รองนรม.จุรินทร์ฯ ย้ำประชาสัมพันธ์งานพระราชพิธีบรมราชาภิเษกการเสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนครโดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารค เนื่องในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก 2562

          ตามที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีหมายกำหนดการจะเสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนครโดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารค เนื่องในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช 2562 ในวันที่ 24 ตุลาคม 2562 นั้น รัฐบาลจึงได้จัดตั้งคณะกรรมการอำนวยการจัดงานพระราชพิธีบรมราชาภิเษกโดยมีนายกรัฐมนตรี พลเอก ประยุทธ์   จันทร์โอชา เป็นประธานกรรมการ และได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการฝ่ายประชาสัมพันธ์พระราชพิธีบรมราชาภิเษกโดยมีรองนายกรัฐมนตรี นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ เป็นประธานกรรมการฝ่ายประชาสัมพันธ์ และมีอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ พลโท สรรเสริญ แก้วกำเนิด เป็นกรรมการและเลขานุการฝ่ายประชาสัมพันธ์พระราชพิธีบรมราชาภิเษก ได้มอบหมายให้ดำเนินการประชาสัมพันธ์เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบข้อมูลข่าวสาร พระราชพิธีบรมราชาภิเษกอย่างต่อเนื่องและกว้างขวาง นั้น

          วันนี้ (11 ต.ค.62) นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะประธานคณะกรรมการฝ่ายประชาสัมพันธ์งานพระราชพิธีบรมราชาภิเษกการเสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนครโดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารค เนื่องในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช 2562 ได้เป็นประธานแถลงข่าวการประชาสัมพันธ์พระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช 2562 โดยให้ข้อมูลข่าวสารการเสด็จพระราชดำเนินในกระบวนพยุหยาตราทางชลมารคในวันที่ 24 ตุลาคม 2562 โดยเน้นย้ำการประชาสัมพันธ์ให้เข้าถึงประชาชนอย่างแพร่หลาย และกว้างขวาง

          นายจุรินทร์ กล่าวว่า รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่ง ที่เห็นพี่น้องสื่อมวลชนทุกแขนงที่ได้มารวมตัวกันอย่างอบอุ่นเพื่อร่วมงานแถลงข่าวในวันนี้ ทำให้เกิดความมั่นใจว่าข้อมูลข่าวสารการเสด็จพระราชดำเนินโดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารค เนื่องในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกพุทธศักราช 2562 ที่กำลังจะมีขึ้นในวันที่ 24 ตุลาคม 2562 นี้จะได้รับการเผยแพร่ไปยังพี่น้องประชาชนอย่างแพร่หลายและกว้างขวาง ทั้งนี้เพื่อให้พี่น้องประชาชนทั้งประเทศได้มีส่วนร่วมในพระราชพิธีอันยิ่งใหญ่ด้วยการเฝ้ารับเสด็จตลอดสองฟากฝั่งของลำน้ำเจ้าพระยาที่ขบวนเรือจะเคลื่อนผ่าน และเฝ้ารับเสด็จชื่นชมพระบารมีตลอดเส้นทางที่ขบวนจะเสด็จผ่าน จึงนับเป็นโอกาสอันดีของประชาชนคนไทยทั่วประเทศ ที่จะได้ร่วมบันทึกไว้เป็นหน้าหนึ่งในประวัติศาสตร์   เพราะพระราชพิธีสำคัญนี้เป็นพระราชพิธีที่สืบทอดตามแบบโบราณราชประเพณีที่มีเพียงหนึ่งเดียวในโลก

          นายจุรินทร์ กล่าวว่า สำหรับการจัดการแถลงข่าวในวันนี้ พี่น้องสื่อมวลชนจะได้รับข้อมูลข่าวสารการจัดงานพระราชพิธีบรมราชาภิเษก โดยเฉพาะการเสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนครโดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารคได้ครบถ้วนในทุกมิติ และในฐานะประธานกรรมการฝ่ายประชาสัมพันธ์จึงขอให้พี่น้องสื่อมวลชนทุกท่านทราบว่าภารกิจของคณะกรรมการจะดำเนินการด้านนี้ใน 3 เรื่อง คือ เรื่องแรก การให้ข้อมูลข่าวสารต้องถูกต้องครบถ้วนในทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นความเป็นมาของการเสด็จพระราชดำเนินเรียบพระนครโดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารค ตามแบบอย่างโบราณราชประเพณี การจัดขบวนเรือ ความหมายของเรือหรือบทแห่แต่ละบท รวมทั้งรายละเอียดที่เกี่ยวข้อง เช่น การจัดจุดรับเสด็จ การอำนวยความสะดวกแก่ประชาชน การจัดรถรับส่ง การดูแลด้านสุขภาพ การจัดตั้งโรงครัวพระราชทาน เป็นต้น

          การประชาสัมพันธ์จะแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ การประชาสัมพันธ์ในประเทศและต่างประเทศ สำหรับในประเทศนั้นเน้นย้ำให้ประชาชนรับรู้ข้อมูลข่าวสารทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัด สามารถเข้าร่วมงานได้อย่างสะดวกราบรื่น หรือพี่น้องที่อยู่ในต่างจังหวัดที่ไม่สามารถมาร่วมพิธีก็สามารถชื่นชมพระราชพิธีผ่านการถ่ายทอดสดทางวิทยุกระจายเสียงและโทรทัศน์ ส่วนการประชาสัมพันธ์ในต่างประเทศจะเน้นให้คนไทยที่อยู่ในต่างประเทศและชาวต่างชาติที่อยู่ในภูมิภาคอื่นๆ ทั่วโลกได้รับรู้ข้อมูลข่าวสารผ่านสื่อได้อย่างถูกต้องและร่วมชื่นชมในพระราชพิธีไปพร้อมพร้อมกับคนไทย

         สำหรับช่องทางที่ใช้เป็นหลักในการประชาสัมพันธ์คือเว็บไซต์พระลาน เว็บไซต์ www.phralan.in.th และ Facebook พระราชพิธีพระบรมราชาภิเษก พุทธศักราช ๒๕๖๒ รวมทั้ง OR Code (และLine@ บรมราชาภิเษก) ที่เตรียมไว้ให้สื่อมวลชนทุกท่านเพื่อให้ท่านได้นำไปขยายผลผ่านสื่อที่รับผิดชอบอยู่ไม่ว่าจะเป็นวิทยุ โทรทัศน์ สิ่งพิมพ์ หรือแม้กระทั่งสื่อโซเชียลมีเดีย สังคมออนไลน์ และการประชาสัมพันธ์ในต่างประเทศจะเน้นช่องทางของสถานทูตไทยในต่างประเทศ ผ่านสื่อเว็บไซต์ของกระทรวงการต่างประเทศ และของกรมประชาสัมพันธ์เป็นหลัก

          ส่วนภารกิจที่สอง คือ การบริหารจัดการสื่อมวลชน คือ การให้ข้อมูลล่วงหน้า และในครั้งนี้ไม่ได้มีการจัดตั้งศูนย์สื่อมวลชนเหมือนครั้งพระราชพิธีเบื้องต้นและเบื้องกลางเนื่องจากพระราชพิธีในครั้งนี้มีระยะเวลาเพียงวันเดียว คือวันที่ 24 ตุลาคม นี้ ซึ่งจะแตกต่างจากครั้งที่แล้วซึ่งมีภารกิจหลายวัน ดังนั้นการให้ข้อมูลผ่านสื่อมวลชนจึงเน้นผ่านสื่อออนไลน์เป็นหลัก แต่สำหรับในพระราชพิธีวันที่ 24 ตุลาคมนี้ เราจะอำนวยความสะดวกให้สื่อมวลชนในการเข้าปฏิบัติงานในพื้นที่ล่วงหน้าด้วยการลงทะเบียน พร้อมจัดทำแนวทางการปฏิบัติ ซึ่งได้ชี้แจงเป็นระยะในช่วงที่ผ่านมา จึงขอให้พี่น้องสื่อมวลชนทุกท่าน มั่นใจว่าจะสามารถอำนวยความสะดวกเพื่อให้ปฏิบัติภารกิจอันยิ่งใหญ่นี้ให้สำเร็จลุล่วงไปไปได้ด้วยดี

          ส่วนภารกิจที่สาม คือ การถ่ายทอดสด ซึ่งจะมีแบ่งเป็นสองส่วน คือ ถ่ายทอดโทรทัศน์ โดยโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย จะเริ่มในเวลา 15.15 น. จนเสร็จสิ้นพระราชพิธี เป็นการบูรณาการร่วมกันกับสถานีโทรทัศน์หลายๆช่อง เพื่อให้ทำงานออกมาดีที่สุด ได้รับคำชื่นชม เฉกเช่นการถ่ายทอดสดในครั้งพระราชพิธีที่ผ่านมา และที่สำคัญ คือ ตระหนักในพระราชกระแสรับสั่งของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า ที่ได้พระราชทานคำแนะนำไว้ว่าขอให้บรรยายมีสิ่งที่จำเป็นถูกต้อง และครบถ้วนเพื่อให้ประชาชนได้อรรถรสในการรับชมทั้งภาพ และเสียง

          สำหรับการถ่ายทอดสดทางวิทยุกระจายเสียง สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทยจะเป็นแม่ข่ายในการถ่ายทอดสดให้สถานีวิทยุอื่นๆ ทั่วประเทศ จะรับสัญญาณเพื่อให้ประชาชนได้รับฟังจนเสร็จสิ้นพระราชพิธีเช่นกัน ซึ่งในการถ่ายทอดสดนั้นจะมีเจ้าหน้าที่ของกรมประชาสัมพันธ์ลงไปปฏิบัติงานในเรือร่วมกับฝีพาย เพื่อนำภาพและเสียงขับบทแห่เรือส่งสัญญาณมายังศูนย์ถ่ายทอดสดให้ผู้ชมทางบ้านได้รับชม และฟังเสียงเสมือนอยู่ร่วมในขบวนเรือด้วยตนเอง

          สิ่งที่จะขอถือโอกาสนี้ฝากไปยังพี่น้องสื่อมวลชนทุกท่าน คือ ประการที่หนึ่ง งานด้านการประชาสัมพันธ์จากนี้ไปจะเป็นโค้งสุดท้าย จึงขอให้คณะกรรมการทุกท่านทุกหน่วยช่วยเพิ่มความเข้มข้นของการประชาสัมพันธ์ โดยหน่วยงานใดที่สามารถให้ข้อมูลได้ขอให้ช่วยกันชี้แจงและให้ข้อมูลกับเพื่อนสื่อมวลชนโดยเฉพาะในเรื่องที่เกี่ยวกับการอำนวยความสะดวกแก่พี่น้องประชาชนที่จะได้ไปเข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท จึงอยากขอเน้นย้ำ

          สุดท้าย สิ่งที่ขอฝากพี่น้องสื่อมวลชน คือ สิ่งที่นายกรัฐมนตรีได้เคยเน้นย้ำไว้ ขอนำมาถ่ายทอดตรงนี้ คือ ข้อห่วงใยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ไม่ประสงค์จะให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อน หรือ ผลกระทบจากการจัดงานพระราชพิธีในครั้งนี้ ดังนั้นขอให้ทุกส่วนช่วยกันให้ข้อมูลที่ชัดเจนแม่นยำโดยเฉพาะในเรื่องการวางแผนการเดินทางของประชาชน การอำนวยความสะดวกแก่ประชาชน

นายกรัฐมนตรีเตรียมลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการฟื้นฟู เยียวยา และมอบกำลังใจผู้ประสบอุทกภัย ณ จังหวัดอุบลราชธานี

          ศาสตราจารย์นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า วันนี้ (11 ตุลาคม 2562) เวลา 13.00 น. พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พร้อมคณะเตรียมลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและติดตามการฟื้นฟู เยียวยา การบำบัดน้ำเสีย รวมถึงการซ่อมแซมบ้านเรือน และสาธารณประโยชน์ พร้อมให้กำลังใจผู้ประสบอุทกภัย ณ จังหวัดอุบลราชธานี

          โดยนายกรัฐมนตรีจะติดตามการดำเนินงานตามแผนฟื้นฟูและเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย การบำบัดน้ำเสีย รวมถึงการให้ความช่วยเหลือในด้านต่าง ๆ ทั้งการซ่อมแซมบ้านเรือนประชาชน และสถานที่สาธารณประโยชน์ต่าง ๆ ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยของส่วนราชการในพื้นที่ พร้อมกันนี้ นายกรัฐมนตรีจะตรวจเยี่ยมสภาพการทลายของตลิ่ง ณ บริเวณท่ากกแห่ ตำบลแจระแม อำเภอเมือง ซึ่งพังทลายลงเนื่องจากน้ำมีการลดระดับลงอย่างรวดเร็ว ทำให้พื้นดินปรับสภาพไม่ทันเกิดการทลายทรุดตัวลง หลังเสร็จภารกิจ นายกรัฐมนตรีและคณะเดินทางกลับกรุงเทพมหานครในวันเดียวกัน

รองนายกฯ พลเอก ประวิตรฯ ลงพื้นที่ สั่งทุกหน่วยงานสกัดหมอกควัน ฝุ่น PM 2.5 เพื่อคุณภาพอากาศที่ดีของภาคเหนือ

          พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ สั่งการหน่วยงานเตรียมความพร้อมป้องกันและรับมือสถานการณ์หมอกควันภาคเหนือ ปี 2563 ไม่ให้เกิดสถานการณ์หมอกควันในระดับที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพอนามัยของประชาชน ณ ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบ พระชนมพรรษา อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ โดยมีหน่วยงานรับมอบนโยบาย อาทิ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ปลัดกระทรวง และหัวหน้าส่วนราชการในสังกัดกระทรวงกลาโหม กระทรวงมหาดไทย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กระทรวงคมนาคม สำนักนายกรัฐมนตรี  และผู้ว่าราชการจังหวัด 9 จังหวัดภาคเหนือ

          พลเอก ประวิตรฯ เน้นย้ำให้ทุกหน่วยงานที่ทุ่มเทสรรพกำลังและทรัพยากร เพื่อหยุดการเผา และควบคุมไม่ให้ปริมาณฝุ่นละอองสูงเกินเกณฑ์มาตรฐานตลอดปี 2563 และให้กระทรวงมหาดไทยเป็นหน่วยหลัก บูรณาการสั่งการโดยผู้ว่าราชการจังหวัด หากฝุ่นละอองสูงเกินเกณฑ์มาตรฐาน ให้ประกาศห้ามเผาโดยทันที ให้นายอำเภอ อบต. กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ลงพื้นที่ถึงระดับตำบล โดยเฉพาะตำบลเสี่ยงเผา ให้กระทรวงกลาโหม สนับสนุนการลาดตระเวนและดับไฟ ทั้งภาคพื้นดินและทางอากาศอย่างเต็มที่ ให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เร่งเปลี่ยนพื้นที่เกษตรทั้งหมดใน 9 จังหวัดภาคเหนือไปสู่การเป็นเกษตรปลอดการเผา ภายใน 3 ปี และกำกับให้ภาคเอกชน โดยเฉพาะธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ งดสนับสนุนผลผลิตทางการเกษตรที่มาจากการบุกรุกป่าอย่างเด็ดขาด ให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ลดจุดความร้อน (Hotspot) ในพื้นที่ป่าให้เป็นศูนย์ ในระหว่างวันที่ 15 มีนาคม ถึง 30 เมษายน 2563 พร้อมทั้งระดมสรรพกำลัง อุปกรณ์ เครื่องมือจากนอกพื้นที่ มาเสริมการลาดตระเวน เฝ้าระวัง และดับไฟป่า ไม่ให้เกิดการลุกลามของไฟจนไม่สามารถควบคุมได้ นอกจากนี้ ให้ทุกหน่วยงานสร้างความเป็นเอกภาพของข้อมูล เพื่อการสั่งการที่ถูกต้อง และลดความตื่นตระหนกของประชาชน สื่อสารทำความเข้าใจกับประชาชนถึงการดำเนินงานของภาครัฐอย่างต่อเนื่องให้ประชาชนเกิดความเชื่อมั่นและร่วมมือในการป้องกันและแก้ไขปัญหามากขึ้น และให้เข้มงวดการดำเนินการตามแผนปฏิบัติการขับเคลื่อนวาระแห่งชาติ “การแก้ไขปัญหามลพิษด้านฝุ่นละออง” ให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมโดยเร็ว

          นอกจากนี้ พลเอก ประวิตรฯ ยังได้ตรวจเยี่ยมให้กำลังใจกำลังพลและเครือข่ายภาคประชาชนที่จะเป็นกำลังสำคัญในการเฝ้าระวังและดับไฟ พร้อมเน้นย้ำให้ร่วมมือกันอย่างเต็มที่ในการปกป้องภาคเหนือจากมลพิษหมอกควัน และให้เกียรติปล่อยขบวนคาราวานต้านการเผา ลดหมอกควัน เพื่อคุณภาพอากาศที่ดี เพื่อสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับประชาชน ให้ร่วมเป็นส่วนสำคัญในการลดและเลิกการเผา และช่วยสนับสนุนการเฝ้าระวังการเกิดไฟและหมอกควัน หนุนเสริมการทำงานของภาครัฐให้มีประสิทธิภาพ นำไปสู่การป้องกันและแก้ไขปัญหาหมอกควันภาคเหนืออย่างยั่งยืนต่อไป

          จากสถานการณ์หมอกควันและฝุ่น PM2.5 ในปีที่ผ่านมา พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ได้มีความห่วงใยพ่อแม่พี่น้องประชาชนภาคเหนือที่มักได้รับผลกระทบจากหมอกควันเป็นประจำทุกปี ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ถึงเมษายน โดยเฉพาะปี 2562 ที่ผ่านมา สภาพอากาศแห้งแล้ง ปริมาณน้ำฝนต่ำกว่าปกติ ทำให้เกิดไฟได้ง่าย ลุกลามอย่างรวดเร็ว และเมื่อไฟลามเข้าสู่พื้นที่ป่าซึ่งมีเชื้อเพลิงจำนวนมากทำให้ไฟที่ลุกไหม้มีความรุนแรง ส่งผลให้สถานการณ์หมอกควันมีความรุนแรง จากสภาวะอากาศที่แห้งและนิ่ง ภูมิประเทศบางแห่งเป็นแอ่งกระทะ เช่น แอ่งแม่ฮ่องสอน แอ่งเชียงใหม่-ลำพูน เป็นต้น ฝุ่นละอองไม่แพร่กระจาย และสามารถแขวนลอยอยู่ในบรรยากาศได้นาน ไม่ตกลงสู่พื้นดิน ส่งผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อม สุขภาพอนามัยของประชาชน ก่อให้เกิดความเดือดร้อนรำคาญ นอกจากนี้ปัญหาหมอกควันยังส่งผลกระทบต่อสภาวะเศรษฐกิจของพื้นที่ภาคเหนือ โดยเฉพาะอย่างยิ่งส่งผลกระทบต่อธุรกิจการท่องเที่ยว รวมถึงบดบังทัศนวิสัยการจราจรทั้งทางบกและทางอากาศ ซึ่งพบว่ามีการยกเลิกและเลื่อนเที่ยวบินเนื่องจากทัศนวิสัยต่ำกว่าเกณฑ์ปลอดภัย ดังนั้น เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการป้องกันและรับมือสถานการณ์หมอกควันภาคเหนือปี 2563 ไม่ให้เกิดสถานการณ์หมอกควันในระดับที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพอนามัยของประชาชน โดยมีการประชุมหารือและมอบนโยบาย เพื่อเป็นแนวทางการดำเนินงานแบบบูรณาการและมีประสิทธิภาพสูงสุดของทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ รัฐมนตรี ปลัดกระทรวง และหัวหน้าส่วนราชการในสังกัดกระทรวงกลาโหม กระทรวงมหาดไทย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กระทรวงคมนาคม สำนักนายกรัฐมนตรี ผู้ว่าราชการจังหวัด 9 จังหวัดภาคเหนือ ทั้งนี้ ให้มั่นใจว่าทุกหน่วยงานพร้อมที่จะทุ่มเทสรรพกำลังและทรัพยากรเพื่อหยุดการเผา และควบคุมไม่ให้ฝุ่นละอองสูงเกินเกณฑ์มาตรฐานตลอดปี 2563

ขอบคุณเรื่องแนะนำจากรัฐบาลไทย ข่าวทำเนียบรัฐบาล

มุกดาหาร # สนง. พัฒนาชุมชน อ.นิคมคำสร้อย พัฒนาศักยภาพสตรี ตำบลนิคมคำสร้อย

          เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2562 เวลา 09.00น. สำนักงานพัฒนาชุมชนอำเภอนิคมคำสร้อย จังหวัดมุกดาหาร ร่วมกับคณะกรรมการพัฒนาสตรีตำบลนิคมคำสร้อยและกองทุนพัฒนาบทบาทสตรีจังหวัดมุกดาหาร ดำเนินงานโครงการ”พัฒนาศักยภาพสตรี สู่วิถีเศรษฐกิจพอเพียง ตำบลนิคมคำสร้อย” ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากกองทุนพัฒนาบทบาทสตรีจังหวัดมุกดาหาร ประเภทเงินอุดหนุน

          โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อพัฒนาศักยภาพสตรีตำบลนิคมคำสร้อย อำเภอนิคมคำสร้อย ให้มีความรู้ความเข้าใจในการขับเคลื่อนงานกองทุนพัฒนาบทบาทสตรี เทคนิควิธีการเขียนโครงการขอรับการสนับสนุนเงินทุนหมุนเวียน และเงินอุดหนุนจากกองทุนพัฒนาบทบาทสตรี การเรียนรู้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง การลดรายจ่าย การเพิ่มรายได้ ส่งเสริมการออม การสาธิตและฝึกอาชีพการทำอาหารพื้นถิ่น ขนมไทย เรียนรู้การก้าวสู่สตรียุคไทยแลนด์ 4.0 เศรษฐกิจทันสมัย เกษตรคุณภาพสูง การท่องเที่ยวชายโขง เชื่อมโยงอาเซียน Smart City ในการดำเนินงานครั้งนี้

          โดยได้รับการสนับสนุนคณะวิทยากรจากหลายภาคส่วนเข้าร่วมจัดกระบวนการเรียนรู้ให้แก่ผู้เข้าร่วมอบรม เช่น นายชายสิทธิ์ สุวรรณโชติ นายอำเภอนิคมคำสร้อย นายชัยณรงค์ กาญจะนะกันโห หัวหน้ากลุ่มงานยุทธศาสตร์การพัฒนาชุมชน นายธนโชติ โชติบุญยศักดิ์ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านเศรษฐกิจกองทุนพัฒนาบทบาทสตรีจังหวัดมุกดาหาร นางเกศลา ทองคำเจริญ พัฒนาการอำเภอนิคมคำสร้อย ประธานคณะกรรมการพัฒนาสตรีจังหวัดมุกดาหาร ปราชญ์ชาวบ้านด้านเศรษฐกิจพอเพียง ด้านอาชีพ ผู้นำสตรีที่ประสบผลสำเร็จในการประกอบอาชีพ กลุ่มเป้าหมาย จำนวน 220 คน ดำเนินการ ณ หอประชุมองค์การบริหารส่วนตำบลนิคมคำสร้อย อำเภอนิคมคำสร้อย จังหวัดมุกดาหาร.


พวงเพชร ภาพ/ข่าว
////// เดวิด มุกดาหาร รายงาน ///////

ฉลอง 25 ปี “เทสโก้ โลตัส” เอาใจลูกค้าสายชิมยก 30 ร้านอาหารอร่อย ไทย-เทศ ไว้ในงานเทศกาล “แซ่บ ฟู้ด เฟส”

ฉลอง 25 ปี “เทสโก้ โลตัส” เอาใจลูกค้าสายชิมยก 30 ร้านอาหารอร่อย ไทย-เทศ ไว้ในงานเทศกาล “แซ่บ ฟู้ด เฟส”

          วันนี้​ วัน​ศุกร์​ที่​ 11 ตุลาคม 2562 : เทสโก้ โลตัส จัดงานเฉลิมฉลองครบรอบ 25 ปี ด้วยการผนึกกำลังกับ “ครัวคุณต๋อย” โดยรวบรวมแซ่บเด็ด ร้านอาหารดังทั่วไทยที่คัดสรรมาเพื่อคุณได้ฟิน เตรียมพบความพิเศษที่งาน “แซ่บ ฟู้ด เฟส 2019” (ZAAP FOODS FEST 2019) เทศกาลของแซ่บเด็ดกินอร่อย แซ่บตลาดแตก ร้านอาหารทั่วไทย ทั้งแนวไทยและแนวเทศชื่อดังรวมกันเป็นครั้งแรก ณ เทสโก้ โลตัส 50 สาขาทั่วประเทศ พร้อมพบกับกิจกรรมสุดพิเศษแซ่บสัญจร ณ ลานกลางแจ้ง 4 สาขาทั่วไทย อาทิ “พระราม 4-บางใหญ่-ภูเก็ต ถลาง-ยโสธร” ในระหว่างวันศุกร์ที่ 11 ตุลาคม–วันอาทิตย์ที่ 3 พฤศจิกายน 2562

          พิเศษสุดในช่วงจัดเทศกาลอาหาร เมื่อท่านซื้อสินค้าในโซนพลาซ่าครบ 200 บาทขึ้นไป สามารถนำใบเสร็จมาแลกรับคูปอง 50 บาท เพื่อใช้เป็นส่วนลดในการซื้อสินค้าครั้งต่อไปในพื้นที่ขายเทสโก้ โลตัส ได้อีกด้วย

          คุณปรากรม กีรตวนิชเสถียร ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารพื้นที่เช่า เทสโก้ โลตัส กล่าวว่า งาน แซ่บ ฟู้ด เฟส 2019 ได้ถูกจัดขึ้นเพื่อเป็นการเฉลิมฉลองในโอกาสครบรอบ 25 ปี เทสโก้ โลตัส ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องอาหารในราคาที่เอื้อมถึงได้ เพื่อเป็นการเพิ่มทางเลือกสำหรับลูกค้า หากนึกถึงอาหารอร่อยหลากหลายจากร้านดังทั่วทิศในราคามิตรภาพให้นึกถึง เทสโก้ โลตัส

          สำหรับงานแซ่บ ฟู้ด เฟส 2019 จัดขึ้นภายใต้คอนเซ็ปต์ FOOD+TAINMENT มีการออกร้านอาหารชื่อดังทั่วไทยพร้อมกับความบันเทิงบนเวทีที่จะสร้างความสุขใจให้กับลูกค้าที่มาร่วมงานในครั้งนี้ สำหรับร้านอาหารทั้งเมนูไทยและนานาชาติกว่า 30 ร้านดังนั้นจะเน้นคุณภาพ รสชาติอร่อย โดยเป็นร้านจากครัวคุณต๋อย 20 ร้าน และร้านดังทางโซเชี่ยลมีเดียกว่า 10 ร้าน​ อาทิ

          สายอาหารไทย “หมูสะเต๊ะแม่จันทร์” ร้านดังโดยสูตรลับประจำตระกูลแม่จันทร์ จนแฟนคลับต้องตามไปในงานอีเว้นท์ต่าง ๆ​ “ร้านยำเสน่ห์” “ร้านสถานีมีหอย” ร้านดังแห่งโลกโซเชี่ยลมีเดียที่ออกทุกรายการอาหาร รายการโทรทัศน์ชื่อดังแห่งตลาดหัวมุม

          สายอาหารฝรั่งต้อง “ร้าน Spaghetti House 789” กับเมนูสปาเก็ตตี้ผัดใหม่จานต่อจาน มีให้เลือกหลายเมนู เครื่องแน่นมาก สายแข็งต้องออกทุกอีเว้นท์งานสายอาหารญี่ปุ่นต้อง “ร้าน baby octopus takoyaki” ทาโกะยากิร้านนี้ใส่ลูกปลาหมึกขนาดใหญ่ลงไป ทำให้ทาโกะยากิเนื้อเยอะ ลูกใหญ่ ตามด้วยน้ำซอส มีทั้งซอสหวาน และซอสเผ็ด เอาใจเหล่าบรรดานักชิม

          สายชอบกินชีสต้อง “ร้าน Eat me cheese” ร้านนี้ไม่ได้เอาใจแค่คนชอบชีส เพราะขนมปังชีสยืดของเขาเพิ่มความอร่อยด้วยไส้อย่าง แฮมหรือเบคอน แล้วแต่ความชอบของแต่ละคน พร้อมปิ้งขนมปังจนกรอบนอกนุ่นใน ชีสร้อนๆ เยิ้มๆ เมื่อไหร่ก็พร้อมเสิร์ฟให้คุณทันที คนเข้าคิวจนต้องเชิญไปออกรายการดังถ่ายภาพทั่วโซเชี่ยลเน็ตเวิร์ค และ “Doni Nacho” ร้านดังแห่งตลาดนัดรถไฟในตำนานที่ทุกคนต้องเข้าคิวเพื่อสัมผัสกับรสชาติชีส กับเมนูเด็ด “มันฝรั่งสามเหลี่ยมทอดลาดชีสเยิ้ม”

          สายเกาหลีพบกับ “ร้าน Baby Grill” มาม่าเกาหลีชื่อดัง ไก่เผ็ดซอสเกาหลี โดยใช้เนื้อไก่ราดซอสรสจัดจ้านสูตรเด็ดของทางร้านผัดรวมกับเส้นมาม่าเกาหลี คลุกเคล้าให้เข้ากัน ท๊อปปิ้งด้วยวีส ตามด้วยไข่ลวกบอกเลยว่าฟินเวอร์

          สายเนื้อต้อง “ร้านโคตรเนื้อ วากิวไทย เบิร์นไฟ” ฉีกทุกกฎเนื้อย่างเสียบไม้ไทย วากิวไทยบวกซอสสูตรลับ 70 ปี ฉายาโคตรเนื้อคิวโคตรยาว และ “ร้าน GRILL 63 degrees” ร้านสเต๊กเนื้อลูกเต๋าออสเตรเลียที่เนื้อนุ่มมากและเนื้อชิ้นหนา

          คุณปรากรมฯ กล่าวเสริมว่า นอกจากนี้ยังมีมหกรรมบันเทิงต่าง ๆ อาทิ การประกวดตำลีลา,การประกวดนักร้องเสียงแซ่บ,การแข่งกินอาหารจานยักษ์ และการแสดงมินิคอนเสิร์ตจากศิลปิน ซึ่งเราคาดหวังในการจัดงานครั้งนี้ว่า จะช่วยเปิดโอกาสและเพิ่มสีสันความแซ่บให้กับบรรดานักชิมทั้งหลายได้อร่อยแซ่บสุดคุ้มใกล้บ้านคุณ โดยเราได้รวบรวมร้านอาหารดังจากทั่วประเทศมาไว้ในงาน แซ่บ ฟู้ด เฟส 2019 นี้แล้ว

วันจัดกิจกรรมสไตล์ FOOD + TAINMENT (อาหาร+ความบันเทิง) ณ เทสโก้ โลตัส ทั้ง 4 สาขา มีดังนี้

  • วันศุกร์ที่ 11- วันอาทิตย์ที่ 13 ตุลาคม 2562 : เทสโก้ โลตัส สาขาพระราม 4 โดยในวันเปิดงาน วันศุกร์ที่ 11 ตุลาคม 2562 เวลา 15.30 น. พบไฮไลต์เด็ดคือ การรังสรรค์เมนู “ข้าวผัดต้มยำ กระทะยักษ์” และวันเสาร์ที่ 12 ตุลาคม 2562 พบกับศิลปิน “ปาล์มมี่”
  • วันศุกร์ที่ 18–วันอาทิตย์ที่ 20 ตุลาคม 2562 : เทสโก้ โลตัส สาขาบางใหญ่ พบกับศิลปินนักแสดง “โก๊ะตี๋”
  • วันศุกร์ที่ 25-วันอาทิตย์ที่ 27 ตุลาคม 2562 : เทสโก้ โลตัส สาขาภูเก็ต ถลาง พบกับศิลปิน “L กฮ”
  • วันศุกร์ที่ 1-วันอาทิตย์ที่ 3 พฤศจิกายน 2562 : เทสโก้ โลตัส สาขายโสธร พบกับศิลปิน “เบียร์ พร้อมพงษ์”

          “นอกจากลูกค้าจะได้รับประทานอาหารคุณภาพ รสชาติอร่อยที่หลากหลายพร้อมความบันเทิงแบบจัดเต็มแล้ว ในช่วงจัดงานเมื่อท่านซื้อสินค้าในโซนพลาซ่าครบ 200 บาทขึ้นไป (สามารถรวมใบเสร็จได้) นำมาแลกรับคูปองส่วนลด 50 บาท เพื่อใช้เป็นส่วนลดในการซื้อสินค้าครั้งต่อไปในพื้นที่ขายเทสโก้ โลตัส ได้อีกด้วย สำหรับในเรื่องอาหารแล้วเทสโก้ โลตัส เราให้ความสำคัญในระดับนโยบาย

          เพื่อให้ลูกค้าได้รับสิ่งที่ดีที่สุด จึงขอเชิญชวนทุกท่านร่วมงานแซ่บ ฟู้ด เฟส 2019 ที่สุดของความอร่อยและหรรษาแบบอลังการ คัดสรรมาพิเศษเพื่อให้คุณฟิน ตั้งแต่วันที่ 11 ตุลาคม-3 พฤศจิกายน 2562 จะไม่มีคำว่าผิดหวังในความแซ่บตลอดระยะเวลาที่จัดงาน พร้อมเตรียมพบกับความอร่อยได้ทุกเดือน โดยลูกค้าจะได้ตื่นตาตื่นใจกับความอร่อยที่จะยกทัพมาเสิร์ฟคุณอีกมากมายที่เทสโก้ โลตัส สาขาใกล้บ้านคุณทั่วประเทศ ” คุณปรากรม กล่าวสรุปปิดท้าย

สามารถติดตามข่าวสารและกิจกรรมของเทสโก้ โลตัสได้ที่เว็บ
https://www.tescolotus.com/news/view/583

สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ รายงาน​

“ประกาศ” ห้องอาหาร ยกยอมารีน่า ถนนท่าดินแดง ซอย 20 เขตคลองสาน ได้เข้าร่วมโครงการ “ชิมช้อปใช้”

          “ประกาศ” จากทางห้องอาหาร ยกยอมารีน่า ถนนท่าดินแดง ซอย 20 เขตคลองสาน ได้เข้าร่วมโครงการ “ชิมช้อปใช้” ลูกค้าท่านใดสนใจใช้สิทธิ์ ทางร้านของเราสามารถชำระผ่านทางชิมช้อปใช้ได้แล้ว​ โดยลูกค้าที่สนใจ สามารถติดต่อสำรองที่นั่งได้ที่เบอร์ 02-8630565​ และ02-8630566

สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ รายงาน​

สืบสวนตม.รวบหนุ่มเวียดนาม​ มีหมายจับ ฉ้อโกงคนไทย​ และคนเวียดนาม มูลค่ากว่า 130 ล้านบาท

สืบสวนตม.รวบหนุ่มเวียดนาม​ มีหมายจับ ฉ้อโกงคนไทย​ และคนเวียดนาม มูลค่ากว่า 130 ล้านบาท

         วันนี้​ วัน​ศุกร์ที่ 11 ต.ค.62 เวลา 10.00 น.​ ณ ห้องโถงชั้นล่าง อาคาร 2 สตม.(สวนพลู) สาธร​ กทม.​ : พล.ต.ท.สมพงษ์ ชิงดวง ผบช.สตม.พร้อมด้วย​ พล.ต.ต.พรชัย ขันตี,พล.ต.ต.สุรพงษ์ ชัยจันทร์, พล.ต.ต.ณฐพล แสวงกิจ รอง ผบช.สตม.​ และพล.ต.ต.พรชัย ขจรกลิ่น ผบก.สส.สตม ร่วมแถลงข่าวการจับกุมคนร้าย​ชาวเวียดนาม ตามหมายจับของศาลจังหวัดพิจิตร​ ที่ฉ้อโกงคนไทยและคนเวียดนาม มูลค่ากว่า 130 ล้านบาท

          พล.ต.ท.สมพงษ์​ฯ​ กล่าว​ว่า​ เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2562​ กองบังคับการสืบสวนสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ได้รับการประสานจากสถานีตำรวจภูธรเมืองพิจิตร ว่ามีผู้ต้องหาชาวเวียดนามตามหมายจับของศาลจังหวัดพิจิตร ที่ จ.176/2562 ลง 23 ส.ค.62 ชื่อ MR.NGOC อายุ 30 ปี สัญชาติเวียดนาม ได้หลบหนีออกจากประเทศไทย โดยขอความร่วมมือสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองตรวจสอบ หากผู้ต้องหาเดินทางกลับเข้ามาในราชอาณาจักรไทยให้จับกุม​ และนำส่งสถานีตำรวจภูธรเมืองพิจิตร​ เพื่อดำเนินคดี

         ซึ่งต่อมาชุดสืบสวนกองกำกับการ 4 กองบังคับการสืบสวนสอบสวน สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง,ชุดสืบสวนกองกำกับการสืบสวน กองบังคับตรวจคนเข้าเมือง 2 สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง,ชุดศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ​ และเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย สำนัก งานตรวจคนเข้าเมือง​ และชุดสืบสวนกองกำกับการสืบสวน 3 กองบังคับการสืบสวนสอบสวนตำรวจภูธรภาค 6 ได้ร่วมกันสืบสวนจนทราบว่ามีบุคคลชื่อ​ MR.NGOC จะเดินทางโดยเครื่องบินจากประเทศเวียดนามมายังประเทศไทย ในวันที่ 2 ตุลาคม 2562 เวลา 13.30 น.

          ซึ่งหมายเลขหนังสือเดินทางไม่ตรงกับเลขหนังสือเดินทางของผู้ต้องหาตามหมายจับ ผู้บังคับบัญชาสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง จึงได้สั่งการให้ตรวจสอบว่าบุคคลดังกล่าวเป็นบุคคลคนเดียวกับผู้ต้องหาหมายจับหรือไม่ ชุดสืบสวนจึงได้เฝ้าสะกดรอยจนพบ MR.NGOC ภายในสนามบินสุวรรณภูมิ จึงได้เชิญตัวไปตรวจสอบเปรียบเทียบกับระบบ BIOMETRICS ผลยืนยันว่า MR.NGOC เลขหนังสือเดินทาง C 817xxxx เป็นบุคคลคนเดียวกับ MR.NGOC หมายเลขหนังสือเดินทาง C 663xxxx ผู้ต้องหาตามหมายจับข้างต้น จึงได้แสดงหมายจับให้ MR.NGOC ผู้ต้องหาทราบ โดยผู้ต้องหายอมรับว่าเป็นบุคคลตามหมายจับจริง​ และได้ไปทำหนังสือเดินทางเล่มใหม่ภายหลังจากถูกออกหมายจับ จากนั้นชุดสืบสวนจึงจับกุมและนำส่งพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

          พล.ต.ท.สมพงษ์​ฯ​ กล่าว​อีกว่า​ พฤติการณ์ในการกระทำความผิดของผู้ต้องหานั้น​ ได้ร่วมขบวนการกับผู้ต้องหาคนไทย​ และคนเวียดนามรวม 7 คน ชักชวนผู้เสียหายซึ่งมีทั้งคนไทยและคนเวียดนามจำนวนหลายสิบคน ให้ร่วมลงทุนกับกลุ่มผู้ต้องหา โดยหลอกลวงให้ผู้เสียหายหลงเชื่อว่าสามารถนำเงินดิจิทัลสกุล onecoin มาใช้แทนเงินสดในการจับจ่ายซื้อสินค้าต่างๆ ที่ประเทศไทยได้ ซึ่งในช่วงเวลานั้นทั้งในประเทศเวียดนามและประเทศอื่นๆ เงินดิจิทัลสกุล one coin ประสบปัญหาไม่เป็นที่ยอมรับ จึงไม่สามารถใช้ซื้อสิ้นค้าหรือแลกเปลี่ยนเป็นทรัพย์สินอื่นๆ ได้

         โดยกลุ่มผู้ต้องหาได้หลอกลวงผู้เสียหายว่าหากนำเงินสดมาลงทุนในเงินดิจิทัลสกุล one coin ที่ประเทศไทยจะสามารถนำมาใช้ซื้อทองคำ รถยนต์ ที่ดิน​ และสิ่งปลูกสร้าง โดยมีข้อตกลงว่าการซื้อขายทองคำ 1 บาท ให้นำเงินสด ครึ่งหนึ่งและใช้เงินดิจิทัล onecoin ครึ่งหนึ่งตามมูลค่าทองคำในท้องตลาด หากทองคำราคาบาทละ 20,000 บาท ให้จ่ายเงินสด 10,000 บาทและเงินดิจิทัล onecoin ตามที่บริษัทกำหนด​ และจะได้รับดอกผลตอบแทนจากการร่วมลงทุนด้วย ผู้เสียหายหลงเชื่อจึงได้เดินทางมาพบผู้ต้องหา​ และนำเงินสดมาร่วมลงทุน ณ ที่บริษัทของกลุ่มผู้ต้องหา ที่จังหวัดพิจิตร ต่อมาภายหลังผู้เสียหายหลายคนพบว่าหลังจากที่หลงเชื่อร่วมลงทุนไปแล้ว ไม่ได้รับผลตอบแทนตามที่ตกลงหรือโฆษณากล่าวอ้างไว้ จึงทราบว่าถูกกลุ่มผู้ต้องหาหลอกลวง และได้เข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน สถานีตำรวจภูธรเมืองพิจิตร เพื่อดำเนินคดีกับผู้ต้องหา

          พล.ต.ท.สมพงษ์​ฯ​ จึงขอแจ้งเตือนและประชาสัมพันธ์ประชาชนทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติที่ต้องการเข้ามาลงทุนในประเทศไทยว่า เมื่อพบเห็นการโฆษณาชวนเชื่อชักชวนให้ร่วมลงทุนในธุรกิจสกุลเงินดิจิทัล​ และจะได้รับผลตอบแทนที่สูงภายในช่วงระยะเวลาสั้น ประชาชนควรระมัดระวัง ศึกษาข้อมูลและรายละเอียดให้เข้าใจอย่างถ่องแท้ เพราะมีความเสี่ยงที่มูลค่าจะผันผวนหรือปรับลดค่าลงได้อย่างรวดเร็ว และอาจใช้เป็นช่องทางในการหลอกลวง​ และฉ้อโกงประชาชนได้ โดยเฉพาะในกรณีที่มีการโฆษณาว่าเป็นผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่จะให้ผลตอบแทนสูง หากมีการหาสมาชิกเพิ่มได้มาก อีกทั้ง onecoin ไม่ใช่สกุลเงินที่สามารถใช้ชำระหนี้ได้ตามกฎหมายไทย โดยสามารถติดตามข่าวสารและสอบถามรายละเอียดจากธนาคารแห่งประเทศไทย และสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)

          พล.ต.ท.สมพงษ์​ฯ​ ขอฝากประชาสัมพันธ์​ให้ทราบว่า สตม. มีมาตรการในการตรวจสอบ กวดขัน และปราบปรามการกระทำความผิดในด้านต่างๆ รวมทั้งดำเนินการตรวจสอบชาวต่างชาติที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสม กระทำผิดกฎหมาย ก่อเหตุอันตรายต่อความสงบสุขและความปลอดภัยในชีวิตทรัพย์สินของประชาชน ทำให้เกิดความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของประเทศชาติ หากประชาชนท่านใดพบเห็นเบาะแสการกระทำความผิด กรุณาแจ้งมายัง สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง เลขที่ 507 ซ.สวนพลู แขวงทุ่งมหาเมฆ เขตสาทร กรุงเทพมหานคร 10120 หรือที่หมายเลขโทรศัพท์ 1178 หรือที่ www.immigration.go.th จักขอบพระคุณเป็นอย่างยิ่ง

สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ รายงาน​

ตม.3 รวบเฒ่าเมกา ครอบครองสื่อลามกเด็ก มีหมายจับต่างประเทศ

         วันนี้​ วัน​ศุกร์ที่ 11 ต.ค.62 เวลา 10.00 น.​ ณ ห้องโถงชั้นล่าง อาคาร 2 สตม.(สวนพลู)สาธร​ กทม.​ : พล.ต.ท.สมพงษ์ ชิงดวง ผบช.สตม.พร้อมด้วย​ พล.ต.ต.พรชัย ขันตี,พล.ต.ต.สุรพงษ์ ชัยจันทร์, พล.ต.ต.ณฐพล แสวงกิจ รอง ผบช.สตม., พล.ต.ต.อาชยน ไกรทอง ผบก.ตม 3​ และพ.ต.อ.รัชธพงศ์ เตี้ยสุด ผกก.สส.บก.ตม.3 ร่วมแถลงข่าวรวบเฒ่าชาวอเมริกัน​ ครอบครองสื่อลามกเด็ก และมีหมายจับต่างประเทศ

          พล.ต.ท.สมพงษ์​ฯ​ กล่าว​ว่า​ เมื่อวันที่ 27 ก.ย.62 ทางการสหรัฐอเมริกาได้ประสาน สตม.ขอให้ติดตามจับกุมตัว นายลอเรนซ์ (Lawrence ขอสงวนนามสกุล) อายุ 77 ปี สัญชาติอเมริกัน ซึ่งเป็นบุคคลที่มีหมายจับในรัฐมิชิแกน คดีครอบครองและแจกจ่ายสื่อลามกอนาจารเด็กโดยมิชอบด้วยกฎหมาย และถูกยกเลิกหนังสือเดินทางแล้ว ต่อมา บก.ตม.3 ได้มีคำสั่งเพิกถอนการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักร เนื่องจากนายลอเรนซ์ฯ​ มีพฤติการณ์เป็นบุคคลต้องห้าม ต่อมาเมื่อวันที่ 4 ต.ค.62 กก.สส.บก.ตม.3 ได้สืบสวน พบว่านายลอเรนซ์ฯ​ พักอาศัยอยู่ใน จ.ปทุมธานี จึงได้แจ้งคำสั่งเพิกถอนการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรให้ทราบ ระหว่างนำนายลอเรนซ์ฯ​ ไปเก็บสัมภาระ​ และนำตรวจค้นในบ้านที่พักอาศัย

          พบว่ามีรูปภาพเด็กติดอยู่ในบ้านหลายภาพ​ และพบกล่องซึ่งมีซีดีหลายแผ่นอยู่ภายในบ้าน จึงขอให้นายลอเรนซ์ฯ​ นำติดตัวมาด้วยเพื่อความบริสุทธิ์ใจ จากการร่วมกันตรวจสอบพบว่าแผ่นซีดีปรากฏภาพ​ และเสียงเป็นสื่อลามกอนาจารเด็กอยู่ในความครอบครองของนายลอเรนซ์ฯ​ อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 287/1 จำคุกไม่เกิน 5 ปีปรับไม่เกิน 1 แสนบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ และนายลอเรนซ์ฯ​ ให้การรับสารภาพว่าเป็นสื่อลามกในความครอบครองของตนมีไว้ในความครอบครองเพื่อความต้องการทางเพศของตนจริง กก.สส.บก.ตม.3 จึงได้จับกุมตัว ส่งพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป​ และเมื่อดำเนินคดีตามกฏหมายของประเทศไทยเสร็จสิ้นแล้ว สตม.จะดำเนินการผลักดันออกนอกราชอาณาจักรต่อไป

         พล.ต.ท.สมพงษ์​ฯ​ ขอฝากประชาสัมพันธ์​ให้ท่านทราบว่า สตม. มีมาตรการในการตรวจสอบ กวดขัน และปราบปรามการกระทำความผิดในด้านต่างๆ รวมทั้งดำเนินการตรวจสอบชาวต่างชาติที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสม กระทำผิดกฎหมาย ก่อเหตุอันตรายต่อความสงบสุขและความปลอดภัยในชีวิตทรัพย์สินของประชาชน ทำให้เกิดความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของประเทศชาติ หากประชาชนท่านใดพบเห็นเบาะแสการกระทำความผิด กรุณาแจ้งมายัง สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง เลขที่ 507 ซ.สวนพลู แขวงทุ่งมหาเมฆ เขตสาทร กรุงเทพ มหานคร 10120 หรือที่หมายเลขโทรศัพท์ 1178 หรือที่ www.immigration.go.th จักขอบพระคุณเป็นอย่างยิ่ง

สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ รายงาน​

นายประเสริฐ บุญเรือง เข้ารับตำแหน่ง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ​ (ศธ.) วันแรก สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำกระทรวง ข้าราชการในสังกัดต้อนรับอย่างอบอุ่น

นายประเสริฐ บุญเรือง เข้ารับตำแหน่ง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ​ (ศธ.) วันแรก สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำกระทรวง ข้าราชการในสังกัดต้อนรับอย่างอบอุ่น

         เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2562 ที่ กระทรวงศึกษาธิการ : นายประเสริฐ​ บุญเรือง​ ได้เข้ารับตำแหน่ง​ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.)วันแรก โดยมีผู้บริหารระดับสูงและบุคลากรในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ รอให้การต้อนรับ โดยเวลา 08.39 น.เข้าสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำกระทรวงศึกษาธิการ ได้แก่ พระพุทธบารมีศักดิ์สิทธิ์สยามิศรจักรีสัฏฐีอนุสรณ์ ศึกษาทรรัง สรรค์ พร้อมสักการะเครื่องบูชาศาลพระภูมิ รวมทั้งถวายสักการะ พระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 และไหว้ศาลปู่เจียม เพื่อเป็นศิริมงคล

          และในเวลา 09.09 น. นายประเสริฐฯ ถือฤกษ์เข้าห้องทำงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) พร้อมกับสักการะบูชาพระพุทธรูปในห้องทำงาน หลังจากนั้นหน่วยงาน ส่วนราชการในสังกัด กระทรวงศึกษาธิการ เข้าร่วมแสดงความยินดีกันอย่างเนืองแน่น บรรยากาศเต็มไปด้วยความอบอุ่น

          นายประเสริฐฯ เปิดเผยภายหลังการเข้ารับตำแหน่งว่า ตนหารือกับ นายอำนาจ วิชยานุวัติ รักษาราชการแทนเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.),นายณรงค์ แผ้วพลสง รักษาราชการแทนเลขาธิการคณะกรรมการการ อาชีวศึกษา (กอศ.) และนายสุภัทร จำปาทองเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) ว่าทุกองค์กรหลัก​ จะต้องทำงานเป็นทีมเดียวกัน ขับเคลื่อน นโยบายของนายณัฏฐพล ที่ปสุวรรณ รัฐมนตรี ว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ไปสู่การปฏิบัติอย่างแท้จริงและมีประสิทธิภาพ

          โดยเฉพาะ​นโยบายที่รัฐมนตรีว่าการศธ. ที่กำชับเรื่องการใช้จ่ายงบประมาณปีงบ 2563 โดยขอความร่วมมืองดการศึกษาดูงานต่างประเทศ 1 ปี ลดการจัดอบรมสัมมนา จัดอีเวนท์ รวมถึงทบทวนงบประมาณที่มีความซ้ำซ้อน ซึ่งตนได้มอบหมายให้สำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ (สนย.) กำหนดหลักเกณฑ์ รูปแบบ ลักษณะข้อห้ามต่างๆ ในการดำเนินการจ่ายงบประมาณ เพื่อการทำงานเป็นแนวทางเดียวกันให้กับองค์กรหลัก และหน่วยงานในกำกับปฏิบัติตาม เพราะถ้าไม่กำหนดหลักเกณฑ์ออกมาชัดเจน จะเกิดความเหลื่่อมล้ำ​ และไม่ก่อให้เกิดความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน โดยจะออกหลักเกณฑ์ให้เร็วที่สุด คาดว่าภายในสิ้นเดือนตุลาคมนี้จะแล้วเสร็จ

          “ส่วนเรื่องการทุจริตในกระทรวงนั้น เชื่อว่าจะไม่มีใครกล้าทำ เพราะรัฐมนตรีว่าการ ศธ.ประกาศชัดเจนว่าถ้าพบใครทำจะไม่ปล่อยไว้แน่นอน ส่วนงานเร่งด่วนที่จะต้องทำคือ เรื่องการใช้งบประมาณ ที่ต้องเข้าไปเสนองบประมาณของศธ.ต่อสภาผู้แทนราษฎร ในวันที่ 17-18 ตุลาคมนี้ ผมเชื่อว่าหลังจากที่ชี้แจงเสร็จแล้ว งบฯใดที่หน่วยงานใดขาด งบฯใดที่ยังหลวม ประสิทธิภาพยังไม่แน่นจะสามารถเกลี่ยกันภายในกระทรวง โดยไม่รบกวนภาษีของประชาชนมาเพิ่มเติม” นายประเสริฐฯ กล่าว

          นายประเสริฐกล่าวต่อว่า ส่วนเรื่องโครงสร้าง ที่นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี มอบหมายให้ศธ. ตั้งคณะปฏิรูปการศึกษา 15 คน เพื่อจะขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษานั้น คณะกรรมการชุดนี้จะปฏิรูปการศึกษาทุกเรื่อง​ และทุกภาคส่วนไม่ใช่เพียงโครงสร้างศธ.เท่านั้น จะรวมถึงการปรับปรุงหลักสูตร การจัดการเรียนการสร้างเป็นต้น ทั้งนี้จะมีคณะกรรมการเพิ่มขึ้นอีก 1 คณะเพื่อดูเรื่องโครงสร้าง ศธ.โดยเฉพาะ โดยรัฐมนตรีว่าการศธ. จะเป็นผู้แต่งตั้ง ซึ่งคณะกรรมการชุดนี้จะมีตัวแทนจากทุกภาคส่วนเข้า

          “เรื่องการปรับโครงสร้าง ศธ. ผมขอรอฟัง​ นโยบายของรัฐมนตรีว่าการ ศธ.ก่อน ว่าจะจัดการอย่างไร และจากที่ผมฟังนโยบายจากนายวิษณุ และรัฐมนตรีว่าการ ศธ. พบว่าโครงสร้างศธ.น่าจะมีการปรับแก้สิ่งที่ซ้ำซ้อน ไม่ว่าจะเป็นในระดับภูมิภาคหรือส่วนกลาง และในอนาคตโครงสร้างของศธ.จะเป็นอย่างไร ยังตอบไม่ได้ เพราะขึ้นอยู่กับคณะกรรมการทุกชุด ที่ตั้งขึ้นมากำหนดรูปแบบโครงสร้าง ศธ.อย่างไร แต่ผมยืนยันว่าเรื่องนี้จะไม่กระทบสิทธิ และข้าราชการทุกภาคส่วนจะต้องได้รับความเป็นธรรม ใครเคยมีตำแหน่งอะไร ใครเคยได้ระดับไหนก็จะได้ผลประโยชน์ทุกอย่างที่เคยได้ จะไม่มีลด มีแต่เสมอตัวและเพิ่มขึ้น แต่ท้ายที่สุดทุกอย่างจะขึ้นอยู่กับนโยบายของรัฐมนตรีทั้ง 3 คน ที่จะกำหนดนโยบายการปฏิรูปการศึกษาและปรับโครงสร้างศธ.ต่อไป” นายประเสริฐฯ กล่าวในที่สุด

สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ รายงาน​

สืบสวน​ สตม. รวบเครือข่ายปลอมหนังสือเดินทาง​ และตราประทับปลอมแรงงานต่างด้าวเมียนมา

สืบสวน​ สตม.รวบเครือข่ายปลอมหนังสือเดินทาง​ และตราประทับปลอมแรงงานต่างด้าวเมียนมา

         วันนี้​ วัน​ศุกร์ที่ 11 ต.ค.62 เวลา 10.00 น.​ ณ ห้องโถงชั้นล่าง อาคาร 2 สตม.(สวนพลู) สาธร​ กทม.​ : พล.ต.ท.สมพงษ์ ชิงดวง ผบช.สตม.พร้อมด้วย​ พล.ต.ต.พรชัย ขันตี,พล.ต.ต.สุรพงษ์ ชัยจันทร์, พล.ต.ต.ณฐพล แสวงกิจ รอง ผบช.สตม., พล.ต.ต.พรชัย ขจรกลิ่น ผบก.สส.สตม.​ และพล.ต.ต.อาชยน ไกรทอง ผบก.ตม.3 ร่วมแถลงข่าวการจับกุม น.ส.นีลา (MS.NILAR) อายุ 33 ปี สัญชาติ เมียนมา ตามหมายจับของศาลจังหวัดสงขลา ที่ จ.437/2562 ลงวันที่ 26 สิงหาคม 2562 ฐานความผิด “ร่วมกันปลอมและใช้หนังสือเดินทางปลอม,ปลอมและใช้เอกสารราชการปลอม” และนายซิน (ZIN) อายุ 34 ปี สัญชาติเมียนมา เป็นเครือข่ายทำหนังสือเดินทางปลอมและรอยตราประทับปลอมให้กับแรงงานชาวเมียนมา

         พล.ต.ท.สมพงษ์​ฯ​ กล่าวว่า​ เมื่อวันที่ 17 มิ.ย.62 เจ้าหน้าที่ตำรวจ ตม.จ.สงขลา ได้ทำการจับกุมนายจอ (MR.KYAW) อายุ 31 ปี สัญชาติเมียนมาในข้อหาปลอมและใช้หนัง สือเดินทางและเอกสารปลอมฯ โดยนายจอฯได้ให้ข้อมูลกับเจ้าหน้าที่ตำรวจว่าได้ติดต่อนายหน้าชื่อ น.ส.นีลา (บุคคลตามหมายจับ) สัญชาติเมียนมา ให้ทำหนังสือเดินทางเมียนมา ในราคาเล่มละ 18,000 บาท

          โดย น.ส.นีล่าฯ​ อ้างว่าไม่ต้องเดินทางไปสถานทูตด้วยตนเอง นายจอฯ​ จึงหลงเชื่อและให้ น.ส.นีลาฯ​ เป็นผู้ดำเนินการ และไปรับหนังสือเดินทางกับ น.ส.นีลาฯ​ ภายในซอยเทียนทะเล 26 แยก 9 แขวงท่าข้าม เขตบางขุนเทียน กทม. และเมื่อนำหนังสือเดินทางมารายงานตัว 90 วัน ที่ ตม.จ.สงขลา เจ้าหน้าที่ตรวจสอบพบว่าเป็นหนังสือเดินทางปลอม จนถูกจับกุมและส่ง พงส.สภ.หาดใหญ่ ดำเนินคดีตามกฎหมาย

          ชุดจับกุมศูนย์ปราบปรามคนร้ายข้ามชาติ​ และเข้าเมือง​โดยผิดกฎหมาย (ศปชก.สตม.) จึงได้ดำเนินการสืบสวนและขอหมายค้นศาลอาญาธนบุรีฯ เข้าตรวจค้นอาคารพาณิชย์ 3 ชั้น เลขที่ 279 หมู่ 7 ซอยเทียนทะเล 26 แยก 6-1 แขวงท่าข้าม เขตบางขุนเทียน กทม. เมื่อวันที่ 2 ต.ค.62 พบ น.ส.นีลาฯ บุคคลตามหมายจับ และพบคนต่างด้าวสัญชาติเมียนมา กระทำผิดกฎหมายคนเข้าเมือง จำนวน 5 ราย ข้อหาหลบหนีเข้าเมือง 3 ราย (ชาย 2 ราย หญิง 1 ราย) และข้อหาอยู่ในราชอาณาจักรโดยการอนุญาตสิ้นสุด ชาย 2 ราย

          จากการสอบถาม คนต่างด้าวให้การสอดคล้องกันว่า พวกตนได้เข้ามาพักอาศัยที่ตึกอาคารหลังดังกล่าว โดยมี น.ส.นีล่าฯ​ เป็นผู้ดูแล และจัดหางานให้ทำ ซึ่งบางรายได้มอบหนังสือเดินทางให้กับ น.ส.นีลาฯ​ เพื่อไปดำเนินการทำวีซ่าแรงงาน แต่ปัจจุบันยังไม่ได้รับหนังสือเดินทางคืนแต่อย่างใด เจ้าหน้าที่จึงทำการจับกุม น.ส.นีลาฯ ในข้อหา “ให้ที่พักอาศัย ซ่อนเร้น หรือช่วยด้วยประการใดๆ เพื่อให้คนต่างด้าวพ้นจากการจับกุม” นำส่ง กลุ่มงานสอบสวน สตม. เพื่อสอบสวนขยายผลและดำเนินการตามกฎหมาย โดย น.ส.นีลาฯ ให้การซัดทอดว่าตัวการที่เป็นผู้รับทำหนังสือเดินทางปลอมและรอยตราประทับปลอมให้กับแรงงานชาวเมียนมา คือนายซิน (ZIN) สัญชาติเมียนมา

         ชุดจับกุมได้สืบสวนทราบว่า นายซิน (ZIN) อายุ 34 ปี สัญชาติเมียนมา เป็นเครือข่ายทำหนังสือเดินทางปลอม และรอยตราประทับปลอมให้กับแรงงานชาวเมียนมา พักอาศัยอยู่ที่ขุมทรัพย์แมนชั่น ภายในซอยท่าข้าม 8 แขวงแสมดำ เขตบางขุนเทียน กทม. ต่อมาในวันที่ 4 ต.ค.62 เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมได้ติดตาม​ และเฝ้าดูยังจุดบริเวณดังกล่าว จนกระทั่งเวลาประ มาณ 23.30 น. จึงพบตัวนายซินฯ​ ขับรถยนต์กระบะสีขาว ยี่ห้อมิตซูบิชิ หมายเลขทะเบียน 2 ฒช 6993 กทม. พร้อมกับภรรยามาจอดที่ลานจอดรถ จึงได้แสดงตัวเข้าตรวจสอบหนังสือ เดินทางและเอกสารการทำงาน และให้นำไปยังห้องเลขที่ 105 อาคารขุมทรัพย์แมนชั่น ซึ่งเป็นห้องเช่าพักอาศัย จากการตรวจสอบพบหนังสือเดินทางประเทศเมียนมา จำนวน 14 เล่ม โดยพบว่าหนังสือเดินทางเล่มหนึ่ง ระบุชื่อนาย ZAW มีการประทับการตรวจลงตราขาเข้า ตม.จ.ระยอง และสำเนาประทับเปลี่ยนเล่มหนังสือเดินทาง ตราประทับชื่อนายจ้าง และสถานที่ทำงาน

         เมื่อตรวจสอบในระบบสารสนเทศ สตม. ไม่พบข้อมูลตามที่ประทับตราในหนังสือเดิน ทางแต่อย่างใด และจากการตรวจสอบหนังสือเดินทางอีก 13 เล่ม ไม่พบรอยประทับตราใดๆ ซึ่งนายซินฯ​ สารภาพกับเจ้าหน้าที่ชุดจับกุมว่า หนังสือเดินทางทั้ง 14 เล่มเป็นของแรงงานต่างด้าวที่ไม่ผ่านการจ้างแบบ MOU และอ้างว่ามีนายหน้าชาวเมียนมาชื่ออ้วน​ ฝากเก็บไว้ ส่วนเล่มที่มีตราประทับ ตม.จ.ระยองเป็นตราประทับปลอมทั้งหมด

          ซึ่งนายจอฯ เป็นคนทำปลอมขึ้นให้กับแรงงานต่างด้าว คิดค่าทำเล่มละ 9,500 บาท ซึ่งขณะนี้นายจอฯ เดินทางกลับประเทศเมียนมาไปแล้ว เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจึงได้นำตัวนายซินฯ และภรรยา มาสอบสวนขยายผลเพิ่มเติมที่ สตม. โดยนายซินฯ เข้ามาในราชอาณาจักรเมื่อวันที่ 29 ต.ค.60 ได้รับอนุญาต ถึงวันที่ 31 มี.ค.63 การอนุญาตยังไม่สิ้นสุด และ ภรรยา ชื่อนาง THAE เข้าราชอาณาจักรเมื่อวันที่ 29 ต.ค.60 ได้รับอนุญาตถึงวันที่ 31 มี.ค.63 การอนุญาตยังไม่สิ้นสุด

          ตามพฤติการณ์ในการจับกุมดังกล่าว พิจารณาแล้วเห็นว่า นายซินฯ และภรรยา มีพฤติการณ์ปลอมแปลงรอยตราประทับการตรวจลงตราให้กับแรงงานต่างด้าวเมียนมาที่ต้องการทำงานในประเทศไทย จึงน่าเชื่อว่าเป็นบุคคลที่เป็นภัยต่อสังคมหรือจะก่อเหตุร้ายให้เกิดอันตรายต่อความสงบสุขหรือความปลอดภัยของประชาชน ตามมาตรา 12(7) แห่ง พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522

          สำนักงาน​ตรวจ​คน​เข้า​เมือง​ จึงดำเนินการเพิกถอนการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรของนายซินฯ และภรรยา พร้อมบันทึกรายชื่อลงระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ สตม. เป็นคนต่างด้าวที่มีลักษณะต้องห้าม มิให้เข้ามาในราชอาณาจักรและดำเนินการตาม มาตรา 54 แห่ง พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522 ต่อไป

          พล.ต.ท.สมพงษ์​ฯ​ ขอฝากประชาสัมพันธ์​ให้ทราบว่า สตม. มีมาตรการในการตรวจสอบ กวดขัน และปราบปรามการกระทำความผิดในด้านต่างๆ รวมถึงการเฝ้าระวังบุคคลทั้งสัญชาติไทย และสัญชาติอื่นๆ ที่มีหมายจับ และมีการเดินทางเข้า-ออกประเทศไทย​ หากประชาชนท่านใดพบเห็นเบาะแสการกระทำความผิด กรุณาแจ้งมายัง สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง เลขที่ 507 ซ.สวนพลู แขวงทุ่งมหาเมฆ​ เขตสาทร กรุงเทพมหานคร 10120 หรือที่หมายเลขโทรศัพท์ 1178 หรือที่ www.immigration.go.th จักขอบพระคุณเป็นอย่างยิ่ง

สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ รายงาน​