กอง​ปราบ​ฯ​ – รวบมือมีดแทงนักเที่ยวคาราโอเกะสาหัสเหตุแย่งจีบสาวเสริฟหลัง หนีคดีมา 17 ปี

วันที่ 5 พ.ย.62 : กองบังคับการปราบปราม กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง โดยการอำนวยการสั่งการของ พล.ต.ต.จิรภพ ภูริเดช ผบก.ป.,พ.ต.อ.สุรพงษ์ ชาติสุทธิ์ รองผบก.ป.สั่งการให้ ว่าที่ พ.ต.อ.เนติ วงษ์กุหลาบ ผกก 5 บก.ป.,พ.ต.ท.สิทธิเกียรติ ศรีจันทร์ รองผกก.5.บก.ป. ปฏิบัติการโดย พ.ต.ท.นิธิ ตรีสุวรรณ สว.กก.5.บก.ป.

ได้ร่วมกันจับกุมตัว นายเจรวิชญ์ หรืออู๊ด พันธ์ขาว อายุ 37 ปี อยู่บ้านเลขที่ 51/2 หมู่ 4 ตำบลรมณีย์ อำเภอกะปง จังหวัดพังงา ผู้ต้องหาตามหมายจับของศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานีที่ 112/2546 ลงวันที่ 24 มกราคม 2546 ซึ่งต้องหาว่า “พยายามฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา” จับกุมตัวได้หน้าบ้านเลขที่ 2/4 หมู่บ้านสรัลพร ซอยเลียบคลองภาษีเจริญฝั่งเหนือ แขวงเขตหนองแขม กทม.

ทั้งนี้สืบเนื่องมาจากเมื่อวันที่ 3 มกราคม 2546 เวลาประมาณ 21.00 น. ขณะที่ นายสามารถ ธรรมนิยม อายุ 42 ปี ชาว จ.สุราษฎร์ธานี (ผู้บาดเจ็บ) กำลังนั่งดื่มสุรากับเพื่อนอยู่ภายในร้านน้องเอ๋ คาราโอเกะ หมู่ 1 ตำบลพนม อำเภอพนม จังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยมีผู้หญิงซึ่งเป็นพนักงานเสริฟของร้านนั่งร่วมโต๊ะอยู่ด้วยนั้น ได้มี นายเจรวิชญ์ฯผู้ต้องหา พร้อมด้วยเพื่อนอีก 3 คน ได้มาเที่ยวที่ร้านดังกล่าว มานั่งติดกับโต๊ะของ นายสามารถฯ

ต่อมาเวลาประมาณ 23.00 น. นายสามารถฯ และ นายเจรวิชญ์ฯ ได้ทะเลาะมีปากเสียงกัน เรื่องแย่งเด็กเสริฟของร้าน นายเจรวิชญ์ฯ จึงได้เรียกเช็คบิลเพื่อที่จะกลับ​แต่ขณะที่ นายเจรวิชญ์ฯ และเพื่อน กำลังเดินออกจากร้านนั้น นายเจรวิชญ์ฯ ได้เดินกลับมาหา นายสามารถฯ จากทางด้านหลัง แล้วใช้อาวุธมีดพับ แทงเข้าที่บริเวณบ่าขวาของ นายสามารถฯ จำนวน 2 ครั้ง เป็นเหตุให้ นายสามารถฯ ได้รับบาดเจ็บสาหัส จากนั้น นายเจรวิชญ์ฯ ได้วิ่งหลบหนีไป เพื่อนของ นายสามารถฯ จึงรีบนำตัว นายสามารถฯ ส่งไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลพนม พนักงานสอบสวน สภ.พนม จึงรวบรวมพยานหลักฐานและออกหมายจับผู้ต้องหาต่อศาลไว้

ต่อมาเจ้าหน้าที่กองปราบปรามชุดจับกุมได้รับคำสั่งจากผู้บังคับบัญชาให้ทำการตรวจสอบจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับในคดีอุฉกรรจ์และคดีสำคัญต่างๆ พบว่านายเจรวิชญ์ฯ ผู้ต้องหารายนี้หลบมาอยู่ในพื้นที่หนองแขม โดยเมื่อวันที่ 4​ พฤศจิกายน 2562 เวลาประมาณ 23.40 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมได้พบนายเจรวิชญ์ฯ ผู้ต้องหาอยู่บริเวณหน้าบ้านเลขที่ 2/4 หมู่บ้านสรัลพร ซอยเลียบคลองภาษีเจริญฝั่งเหนือ 32 แขวงหนองแขม เขตหนองแขม​ กทม. เจ้าหน้าที่ตำรวจ จึงจับกุมตัวและนำส่งพนักงานสอบสวน สภ.พนม เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป หลังจากหลบหนีคดีมา 17 ปี​ จากการซักถามผู้ต้องหาให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา

Cr.เจริญ​ผล​ เอี่ยม​พึ่ง
สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ ​รายงาน​

ตม.2​ – เจ๋งใช้​ BIOMETRICS ประกาศศักดา จับรวด 6 คดี

วันนี้​ วันพุธที่ 6 พ.ย.62 เวลา 10.30 น.ณ ห้องประชุมมหาเมฆ ชั้น 4 อาคาร 1 สตม.(สวนพลู) สาธร​ กทม. : พล.ต.ต.อิทธิพล อิทธิสารรณชัย รองผบช.สตม.​ พร้อมด้วย​ พล.ต.ต.วีรพล เจริญศิริ ผบก.ตม.2 และ พ.ต.อ.เกติ์ฉกาจ นิลประดับ รองผบก.ตม.2 ได้สั่งการให้ระดมกวาดล้างอาชญากรรม และกวดขันจับกุมคนต่างด้าวที่เข้ามาอยู่ในราชอาณาจักรโดยผิดกฎหมาย หรือ ที่มีพฤติกรรมจะเข้ามากระทำความผิดทางอาญา หรือ ก่อความเดือดร้อนวุ่นวายให้บังเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม

โดย พล.ต.ต.วีรพล เจริญศิริ ผบก.ตม.2 ได้รับรายงานจาก พ.ต.อ.เพลิน กลิ่นพยอม ผกก.กก.สส.ปป.บก.ตม.2 ว่า ในห้วงระหว่างเดือน ตุลาคม​ 2562 กองกำกับการสืบสวนปราบปราม กองบังคับการตรวจคนเข้าเมือง 2 มีผลการจับกุมคดีสำคัญๆ จำนวน 6 รายดังนี้

รายที่ 1 และ 2 เมื่อวันที่ 8 ต.ค.62 เวลาประมาณ 19.00 น. จับกุมชายชาวจีน 2 ราย ใช้วีซ่าแคนาดาปลอมในการเดินทาง ทั้งนี้ เป็นผลจากการประสานข้อมูลจากเจ้าหน้าที่สายการบิน Cathay Pacific กรณีพบชายต่างด้าวสัญชาติจีน 2 ราย ได้ใช้แผ่นปะตรวจลงตราประเทศแคนาดาซึ่งมีลักษณะต่างจากของจริงมาแสดงเพื่อใช้เดินทางระหว่างประเทศ โดยมีปลายทาง คือ เมืองโตรอนโต ประเทศแคนาดา หลังจากได้รับการประสานจากเจ้าหน้าที่สายการบินฯ เจ้าหน้าที่ กก.สส.ปป.บก.ตม.2 ได้เร่งรัดเข้าตรวจสอบแต่ไม่พบคนต่างด้าว ซึ่งในเวลาต่อมาจึงได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่สายการบินฯ เพิ่มเติมว่า คนต่างด้าวชาวจีน ทั้ง 2 รายข้างต้นได้หลบหนีไปและได้ทิ้งหนังสือเดินทางไว้ที่เจ้าหน้าที่สายการบินฯ

พ.ต.ท.ทศพร ต้นสุวรรณ์​ สว.กก.สส.ปป.บก.ตม.2 จึงได้จัดกำลังเจ้าหน้าที่ออกติดตาม โดยแบ่งกำลังพลเป็นชุดสืบสวนลาดตระเวน และชุดตรวจสอบกล้องวงจรปิด ผลการตรวจสอบกล้องวงจรปิด พบว่า คนต่างด้าวชาวจีนทั้ง 2 ราย ได้ขึ้นรถแท็กซี่หลบหนีออกไปจากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และจากการสืบสวนขยายผล พบว่า คนร้ายได้หลบหนีไปยังโรงแรมเดอะ วิคตอรี่ เอ็กเซ็คคูทีฟ เรสซิเด้นซ์ ย่านรางน้ำ

ดังนั้น พ.ต.ท.ทศพรฯ จึงได้นำกำลังรุดไปยังโรงแรมฯ และสามารถจับกุมคนต่างด้าวชาวจีนทั้ง 2 ราย ในฐานความผิด “ปลอมและใช้รอยตราหรือแผ่นปะตรวจลงตราอันใช้ในการตรวจลงตราสำหรับเดินทางระหว่างประเทศ” ทั้งนี้ จากการสืบสวน ชาวจีน ทั้ง 2 อ้างว่า “ได้ซื้อเอกสารดังกล่าวที่ผ่านทางแอปพลิเคชั่น WE CHAT ราคาประมาณ 2,000 หยวน (ประมาณ 10,000 บาท) ก่อนที่จะเดินทางมาประเทศไทย​ และได้ใช้หนังสือเดินทางเล่มดังกล่าวในการเดินทาง เพื่อไปลักลอบทำงานในประเทศแคนาดา” พร้อมนำส่ง พงส.สภ.ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

รายที่ 3 เมื่อวันที่ 17 ต.ค.62 เวลาประมาณ 21.00 น. จับกุมชายต่างด้าวไม่ทราบชื่อสกุลที่แท้จริง อายุประมาณ 57 ปี ใช้หนังสือเดินทางประเทศแอฟริกาใต้ปลอม (ปลอมหน้าข้อมูลส่วนบุคคล) ในการเดินทางเข้าประเทศไทย กล่าวคือ ตามวันเวลาข้างต้นชายต่างด้าวไม่ทราบชื่อสกุลที่แท้จริง ได้เดินทางมาถึงท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ได้เข้าไปขอรับการตรวจอนุญาตเข้าเมืองผ่านระบบพิสูจน์อัตลักษณ์บุคคล (Biometrics) โดยระบบได้แจ้งว่า “หนังสือเดินทางมีการปลอมแปลงหรือมีการแก้ไขในส่วนของระบบนิรภัย “MRZ” (Machine Readable Zone)”

และจากการสืบสวนชายต่างด้าวดังกล่าวข้างต้น ได้กล่าวอ้างว่า “ตนเป็นบุคคลสัญชาติแอฟริกาใต้จริง มีถิ่นที่อยู่ในประเทศคูเวต พร้อมแสดงบัตร Residence card ที่มีชื่อสกุลเดี่ยวกับหนังสือเดินทางประเทศแอฟริกาใต้ปลอมเล่มดังกล่าว แต่เนื่องจากหนังสือเดินทางจริงของตนหายไป และมีปัญหาในการขอหนังสือเดินทางเล่มใหม่ จึงติดต่อนายหน้าในประเทศคูเวตทำหนังสือเดินทางเล่มดังกล่าว ราคาประมาณ 1,400 ดีน่าร์ (ประมาณ 140,000 บาท)”

เจ้าหน้าที่กก.สส.ปป.บก.ตม.2 จึงได้ดำเนินการจับกุมในฐานความผิด “ปลอมและใช้หรือมีไว้ซึ่งหนังสือเดินทางของปลอม (หนังสือเดินทางประเทศ South Africa) ในการเดินทางระหว่างประเทศ” พร้อมนำส่ง พงส.สภ.ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

รายที่ 4 เมื่อวันที่ 20 ต.ค.62 เวลาประมาณ 01.00 น. จับกุมชายต่างด้าวลักษณะคล้ายชาวจีน อายุประมาณ 21 ปี กล่าวคือ ตามวันเวลาข้างต้นขณะที่ผู้ถูกจับกุมแสดงหนังสือเดินทางประเทศสาธารณรัฐจีน (ไต้หวัน) ไปขอรับการตรวจลงตรา Visa on Arrival ณ ฝ่ายตรวจลงตราฯ โดย ระบบพิสูจน์อัตลักษณ์บุคคล (Biometrics) แจ้งว่าไม่สามารถอ่านข้อมูลจาก chip ภายในหนังสือเดินทางได้ จนท.ตม.ผู้ทำหน้าที่ประจำช่องตรวจ

จึงได้ตรวจสอบหนังสือเดินทางเล่มดังกล่าว พบว่า มีการปลอมแปลงในส่วนของหน้าข้อมูลบุคคล (Bio Data Page) และจากการสืบสวนโดยผู้ถูกจับกุมได้ให้การยอมรับว่า “ได้ติดต่อนายหน้า
ชาวไต้หวันไม่ทราบชื่อสกุลที่แท้จริง ให้ช่วยจัดหาเอกสารให้ และได้ชำระเงินเป็นค่าดำเนินการ จำนวน 1,000 หยวน (ประมาณ 5,000 บาท)” จึงถูกจับกุมในฐานความผิด “ใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ซึ่งหนังสือเดินทางปลอม (หนังสือเดินทางประเทศสาธารณรัฐจีน (ไต้หวัน))” พร้อมนำส่ง พงส.สภ.ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ดำเนินคดีตามกฎหมาย

รายที่ 5 และ 6 เมื่อวันที่ 24 ต.ค.62 เวลาประมาณ 14.15 น. จับกุมชาวอินเดีย 2 ราย สืบเนื่องจาก เจ้าหน้าที่
ฝ่าย ตม.ขาออก ด่าน ตม.ทอ.สุวรรณภูมิ ตรวจพบบุคคลต่างด้าวทั้งสองขณะจะเดินทางกลับประเทศอินเดีย โดยทั้งสองได้เข้ามาขอรับการตรวจอนุญาตออกนอกราชอาณาจักรโดยระบบพิสูจน์อัตลักษณ์บุคคล (Biometrics) แจ้งว่าไม่พบข้อมูลการเดินทางเข้าในราชอาณาจักร เจ้าหน้าที่ ตม.

ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ประช่องตรวจฯ ได้ดำเนินการตรวจข้อมูลการเดินทางภายในหนังสือเดินทาง พบรอยตราประทับขาเข้า ตม.สุไหงโกลก ต้องสงสัยในหน้าหนังสือเดินทางทั้ง 2 เล่ม จึงประสานมายัง กก.สส.ปป.บก.ตม.2 ร่วมตรวจสอบ ผลการตรวจสอบ พบว่า รอยตราประทับขาเข้า ตม.สุไหงโกลก เป็นของปลอม และในเวลาต่อมาคนต่างด้าวทั้งสองได้ยอมรับสารภาพว่า “ทั้งคู่เป็นสามีภรรยากัน ลักลอบทำงานในประเทศมาเลเซีย เป็นระยะเวลา 2 ปี

โดยเป็นพนักงานทำความสะอาดห้องพัก เนื่องจากลูกของพวกตนไม่สบายจึงประสงค์กลับบ้านไปดูแลลูก นายจ้างชาวมาเลเซียจึงส่งกลับ โดยพาพวกตนลักลอบเข้ามาทางรถยนต์ผ่านด่านสุไหงโกลก และนายจ้างเป็นผู้จัดหารอยตราประทับเข้า-ออกมาเลเซีย และ ตราประทับขาเข้า ตม.สุไหงโกลก ดังกล่าวให้” จึงถูกจับกุมในฐานความผิด “ปลอมและใช้รอยตราหรือแผ่นปะตรวจลงตราอันใช้ในการตรวจลงตราสำหรับเดินทางระหว่างประเทศ” พร้อมนำส่ง พงส.สภ.ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

การจับกุมการกระทำความผิดข้างต้น เป็นผลจากความร่วมมือระหว่างหน่วยงานในสนามบิน โดยเฉพาะ การให้ความรู้แก่หน่วยงานที่เป็นเครือข่ายประชาคมของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ซึ่งได้กำหนดให้มีการประชุมประชาคมข่าวเป็นประจำทุกเดือน โดย กองบังคับการตรวจคนเข้าเมือง 2 เป็นเจ้าภาพ และมี หน่วยงานต่างๆ เช่น การท่าอากาศยานหรือ AOT กลุ่มธุรกิจการบิน หรือAOC ศุลกากร ปปส. หน่วยงานตำรวจต่างๆ เช่น ตร.ท่องเที่ยว สันติบาล ตร.ปส. สภ.สุวรรณภูมิ เข้าร่วมประชุม

อนึ่ง หากพบคนต่างด้าวมีท่าทีพิรุธอาจจะเข้ามากระทำผิดกฎหมาย สามารถ แจ้งหรือสอบถาม ผ่านสายด่วน 1178 หรือ กก.สส.ปป.บก.ตม.2 หมายเลขโทรศัพท์ 02-134-0303 ตลอด 24 ชั่วโมง​ หรือที่ www.immigration.go.th

สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ ​รายงาน​

“ของขวัญจากไอ่ไข่”

ขอกราบอนุโมทนาบุญกับ พระครู สุจิตรัตนากร ด๊อกเตอร์ เจ้าคณะอำเภอหนองเสือ พร้อมด้วยสมุห์ อำนวย โชติปัญโย เจ้าอาวาสวัดโปรยฝน คลอง11 หนองเสือ จ.ปทุมธานี ที่มอบของขวัญมาให้​ บิณฑ์​ฯ และ มูลนิธิร่วมกตัญญ ผ่านน้าต๊อกปทุม 07 นำมามอบให้กับเด็กๆลูกหลานของผู้ประสบภัย

เป็นของเล่นเด็กและชุดเครื่องแบบทหารเด็ก จำนวน​ 1​ คันรถ ที่เป็นของผู้ที่ประสพความสำเร็จจากการบนบานขอพรจากรูปเหมือนไอ่ไข่เด็กวัดเจดี ที่ทางวัดโปรยฝน​ นำมาให้ประชาชนที่ศรัทธา กราบไหว้ขอพร และประสพผลสำเร็จ จึงนำของสิ่งนี้มาถวายเป็นจำนวนมาก ซึ่งเด็กๆที่ได่รับต่างแสดงความดีใจกันมากมาย​ และพระครูฯ​ บอกว่าจะนำส่งมอบผ่าน น้าต๊อกปทุม07 มาให้อีกครั้งตอนที่ทีม​ บิณฑ์ฯ และ มูลนิธิร่วมกตัญญู กลับไปจังหวัดอุบลราชธานี​ ขอบกราบอนุโมนาบบุญนี้ด้วยกันครับ

สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ รายงาน​

ตม.1 – รวบสาวไทยเครือข่ายแก๊งหลอกลวงทำธุรกรรมออนไลน์โอนเงินข้ามชาติและจับหนุ่มต่างด้าวลักลอบทำงานนวดสปา

ตม.1 รวบสาวไทยเครือข่ายแก๊งหลอกลวงทำธุรกรรมออนไลน์โอนเงินข้ามชาติและจับหนุ่มต่างด้าวหล่อล่ำลักลอบทำงานนวดสปาหาลูกค้าออนไลน์ แฝงมั่วสุมเซ็กส์และเสพยา

วันนี้​ วันพุธที่ 6 พ.ย.62 เวลา 10.30 น.ณ ห้องประชุมมหาเมฆ ชั้น 4 อาคาร 1 สตม.(สวนพลู) สาธร​ กทม. : พล.ต.ต.อิทธิพล อิทธิสารรณชัย รองผบช.สตม.​ พร้อมด้วย​ พล.ต.ต.ปิติ นิธินนทเศรษฐ์ ผบก.ตม.1,พ.ต.อ.เจนกมล คำนวล​ รองผบก.ตม.1 และ พ.ต.อ.ชัชวาลย์ ทิพย์พิชัย ผกก.สืบสวน บก.ตม.1 พร้อมชุดสืบสวน ร่วมแถลงข่าวการจับกุมคนร้ายตามหมายจับ ดังนี้

คดีที่ 1 ตม.1 รวบสาวไทยเครือข่ายแก๊งหลอกลวงทำธุรกรรมออนไลน์โอนเงินข้ามชาติ

พล.ต.ต.ปิติฯ​ กล่าวว่า​ เจ้าหน้าที่ กก.สืบสวน บก.ตม.1 ได้ร่วมกันวางแผนจับกุม สาวไทยเครือข่ายแก๊งค์หลอกลวงทำธุรกรรมออนไลน์โอนเงินข้ามชาติ ซึ่งเป็นหนึ่งในสมาชิกแก๊งค์หลอกลวง ตามหมายจับศาลอาญาที่ 1592/2562 ลงวันที่ 24 ต.ค.62​ ข้อหา “ร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นบุคคลอื่น,ร่วมกันโดยทุจริตหรือโดยหลอกลวง นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วนหรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน อันมิใช่การกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา และร่วมกันใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นโดยมิชอบ ในประการที่น่าจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน ผู้ที่ออกได้ออกให้แก่ผู้มีสิทธิ์ใช้เพื่อประโยชน์ในการชำระสินค้าค่าบริการหรือหนี้อื่นแทนการชำระด้วยเงินสดหรือใช้เบิกถอนเงินสด”

พล.ต.ต.ปิติฯ​ กล่าวอีกว่า​ การจับกุมในคดีนี้เกิดจากการสืบสวนและประสานข้อมูลของเจ้าหน้าที่ กก.สส.บก.ตม.1 และสน.พญาไท ทำให้ทราบว่า เมื่อวันที่ 11 มิ.ย.62 ผู้เสียหายได้รับจดหมายอิเล็กทรอนิกส์เป็นการแจ้งเตือนว่า ข้อมูลธนาคาร​ หรือแอพพลิเคชั่นธนาคารของท่านถูกเข้าใช้งาน หากท่านไม่ได้เข้าใช้งานให้ทำการเปลี่ยนรหัสผ่าน โดยกดลิ้งแอดเดรสที่แนบมา พร้อมกรอกข้อมูล เลขบัตรเดบิต รหัสผ่านสำหรับกดเงินสด​ (Password) เลขบัตรประชาชน 13 หลัก และรหัสลับการทำธุรกรรม​ (OTP)

จากนั้นผู้เสียหายได้เข้าใช้งานแอพพลิเคชั่นอินเตอร์เน็ตแบงค์กิ้ง แล้วตรวจสอบพบว่ามีการโอนเงินออกจากบัญชีผู้เสียหายไปยังบัญชีธนาคารอื่น 5 บัญชี รวมมูลค่าความเสียหาย 1,000,000 บาท​ (หนึ่งล้านบาทถ้วน) ผู้เสียหายเชื่อว่าถูกกลุ่มคนร้ายหลอกลวงเอาข้อมูลธนาคารไปใช้​ และได้ไปซึ่งทรัพย์สินโดยทุจริต จากการตรวจสอบข้อมูลเส้นทางการเงิน พบหลักฐานการโอนเงินออกจากบัญชีธนาคารของผู้เสียหายไปยังบัญชีธนาคารของกลุ่มคนร้ายจำนวน 6 ราย โดยเงินที่ถูกโอนจากบัญชีของผู้เสียหายจำนวน 1,000,000 บาท ได้พบว่าถูกกดถอนออกจากบัญชีที่ประเทศมาเลเซีย และยังได้ตรวจสอบพบอีกว่า ข้อมูลการทำธุรกรรมการโอนเงินจากบัญชีของผู้เสียหายดังกล่าวดำเนินการผ่านระบบออนไลน์โดยมีที่อยู่ตนทาง​ (IP Address) ที่ประเทศมาเลเซีย

โดยคดีนี้ ผู้ต้องหาที่ 6 เป็นเจ้าของบัญชีธนาคารที่รับโอนเงินจากผู้ต้องหาที่ 1 จำนวน 180,000 บาท ผ่านระบบ Internet Banking และเงินจำนวนนี้ถูกกดออกจากบัญชีที่ประเทศมาเลเซีย โดยก่อนหน้านี้เจ้าหน้าที่ตำรวจได้จับกุมสมาชิกแก๊งค์นี้ได้แล้ว จำนวน 3 ราย และออกหมายจับไว้แล้วอีก 3 ราย ต่อมาจากการประสานและตรวจสอบข้อมูลทำให้ทราบว่า ผู้ต้องหาที่ 6 สาวไทยซึ่งเป็นหนึ่งในสมาชิกแก๊งค์หลอกลวงทำธุรกรรมออนไลน์โอนเงินข้ามชาติเป็นบุคคลตามหมายจับของศาลอาญา ที่ยังไม่ถูกจับกุมดำเนินคดี ได้หลบเข้ามาพักอาศัยอยู่ที่ชุมชนเทพทวี ซอย 8 ถนนลาดพร้าว 101 แยก 42 แขวงคลองจั่น เขตบางกะปิ กรุงเทพมหานคร เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมจึงได้วางแผน ออกสืบสวน หาข่าว และแฝงตัวเข้าตรวจสอบบริเวณที่พักดังกล่าว จนแน่ชัด​พบว่าเป็นบุคคลคนเดียวกันตามหมายจับ จึงได้แสดงตัวและเข้าทำการจับกุมตัวผู้ต้องที่ 6 ได้สำเร็จ แล้วได้ส่งตัวผู้ต้องหาที่ 6 ให้พนักงานสอบสวน สน.พญาไท ดำเนินคดีตามกฎหมาย​ต่อไป

พล.ต.ต.ปิติฯ​ ขอให้ประชาชนทั่วไปได้โปรดพึงระมัดระวังในการทำธุรกรรมการเงินผ่านระบบออนไลน์ช่องทางต่างๆในปัจจุบันซึ่งมีอยู่หลากหลายวิธี ในปัจจุบันกลุ่มอาชญากรได้อาศัยช่องโหว่ของช่องทางเหล่านี้สร้างวิธีการหลอกลวงฉ้อโกงประชาชนโดยมีการกระทำผิดในลักษณะเป็นขบวนการ แบ่งหน้าที่กันทำ มีความเชื่อมโยงเป็นเครือข่าย กระทำการผ่านขั้นตอนทางเทคโนโลยีที่ซับซ้อน ยากต่อการตรวจสอบ ติดตามจับกุม แต่การหลอกลวงด้วยวิธีการเหล่านี้จะไม่สำเร็จได้เลยหากผู้ทำธุรกรรมออนไลน์มีความละเอีดรอบคอบและระมัดระวัง

ส่วนคดีที่ 2 ตม.1​ จับหนุ่มต่างด้าวหล่อล่ำลักลอบทำงานนวดสปาหาลูกค้าออนไลน์ แฝงมั่วสุมเซ็กส์และเสพยา

พ.ต.อ.ชัชวาลย์ฯ​ กล่าว​ว่า​ เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน กก.สืบสวน บก.ตม.1 ได้สืบทราบข้อมูลจากสื่อโซเชียลว่ามีร้านนวดสปาสำหรับผู้ชาย ตั้งอยู่บริเวณซอยสวนพลู ถนนสาทรใต้ เขตสาทร กรุงเทพฯ เปิดให้บริการกับบุคคลทั่วไปและมีการประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อโซเชียลหลายช่องทาง โดยทางร้านได้มีการเปิดเว็ปไซด์เพื่อบอกที่ตั้งร้าน หมายเลขโทรศัพท์ PR ประจำร้าน เพื่อนัดหมายเวลาเข้าไปใช้บริการ​ โดยมีการโฆษณาบริการของทางร้าน​ และมีการลงรูปซึ่งอ้างว่า เป็นพนักงานนวดของทางร้านกว่า 60 คน ภาพถ่ายพนักงานส่วนใหญ่ไม่สวมเสื้อ เผยสรีระท่อนบนทั้งหมด และพนักงานนวดบางคนสวมกางเกงในเพียงตัวเดียว

ซึ่งจากการสังเกตุของเจ้าหน้าที่เห็นว่าพนักงานบางคนมีลักษณะรูปร่างหน้าตาคล้ายคนต่างด้าว เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนจึงได้จัดกำลังแฝงตัวเข้าไปสืบสวนหาข่าว จนทราบว่าร้านนวดสปาดังกล่าวใช้พนักงานนวดทั้งหมดเป็นผู้ชาย ทั้งคนไทย​ และคนต่างด้าว ทุกคนผ่านการคัดเลือกว่าต้องรูปร่างและหน้าตาดีเพื่อเป็นการดึงดูดลูกค้าให้สนใจมาใช้บริการ ส่วนการให้บริการนวดสปาให้บริการทั้งลูกค้าชายและหญิง​ ในห้องนวดที่หรูหราและเป็นส่วนตัว

พ.ต.อ.ชัชวาลย์ฯ​ กล่าวอีกว่า​ เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน กก.สืบสวน บก.ตม.1 ได้นำกำลังเข้าตรวจสอบร้านนวดสปาดังกล่าว พบว่า บริเวณภายนอกอาคารมีการจัดทำสวนหย่อม น้ำพุ สถานที่ออกกำลังกาย และที่สำหรับพักรอของลูกค้าที่มาใช้บริการ ส่วนภายในอาคารจะพบกับบาร์ และพื้นที่สำหรับนั่งรับประทานอาหารและเครื่องดื่ม และมีห้องกระจกสูงยาวต่อไปถึงชั้น 2 ของอาคาร ภายในห้องกระจกมีพนักงานนวดชายกว่า 20 คน ส่วนใหญ่ไม่สวมเสื้อนั่งรอให้ลูกค้าเรียกเพื่อไปให้บริการนวด และมีการแยกห้องนวดเป็นห้องเล็กมากกว่า 20 ห้อง จากการตรวจสอบพบพนักงานที่เป็นคนต่างด้าวและคนไทยที่กระทำความผิด จำนวน 9 ราย ในความผิดดังต่อไปนี้

ผู้ถูกจับที่ 1 สัญชาติเมียนมา ข้อหา “เข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรโดยการอนุญาตสิ้นสุด และเป็นคนต่างด้าวทำงานโดยไม่มีใบอนุญาต”
ผู้ถูกจับที่ 2–4 สัญชาติเมียนมา ข้อหา “เป็นคนต่างด้าวทำงานนอกเหนือสิทธิจะทำได้”
ผู้ถูกจับที่ 5 สัญชาติเมียนมา และผู้ต้องหาที่ 6 สัญชาติกัมพูชา “เป็นคนต่างด้าวทำงานโดยไม่มีใบอนุญาต”
ผู้ถูกจับที่ 7–9 (คนไทย) “เสพสารเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีนหรือยาบ้า)”

นอกจากนี้ภายในร้านสปาดังกล่าว ยังพบว่ามีการขายถุงยางอนามัย และสารหล่อลื่น ไว้ให้บริการกับลูกค้าที่มาใช้บริการด้วย ภายหลังการแจ้งข้อกล่าวหาและสิทธิของผู้ต้องหาให้ผู้ถูกจับ ทั้ง 9 ราย ทราบ เจ้าหน้าที่ได้นำตัวผู้ถูกจับที่ 1–6 ส่งพนักงานสอบสวน บก.สส.สตม.และนำผู้ถูกจับที่ 7–9 ส่งพนักงานสอบสวน สน.ทุ่งมหาเมฆ เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

พ.ต.อ.ชัชวาลย์ฯ ขอฝาก​ประชา​สัมพันธ์​ให้​ท่านว่า สตม.มีมาตรการในการตรวจสอบ กวดขัน และปราบปรามการกระทำความผิดในด้านต่างๆ รวมทั้งดำเนินการตรวจสอบชาวต่างชาติที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสม กระทำผิดกฎหมาย ก่อเหตุอันตรายต่อความสงบสุขและความปลอดภัยในชีวิตทรัพย์สินของประชาชน ทำให้เกิดความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของประเทศชาติ หากประชาชนท่านใดพบเห็นเบาะแสการกระทำความผิด กรุณาแจ้งมายัง สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง เลขที่ 507 ซ.สวนพลู แขวงทุ่งมหาเมฆ เขตสาทร กรุงเทพมหานคร 10120 หรือที่หมายเลขโทรศัพท์ 1178 หรือที่ www.immigration.go.th

สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ ​รายงาน​

“บก.ทัพไทย” จัดโครงการ “ธงน้ำเงิน” นำของดีและของอร่อย จากทุกภูมิภาคทั่วประเทศ มาจำหน่ายในราคาถูกให้แก่กำลังพลและประชาชน

6 พ.ย.-พล.อ.พรพิพัฒน์ เบญญศรี ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.ทสส.) ตรวจเยี่ยมการจัดจำหน่ายสินค้าราคาประหยัด ตามโครงการจำหน่าย “สินค้าธงน้ำเงิน” ของกองบัญชาการกองทัพไทย ประจำเดือน พฤศจิกายน 2562 ณ สโมสรกองบัญชาการกองทัพไทย ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ

สำหรับโครงการ “สินค้าธงน้ำเงิน” มีหน่วยบัญชาการทหารพัฒนา กองบัญชาการกองทัพไทย เป็นหน่วยรับผิดชอบ ซึ่งจัดขึ้นเป็นประจำทุกวันพุธแรกของเดือน ในบริเวณกองบัญชาการกองทัพไทย มีวัตถุประสงค์เพื่อ นำของดีและของอร่อย จากทุกภูมิภาคทั่วประเทศ มาจำหน่ายในราคาถูกให้แก่กำลังพลและประชาชนในบริเวณใกล้เคียง โดยมีผู้ค้าผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันมาจำหน่ายสินค้าจากสำนักงานพัฒนาภาค 1-5 หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา เป็นการเปิดโอกาสให้เกษตรกรและประชาชนในพื้นที่ได้นำสินค้าในท้องถิ่น ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวของแต่ละภูมิภาค รวมถึงสินค้าจากกลุ่มอาชีพที่หน่วยบัญชาการทหารพัฒนาให้การสนับสนุนและส่งเสริม มาจำหน่ายในราคาถูกเพื่อส่งเสริมและกระจายรายได้สู่ท้องถิ่นให้ได้เป็นที่รู้จักและมีโอกาสด้านการตลาดมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะสามารถเผยแพร่ความเป็นอัตลักษณ์ของแต่ละท้องถิ่นให้เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย อันจะเป็นการสร้างความอยู่ดีมีสุขให้เกิดขึ้นกับประชาชนในพื้นที่ต่าง ๆ ต่อไป

///////////

มุกดาหาร # กกล.สุรศักดิ์มนตรี ปฏิบัติการ ปิดล้อมตรวจค้น บ้านเป้าหมายแหล่งมั่วสุมเสพยาเสพติด ยานรก

เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2562 เวลา 09.00 น. ร้อย.ทพ.2110 จัด กำลังพล ร่วมกับ มว.คทร.ที่ 3 กกล.สุรศักดิ์มนตรี เข้าทำการปิดล้อมตรวจค้นเป้าหมาย ตามที่ได้รับแจ้งจากแหล่งข่าวว่ามีการมั่วสุมเสพยาเสพติด ของกลุ่มวัยรุ่น บริเวณบ้านเลขที่ 34/1 บ.ท่าไคร้ ม.6 ต.นาสีนวล อ.เมือง จว.มุกดาหาร พิกัด VD 833182 ผลการปิดล้อมตรวจค้น ได้ผู้ต้องหา 3 ราย ผลการตรวจหาสารเสพติดในร่างกาย ผลเป็นบวก พร้อมอุปกรณ์การเสพ เจ้าหน้าที่สอบถามชื่อ

  1. นายธนวัฒน์ โคตรสขึง อายุ 26 ปี บ้านเลขที่ 34/1 ม.6 บ.ท่ไคร้ ต.นาสีนวล อ.เมือง จว.มุกดาหาร( ผลปัสสาวะเป็นบวก )
  2. นายสุชาติ โคตรสขึง อายุ 52 ปี บ้านเลขที่ 36 ม.6 บ.ท่าไคร้ ต.นาสีนวล อ.เมือง จว.มุกดาหาร ( ผลปัสสาวะเป็นบวก )
  3. นายสมศักดิ์ โคตรสขึง อายุ 51 ปี บ้านเลขที่ 1 ม.6 บ.ท่าไคร้ ต.นาสีนวล อ.เมือง จว.มุกดาหาร (ผลปัสสาวะเป็นบวก) พร้อมของกลางอุปกรณ์การเสพยาเสพติดจำนวนหนึ่ง

เจ้าหน้าที่จึงนำผู้ต้องหาทั้งหมด พร้อมของกลางนำมาที่ บก.ร้อย.ทพ.2110 ฯ เพื่อสอบสวนและขยายผล พร้อมนำส่งตัว/ดำเนินคดีตามกฏหมายต่อไป .


พวงเพชร จันทร์ดี /หน.ศูนย์ข่าวมุกดาหาร
///// เดวิด มุกดาหาร รายงาน ///// T-092-6259-777

มุกดาหาร # กองกำลังสุรศักดิ์มนตรี ตรวจยึดยาบ้า จำนวน 4,033 เม็ด พื้นที่ จ.บึงกาฬ

เมื่อวันที่ 5 พ.ย. 62 เวลา 04.00 น. กกล.สุรศักดิ์มนตรี โดย ร้อย.คทร.ที่ 2 บก.ควบคุมที่ 2 จัดกำลังพล ซุ่ม/เฝ้าตรวจ บริเวณพื้นที่ริมฝั่งแม่น้ำโขง บ.เหล่าดอกไม้ ม.9 ต.ดงบัง อ.บึงโขงหลง จ.บึงกาฬ จนกระทั่งเวลา 05.00 น. พบเรือกีบติดเครื่องยนต์แล่นมาจากฝั่ง สปป.ลาว และได้โยนวัตถุบางอย่างขึ้นมายังริมฝั่งแม่น้ำโขง แล้วแล่นเรือออกไป เจ้าหน้าที่จึงซุ่มอยู่บริเวณดังกล่าวจนถึงเวลา 09.00 น. ไม่มีบุคคลมาแสดงตัวบริเวณดังกล่าว จึงได้ทำการเข้าตรวจสอบบริเวณดังกล่าว ผลการปฏิบัติพบก้อนวัตถุสีดำ ห่างจากริมฝั่งแม่น้ำโขงประมาณ 3 เมตร จากการตรวจสอบพบว่าเป็นยาบ้า จำนวน 4,030 เม็ด (ลักษณะกลมแบนด้านหนึ่งผิวเรียบ อีกด้านประทับอักษรภาษาอังกฤษ WY สีแดง 3,990 เม็ด และเขียว 40 เม็ด) บรรจุในถุงพลาสติกแบบกดปิด – ดึงเปิดสีน้ำเงิน 16 ถุง และสีชมพูประทับอักษรภาษาอังกฤษ A จำนวน 4 ถุง แบ่งบรรจุเป็น 2 มัด ๆ ละ 10 ถุง แต่ละมัดห่อด้วยกระดาษซับมันสีขาวห่อด้วยพลาสติกสีใส ห่อมัดยาบ้าทั้ง 2 มัดด้วยเทปกาวสีเหลือง ห่อด้วยกระดาษไขสีครีม และพันรอบเป็นก้อนด้วยเทปกาวสีดำ ของกลางนำส่ง สภ.เหล่าหลวง เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป.

จนกระทั่งเวลา 05.00 น. พบเรือกีบติดเครื่องยนต์แล่นมาจากฝั่ง สปป.ลาว และได้โยนวัตถุบางอย่างขึ้นมายังริมฝั่งแม่น้ำโขง แล้วแล่นเรือออกไป เจ้าหน้าที่จึงซุ่มอยู่บริเวณดังกล่าวจนถึงเวลา 09.00 น. ไม่มีบุคคลมาแสดงตัวบริเวณดังกล่าว จึงได้ทำการเข้าตรวจสอบบริเวณดังกล่าว

ผลการปฏิบัติพบก้อนวัตถุสีดำ ห่างจากริมฝั่งแม่น้ำโขงประมาณ 3 เมตร จากการตรวจสอบพบว่าเป็นยาบ้า จำนวน 4,030 เม็ด (ลักษณะกลมแบนด้านหนึ่งผิวเรียบ อีกด้านประทับอักษรภาษาอังกฤษ WY สีแดง 3,990 เม็ด และเขียว 40 เม็ด) บรรจุในถุงพลาสติกแบบกดปิด – ดึงเปิดสีน้ำเงิน 16 ถุง และสีชมพูประทับอักษรภาษาอังกฤษ A จำนวน 4 ถุง แบ่งบรรจุเป็น 2 มัด ๆ ละ 10 ถุง แต่ละมัดห่อด้วยกระดาษซับมันสีขาวห่อด้วยพลาสติกสีใส ห่อมัดยาบ้าทั้ง 2 มัดด้วยเทปกาวสีเหลือง ห่อด้วยกระดาษไขสีครีม และพันรอบเป็นก้อนด้วยเทปกาวสีดำ ของกลางนำส่ง สภ.เหล่าหลวง เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป.


Cr.ฐนกร จิตร์จะโปะ
///// เดวิด มุกดาหาร รายงาน ///// T-092-5259-777

ยะลา – เพิ่มเติมจากเหตุการณ์ถล่มป้อม ชรบ ลำพะยา รายชื่อ 15 ศพพลีชีพ และบาดเจ็บ เหตุถล่มป้อม ชรบ.

ยะลา– รายชื่อ 15 ศพพลีชีพ และบาดเจ็บ เหตุถล่มป้อม ชรบ.

ผู้ได้รับบาดเจ็บ

  1. นายนรงค์ฤทธิ์  สิทธิพันธ์ ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย] (อรบ.) อายุ 50 ปี หูอื้อ เเน่นหน้าอก
  2. นายเนาวรัตน์   รัตนเสถียร สมาชิก อบต.(ชรบ.) โดนยิงที่หลังทะลุท้อง กำลังให้เลือด
  3. นายมะรอซี  มะแซ ผช.ผญบ. โดนยิงที่ขา บริเวณก้น
  4. สายัน ปานทอง อายุ 60 ปี โดนยิงเข้าที่ท้องเเละต้นขาขวา กำลังให้เลือด
  5. นายอาหาหมัด รัตนตัญญู อายุ 52ปี ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย สะเก็ดระเบิด ข้อศอกซ้าย(ทำงานรับจ้างกรีดยางมากับน้องสาวที่เสียชีวิต)

ผู้เสียชีวิต

  1. นายเนตร จอมทอง ( ผช.ผญบ. )
  2. นายบรรจบ ทองกลิ่น (ชรบ.)
  3. นายธวัชชัย สุพงษ์
  4. นาย พูลสวัส พูลเเก้ว เเพทย์ประจำตำบล ชรบ.
  5. นายฉลอง ทองงาม อดีตกำนัน(อรบ.)
  6. นายสุนทร ยอดแก้ว อดีต ผช.กำนัน (ชรบ.)
  7. นาง รัชนก ยอดแก้ว (อรบ.)
  8. นายวิรัตน์ เพ็ชรปล่อง ผช.กำนัน คนปัจจุบัน
  9. นางสาว นัยนา โพธิ์เตียเที่ยม (ชรบ.)
  10. นายซัมซามี สามะ
  11. ร.ต.อ. พยุง คินขุนทด (ตร.สภ.ลำใหม่)
  12. ชื่อเล่น อ๊อด (ผช.ผญบ.ป่าไร่)
  13. ชื่อเล่น อ๊ะ ( ผู้หญิง ) รอตรวจสอบชื่อจริง
  14. ชื่อเล่น ยัน (ผู้ชาย) รอตรวจสอบชื่อจริง
  15. มากับ ร.ต.อ.พยุงฯ ไม่ทราบชื่อ (ผู้หญิง ) รอตรวจสอบชื่อ

#ภาพ/ข่าว อับดุลมาลิก เจ๊ะตีรอกี / ศูนย์ข่าว3จังหวัดขายแดนภาคใต้

# สำนักข่าวความมั่นคง

ด่วน !!!พลีชีพ 15 ราย – คืบหน้าคนร้ายยิงถล่มจุดตรวจ ชรบ.ต.ลำพะยา เมืองยะลา

ยะลา – คนร้ายไม่ทราบจำนวนยิงถล่มป้อม ชรบ.ตำบลลำพะยา อ.เมืองยะลา เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ 11 ราย ที่ รพ.ยะลาอีก 3 ราย รวม 15 ราย พร้อมปล้นอาวุธปืนหลบหนีอีก ยังไม่ทราบจำนวน

จากกรณีคนร้ายใช้อาวุธสงครามยิงถล่มจุดตรวจ ชรบ.ต.ลำพะยา ต.ลำพะยา อ.เมืองยะลา เมื่อเวลาประมาณ 22.20 น.วานนี้นั้น หลังเกิดเหตุอาสาสมัครกู้ภัยในพื้นที่ ทั้งกู้ภัยลำพะยา กู้ภัยพร่อน กู้ภัยแม่กอเหนี่ยว และกู้ภัยแม่ทับทิม ได้เดินทางเข้าที่เกิดเหตุ เพื่อรับตัวผู้บาดเจ็บส่งโรงพยาบาลยะลา แต่ระหว่างทางรถกู้ภัยได้ถูกตะปูเรือใบ ได้รับความเสียหายจำนวน 3 คัน

ด้านเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงในพื้นที่ ทั้งทหาร ตำรวจ และฝ่ายปกครอง ได้สนธิกำลังเข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุ พร้อมให้กู้ภัยนำตัวผู้บาดเจ็บส่งโรงพยาบาลยะลา พร้อมทั้งปิดกั้นเส้นทางในรัศมีใกล้เคียงที่เกิดเหตุ เพื่อสกัดกั้นกลุ่มคนร้าย และได้เข้าตรวจสอบป้อมจุดตรวจ ชรบ.หมู่ที่ 4 ต.ลำพะยา ภายในหมู่บ้าน พบผู้เสียชีวิตซึ่งเป็นชาวบ้าน และ ชรบ.ทั้งหมด จำนวน 11 ราย สภาพศพถูกยิงนอนเสียชีวิตอยู่ภายในป้อมจุดตรวจ ซึ่งเป็นภาพที่สะเทือนใจแก่เจ้าหน้าที่ผู้พบเห็น และต่อมาทราบว่ามีผู้บาดเจ็บได้เสียชีวิตที่โรงพยาบาลเพิ่มอีก 3 ราย รวมมีผู้เสียชีวิต จำนวน 15 ราย และมีผู้บาดเจ็บอีกจำนวน 3-4 ราย

ขณะเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงยังได้รับแจ้งทางวิทยุอย่างต่อเนื่องว่า กลุ่มคนร้ายได้ก่อเหตุสร้างสถานการณ์ ทั้งลอบวางเพลิงเผายางรถยนต์บนเส้นทางที่หลบหนี และวางระเบิดอีกจำนวน 1 จุด เพื่อเป็นการสกัดกั้นการเข้าให้ความช่วยเหลือของเจ้าหน้าที่

ทั้งนี้ จากการตรวจสอบในเบื้องต้นทราบว่า ขณะเกิดเหตุนั้น ชาวบ้านในพื้นที่ ต.ลำพะยา อ.เมืองยะลา ได้เข้าเวรประจำป้อมจุดตรวจ และได้ถูกกลุ่มคนร้ายไม่ทราบจำนวน ซึ่งคาดว่ามีไม่ต่ำกว่า 10 คน ได้อาศัยความมืดเดินเท้าเข้ามาในสวนยางพาราใกล้เคียง ก่อนลงมือก่อเหตุใช้อาวุธปืนไม่ทราบชนิดและขนาดยิงถล่มใส่จุดตรวจจนมีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต โดยหลังเกิดเหตุ ยังพบว่าคนร้ายได้ปล้นเอาอาวุธปืนลูกซองของ ชรบ. และอาวุธปืนพกสั้นประจำกายของผู้เสียชีวิตในที่เกิดเหตุไปด้วย

#ภาพ/ข่าว อับดุลมาลิก เจ๊ะตีรอกี / ศูนย์ข่าว3จังหวัดชายแดนภาคใต้.

#สำนักข่าวความมั่นคง

ผู้บริหาร ศอ.บต. -ร่วมต้อนรับคณาจารย์ จากสถาบันพัฒนา อัน-นาส

ผู้บริหาร ศอ.บต. ร่วมต้อนรับคณาจารย์ จากสถาบันพัฒนาบุคลากร อัน-นาส ร่วมรือและแนะนำสถาบันฯ เพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหาและพัฒนา จชต. ด้านพหุวัฒนธรรม – ชมรมสื่อมวลชนเพื่อสันติ

(4 พฤศจิกายน 2562) เวลา 14.00 น.  ที่ห้องประชุมเจริญจิตต์ ณ สงขลา อำเภอเมือง จังหวัดยะลา นายบุญธรรม มุณีกาญจน์  ผู้ช่วยเลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) พร้อมด้วย นายธีรวิทย์  เฑียรฆโรจน์  ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาเจ้าหน้าที่ของรัฐฝ่ายพลเรือนจังหวัดชายแดนภาคใต้ ศอ.บต. และเจ้าหน้าที่ ศอ.บต. ร่วมต้อนรับคณะอาจารย์จากสถาบันพัฒนาบุคลากร อัน-นาส ในโอกาสพบปะร่วมประชุมหารือและแนะนำสถาบันฯ โดยมี อาจารย์เฉลิม ผ่องใส่  ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาบุคลากร อัน-นาส นำคณะเข้าร่วมในครั้งนี้ ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอภารกิจงาน วิสัยทัศน์ และพันธกิจของสถาบันให้เป็นที่รู้จักถึงบาบาทภารกิจงานที่มีความสอดคล้องกับงานด้านการพัฒนาพื้นที่ จชต.ด้านศาสนาและพหุวัฒนธรรม

ด้าน นายบุญธรรม มุณีกาญจน์  ผู้ช่วยเลขาธิการ ศอ.บต.ได้กล่าวต้อนรับคณะจากสถาบันพัฒนาบุคลากร อัน-นาส ว่า ทางศอ.บต.รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ทางสถาบันฯ ได้ร่วมพบปะประชุมและแนะนำสถาบันในครั้งนี้ ซึ่งภารกิจงานการแก้ไขปัญหาและการพัฒนาพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น มี 2 ส่วน คือ งานด้านความมั่นคง โดยมี กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า และด้านการพัฒนา เป็นภารกิจของศอ.บต.โดยการพัฒนาบุคลากรในทุกๆมิติ เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ทั้งนี้ สถาบันพัฒนาบุคลากร อัน-นาส มีผู้เชี่ยวชาญด้านพหุวัฒนธรรมซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีบทบาทในการร่วมกันขับเคลื่อนบุคลากรทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อร่วมกันหาแนวทางการแก้ไขปัญหาและพัฒนา จชต.ในหลายๆ มิติอีกด้วย

ทั้งนี้  อาจารย์เฉลิม ผ่องใส่  ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาบุคลากร อัน-นาส ได้กล่าวถึงบทบาทภารกิจของของสถาบันฯ ว่า สถาบันพัฒนาบุคลากร อัน-นาส เป็นสถาบันฯ ที่ดำเนินกิจกรรมด้านการอบรมบุคลากรต่างๆ ทั้งครู บุคลากรทางการศึกษา นักเรียน นักศึกษา บุคลากรทางศาสนาอิสลาม และบุคลากรในองค์กรที่ต้องการพัฒนาตนเอง โดยมีบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญเพราะด้านต่างๆ  ซึ่งสถาบันฯ มีแนวทางยุทธศาสตร์ในการส่งเสริมศาสนา มีวัตถุประสงค์หลักเพื่ออุปถัมภ์ศาสนาต่างๆ ในประเทศไทยให้มีบทบาทในการสร้างคนดี สังคมดี  เพื่อสร้างการรับรู้และความเข้าใจในกิจกรรมศาสนา เพื่อใช้เป็นพลังศรัธททธาทางศาสนาในการสร้างสรรค์สังคมและประเทศชาติให้เกิดความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืนต่อไป

///////////////////////////////////////

ขอบคุณข้อมูล : spmcnews