กองปราบฯ​ จับผู้ใหญ่บ้านขายรถกันกระสุนให้แก๊งขนยาเสพติด

         วันนี้​ วัน​เสาร์​ที่ 12 ต.ค.62 : เจ้าหน้าที่ตำรวจกองบังคับการปราบปรามภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ต.จิรภพ ภูริเดช ผบก.ป.​ พร้อมด้วย​ พ.ต.อ.แมน เม่นแย้ม ผกก.4 บก.ป.,พ.ต.ท.ณัฐพงษ์ เกิดเอี่ยม, พ.ต.ท.ยุทธิวัสส์ กล่ำกล่อมจิตร์, พ.ต.ท.มนูญ แก้วก่ำ,พ.ต.ท.ธีรภาส ยั่งยืน รองผกก.4 บก.ป.​ และพ.ต.ต.จักรี กันธิยะ สว.กก.4 บก.ป.

          ได้ร่วมกันจับกุม นายอุทิน พรพจน์ธนมาศ อายุ 48 ปีผู้ใหญ่บ้านใน​ อ.ศรีราชา​ จ.ชลบุรี​ อยู่บ้านเลขที่ 408/39 หมู่ 7 ตำบลเขาคันทรง อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี ผู้ต้องหาตามหมายจับของศาลอาญา ที่ 1082/2561 ลงวันที่ 16 พฤษภาคม 2561ซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิดฐาน “มียุทธภัณฑ์ (รถยนต์นั่งกันกระสุน) ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต” โดยสามารถจับกุมผู้ต้องหา​ได้บริเวณ ริมถนนบ้านค่าย-ระยอง หน้าโรงเรียนเขาคันทรง ตำบลเขาคันทรง อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุบุรี

          ทั้งนี้สืบเนื่องมาจาก เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2559 เจ้าหน้าที่ตำรวจกองกำกับการ 4 กองบังคับการ​ปราบปราม​ ได้รับการประสานจากตำรวจทางหลวงที่ได้ตั้งจุดสกัดกั้นปราบปรามยาเสพติด อยู่บริเวณถนนพหลโยธิน บริเวณหน้ามหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย ได้มีรถยกซึ่งบรรทุกรถยนต์กระบะยี่ห้อโตโยต้า สีบรอนซ์ หมายเลขทะเบียน พร 3834 กทม ขับฝ่าด่านตรวจไปอย่างรวดเร็ว ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้ทำการไล่ติดตามรถยนต์คันดังกล่าว และได้ยึด     รถยนต์กระบะสี่ประตู สีบรอนซ์ ยี่ห้อโตโยต้า คันหมายเลขทะเบียน พร 3834 กทม.

          จากการตรวจสอบ ของตำรวจ กก.4 บก.ป. ได้สืบสวนทราบว่า รถยนต์กระบะคันดังกล่าวมีลักษณะพิเศษคือ มีอุปกรณ์ห่อหุ้มป้องกันการกระแทกรอบคัน สามารถป้องกันกระสุนปืนได้ สันนิษฐานว่า จะนำไปใช้ในการขนยาเสพติดทางภาคเหนือ จากการตรวจสอบเจ้าของเบื้องต้นพบว่า มีประวัติเกี่ยวข้องกับคดียาเสพติดหลายคดีด้วยกัน จึงสืบหาที่มาของรถยนต์กระบะคันดังกล่าว

          กระทั่งพบว่า มีนายแดง (นามสมมุติ) ได้รับซื้อมาจาก นายอุทินฯ และนาย อุทินฯ ก็ได้รับซื้อรถยนต์กระบะคันดังกล่าว มาจาก นายดำ (นามสมมุติ) จากการสืบสวนรถยนต์กระบะคันหมายเลขทะเบียนดังกล่าว มีลักษณะแต่งเติมส่วนประกอบที่แข็งแรง เช่น ทำที่ครอบแบตเตอรี่ หม้อน้ำ ส่วนกระจกหน้าและรอบคันจะใช้กระจกใสอะครีลิค หนาประมาณ 4 นิ้ว ดัดแปลงแทนกระจกปกติ เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.4 บก.ป. จึงอนุมัติขอหมายจับผู้ต้องหา รวมทั้งหมด 2 คน ซึ่งหนึ่งในนั้น คือนายอุทินฯ ผู้ใหญ่บ้านแห่งหนึ่งใน อำเภอศรีราชา มาดำเนินคดี

          กระทั่งวันที่11 ต.ค.2562 เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.4 บก.ป. ได้สืบทราบว่า นายอุทินฯ ผู้ต้องหาตามหมายจับดังกล่าว ได้หลบหนี ไปอยู่ที่เขตพื้นที่ จังหวัดนครราชสีมา และจังหวัดชลบุรี จึงได้รายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบและจับกุมตัวได้ในที่สุด

          ภายหลังจับกุม นายอุทินฯ ได้ให้การรับว่าได้ซื้อรถยนต์คันดังกล่าวมาจากนายดำ (นามสมมุติ) เพราะเห็นว่ารถยนต์คันดังกล่าวมีกระจกหนากว่ารถยนต์ปกติ​ทั่วไป จึงขอซื้อมาในราคา 600,000 บาท เพื่อนำมาใช้ส่วนตัว​ และในงานปราบปราม ยาเสพติดในพื้นที่ ต่อมามี นายแดง (นามสมมุติ) ได้มาขอซื้อต่อ จึงขายไปในราคาเท่าทุน โดยนายอุทินฯ ไม่ทราบว่า นายแดง (นามสมมุติ) เคยมีประวัติเกี่ยวกับยาเสพติด​ และไม่รู้เรื่องว่า นายแดงฯ จะนำรถยนต์คันดังกล่าวไปก่อเหตุขนยาเสพติดแต่อย่างไร


Cr.เจริญ​ผล​ เอี่ยม​พึ่ง
สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ รายงาน​

“ครูโอ๊ะ” ลงพื้นที่เมืองลุง ฟังเสียงพื้นที่ แจงเดินหน้าสานงานทะลุเป้า

          เมื่อ​วันที่​ 11 ตุลาคม 2562 เวลา 14.00 น.ณ โรงเรียนวีรนาถศึกษา อำเภอเมือง จังหวัดพัทลุง​ : ดร.กนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วย ดร.กมล รอดคล้าย ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ,ดร.พะโยม ชินวงษ์ ประธานคณะทำงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมคณะ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยม​ และติดตามการดำเนินงานตามนโยบาย

          ดร. กนกวรรณ วิลาวัลย์ รมช.ศึกษาธิการ กล่าวในการพบปะผู้บริหาร และครูโรงเรียนเอกชน ว่า “ภายหลังการตรวจเยี่ยม และรับฟังการทำงานของโรงเรียนเอกชนแล้วนั้น ทำให้ได้รับทราบปัญหาหลายอย่าง ได้ดำเนินการอย่างจริงจัง ได้กำหนดนโยบายสำคัญหลายประการ เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการศึกษาเอกชน โดยมีนโยบายที่ดำเนินการสำเร็จเป็นรูปธรรม ได้แก่

1.เพิ่มเพดานการเบิกเงินสวัสดิการค่ารักษาพยาบาล ของผู้อำนวยการ ครูและบุคลากรทางการศึกษาโรงเรียนเอกชน จากไม่เกินคนละ 100,000 บาทต่อคนต่อปี มาเป็น 150,000 บาทต่อคนต่อปี เพื่อแก้ไขปัญหาสวัสดิการค่ารักษาพยาบาลไม่เพียงพอ โดยจะเริ่มเบิกจ่ายตามเพดานค่ารักษาพยาบาลใหม่ได้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2563 เป็นต้นไป

2.จัดสรรงบประมาณเหลือจ่ายของกระทรวงฯ ปี 2562 ให้ สช. จำนวน 23 ล้านบาท เพื่อพัฒนาครูโรงเรียนเอกชน ตามนโยบายสำคัญของกระทรวงศึกษาธิการ 5 เรื่อง ได้แก่
2.1 การพัฒนาทักษะการเรียนรู้ปฐมวัย
2.2 การจัดการเรียนรู้วิชา Coding
2.3 การใช้ภาษาอังกฤษบูรณาการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน (EIS)
2.4 การสอนคณิตศาสตร์เพื่อพัฒนาทักษะการคิด
2.5 การพัฒนาระบบการวัด​ และประเมินผลโดยกำหนดจัดอบรมตามเขตพื้นที่ของสำนักงานศึกษาธิการภาค 18 ภาค​ และ กทม.ระหว่างวันที่ 26 กันยายน ถึงวันที่ 20 ตุลาคม 2562

3.ผลักดันงบประมาณปี 2563 เพื่อพัฒนาผู้บริหาร และครูโรงเรียนเอกชนจำนวน 111 ล้านบาท (งบพัฒนาคุณภาพการศึกษาเอกชน 111,172,700 บาท เพิ่มขึ้นจากปี 2562 จำนวน 12.5 ล้านบาท) ซึ่งกำลังจะเข้าสู่การพิจารณาในชั้นคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณฯ ในเดือนตุลาคมนี้ ซึ่งจะใช้ดำเนินการตามนโยบายสำคัญ ได้แก่
3.1 อบรมผู้บริหารและครูโรงเรียนเอกชนทั่วประเทศ เช่น
(1) อบรมผู้บริหารและครูโรงเรียนเอกชน เพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
(2) สะเต็มศึกษา Coding และพลังงานทดแทน
(3) อบรมครูปฐมวัย
(4) ป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด
(5) ศาสตร์พระราชา และการเสริมสร้างวัฒนธรรมการเมืองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
(6) เสริมสร้างคุณธรรมจริยธรรมในสถานศึกษา
(7) การยกระดับคุณภาพการจัดการศึกษาสำหรับเด็กที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษและความสามารถพิเศษ
3.2 ส่งเสริมการเรียนการสอนออนไลน์ในโรงเรียนในระบบและนอกระบบ

4.ส่งเสริมกิจการลูกเสือในโรงเรียนเอกชน โดยสนับสนุนงบประมาณสำหรับการจัดอบรมผู้บังคับบัญชาลูกเสือ ลูกเสือจิตอาสา และลูกเสือมัคคุเทศก์ ของโรงเรียนเอกชน โดยดำเนินการร่วมกับสำนักงานลูกเสือแห่งชาติ

5.แก้ไขปัญหาการค้างจ่ายเงินอุดหนุนโรงเรียนเอกชน โดยปกติ สช. จะได้รับการจัดสรรเงินอุดหนุนเรียนฟรี 15 ปี ไม่เพียงพอกับจำนวนนักเรียน ทำให้มีการค้างจ่ายเงินอุดหนุนกับโรงเรียนเป็นประจำทุกปี ส่งผลกระทบต่อการจัดการเรียนการสอน และการจ่ายเงินเดือนครู​ จึงมีนโยบายให้มีการเกลี่ยงบประมาณภายในกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อช่วยเหลือนักเรียน ครู และโรงเรียนเอกชน สำหรับปีงบประมาณนี้ได้เกลี่ยงบประมาณจากหน่วยงานอื่นให้ สช. จำนวน 250 ล้านบาท จึงทำให้ในปีงบประมาณ 2562 สามารถเบิกจ่ายเงินอุดหนุนได้ครบตามจำนวนและไม่ให้มีการค้างจ่ายเงินอุดหนุนโรงเรียน

6.ให้การช่วยเหลือโรงเรียนเอกชนที่ประสบอุทกภัย จำนวน 20 โรงเรียน โดยมอบหมาย สช. ลงพื้นที่ เพื่อมอบเงินช่วยเหลือในเบื้องต้น โรงเรียนละ 10,000 บาท และสมาคม ปสกช.ร่วมสมทบอีก โรงเรียนละ 5,000 บาท

7.แข่งขันทักษะวิชาการ (นักเรียนเกรดอ่อน) ทั่วประเทศ เพื่อส่งเสริมและพัฒนาทักษะของนักเรียนตามความถนัด

8.นำเสนอ Best Practice ของโรงเรียนเอกชนทุกประเภทต่อสาธารณะ เช่น โรงเรียนพลังงานต้นแบบ (ศรีแสงธรรม)

9.ศึกษาแนวทางการปรับปรุงอัตราเงินอุดหนุนรายบุคคลนักเรียนโรงเรียนเอกชน เพื่อสร้างความเป็นธรรม และลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงทรัพยากรของรัฐ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างศึกษาแนวทางการปรับเพิ่มเงินอุดหนุนร่วมกับ สช. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณา

          จากนโยบายและการขับเคลื่อนแนวทางการพัฒนาและจัดการศึกษาเพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการศึกษาเอกชนที่ดิฉันได้ร่วมผลักดันในวันนี้ จะส่งผลให้โรงเรียนเอกชนมีความเข้มแข็ง และเป็นกำลังสำคัญร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการในการยกระดับคุณภาพการศึกษาต่อไป“ รมช.ศธ.กล่าวในที่สุด

          จากนั้นได้เยี่ยมชมนิทรรศการของโรงเรียนเอกชน นิทรรศการผลงานด้านพัฒนาทักษะอาชีพของ กศน.ในจังหวัดพัทลุง และเปิดค่ายมวยวีรนาทยิมส์ ของโรงเรียนนีรนาทมูลนิธิ ตามโครงการส่งเสริมค่ายมวยในสถานศึกษา ของกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อส่งเสริมพัฒนาการด้านการกีฬา และให้เด็กที่สนใจได้มีโอกาสในการฝึกหัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งกีฬามวยไทยซึ่งกำลังเป็นที่นิยมไปทั่วโลก และเพื่อเป็นการช่วยรักษาศิลปวัฒนธรรมไทย สืบสานกีฬาอันเก่าแก่ของไทยไม่ให้สูญหาย ให้เยาวชนรุ่นใหม่เห็นคุณค่าต่อไป

Cr.ประชาสัมพันธ์ศธ.
สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ รายงาน​

พิธีมอบสัญญาเช่าที่ ราชพัสดุโครงการ “ธนารักษ์ประชารัฐ ” ประจำปี พ.ศ. 2562

พิธีมอบสัญญาเช่าที่ราชพัสดุโครงการ “ธนารักษ์ประชารัฐ ” ประจำปี พ.ศ. 2562

          เมื่อวันศุกร์ที่ 11 ตุลาคม 2562​ ณ หอประชุมที่ว่าการ​ อ.หนองกุงสี จ.กาฬสินธุ์ : นายวารุจ ศิริวัฒน์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง พร้อมคณะผู้บริหารกระทรวงการคลัง เป็นประธานในพิธีมอบสัญญาเช่าที่ราชพัสดุโครงการ “ธนารักษ์ประชารัฐ ” ประจำปี พ.ศ.2562 โดยมีนายยุทธนา หยิมการุณ พร้อมผู้บริหารกรมธนารักษ์ เข้าร่วมมอบสัญญาเช่า

สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ รายงาน​

“เสมา3” ลงพื้นที่สงขลา ตรวจเยี่ยม และและติดตามการดำเนินงานตามนโยบาย

          เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2562 เวลา 10.30 น. ณ กศน.ตำบลเกาะใหญ่ อำเภอกระแสสินธุ์ จังหวัดสงขลา : ดร.กนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วย ดร.กมล รอดคล้าย ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ,นายสมเกียรติ ตันดิลกตระกูล ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมคณะลงพื้นที่ตรวจเยี่ยม​ และติดตามการดำเนินงานตามนโยบาย

          ดร.กนกวรรณ วิลาวัลย์ รมช.ศธ.กล่าวว่า “ความสำเร็จในการจัดกิจกรรมการขับเคลื่อนงานการศึกษานอกระบบ​ และการศึกษาตามอัธยาศัย ไม่ว่าจะเป็นรางวัลที่เกิดกับผู้เรียนและองค์กร ถือเป็นความสำเร็จเป็นอย่างดี ซึ่งเป็นผลสะท้อนที่สำนักงาน กศน.จังหวัดสงขลา ที่ได้ให้ความสำคัญในการส่งเสริม สนับสนุนและประสานงานเครือข่าย ให้มีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาและดำเนินกิจกรรมของศูนย์การเรียนชุมชนและแหล่งเรียนรู้อื่นในรูปแบบต่างๆ ตลอดจนการส่งเสริมและพัฒนาการนำเทคโนโลยีทางการศึกษาและเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการกระบวนการเรียนรู้ รวมทั้งการขับเคลื่อนกิจกรรมการเรียนรู้ให้กับประชาชนอย่างทั่วถึง โดยอาศัยบุคลากรทุกคน

          โดยเฉพาะ ครู กศน. ซึ่งอยู่ในพื้นที่ และมีความใกล้ชิดกับชุมชนในการประสานงานกับภาคีเครือข่าย ปราชญ์ชุมชน และแหล่งเรียนรู้ต่างๆได้เป็นอย่างดี ซึ่งการพัฒนาการศึกษาต้องอาศัยทั้งความรู้ ความสามารถ การทุ่มเท และเสียสละการทำงานร่วมกับภาคีเครือข่าย ผู้นำชุมชน ปราชญ์ชุมชน แหล่งเรียนรู้ต่างๆ ตลอดจนการทำกิจกรรมที่มีความหลากหลาย ตนในฐานะผู้กำกับดูแล ขอเป็นกำลังใจให้ทุกท่าน และพร้อมที่จะให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ เต็มกำลังความสามารถ เพื่อเป็นแนวร่วมในการพัฒนาการศึกษา พัฒนาประชาชนให้ชุมชนของเรามีความเข้มแข็ง สร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต และเป็นพลังในการขับเคลื่อนงาน กศน.ต่อไป”

          นอกจากนี้ รมช.ศธ.ได้มอบเกียรติบัตร แก่เครือข่ายผู้ที่สนับสนุน กศน.อำเภอกระแสสินธุ์ ดีเด่น จำนวน 7 รางวัล และมอบทุนการศึกษาให้กับนักศึกษา กศน.อำเภอกระแสสินธุ​ ์ประเภทเรียนดีแต่ยากจนจำนวน 3 ทุนและเยี่ยมชมนิทรรศการ กศน.สงขลา Wow ก้าวสู่ยุคดิจิตอล พร้อมทั้งพบปะให้กำลังใจแก่นักศึกษา ประชาชน ภาคีเครือข่าย ผู้นำชุมชน และบุคคลที่มาร่วมกิจกรรม

          จากนั้น รมช.ศธ.และคณะได้เดินทางปล่อยพันธุ์กุ้งก้ามกราม จำนวน 200,000 ตัว กลางทะเลหลวง ซึ่งเป็นทะเลที่เชื่อมต่อจากทะเลสาปสงขลาไปทะเลน้อย​ จังหวัดพัทลุง หมู่ที่​ 8​ แหลมคูลา​ ตำบลเกาะใหญ่​ อำเภอกระแสสินธุ์ จังหวัดสงขลา เพื่อฟื้นฟูและเพิ่มผลผลิตทรัพยากรสัตว์น้ำในแหล่งน้ำธรรมชาติและสร้างระบบนิเวศวิทยาให้มีความอุดมสมบูรณ์ รวมถึงเพื่อเสริมสร้างให้ทุกภาคส่วนเกิดความสามัคคี มีส่วนร่วมและเกิดความตระหนักถึงความสำคัญในการ ดูแล รักษาและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ รวมทั้งเป็นการสนับสนุนสร้างอาชีพและรายได้ให้กับพี่น้องชาวประมงในพื้นที่อย่างยั่งยืน

Cr.ประชาสัมพันธ์ศธ.
สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ รายงาน​

ตม.2 (สนามบิน)​ พร้อมรับมือไต้ฝุ่นฮากิบิส

         ตามที่อุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่น ออกประกาศเตือนประชาชน กรณีพายุไต้ฝุ่นหมายเลข 19​ หรือ ไต้ฝุ่นฮากิบิส กำลังจะพัดเข้าฝั่งประเทศญี่ปุ่นระหว่างวันที่ 12-13 ตุลาคม 2562 ทำให้เกิดฝนตกหนักและลมกระโชกแรงมาก ซึ่งคาดว่าจะส่งผลกระทบกับเที่ยวบิน ที่จะไปยังโอซากา, นาโกยา และโตเกียว (นาริตะและฮาเนดะ) และอาจเกิดสถานการณ์เที่ยวบินล่าช้า มีผู้โดยสารเดินทางเข้าประเทศ สะสมกับผู้โดยสารในเที่ยวบินปกติ จนอาจเกิดความหนาแน่นในการเดินทางเข้าประเทศได้ โดยเฉพาะในช่วงวันที่ 12-13 ต.ค.62​ นี้

          จากกรณีดังกล่าว พล.ต.ต.วีรพล เจริญศิริ ผบก.ตม.2 ได้สั่งการเมื่อวันที 11 ต.ค.62 ให้ ผกก.ขาเข้า ด่าน ตม.ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และ ผกก.ด่าน ตม.ดอนเมือง ใช้แผนรองรับสถานการณ์เที่ยวบินล่าช้าเนื่องจากเหตุทางธรรมชาติ ของ บก.ตม.2 ทันที

         โดยได้สั่งการให้ประสานกับสายการบินในเส้นทางประเมินเที่ยวบินล่าช้าสะสม กับ เที่ยวบินปกติ ว่า จะหนาแน่นระดับวิกฤติ อย่างต่อเนื่องเกาะติดตลอดทุกชั่วโมง โดยเบื้องต้นพบว่า มีเที่ยวบินขาเข้า ในเส้นทางโอซากา นาโกยา และโตเกียว (นาริตะและฮาเนดะ) บินลงสนามบินสุวรรณภูมิ มีการระงับในช่วง 09.00-17.00 วันที่ 12 ต.ค.62 จำนวน 10 เที่ยวบิน เปลี่ยนแปลงเวลา 5 เที่ยวบิน ที่สำคัญ ได้มีการจัดกำลังพล พร้อมประจำช่องตรวจในช่วงเที่ยวบินลงสะสม และ จนท.Airport Help ช่วย ดูความครบถ้วน และความถูกต้องในการกรอกและเตรียมเอกสารก่อนเข้าช่องตรวจ รวมถึง จัดช่องทางดูแลเด็กเล็ก คนชรา คนท้อง พิการ ให้ดึงเข้าช่องทางพิเศษ

         โดยให้ผู้บังคับบัญชาระดับรองผู้บังคับการ และผู้กำกับลงควบคุมบริหารสถานการณ์ด้วยตัวเอง การปฏิบัติการดังกล่าว เป็นไปตามสั่งการ ของ​ พล.ต.ท.สมพงษ์ ชิงดวง ผบช. สตม.ที่สั่งให้ ตม.สนามบิน เตรียมความพร้อมในการรับมือสถานการณ์กรณีเที่ยวบินระงับและเลื่อนเวลาสะสมจากเหตุทางธรรมชาติ ได้ทุกเวลา เพื่อไม่ให้กระทบต่อภาพลักษณ์ในการอำนวยความสะดวกเพื่อส่งเสริมท่องเที่ยวตามนโยบายของรัฐบาล

สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ รายงาน​

ปทุมธานี – คอหวยแห่ส่องเลขอ่างน้ำมนต์ฤๅษีเณร พร้อมถวายเสื้อกีฬา 100 ชุด แก้บนเจ้าสัวเฮง

         เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 12 ตุลาคม 2562 ที่อาศรมฤๅษีเณร ถนนวงแหวนตะวันตกหมายเลข 9 บางปะอัน-ปทุมธานี ประชาชนนักเสี่ยงโชคจำนวนมากเดินทางมากราบไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์อย่างคึกคัก พร้อมส่องเลขเด็ดอ่างน้ำมนต์อาศรมฤๅษีเณร เนื่องจากใกล้วันหวยออก และร่วมถวายชุดกีฬา 100 ชุด เพื่อแก้บนกุมารเจ้าสัวเฮง

          โดยตลอดทั้งวันพบว่ามีประชาชนเดินทางเข้ามาดูตัวเลขที่ลอยอยู่ในอ่างน้ำมนต์ฤๅษีเณร ซึ่งปรากฏเป็นตัวเลข 0,4,6,2,7 และ 8 ลอยอยู่บนผิวน้ำมนต์ที่อ่าง ซึ่งตัวเลขเหล่านี้จะลอยวนเวียนไปเรื่อยไม่อยู่กับที่ ตัวเลขนี้เกิดจากฤๅษีเณร ธาตุพุทธคุณ ทำพิธีจรดตัวเลขเรียกว่า “เลขโสฬสสะระตะ” เมื่อคอหวยได้เห็น จึงนำไปเสี่ยงโชค รวมทั้งส่งต่อให้เพื่อนๆ จนมีผู้ที่ถูกรางวัลได้โชคลาภ นอกจากนี้ประชาชนที่มาที่อาศรมยังได้สักการะกุมารเจ้าสัวเฮงถวายชุดกีฬา 100 ชุด เพื่อแก้บน พร้อมถวายน้ำแดงเพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ครอบครัว รวมถึงร่วมพิธีอาบน้ำมนต์ล้างทุกข์โศกโรคภัย

         ด้านอาจารย์ฤๅษีเณร ธาตุพุทธคุณ กล่าวว่า วันนี้มีประชาชนเดินทางเข้ามาถวายชุดนักกีฬา ให้กับกุมารเจ้าสัวเฮง พร้อมถวายน้ำแดง เนื่องจากที่ผ่านมามีประชาชนที่ได้รับโชค จากการที่ได้ฝันถึงกุมารเจ้าสัวเฮงจนได้รับโชคกัน มีหลายท่านที่บอกว่ากุมารเจ้าสัวเฮงอยากได้ชุดกีฬา จึงมีการรวมเงินเพื่อซื้อชุดนักกีฬามาถวายกว่า 100 ชุด ซึ่งทางอาศรมฤๅษีเณรจะได้นำชุดเหล่านี้เก็บไว้ เพื่อบริจาคให้กับเด็กชาวเขา ที่อยู่ห่างไกลและยากไร้

         อาศรมฤๅษีเณรเปิดทุกวัน ตั้งแต่ 06.00 น. ถึง 18.00 น. ในส่วนของวันเสาร์และอาทิตย์ มีพิธีอาบน้ำมนต์ล้างทุกข์โศกโรคภัย เพื่อให้ชีวิตดีขึ้น หรือจะเอาของใดมาแก้บน เอาของสิ่งใดมาถวายไว้ รับประกันว่าของนี้เป็นบุญเป็นกุศล ฝากประชาชนว่าในวันที่ 22 ตุลาคม 2562 เป็นวันคล้ายวันเกิดฤๅษีเณร จะมีการแจกเหรียญรุ่นรวยทรัพย์ แจกข้าวสารสำหรับผู้เข้าพิธี นอกจากนี้ยังมีพิธียกเศียรพ่อปู่ฤๅษีพรหมเมศร์ สูง 34 เมตร องค์ใหญ่ที่สุดในโลก เรียนเชิญพ่อแม่พี่น้องมาตั้งแต่เวลา 09.00 น.เป็นต้นไป.

CR. ภาพ-ข่าว พี่อนันต์ ปทุมธานี

นครนายก – นศ.เทคนิคนครนายกสุดเจ๋ง…คว้าถ้วยพระราชทาน สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี การแข่งขันควบคุมหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ

นครนายก นักศึกษาเทคนิคนครนายกสุดเจ๋ง…คว้าถ้วยพระราชทาน สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี การแข่งขันควบคุมหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ

          นักศึกษาทีมสาริกา วิทยาลัยเทคนิคนครนายก สถาบันการอาชีวศึกษาภาคกลาง 3 สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ได้เข้ารับถ้วยพระราชทาน สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี จากการแข่งขันการควบคุมหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติด้วยเทคโนโลยีอุตสาหกรรม 4.0 ครั้งที่ 2 (Thailand Competition on Robotic and Automation Control using Industry 4.0 Technology 2nd) ณ อาคารภิรัช ทาวเวอร์ แอท ไบเทค ศูนย์นิทรรศการและการประชุม ไบเทค บางนา กรุงเทพฯ

         นายณรงค์ แผ้วพลสง เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ร่วมกับสถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา, มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.), สถาบันเทคโนโลยีปทุมวัน, มหาวิทยาลัยรามคำแหง, และสมาคมเวิลด์ไดแด็ค (WORLD DIDAC Association) ได้จัดการแข่งขันการควบคุมหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติด้วยเทคโนโลยีอุตสาหกรรม 4.0 ครั้งที่ 2 (Thailand Competition on Robotic and Automation Control using Industry 4.0 Technology 2nd) โดยการแข่งขันแบ่งออกเป็น 4 ประเภท ในระดับอาชีวศึกษา และระดับอุดมศึกษา ผลปรากฏว่า

  • การแข่งขันควบคุมระบบอัตโนมัติในอุตสาหกรรม 4.0 (Competition on Automation Control Technology for Industry 4.0) รางวัลชนะเลิศได้แก่ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา, รองชนะเลิศอันดับ1 อันดับ2 และอันดับ3 ได้แก่ วิทยาลัยเทคนิคนครศรีธรรมราช, วิทยาลัยเทคนิคมีนบุรี, และวิทยาลัยเทคนิคสิงห์บุรี
  • การแข่งขันควบคุมหุ่นยนต์แขนกลในงานเชื่อมอุตสาหกรรม 4.0 (Competition on Industrial Robot Control Technology for Welding 4.0) รางวัลชนะเลิศได้แก่ วิทยาลัยเทคนิคเดชอุดม, รองชนะเลิศอันดับ1 อันดับ2 และอันดับ3 ได้แก่ วิทยาลัยการอาชีพบางแก้วฟ้า, วิทยาลัยเทคนิคอ่างทอง, และวิทยาลัยการอาชีพชัยบาลดาล
  • การแข่งขันออกแบบชิ้นส่วนยานยนต์ด้วยหุ่นยนต์อุตสาหกรรม 4.0 (Competition on Automotive Parts Design with Industrial Robot) รางวัลชนะเลิศได้แก่ วิทยาลัยเทคนิคนครนายก, รองชนะเลิศอันดับ1 อันดับ2 และอันดับ3 ได้แก่ วิทยาลัยเทคนิคจันทบุรี, วิทยาลัยสารพัดช่างเพชรบูรณ์, และวิทยาลัยเทคนิคสมุทรสงคราม
  • การแข่งขันหุ่นยนต์ประกอบอาหาร (ผัดไทย) (Competition on Pad Thai Cooking Robot) รางวัลชนะเลิศได้แก่ วิทยาลัยเทคนิคระยอง, รองชนะเลิศอันดับ1 อันดับ2 และอันดับ3 ได้แก่ อาชีวศึกษาจังหวัดฉะเชิงเทรา, วิทยาลัยเทคนิคพัทยา, และวิทยาลัยเทคนิคปราจีนบุรี

         ทั้งนี้ ทีมที่ชนะเลิศการแข่งขันแต่ละประเภท ได้รับถ้วยพระราชทาน สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี พร้อมเงินรางวัล 40,000 บาท ส่วนรองอันดับ1 อันดับ2 และอันดับ3 ได้รับเงินรางวัล 20,000 บาท 10,000 บาท และ 5,000 บาท ตามลำดับ

         ด้านนายวิวรรธน์ วิไลลักษณ์ ผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคนิคนครนายก กล่าวว่า ทีมสาริกา วิทยาลัยเทคนิคนครนายก ประกอบด้วย นายชาญชัย จันทา ระดับ ปวส. ชั้นปีที่ 1 สาขาวิชาอิเล็กทรอนิกส์ แผนกวิชาอิเล็กทรอนิกส์, นายพลธนรัชต์ วงษาพล และนายกฤษฎา ดีทิพย์ ระดับปวส. ชั้นปีที่ 1 สาขาวิชาเทคนิคการผลิต แผนกวิชาช่างกลโรงงาน โดยมีนางกฤษณา เฮ็งฉุน นายสุชาติ เฮ็งฉุน และนายนรัท พูลเพิ่มสุขสมบัติ เป็นครูที่ปรึกษา ได้รับรางวัลชนะเลิศ การแข่งขันออกแบบชิ้นส่วนยานยนต์ด้วยหุ่นยนต์อุตสาหกรรม 4.0 (Competition on Automotive Parts Design with Industrial Robot) รับถ้วยพระราชทาน สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี พร้อมเงินรางวัล 40,000 บาท

          ซึ่งนักศึกษาจะได้รับประสบการณ์ และความรู้จากการลงมือปฏิบัติ ได้เรียนรู้เทคโนโลยีอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ ทำให้เกิดศักยภาพ และสมรรถนะวิชาชีพสูงสุด พร้อมก้าวเข้าสู่โลกอุตสาหกรรมอย่างแท้จริง

ภาพ/สมบัติ เนินใหม่ ข่าว/รัชชานนท์ เนินใหม่ ทีมข่าวภูมิภาค จ.นครนายก
นายพรเทพ เขม้นเขตวิทย์ รายงานจากศูนย์ข่าวภาคตะวันออก

มุกดาหาร # แม่ค้าลอตเตอรี่ โล่แจ้งความ ถูกแก๊งปลอมลอตเตอรี่มาขึ้นเงินสูญ 4,000 บาท

มุกดาหาร เกิดมีแก๊งปลอมสลากกินแบ่งรัฐบาลระบาดตระเวนหาเยื่อแม่ค้าขายตามแผงลอยนำสลากกินแบ่งรัฐบาลปลอมสุดเนียน ตัดต่อตัวเลข ตัวหนังสือ ยันต์คิวอาร์โค้ดจนหลงเชื่อ สูญเงิน 4,000 บาท

         วันที่ 12 ตุลาคม 2562 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ได้พบนางสาวประไพ ปรือทอง อายุ 33 ปี อยู่บ้านเลขที่ 97 หมู่ที่ 6 ตำบลคำอาฮวน อำเภอเมือง จังหวัดมุกดาหาร ซึ่งเป็นแม่ค้าขายสลากกินแบ่งรัฐบาลอยู่ที่บริเวณข้างตู้ เอทีเอ็ม ธนาคารกรุงไทย สาขาตลาดราตรี ตำบลมุกดาหาร อำเภอเมือง จังหวัดมุกดาหาร เปิดเผยว่าเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม ที่ผ่านมาได้มีชายไทยอายุประมาณ 30 ปี รูปร่างผอม สูงประมาณ 165 ถึง 170 เซนติเมตร ผิวขาว สวมกางเกงขายาวสีดำ เสื้อยืดแขนสั้นสีเทาตัดผมสั้น รองทรงสูง เข้ามาสอบถามว่าอยู่ที่ไหนที่เข้ารับชื้อรางวัลแม่ค้าก็บอกให้หลายจุดในตัวเมืองแต่ชายดังกล่าวก็อ้างว่าไม่ใช่คนที่นี้ ขับรถหาสองรอบแล้วไม่พบร้านรับซื้อรางวัล ชายดังกล่าวบอกว่าถูก 4 ใบแต่ขายไปแล้ว 3 ใบเหลือไปเดียว จำเป็นต้องใช้เงินแม่ค้าผู้เสียหายเกิดเห็นใจ ไม่เป็นไรเดียวหนูช่วยซื้อให้ ชายดังกล่าวก็นำสลากกินแบ่งรัฐบาล ฉบับหมายเลข 392524 ลงวันที่ 1 ตุลาคม 2562 จำนวน 1 ฉบับ มาขึ้นเงินรางวัล เลขหน้า 3 ตัว หมายเลข 392 จำนวน 4,000 บาท ซึ่งแม่ค้าผู้เสียหายก็ได้ไห้ชายดังกล่าวเขียนชื่อ และเบอร์โทรไว้ด้านหลังฉลากฯ แล้วก็จ่ายเงินไปจำนวน 3,920 บาท ให้แก่ชายคนดังกล่าวไป

         ซึ่งหลังจากรับเงินก็เดินไปขึ้นรถเก๋งสีดำที่จอดรอ โดยมีหญิงสาว 2 คนนั่งรออยู่บนรถ โดยรถคันดังกล่าวจอดหันข้างให้ จึงมองไม่เห็นป้ายทะเบียน ต่อมาแม่ค้ากลับบ้าน ได้นำสลากฉบับดังกล่าว มาตรวจสอบอีกครั้ง ก่อนนำไปขึ้นเงินที่ร้านรับซื้อรางวัล เพื่อความแน่นอนแม่ค้าผู้เสียหายได้นำสลากฉบับดังกล่าวมาจุ่มน้ำดูว่าเป็นของจริงหรือของปลอม ปรากฏว่าเป็นของปลอมพบว่า ตรงหมายเลข 2 หลักพัน ซึ่งเป็นตัวเลขอารบิกและตัวหนังสือภาษาอังกฤษและตัวหนังสือภาษาไทย และคิวอาร์โค้ด มีการแก้ไข 4 จุด โดยนำเอาตัวเลขอารบิก ตัวหนังสือภาษาอังกฤษ ตัวหนังสือภาษาไทย และคิวอาร์โค้ด มาปิดทับไว้เพื่อให้หมายเลขตรงกับหมายเลขหน้า 3 ตัวที่ถูกรางวัล แล้วตระเวนไปหลอกขึ้นเงินต่างจังหวัด

         ซึ่งแม่ค้าผู้เสียหายเชื่อว่าฉลากฉบับดังกล่าวนั้นถูกทำปลอมขึ้นมาทำให้แม่ค้าได้รับความเสียหาย ไม่สามารถนำฉลากดังกล่าวไปขึ้นเงินรางวัลได้ จึงมาแจ้งความร้องทุกข์กับ พ.ต.ท. คำพัดเถาจันทร์ พนักงานสอบสวน สภ.เมืองมุกดาหาร เพื่อให้ติดตามชายคนดังกล่าวพร้อมหญิงสาวอีก 2 คน ร่วมแก๊งปลอมสลากกินแบ่งรัฐบาล แล้วตระเวนหลอกลวงผู้อื่นได้รับความเสียหายจึงขอให้ตำรวจสืบสวนหาหลักฐานตามกล้องวงจรปิดนำตัวแก๊งมิจฉาชีพกลุ่มนี้มาดำเนินคดีตามกฎหมายแต่เรื่องก็เงียบหาย.


พวงเพชร ภาพ/ข่าว
/////// เดวิด มุกดาหาร รายงาน //////

ผวจ.นครศรีธรรมราช – นำสื่อมวลชน ลงพื้นที่ประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยว วิถีชุมชนบ้านแหลมโฮมสเตย์ สปาโคลน กลางอ่าวทองคำ

ผวจ.นครศรีธรรมราช นำสื่อมวลชนลงพื้นที่ประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยววิถีชุมชนบ้านแหลมโฮมสเตย์ สปาโคลนกลางอ่าวทองคำ

          วันนี้ (12 ตุลาคม 2562) นายศิริพัฒ พัฒกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช พร้อมด้วย นางสาวลัดดาวัลย์ ช่วยชาติ ผู้อำนวยการ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานนครศรีธรรมราช และนายอำเภอท่าศาลา นำสื่อมวลชนลงพื้นที่ประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยววิถีชุมชนบ้านแหลมโฮมสเตย์ บ้านหน้าทับ หมู่ที่ 7 ตำบลท่าศาลา อำเภอท่าศาลา จังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวโดยชุมชน เป็นแหล่งศึกษาเรียนรู้ อนุรักษ์ระบบนิเวศ และท่องเที่ยวเชิงนิเวศทรัพยากรป่าชายเลน เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวมีอ่าวท่าศาลา หรือที่ชาวบ้านเรียกว่าอ่าวทองคำ ที่มีความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติ ทั้งสัตว์น้ำทะเล และป่าชายเลน โดยเฉพาะแร่ธาตุต่าง ๆ ที่ไหลลงมากับน้ำฝนจากยอดเขาหลวง ยอดเขาที่สูงที่สุดของภาคใต้ ลงสู่อ่าวทองคำ ก่อให้เกิดดินโคลนทะเลที่มีความเนียนละเอียดสีดำเข้ม อุดมด้วยแร่ธาตุที่ผ่านการวิจัยแล้วว่าเป็นประโยชน์ต่อผิวพรรณ จึงได้มีการริเริ่มจัดกิจกรรมสปาโคลนทะเล และผลิตภัณฑ์จากโคลนทะเลขึ้น

          โดยเวลา 06.00 น. ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช และสื่อมวลชน ลงเรือเดินทางไปจิบกาแฟ ชมพระอาทิตย์ขึ้นยามเช้า ที่กลางอ่าวทองคำ พร้อมด้วยปล่อยพันธุ์ปู ปลูกป่าชายเลน และทำสปาโคลน ท่ามกลางบรรยากาศที่สดใส ขณะเดียวกันบริเวณใกล้เคียงมีนักท่องเที่ยวเดินทางมาทำสปาโคลนได้ร่วมถ่ายรูปกับผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราชที่กำลังทำสปาโคลน จากนั้นร่วมรับประทานอาหารพื้นบ้าน ชม และซื้อสินค้า OTOP ของชุมชนด้วย

          นายศิริพัฒ พัฒกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช กล่าวชื่นชมและดีใจที่พี่น้องประชา ชน ในพื้นที่อำเภอท่าศาลา รู้จักใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติตามนโยบายของรัฐบาล ที่ส่งเสริมการท่องเที่ยวชุมชน โดยประชาชนนำเรือที่ใช้ในการประกอบอาชีพออกมาหาปลา เปลี่ยนเป็นการนำมาทำการท่องเที่ยววิถีชุมชนซึ่งเป็นสิ่งที่ดี โดยกิจกรรมที่สร้างความประ ทับใจแก่นักท่องเที่ยว คือ จิบกาแฟยามเช้ากลางอ่าวทองคำ โดยใช้เวลาในการนั่งเรือเพียง 10 นาที จะถึงอ่างทองคำ จิบกาแฟชมพระอาทิตย์ขึ้นยามเช้าสวยงามมาก ซึ่งน่าจะเป็นที่เดียวของประเทศไทยที่มีจิบกาแฟกลางทะเลยามเช้า ถือว่าเป็นนวัตถกรรมใหม่ๆของพื้นที่ในการเพิ่มมูลค่าของสินค้า กลางทะเลนักท่องเที่ยวยังได้ทำสปาโคลน ที่มีจากการวิจัยแล้วว่าโคนแห่งนี้ เป็นโคลนทะเลที่อุดมด้วยแร่ธาตุมีประโยชน์ต่อผิวพรรณ

          นอกจากนี้ยังมีสินค้าที่แปรรูปจากโคลนที่ผ่านการรับรองจากกระทรวงสาธารณสุขด้วย ซึ่งเป็นการเพิ่มมูลค่าของทรัพยากรสิ่งสำคัญที่สุด คือความร่วมมือประชาชนในพื้นที่ และทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในการอนุรักษ์ทรัพยากรร่วมกัน โดยการท่องเที่ยวเน้นคุณภาพไม่เน้นปริมาณ

          ขณะที่นางสาวลัดดาวัลย์ ช่วยชาติ ผู้อำนวยการ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานนครศรีธรรมราช กล่าวว่า ชุมชนบ้านแหลมโฮมสเตย์ เป็นชุมชนที่มีความรักความสามัคคี และมีการพัฒนาด้านการท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่อง จนได้รับรางวัลทัวริสซึ่ม อวอร์ด โดยชุมชนมีเป้าหมายที่ชัดเจน มีความเข้มแข็งนำไปสู่การท่องเที่ยว ปัจจุบันมีนักท่องเที่ยวให้ความสนใจเดินทางมาท่องเที่ยวแบบวิถีชุมชนบ้านแหลงโฮมสเตย์อย่างต่อเนื่อง ประมาณ 400 คนต่อเดือน ทำให้เป็นที่รู้จักของนักท่องเที่ยวมากขึ้น และมั่นใจได้ว่าในอนาคตการท่องเที่ยวชุมชนจะเป็นรายได้หลักของชุมชน ฉะนั้นชุมชนมีสิ่งดี ๆ มีของดีมากมาย นักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวชุมชนบ้านแหลมโฉมสเตย์จะสามารถแลกเปลี่ยนเรียนรู้วิถีชีวิตชุมชน และเป็นการช่วยเหลือชุมชนให้มีความมั่นคง ยั่งยืนในอนาคต

ธีรศักดิ์ อักษรกูล / รายงาน

ปัตตานี – นายอำเภอ ยะหริ่งและทีมงานประชุม”อิหม่าม คอเต็บ บิหลั่น” ประจำเดือนตุลาคม 2562

นายอำเภอ ยะหริ่งและทีมงานประชุมประจำเดือน อิหม่ามคอเต็บ บิหลั่น อ.ยะหริ่ง และร่วมกันหมาดฮายัต ขอให้ทุกพื้นที่มีแต่ความสันติสุข และมีบริการตรวจสุขภาพผู้นำศาสนา

         วันศุกร์ ที่ 11 ตุลาคม 2562 เวลา 14.40 น. นายโอฬาร บิลสัน นายอำเภอยะหริ่งผอ.ศปก.อ.ยะหริ่ง เป็นประธานการประชุม “อิหม่าม คอเต็บ บิหลั่น” อ.ยะหริ่ง ประจำเดือนตุลาคม 2562 เพื่อชี้แจงข้อราชการต่างๆ และได้ร่วมกันละหมาดฮายัต ขอให้ทุกพื้นที่มีแต่ความสันติสุข

          นอกจากนี้ยังได้จัดให้มีบริการตรวจสุขภาพผู้นำศาสนาของทีมงาน สนง. สาธารณสุข อ.ยะหริ่ง โดยมีนายอับดุลกาหริม ยูโซะ สาธารณสุขอำเภอยะหริ่ง, ผู้แทนผบ. ฉก.ทพ. 42, ผู้แทนผกก.สภ.ยะหริ่ง, ผู้แทนสารวัตร สภ.ราตาปันยัง, ปลัดอำเภอยะหริ่ง, เภสัชกร รพ.ยะหริ่ง, จนท.ปปส.ภาค 9, เจ้าหน้าที่ปกครอง, อิหม่าม, คอเต็บและบิหลั่น อ.ยะหริ่ง เข้าร่วมฯ ณ หอประชุมที่ว่าการอำเภอยะหริ่ง จังหวัดปัตตานี.

#ภาพ/ข่าว อับดุลมาลิก เจ๊ะตีรอกี

สำนักข่าวความมั่นคง 3จังหวัดชายแดนภาคใต้