นำไปปฏิบัติได้จริง โดยคำนึงถึงความปลอดภัยของทรัพยากรในไร่นาและสิ่งแวดล้อม และพัฒนาไปสู่การพึ่งพาตนเองได้ในที่สุด

สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ รายงาน​

การ์ตูนเน็ทเวิร์ค อเมโซนจับมือช้อปปี้ เปิดตัวเทศกาลช้อป O2O ครั้งแรก จัดฟรีคอนเสิร์ตจากศิลปินดัง วันเดียวเท่านั้น

         การ์ตูนเน็ทเวิร์คอเมโซน ต.บางเสร่ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี ห่างจากเมืองพัทยา 15 กม. สวนน้ำธีมการ์ตูนเน็ทเวิร์คแห่งแรกของโลก ผู้ชนะรางวัลอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยประจำปี 2562 ร่วมมือกับ ช้อปปี้ ผู้นำแพลทฟอร์มอีคอมเมิร์ซ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และไต้หวัน

          จัดงานเทศกาลช้อปปิ้งในรูปแบบ O2O (Online to Offline) ประจำปี ขึ้นเป็นครั้งแรก ดึงร้านค้าถึง 400 ร้านค้า บนแอพช้อปปี้ ในโลกออนไลน์มาเอาใจขาช้อปบนโลกออฟไลน์ พรั่งพร้อมด้วยโปรโมชั่นลดกระหน่ำ ร้านอาหารท้องถิ่นที่มีชื่อเสียง การแสดงจากศิลปินชื่อดังของไทย Thaitay All Star นำโดย ขันและเดย์ ไทเทนี่ยม, NICECNX, Sir Poppa, BIG CALO และ DJAYBUDDHA และกิจกรรมสนุก ๆ มากมาย ในวันเสาร์ ที่ 12 ตุลาคม 2562 เพียงวันเดียวเท่านั้น นับเป็นการเสริมสร้างศักยภาพและความเข้มแข็งจากความร่วมมือกันของภาคการท่องเที่ยวและอีคอมเมิร์ซเป็นครั้งแรกในประเทศไทยและตลาดเอเชีย ส่งเสริมการท่องเที่ยวไทย ตามนโยบายของรัฐบาลอีกด้วย

ภาพ/ข่าว นิราช ทิพย์ศรี /นันทพล ทิพย์ศรี ผู้สื่อข่าว จ.ชลบุรี
นายพรเทพ เขม้นเขตวิทย์ รายงานจากศูนย์ข่าวภาคตะวันออก

ปราจีนบุรี-สุดเศร้า บุรุษไปรษณีย์ขี่รถคู่ใจ ชนท้ายรถพ่วง 18 ล้อ ดับคาที่ ขณะส่งจดหมายให้ลูกค้า

https://youtu.be/TXP2sncGilE

          วันที่ 3 ตุลาคม 2562 ร.ต.ท.วงศธร มรรคนันท์ ร้อยเวรสอบสวน สภ.เมืองปราจีนบุรี รับแจ้งจากหน่วยกู้ภัยมูลนิธิสว่างบำเพ็ญธรรมสถานปราจีนบุรี ว่ามีอุบัติเหตุรถจักรยานยนต์ชนท้ายรถพ่วง 18 ล้อ บริเวณหน้าแฟลตตำรวจอำเภอเมืองปราจีนบุรี ในที่เกิดเหตุมีผู้เสียชีวิต หลังรับแจ้งจึงได้เดินทางไปตรวจสอบ พร้อมประสานแพทย์จากโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศรเพื่อร่วมชันสูตร

          ในที่เกิดเหตุดังกล่าว พบรถจักรยานยนต์ ฮอนด้า เวฟ สีแดง-ดำ หมายเลขทะเบียน 1กญ 9233 ปราจีนบุรี พุ่งชนท้ายรถพ่วง 18 ล้อ บรรทุกยางมะตอยมาเต็มคัน ที่จอดอยู่บริเวณข้างทาง โดยมีผู้เสียชีวิตชาย 1 ราย เป็นผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ จากการตรวจสอบพบว่าสวมใส่ชุดไปรษณีย์ และเป็นรถสำหรับส่งไปรษณีย์ตามหมู่บ้าน เสียชีวิตในลักษณะคร่อมอยู่กับรถจักรยานยนต์ ตัวหงายมาด้านหลัง มีบาดแผลเปิดขนาดใหญ่บริเวณคางไปจนถึงไหล่ซ้าย หมวกกันน็อคกระเด็นไปอยู่บนเกาะกลางถนน ทราบชื่อต่อมา นายวรวิทย์ ช่างกลึง อายุ 34 ปี บ้านเลขที่ 25/1 หมู่ 9 ต.คำโตนด อ.ประจันตคาม จ.ปราจีนบุรี ทำงานเป็นบุรุษไปรษณีย์อยู่ที่สาขาอำเภอเมืองปราจีนบุรี

         สำหรับรถคู่กรณีเป็นรถพ่วง 18 ล้อ ยี่ห้อฮีโน่ 500 สีขาว หมายเลขทะเบียนส่วนหัว 85-9741 สระบุรี ส่วนพ่วงหมายเลขทะเบียน 85-9738 สระบุรี มีนายทวี วงษ์หาแทน อายุ 30 ปี เป็นคนขับขี่ อ้างว่าตนเองบรรทุกยางมะตอยมาจากจังหวัดสระบุรี เพื่อมาลงที่เมืองปราจีนบุรี ซึ่งตนเองได้จอดรอลงอยู่บริเวณจุดเกิดเหตุตั้งแต่ช่วงเช้า

          ต่อมา ร้อยโทวิชัย ช่างกลึง บิดาของผู้เสียชีวิตได้เดินทางมาดูร่างลูกชายที่เกิดเหตุ พร้อมด้วยแฟนสาว และเพื่อนร่วมงาน โดยพ่อของผู้ตายบอกว่า ลูกชายของตนเองทำงานเป็นบุรุษไปรษณีย์มาปีกว่าแล้ว แต่สายตาไม่ค่อยดีนัก ต้องใส่แว่นอยู่ตลอด ช่วงเกิดเหตุอาจมองไม่ชัดว่ารถจอดอยู่ อย่างไรแล้วเจ้าหน้าที่ตำรวจได้เชิญตัวผู้ขับขี่รถบรรทุกพ่วง 18 ล้อ และญาติของผู้เสียชีวิตได้สอบสวนอย่างละเอียดต่อไป

ภาพ/ข่าว ณัฐวัฒน์ กุลเศรษฐ์สุวภา ผู้สื่อข่าว จ.ปราจีนบุรี
นาย  พรเทพ เขม้นเขตวิทย์ รายงานจากศูนย์ข่าวภาคตะวันออก