จำคุก 4 ปี – แกนนำ นปช.ล้มประชุมอาเซียน ที่พัทยา ไร้เงา กี้ร์ อริสมันต์

ศาลฎีกาจำคุก ไวพจน์ อาภรณ์รัตน์ สำเริง ประจำเรือ วรชัย เหมะ แกนนำ นปช.คนละ 4 ปี คดีล้มประชุมอาเซียน ก่อนหน้านี้ พายัพ ปั้นเกตุ ได้เข้ามอบตัวถูกจำคุก4 ปีเช่นกัน

         ที่ ศาลจังหวัดพัทยา จ.ชลบุรี วันที่ 31 ตุลาคม 2562 ศาลนัดอ่านคำพิพากษา ศาลฎีกา คดีแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) นำพากลุ่มคนเสื้อแดง บุกล้มการประชุมอาเซียน ที่โรงแรมรอยัลคลิฟบีช รีสอร์ท เมืองพัทยา เมื่อวันที่ 11 เม.ย.2552 ที่พนักงานอัยการจังหวัดพัทยา เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง นายอริสมันต์ พงศ์เรืองรอง, นายนพพร นามเชียงใต้, พ.ต.ท.ไวพจน์ อาภรณ์รัตน์, นายสมญศฆ์ พรมภา, นายนิสิต สินธุไพร, นายสำเริง ประจำเรือ, นายศักดา นพสิทธิ์, นายสิงห์ทอง บัวชุม, นายธนกฤต หรือวันชนะ ชะเอมน้อย หรือเกิดดี, นายวรชัย เหมะ, นายพายัพ ปั้นเกตุ, นายวัลลภ ยังตรง และนายพิเชฐ สุขจินดาทอง ทั้งนี้ ได้พักคดี พ.ต.ต.เสงี่ยม สำราญรัตน์ และนายสุรชัย แซ่ด่าน เนื่องจากหลบหนี ขณะที่นายธรชัย ศักดิ์มังกร และ พ.ต.อ.สมพล รัฐกาญจน์ ศาลชั้นต้นยกฟ้อง

         คดีนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 11 เมษายน 2552 พวกจำเลย นำพากลุ่มคนเสื้อแดงบุกล้มการประชุมอาเซียน ที่โรงแรมรอยัลคลิฟบีชรีสอร์ท ในช่วงที่กลุ่ม นปช.มีการชุมนุมใหญ่ปี 2552 ขับไล่รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี โดยได้แจ้งข้อหา ประกอบด้วย

  1. ร่วมกันขัดคำสั่งเจ้าพนักงาน ซึ่งสั่งให้เลิกการมั่วสุม
  2. ข้อหาร่วมกันเดินแถวเป็นขบวน และกระทำด้วยประการใดๆ ในลักษณะที่เป็นการกีดขวางการจราจร
  3. ร่วมกันกระทำให้ปรากฏแก่ประชาชน ด้วยวาจาหรือวิธีอื่นใด อันมิใช่เป็นการกระทำภายในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ และมิใช่เพื่อแสดงความคิดเห็นหรือติชมโดยสุจริต เพื่อให้เกิดความปั่นป่วนหรือกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชน ถึงขนาดที่ก่อให้เกิดความไม่สงบขึ้นในราชอาณาจักร และเพื่อให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดิน
  4. มั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมืองโดยเป็นหัวหน้า เป็นผู้มีหน้าที่สั่งการในการกระทำผิดนั้น
  5. ร่วมกันบุกรุกและทำให้เสียทรัพย์

          โดยขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116, 215, 216, 358, 362, 364, 365 และ พ.ร.บ.จราจรทางบก มาตรา 108, 114, 148 ต่อมาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ พิพากษายืนให้จำคุก จำเลยจำนวน 13 คน เป็นเวลา 4 ปี ไม่รอลงอาญา

         โดยเมื่อวันที่ 11 กันยานที่ผ่านมา ศาลฎีกาได้นัดอ่านคำพิพากษา คดีแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) นำพากลุ่มคนเสื้อแดงบุกล้มการประชุมอาเซียนที่โรงแรมรอยัลคลิฟบีชรีสอร์ท เมืองพัทยา เมื่อวันที่ 11 เม.ย.2552 แต่ปรากฎว่าจำเลยทั้ง 13 คน มาเพียงคนเดียว ศาลจึงได้อ่านคำพิพากษาของ นายศักดา นพสิทธิ์ รองเลขาธิการพรรคเพื่อชาติ ซึ่งเป็นจำเลยที่ 10 ซึ่งชั้นศาลอุทธรณ์ภาค 2 นั้น พิพากษาให้จำคุกจำเลยที่ 1, 2, 3, 5, 6, 10, 11, 12, 13, 15, 16, 17 คนละ 4 ปี โดยไม่รอการลงโทษ ฐานร่วมกัน ทำให้ปรากฏแก่ประชาชน เพื่อให้เกิดความปั่นป่วนฯ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 116 (2) (3) ซึ่งเป็นบทหนักที่สุด ขณะที่ชั้นศาลอุทธรณ์ ก็ให้ปรับจำเลยที่ 1, 2, 3, 5, 6, 10, 11, 12, 13, 15, 16, 17 คนละ 200 บาท ฐานร่วมกันเดินแถวเป็นกระบวนและกระทำในลักษณะกีดขวางการจราจร ตามที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาด้วย
 

          และได้นัดอ่านคำพิพากษาจำเลย ที่อ้างว่าไม่ได้รับนัดหมายเรียกศาลมาเป็นวันที่ 31 ตุลาคม 2562 โดยวันนี้มีจำเลย 3 คน ที่เดินทางมารับฟังคำพิพากษา คือ พ.ต.ท.ไวพจน์ อาภรณ์รัตน์, นายสำเริง ประจำเรือ และนายวรชัย เหมะ ทั้ง 3 คน ก่อนหน้านี้ไม่ได้รับหมายเรียกศาล ซึ่งศาลได้มีการอ่านคำพิพากษาไปแล้ว คือจำคุก 4 ปี ไม่รอลงอาญา และก็ได้เตรียมใจในการรับโทษ เพราะตามกระบวนการยุติธรรม หากมีคำพิพากษาไปแล้ว แม้จำเลยจะเดินทางมารับฟังหรือไม่ ก็ต้องรับโทษตามกระบวนการยุติธรรม
   

         สำหรับบรรยากาศในวันนี้ พบว่ามีนายจตุพร พรหมพันธุ์ 1 ในแกนนำแนวร่วมประชาธิป ไตย ต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช) ได้เดินทางมาให้กำลังจำเลยทั้ง 3 คนที่มารับฟังคำพิพากษาของศาล
 

         มีรายงานว่า ก่อนหน้าหลังจากที่ศาลฎีกาได้อ่านคำพิพากษานัดแรกไปเมื่อวันที่ 11 กันยายน 2562 ซึ่งมีเพียงนายศักดา นพสิทธิ์ รองเลขาธิการพรรคเพื่อชาติ ซึ่งเป็นจำเลยที่ 10 เพียงคนเดียว มารับฟังคำพิพากษา และในวันที่ 19 กันยายนที่ผ่านมา มีจำเลยอีก 4 คน ได้เข้ามอบตัวต่อศาลจังหวัดพัทยา ประกอบด้วย นายพายัพ ปั้นเกตุ, นายพิเชฐ สุขจินดาทอง ,นายสิงห์ทอง บัวชุม และนายนพพร นามเชียงใต้ และในวันนี้ยังมีจำเลยอีก 3 คน ที่ไม่ได้เดินทางมารับฟังคำพิพากษาของศาลฎีกา คือ นายอริสมันต์ พงษ์เรืองรอง,นายแพทย์ชวัลลภ ยังตรง และนายธนกฤต หรือวันชนะ ชะเอมน้อย.

พัทยา จ.ชลบุรี/ โยธิน พรมแตง-คัมภีร์ อาบสุวรรณ์-วิรัตน์ ขำแตร-ศิระ แย้มตระกูล
*086-1499878

สธ. เข้าถึง การวัดความดันโลหิต ประเมินความเสี่ยงตนเอง

กระทรวงสาธารณสุข ร่วมกับ กรมการปกครองท้องถิ่น และกรุงเทพมหานคร ลงนามบันทึกความร่วมมือ เพิ่มการเข้าถึงการวัดความดันโลหิต ให้ประชาชนทราบค่าความดันโลหิต ประเมินความเสี่ยงโรคความดันโลหิตสูงได้ด้วยตนเอง บริการในสถานที่ราชการ

         เมื่อวันที่​ 28 ตุลาคม 2562 ณ ตึกนารีสโมสร ทำเนียบรัฐบาล : นายอนุทิน ชาญวีรกุล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานพิธีลงนามบันทึกข้อตกลง ว่าด้วยความร่วมมือในการส่งเสริมประชาชนให้เข้าถึงการวัดความดันโลหิต ระหว่างกรมควบคุมโรค, กรมการปกครอง, กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น, และกรุงเทพมหานคร โดยมี นายแพทย์สุขุม กาญจนพิมาย ปลัดกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วยผู้บริหารกรมควบ คุมโรค กรมการปกครอง กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น และกรุงเทพมหานคร ร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลง

         นายอนุทินฯ​ กล่าวว่า กระทรวงสาธารณสุขได้เร่งรณรงค์ สร้างความรอบรู้สุขภาพให้กับประชาชน เพื่อสุขภาพที่แข็งแรง ป้องกันการเจ็บป่วย ลดค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ โดยเฉพาะจากโรคความดันโลหิตสูง พบว่าประชาชนส่วนใหญ่ยังไม่ทราบว่าตนเองมีภาวะความดันโลหิตสูง เนื่องจากช่วงแรกมักจะไม่แสดงอาการใดๆ จึงไม่ได้เข้ารับการรักษา หรือปฏิบัติตนอย่างเหมาะสม ส่งผลให้เกิดภาวการณ์แทรกซ้อนตามมาได้ อาทิ โรคหลอดเลือดสมอง หลอดเลือดหัวใจ โรคไต

         สำหรับประเทศไทยมีผู้ป่วยความดันสูงถึงร้อยละ 24.7 หรือประมาณ 13 ล้านคน และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ที่สำคัญผู้ป่วยร้อยละ 45 ไม่ทราบว่าตนเองมีภาวะความดันโลหิตสูง จึงได้ร่วมกับกรมการปกครอง กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น และกรุงเทพมหา นคร จัดเครื่องวัดความดันโลหิตอัตโนมัติแบบใช้ง่าย สามารถตรวจวัดได้ด้วยตัวเอง พร้อมสื่อให้ความรู้ในการประเมินและการปฏิบัติตน โดยให้บริการประชาชนในสถานที่ติดต่อราชการ เช่น ที่ว่าการอำเภอ ที่ว่าการเขต ศูนย์บริการภาครัฐแบบเบ็ดเสร็จ เพื่อเพิ่มการเข้าถึงการวัดความดันโลหิตในสถานที่สาธารณะ และทำให้ประชาชนเกิดความตระหนักรู้สุขภาวะของตนเอง นำไปสู่การลดพฤติกรรมเสี่ยง เช่น การสูบบุหรี่ การขาดการออกกำลังกาย ภาวะอ้วน เครียดสะสม เป็นต้น

         ด้านนายแพทย์สุขุม กาญจนพิมาย ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า กระทรวงสาธารณสุข มีมาตรการเร่งด่วรขับเคลื่อนการสร้างความตระหนักสุขภาพ Know Your Number,Khow Your Rish โดยให้มีเครื่องวัดความดันโลหิตในโรงพยาบาล สถานที่ราชการ สถานที่ทำงานทั่วประเทศ และจัดหลักสูตรอบรมอาสามัครประจำหมู่บ้าน (อสม.) เป็นหมอประจำบ้าน เพื่อดูแลสร้างเสริมสุขภาพประชาชน

นอกจากนี้ได้สำรวจพฤติกรรมเสี่ยงโรคไม่ติดต่อและการบาดเจ็บ โดยกรมควบคุมโรค พบว่าในปี พ.ศ. 2561 คนไทยอายุ 15-79 ปี ร้อยละ 68.4 ได้รับการตรวจวัดความดันโลหิตซึ่งร้อยละ 16.52 ทราบว่าตนเองมีภาวะความดันโลหิตสูง นอกจากนี้ยังพบพฤติกรรมเสี่ยง อาทิ มีผู้สูบบุหรี่ร้อยละ 16.8 โดยเพศชายสูบบุหรี่มากกว่าเพศหญิง 16 เท่า ลดลงจากปี 2557 ร้อยละ 19.5 สำหรับผู้ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์พบรร้อยละ 22.3 เป็นเพศชายร้อยละ 36.2 และเพศหญิงร้อยละ 9.4 การรับประทานผักและผลไม้ได้เพียงพอร้อยละ 33.0 ทั้งเพศหญิงและเพศชาย การออกกำลังกายร้อยละ 42.3 มีภาวะน้ำหนักเกินและอ้วน 19 ล้านคน เพศหญิงมากกว่าเพศชาย จึงขอเชิญชวนประชาชนหันมาใส่ใจสุขภาพ ลด ละ เลิก บุหรี่ แอลกอฮอลล์ เพิ่มกิจกรรมทางกาย ไม่รับประทานอาหารหวาน มัน เค็มจัด เพื่อลดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง

สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ รายงาน​

กองปราบฯ​ รวบ โจรใจบาป แฝงตัวเป็นนักท่องเที่ยว ย่องงัดตู้เงินบริจาค วัดเก่าแก่ เมืองน่าน

         วันที่ 30 ต.ค.62 : ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.สุทิน ทรัพย์พ่วง ผบช.ก., พล.ต.ต.จิรภพ ภูริเดช ผบก.ป., พ.ต.อ.สุรพงษ์ ชาติสุทธิ์ รองผบก.ป., พ.ต.อ.แมน เม่นแย้ม ผกก.4 บก.ป.พร้อมชุดจับกุมนำโดย เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.4 บก.ป. ประกอบด้วย พ.ต.ต.จักรี กันธิยะ สว.กก.4 บก.ป., ร.ต.อ.อัคนี ณ บางช้าง, ร.ต.อ.เกียรติบดินทร์ วงค์งาม, ร.ต.อ.ดิฐาศักดิ์ โชติเธียรศรณ์ รอง สว.กก.4 บก.ป. กับพวก

         ร่วมกันจับกุม นายมอญชัย หรือแง่ อายุ 27 ปี อยู่บ้านเลขที่ 247/3 ต.มหาชัย อ.เมืองสมุทรสาคร จ.สมุทรสาคร​ ผู้ต้องหาตามหมายจับของศาลจังหวัดน่าน (สาขาปัว) ที่ จ 49 / 2562 ลงวันที่ 3 ต.ค.2562 ข้อหา “ลักทรัพย์ในเวลากลางคืนสถานที่บูชาสาธารณะโ ดยทำอันตรายสิ่งกีดกั้นสำหรับคุ้มครองทรัพย์นั้น โดยเข้าช่องทางที่ไม่ได้จำนงให้เป็นทางคนเข้า หรือรับของโจร”

         ซึ่งก่อนจับกุมผู้ต้องหารายนี้​ สืบเนื่องมาจากสื่อโซเชี่ยลต่างๆ​ ได้ลงข่าว “โจรใจบาปสวมรอยเป็นนักท่องเที่ยว งัดตู้บริจาควัดดัง จ.น่าน นั้น อีกทั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.4.บก.ป. ได้รับเรื่องร้องเรียนจากชาวบ้าน ที่นับถือศรัทธรา วัดพระธาตุเบ็งสกัด ต.วรนคร อ.ปัว จ.น่าน ว่ามีมิจฉาชีพงัดตู้เงินบริจาคที่อยู่ภายในวัด ขอให้ช่วยติดตามจับกุมคนร้ายรายนี้มาดำเนินคดีการสืบสวนทราบว่าผู้ต้องหารายนี้เป็นคนสัญชาติพม่า เชื้อสายมอญ ซึ่งจากการสืบสวนจากกล้องวงจรปิดจับภาพของผู้ต้องหาขณะก่อเหตุได้อย่างชัดเจน จนกระทั่งพนักงานสอบสวน สภ.ปัว ได้ขออนุมัติขอหมายจับศาลจังหวัดน่าน นำตัวมาดำเนินคดี

          ภายหลังที่เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.4. บก.ป. ได้รับเรื่องดังกล่าว จึงได้สืบสวนมาตลอดจนพบว่า นายมอญฯ​ หรือแง่ ผู้ต้องหารายนี้มีภูมิลำเนาอยู่ทางฝั่งมอญ อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี ไม่ได้ประกอบอาชีพอะไร ไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง หลังจากก่อเหตุแล้วได้มาหลบซ่อนตัวอยู่ที่แคมป์ที่พักคนงาน ในหมู่บ้านลลิลพร็อพเพอตี้ ถ.บางปลาย ต.ท่าทราย อ.เมืองสมุทรสาคร จ.สมุทรสาคร จึงวางกำลังเข้าตรวจสอบและจับกุมผู้ต้องหารายนี้ได้

         ภายหลังจับกุมนายมอญหรือแง่ ให้การรับกับเจ้าหน้าที่ชุดจับกุมว่า หลังที่ตนออกจากเรือนจำจังหวัดกาญจนบุรี ข้อหารับของโจร เมื่อปี พ.ศ.2553 ก็ได้มารับจ้างลงเรือลากปลา ที่มหาชัย และพักอาศัยอยู่แคมป์คนงานในมหาชัย ระหว่างนั้นตนได้จีบสาวทางเฟสบุค และนัดเจอกันที่ อ.บ่อเกลือ จ.น่าน เมื่อตนไปถึงตามที่นัดหมายสาวกลับโทรติดต่อไม่ได้ ปล่อยให้ตนอยู่คนเดียว ตนจึงเดินทางเร่ร่อนไปหาที่พักอาศัยตามที่ต่างๆจน กระทั่งได้มาพักที่วัดพระธาตุเบ็งสกัด จ.น่าน ประกอบกับขณะนั้นตนไม่มีเงิน เมื่อเห็นเงินในตู้บริจาคจึงได้ลงมืองัดเอาเงินเป็นค่ารถกลับไ้ด้มาครั้งนั้นประมาณ 7,000 บาท และหนีกลับมาที่มหาชัย นายมอญหรือแง่ ยังรับกับเจ้าหน้าที่ชุดจับกุมอีกว่า ระหว่างนั้นตนเห็นว่าเงินที่งัดเอามาจากวัดพระธาตุเบ็งสกัด ได้มาง่าย ตนจึงออกตะเวนงัดตู้เงินบริจาคตามวัดต่างๆ ใน อ.มหาชัย, จ.นนทบุรี และ จ.นครปฐม เรื่อยไปได้วัดละ 4,000-5,000 บาท ซึ่งเงินที่ได้มาก็เอาไปใช้จ่ายช่วงออกพรรษา และเที่ยวเตร็ดเตร่ ล่าสุดได้เข้าไปงัดตู้บริจาคเงินแถว อ.มหาชัย วัดดอนไก่ดี ได้เงินมาประมาณ 4,000 บาท ก่อนที่จะมาถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุม

Cr.เจริญ​ผล​ เอี่ยม​พึ่ง​
สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ รายงาน​

“กนกวรรณ” ควง “ศุภชัย” ลงพื้นที่ ดูสถานการณ์แล้ง ของน้ำโขง นครพนม เตรียมดันเป็นวาระรัฐบาลเสนอ ในเวทีสุดยอดอาเซียน

“กนกวรรณ” ควง “ศุภชัย” ลงพื้นที่ดูสถานการณ์แล้งของน้ำโขง นครพนม เตรียมดันเป็นวาระรัฐบาลเสนอในเวทีสุดยอดอาเซียน

         วันที่​ 30​ ตุลาคม 2562 เวลา 15.00​ น.​ ณ​ บริเวณศาลาท่าน้ำ แสงสิงแก้ว พ.ศ.2561 อำเภอเมือง จ.นครพนม​ : ดร.กนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วย นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฏร คนที่ 2, นายรังสรรค์ คัมภิรานนท์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม, หัวหน้าส่วนราชการ ตลอดจนผู้บริหาร ศธ. และคณะ ลงพื้นที่ติดตามดูสถานการณ์แม่น้ำโขง​ ซึ่งลดระดับลงอย่างต่อเนื่อง วิกฤติสุดในรอบ 10 ปี ต่ำกว่า 2 เมตร เพื่อเตรียมผลักดันเป็นวาระรัฐบาลเสนอในการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 35 (ASEAN Summit) ระหว่างวันที่ 31 ตุลาคม-4 พฤศจิกายน 2562 ณ ประเทศไทย

         ดร.กนกวรรณฯ เปิดเผยว่า “วันนี้ ลงพื้นที่ติดตามงานตามนโยบายการศึกษาของหน่วยงานในการกำกับดูแล จึงถือโอกาสมาดูสภาพจริงของแม่น้ำโขง ที่ลดระดับเข้าขั้นวิกฤตในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ทั้งยังได้รับฟังปัญหาและผลกระทบจากผู้เกี่ยวข้องในจังหวัด ซึ่งพบว่า ปัญหาภัยแล้งเริ่มขยายเป็นวงกว้าง โดยเฉพาะน้ำโขงลดระดับลงอย่างรวดเร็วทำให้แม่น้ำโขงบางจุดปริมาณลดลงจนเห็นสันทรายเป็นแนวยาว และพื้นที่ริมฝั่งยังคงตื้นเขินจนเห็นเนินทราย ทำให้ดินตลิ่งพังหลายจุด อีกทั้งน้ำสาขาแห้งปริมาณเก็บกักต่ำเพียง 10-20​ % ของความจุ ด้วย

         ทั้งนี้ได้มอบหมายให้จังหวัดนครพนมรวบรวมข้อมูลสภาพปัญหา และผลกระทบที่เกิดกับประชาชนในทุกมิติ เสนอเป็นวาระหารือในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อนำเสนอในที่ประชุมสุดยอดอาเซียนในนามรัฐบาลไทยต่อไป

สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ รายงาน​

กอง​ปราบ​ฯ​ จับแล้ว​ “ไอ้เอ็ม” มือฆ่า เศรษฐีนีเชียงใหม่

https://youtu.be/Cf2XOOmWkZk

          จากกรณีที่พบศพ น.ส.วรรณี จิระเจริญยิ่ง อายุ 58 ปี เศรษฐินีนักปฏิบัติธรรม ถูกฆ่าศพยัดตู้เย็นแล้วโบกปูน สภาพถูกมัดมือมัดขาในท่านั่งคุดคู้ ภายในตึกแถวเลขที่ 90/3 หมู่ 3 ต.บ้านหลวง อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่ เมื่อวันที่ 27 ต.ค.62​ ที่ผ่านมา เบื้องต้นคาดเสียชีวิตมาแล้วไม่ต่ำกว่า 2 สัปดาห์​ ต่อมาเจ้าหน้าที่​ตำรวจ สภ.จอมทอง จ.เชียงใหม่ ออกหมายจับนายวิฑูรย์ ศรีตะบุตร์ หรือเอ็ม หรือตั้ม อายุ 39 ปี ในข้อหาชิงทรัพย์ เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย และรับของโจร ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น

         ความคืบหน้ากรณีดังกล่าวล่าสุด เมื่อ​14.00 น.ของวันที่​ 31​ ต.ค.62​ พ.ต.อ.แมน เม่นแย้ม ผกก.4 บก.ป. พร้อมด้วย​ พ.ต.ท.ณัฐพงศ์ อำไพจิตร์ สว.กก.4 บก.ป., ร.ต.อ.พร้อมพล นิตย์วิบูลย์ รองสว.กก.4 บก.ป., ด.ต.นิติธร ประชันกาญจนา ผบ.หมู่ กก.4 บก.ป. สามารถติดตามจับกุมตัวนายวิฑูรย์ ศรีตะบุตร์ หรือเอ็ม หรือตั้ม อายุ 39 ปี

         ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดฮอด ที่ จ..41/2562 ลงวันที่ 28 ต.ค.62 ข้อหาชิงทรัพย์ เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย และรับของโจร โดยสามารถจับกุมตัวนายวิฑูรย์ฯ ได้ ที่ริมถนนสาย 1072 ต.หนองกระโดน อ.เมือง จ.นครสวรรค์ ขณะกำลังขับรถจักรยานยนต์ ยี่ห้อฮอนด้า สีดำ รุ่นฟอนซ่า ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน ไปตามเส้นทางดังกล่าวเพื่อหลบหนี ทั้งนี้ขณะจับกุมผู้ต้องหาพยายามที่หลบหนี ทางเจ้าหน้าที่จึงได้กระจายกำลังดักสกัดจับกุมได้แต่โดยดี

         ผู้สื่อข่าวรายงานว่า​ สำหรับการจับกุมครั้งนี้ ก่อนหน้านี้ชุดสืบสวนกองปราบปราม​ สืบทราบว่า ผู้ต้องหาได้หลบหนีไปซ่อนตัวอยู่ในเขตพื้นที่ จ.กาญจนบุรี จึงได้รายงานไปยัง พล.ต.ต.จิรภพ ภูริเดช ผบก.ป. กระทั่งมีการสั่งการให้ พ.ต.อ.แมนฯ และ พ.ต.ท.ณัฐพงศ์ฯ นำกำลังลงพื้นที่จึงตรวจสอบพบว่า ผู้ต้องหาได้นำเงินสดจำนวน 1.6 แสนบาท ไปซื้อรถ จยย. คันดังกล่าว ที่ร้านฮอนด้าสนามจันทร์ ในเขตพื้นที่ อ.สนามจันทร์ จ.นครปฐม เพื่อที่จะได้ใช้ในการหลบหนี ล่าสุดเมื่อคืนที่ผ่านมา ชุดสืบสวนแกะรอย พบว่าผู้ต้องหาได้ขับมุ่งหน้าไปยัง อ.เมือง ก่อนจะไปยัง อ.เลาขวัญ จ.กาญจนบุรี จากนั้นจึงได้ใช้เส้นทาง อ.ด่านช้าง จ.สุพรรณ บุรี มุ่งเข้าสู่พื้นที่ จ.ชัยนาท และตัดเข้า จ.นครสวรรค์ เจ้าหน้าที่ชุดจับกุม จึงเร่งไล่ติดตามจนกระทั่งมาพบตัวและสามารถจับกุมตัวได้ดังกล่าว​ โดยตรวจค้นทรัพย์สิน​ที่ติดตัวมา พบว่ามีเงินสดติดตัว​ 1​ ล้านกว่าบาท เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายระหว่างหลบหนี

          โดย พล.ต.ต.จิรภพฯ กล่าวว่า ขณะนี้ได้รับการรายงานจากเจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการ กก.4 บก.ป. ว่าได้ร่วมกันกับเจ้าหน้าที่ตำรวจภูธรภาค 5 จับกุมตัวคนร้ายรายดังกล่าวได้ในพื้นที่ จ.นครสวรรค์ ซึ่งตนได้รายงานให้​ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร.ให้ทราบ โดยขั้นตอนจากนี้จะนำตัวนายเอ็มไปแถลงข่าวที่ตำรวจภูธรภาค 5 ต่อไป

Cr.เจริญ​ผล​ เอี่ยม​พึ่ง​
สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ รายงาน​

สนง.ตำรวจแห่งชาติ – รับสมัครและสอบแข่งขันบุคคลภายนอก(เพศชาย) จำนวน 6,400 อัตรา เพื่อบรรจุเป็นนักเรียนนายสิบตำรวจ(นสต.)

         สำนักงานตำรวจแห่งชาติขอประชาสัมพันธ์ การรับสมัครและสอบแข่งขันบุคคลภายนอก(เพศชาย) ผู้มีวุฒิประกาศนียบัตรมัธยมศึกษาตอนปลายหรือประกาศนียบัตรวิชาชีพ(ปวช.) หรือเทียบเท่า โดยต้องสำเร็จการศึกษาภายในวันปิดรับสมัครและคุณวุฒิการศึกษานั้น ต้องเป็นคุณวุฒิการศึกษาที่กระทรวงศึกษาธิการ หรือสำนักงานข้าราชการพลเรือนได้รับรองประจำปี 2562 จำนวน 6,400 อัตรา เพื่อบรรจุเป็นนักเรียนนายสิบตำรวจ(นสต.) ในหน่วยงานต่างๆทั่วประเทศซึ่งมีรายละเอียดดังนี้

1. นักเรียนนายสิบตำรวจ สังกัดหน่วยงานกองบังคับการตำรวจตระเวนชายแดนภาค 4 กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน จำนวน 1,000 อัตรา คุณสมบัติของผู้สมัครบุคคลภายนอก (เพศชาย) วุฒิการศึกษาประกาศนียบัตรวิชาชีพ(ปวช.) หรือเทียบเท่าอายุไม่ต่ำกว่า18 ปีบริบูรณ์และไม่เกิน27 ปีบริบูรณ์, เป็นผู้มีภูมิลำเนาใน 14 จังหวัดภาคใต้ นับถึงวันปิดรับสมัครจำนวน 700 อัตรา และผู้มีภูมิลำเนาในพื้นที่อื่น จำนวน 300 อัตรา

2. นักเรียนนายสิบตำรวจ(รองรับภารกิจรักษาความปลอดภัย) สังกัดหน่วยงานกองบัญชาการตำรวจนครบาลและสังกัดกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 1-9 จำนวน 4,500 อัตรา ดังนี้

สังกัดจำนวน(อัตรา)
กองบัญชาการตำรวจนครบาล650
ตำรวจภูธรภาค 1450
ตำรวจภูธรภาค ๒400
ตำรวจภูธรภาค 3400
ตำรวจภูธรภาค 4600
ตำรวจภูธรภาค 5400
ตำรวจภูธรภาค 6450
ตำรวจภูธรภาค 7400
ตำรวจภูธรภาค 8400
ตำรวจภูธรภาค 9350
รวมทั้งสิ้น4,500

คุณสมบัติของผู้สมัครบุคคลภายนอก(เพศชาย) วุฒิการศึกษาประกาศนียบัตรวิชาชีพ(ปวช.) หรือเทียบเท่าอายุไม่ต่ำกว่า18 ปีบริบูรณ์และไม่เกิน27 ปีบริบูรณ์

2. นักเรียนนายสิบตำรวจ(รองรับภารกิจด้านป้องกันและปราบปรามอาชญากรรม) สังกัดหน่วยงานกองกำกับการสืบสวนคดีเทคโนโลยีกองบัญชาการตำรวจนครบาลและสังกัดกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 1-9 จำนวน 900 อัตรา ดังนี้

สังกัดจำนวน(อัตรา)
กองบัญชาการตำรวจนครบาล99
ตำรวจภูธรภาค 194
ตำรวจภูธรภาค ๒85
ตำรวจภูธรภาค 385
ตำรวจภูธรภาค 4121
ตำรวจภูธรภาค 585
ตำรวจภูธรภาค 694
ตำรวจภูธรภาค 785
ตำรวจภูธรภาค 876
ตำรวจภูธรภาค 976
รวมทั้งสิ้น900

คุณสมบัติของผู้สมัครบุคคลภายนอก(เพศชาย) วุฒิการศึกษาประกาศนียบัตรวิชาชีพ(ปวช.) หรือเทียบเท่าอายุไม่ต่ำกว่า18 ปีบริบูรณ์และไม่เกิน27 ปีบริบูรณ์

  • กำหนดเปิดรับสมัครทางอินเตอร์เน็ต ในระหว่าง วันที่ 30 ตุลาคม ถึง 6 พฤศจิกายน ๒๕๖๒ ผ่านทางเว็บไซต์ www.policeadmission.org เท่านั้น
  • สอบข้อเขียนในวันที่ 10 ธันวาคม 2562
  • ประกาศรายชื่อผู้สอบแข่งขันได้ในวันที่ 27 มกราคม 2563
  • สำหรับผู้ที่สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทาง www.policeadmission.org หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมมายังกองการสอบกองบัญชาการศึกษาเลขที่100 ถนนวิภาวดีรังสิตแขวงลาดยาวเขตจตุจักรกรุงเทพมหานคร 10900 หมายเลขโทรศัพท์ 0 2941 3162, 0 2941 2698 และ0 2941 1928

         ทั้งนี้สำนักงานตำรวจแห่งชาติขอประชาสัมพันธ์ว่าการสอบแข่งขันเข้ารับราชการตำรวจ นั้นเป็นไปภายใต้หลักสุจริตโปร่งใสและเป็นธรรมดำเนินการคัดเลือกในรูปแบบคณะกรรมการทุกขั้นตอนและกำหนดมาตรการป้องกันการทุจริตไว้อย่างรอบคอบรัดกุม จึงขอประชาสัมพันธ์แจ้งเตือนมายังผู้ที่สนใจสมัครเข้าสอบคัดเลือกทุกท่าน อย่าหลงเชื่อบุคคลหรือกลุ่มบุคคลผู้เรียกรับผลประโยชน์ โดยแอบอ้างว่าสามารถช่วยเหลือให้สอบเป็นข้าราช การตำรวจได้ ตลอดจนขบวนการชักชวนให้กระทำการทุจริตในขั้นตอนต่างๆ เพราะผู้สมัครจะถูกตัดสิทธิในการสอบคัดเลือกและถูกดำเนินคดีในความผิดตามกฎหมายอาญา ซึ่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้กำหนดมาตรการป้องกันและการตรวจสอบที่เข้มงวด รวมทั้งมีการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัดแก่ผู้กระทำความผิดทุกราย

หากพบเห็นการกระทำที่เข้าข่ายเป็นความผิดในลักษณะดังกล่าวสามารถแจ้งเบาะแสได้ที่

  1. พลตำรวจตรีอนุศักดิ์โกมลศาสตร์รองผู้บัญชาการประจำสำนักงานผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติปฏิบัติราชการกองบัญชาการศึกษาหมายเลขโทรศัพท์08 1376 9646
  2. พลตำรวจตรีหญิงสมศรี วุฒิเจริญกิจผู้บังคับการกองการสอบกองบัญชาการศึกษา
  3. หมายเลขโทรศัพท์09 3465 1000
  4. ตำรวจภูธรภาค1  หมายเลขโทรศัพท์0 3622 5225
  5. ตำรวจภูธรภาค2  หมายเลขโทรศัพท์0 3827 8201
  6. ตำรวจภูธรภาค3  หมายเลขโทรศัพท์0 4437 1389
  7. ตำรวจภูธรภาค4  หมายเลขโทรศัพท์0 4346 5739
  8. ตำรวจภูธรภาค5  หมายเลขโทรศัพท์0 5482 9882
  9. ตำรวจภูธรภาค6  หมายเลขโทรศัพท์0 5622 2251
  10. ตำรวจภูธรภาค7  หมายเลขโทรศัพท์0 3425 4312
  11. ตำรวจภูธรภาค8  หมายเลขโทรศัพท์0 7740 5423
  12. ตำรวจภูธรภาค9  หมายเลขโทรศัพท์0 7321 2870
  13. กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดนหมายเลขโทรศัพท์0 2279 9520-34 ต่อ51113 หรือ08 9689 8208

ขอบคุณเรื่องแนะนำจาก กองสารนิเทศสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

นิเทศศาสตร์ มรภ.รำไพพรรณี สัมมนาวิชาการ “สื่อมวลชนกับการส่งเสริมการท่องเที่ยว เชิงมรดกวัฒนธรรม จังหวัดจันทบุรี”

         เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2562 ผู้ช่วยศาสตราจารย์ เสาวนีย์ วรรณประภา ร่วมกับหลักสูตรสื่อสารมวลชน โดยนักศึกษาชั้นปีที่ 4 สาขาวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ จัดโครงการสัมมนาวิชาการเรื่อง “สื่อมวลชนกับการส่งเสริมการท่องเที่ยว เชิงมรดกวัฒนธรรม จังหวัดจันทบุรี” ณ ลานชงโค โดยมี ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.จำเริญ คังคะศรี คณบดี กล่าวเปิดงาน

         การส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงมรดกวัฒนธรรมจังหวัดจันทบุรี จะเป็นส่วนหนึ่งในการกระตุ้นเศรษฐกิจของจังหวัดให้กระเตื้องขึ้น โดยมีสื่อมวลชนเป็นผู้ขับเคลื่อนสำคัญในการ ถ่ายทอดสื่อสารวัฒนธรรมในจังหวัดให้กับกลุ่มนักท่องเที่ยวและผู้สนใจ ทั้งยังเป็นแรงผลักดันให้คนในพื้นที่เกิดความรู้สึกรัก และหวงแหนในวัฒนธรรม ร่วมมือกันส่งเสริม แลกเปลี่ยนความรู้ ความคิดเห็นด้านวัฒนธรรม และร่วมสืบทอดวัฒนธรรมไปสู่กลุ่มนักท่องเที่ยว ให้เข้ามาท่องเที่ยวในจังหวัดจันทบุรี โดยมีวัฒนธรรมของจังหวัดเป็นแม่เหล็กดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศ โดยมีคุณเสาวนีย์ คนกล้า ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศ ไทย จังหวัดจันทบุรี และคุณวุฒินันท์ จันทร์มา โปรดิวเซอร์รายการชื่อดังจาก NBT จันทบุรี ให้เกียรติเป็นวิทยากร

          ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับจากการสัมมนาครั้งนี้ คือ เป็นการช่วยกระตุ้นการท่องเที่ยวเชิงมรดกวัฒนธรรมของจังหวัดจันทบุรี นอกจากนี้ในส่วนผู้เข้าร่วมสัมมนาจะได้ความรู้ ความเข้าใจจากการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างวิทยากรและผู้เข้าสัมมนา ทั้งยังสามารถนำความรู้ ที่ได้ไปประยุกต์ใช้เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมของจังหวัดจันทบุรีต่อไป

ภาพ/ข่าว สุปราณี  แก้วหุง ผู้สื่อข่าว จ.จันทบุรี
นาย พรเทพ เขม้นเขตวิทย์ รายงานจากศูนย์ข่าวภาคตะวันออก

นิเทศฯ รำไพ จัดสัมมนา “การโปรโมทหรือสร้างตัวตน ผ่านการเต้น Cover Dance ”

          เมื่อวันพุธที่ 30 ตุลาคม 2562 ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ภารดี พึ่งสำราญ ร่วมกับนักศึกษาคณะนิเทศศาสตร์ สาขาวิชาการสื่อสารมวลชน แขนงวิชาการโฆษณาและประชาสัมพันธ์ ชั้นปีที่ 4 ได้จัดโครงการสัมมนาว่าด้วยเรื่อง “การโปรโมทหรือสร้างตัวตนบนสื่อสังคมออนไลน์ผ่านการเต้น Cover Dance” ณ หอสมุดกลาง ตึก 35 อาคารเฉลิมพระเกียรติ มหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี

         โดยมีประธานโครงการคือ นายสันฐิติ มะลิวัลย์ ได้กล่าวเปิดรายงานว่า “โครงการสัมมนา การโปรโมทหรือสร้างตัวตนบนสื่อสังคมออนไลน์ผ่านการเต้น Cover Dance ” กำหนดจัดขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างความรู้และความเข้าใจในด้านการโฆษณาและการประชาสัมพันธ์ การโปรโมทสินค้าและสร้างตัวตนบนสื่อสังคมออนไลน์ โดยให้นักศึกษาตระหนักถึงการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีสู่การเป็นบุคคลที่รู้จักและมีชื่อเสียงผ่านการเต้น Cover Dance”

         อีกทั้งท่านผู้ช่วยศาตราจารย์ ดร.จำเริญ คังคะศรี คณบดีคณะนิเทศศาสตร์ ยังเปิดเผยว่า “โลกในยุคดิจิทัลเป้าหมายของการสร้างสรรค์ สร้างตัวตนบนสื่อสังคมออนไลน์ก็เพื่อสร้างการรับรู้ สร้างตัวตน ภาพลักษณ์ที่ดีให้เป็นที่รู้จักเพื่อก่อให้เกิดประโยชน์ต่อชีวิตประจำวันและการประกอบอาชีพ ซึ่งการเต้น Cover Dance ก็เป็นอีกกลวิธีหนึ่งที่นิยมนำมา Cover กันอย่างแพร่หลาย หนึ่งในเหตุผลก็เพื่อสร้างคุณค่า สร้างความแตกต่าง ความจดจำต่อพฤติกรรมผู้บริโภค วิธีการนี้จะเป็นการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาห กรรม ที่เกี่ยวข้องกับอินเตอร์เน็ต ทิศทางของเศรษฐกิจและธุรกิจยุคดิจิทัล หรือ Internet Trends 2019 ที่จะเน้นการนำเสนอสร้างประสบการณ์การร่วมกันของกลุ่มเป้าหมาย”

          และนอกจากนี้ภายในงานยังมีวิทยากรทั้ง 3 ท่าน ได้แก่ อาจารย์สมพงษ์ เส้งมณีย์ ประธานประจำหลักสูตรนิเทศศาสตร์บัณฑิต สาขาวิชาการสื่อสารมวลชน , คุณอมร สมตระกูล สังกัดทีม REMIXER/G-Run และคุณสุภาพร วิเชียรโชติ เจ้าของสตูดิโอสอนเต้น Max Studio Powered ได้มาเป็นวิทยากรมาให้ความรู้ในงานนี้ด้วย รวมถึงภายในงานยังมีการแสดงเต้น Cover Dance จากนักศึกษา ชั้นปีที่ 4 และก่อนจบงานก็มีการเต้นร่วมกันของผู้เข้าร่วมสัมมนาทั้งหมดอีกด้วย

ภาพ/ข่าว สุปราณี  แก้วหุง ผู้สื่อข่าว จ.จันทบุรี
นาย พรเทพ เขม้นเขตวิทย์ รายงานจากศูนย์ข่าวภาคตะวันออก

ตม.จว.มุกดาหาร จับหนุ่มลาว อยู่เกิน (Over Stay) จำนวน 89 วัน

ตามนโยบายของ สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ให้ระดมกวาดล้างจับกุมคนต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรโดยการอนุญาตสิ้นสุด (Over Stay) และผู้กระทำผิดตามกฎหมายคนเข้าเมืองและกฎหมายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

         เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2562 เวลา 06.00 น. สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองมุกดาหาร ภายใต้อำนวยการสั่งการของ พ.ต.อ.ชนะพณ สุวรรณศรีนนท์ ผกก.ตม.จว.มุกดาหาร บก.ตม.4, พ.ต.ท.ธีรวัฒน์ ทิพย์ธนาวิวัฒ, รอง ผกก.ตม.จว.มุกดาหาร บก.ตม.4 และ พ.ต.ท.ยศพร มาศรีนวล สว.ตม.จว.มุกดาหาร บก.ตม.4 นามเจ้าพนักงานตำรวจที่จับ ว่าที่ ร.ต.ต.จิรภัทร อินทะเนน รอง สว.ตม.จว.มุกดาหาร, ด.ต.กฤษกร ชุ่มวงศา, ด.ต.สมบัติ แก้วพวง, ด.ต.กานตพงศ์ บุดดีวัน และ ด.ต.ยุทธพล เศษสุวรรณ ผบ.หมู่ ตม.จว.มุกดาหาร ได้ทำการจับกุม MR.KEM ANANTAXAY อายุ 18 ปี สัญชาติ ลาว หนังสือเดินทางเลขที่ P 2227000 ข้อหา “เป็นคนต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรโดยการอนุญาตสิ้นสุด”

          สถานที่จับกุม บริเวณสถานีขนส่งผู้โดยสารจังหวัดมุกดาหาร ต.มุกดาหาร อ.เมืองมุกดาหาร จ.มุกดาหาร

          พฤติการณ์ในการจับกุม ตามวันและเวลาที่เกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนฯ ได้รับแจ้งจากสายลับ(ขอปิดนาม) ว่ามีบุคคลต่างด้าวเดินทางมาด้วยกับรถโดยสาร จากนั้นเจ้าหน้าที่ชุดจับกุมได้เดินทางไปตรวจสอบบริเวณสถานีขนส่งผู้โดยสารจังหวัดมุกดาหาร ได้ตรวจพบ MR.KEM ANANTAXAY อายุ 18 ปี สัญชาติลาว (ทราบชื่อ-สกุล อายุและสัญชาติภายหลัง) ยืนอยู่บริเวณที่ดังกล่าวมีรูปร่างลักษณะมีพิรุธคล้ายคนต่างด้าว จึงได้แสดงตัวเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง และขอตรวจสอบเอกสารประจำตัว ผู้ถูกจับได้ยื่นเอกสารใช้แทนหนังสือเดินทาง (LAISSEZ-PASSER) แสดงตนว่าเป็นบุคคลสัญชาติลาว แต่ไม่มีรอยตราประทับของพนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรแต่อย่างใด เจ้าหน้าที่จึงได้สอบถามว่ามีหนังสือเดินทางหรือไม่ ผู้ถูกจับแจ้งว่าได้สูญหายมานานแล้ว

          เจ้าหน้าที่จึงได้นำตัวผู้ถูกจับมาที่ทำการงานสืบสวนปราบปราม ตม.จว.มุกดาหาร เพื่อตรวจสอบข้อมูลการเดินทางเข้า-ออกราชอาณาจักร โดยละเอียด จากการตรวจสอบข้อมูลในระบบเทคโนโลยีสารสนเทศของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ด้วยระบบไบโอเมทริกซ์ (BIOMETRICS) พบข้อมูลว่าผู้ถูกจับถือหนังสือเดินทางเลขที่ P 2227000 ได้เดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรครั้งล่าสุด เมื่อวันที่ 5 กรกฏาคม 2562 ได้รับการตรวจลงตราประเภท ผ.ผ.30 อนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรถึง วันที่ 3 สิงหาคม 2562 แต่ผู้ถูกจับได้อยู่ในราชอาณาจักรมาโดยตลอดจนถึงปัจจุบัน เจ้าหน้าที่จึงได้แจ้งให้ทราบว่าการกระทำดังกล่าวเป็นความผิดข้อหา“เป็นคนต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรโดยการอนุญาตสิ้นสุด”ตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 เจ้าหน้าที่จึงทำการจับกุมและนำตัวผู้ต้องหาส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองมุกดาหาร ดำเนินคดีตามกฎมายต่อไป.


พวงเพชร จันทร์ดี /หน.ศูนย์ข่าวมุกดาหาร
////// เดวิด มุกดาหาร รายงาน /////

พ่อเมืองตราดคนใหม่ รับฟังปัญหาพื้นที่เกาะช้าง ขอให้ทุกฝ่ายร่วมมือกัน ดูแลนักท่องเที่ยว ผู้มาเยือน

         วันที่ 30 ต.ค.62 ที่ห้องประชุมที่ว่ากา รอำเภอเกาะช้าง จ.ตราด ว่าที่ร้อยตรี พิเชียน ลิมป์หวังอยู่ ผู้ว่าราชการ จ.ตราด คนใหม่ พร้อม นายธีระชัย ลิ้มประสิทธิศักดิ์ ปลัดจังหวัดตราด, ท้องถิ่น จ.ตราด ได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยม ให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ ข้าราชการระดับอำเภอ และมอบนโยบาย แลกเปลี่ยนข้อมูล แสดงความคิดเห็น เพื่อรับทราบปัญหา อุปสรรคการทำงานในพื้นที่ กับหัวหน้าหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น, กำนัน, ผู้ใหญ่บ้าน โดยมี นายทศพล สินยบุตร นายอำเภอเกาะช้าง, นายสัญญา เกิดมณี นายกเทศมนตรี ต.เกาะช้าง รายงานสภาพทั่วไปของพื้นที่ และการบริหารจัดการของท้องถิ่นให้รับทราบ ปัญหาหลักๆของพื้นที่เกาะช้างก็มี เรื่องที่ดินทับซ้อน-น้ำเสีย-ขยะเกิดขึ้นจำนวนมากช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว

         ด้านนายวันรุ่ง ขนรกุล กำนัน ต.เกาะช้าง ได้กล่าวรายงาน ถึงปัญหาช่วงเทศกาลที่มีวันหยุดยาว นักท่องเที่ยวมักจะต้องรอเรือเฟอร์รี่ข้ามฟาก นานหลายชั่วโมง และความต้องการเร่งด่วนของชาวเกาะช้าง ขอให้ผู้ว่าราชการ จ.ตราด ช่วยผลักดันก็คือ โครงการถนนรอบเกาะช้าง ระหว่างบ้านบางเบ้า-บ้านสลักเพชร ต.เกาะช้างใต้ ระยะทางราว 9 กม.เพื่อช่วยบรรเทาการจราจรติดขัดบนท้องถนน ช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว ที่นักท่องเที่ยวจอดยานพาหนะบนถนนเพื่อรอคิวลงเรือเฟอร์รี่เป็นเวลาหลายชั่วโมง ปัญหาการขาดแคลนน้ำใช้ เพื่ออุปโภค บริโภค ของสถานประกอบการโรงแรม-รีสอร์ท ในช่วงฤดูแล้ง เนื่องจากเกาะช้างไม่มีระบบประปาภูมิภาค ต้องซื้อน้ำจากรถบรรทุก นำไปใส่ในถังขนาดใหญ่ บางส่วนใช้น้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติบนภูเขา บางส่วนเจาะบ่อบาดาลก็มีปัญหาน้ำกร่อย

         ว่าที่ร้อยตรี พิเชียน ลิมป์หวังอยู่ ผู้ว่าราชการ จ.ตราด ได้กล่าวต่อที่ประชุมว่า จะช่วยติดตามความคืบหน้าโครงการต่างๆที่ชาวเกาะช้างต้องการเร่งด่วนให้ พร้อมกับขอให้เจ้าหน้า ที่ ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องและผู้นำชุมชน ร่วมมือกันในการดูแลด้านความปลอดภัยในชีวิต และทรัพย์สิน แก่นักท่องเที่ยวที่มาเยือนเกาะช้าง เพื่อป้องกันการเกิดเหตุร้าย ขอให้หน่วยงานผู้เกี่ยวข้องสำรวจกล้อง CCTV ที่ติดตั้งไว้ตามจุดต่างๆให้ใช้งานได้ตลอดเวลา สร้างความเชื่อมั่นแก่นักท่องเที่ยว รวมไปถึงขอให้เจ้าหน้าที่เข้มงวดกวดขันวินัยจราจรอย่างจริงจัง เพื่อเดินหน้าลดอุบัติเหตุทางท้องถนน โดยเฉพาะช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวจะมีสถิติผู้ได้รับบาดเจ็บจากอุบัติเหตุ 50-60 ราย/เดือน และขอให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องร่วมมือกันขับเคลื่อนโครงการต่างๆตามนโยบายของรัฐบาล เพื่อให้เกิดประโยชน์แก่ประชาชนอย่างสูงสุด

ภาพ/ข่าว วรโชติ เกาะช้าง-วิเชียร ม่วงสี ทีมข่าวภูมิภาค/รายงาน