แม่ทัพภาค 4 – เป็นผู้แทนนายกรัฐมนตรี ร่วมพิธีสวดพระอภิธรรมผู้เสียชีวิต จังหวัดยะลา ย้ำ!! ยังไม่มีประกาศเคอร์ฟิวในพื้นที่

     แม่ทัพภาค 4 เป็นผู้แทนนายกรัฐมนตรี ร่วมพิธีสวดพระอภิธรรมผู้เสียชีวิต จังหวัดยะลา ย้ำ ยังไม่มีประกาศเคอร์ฟิวในพื้นที่

         วานนี้ (8 พ.ย. 62) ที่วัดสิริปุณณาราม หรือวัดลำพะยา พลโท พรศักดิ์ พูลสวัสดิ์  แม่ทัพภาคที่ 4 ได้เป็นผู้แทนร่วมพิธีสวดพระอภิธรรมผู้เสียชีวิต จากเหตุการณ์ความไม่สงบ ในพื้นที่ตำบลลำพะยา อำเภอเมือง จังหวัดยะลา เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายนที่ผ่านมา พร้อมทั้งคณะรัฐมนตรี โดยนายกรัฐมนตรีแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวของผู้สูญเสีย และสั่งการให้ดูแลทุกคนอย่างดีที่สุด พร้อมย้ำว่าไม่มีใครอยากให้เกิดเหตุเช่นนี้ขึ้น

          ทั้งนี้ แม่ทัพภาคที่ 4 ได้ให้สัมภาษณ์ว่า ขณะนี้ ยังไม่มีความจำเป็นที่จะประกาศเคอร์ฟิวในพื้นที่ ตามที่มีข่าวลือกันแต่อย่างใด ส่วนความคืบหน้าคดีนั้นเจ้าหน้าที่พบหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ที่สามารถระบุตัวคนร้ายที่ก่อเหตุได้แล้วจำนวนหนึ่ง และพบฐานปฏิบัติการร้าง 1 แห่ง โดยจะใช้แผนกดดันทุกพื้นที่ ทั้งผู้ก่อเหตุและผู้ที่ให้ความช่วยเหลือ เบื้องต้นได้ควบคุมตัวบุคคลต้องสงสัยแล้ว 1 คน พร้อมทั้งได้กำชับให้ฝ่ายความมั่นคงบังคับใช้กฎหมายด้วยความระมัดระวัง เพื่อไม่ให้กระทบสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐาน และการดำเนินชีวิตของประชาชน

          อย่างไรก็ตาม ขอความร่วมมือพี่น้องประชาชน ร่วมกันเป็นหูเป็นตา ตรวจสอบ และแจ้งเบาะแสแก่เจ้าหน้าที่ เพื่อจับกุมตัวผู้ก่อเหตุมาลงโทษให้ได้โดยเร็วที่สุด

#แม่ทัพภาค 4 #ผู้แทนนายกรัฐมนตรี #พิธีสวดพระอภิธรรมผู้เสียชีวิต #จังหวัดยะลา #สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์ #NNT #ILOVETHAILAND

ขอบคุณข้อมูล : สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์ (thainews.prd.go.th)

เลขาธิการ ศอ.บต. – รุดเยี่ยมผู้ได้รับบาดเจ็บ และให้กำลังใจครอบครัวผู้เสียชีวิต ภายหลังเหตุการณ์ถล่มป้อม ชรบ. ตำบลลำพะยา จังหวัดยะลา

          วันนี้ (8 พฤศจิกายน 2562) ที่โรงพยาบาลศูนย์ยะลา จังหวัดยะลา พลเรือตรี สมเกียรติ ผลประยูร เลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) พร้อมด้วยนางสาวอุบล ศรีสุวรรณ ผู้อำนวยการกลุ่มงานเยียวยา กองส่งเสริมและสนับสนุนงานพัฒนาเพื่อความมั่นคง ศอ.บต. ตลอดจนเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เข้าเยี่ยมผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์คนร้ายถล่มป้อมจุดตรวจ ชรบ. ตำบลลำพะยา อำเภอเมือง จังหวัดยะลา เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ซึ่งเป็นเหตุทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ จำนวน 5 ราย ได้แก่ 

  1. นายเนาวรัตน์ รัตนเสถียร อายุ 59 ปี ซึ่งถูกยิงบริเวณสะโพกด้านขวา ทำให้กระดูกที่น่องด้านขวาหัก ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจในการรักษา พักรักษาตัวอยู่ห้อง CCU ซึ่งทางโรงพยาบาลศูนย์ยะลา จะส่งตัวไปรักษาต่อที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เพื่อทำการผ่าตัดเอากระสุนปืนออก
  2. นางสายัน ปานทอง อายุ 60 ปี ซึ่งถูกยิงบริเวณช่องท้อง แขนด้านขวาหัก แผลเปิดบริเวณน่องขาขวา ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจในการรักษา ขณะนี้ นอนพักรักษาตัวอยู่ห้อง ICU-T
  3. นายมะรอรี มะแซ อายุ 39 ปี ได้รับบาดเจ็บบริเวณก้นกบ ต้นแขนซ้าย นิ้วมือซ้าย 
  4. นายอาหาหมัด รัตนตัญู อายุ 54 ปี ถูกสะเก็ดระเบิดที่ฝ่ามือด้านซ้ายเล็กน้อย 
  5. นายณรงค์ฤทธิ์ สิทธิพันธ์ อายุ 50 ปี ถูกสะเก็ดระเบิดบริเวณหัวเข่าทั้ง 2 ข้าง โดยผู้บาดเจ็บทั้ง 5 ราย ขณะนี้ อยู่ในความดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด

          นายณรงค์ฤทธิ์ สิทธิพันธ์ หนึ่งในผู้ที่ได้รับบาดเจ็บ กล่าวว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ เป็นเหตุการณ์ที่สะเทือนใจต่อพี่น้องประชาชนตำบลลำพะยา เป็นอย่างยิ่ง ที่ต้องสูญเสียคนในชุมชนไปจำนวนมาก เวลานึกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นผมรู้สึกน้อยใจ ที่ผมไม่สามารถช่วยเหลือทุกคนให้มีชีวิตรอดกลับมาได้ ผมอยากขอบคุณทุกหน่วยงานที่ขณะนี้ได้เข้ามาดูแล ทำให้รู้สึกว่าภาครัฐไม่เคยทอดทิ้งให้เราอยู่อย่างโดดเดี่ยว

          จากนั้น เลขาธิการ ศอ.บต. และคณะ ได้เดินทางไปเยี่ยมและให้กำลังใจครอบครัวผู้เสียชีวิต จำนวน 2 ครอบครัว ได้แก่ ครอบครับ นายธวัชชัย สุพงษ์ (ผู้เสียชีวิต) อาศัยอยู่บ้านเลขที่ 58/2 หมู่ที่ 6 ตำบลลำพะยา อำเภอเมือง จังหวัดยะลา มีบุตรจำนวน 4 คน และครอบครับของนายสุนทร ยอดแก้ว และนางรัชนก ยอดแก้ว 2 สามีภรรยาที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์ดังกล่าว อาศัยอยู่บ้านเลขที่ 56/1 หมู่ที่ 4 ตำบลลำพะยา อำเภอเมือง จังหวัดยะลา มีบุตรจำนวน 3 คน ทั้งนี้ เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจในการดำเนินชีวิตต่อไป

         ด้านพลเรือตรี สมเกียรติ ผลประยูร เลขาธิการ ศอ.บต. เปิดเผยว่า ในการลงพื้นที่ครั้งนี้ ผมมีความตั้งใจที่อยากจะมาเยี่ยมและให้กำลังใจแก่ครอบครัวผู้ที่สูญเสียสมาชิกในครอบ ครัวอันเป็นที่รัก ผมจะต้องขอบคุณทุกท่านที่ยอมสละชีวิตในการปกป้องชุมชน  สังคม และบ้านเมืองของเรา ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ถือเป็นการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ และตลอดระยะเวลา 16 ปี ภาครัฐใช้ความพยายามอย่างสุดความสามารถในการที่จะให้ทุกเชื้อชาติ ศาสนา ทุกเผ่าพันธุ์อยู่ร่วมกันในดินแดนแห่งนี้อย่างเป็นสุข แต่ความรุนแรงที่เกิดขึ้นจากผู้ที่เห็นต่างที่ใช้วิธีที่ผิด จนทำให้เราต้องสูญเสียพี่น้องร่วมชาติมากมาย ตลอดทำให้พี่น้องประชาชนและอาสาสมัครในการดูแลปกป้องพื้นที่ ที่ต้องการแบ่งเบาภาระเจ้าหน้าที่หลักต้องมาสูญเสียอีกครั้ง ถือเป็นโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ที่ทุกคนไม่อยากให้เกิดขึ้น และหลังจากนี้ผมเชื่อว่าการเสียชีวิตของ 15 ชีวิตจะไม่สูญเปล่า วีรกรรมของทุกท่านจะเป็นที่จดจำของทุกคนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ให้ร่วมมือและหันหน้าเข้าหากันทำให้แผ่นดินเกิดสันติขึ้นในอนาคตข้างหน้า

          นอกจากนี้ ในส่วนของผู้ที่สูญเสียภาครัฐจะไม่ทอดทิ้ง จะดูแลบุคคลและครอบครัวที่เหลืออยู่อย่างสุดความสามารถ ไม่เพียงแต่เป็นการเยียวยาในเบื้องต้น แต่เราจะมีการส่งเสริมและสนับสนุนด้านอาชีพ ให้เขาสามารถสร้างอาชีพ สร้างรายได้ เลี้ยงดูสมาชิกในครอบครัว และมีที่ยืนอยู่ได้ในสังคมอย่างภาคภูมิใจ

#เลขาธิการ ศอ.บต. #เยี่ยมผู้ได้บาดเจ็บ และให้กำลังใจครอบครัวผู้เสียชีวิต #เหตุถล่มป้อม ชรบ. ตำบลลำพะยา #จังหวัดยะลา #สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์ #NNT #ILOVETHAILAND

ขอบคุณข้อมูล : สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์ (thainews.prd.go.th)

จุฬาราชมนตรี – ลงพื้นที่จังหวัดยะลา เยี่ยมให้กำลังใจ ญาติผู้เสียชีวิต เหตุยิงป้อม ชรบ. ลำพะยา

จุฬาราชมนตรี ลงพื้นที่จังหวัดยะลา เยี่ยมให้กำลังใจญาติผู้เสียชีวิต เหตุยิงป้อม ชรบ. ลำพะยา

         วันนี้ (9 พ.ย. 62) อาศิส พิทักษ์คุมพล จุฬาราชมนตรี พร้อมด้วยนายศักดิ์กรียา บินแสละ ประธานกรรมการอิสลาม จังหวัดสงขลา ดร.วิสุทธิ์ บินล่าเต๊ะ ผู้อำนวยการศูนย์ประสานสำนักจุฬาราชมนตรีประจำภาคใต้ และนายซากีย์ พิทักษ์คุมพล รองเลขานุการจุฬาราชมนตรี ได้เดินทางไปยังวัดสิริปุณณาราม หรือวัดลำพะยา เพื่อเยี่ยมและให้กำลังใจกับครอบครัวผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ยิงป้อม ชรบ. ลำพะยา จังหวัดยะลา เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายนที่ผ่านมา

          ในโอกาสนี้ จุฬาราชมนตรีได้มอบเงินช่วยเหลือแก่ครอบครัวผู้เสียชีวิตอีกด้วย จากนั้น ได้เดินทางต่อไปยังบ้านเลขที่ 17/9 หมู่ที่ 5 ตำบลลำพะยา อำเภอเมืองยะลา จังหวัดยะลา เพื่อไปเยี่ยมครอบครัวของนายซัมซามี สามะ ซึ่งเสียชีวิตจากเหตุการณ์ดังกล่าว พร้อมพูดคุยและมอบเงินช่วยเหลือจำนวนหนึ่ง ต่อมาได้เดินทางไปยังโรงพยาบาลยะลา เพื่อเยี่ยมผู้บาดเจ็บที่ยังพักรักษาตัวอีกจำนวน 4 ราย ส่วนผู้บาดเจ็บอีก 1 รายนั้น แพทย์ได้ส่งตัวรักษาต่อที่โรงพยาบาลสงขลานครินทร์ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา

          อาศิส พิทักษ์คุมพล จุฬาราชมนตรี กล่าวถึงการเดินทางในครั้งนี้ว่า ต้องการเดินทางมาให้กำลังใจกับครอบครัวผู้สูญเสียจากเหตุการณ์ ทั้งประชาชนชาวไทยพุทธและประชาชนชาวไทยมุสลิม ในชีวิตของคนเรา จากเหตุการณ์ความสูญเสียที่เกิดขึ้นนั้น นำมาซึ่งความเศร้าโศรกเสียใจ ยากเกินบรรยาย เชื่อว่าหลังจากเหตุการณ์นี้ โดยปกติแล้วจะมีความดีงาม ความสุข ก็จะเข้ามา ขอให้ทุกคนได้อดทน เข้มแข็งไว้ ทุกครอบครัวต้องยอมรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้ได้ อยู่ให้ได้ และความดีก็จะตามมา ทุกคนเป็นห่วงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

          นอกจากนี้ จุฬาราชมนตรียังได้อยากฝากถึงพี่น้องประชาชนด้วยว่า เราต้องอยู่ด้วยความเข้าใจ อยู่กันด้วยความรักความสามัคคี ในฐานะของเพื่อนร่วมชาติ และให้แสดงน้ำใจต่อกัน และเหตุการณ์ต่าง ๆ ก็จะดีขึ้น

         ด้าน นางสาวธิดารัตน์ ยอดแก้ว อาย 24 ปี เปิดเผยว่า ดีใจ และขอบคุณที่จุฬาราช มนตรี เข้ามาเยี่ยมเยียน เห็นใจผู้ที่ถูกกระทำ ซึ่งตนเอง พ่อและแม่ ต้องสูญเสียจากเหตุ การณ์นี้ ขอบคุณอีกครั้งที่ท่านเข้ามาเยี่ยมเยียน ช่วยเหลือ ถึงไม่มากมาย อย่างน้อยก็ดีใจ ไม่ว่าศาสนาไหนก็มีความห่วงใยเอื้ออาทรต่อกัน การสูญเสียที่เกิดขึ้นยิ่งกว่าความสูญเสีย ซึ่งพ่อและแม่เป็นหัวแรงหลักที่บ้าน ไม่รู้จะบอกยังไง ทำอะไรไม่ถูก ก็ต้องอยู่ให้ได้ ชุมชนลำพะยาที่ผ่านมาการอยู่ร่วมกันทั้งพุทธ มุสลิม อยู่ร่วมกันได้ดีเสมอมา เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ ก็ไม่รู้จริง ๆ ว่าสาเหตุ คือ อะไร และตอนนี้ไม่สามารถแก้ไขอะไร ก็หวังภาครัฐช่วยเหลือ ช่วยดูแล

#จุฬาราชมนตรี #จังหวัดยะลา #เยี่ยมให้กำลังใจญาติผู้เสียชีวิต #เหตุยิงป้อม ชรบ. ลำพะยา #สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์ #NNT #ILOVETHAILAND

ขอบคุณข้อมูล : thainews.prd.go.th/แหล่งที่มา : สวท.ยะลา

ประกาศ‼️ แถลงการณ์สำนักจุฬาราชมนตรี ‼️

ประกาศ‼️ แถลงการณ์สำนักจุฬาราชมนตรี‼️ เรื่อง ขอประนาม กรณีคนร้ายบุกยิงจุดตรวจชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน ตำบลลำพะยา อำเภอมืองยะลา จังหวัยะลา

         จากกรณีเหตุการณ์การบุกยิงชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ) ในคืนวันที่ ๖ พฤศจิกายน ๒๕๖๐ในพื้นที่ ตำบลลำพะยา อำเภอเมืองยะลา จังหวัตยะลา เป็นเหตุให้ประชา ชนทั้งชายและหญิงเสียชีวิต ๑๕ คน และได้รับบาดเจ็บอีก ๕ คน พี่น้องประชาชน ทั้งประเทศต่างรู้สึกเศร้าสลดกับเหตุการณ์และความสูญเสียที่เกิดขึ้น สำนักจุฬาราชมนตรีขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อบรรดาญาติของผู้สูญเสียทุกคน และขอประณามการกระทำอันเหี้ยมโหดที่กระทำต่อประชาชนที่อาสามาดูแลความสงบสุขของชุมชน ยิ่งไปกว่านั้น ความรุนแรงได้ทำลายความสัมพันธ์การอยู่ร่วมกันของพี่น้องชาวไทยทั้งพุทธและมุสลิมในพื้นที่และนอกพื้นที่ อย่างมิอาจหลีกเลี่ยงได้ สำนักจุฬาราชมนตรีเห็นวงการใช้ความรุนแรงอย่างไร้ขอบเขต เป็นการกระทำที่ไร้มนุษยธรรมและละเมิดกับหลักธรรมคำสอนของทุกศาสนาอย่างร้ายแรงและสำหรับศาสนาอิสลามนั้น การมีผู้บริสุทธิ์ถือว่าเป็นบาปใหญ่ดังปรากฏในพระมหาคัมภีอัลกุรอ่าน ความว่า “แท้จริงผู้ใดฆ่าชีวิตผู้บริสุทธิ์ชีวิตหนึ่งก็ประหนึ่งว่าเขาได้ฆ่ามนุษย์ทั้งมวลและหากผู้ใดช่วยรักษาชีวิตมนุษย์คนหนึ่ง ก็ประหนึ่งว่าเขาได้รักษาชีวิตมนุษย์ทั้งมวล” (อัลกุรอ่าน ๕:๓๒) ที่ผ่านมา ความรุนแรงได้เกิดขึ้นกับผู้บริสุทธิ์มาอย่างต่อเนื่อง อันเนื่องมาจากผู้ก่อเหตุเจตนาให้ประชาชนเกิดความหวาดกลัว มุ่งหวังให้ผลของความรุนแรงกระทบต่อการดำเนินชีวิตอย่างปกติสุขของคนในพื้นที่ และที่สำคัญมุ่งหวังสร้างรอยปริแยกทางความรู้สึกและความสัมพันธ์ระหว่างพี่น้องพุทธและมุสลิมตลอดมา

         สำนักจุฬาราชมนตรี จึงขอเรียกร้องให้ประชาชนทุกหมู่เหล่า ใช้สติในการเผชิญกับปัญหาเช่นนี้ ไม่ตกเป็นเหยื่อของผู้ก่อเหตุที่มุ่งหวังให้เกิดความกลัวในชีวิตประจำวันและทำลายความสัมพันธ์ทางสังคมของผู้คน ทั้งในและนอกพื้นที่และขอความร่วมมือไปยังรัฐบาลและเอกชนทุกภาคส่วน เร่งสร้างความเข้าใจต่อประชาชนทุกศาสนา เพื่อให้ตระหนักถึงการรักษาสัมพันธภาพอันดีต่อกันและกันเอาไว้ เพื่อธำรงสันติสุขและความมั่นคงสืบไป

         ทั้งนี้ เพราะไม่มีศาสนาใด สอนให้ชีวิตผู้บริสุทธิ์ แต่เป็นการกระทำของคนบางกลุ่มที่มุ่งสร้างความแตกแยกเพื่อผลประโยชน์เฉพาะตนเท่านั้น จึงขอให้รัฐบาลเร่งดำเนินการจับกุมผู้กระทำความผิดมาลงโทษตามกระบวนการทางกฎหมายและเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบทั้งให้ความสำคัญกับกระบวนการสันติภาพเพื่อหาทางออกจากความรุนแรงที่ยืดเยื้อมายาวนานในจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสนับสนุนการมีส่วนร่วมของประชาชนและภาคประชาสังคมทุกหมู่เหล่าให้เข้ามามีส่วนในการแก้ใขปัญหาความรุนแรงในพื้นที่ต่อไป…

ขอบคุณข้อมูล : ศปชส.ฯ

สำนักข่าวความมั่นคง

เปิดปฏิบัติการ ตรวจค้น 19 จุด คุมตัว 6 ผู้ต้องสงสัย ยิงถล่มป้อม ชรบ.ลำพะยา

          เมื่อเวลา 06.00 น. วันนี้ (9 พย.62) พล.ต.ต.จิระวัฒน์ พยุงธรรม ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดปัตตานี พ.อ.คมกฤช รัตนฉายา ผู้บังคับกองกำลังทหารพรานจังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.อ.หาญพล เพชรม่วง ผบ.ฉก.ทพ.43 เปิดแผนปล่อยกองกำลังร่วม จำนวน 200 นาย เข้าทำการตรวจค้นเป้าหมายต้องสงสัย จำนวน 6 จุดในพื้นที่ อ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี รอยต่อเขต อ.เมืองยะลา และในพื้นที่ยะลา เจ้าหน้าที่ได้ทำการตรวจค้นอีก 13 จุด ซึ่งการตรวจค้นครั้งนี้เป็นการขยายผลสอบจากการซักถามผู้ต้องสงสัย จำนวน 2 รายที่ถูกควบคุมตัวมาก่อนหน้านี้ ประกอบกับพยานหลักฐานที่สำคัญ กรณีเหตุคนร้ายถล่มยิงป้อมจุดตรวจชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้านตำบลลำพะยา อำเภอเมือง จังหวัดยะลา ทำให้มีผู้เสียชีวิตจำนวน 15 ราย และได้รับบาดเจ็บอีก 5 ราย เหตุเกิดเมื่อวันที่ 5 พย.2562 ที่ผ่านมา

          ผลการเปิดแผนปฏิบัติการครั้งนี้ เจ้าหน้าที่สามารถควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยได้ 9 ราย ทำประวัติ พบไม่เกี่ยวข้อง 3 ราย จึงได้ปล่อยกลับ คงเหลือควบคุมผู้ต้องสงสัย จำนวน 6 ราย พร้อมของกลางเป็นผ้าพันแผล เป้สนาม จำนวนหนึ่ง จึงได้นำตัวทั้งหมดไปควบคุมตัวที่กองอำนวยการร่วมชั่วคราวภายใน วัดลำใหม่ อ.เมืองยะลา ซึ่งจากการตรวจสอบบุคคลต้องสงสัยทั้ง 6 คนนั้น ปรากฏว่าบางรายมีหมายจับและมีหมาย พ.ร.ก.

          พล.ต.ต.จิระวัฒน์ พยุงธรรม ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดปัตตานี เปิดเผยว่า การเปิดแผนปฏิบัติการร่วมนี้เป็นการบังคับใช้กฎหมายตามนโยบายของ พล.ท.พรศักดิ์ พูลสวัสดิ์ แม่ทัพภาคที่ 4 ที่สั่งการให้เร่งติดตามจับกุมผู้ที่ร่วมก่อเหตุมาดำเนินคดีตามกฎหมาย ซึ่งปฏิบัติการครั้งนี้เป็นการขยายผลจากผู้ต้องสงสัยที่ได้ให้การที่เป็นประโยชน์ทำให้การตรวจค้นเป้าหมายที่ความชัดเจน จนนำไปสู่การควบคุมตัว 6 ผู้ต้องสงสัยตามเป้า แต่ยังมีอีกบางส่วนที่เชื่อว่าน่าจะไหวตัวหลบหนีไปก่อนหน้านี้ เชื่อว่าคงหนีได้ไม่ไกลและไม่มีทางหลบหนีได้

          สำหรับผู้ต้องสงสัยที่ถูกควบคุมตัวนั้น จากการตรวจสอบจากแฟ้มประวัติคดีความมั่นคง บางรายมีหมายจับและมีหมาย พรก. ซึ่งกำลังตรวจสอบให้แน่ชัดอีกครั้ง โดยเน้นย้ำในการใช้หลักการตรวจสอบทางนิติวิทยาศาสตร์ เพื่อหาความเชื่อมโยงกับพยานหลักฐานทั้งอาวุธปืน ปลอกกระสุนปืน ผลเลือดของคนร้ายที่ถูกยิงได้รับบาดเจ็บ

          อย่างไรก็ตาม การเปิดแผนครั้งนี้ยังคงมีต่อเนื่อง ซึ่งแม่ทัพภาคที่ 4 ได้กำชับให้ติดตามไล่ล่าคนร้ายมาดำเนินคดีให้ได้ ล่าสุด มีรายงานว่า ได้เบาะแสคนร้ายที่ได้รับบาดเจ็บและกำลังหลบซ่อนตัวในพื้นที่ของเป้าหมายที่กำลังจะตรวจค้น โดยพบว่ามีแนวร่วมในพื้นที่เตรียมการที่จะเคลื่อนย้ายหลบหนีพร้อมกับคนอื่น ๆ ขณะนี้เจ้าหน้าที่ได้มีการกระจายกำลังปิดล้อมพื้นที่ทั้งหมดแล้ว เตรียมเข้าจู่โจมอีกครั้ง เชื่อว่าน่าจะสามารถจับกุมผู้ต้องสงสัยเพิ่มแน่นอน


#พบเบาะแสบุคคลต้องสงสัย แจ้งสายด่วน 1341 หรือหน่วยเฉพาะกิจในพื้นที่ใกล้บ้านท่าน ตลอด 24 ชั่วโมง
#ศูนย์ประชาสัมพันธ์
#กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค4ส่วนหน้า

ขอบคุณข้อมูล : ศปชส.ฯ

สำนักข่าวความมั่นคง

พรุ่งนี้แล้ว ลงทะเบียน “ร้อยเดียวเที่ยวทั่วไทย” รัฐบาลเชิญชวนประชาชน ท่องเที่ยวปลายปี

          น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเปิดเผยว่า รัฐบาลขอเชิญชวนประชาชน ร่วมโครงการส่งเสริมการท่องเที่ยว “ถึงเวลาทัวร์ให้ทั่วไทย” ใน 2 แคมเปญ คือ “ร้อยเดียวเที่ยวทั่วไทย” และ “เที่ยววันธรรมดาราคาช็อกโลก” ตามนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจช่วงปลายปี 2562 ซึ่งคณะรัฐมนตรี(ครม.) เห็นชอบให้ดำเนินโครงการเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2562 สำหรับ “ร้อยเดียวเที่ยวทั่วไทย” เป็นมาตรการจูงใจให้เดินทางออกไปท่องเที่ยว โดยเปิดให้ประชาชนรับสิทธิ์ใน 4 วัน คือ วันที่ 11 -12 พฤศจิกายน และวันที่  11 – 12 ธันวาคม ตั้งแต่เวลา 06.00 – 24.00 น.

          สามารถลงทะเบียนได้ทาง www.tourismthailand.org/ร้อยเดียวเที่ยวทั่วไทย หรือ www.ร้อยเดียวเที่ยวทั่วไทย.com รับสิทธิ์ชำระเงินเพียง 100 บาท เลือกของขวัญใน 5 หมวด  1. หมวดการเดินทาง อาทิ บัตรโดยสารเครื่องบินและรถบัสปรับอากาศ 2. หมวดที่พัก 3. หมวดอาหารและเครื่องดื่ม 4. หมวดแพคเก็จทัวร์ และ 5. หมวดแหล่งท่องเที่ยว กิจกรรมนันทนาการ และอื่นๆ ซึ่งมีของขวัญทั้งหมด 40,000 ชิ้น(รายการ) ให้สิทธิ์วันละ 10,000 สิทธิ์ สิทธิ์ละ 1 รายการ

          น.ส.ไตรศุลี กล่าวว่า ส่วน “เที่ยววันธรรมดาราคาช็อกโลก” เปิดให้ลงทะเบียนตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา ผ่าน www.tourismthailand.org/เที่ยววันธรรมดา หรือ www.เที่ยววันธรรมดาราคาช็อกโลก.com นำเสนอโปรโมชั่นลดราคาสูงสุดถึง 80% เพื่อกระตุ้นการเดินทางสำหรับนักท่องเที่ยวชาวไทย โดยมีสินค้า 9 กลุ่มให้เลือก ทั้งบัตรโดยสาร สายการบิน ที่พักระดับ 5 ดาว เช่น ศรีพันวา ภูเก็ตวิลล่า สินค้าด้านสุขภาพและความงาม สินค้าระดับพรีเมี่ยม กิจกรรมท่องเที่ยวชุมชน ฯลฯ

          ทั้งนี้ โครงการ “ถึงเวลาทัวร์ให้ทั่วไทย” เป็นมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวในปลายปี จะสิ้นสุดลงในวันที่ 31 ธันวาคม ซึ่งการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย คาดการณ์ว่า จะสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้ถึง 400 ล้านบาท ทำให้ประเทศไทยมีรายได้จากการท่องเที่ยวโดยรวมเพิ่มขึ้น 10% ถือเป็นมาตรการภายใต้โครงการกระตุ้นเศรษฐกิจที่มีประสิทธิภาพ ช่วยกระจายได้รายลงสูงชุมชน ส่งผลให้การจับจ่ายใช้สอยคล้องตัวมากขึ้น

กองปราบฯ​ รวบเอ็ม ไตปลา ขาใหญ่นครสวรรค์ ควง .38 ยิงสวนคู่อริสาหัส

         วันที่ 9 พ.ย.62 ภายใต้การอำนวยการของและสั่งการของ พล.ต.ท.สุทิน ทรัพย์พ่วง ผบช.ก.​ พร้อมด้วย​ พล.ต.ต.จิรภพ ภูริเดช ผบก.ป.,พ.ต.อ.สุรพงษ์ ชาติสุทธิ์ รองผบก.ป., พ.ต.อ.แมน เม่นแย้ม ผกก.4 บก.ป., พ.ต.ต.จักรี กันธิยะ สว.กก.4 บก.ป., ร.ต.อ.อัคนี ณ บางช้าง,ร.ต.อ.เกียรติบดินทร์ วงค์งาม,ร.ต.อ.ดิฐาศักดิ์ โชติเธียรศรณ์ รองสว.กก.4 บก.ป.

          ร่วมทำการจับกุม นายฉัตรชัย หรือเอ็ม จุลมุสิ ฉายา เอ็มไตปลา อายุ 24 ปี อายุ 24 ปี อยู่ที่ 343 หมู่ 18 ต.ปางมะค่า อ.ขาณุวรลักษบุรี จ.กำแพงเพชร ผู้ต้องหาตามหมายจับของศาลมณฑลทหารบกที่ 31 ที่ 84/2561 ลงวันที่ 5 ต.ค.61 ข้อหา “พยายามฆ่าผู้อื่นและทำร้ายร่างกายผู้อื่นเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ มีอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต และพาอาวุธปืนไปในทาง หมู่บ้าน ทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาต และยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุ ในเมือง หมู่บ้านหรือที่ชุมนุม”

          โดยคดีนี้ นายดำ (นามสมมุติ) ผู้เสียหาย ได้เข้าร้องเรียนต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจกองปราบปรามให้ช่วยติดตามจับกุม นายฉัตรชัยฯ ได้ก่อเหตุใช้อาวุธปืน .38 ยิงปืนเฉี่ยวศีรษะไปถูกหัวไหล่ โดยนายดำฯ​ ได้เล่าให้เจ้าหน้าที่ตำรวจฟังว่า ก่อนเกิดเหตุคดีนี้เมื่อประมาณกลางปี พ.ศ.2561 ขณะตนเองขับรถจักรยานยนต์ผ่านไปยัง ถนนสายวังป่าอ้าว-คลองลาน ต.ปางมะค่า อ.ขาณุวรลักษบุรี จ.กำแพงเพชร ได้ยินเสียงปืน 1 นัด

          ต่อมาทราบว่าตนถูกยิงเข้าบริเวณหัวไหล่ จึงรีบเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลปางศิลา ต่อมาได้มาทราบว่าคนที่ยิงปืนใส่ตนดังกล่าวคือ นายเอ็มฯ ซึ่งเป็นคู่อริเก่าของพวกของตน ซึ่งก่อนหน้านี้กลุ่มตนเองได้มีเรื่องบาดหมางใจกันกับกลุ่มของ นายเอ็มถึงกับขั้นใช้อาวุธปืนยิงกันมาก่อนหน้านี้แล้ว หลังจากนั้นตนจึงเข้าแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน สภ.ปางมะค่า จ.กำแพงเพชร กระทั่งพนักงานสอบสวนได้อนุมัติหมายจับดังกล่าวเพื่อนำตัว นายเอ็ม มาดำเนินคดีตามกฎหมาย

          หลังจากเจ้าหน้าที่ตำรวจกองปราบปรามได้รับเรื่องดังกล่าว ได้ทำการสืบสวนจนทราบว่านายเอ็ม ได้หลบหนีคดีมาพักอาศัยอยู่บริเวณอิมเพคเมืองทองธานี ต.บางพูด อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี ประกอบอาชีพรับจ้างเป็นผู้ช่วยทำอาหารฮ่องกง จึงวางกำลังเข้าจับกุมและนำตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.ปางมะค่า เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

         ภายหลังจับกุม นายเอ็มฯ ได้รับสารภาพว่าได้ลงมือก่อเหตุให้อาวุธปืน .38 ที่ซื้อมาจากเพื่อนขณะที่ตนยังเป็นทหารเกณฑ์ประจำอยู่ที่กองกำลังนเรศวร แม่สอด จ.ตาก ในราคา 2,000 บาท ยิงเข้าใส่กลุ่มวัยรุ่นที่ขับขี่รถจักรยานยนต์มาจอดหน้าบ้านและเร่งเครื่องท่อเสียงดัง จริง ซึ่งก่อนที่ตนจะใช้อาวุธปืนยิงเข้าใส่กลุ่มวัยรุ่นดังกล่าวนั้น นางบี (นามสมมุติ) ภรรยาของตนได้อุ้มลูกวิ่งมาบอกตนที่ว่ามีกลุ่มวัยรุ่นที่จอดรถจักรยานยนต์บริเวณหน้าบ้าน และใช้อาวุธปืนยิงเข้ามาในบ้านของตนก่อน จนเกือบถูกนางบีและลูก ตนจึงโมโหคว้าอาวุธปืน .38 กระบอกดังกล่าว ยิงสวนเข้าไปยังกลุ่มวัยรุ่นดังกล่าว ก่อนที่วัยรุ่นกลุ่มดังกล่าวจะแตกกระเจิงหนีไป เชื่อว่ากลุ่มวัยรุ่นดังกล่าวน่าจะเป็นกลุ่มของคู่อริของตน ซึ่งเคยมีเรื่องกันมาก่อนหน้านี้ เนื่องจากเคยส่งข้อความมาข่มขู่ทางเฟสตนอยู่ตลอดเวลา ซึ่งเหตุที่เกิดขึ้นดังกล่าวนายเอ็มรับสารภาพอ้างว่าที่ยิงปืนดังกล่าวไปนั้น ก็เพื่อป้องกันลูกกับเมียเท่านั้น

Cr.เจริญ​ผล​ เอี่ยม​พึ่ง
สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ รายงาน​

ปราจีนบุรี – รถพ่วง 18 ล้อ พุ่งชนท้ายรถพ่วงข้าง ที่กลับรถตัดหน้าเสียชีวิตคาที่

https://youtu.be/iUnL4oCOUY8

          วันที่ 9 พฤศจิกายน 2562 เวลา 19.00 น. พ.ต.ท.เจริญ บุญสิทธิ์ ร้อยเวรสอบสวน สภ.เมืองปราจีนบุรี ได้รับแจ้งจากหน่วยกู้ภัยมูลนิธิสว่างบำเพ็ญธรรมสถานปราจีนบุรี ว่ามีอุบัติเหตุรถพ่วง 18 ล้อ ชนกับรถจักรยานยนต์พ่วงข้าง ในที่เกิดเหตุมีผู้เสียชีวิต 1 ราย บริเวณหน้าโกดังแลคตาซอย หลังรับแจ้งจึงได้ประสานแพทย์เวรจากโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศรเพื่อร่วมชันสูตร

          ในจุดเกิดเหตุบริเวณหน้าโกดังแลคตาซอย ถนนสุวินทวงศ์ ฝั่งขาเข้าเมือง พบรถจักรยานยนต์พ่วงข้าง ยี่ห้อยามาฮ่า เฟรช สีฟ้า ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน พังเสียหายยับเยิน ใกล้กันพบร่างผู้เสียชีวิตหญิง ทราบชื่อนางสาวไพบูรณ์ แว่นจันทร์ลา อายุ 44 ปี บ้านเลขที่ 33/1 ต.หน้าเมือง อ.เมืองปราจีนบุรี ห่างออกไปเล็กน้อยพบรถคู่กรณี เป็นรถบรรทุกพ่วง 18 ล้อ ฮีโน่ สีฟ้า หมายเลขทะเบียนตัวแม่ 81-6071 ปราจีนบุรี หมายเลขทะเบียนตัวพ่วง 81-7804 ปราจีนบุรี พบบริเวณด้านหน้าฝั่งซ้ายมีร่องรอยจากการชนรถพ่วงข้าง

          สอบถามนายทวน พิวขุนทด อายุ 63 ปี สามีของผู้เสียชีวิตทราบว่า ตนเองพร้อมด้วยผู้ตาย หลังจากที่กลับจากไปซื้ออาหารที่ตลาด เมื่อมาถึงที่เกิดเหตุตนได้บอกให้ผู้ตายซึ่งเป็นคนขี่รถพ่วงข้างไปกลับรถเข้าที่พักด้านหน้า ส่วนตัวเองลงเดินข้ามมาแล้ว หันไปอีกทีก็ถูกรถพ่วง 18 ล้อชนอย่างจัง จึงได้รีบแจ้งให้กู้ภัยฯช่วยเหลือ โดยเจ้าหน้าที่กู้ภัยฯพยายามช่วยปั้มหัวใจแล้ว แต่ก็ไม่เป็นผล เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ

         สำหรับผู้ขับขี่รถบรรทุกพ่วง 18 ล้อ คือนายชาตรี บุญคุ้มครอง อายุ 40 ปี ให้การว่าตนเองขับรถบรรทุกพ่วง 18 ล้อ ที่ขนถ่านหินมาจากจังหวัดอยุธยา เพื่อนำมาส่งที่นิคมอุตสาหกรรม 304 เมื่อขับมาถึงที่เกิดเหตุ ไม่ทันสังเกตเห็นรถจักรยานยนต์พ่วงข้างที่กลับรถในระยะกระชั้นชิด และในจุดที่เกิดเหตุไม่มีไฟทาง เนื่องจากอยู่ในระหว่างการก่อสร้างขยายถนน จึงทำให้มองไม่เห็นและชนเข้าอย่างจัง โดยหลังจากที่เจ้าหน้าที่ตำรวจพร้อมด้วยแพทย์ได้ทำการตรวจสอบ และชันสูตรในจุดเกิดเหตุแล้ว ได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่กู้ภัยฯนำร่างผู้เสียชีวิตส่งโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร เพื่อชันสูตรโดยละเอียด และให้ผู้ขับขี่รถพ่วง 18 ล้อ เดินทางไปให้ปากคำเพิ่มเติมที่สถานีตำรวจภูธรเมืองปราจีนบุรี พร้อมกับอายัตรถบรรทุกพ่วง 18 ล้อ คันที่เกิดเหตุไว้ก่อน

ภาพ/ข่าว ณัฐวัฒน์ กุลเศรษฐ์สุวภา ผู้สื่อข่าว จ.ปราจีนบุรี
นาย  พรเทพ เขม้นเขตวิทย์ รายงานจากศูนย์ข่าวภาคตะวันออก

ปทุมธานี – วัดดอนใหญ่ ชวนชมอุโบสถเงิน แห่งเดียวของจังหวัดพร้อมชวนลอยกระทงสืบสานประเพณี

         เมื่อเวลา 19.00 น. วันที่ 9 พฤศจิกายน 2562 ที่วัดดอนใหญ่ คลองแปด ตำบลลำลูก กา อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี พระครูปทุมศีลาภรณ์ (สมทรง กนฺตสีโล ,ดร.) เจ้าอาวาสวัดดอนใหญ่ ได้เชิญชวนพุทธสานิกาชนร่วมชม อุโบสถเงินที่เดียวในจังหวัดปทุมธานี ที่ประดับด้วยแสงสีสันสวยงาม ประดุจดั่งวิมานแก้วบนสรวงสวรรค์ พร้อมลอยกระทงสืบสานประเพณี

         ด้าน พระครูปทุมศีลาภรณ์ (สมทรง กนฺตสีโล, ดร.) เจ้าอาวาสวัดดอนใหญ่ กล่าวว่า อุโบสถที่ได้สร้างขึ้น เป็นแบบจตุรมุข มี 4 ทิศ ตามคำสอนของพระผู้มีพระภาคเจ้า ประกอบด้วยพุทธบริษัทของพระองค์ ซึ่งอุโบสถหลังนี้มีสีขาวและสีเงินเป็นสีที่มีควาบริสุทธิ์ ส่วนกลีบบัวบริเวณรอบอุโบสถ์มีสีทอง เนื่องจากอุโบสถหลังนี้ประดิษฐานที่จังหวัดปทุมธานีจึงให้ชื่อว่า “อุโบสถเงินในปทุมทอง” หมายถึงอุโบสถหลังนี้จะควบคู่ไปกับจังหวัดปทุมธานี

          ในอุโบสถจะมีพระประธานที่ประดิษฐานอยู่เป็นพระประธานแบบคันธราช ได้รับความเมตตาจากสมเด็จพระพุทธชินวงศ์ กรรมการมหาเถระสมาคม เจ้าคณะใหญ่หนกลาง เจ้าอาวาสเจ้าอาวาสวัดพิชยญาติการามวรวิหาร ได้ประทานชื่อให้คือ “สมเด็จพระสุวรรณปทุมพุทธพจนวราภรณ์” หรือพุทธบริษัทเขตฐานลานนี้จะเรียกว่า “หลวงพ่อใจดีมั่งมีศรีสุข” นั้นก็คือใครที่มีที่อุโบสถหลังนี้แล้วก็จะขอพรขอบารมี ประสบความสำเร็จ ในสิ่งที่ตนปรารถนา

         และในวันที่ 11 พฤศจิกายน 2562 เป็นวันลอยกระทง ทางวัดดอนใหญ่ได้จัดให้มีการสืบสานประเพณีลอยกระทง เพื่อรักษาจารีตประเพณีวัฒนธรรมของไทยเรา นอกจากนี้ยังเปิดโอกาสให้ท่านทั้งหลาย ได้เข้ามาชมอุโบสถยามค่ำคืน ที่จัดให้มีแสงสีสวยงามบนเรือนอุโบสถ ประดุจดั่งวิมานแก้วบนสรวงสวรรค์ ที่แสดงให้เห็นถึงความสำคัญในบวรพระพุทธศาสนา เป็นการรำลึกนึกถึงพระผู้มีพระภาคเจ้าอีกส่วนหนึ่งด้วย จึงขอเชิญชวนท่านทั้งหลายได้เดินทางมาที่วัดดอนใหญ่ คลองแปด อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี เพื่อที่จะได้มาร่วมกันสืบสาน และรำลึกนึกถึงพระผู้มีพระภาคเจ้า ก็ขอเชื้อเชิญเจริญศรัทธาท่านทั้งหลายที่จะได้มาทั้ง 4 ทิศขอเจริญพร.

CR. พี่อนันต์ ปทุมธานี

ลพบุรี – ทานตะวันบาน ต้านลมหนาว ที่ลพบุรี นักท่องเที่ยวแห่เชลฟี่

https://youtu.be/bZUOPUyrzDw

ทุ่งทานตะวันแปลงแรกของลพบุรีออกดอกบาน รับนักท่องเที่ยวแล้ว โดยมีนักท่องเที่ยวเริ่มทยอยมาเก็บภาพชมความงามอย่างคึกคักสัมผัสความสวยงามถือเป็นการเปิดฤดูกาลท่องเที่ยว

          สำหรับบรรยากาศรับฤดูการท่องเที่ยวของจังหวัดลพบุรีได้เริ่มขึ้นแล้ว โดยพบว่าที่บริเวณแปลงปลูกทุ่งทานตะวันข้างวัดสว่างอารมณ์หมู่ที่ 7 ตำบลช่องสาริกา อำเภอพัฒนานิคม จังหวัดลพบุรี ซึ่งนับว่าเป็นแปลงปลูกทุ่งทานตะวันบานแปลงแรกของจังหวัดลพบุรี เพื่อส่งเสริมฤดูการท่องเที่ยวทุ่งทานตะวันบานได้เริ่มขึ้นแล้วเพราะทุ่งทานตะวันแห่งนี้ได้ออกดอกอย่างสวยงามรับลมหนาว ซึ่งเชื่อว่าสร้างความมั่นใจให้กับนักท่องเที่ยวที่จะเดินทางมาเที่ยวชมทุ่งทานตะวันบานอย่างไม่ผิดหวังแน่นอน

         ทั้งนี้พบว่าตั้งแต่ช่วงเช้าที่ผ่านมาได้มีนักท่องเที่ยวที่ทราบว่าทุ่งทานตะวันของจังหวัดลพบุรีแปลงแรกบานแล้วผ่านทางสื่อต่าง ๆ ซึ่งทำให้นักท่องเที่ยวทยอยเดินทางมายังทุ่งทานตะวันเป็นจำนวนมาก โดยทุ่งทานตะวันแปลงนี้ เป็นทุ่งทานตะวันแปลงใหญ่บานสะพรั่งเหลืองอร่ามสวยงามเต็มท้องทุ่ง แบบชนิดที่เรียกว่าสุดลูกหูลูกตา ส่วนใกล้กันยังผสมผสานกับแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร สำหรับทุ่งทานตะวันที่เกษตรกรปลูกกัน ส่วนใหญ่จะปลูกเพื่อจำหน่ายเมล็ดเข้าโรงงานอุตสาหกรรม นอกจากนี้ยังมีรายได้จากนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาเก็บภาพความสวยงามด้วย การจำหน่ายผลิตภัณฑ์จากทานตะวัน โดยทุ่งทานตะวันในช่วงนี้กำลังเป็นช่วงที่สวยงามและจะพากันทยอยเบ่งบานต่อเนื่องไปจนถึงมกราคมปีหน้า

ภาพ/ข่าว กฤษณ์ ลพบุรี
โยธิน พรมแตง รายงาน