ปทุมธานี – โป๊งเหน่ง พาเพื่อนร่วมแก้บนถวายน้ำแดง 12,000 ขวดหลังถูกหวยรับเงินกว่า 150,000 บาท

          เมื่อเวลา 12.00 น. วันที่ 9 พฤศจิกายน 2562 ที่อาศรมฤๅษีเณร ถนนวงแหวนตะวันตกหมายเลข 9 ปทุมธานี – บางปะอิน นายพงษ์ศักดิ์ โสภักดี หรือโป๊งเหน่ง เชิญยิ้ม และ นายณฤเดช อ่ำภิรมย์ หรือโกอั้น ประธานชมรมเปิดบ้านพระเครื่อง ลูกศิษย์อาจารย์ฤๅษีเณร ธาตุพุทธคุณ ร่วมกันถวายน้ำแดง จำนวน 12,000 ขวด หลังจากที่ถูกรางวัลล๊อตเตอรี่ รางวัลเลขท้าย 2 ตัว เลข 79 จำนวน 75 ใบ มูลค่า 150,000 บาท

         ด้าน โป๊งเหน่ง เชิญยิ้ม กล่าวว่า หลังจากที่ตนเองและโกอั้น ได้ร่วมกันซื้อหวยแล้ว ได้รับเงินรางวัลจำนวน 150,000 บาท จึงได้นำเงินจำนวนหนึ่งมาซื้อน้ำแดง เพื่อนำมาถวายแก้บนกับกุมารเจ้าสัวเฮง หลังจากถวายแล้ว จะนำน้ำแดงเหล่านี้ไปทำประโยชน์โดยมอบให้กับเด็ก ๆ ชาวเขาเด็กดอยที่อยู่ห่างไกล ซึ่งจะเดินทางในช่วงเดือนธันวาคม 2562 ไปที่จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อมอบน้ำแดงน้ำอัดลมให้กับเด็ก ๆเหล่านั้น

         นอกจากนี้ ที่อาศรมฤๅษีเณรในวันที่ 11 พฤศจิกายน 2562 จะมีพิธีอาบน้ำมนต์แสงจันทร์ พร้อมทำพิธีตัวเลขศักดิ์สิทธิ์ ในคืนวันลอยกระทง ค่าพานครู 500 บาท ส่วนอาจารย์ฤๅษีเณร ได้เตรียมพระนางพญา จ.พิษณุโลก อายุ 662 ปี ที่ได้เก็บไว้มาเป็นเวลานาน เพื่อมอบให้กับลูกที่มีพานครู คนละ 1 องค์ ฝากทุกท่านมาร่วมบุญแสวงโชคกันได้ที่อาศรมฤๅษีเณร.

CR. พี่อนันต์ ปทุมธานี

เสียชีวิตแล้ว!! ดญ.วัย 14 ปี ลูกหลง หลังถูก 4 มือปืน บุกยิงถล่มบ้านกลางดึก

เสียชีวิตแล้ว ดญ.วัย14ปี ลูกหลง หลังถูก4มือปืนบุกยิงถล่มบ้านกลางดึก ตำรวจรวบผู้ต้องสงสัยได้แล้ว1คนยังปากแข็งให้การปฏิเสธ

         กรณีเหตุการณ์ กลุ่มมือปืนเป็นชายฉกรรจ์ จำนวน 4 คน ขับรถยนต์เก๋งสีขาว ไม่ทราบยี่ห้อทะเบียน และรถจยย.1 คัน ใช้อาวุธปืนหลายกระบอก บุกไปตะโกนเรียกชื่อถามหานายวิชัย ยี่สุ่นแซม อายุ 40 ปี เจ้าของกระท่อมบ้านไม้ชั้นเดียวเลขที่ 88/4 หมู่ 11 ต.ปากพูน อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช เมื่อกลางดึกคืนที่ผ่านมา(8พย.) แต่นายวิชัยไม่อยู่บ้านไปทำงานเฝ้าบ่อนากุ้งในหมู่บ้าน ทำให้ลูกๆและเมียที่กำลังนอนอยู่ในบ้านเกิดความกลัวไม่กล้าเปิดประตู ทำให้กลุ่มมือปืนทั้ง 4 ได้ระดมใช้อาวุธปืนลูกซองสั้นและอาวุธปืน 9 มม. และ .38 ระดมยิงใส่บ้านนับสิบนัด หูดับตำไหม้เสียงดังสนั่นหมู่บ้าน จนทำให้บ้านพรุน กระสุนเจาะฝาบ้านไปเจาะศีรษะด้านซ้าย ดญ.ศศิประภาหรือน้องแตน ยี่สุ่นแซม อายุ 14 ปี ลูกสาวเจ้าของบ้าน ที่กำลังนอนดูทีวีบนฟูกที่นอนในห้องโถงหน้าห้องนอน อาการสาหัสถูกนำส่ง รพ. มหา ราช นครศรีธรรมราช แล้วคนร้ายยังใช้อาวุธปืน กราดยิงถล่มใส่บ้านของญาตินายวิชัย ที่อยู่ใกล้ ๆ กันอีก 1 หลัง กระสุนเฉียดหน้าท้อง ดช.ภัทรพงศ์ บุหงอ อายุ 4 ขวบ ที่นอนอยู่บนบ้านชั้น 2 ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย ถูกนำส่ง รพ.ท่าศาลา โดยคนร้ายยังยิงอาวุธปืนใส่รถยนต์เก๋งยี่ห้อโตโยต้ายาริสสีขาว ทะเบียน กต-3671 พัทลุง กระสุนเจาะกระจกหน้าและกระจกข้างและตัวถังรถจำนวน 4 รู ได้รับความเสียหายเช่นกัน และล่าสุดขณะที่คืนวันเดียวกัน ทางตำรวจชุดสืบสวน ได้จับกุมผู้ต้องสงสัยมาได้ 1 ราย ชื่อนายอนุศักดิ์หรือเท่ แดงเดช อายุ 27 ปี บ้านอยู่ หมู่ 4 ต.ปากพูน อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช พร้อมอาวุธปืนลูกซองยาว 1 กระบอกและกระสุน 1 นัด สอบสวนเบื้องต้นผู้ต้องหายังคงปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา ทางตำรวจกำลังเร่งสอบสวนปากคำขยายผลอยู่

         ล่าสุดวันนี้ (9พย.) เวลา 10.00 น. ดญ.ศศิประภา หรือน้องแตน ยี่สุ่นแซม อายุ 14 ปี ซึ่งนอนรักษาตัวในห้องไอซียู รพ.มหาราช นครศรีธรรมราช ได้เสียชีวิตแล้ว เนื่องจากบาด แผลฉกรรจ์ถูกจุดสำคัญ แพทย์ไม่สามารถยื้อชีวิตได้ ซึ่งหลังรับแจ้งจากทาง รพ.แล้วนายวิชัย ยี่สุ่นแซม อายุ 40 ปีและนางทัดดาว ยี่สุ่นแซม อายุ 35 ปี พ่อแม่และญาติๆของ ดญ.ศศิประภาหรือน้องแตน ถึงกับร่ำไห้โฮเป็นลมล้มพับ จนญาติต้องเข้าปฐมพยาบาลและได้รีบเดินทางไปรับศพลูกสาวที่ รพ.มหาราช นครศรีธรรมราช ด้วยบรรยากาศเศร้าโศก โดยพ่อแม่และญาตได้เดินทางไปรับศพ ดญ.ศศิประภา หรือน้องแตน ที่รพ.เพื่อนำศพมาบำเพ็ญกุศลศพต่อไป ส่วนอาการของ ดช.ภัทรพงศ์ บุหงอ อายุ 4 ปี ที่ถูกกระสุนปืนเฉียดหน้าท้อง อาการปลอดภัยแล้ว แพทย์ได้ทำบาดแผลและให้กลับบ้านได้แล้ว

         ขณะที่เช้าวันนี้ (9พย.) เวลา 09.00 น. พล.ต.ต.สนธิชัย อาวัฒนกุลเทพ ผบก.ภ. นคร ศรีธรรมราช พร้อมด้วย พ.ต.อ.เชาว์ศิลป์ บุญประดิษฐ์ รอง ผบก.ภ.นครศรีธรรมราชและกำลังตำรวจ นปพ. และชุดสืบสวน สภ.เมืองนครศรีธรรมราช ได้เดินทางไปตรวจสอบที่เกิดเหตุอีกครั้ง โดยมี จนท.ตำรวจพิสูจน์หลักฐานนครศรีธรรมราชและตำรวจชุดสืบสวนกำลังลงพื้นที่หาข่าว เพื่อเร่งทำการสืบสวนสอบสวน ติดตามจับกุมคนร้ายทมิฬแก๊งนี้อยู่ โดย พล.ต.ต.สนธิชัย เผยว่าคดีนี้ เป็นคดีอุกฉกรรจ์สะเทือนขวัญประชาชนมาก ที่กลุ่มคนร้ายลงมือยิงถล่มบ้านอย่างโหดเหี้ยม จนมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บ 2 ราย ดังกล่าวได้สั่งตำรวจชุดสืบสวนจังหวัด ตำรวจ นปพ. ลงพื้นที่เร่งคลี่คลายคดีจับกุมคนร้ายมาดำเนินคดีให้ได้โดยเร็ว ล่าสุดจับได้ 1 คน อยู่ระหว่างการสอบสวนขยายผลอยู่ คาดว่าอีกไม่นานจับกุมได้หมดยกแก๊งแน่นอน ขอให้มั่นใจฝีมือตำรวจ ผบก.ภ.นครศรีธรรมราช กล่าวอย่างมั่นใจ

         ด้านนายวิชัย ยี่สุ่นแซม อายุ 40 ปี พ่อของ ดญ.ศศิประภา หรือน้องแตน เล่ากับผู้สื่อข่าวว่า ตนมีอาชีพเฝ้าบ่อนากุ้งให้กับนายทุนคนหนึ่ง ในหมู่บ้านคืนเกิดเหตุตนไม่นอนอยู่บ้านแต่ไปทำงานรับจ้างเฝ้าบ่อนากุ้ง จนมาเกิดเหตุคนร้ายจำนวน 4 คน บุกยิงถล่มบ้านของตนทำ ให้ลูกสาวของตนเสียชีวิตและหลานชายของตนเจ็บดังกล่าว ซึ่งสาเหตุตนไม่เคยมีเรื่องบาด หมางทะเลาะกับใครมาก่อน แต่เชื่อว่าน่าจะเกิดจากเหตุการณ์เมื่อเย็นวานนี้ (8พย.) ขณะที่ตนกำลังนั่งดื่มน้ำหวานอยู่ที่ร้านค้าแห่งหนึ่ง ได้มีนายเท่หรือนายอนุศักดิ์ แดงเดช เพื่อนบ้านคนหนึ่งเดินเข้ามายกแก้วน้ำหวานเทให้สุนัขกินต่อหน้าต่อตาตน ทำให้ตนโมโหกระโดดเตะนายเท่ ไป 2-3 ครั้ง และเกิดการชกต่อยกันขึ้น แต่มีผู้มาห้ามแยกย้ายตนทั้งสองออกจากกัน จากนั้นตนได้เดินทางกลับบ้าน แล้วไปทำงานเฝ้าบ่อนากุ้งต่อในช่วงค่ำ จนมาเกิดเหตุคนร้าย 4 คน อาวุธปืนครบมือบุกยิงถล่มบ้านตน ทำให้ลูกสาววัย 14 ปี เสียชีวิตและหลานชายตนเจ็บดังกล่าว ซึ่งตนเชื่อว่านายเท่หรืออนุศักดิ์ ผู้ต้องหาที่ถูกจับกุมได้จะต้องมีส่วนรู้เห็นกับเหตุ การณ์ครั้งนี้ แน่นอน แม้ผู้ต้องหาจะให้การปฏิเสธก็ตาม นายวิชัย กล่าวกับผู้สื่อข่าวในที่สุด.

ธีรศักดิ์ อักษรกูล รายงาน

คุมตัว1 ผู้ต้องสงสัย เหตุยิงป้อม ชรบ. ลำพะยา พบเป็นกลุ่มเดียวกับที่กราดยิง อ.ส.ที่บ้านปะกาฮารัง

แม่ทัพภาค 4 เผย คุมตัว 1 ผู้ต้องสงสัย เหตุยิงป้อม ชรบ. ลำพะยา ได้แล้ว ด้านแหล่งข่าวความมั่นคง พบแหล่งหลบซ่อนในปอเนาะใกล้เคียง ก่อนเดินเท้าเข้าก่อเหตุ

          พล.ท.พรศักดิ์ พูลสวัสดิ์ แม่ทัพภาคที่ 4 เปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยแล้ว 1 คน จากเหตุยิงถล่มจุดตรวจ ชรบ. ลำพะยา อำเภอเมือง จังหวัดยะลา เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2562 ซึ่งพบหลักฐานจากกระสุนปืนในที่เกิดเหตุ พบว่าเป็นกลุ่มเดียวกับที่กราดยิง อ.ส. ในจังหวัดปัตตานี เหตุปล้นร้านทอง ที่จังหวัดสงขลา และเหตุปล้นตู้ ATM ที่มหาวิทยาลัยฟาตอนี เป็นกลุ่มปฏิบัติการที่มีประมาณ 10-20 คน เจ้าหน้าที่กำลังเร่งติดตาม เพราะกลุ่มนี้เมื่อปฏิบัติการเสร็จจะหนีขึ้นเขา พบว่าเป็นกลุ่มที่อยู่บริเวณเขานางจันทร์ รอยต่อกับจังหวัดสงขลา ยืนยันว่า เจ้าหน้าที่จะดำเนินการตามกฎหมายกับกลุ่มเหล่านี้ เพราะ “ไม่สนใจผู้บริสุทธิ์ ไม่ใช่คน”

          แม่ทัพภาคที่ 4 ไม่ปฏิเสธว่าเหตุการณ์ครั้งนี้เป็นการกระทำของขบวนการแบ่งแยกดินแดน BRN ตามที่ประกาศยอมรับ แต่จากข้อมูลของเจ้าหน้าที่พบว่า เป็นขบวนการที่รับคำสั่งจากต่างประเทศ มาก่อเหตุ แล้วหลบหนีขึ้นเขา ขณะที่ “กลุ่มหน้าขาว” หรือแนวร่วมระดับปฏิบัติการที่ไม่มีหมายจับ แล้วอยู่ปะปนในชุมชน ซึ่งเจ้าหน้าที่จะติดตามจับกุมเพื่อทวงคืนความยุติธรรมให้ผู้เสียชีวิตทั้ง 15 ครอบครัว

          นอกจากนี้ มีรายงานจากแหล่งข่าวความมั่นคงในพื้นที่ ซึ่งได้พบเบาะแสกลุ่มคนร้ายที่ลงมือก่อเหตุในครั้งนี้ ว่า พบร่องรอยของกลุ่มคนร้ายดังกล่าวนี้ เข้ามาพักในสถาบันปอเนาะแห่งหนึ่งในพื้นที่ใกล้เคียง ก่อนที่จะเดินเท้าเข้ามายังป้อม ชรบ. เพื่อก่อเหตุ โดยเจ้าหน้าที่ยังได้พบหลักฐานที่เชื่อได้ว่า กลุ่มคนร้ายที่ก่อเหตุในครั้งนี้ ได้ถูกยิงได้รับบาดเจ็บ หรือไม่ก็อาจจะเสียชีวิต อย่างน้อย 2-3 ราย เนื่องจากเจ้าหน้าที่พบรอยเลือดห่างจากจุดเกิดเหตุประมาณ 1 กิโลเมตร และยังพบว่า คนร้ายได้ตัดต้นไม้ข้างทางเพื่อทำเป็นเปล ซึ่งอาจเป็นไปได้ว่าคนร้ายได้ทำเปลเพื่อหามผู้บาดเจ็บ เคลื่อนย้ายออกจากบริเวณดังกล่าว ซึ่งทางเจ้าหน้าที่กำลังเร่งตรวจสอบตามสถานที่พยาบาลในชุมชน หรือบริเวณกุโบร์ หรือสุสานฝังศพในพื้นที่ใกล้เคียง เพื่อหาเบาะแสกลุ่มคนร้ายแล้ว เชื่อว่าคนร้ายน่าจะกลุ่มเดียวกัน โดยพุ่งเป้าไปที่กลุ่มของนายมะยะโก๊ะ ลาเต๊ะ หรือโต๊ะบัง แกนนำกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบในพื้นที่ อ.ยะรัง อ.โคกโพธิ์ อ.แม่ลาน และ อ.หนองจิก จ.ปัตตานี

ขอบคุณข้อมูล : NEWS /southernreports

ฝ่ายความมั่นคงเบตง เพิ่มความเข้มงวด หลังเกิดเหตุ พื้นที่ลำพะยา

          วันที่ 6 พฤศจิกายน 2562 ที่ หน้าสถานีตำรวจภูธรเบตง อ.เบตง จ.ยะลา พ.จ.ท. อนันต์ บุญสำราญ นายอำเภอเบตง พร้อมด้วย พ.ต.อ.ต่อศักดิ์ สารีรัตน์  ผกก.สภ.เบตง ร่วมปล่อยแถวกำลังพลชุดปฏิบัติการเพื่อออกกวดขันกวาดล้าง ป้องกัน ปราบปรามอาชญากรรมและการรักษาความความสงบเรียบร้อยในพื้นที่ ในช่วงเทศกาลลอยกระทง ประจำปี 2562 ซึ่งเป็นการกวดขันจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับในฐานความผิดทุกประเภทและป้องกันเหตุการณ์รักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินพร้อมอำนวยความสะดวกในด้านการจราจรให้แก่ประชาชนและนักท่องเที่ยว ตามสถานที่ต่างๆ ซึ่งในวันสำคัญดังกล่าวจะมีประชาชนและนักท่องเที่ยวชาวมาเลเซีย สิงคโปร์ ออกมาลอยกระทงลอย เป็นจำนวนมาก

          พ.ต.อ.ต่อศักดิ์ สารีรัตน์  ผกก.สภ.เบตง กล่าวว่า ในห้วงเทศกาลลอยกระทง ได้สนธิกำลังจากบุคลากรของหน่วยงานด้านความมั่นคง ทั้งภาครัฐ และเอกชน ประกอบด้วย ข้าราชการตำรวจ ทหาร ข้าราชการพลเรือน อาสาสมัครภาคประชาชนอาสาสมัครมูลนิธิ รวมกำลังปฏิบัติ จำนวน 400 นายพร้อมปล่อยชุดปฏิบัติการขบวนรถจักรยานยนต์และรถยนต์ออกปฏิบัติงานในพื้นที่ โดยได้เน้นย้ำชุดปฏิบัติงานทุกหน่วยทุกนายตั้งใจปฏิบัติหน้าที่อย่างเข้มแข็ง เต็มความสามารถในการป้องกันปราบปรามผู้กระทำความผิดทั้งกฎหมายอาญาและยาเสพติดทุกประเภทเพื่อทำให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติรู้สึกอบอุ่นใจและปลอดภัยจากภัยต่างๆซึ่งจะทำให้เกิดความเชื่อมั่น ศรัทธาต่อหน่วยงานของรัฐ

          นอกจากนี้ ภายหลังเกิดเหตุกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบไม่ทราบจำนวน ได้ก่อเหตุสร้างสถานการณ์ ในพื้นที่ ต.ลำพะยา อ.เมือง จ.ยะลา จำนวน  3 จุด  โดยคนร้ายไม่ทราบจำนวน ซึ่งคาดว่ามีไม่ต่ำกว่า 10 ได้ใช้อาวุธปืน ไม่ทราบชนิดและขนาด บุกยิง  ป้อมจุดตรวจ ชรบ.หมู่ที่ 4 ต.ลำพะยา อ.เมือง จ.ยะลา ขณะที่มี ชาวบ้านซึ่งเป็น ชรบ. อยู่เวรยามประจำจุดตรวจ ยิงถล่มเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ และได้รับบาดเจ็บ เมื่อคืนที่ผ่านมา (5 พ.ย.)

          เนื่องจากกลุ่มก่อความไม่สงบได้พยามยามก่อกวน และสร้างสถานการณ์  ซึ่งก่อนหน้านี้ได้มีการแจ้งเตือนมาก่อน โดยให้กำลังพลแบ่งกำลังในการปฏิบัติตามยุทธวิธี พร้อมกับดูแลความปลอดภัยสถานที่ราชการ สถานบันเทิง และย่านประชาชนพรุนพลาน โดยเป็นแผนการปฏิบัติที่ทำเป็นประจำโดยให้บูรณาการร่วม ทั้ง 3 ฝ่าย โดยให้ตั้งจุดตรวจหลัก และจุดตรวจลอยรวมทั้งเส้นทางที่ประชาชนใช้สัญจรและเส้นทางรองโดยให้เน้นเป็นพิเศษห้วงเทศกาลลอยกระทง

ขอบคุณข้อมูล : southernreports

กอ.รมน. – ยกย่อง’ชรบ.’กำลังปชช.อาสาสมัคร เสียสละเพื่อชาติ

          7 พ.ย 62 – ที่กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) พล.ต.ธนาธิป สว่างแสง โฆษก กอ.รมน. เปิดเผยถึงกรณีเหตุการณ์ยิงชุด ชรบ. เสียชีวิต 15 ราย ในพื้นที่ จ.ยะลา เมื่อวันที่ 5 พ.ย. ที่ผ่านมาว่า ทางชรบ. เป็นกำลังอาสาสมัครที่มีความเสียสละ ช่วยเหลือทางราชการ ช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ในการดูแลหมู่บ้าน/ชุมชนของตนเอง ช่วยเหลือสังคม และเป็นกำลังในการพัฒนาประเทศ แต่ละท่านนอกจากมีงานประจำที่ทำในช่วงกลางวันแล้ว ยังเสียสละเวลา ทั้งแรงกาย แรงใจ มาช่วยดูแลความสงบสุขของพี่น้องประชาชนในหมู่บ้านเขาอีกด้วย

          พล.ต.ธนาธิป กล่าวว่า สำหรับความคืบหน้าทางคดีนั้น เบื้องต้นขณะนี้สามารถติดตามจับกุมผู้ต้องสงสัยที่คาดว่าเป็นผู้ร่วมกระทำความผิดครั้งนี้ได้แล้ว 1 คน โดยทางเจ้าหน้าที่กำลังติดตามขยายผลและจะมีความก้าวหน้าผลการปฏิบัติ ส่วนผลการตรวจพิสูจน์หลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ นั้นพบว่าปลอกกระสุนปืน มีผลยืนยันว่า ยิงจากอาวุธปืน กระบอกที่เคยใช้ก่อเหตุในหลายพื้นที่ เช่น ยิง อ.ส.ที่บ้านปะกาฮารัง อ.เมือง จ.ปัตตานี ,คดีปล้นตู้ เอทีเอ็ม ที่บริเวณหน้ามหาวิทยาลัยฟาตอนี ,คดีปล้นร้านทองที่ อ.นาทวี จังหวัดสงขลา

          โฆษกกอ.รมน. กล่าวอีกว่า ส่วนผลการตรวจดีเอ็นเอของผู้ต้องสงสัยที่เก็บได้จากที่เกิดเหตุ คาดว่าจะทราบผลภายใน 1-2 วัน ซึ่งคาดว่ากลุ่มผู้ก่อเหตุมาจำนวนหลายคน ทั้งการเข้าโจมตี-การตัดต้นไม้ การวางตะปูเรือใบ เพื่อขัดขวางการติดตามของเจ้าหน้าที่ โดยมีลักษณะของพื้นที่เกิดเหตุ เป็นพื้นที่หมู่ที่ 5 ซึ่งจุดตรวจดังกล่าวตั้งลึกเข้าไปในป่าสวนยาง ถือเป็นหมู่บ้านเข้มแข็งในการระวังป้องกันตนเอง เป็นหมู่บ้านย่อยที่ห่างจากชุมชนใหญ่ มีบ้านเรือนกระจายเพียงไม่กี่หลังคาเรือน( ประมาณ 5-6 หลัง ) และชาวบ้านเป็นอาสาสมัครที่เสียสละร่วมกัน มีการระดมกำลังพี่น้องจากหมู่บ้านอื่นมาร่วมจุดตรวจนี้ตลอดมา

          ทั้งนี้การเยียวยา เป็นไปตามระเบียบของทางราชการในการเยียวยาให้ความช่วยเหลือซึ่ง ศอ.บต.จะเป็นผู้ดำเนินการโดยเร็วที่สุดเพื่อขวัญกำลังใจ และบรรเทาความเดือดร้องของครอบครัวผู้สูญเสีย จะมีเงินช่วยเหลือกรณีเสียชีวิตจากเหตุการณ์ฯ รายละ 500,000 บาท

ขอบคุณข้อมูล : smiledantai

กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า – ยืนยันไม่ได้ประกาศเคอร์ฟิวร์ แต่ใช้มาตรการทางกฎหมายต่อผู้ก่อเหตุรุนแรง

กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ย้ำชัด ไม่มี!! การประกาศเคอร์ฟิวในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใค้และ 4 อำเภอของสงขลา ตามที่มีการนำเสนอผ่านสื่อ ณ ขณะนี้ จึงขอชี้แจงสร้างความเข้าใจให้พี่น้องประชาชนทราบ เพื่อไม่ให้เกิดความสับสน ขอประชาชนอย่าตื่นตระหนก


          8 พ.ย.2562 พ.อ.ปราโมทย์ พรหมอินทร์ โฆษก กอ.รมน.ภาค 4 เปิดเผยว่า ตามที่มีการนำเสนอข่าวผ่านสื่อต่างๆว่า กองทัพภาคที่ 4 ได้ประกาศเคอร์ฟิวทั่วพื้นที่เพื่อตามล่ากลุ่มโจร BRN ที่ก่อเหตุสะเทือนขวัญสังหารหมู่ประชาชน 15 ศพ ในช่วงที่ผ่านมา นั้น ทั้งนี้การนำเสนอข่าวดังกล่าวอาจสร้างความสับสนและความตื่นตระหนกแก่พี่น้องประชาชน กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า จึงขอชี้แจงให้ทราบว่า ภายหลังเกิดเหตุ พล.ท.พรศักดิ์ พูลสวัสดิ์ แม่ทัพภาคที่ 4 /ผอ.รมน.ภาค 4 ได้สั่งการให้บูรณาการกำลังเข้าบังคับใช้กฏหมายขั้นเด็ดขาดกับกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงโดยปัจจุบันหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์สามารถระบุกลุ่มและตัวบุคคลที่ร่วมก่อเหตุได้แล้วจำนวนหนึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างเข้ากดดันและติดตามจับกุมในพื้นที่ต้องสงสัยในหมู่บ้านให้การสนับสนุน พื้นที่ป่าภูเขาช่วงรอยต่อจ.สงขลาและบ้านเครือญาติ โดยได้มีการเปิดแผนเข้าติดตาม จับกุม กดดันในทุกพื้นที่ โดยเฉพาะในพื้นที่ป่าเขา ส่วนที่ 2 เข้ากดดันต่อกลุ่มบุคคลเป้าหมายซึ่งคาดว่าเป็นผู้ที่คอยให้การช่วยเหลือให้การสนับสนุนพาผู้ก่อเหตุหลบหนี รวมถึงหมู่บ้านที่การสนับสนุนและเป้าหมายสุดท้ายก็คือ เป้าหมายบุคคลที่เป็นกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงที่มีรายชื่ออยู่แล้วจำนวน 21 คน ก็จะทำการเข้ากดดันในบ้านของครอบครัวและเครือญาติต่อไป

          ผลความคืบหน้าล่าสุด ตอนนี้สามารถควบคุมตัวบุคคลต้องสงสัยได้แล้ว 1 ราย เป็นราษฎรในพื้นที่ตำบลปากล่อ อำเภอโคกโพธิ์ จังหวัดปัตตานี ซึ่งเป็นจุดที่อยู่ติดกับจุดที่คนร้ายได้มีการลอบวางระเบิดและเผายางรถยนต์เพื่อสกัดกั้นการช่วยเหลือของเจ้าหน้าที่ โดยเจ้าหน้าที่แกะรอยจนไปควบคุมตัวได้ที่ตำบลธารโต อำเภอธารโต จังหวัดยะลา เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ขณะนี้อยู่ในระหว่างการซักถามที่ศูนย์ซักถามของหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 43 ค่ายอิงคยุทธบริหาร อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี เพื่อขยายผลต่อไปยังเครือข่ายกลุ่มที่ลงมือก่อเหตุในครั้งนี้ต่อไป

          กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้าขอยืนยันกับพี่น้องประชาชนว่า จะบังคับใช้กฎหมาย ภายใต้อำนาจของกฎหมายความมั่นคงที่มีอยู่ด้วยความระมัดระวัง โดยไม่ให้กระทบกระเทือนต่อสิทธิและเสรีภาพขั้นพื้นฐานของพี่น้องประชาชน การปฏิบัติงานในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา โดยเฉพาะในปัจจุบัน พบว่าพี่น้องประชาชนให้การสนับสนุนการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ด้วยดีเสมอมา และไม่มีเหตุการณ์ในครั้งใด ที่บุคคลหรือกลุ่มบุคลเข้ามาขัดขวางต่อการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ จึงขอยืนยันต่อพี่น้องประชาชนว่า กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ไม่มีเหตุผลและความจำเป็นอันใดที่จะต้องประกาศใช้เคอร์ฟิวในพื้นที่เพื่อจำกัดสิทธิและเสรีภาพของพี่น้องประชาชนตามที่เป็นข่าว

          อย่างไรก็ตาม ขอความร่วมมือให้ประชาชนได้ช่วยกันตรวจสอบเบาะแสคนร้ายที่คาดว่าน่าจะกระจายไปหลบซ่อนตามพื้นที่ต่างๆ ซึ่งจากการตรวจสอบหลักฐานในที่เกิดเหตุ ตรวจพบหลักฐานหลายอย่าง คาดว่าคนร้ายที่เข้าก่อเหตุในครั้งนี้ น่าจะได้รับบาดเจ็บไปจำนวนหลายรายเช่นเดียวกัน หากพี่น้องประชาชนพบบุคคลต้องสงสัย ขอให้แจ้งเบาะแสให้เจ้าหน้าที่ได้รับทราบ หรือโทรศัพท์มาแจ้งที่ 1341 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง สำหรับผู้ที่ให้การช่วยเหลือ สนับสนุน หรือให้ที่พักพิง จะเข้าข่ายการกระทำผิดกฎหมายเช่นเดียวกับผู้ก่อเหตุรุนแรง

          ด้านผู้ต้องสงสัยที่ได้ควบคุมตัวอยู่ในขณะนี้ พันเอกปราโมทย์ เปิดเผยเพิ่มเติมว่า ได้ให้การยอมรับในหลายประเด็น แต่ยังให้การปฏิเสธเรื่องการก่อเหตุรุนแรงในครั้งนี้ โดยเจ้าหน้าที่มีหลักฐานที่ได้จากที่เกิดเหตุคือ ปลอกกระสุนปืน ทั้งปืนเล็กยาว M 16 และปืนอาก้า จากการตรวจพิสูจน์ขั้นต้นโดยนิติวิทยาศาสตร์ สามารถที่จะรู้กลุ่มคนร้าย และรู้ตัวบุคคลที่ก่อเหตุในครั้งนี้ได้แล้วหลายคน และสามารถนำไปออกหมายจับ ป.วิ อาญา หลายคน ซึ่งเป็นกลุ่มเดียวกับกลุ่มที่เข้าโจมตีชุดคุ้มครองตำบลปะกาฮารัง ที่จังหวัดปัตตานี , กลุ่มเดียวกับที่ปล้นตู้เอทีเอ็มที่มหาวิทยาลัยฟาฏอนี และเป็นกลุ่มเดียวกับกลุ่มที่ปล้นร้านทอง อ.นาทวี จ.สงขลา นอกจากนี้ ยังมีหลักฐานเป็นรอยเลือดของคนร้ายที่คาดว่าได้รับบาดเจ็บ รวมทั้งวัตถุพยายานอื่นๆ เช่น ซองกระสุนที่คนร้ายทิ้งไว้ หมวกปีก เป้สนาม ซึ่งขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการตรวจสอบสารพันธุกรรม ขอยืนยันว่ากลุ่มคนร้ายเป็นกลุ่มเดิมที่เคลื่อนไหวในรอยต่อของพื้นที่ อ.เมือง จ. ยะลา, อ.โคกโพธิ์ อ.หนองจิก จ.ปัตตานี และ 4 อำเภอของจังหวัดสงขลา มีการรวมกำลังกันเข้ามา และกระจายกันหลบหนี ไปพักอาศัยตามบ้านของแนวร่วม

          นอกจากนี้ จากการตรวจสอบ ยังพบปลอกกระสุนจำนวนกว่า 100 ปลอก ทำให้เชื่อได้ว่า กลุ่มคนร้ายที่ก่อเหตุในครั้งนี้ น่าจะมีไม่ต่ำกว่า 12 คน และอาจจะมากถึง 30-40 คน หากรวมผู้ที่ให้การสนับสนุน , ผู้ที่สกัดกั้นการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่, ผู้ที่พาหลบหนี, ผู้ที่ให้ที่พักอาศัย หรือผู้ที่นำอาวุธไปเก็บ ซึ่งอาวุธปืนบางส่วนเป็นปืนที่ใช้ก่อเหตุมาแล้ว แต่บางส่วนเป็นปืนที่ยังไม่มีหลักฐานปรากฏ ก็ต้องตรวจสอบกันต่อไป สำหรับหลักฐานที่ทาง EOD ส่งมาให้มี 3 ชนิดคือ ระเบิดแสวงเครื่องจำนวน 3 ลูก(ระเบิดทำงาน 1 ลูก ด้าน 2 ลูก) ปลอกกระสุนปืนอาก้า จำนวนหลายปลอก และปลอกกระสุนปืนขนาด 5.56 อีกหลายปลอก และยังไม่มีหลักฐานของการใช้ระเบิด M79 ตามที่เป็นข่าว แต่อย่างใด

          สำหรับความคืบหน้าเรื่องกลุ่มที่เคลื่อนไหวในพื้นที่ ในขณะนี้มีรายชื่อ 21 คนส่วนใหญ่เป็นพี่น้องตระกูล หลำโซ๊ะ เป็นแกนนำ ในส่วนที่เหลือ เป็นบุคคลเป้าหมายที่มีหมายจับเกือบทั้งหมด ขอยืนยันว่ากลุ่มที่ใช้ความรุนแรงในห้วงที่ผ่านมา เป็นกลุ่มเดิม เป็นกลุ่มที่มีหมายจับ เป็นกลุ่มหน้าเดิมที่มีหมายจับคนละหลายหมาย ซึ่งเรามีการประเมินกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงจากฐานข่าวตลอดเวลา

          สำหรับการสร้างความเชื่อมั่นและขวัญกำลังใจ ของพี่น้องประชาชนให้กลับคืนมานั้น แม่ทัพภาคที่ 4 ได้สั่งการให้วางแผนการรักษาความปลอดภัย โดยพิจารณาจากระดับความรุนแรงของพื้นที่เป้าหมาย ได้มีการประเมินความเสี่ยงในการวางกำลัง โดยเน้นในเบื้องต้น 118 หมู่บ้านที่ถือว่าต้องมีการเกาะติดอย่างใกล้ชิด แต่เมื่อมีเหตุรุนแรงเกิดขึ้นมา แม่ทัพภาคที่ 4 ได้สั่งให้ทบทวนและดูเรื่องแผนรักษาความปลอดภัยชุมชนในหมู่บ้านเสริมสร้างการพัฒนา และหมู่บ้านเร่งรัดการพัฒนาเพิ่มขึ้นด้วย ถ้าจำเป็นจะต้องมีการปฏิบัติงานในป้อม ชรบ. จะต้องมีเจ้าหน้าที่ไปช่วยเสริม

          สำหรับครอบครัวผู้สูญเสีย ทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังเร่งดำเนินการด้านการช่วยเหลือเยียวยาอย่างเร็วที่สุด นอกจากนี้ ยังมีสั่งการเพิ่มเติมล่าสุดจากแม่ทัพภาคที่ 4 ให้เตรียมเฮลิคอปเตอร์ สแตนด์บายสำหรับชุดปฏิบัติการรบพิเศษจู่โจมเคลื่อนที่ทางอากาศ ที่จะสามารถเข้าที่หมายได้เพื่อแก้ไขสถานการณ์ได้อย่างรวดเร็วอีกด้วย

          กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ยืนยันว่า จะใช้มาตรการทางกฏหมายภายใต้อำนาจที่มีอยู่ด้วยความระมัดระวังเพื่อไม่ให้กระทบกระเทือนต่อสิทธิและเสรีภาพขั้นพื้นฐานของพี่น้องประชาชน ทั้งนี้ ปัจจุบันการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ภายใต้อำนาจทางกฏหมายที่มีอยู่ไม่ได้ถูกจำกัดโดยบุคคลหรือกลุ่มบุคคลจึงไม่มีเหตุผลและความจำเป็นอันใดที่จะต้องประกาศใช้เคอร์ฟิวส์ในพื้นที่ตามที่เป็นข่าว

          อย่างไรก็ตามก็ต้องขอความร่วมมือกับพี่น้องประชาชนให้ช่วยกันตรวจสอบและแจ้งเบาะแสกลุ่มคนร้ายให้เจ้าหน้าที่ทราบเพื่อเข้าดำเนินการตามกฏหมายต่อไป สำหรับบุคลคลที่คอยให้ความช่วยเหลือ สนับสนุนหรือให้ที่พักพิง มีความผิดตามกฏหมายในอัตราเดียวกับฐานความผิดของผู้ก่อเหตุรุนแรง

          ส่วนมาตรการในการรักษาความปลอดภัย กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้าได้ปรับแผนให้รัดกุมมากยิ่งขึ้นด้วยการจัดเจ้าหน้าที่ทหารเข้าเสริมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน/ชุมชนให้รัดกุมมากขึ้นทั้งนี้เพราะชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.)เป็นเพียงประชาชนจิตอาสาที่เสียสละและอุทิศตนเข้ามาช่วยกันดูแลความปลอดภัยชุมชนของตนเองไม่ใช่เป็นกองกำลังติดอาวุธฝ่ายพลเรือนดังที่องค์กรแนวร่วมและกลุ่ม PerMas นำมาบิดเบือนเพื่อสร้างความชอบธรรมในการก่อเหตุของกลุ่มขบวนการBRN ดังที่ปรากฏให้เห็นในช่วงที่ผ่านมา

#ศูนย์ประชาสัมพันธ์
#กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค4ส่วนหน้า

ขอบคุณข้อมูล : ศปชส.ฯ (issoc4news.blogspot.com)

สำนักข่าวความมั่นคง

แม่ทัพภาคที่ 4 – เป็นประธานพิธีรดน้ำศพผู้เสียชีวิต จากเหตุคนร้ายยิงถล่มป้อม ชรบ.บ้านทางลุ่ม ตำบลลำพะยา อำเภอเมือง จังหวัดยะลา

แม่ทัพภาคที่ 4 เป็นประธานพิธีรดน้ำศพผู้เสียชีวิต จาเหตุคนร้ายยิงถล่มป้อม ชรบ.บ้านทางลุ่ม ตำบลลำพะยา อำเภอเมือง จังหวัดยะลา

         เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2562 เวลา 14.30 น. ที่ วัดสิริปุณณาราม (วัดลำพะยา) ตำบลลำพะยา อำเภอเมือง จังหวัดยะลา พลโทพรศักดิ์ พูลสวัสดิ์ แม่ทัพภาคที่ 4 /ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 พร้อมคณะ เป็นประธานในพิธีรดน้ำศพ และวางพวงหรีด แก่ผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์คนร้ายไม่ทราบจำนวนใช้อาวุธปืนสงครามยิงใส่จุดตรวจ ชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน บ้านทางลุ่ม หมู่ที่ 5 ตำบลลำพะยา อำเภอเมือง จังหวัดยะลา เมื่อคืนวันที่ 5 พฤศจิกายน 2562 ที่ผ่านมา จากเหตุการณ์ดังกล่าว ทำให้มีผู้เสียชีวิตจำนวน 15 ราย และผู้บาดเจ็บอีก 4 ราย โดยมี นายชัยสิทธิ์ พานิชพงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดยะลา, ปลัดอำเภอเมืองยะลา, อธิบดีกรมการปกครอง, นายกเทศมนตรีนครยะลา, หัวหน้าส่วนราชการ, ผู้บังคับบัญชา เจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร พร้อมด้วยญาติพี่น้องของครอบครัวผู้เสียชีวิต และประชาชนในพื้นที่ร่วมไว้อาลัยท่ามกลางบรรยากาศอันโศกเศร้า

          จากกรณีเหตุการณ์ดังกล่าว แม่ทัพภาคที่ 4 ได้แสดงความเสียใจต่อครอบครัวและญาติของผู้เสียชีวิตทั้ง 9 ชีวิต ได้แก่ ครอบครัวของ นายวิรัตน์ เพ็ชรปล่อง , นางนัยนา โพธิ์เตี้ยเทียม, นายพูลสวัสดิ์ พูลแก้ว, นายธวัชชัย สุพงษ์, นายสุนทร ยอดแก้ว, นายฉลอง ทองงาม, นางรัชนก ยอดแก้ว, นายเนตร จอมทอง และนายบรรจบ ทองกลืน โดยแม่ทัพภาคที่ 4 ได้มอบเงินช่วยเหลือเยียวยาเบื้องต้น ให้แก่ทั้ง 9 ครอบครัว พร้อมให้ความเชื่อมั่นกับครอบครัวผู้เสียชีวิตและประชาชนในพื้นว่า เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายจะมุ่งมั่นร่วมกันปฏิบัติงาน เพื่อรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของพี่น้องประชาชนอย่างดีที่สุด และจะนำตัวผู้ก่อเหตุมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

           พลโทพรศักดิ์ พูลสวัสดิ์ แม่ทัพภาคที่ 4 กล่าวว่า การสูญเสียในครั้งนี้ ตนรู้สึกเสียใจไม่แตกต่างจากครอบครัวผู้เสียชีวิต ทั้ง 15 ชีวิต ซึ่งเหตุการณ์การในครั้งนี้ไม่ควรเกิดความสูญเสียมากเช่นนี้ ซึ่งที่ผ่านมาเหตุการณ์ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยภาพรวมดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในบางช่วงกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบอาจยังวนเวียนอยู่ในรอยต่อของ 3 อำเภอ ซึ่งขณะนี้ กำลังทั้ง 3 ฝ่าย ได้เตรียมวางแผนร่วมกันในการบังคับการใช้กฎหมาย เพื่อทวงความยุติธรรมคืนให้กับพี่น้องประชาชนโดยเร็วที่สุด ซึ่งประชาชนในพื้นที่ต่างไม่ต้องการความรุนแรง เพราะทุกคนต้องการสันติสุข การอยู่ร่วมกันแบบสังคมพหุวัฒนธรรม และในวันนี้ขอยืนยันกับพี่น้องประชาชนและสื่อมวลชนทุกแขนงว่า ทางกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ซึ่งรับนโยบายจากนายกรัฐมนตรีให้ดูแลพี่น้องประชาชนอย่างดีที่สุด ซึ่งขณะนี้ได้ดำเนินการปรับแผนบังคับใช้กฎหมายทวงความยุติรรม เพื่อคืนแก่พี่น้องประชาชนทุกคนโดยเร็วที่สุด

#ศูนย์ประชาสัมพันธ์
#กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค4ส่วนหน้า

ขอบคุณข้อมูล : ศปชส.ฯ

สำนักข่าวความมั่นคง

แม่ทัพภาคที่ 4 เร่งช่วยเหลือเยียวยา ครอบครัวผู้ที่ได้รับผลกระทบ เหตุโจมตี ชคต. ลำพะยา

          จากกรณีกลุ่มคนร้ายได้ใช้อาวุธปืนสงครามยิงถล่มชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้านและกลุ่มชาวบ้านเสียชีวิต 15 ราย และบาดเจ็บ 5 รายเมื่อวันที่ 5 พ.ย.2562,เวลา 23.25 เหตุเกิดพื้นที่หมู่ 5 ต.ลำพะยา อ.เมือง จ.ยะลา ล่าสุดเมื่อวันที่ 6 พ.ย.2562 พ.อ.ปราโมทย์ พรหมอินทร์ โฆษก กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า เปิดเผยว่า ภายหลังเกิดเหตุ พล.ท.พรศักดิ์ พูลสวัสดิ์ แม่ทัพภาคที่ 4/ผอ.รมน.ภาค 4 ได้สั่งให้ หน่วยเฉพาะกิจยะลาเข้าควบคุมสถานการณ์และบริหารจัดการที่เกิดเหตุและให้เก็บรวบรวมวัตถุพยานพร้อมช่วยเหลือผู้บาดเจ็บส่งโรงพยาบาลโดยเร็วที่สุดพร้อมทั้งต้องขอแสดงความเสียใจต่อญาติและครอบครัวของผู้ที่เสียชีวิตและบาดเจ็บในครั้งนี้

         ในการนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชาในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมได้สั่งการให้หน่วยเร่งรัดช่วยเหลือเยียวยาอย่างเต็มที่ควบคู่กับให้ใช้มาตรการทางกฎหมายกับกลุ่มก่อเหตุอย่างเด็ดขาด โดยล่าสุดเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา แม่ทัพภาคที่ 4 / ผอ.รมน.ภาค 4 ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบที่เกิดเหตุ โดยสั่งการเน้นย้ำทุกหน่วยปรับแผนการรักษาความปลอดภัยขยายไปยังชุมชนที่ไม่ล่อแหลมด้วยพร้อมกับเน้นย้ำให้ตำรวจรวบรวมวัตถุพยานให้รัดกุมที่สุดเพื่อบังคับใช้กฎหมายกับกลุ่มขบวนการ brn ที่ก่อเหตุในครั้งนี้ เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

          พลโทพรศักดิ์ พูลสวัสดิ์ แม่ทัพภาคที่ 4 กล่าวว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ผู้ก่อเหตุรุนแรง หวังสร้างภาพข่าว ให้คนไทยทั้งประเทศตกใจกับเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้น ถือเป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่มีการทำร้ายผู้บริสุทธิ์ขนาดนี้  ชรบ.คือ พี่น้องประชาชนที่อาสามาดูแลพื้นที่ เป็นชาวบ้านธรรมดา กลางวันทำงาน กลางคืนเสียสละออกมาดูแลพื้นที่ ซึ่งเป็นเป้าหมายของผู้ก่อเหตุรุนแรง ณ ขณะนี้ ทั้ง อส. ชรบ. เป็นเป้าหมายหลักของเขา เป็นจุดอ่อนที่เลือกก่อเหตุ ถ้าสังเกตุล่าสุดเหตุที่ปัตตานี สายบุรี เรามีการโต้ตอบอย่างทันควัน เพราะมีกำลังพร้อมมาก นั่นคือกำลังทหารหลัก ทหารพราน ซึ่งตรงจุดนี้เราต้องปรับแผนพอสมควรคือ เปลี่ยนเป็นเข้าพื้นที่แทนการประจำตามป้อม จะไม่อยู่ตามป้อม  อาจจะต้องจรยุทธ์ ไม่ให้สามารถจับเป้าหมายได้ถูก ทำเลต้องปรับ และต้องเจาะลึก คือไม่ใช่นอนในป่า แต่ต่อไปต้องนอนใต้ถุนบ้าน ในหมู่บ้าน นี่คือสิ่งที่ต้องปรับแน่นอน ขณะนี้ 118 หมู่บ้าน ซึ่งเป็นหมู่บ้านสันติสุขที่หน่วยกำลังจรยุทธ์เข้าดูแลพื้นที่หมดแล้ว เกือบร้อยเปอร์เซ็นต์แล้ว ซึ่งสามารถเช็คได้หมดว่าใครเข้าใครออกอย่างไร โดยจะเร่งขยายให้ครอบคลุมพื้นที่ต่อไป จึงฝากไปยังพี่น้องประชาชนในพื้นที่ ที่รู้เบาะแส ขอให้แจ้งกับทางเจ้าหน้าที่ เพราะเป็นญาติพี่น้องทั้งนั้น  ยืนยันความต้องการพี่น้องประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ อันดับแรกคือ อยากให้รัฐบาลปราบยาเสพติด ซึ่งเราทำอยู่แล้ว และสอง คือ ยุติความรุนแรง ซึ่งเรื่องความรุนแรงรัฐไม่เคยก่อเลย ดังนั้นพี่น้องประชาชนต้องช่วยคนละไม้คนละมือ และออกมาต่อต้านผู้ที่ทำร้ายผู้บริสุทธิ์ ถึงเวลาที่ทุกคนต้องออกมาปฏิเสธคนที่สั่งการอยู่ทั้งในและนอกประเทศ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้นำท้องที่ ต้องช่วยสกรีนคนที่เข้าออกหมู่บ้าน ต้องช่วยกัน 290 ตำบล ต้องออกมาร่วมยุติความรุนแรง ต้องกล้า รวมไปถึงพี่น้องประชาชนด้วย

          ส่วนกฎหมายพิเศษจะต้องดำเนินการใช้ในพื้นที่ต่อหรือไม่ นั้น แม่ทัพภาคที่ 4 กล่าวเพิ่มเติมว่า การพูดคุยเพื่อสร้างสันติสุขยังดำเนินการต่อไป แต่ทีมกำลังทหารที่เป็นการสั่งการอยู่ในพื้นที่ ซึ่งมีไม่มาก ต้องบังคับใช้กฎหมาย โดยต้องใช้กฎหมายพิเศษ  ซึ่งไม่ได้ใช้โดยฝ่ายมั่นคงเพียงฝ่ายเดียว แต่มีกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เจ้าของบ้านเป็นหลัก เข้าไปร่วมดำเนินการด้วยทุกครั้งที่มีการใช้กฎหมายพิเศษเข้าปิดล้อม ตรวจค้น  เราบังคับกฎหมายอย่างเต็มที่ เหตุการณ์ในครั้งนี้ถือเป็นบทเรียนครั้งสำคัญที่บ่งชี้ว่ากลุ่มคนร้ายยังไม่ละความพยายามในการก่อเหตุโดยไม่เลือกเป้าหมาย และยังคงย้อนแย้งกับการเคลื่อนไหวของกลุ่มองค์กรต่างๆในพื้นที่ที่พยายามเรียกร้องให้รัฐยกเลิกการใช้กฎหมายพิเศษโดยไม่เคยคำนึงถึงผลกระทบทั้งชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนส่วนใหญ่ในพื้นที่ จึงขอให้สังคมช่วยกันเรียกร้องและตรวจสอบพฤติกรรมขององค์กรเหล่านี้อย่างใกล้ชิดเพราะการแสดงตลอดเวลาที่ผ่านมาก็ไม่ต่างจากอาชญากรที่กำลังละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างรุนแรงต่อพี่น้องประชาชนอย่างต่อเนื่องกว่า 15 ปี ที่ผ่านมา

        ทั้งนี้ จากการตรวจสอบในเบื้องต้น เจ้าหน้าที่พบรอยเลือด หมวก เป้ ปลอกกระสุน และดีเอ็นเอ คาดว่า จะรู้กลุ่มที่ก่อเหตุได้ในไม่ช้า  ตอนนี้ต้องขอเวลาตรวจสอบปลอกกระสุนและหลักฐานต่างๆ 2 วัน ผู้ก่อเหตุเองก็โดนยิงได้รับบาดเจ็บ เพราะว่าเราพบรอยเลือดกองใหญ่อยู่ที่เกิดเหตุด้วย ส่วนอาวุธปืนของเจ้าหน้าที่ก็ถูกกลุ่มผู้ก่อเหตุนำออกไปด้วยบางส่วน คาดว่า กลุ่มผู้ก่อเหตุน่าจะเป็นกลุ่มเดิมๆ ซึ่งขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการตรวจสอบ แม่ทัพภาคที่  4 กล่าวทิ้งท้าย

ขอบคุณข้อมูล : สำนักงานปฎิบัติการข่าวสาร กอ.รมน.ภาค4 (io-pr)

สำนักข่าวความมั่นค

นายกฯ – ประณาม เหตุรุนแรงใต้ แสดงความเสียใจ สั่งเร่งติดตามผู้ก่อเหตุมาลงโทษโดยเร็ว

          วันนี้ 6 พ.ย.62 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมได้กล่าวแสดงความเสียใจกับครอบครัวผู้สูญเสียและได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ดังกล่าว และได้กำชับ กอ.รมน.ภาค 4 เร่งให้การช่วยเหลือและเยียวยาผู้ที่ได้รับบาดเจ็บและสูญเสียอย่างเต็มกำลัง พร้อมสั่งการให้ระดมกำลังติดตามกลุ่มผู้ก่อเหตุและเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง มาลงโทษตามกฎหมายให้ถึงที่สุดโดยเร็ว เนื่องจากเป็นการกระทำที่สะเทือนขวัญ มีประชาชนเสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก

          พร้อมกันนี้นายกรัฐมนตรียังได้แสดงความห่วงใยถึงความปลอดภัยของประชาชนใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ที่หน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ จำเป็นต้องเข้าไปดูแลใกล้ชิดมากขึ้นและตั้งอยู่บนความไม่ประมาท เพื่อสร้างความสันติสุขในพื้นที่ ในขณะที่รัฐบาล โดย ศอ.บต.กำลังเร่งเดินหน้าพัฒนาและขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากให้เชื่อมกับภูมิภาค เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่ให้มีความเท่าเทียมกัน

          ด้านพล.ท.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกระทรวงกลาโหมกล่าวประณาม การกระทำที่รุนแรง ป่าเถื่อนและไร้ซึ่งมนุษยธรรมของกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบในพื้นที่ 3 จชต. ที่ใช้ระเบิดขว้างและอาวุธปืน ยิงถล่มใส่ชาวบ้านในพื้นที่ บ้านทางลุม ต.ลำพะยา อ.เมือง จ.ยะลา เป็นเหตุให้มีประชาชนผู้บริสุทธิ์และเจ้าหน้าที่เสียชีวิต รวม 15 คน และได้รับบาดเจ็บ 4 คน โดยเหตุเกิด เมื่อ 5 พ.ย.62 เวลา 2320 ที่ผ่านมา

ขอบคุณข้อมูล : NEWS

รองผู้ว่าฯ.ยะลา รุดมอบเงินเยียวยา ครอบครัวผู้เสียชีวิตชาวไทยมุสลิม 2 ราย จากเหตุคนร้ายยิงถล่ม ชรบ.ลำพะยา

          (6 พ.ย. 62 ) นายเจษฎา จิตรัตน์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดยะลา ได้เดินทางไปยัง บ้านเลขที่ 17/9 กมู่ที่ 5 ตำบลลำพะยา อำเภอเมืองยะลา ซึ่งเป็นบ้านของของนายซัมซามี สามะ ซึ่งเสียชีวิตจากเหตุ คนร้ายใช้อาวุธปืนยืงใส่ชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน หมู่ที่ 5 ต.ลำพะยา อ.เมือง จ.ยะลา เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต จำนวน 15 ราย และได้รับบาดเจ็บจำนวน 5 ราย เพื่อเยี่ยมให้กำลังใจและมอบเงินเยี่ยวยาให้แด่ครอบครัวผู้เสียชีวิต

          โดย รองผู้ว่าราชการจังหวัดยะลา ได้มอบจำนวนเงิน 500,000 บาท ให้แก่ทายาทของนายซัมซามี สามะ ได้แก่ นายนูดิง สามะ (บิดา)จำนวนเงิน 166,666 บาท น.ส.สรินยา ใจยา (ภรรยา) จำนวนเงิน 166,666 บาท ด.ญ.นูรฟาฮานา สามะ (บุตร) จำนวนเงิน 166,668 บาท โดยศพของนายซัมซามี สามะ ญาติได้ทำการฝังศพตามหลักศาสนาใน ส่วนศพของนางรอปิอะ กาปานาตู ญาติได้นำไปประกอบพิธีฝังศพที่กูโบร์ในพื้นที่ ต.กาลอ อ.รามัน จ.ยะลา ที่กุโบร์ในหมู่บ้าน โดยนายนิมะ มะกาเจ รองผู้ว่าราชการจังหวัดยะลา ได้มอบเงินช่วยเหลือเยียวยาครอบครัวจำนวน 500,000 บาทเช่นเดียวกัน

ขอบคุณข้อมูล : spmcnews