นายกรัฐมนตรี มีกำหนดการเดินทางเข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน-สาธารณรัฐเกาหลี สมัยพิเศษ ครั้งที่ 3 และการประชุมผู้นำกรอบความร่วมมือลุ่มน้ำโขง

          พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พร้อมด้วยคณะบุคคลสำคัญประกอบด้วย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และคณะมีกำหนดการเข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน-สาธารณรัฐเกาหลี สมัยพิเศษ ครั้งที่ 3 (2019 ASEAN-ROK Commemorative Summit) และการประชุมผู้นำกรอบความร่วมมือลุ่มน้ำโขง-สาธารณรัฐเกาหลี ครั้งที่ 1 (1st Mekong-ROK Summit) ระหว่างวันที่ 24 – 27 พฤศจิกายน 2562 ณ นครปูซาน สาธารณรัฐเกาหลี ดังนี้

         การประชุมสุดยอดอาเซียน-สาธารณรัฐเกาหลี สมัยพิเศษ ครั้งที่ 3 เป็นการประชุมระดับผู้นำ ระหว่างผู้นำอาเซียนกับประธา นาธิบดีสาธารณรัฐเกาหลี ในโอกาสการครบรอบ 30 ปีของความสัมพันธ์อาเซียน-สาธารณรัฐเกาหลี โดยนายกรัฐมนตรีในฐานะประธานอาเซียน และประธานาธิบดีสาธารณรัฐเกาหลี จะเป็นประธานร่วมของการประชุมสุดยอดฯ ดังกล่าว โดยการประชุมสุดยอดฯ ดังกล่าว แบ่งออกเป็น 2  ส่วน ได้แก่

  1. การประชุมเต็มคณะ โดยมี 2 ช่วง ช่วงที่ 1 หัวข้อ ASEAN-ROK 30&30 โดยจะทบทวนความสัมพันธ์และความร่วมมือระหว่างอาเซียน กับสาธารณรัฐเกาหลีในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา และการกำหนดทิศทางในอีก 30 ปีข้างหน้า และช่วงที่ 2 หัวข้อ Enhancing Connectivity toward Prosperity and Sustainability โดยจะแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็น ในประเด็นความเชื่อมโยงเพื่อส่งเสริมความเจริญรุ่งเรืองและความยั่งยืน
  2. การประชุมสุดยอดอาเซียน-สาธารณรัฐเกาหลี ครั้งที่ 3 อย่างไม่เป็นทางการในช่วงอาหารกลางวัน (Lunch Retreat) โดยจะแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นในประเด็นภูมิภาคและระหว่างประเทศที่อยู่ในความสนใจและมีความห่วงกังวลร่วมกัน

         การประชุมผู้นำกรอบความร่วมมือลุ่มน้ำโขง-สาธารณรัฐเกาหลี ครั้งที่ 1 (1st Mekong-ROK Summit) เป็นความร่วมมือลุ่มน้ำโขงกับสาธารณรัฐเกาหลี (Mekong-ROK) โดยเป็นข้อริเริ่มของสาธารณรัฐเกาหลี ประกอบด้วยสมาชิก 6 ประเทศ คือ กัมพูชา, สปป. ลาว, เมียนมา, เวียดนาม, ไทย, และสาธารณรัฐเกาหลี ในการประชุมดังกล่าวฯ มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมความร่วมมือในด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม โดยให้ความสำคัญกับความร่วมมือเพื่อพัฒนาลุ่มน้ำโขงอย่างยั่งยืน ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีจะเยี่ยมชมนิทรรศการความร่วมมือเรื่องความหลากหลายทางชีวภาพระหว่างประเทศสมาชิกลุ่มน้ำโขงกับสาธารณรัฐเกาหลี (Special Exhibition on Biodiversity Cooperation between Mekong Countries and Korea) ด้วย

          ในโอกาสนี้ สาธารณรัฐเกาหลีได้จัดกิจกรรมคู่ขนานกับการประชุมดังกล่าวในลักษณะนิทรรศการ เพื่อนำเสนอแนวทางการพัฒนาด้านดิจิทัลและนวัตกรรมที่สำคัญ โดยนายกรัฐมนตรีจะเข้าร่วม จำนวน 5 กิจกรรม ได้แก่

  1. โครงการ Busan Eco-Delta Smart City
  2. การประชุม ASEAN-ROK CEO Summit
  3. การประชุม 2019 ASEAN-ROK Culture Innovation Summit
  4. งาน ASEAN-ROK Innovation Showcase 2019
  5. การประชุม ASEAN-ROK Startup Summit

          นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีจะพบหารือทวิภาคีกับ นายมุน-แชอิน ประธานาธิบดีสาธารณรัฐเกาหลี และร่วมเป็นสักขีพยานในการลงนามในบันทึกความตกลงระหว่างไทยกับสาธารณรัฐเกาหลี สำหรับกำหนดการที่สำคัญของนายกรัฐมนตรีมีดังนี้

วันอาทิตย์ที่ 24 พฤศจิกายน 2562

  • เวลา 08.10 น. นายกรัฐมนตรีและคณะออกเดินทางจากท่าอากาศยานทหาร 2 (กองบิน 6) และจะเดินทางถึงท่าอากาศยานนานาชาติกิมเฮ นครปูซาน สาธารณรัฐเกาหลี
  • เวลา 16.10 น. โดยเวลา 17.30 น. นายกรัฐมนตรีจะเข้าร่วมพิธีเปิดโครงการ Busan Eco-Delta Smart City
  • จากนั้นเวลา 19.15 น. นายกรัฐมนตรีจะรับฟังการบรรยายสรุปเกี่ยวกับการประชุมสุดยอดอาเซียน-สาธารณรัฐเกาหลี สมัยพิเศษ ครั้งที่ 3 และการประชุมผู้นำกรอบความร่วมมือลุ่มน้ำโขง-สาธารณรัฐเกาหลี ครั้งที่ 1 และกิจกรรมที่เกี่ยวข้อง

วันจันทร์ที่ 25 พฤศจิกายน 2562
ในช่วงเช้า นายกรัฐมนตรีพบหารือทวิภาคีกับประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐเกาหลี และร่วมเป็นสักขีพยานในการลงนามในบันทึกความตกลงระหว่างไทยกับสาธารณรัฐเกาหลี จากนั้นนายกรัฐมนตรีจะเข้าร่วมพิธีเปิดการประชุม ASEAN-ROK CEO Summit โดยนายกรัฐมนตรีจะกล่าวถ้อยแถลงแสดงความยินดี ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีจะเข้าร่วมการประชุม 2019 ASEAN-ROK Culture Innovation Summit ในช่วงบ่าย นายกรัฐมนตรีจะเยี่ยมชมนิทรรศการในงาน ASEAN-ROK Smart City Fair จากนั้นในช่วงค่ำ นายกรัฐมนตรีและภริยาจะเข้าร่วมงานเลี้ยงอาหารค่ำรับรอง ASEAN-ROK Welcoming Dinner

วันอังคารที่ 26 พฤศจิกายน 2562
ในช่วงเช้า นายกรัฐมนตรีเข้าร่วมการประชุมเต็มคณะ ASEAN-ROK Commemorative Summit จากนั้น นายกรัฐมนตรีจะร่วมกล่าวสุนทรพจน์ในการประชุม ASEAN-ROK Startup Summit และเยี่ยมชมงาน ASEAN-ROK Innovation Showcase 2019 โดยในช่วงเที่ยง นายกรัฐมนตรีจะเข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน-สาธารณรัฐเกาหลี ครั้งที่ 3 อย่างไม่เป็นทางการในช่วงอาหารกลางวัน (Lunch Retreat) โดยช่วงบ่าย นายกรัฐมนตรีและประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐเกาหลีจะแถลงข่าวร่วมผลการประชุม ASEAN-ROK Commemorative Summit ซึ่งในช่วงค่ำ นายกรัฐมนตรีและภริยาจะเข้าร่วมงานเลี้ยงอาหารค่ำ Mekong-ROK Welcoming Dinner

วันพุธที่ 27 พฤศจิกายน 2562
ในช่วงเช้า นายกรัฐมนตรีจะเข้าร่วมการประชุม Mekong-ROK Commemorative Summit และนายกรัฐมนตรีจะเยี่ยมชมนิทรรศการความร่วมมือเรื่องความหลากหลายทางชีวภาพระหว่างประเทศสมาชิกลุ่มน้ำโขงกับสาธารณรัฐเกาหลี (Special Exhibition on Biodiversity Cooperation between Mekong Countries and Korea) จากนั้น นายกรัฐมนตรีและประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐเกาหลี แถลงข่าวร่วมผลการประชุม Mekong-ROK Commemorative Summit

หลังเสร็จสิ้นการประชุมฯ นายกรัฐมนตรีมีกำหนดการเดินทางจากท่าอากาศยานนานาชาติกิมเฮ นครปูซาน สาธารณรัฐเกาหลี เวลา 14.00 น.ในวันพุธที่ 27 พฤศจิกายน 2562 และจะเดินทางถึงท่าอากาศยานทหาร 2 (กองบิน 6) เวลา 18.30 น.

สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรันซิสชื่นชมพัฒนาการของไทย

สมเด็จพระสันตะปาปาฟรันซิส ประทานพระดำรัสคณะทูตานุทูต คณะรัฐมนตรี แขกผู้มีเกียรติ และสื่อมวลชน กว่า 400 คน ร่วมรับเสด็จ

สมเด็จพระสันตะปาปาฯ ยินดีที่ได้มาเยือนผืนแผ่นดินไทย อันอุดมสมบูรณ์ด้วยทรัพยากรธรรมชาติที่หลากหลาย และยังเป็นประเทศที่ยังคงรักษามรดกทางจิตวิญญาณและวัฒนธรรม พร้อมชื่นชมนายกรัฐมนตรีว่าเป็นผู้มีความถ่อมตน พร้อมชื่นชมประเทศไทยที่ผ่านกระบวนการเลือกตั้งซึ่งเป็นก้าวสำคัญในการกลับมาสู่การปกครองในระบอบประชาธิปไตยอย่างสมบูรณ์ ตลอดจนชื่นชมบทบาทประเทศไทยในการเป็นประธานอาเซียน องค์กรที่เป็นสัญลักษณ์ของการร่วมแรงร่วมใจเพื่อแก้ไขปัญหาในภูมิภาค และยังเป็นหนทางสู่ความร่วมมือด้านการเมือง เศรษฐกิจ และวัฒนธรรม

ในโอกาสนี้ สมเด็จพระสันตะปาปาฯ ชื่นชมแนวทางการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขของสังคมไทย สังคมที่มีความเป็นธรรม รู้จักรับฟัง และไม่มีการแบ่งแยก โดยสมเด็จพระสันตะปาปาฯ ขอยืนยันว่า ชาวคาทอลิกกลุ่มเล็ก ๆ ในประเทศไทย จะสนับสนุนอัตลักษณ์ของความเป็นไทย ซึ่งปรากฏในเพลงชาติไทย “รักสามัคคี…รักสงบ…ไม่ขลาด…” และเชื่อว่าแผ่นดินไทย คือแผ่นดินแห่งอิสรภาพ

สมเด็จพระสันตะปาปาฯ เห็นด้วยกับการเชิญผู้แทนจากศาสนาต่าง ๆ ในประเทศเข้ามามีส่วนร่วมจัดตั้งคณะกรรมการแห่งศูนย์จริยธรรมและสังคม เพื่อรับฟังความคิดเห็น และชื่นชมรัฐบาลไทย รวมทั้งบุคคลและองค์กรที่ได้ทำงานอย่างหนัก เพื่อแก้ไขปัญหาสิทธิสตรีและเด็ก มีนโยบายสนับสนุนพัฒนาการด้านสังคม ส่งเสริมโอกาสทางการศึกษา และอาชีพแก่ประชาชน ตลอดจนความช่วยเหลือด้านสุขภาพ และการดำรงชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรี

สังคมปัจจุบันในยุคโลกาภิวัตน์ ต้องการผู้ส่งเสริมให้เกิด “ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่” จะเป็นส่วนผลักดันให้เกิดพัฒนาแบบบูรณาการ ที่จะดำเนินชีวิตในความยุติธรรม ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน และความสมัครสมานสามัคคีฉันพี่น้อง หนึ่งในภารกิจอันประเสริฐของทุกคนคือ ต่างทำหน้าที่ของตนเพื่อสร้างผลประโยชน์ร่วมกัน

นายกฯ – เป็นประธานงานรับรอง เนื่องในวันกองทัพเรือ ประจำปี 62

นายกฯ เป็นประธานงานรับรองเนื่องในวันกองทัพเรือ ประจำปี 62 ระบุกองทัพเรือเป็นกำลังสำคัญของชาติ ขอให้รักษาเกียรติภูมิของราชนาวีไทย พัฒนาต่อยอดการปฏิบัติหน้าที่ เป็นกองทัพเรือที่ประชาชนเชื่อมั่น ภูมิใจ รัฐบาลพร้อมสนับสนุนให้ภารกิจกองทัพเรือสำเร็จลุล่วง

         เมื่อวันที่(20 พ.ย.62) เวลา 19.00 น. ณ ห้องเจ้าพระยา หอประชุมกองทัพเรือ ถนนอรุณอมรินทร์ เขตบางกอกใหญ่ กรุงเทพ มหานคร พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พร้อมด้วย นางนราพร จันทร์โอชา ภริยา เป็นประธานในงานรับรองเนื่องในวันกองทัพเรือ ประจำปี 2562 โดยมีพลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี พลเอก ชัยชาญ ช้างมงคล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ผู้บัญชาการเหล่าทัพ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ อดีตผู้บัญชาการทหารเรือ ข้าราชการทหารกองทัพเรือระดับชั้นนาวาเอกขึ้นไป ผู้ช่วยทูตทหาร รัฐวิสาหกิจและภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องกับกองทัพเรือ เข้าร่วมงาน ซึ่งพลเรือเอก ลือชัย รุดดิษฐ์ ผู้บัญชาการทหารเรือและภริยา ให้การต้อนรับ

          เมื่อนายกรัฐมนตรีและภริยาเดินทางถึงหอประชุมกองทัพเรือ เข้าสู่ห้องเจ้าพระยา พลเรือเอก ประเจตน์ ศิริเดช อดีตผู้บัญชาการทหารเรืออาวุโส กล่าวเชิญชวนดื่มถวายพระพรพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี วงดุริยางค์บรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมี ผู้บัญชาการทหารเรือกล่าวต้อนรับ

โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรี กล่าวสุนทรพจน์และดื่มอวยพรเนื่องในวันกองทัพเรือ ประจำปี 2562 ความว่า “ผู้บัญชาการทหารเรือ เพื่อนข้าราชการกองทัพเรือ และผู้มีเกียรติทุกท่าน ผมมีความยินดีและเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้มาเป็นประธานในงานรับรองวันกองทัพเรือ ที่เวียนมาบรรจบครบรอบอีกวาระหนึ่งในค่ำคืนนี้  และนับเป็นโอกาสอันดีที่ผมจะได้ร่วมรำลึกถึงคุณูปการต่าง ๆ ของบรรพบุรุษทหารเรือ ไปพร้อม ๆ กับเพื่อนข้าราชการกองทัพเรือทุกท่าน

          กองทัพเรือ เป็นกำลังสำคัญของชาติมาอย่างยาวนานตั้งแต่อดีตจนปัจจุบันโดยเฉพาะอย่างยิ่งวีรกรรมของบรรพบุรุษทหารเรือที่เมื่อต้องรบ ก็ทำการรบได้อย่างกล้าหาญ และเมื่อต้องช่วยเหลือประชาชนก็เป็นสุภาพบุรุษจนเป็นที่ไว้วางใจและเป็นที่รักของประชาชนเสมอมา  อย่างไรก็ดีสภาวะแวดล้อมทั้งระดับโลกและภูมิภาคได้เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ดังนั้นภารกิจของกองทัพเรือในปัจจุบันจึงมิใช่เพียงปกป้องอธิปไตยของชาติเท่านั้น แต่ต้องทำทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับเรื่องความมั่นคงของประเทศ และมีบทบาทในการคุ้มครองผลประโยชน์ของชาติทางทะเล ที่นับวันจะมีความสำคัญต่อการพัฒนาประเทศมากยิ่งขึ้น รวมถึงการช่วยเหลือบรรเทาภัยพิบัติทั้งที่เกิดโดยธรรมชาติและเกิดจากน้ำมือมนุษย์ และในปีมหามงคลนี้กองทัพเรือยังมีภารกิจสำคัญในการจัดขบวนพยุหยาตราทางชลมารค เนื่องในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช 2562 ซึ่งเป็นพระราชพิธีที่มีความสำคัญของประเทศ

          สำหรับก้าวต่อไปของกองทัพเรือ ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าทุกท่านจะร่วมแรงร่วมใจกันรักษาเกียรติภูมิของราชนาวีไทย และพัฒนาต่อยอดการปฏิบัติหน้าที่พร้อมทั้งประสานสอดคล้องการทำงานร่วมกับหน่วยงานอื่นเพื่อส่งมอบคุณค่าให้แก่ประชาชนและสังคม เป็นกองทัพเรือที่ประชาชนเชื่อมั่นและภูมิใจ ตามที่ท่านผู้บัญชาการทหารเรือได้มอบนโยบายไว้  โดยรัฐบาลพร้อมให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ เพื่อให้การปฏิบัติภารกิจต่าง ๆ ของกองทัพเรือ สำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดีดังเช่นที่เคยปฏิบัติมา

         ผมขออาราธนาคุณพระศรีรัตนตรัยและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายในสากล ตลอดจนดวงพระวิญญาณอันศักดิ์สิทธิ์ของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช  พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ อีกทั้งเดชะพระบารมีแห่งองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ได้โปรดดลบันดาลประทานพรให้ข้าราชการกองทัพเรือทุกท่าน พร้อมทั้งครอบครัว ประสบแต่ความสุข ความเจริญ มีกำลังกาย กำลังใจ และกำลังสติปัญญาที่เข้มแข็ง เพื่อเป็นกำลังสำคัญของประเทศในการปฏิบัติภารกิจเพื่อปกป้องอธิปไตยของชาติ และพัฒนาประเทศให้มีความเจริญรุ่งเรืองสืบไป ในโอกาสอันเป็นมงคลนี้ ผมขอเชิญชวนท่านผู้มีเกียรติทุกท่านร่วมดื่มอวยพรแก่กองทัพเรือให้มีความเจริญรุ่งเรือง และดำรงอยู่คู่ชาติไทยตลอดไป”

          จากนั้น ผู้บัญชาการทหารเรือมอบของที่ระลึก (เรือสุพรรณหงส์จำลอง) แด่นายกรัฐมนตรี แล้วนายกรัฐมนตรีร่วมถ่ายภาพเป็นที่ระลึกจำนวน 2 ชุด กับ 1. ผู้บัญชาการทหารเรือ และนายทหารชั้นผู้ใหญ่ 2. รองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหมและผู้บัญชาการเหล่าทัพ ต่อจากนั้น นายกรัฐมนตรีชมสารคดีกองทัพเรือ ชมการแสดงและดนตรี เสร็จภารกิจ นายกรัฐมนตรีและภริยาเดินทางกลับ

ขอบคุณเรื่องแนะนำจากกลุ่มประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ สำนักโฆษก

สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรันซิส เสด็จทำเนียบรัฐบาล เพื่อประทานพระดำรัสแก่คณะทูตานุทูต คณะรัฐมนตรี แขกผู้มีเกียรติ และสื่อมวลชน

       

          วันนี้ (วันที่ 21 พฤศจิกายน 2562) เวลา 09.00 น. ณ สนามหญ้าหน้าตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมได้เข้าเฝ้าสมเด็จพระสันตะปาปาฟรันซิส (His Holiness Pope Francis)

          ในพิธีรับเสด็จ นายกรัฐมนตรีได้กราบทูลเชิญสมเด็จพระสันตะปาปาฯ เสด็จตามพรมแดงไปยังแท่นรับความเคารพ ณ สนามหญ้าหน้าตึกไทยคู่ฟ้า โดยผู้มีเกียรติที่มารับเสด็จ ประกอบด้วย รองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ผู้บัญชาการเหล่าทัพ และผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ หลังจากนั้น นายกรัฐมนตรีกราบทูลเชิญสมเด็จพระสันตะปาปาฯ เสด็จไปยังห้องสีงาช้างด้านนอก สมเด็จพระสันตะปาปาฯ ทรงลงนามในสมุดเยี่ยม และทอดพระเนตรของที่ระลึกที่ทั้งสองฝ่ายมอบให้แก่กัน และนายกรัฐมนตรีเข้าเฝ้าสมเด็จพระสันตะปาปาฯ ณ ห้องสีงาช้าง ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล

          ภายหลังเสร็จสิ้นการเข้าเฝ้า นายกรัฐมนตรีกราบทูลเชิญสมเด็จพระสันตะปาปาฯ ไปยังตึกสันติไมตรีหลังนอก เพื่ออนุญาตให้คณะทูตานุทูต คณะรัฐมนตรี แขกผู้มีเกียรติ และสื่อมวลชน เข้าเฝ้ารับเสด็จ โดยนายกรัฐมนตรีได้กล่าวถวายการต้อนรับ สาระสำคัญดังนี้

          นายกรัฐมนตรีรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้มีโอกาสถวายการต้อนรับสมเด็จพระสันตะปาปาฯ ในโอกาสเสด็จเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ในปีนี้ตรงกับวาระครบรอบ 350 ปี การจัดตั้งคณะมิสซังคาทอลิกแห่งสยาม และเป็นวาระครบรอบ 50 ปี ของการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยกับนครรัฐวาติกัน ในโอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีได้ชื่นชมพระกรณียกิจของสมเด็จพระสันตะปาปาฯ ที่ทรงให้ความสำคัญกับการสร้างความสามัคคี การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ การขจัดความยากจนและลดความเหลื่อมล้ำในสังคม การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม รวมถึงการส่งเสริมสันติภาพในโลก ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้คนทุกศาสนา

          นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงการดำเนินนโยบายของไทยที่ได้น้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร มาเป็นแนวทางในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ ซึ่งในปี 2562 นี้ ไทยในฐานะประธานอาเซียนได้ร่วมมือกับทุกภาคส่วนและประเทศหุ้นส่วนทุกภูมิภาคส่งเสริมประชาคมอาเซียนให้เป็นสังคมแห่งการพัฒนาที่ยั่งยืนในทุกมิติ จากผลการประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 35 สมาชิกอาเซียนต่างเห็นพ้องที่จะเสริมสร้างความร่วมมือตามประเด็นที่สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของสมเด็จพระสันตะปาปาฯ ได้แก่ การแก้ไขปัญหาความยากจน การลดช่องว่างด้านการพัฒนา การพัฒนาทุนมนุษย์ การคุ้มครองสิ่งแวดล้อม การลดขยะทะเล การพัฒนาพลังงานทดแทน และการอพยพย้ายถิ่นฐานที่เน้นการอำนวยความสะดวก การส่งกลับโดยสมัครใจ ปลอดภัย และมีศักดิ์ศรี จึงเชื่อมั่นว่าไทยและนครรัฐวาติกันจะร่วมมือกันได้อย่างใกล้ชิดทั้งในกรอบทวิภาคีและระหว่างประเทศ

         ในตอนท้าย นายกรัฐมนตรีเชื่อมั่นว่าการเสด็จเยือนไทยครั้งนี้ ของสมเด็จพระสันตะปาปาฯ ยังความปลื้มปิติแก่คริสต์ศาสนิกชนชาวคาทอลิกในประเทศไทยที่มีจำนวนมากกว่า 380,000 คน และเป็นโอกาสให้ได้เข้าร่วมกิจกรรมและพิธีทางศาสนาที่สมเด็จพระสันตะปาปาฯ จะทรงเป็นประธาน ทั้งนี้ รัฐบาลและชาวไทยพร้อมถวายการต้อนรับสมเด็จพระสันตะปาปาฯ และคณะผู้ตามเสด็จอย่างเต็มกำลังความสามารถ เพื่อให้การเสด็จเยือนประเทศไทยเป็ นไปโดยราบรื่นตามที่มุ่งหมายไว้

ซึ่งในโอกาสเดียวกันนี้ สมเด็จพระสันตะปาปาฯ ได้ประทานพระดำรัส ใจความสำคัญ ดังนี้

          สมเด็จพระสันตะปาปาฯ ยินดีที่ได้มาเยือนประเทศไทย ซึ่งมีทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์และเป็นประเทศที่ยังคงรักษามรดกทางจิตวิญญาณและวัฒนธรรม สมเด็จพระสันตะปาปาฯ ได้ขอบคุณนายกรัฐมนตรีที่ให้การต้อนรับ ย้ำถึงความปรารถนาดีต่อราชอาณาจักรไทย และต่อการปกครองของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และขอแสดงความเคารพอย่างสูงต่อพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เคารพและยินดีที่ได้พบทุกท่าน ตลอดจนได้อำนวยพรไปยังบรรดาปวงชนชาวไทยทุกคน และขอบคุณทุกคนที่มีส่วนร่วมในการดำเนินการต่างๆ เพื่อให้สมเด็จพระสันตะปาปาฯ มาเยือนประเทศไทยในครั้งนี้

          อาเซียนเป็นสัญลักษณ์ของการร่วมแรงร่วมใจเพื่อแก้ไขปัญหาในภูมิภาคที่กำลังเผชิญ ซึ่งปัญหาของโลกในปัจจุบันส่งผลกระทบต่อทุกภาคส่วนของโลก ในฐานะที่ไทยมีวัฒนธรรมหลากหลายเป็นประเทศพหุสังคมจึงเป็นประเทศที่ยอมรับถึงการสร้างความสามัคคีและการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขระหว่างกลุ่มชาติพันธุ์ ซึ่งประสบการณ์จากการให้ความเคารพและยอมรับความแตกต่าง เป็นแรงบันดาลใจสำหรับทุกคนที่ปรารถนาที่จะสร้างโลกที่แตกต่าง เพื่อมอบให้กับชนรุ่นต่อไป

          สมเด็จพระสันตะปาปาฯ ชื่นชมการจัดตั้งคณะกรรมการแห่งศูนย์จริยธรรมและสังคม ซึ่งได้เชิญผู้แทนจากศาสนาต่าง ๆ ในประเทศเข้ามามีส่วนร่วมเพื่อรับฟังความคิดเห็น ในการที่จะรักษาความทรงจำทางจิตวิญญาณอันมีชีวิตของประชาชน สมเด็จพระสันตะปาปาฯ จะได้เข้าเฝ้าสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เพื่อแสดงถึงความสำคัญและความเร่งด่วนในการสร้างมิตรภาพระหว่างศาสนา เพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขของสังคม สมเด็จพระสันตะปาปาฯ ยืนยันว่า ชาวคาทอลิกจะพยายามอย่างเต็มความสามารถ ในการสนับสนุนอัตลักษณ์ของความเป็นไทย แผ่นดินไทยได้ชื่อว่าเป็นแผ่นดินแห่งอิสรภาพ อิสรภาพจะเกิดขึ้นต่อเมื่อทุกคนมีความรับผิดชอบต่อกันและกัน เพราะฉะนั้นต้องเอาชนะความไม่เท่าเทียมให้ประชาชนทุกคนมีโอกาสเข้าถึงการศึกษา อาชีพการงาน และความช่วยเหลือด้านสุขภาพเพื่อการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ที่สมบูรณ์และยั่งยืน

         ในโอกาสนี้ สมเด็จพระสันตะปาปาฯ ได้กล่าวเกี่ยวกับวิกฤติ การณ์การเคลื่อนไหวของผู้ย้ายถิ่น ซึ่งปัญหาอยู่ที่สถานการณ์ที่ทำให้เกิดการอพยพย้ายถิ่นเป็นปัญหาด้านจริยธรรมที่สำคัญ สมเด็จพระสันตะปาปาฯ ขอสนับสนุนให้ประชาคมระหว่างประเทศ แก้ไขปัญหาที่ผลักดันให้ประชาชนต้องหลบหนีออกจากประเทศของตน และส่งเสริมให้มีการเคลื่อนย้ายถิ่นฐานที่ปลอดภัย มีการจัดการ และมีการควบคุม โดยหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ทุกประเทศจะจัดตั้งกลไกปกป้องสิทธิและศักดิ์ศรีของผู้ย้ายถิ่นและผู้อพยพ กอปรกับ สมเด็จพระสันตะปาปาฯ ได้ชื่นชมรัฐบาลไทยที่ได้ดำเนินการแก้ปัญหาการใช้ความรุนแรง และการใช้แรงงานในเด็ก และสตรี โดยปีนี้ เป็นปีแห่งการครบรอบ 30 ปี ของ “อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก” ซึ่งเป็นโอกาสดีสำหรับเราในการที่จะไตร่ตรองการวางอนาคตของประชากรของเรา

          ในตอนท้าย สมเด็จพระสันตะปาปาฯ กล่าวส่งเสริมให้สังคมมี“ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่” เป็นภารกิจที่ทุกคนสามารถทำได้ และสมเด็จพระสันตะปาปาฯ ได้ขอพระพรจากพระเจ้า ให้ประเทศ ผู้นำ และประชาชนชาวไทย ขอให้พระเจ้าทรงนำทุกคน ในหนทางแห่งปัญญา ความยุติธรรม และสันติสุข

รอง.นรม. พล.อ ประวิตร ฯ เร่งขับเคลื่อนแผนงานอนุรักษ์เมืองเก่า ให้สอดคล้องกับคุณค่าทางประวัติศาสตร์ ส่งเสริมการท่องเที่ยว

          วันนี้ ( 21 พฤศจิกายน 2562) เวลา 10.00น. ณ ห้องประชุม 301 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการอนุรักษ์และพัฒนากรุงรัตนโกสินทร์และเมืองเก่า ครั้งที่ 3/2562 ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

         ที่ประชุมรับทราบความคืบหน้าการก่อสร้างอุโมงค์ทางเดินลอดถนนหน้าพระลาน และถนนมหาราชเพื่อปรับปรุงสภาพแวด ล้อมบริเวณสนามหลวง ถนนหน้าพระลานและถนนมหาราชให้เป็นระเบียบเรียบร้อยมีศักยภาพรองรับนักท่องเที่ยว และให้เกิดความปลอดภัยในการสัญจร โดยมอบให้กรุงเทพมหานคร พิจารณาปรับปรุงรายละเอียดรูปแบบโครงการให้มีความเหมาะสม สอด คล้องกลมกลืนในพื้นที่ เช่น การเชื่อมต่ออุโมงค์ทางเดินลอดถนน ตำแหน่งทางขึ้น-ลง และการออกแบบใช้ประโยชน์ในลักษณะอารยสถาปัตย์ เพื่อทุกคนในสังคมสามารถใช้บริการได้อย่างสะดวกและปลอดภัย

          นอกจากนี้ ที่ประชุมได้พิจารณาการปรับปรุงพื้นที่ของสำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ บริเวณถนนราชดำเนินกลางและสวนนาคราภิรมย์ โดยให้อาคารและที่ดินตลอดสองฝั่งถนนราชดำเนินกลางได้รับการปรับปรุงพัฒนาให้มีความสวยงามมีคุณค่าทางศิลปวัฒนธรรมและสถานที่ท่องเที่ยว โดยเบื้องต้นจะดำเนินการปรับปรุงภาพลักษณ์สถาปัตยกรรมภายนอกอาคารเป็นต้นแบบ2อาคาร (อาคารนิทรรศรัตนโกสินทร์ และอาคารเทเวศประกันภัย ส่วนพื้นที่บริเวณสวนนาคราภิรมย์ มีแนวคิดผสมผสาน เชื่อมโยงกับพื้นที่ตลาดท่าเตียนที่สอดคล้องกับบริบทพื้นที่และนักท่องเที่ยว โดยมอบให้สำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ นำแนวคิดการอนุรักษ์และพัฒนาพื้นที่สำคัญไปปรับปรุงให้สอดคล้องกับคุณค่าทางประวัติศาสตร์

          พร้อมกันนี้ ที่ประชุมได้พิจารณาการจัดทำแผนแม่บทและผังแม่บทการอนุรักษ์และพัฒนาเมืองเก่า:เมืองเก่าระยอง และเมืองเก่าสุรินทร์ ซึ่งเป็นกลไกสำคัญให้กับหน่วยงาน ภาคส่วนที่เกี่ยวข้องและประชาชนในพื้นที่เมืองเก่าสามารถขับเคลื่อนงานอนุรักษ์และพัฒนาเมืองเก่าให้มีความสอดคล้องกับบริบทพื้นที่เพื่อดำรงคุณค่ามรดกทางวัฒนธรรมสืบต่อไป โดยกระบวนการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน รวมทั้งงการปรับปรุงองค์ประกอบคณะอนุกรรมการการอนุรักษ์และพัฒนาเมืองเก่าน่าน เมืองเก่าลำพูน และเมืองเก่าราชบุรี ให้มีความสอดคล้องกับพื้นที่และเพิ่มผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความเชี่ยวชาญที่เกี่ยวข้องมาร่วมเป็นเครือข่ายในการอนุรักษ์และพัฒนาเมืองเก่า

          ทั้งนี้ รองนายกรัฐมนตรีได้เน้นย้ำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งขับเคลื่อนตามแผนงานรวมทั้งประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนรับทราบอย่างต่อเนื่อง

ขอบคุณข้อมูล : จากกลุ่มประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ สำนักโฆษก

คลินิกหัวเฉียว แพทย์แผนจีน ขยายสาขารองรับลูกค้าภาคตะวันออก เพิ่มช่องทางความสะดวกสบายให้ผู้ป่วยในภาคตะวันออก

คลินิกหัวเฉียวแพทย์แผนจีนขยายสาขารองรับลูกค้าภาคตะวันออก เพิ่มช่องทางความสะดวกสบายให้ผู้ป่วยในภาคตะวันออก

         เมื่อเร็วๆ นี้ นายหลี่ ชุน หลิน อุปทูตที่ปรึกษาและกงสุลใหญ่สาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย เป็นประธานกล่าวเปิดตัวอย่างเป็นทางการของคลินิกหัวเฉียวแพทย์แผนจีน มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง สาขาศรีราชา จ.ชลบุรี โดยมี นายวิเชียร เตชะไพบูลย์ ประธานกรรมการมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พร้อมด้วย ดร.สุทัศน์ เตชะวิบูลย์ รองประธานกรรมการฯ,นายสัก กอแสงเรือง กรรมการตรวจสอบฯ,นายอร่าม เอี่ยมสุรีย์ กรรมการมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง และผู้อำนวยการคลินิกการประกอบโรคศิลปะ สาขาการแพทย์แผนจีนหัวเฉียว โดยมีนายนิติ วิวัฒน์วานิช นายอำเภอศรีราชา ตลอดจนคณะผู้บริหาร และแขกผู้มีเกียรติร่วมในพิธี

          สำหรับคลินิกหัวเฉียวแพทย์แผนจีน สาขาศรีราชา เปิดให้บริการเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้ที่อยู่ในพื้นที่ภาคตะวันออก เพื่อที่จะไม่ต้องเสียเวลาฝ่ารถติดและประหยัดค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปทำการรักษาที่กรุงเทพฯ โดยสาขานี้เปิดให้บริการตั้งแต่ การรับปรึกษาปัญหาสุขภาพด้านอายุรกรรมให้บริการรักษาโรคต่างๆ ทั้งโรคผู้สูงอายุ โรคระบบทางเดินอาหาร โรคระบบทางเดินหายใจ ระบบต่อมไร้ท่อ โรคผิวหนัง สิว ฝ้า ลมพิษ ผิวหนังอักเสบ กรดไหลย้อน ท้องอืด ไทรอยด์ โรคทางนารีเวช อาทิ ประจำเดือนผิดปกติ นอนไม่หลับ วัยทอง รักษาอาการปวดต่างๆ ไมเกรน โรคภูมิแพ้ ฝังเข็มเพื่อความงาม ลดความอ้วนและการนวดทุยหนา ที่ใช้ศาสตร์ของการนวดจีนเพื่อรักษาอาการ นอกจากนี้ยังมีบริการตรวจสุขภาพ ปรับสมดุลในร่างกายด้วยสมุนไพรจีน เพื่อสุขภาพที่ดีต่อร่างกายอีกด้วย

         คลินิกหัวเฉียวแพทย์แผนจีน สาขาศรีราชา จะเปิดให้บริการทุกวันอังคารถึงวันอาทิตย์ ตั้งแต่เวลา 08.00 -16.00 น. หยุดทุกวันจันทร์และวันนักขัตฤกษ์ สถานที่ตั้ง อยู่ในโครงการสนามไดร์ฟกอล์ฟ BSC ฝั่งตรงข้าม J-Park ศรีราชา โทรปรึกษาปัญหาสุขภาพหรือสอบถามถึงแนวทางการรักษาเบื้องต้นได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 038-199 000 หรือ 098-163 9898

#ป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต #ติดต่อ-สอบถาม #ทีมงานสื่อสารองค์กร 086-854-1418 #แอปพลิเคชันป่อเต็กตึ๊ง1418 #ช่วยจริงอุ่นใจแม้ในนาทีฉุกเฉิน

สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ ​รายงาน​

เทสโก้ โลตัส จับมือกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ตั้งเป้าลดขยะอาหารลงครึ่งหนึ่งภายในปี 2030 ตาม UNSDG

เทสโก้ โลตัส จับมือกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมภาคีภาคเอกชน ขับเคลื่อน วาระลดขยะอาหารในไทยอย่างเป็นรูปธรรม ตั้งเป้าลดขยะอาหารลงครึ่งหนึ่งภายในปี 2030 ตาม UNSDG

         วันนี้​ วัน​ศุกร์​ที่​ 22 พฤศจิกายน 2562 : เทสโก้ โลตัส ร่วมมือกับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และหอการ ค้าไทย ขับเคลื่อนการลดขยะอาหารให้เป็นวาระแห่งชาติ จัดงานประชุม 2019 Thailand’s Annual Conference on Food Waste นำเสนอกรอบการทำงาน Target, Measure, Act เพื่อบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนข้อ 12.3 (UNSDG Target 12.3) ในการลดขยะอาหารให้ได้ครึ่งหนึ่งภายในปี ค.ศ. 2030 พร้อมสร้างเครือข่ายเชื่อมโยงทุกภาคส่วนในห่วงโซ่อาหาร ทั้งภาคการผลิต ธุรกิจจำหน่ายอาหาร ร้านค้าปลีก โรงแรม ภัตตาคาร ไปจนถึงระดับครัวเรือน ตลอดจนภาคประชาสังคม ภาครัฐ และนักวิชาการ ร่วมระดมสมองและแสดงเจตนารมย์แก้ปัญหาขยะอาหารอย่างเป็นรูปธรรม

          หลังจากที่ในปี พ.ศ.2560 เทสโก้ โลตัส ได้ประกาศเจตนารมณ์ในการเป็นผู้นำลดขยะอาหารในประเทศไทย โดยเริ่มจากการลดปริมาณขยะอาหารภายในธุรกิจค้าปลีกของตนเองตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ รวมถึงบริจาคอาหารที่จำหน่ายไม่หมดแต่ยังสามารถรับประทานได้ผ่านโครงการ “กินได้ไม่ทิ้งกัน” หลังจากนั้น เทสโก้ โลตัส ได้ดำเนินงานอย่างต่อเนื่องในการขยายผลการลดขยะอาหาร ด้วยการเป็นธุรกิจค้าปลีกแรกในประเทศไทยที่วัดและเปิดเผยข้อมูลขยะอาหารภายในธุรกิจของตนเองอย่างโปร่งใส เมื่อเดือนกันยายน 2562

          ด้วยวิกฤติขยะอาหารที่ส่งผลอย่างรุนแรงต่อสิ่งแวดล้อม สร้างความสูญเสียทางเศรษฐกิจ และการเสียโอกาสทางสังคม เทสโก้ โลตัส ได้เดินหน้าขยายผลผลักดันการลดขยะอาหารในประเทศไทยให้เป็นวาระแห่งชาติ ด้วยการจัดงานประชุมประจำปี 2019 Thailand’s Annual Conference on Food Waste ภายใต้ธีม Target, Measure, Act: A Recipe for Success เพื่อเป็นเวทีแบ่งปันความรู้และประสบการณ์ในการลดขยะอาหารภายใต้กรอบการทำงานระดับนานาชาติแก่ผู้เข้าร่วมงานที่มาจากทุกภาคส่วนของห่วงโซ่อาหาร

          นอกจากนั้นยังได้ร่วมกับหอการค้าไทยในการประกาศเจตนารมณ์ขับเคลื่อนให้เครือข่ายสมาชิกหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ซึ่งมีสมาชิกทั่วประเทศรวมกว่า 120,000 ราย มาร่วมกันลดขยะอาหาร และสร้างระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน หรือ Circular Economy

          นายสมพงษ์ รุ่งนิรัติศัย ประธานกรรมการบริหาร เทสโก้ โลตัส กล่าวว่า “ในฐานะธุรกิจค้าปลีกที่จำหน่ายอาหารในปริมาณมาก เทสโก้ โลตัส ตระหนักถึงความรับผิดชอบของเราในการลดขยะอาหารภายในธุรกิจของเราเอง แต่เหนือไปกว่านั้น เรายังสามารถมีบทบาทในการช่วยขับเคลื่อนการลดขยะอาหารให้เกิดขึ้นได้ในวงกว้างขึ้น เนื่องจากเราอยู่ตรงกลางของห่วงโซ่อาหาร ระหว่างเกษตรกร ผู้ผลิตอาหาร ผู้ประกอบธุรกิจอาหาร และผู้บริโภค กลุ่มเทสโก้ ได้ตั้งเป้าหมายที่ชัดเจนในการลดปริมาณขยะอาหารภายในธุรกิจของเราเองลงครึ่งหนึ่งภายในปี ค.ศ. 2030 และนอกจากนั้นยังมีเป้าหมายช่วยให้ประเทศที่เราประกอบธุรกิจอยู่ ซึ่งรวมถึงประเทศไทย สามารถลดปริมาณขยะอาหารได้ลงครึ่งหนึ่ง ภายในปี ค.ศ.2030 เช่นกัน ตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนข้อ 12.3 จึงเป็นที่มาของความพยายามของเราในการเป็นผู้นำขับเคลื่อนการลดขยะอาหารให้เป็นวาระแห่งชาติและขยายผลครอบคลุมตลอดห่วงโซ่อาหารในประเทศไทย”

          “เพื่อขับเคลื่อนการลดขยะอาหารภายในธุรกิจของเราเอง กลุ่มเทสโก้ ใช้กรอบการทำงาน Target, Measure, Act ที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในระดับสากล นั่นคือ การตั้งเป้าหมายที่ชัดเจนและประกาศให้เป็นสาธารณะ (Target) การวัดผลอย่างต่อเนื่องและเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใส (Measure) และการลงมือทำเพื่อลดปริมาณขยะอาหารให้ได้สำเร็จตามเป้าหมายที่วางไว้ (Act) ซึ่งเป็นหัวใจหลักของงานประชุมประจำปีครั้งนี้ เพราะเราเชื่อว่าการลดขยะอาหารที่ได้ผล จำเป็นต้องเริ่มจากพื้นฐานที่ถูกต้องและมีการทำงานที่เป็นระบบ โดยนอกจากทีมงาน เทสโก้ โลตัส แล้ว ยังมีผู้แทนจากองค์กรอื่นๆ จากหลากหลายอุตสาหกรรม มาร่วมแบ่งปันประสบการณ์ ความสำเร็จ ความท้าทาย และทางออก ในการบริหารจัดการและลดขยะอาหารอย่างมีประสิทธิภาพ”

         นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากร ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า “ประเทศไทยยังอยู่ในช่วงการเริ่มต้นการดำเนินงานการเก็บข้อมูลและการจัดการเรื่องการสูญเสียอาหารและขยะอาหาร แต่เราได้ให้ความสำคัญต่อเรื่องนี้และให้ความร่วมมือกับสหประชาชาติมาโดยตลอด ในอนาคตประเทศ ไทยอาจจะต้องมีแผนปฏิบัติการหรือ Road Map เพื่อกำหนดมาตรการและเป้าหมายที่ชัดเจนสำหรับแต่ละภาคส่วน เรื่องของขยะอาหารเป็นปัญหาที่มีความสำคัญ กระทบหลายประเด็นนอกเหนือจากประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม ในเรื่องของการจัดการขยะ หรือการลดก๊าซเรือนกระจก แต่เกี่ยวข้องถึงประเด็นอื่น ๆ เช่น ความมั่นคงทางอาหาร การขจัดความหิวโหย สุขภาพอนามัยของประชาชน และการท่องเที่ยวที่ยั่งยืน ต้องมีการร่วมกันทำงานกับหลายกระทรวง และที่สำคัญความร่วมมือกับภาคเอกชน ผมขอแสดงความชื่นชมทาง เทสโก้ โลตัส ที่เป็นผู้นำในด้านการจัดการขยะอาหารของทางภาคผู้จำหน่ายในประเทศไทย การจัดงานประชุมในครั้งนี้ รวมถึงการประกาศเจตนารมณ์ร่วมกับภาคีเครือข่ายภาคเอกชน จะนำไปสู่การขับเคลื่อนวาระการลดขยะอาหารให้เป็นไปอย่างมีระบบ แบบแผน และขยายวงกว้างมากขึ้น ไปสู่ภาคส่วนอื่นๆ”

ข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อ คณาธิป ทรัพยสิทธิ์ (โจ๊ก) 081-843-5754, จันทร์ทิพย์ เทศทอง (ตั้ม) 080- 219-9823
E-Mail: prtescolotus@gmail.com

สุรเชษฐ​ ​ศิลา​นนท์​ รายงาน​

สมเด็จพระสังฆราช ทรงมีพระบัญชาให้ สมเด็จพระธีรญาณมุนี ปฏิบัติหน้าที่แทน ณ วัดไร่ขิงจ.นครปฐม

         สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ทรงมีพระบัญชาให้ สมเด็จพระธีรญาณมุนี ปฏิบัติหน้าที่แทนสมเด็จพระสังฆราช เป็นประธาน ในพิธีพระราชทานสัญญาบัตร พัดยศ และผ้าไตร แก่พระครูโสภณภัทรเวทย์ เจ้าอาวาสวัดสายไหม จ.ปทุมธานี และพระภิกษุที่ได้รับพระราชทาน เลื่อน และตั้งสมณศักดิ์ ในเขตปกครองคณะสงฆ์หนกลาง จำนวน 428 รูป ณ วัดไร่ขิง อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม

“UNESCO” ย้ำ Basic Sciences สำคัญต่อการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อตอบเป้า SDGs”

“UNESCO” ย้ำ Basic Sciences สำคัญต่อการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อตอบเป้า SDGs”กำหนดให้ปี 2022 เป็นปีแห่งการวิจัยพื้นฐานเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน

         ที่ประชุมใหญ่สมัยสามัญครั้งที่ 40 (40th Session of the General Conference of UNESCO) เห็นชอบให้เสนอกำหนดให้มี International Year of Basic Sciences for Sustainable Development ในปี ค.ศ. 2022 (พ.ศ. 2565) ย้ำความสำคัญของ Basic Sciences สร้างความร่วมมือระดับสากลต่อการพัฒนาที่ยั่งยืน

         โดยสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดม ศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมให้ความสำคัญกับการวิจัยพื้นฐานร่วมกับการสนับสนุนการวิจัยตามยุทธศาสตร์ประเทศ พร้อมนำเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนมาใช้ในการผลักดันการพัฒนาประเทศให้เป็นประเทศพัฒนาแล้ว ด้วยองค์ความรู้จากการวิจัยและการสร้างนวัตกรรม เพื่อตอบโจทย์ท้าทายทางสังคม ให้ประเทศหลุดพ้นจากกับดักความขัดแย้ง กับดักความเหลื่อมล้ำและกับดักความไม่สมดุลของการพัฒนา และพร้อมปรับตัวรองรับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงในสังคมไทยและสังคมโลกที่พลิกโฉมฉับพลันอย่างทันท่วงที

สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ รายงาน​

สืบสวนตม.6​ – โชว์ผลงาน​ Biometrics รวบหนุ่มอินเดีย เปลี่ยนพาสปอร์ต เข้าประเทศหลบเลี่ยง Blacklist

สืบสวนตม.6​ โชว์ผลงาน​ Biometrics รวบหนุ่มอินเดียเปลี่ยนพาสปอร์ตเข้าประเทศหลบเลี่ยง Blacklist

         วันนี้​ วันพฤหัสบดีที่ 21 พ.ย.62 เวลา 10.30 น.ณ ห้องประชุมมหาเมฆ ชั้น 4 อาคาร 1 สตม.(สวนพลู) สาธร​ กทม. : พล.ต.ท.สมพงษ์ ชิงดวง ผบช.สตม. พร้อมด้วย พล.ต.ต.อิทธิพล อิทธิสารรณชัย​ รอง​ ผบช.สตม., พล.ต.ต.ปฏิพัทธ์ สุบรรณ ณ อยุธยา รอง ผบช.ตชด. ปฏิบัติราชการ สตม., พล.ต.ต.พีรวัส บุญลอย ผบก.ตม.6, พ.ต.อ.อรุษ แสงจันทร์ รอง ผบก.ตม.6, พ.ต.อ. ภคยศ ทะนงศักดิ์ ผกก.สส.บก.ตม.6 ร่วมแถลงข่าวการจับกุมคดีคนร้ายต่างชาติหนุ่มอินเดียเปลี่ยนพาสปอร์ตเข้าประเทศหลบเลี่ยง Blacklist

          พล.ต.ต.พีรวัสฯ​ กล่าวว่า​ กองกำกับการสืบสวนสอบสวน กองบังคับการตรวจคนเข้าเมือง 6 ได้ดำเนินการสืบสวนหาข่าวในพื้นที่ จ.สงขลา ซึ่งต่อมาได้พบข้อมูลว่ามีกลุ่มบุคคลสัญชาติอินเดียที่เคยถูกผลักดันส่งกลับไปยังประเทศอินเดีย เดินทางกลับเข้ามาในราชอาณาจักร โดยใช้หนังสือเดินทางที่เปลี่ยนแปลง แก้ไขข้อมูลบุคคล เพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจสอบรายชื่อบุคคลต้องห้ามเข้าราชอาณาจักร (BLACKLIST) จึงได้ทำการสืบสวนขยายผลโดยอาศัยข้อมูลการแจ้งคนต่างด้าวเข้าพัก และข้อมูลลายพิมพ์นิ้วมือบุคคลต้องห้ามฯ ในระบบ Biometrics เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการสืบสวนจับกุมกลุ่มบุคคลดังกล่าว

          พ.ต.อ.ภคยศฯ​ กล่าวว่า เมื่อวันที่ 19 พ.ย.62 กองกำกับการสืบสวนฯ ได้ควบคุมตัว MR.AMET สัญชาติอินเดีย จากการตรวจเทียบลายพิมพ์นิ้วมือบุคคลต้องห้ามในระบบ Biometrics พบว่า มีข้อมูลลายพิมพ์นิ้วมือตรงกับ MR.AMEET (ชื่อเดิม) สัญชาติอินเดีย หนังสือเดินทาง เดินทางเข้ามาประเทศไทย ทางด่านท่าอากาศยานกระบี่ เมื่อวันที่ 11 ธ.ค.59 ต่อมาถูกจับกุมในข้อหา “อยู่เกินกำหนดอนุญาต จำนวน 328 วัน และถูกส่งกลับออกไปนอกราชอาณาจักรไทย โดยมีการบันทึกข้อมูลเป็นบัญชีบุคคลห้ามเข้า (Blacklist) ในระบบ

         ต่อมาเมื่อวันที่ 21 ก.ค.62 MR.AMEET เดินทางกลับเข้ามาประเทศไทยอีกครั้ง ทางด่าน ตม.ทอ.หาดใหญ่ โดยเปลี่ยน แปลงข้อมูล ชื่อ สกุล ในหนังสือเดินทาง จาก MR. AMEET (ชื่อเดิม) เป็น MR. AMET เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกตรวจจับในระบบฐานข้อมูลบุคคลต้องห้ามฯ จากนั้นได้มาอาศัยอยู่ใน จ.สงขลา จนถูกตรวจสอบพบและควบคุมตัวในที่สุด

         พล.ต.ต.พีรวัสฯ​ ขอ​ฝาก​ประชา​สัมพันธ์​ให้ทราบว่า สตม. มีมาตรการในการตรวจสอบ กวดขัน และปราบปรามการอาชญา กรรมตาม พ.ร.บ.ตรวจคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 และกฎหมายที่มีโทษทางอาญาที่เกี่ยวข้อง และให้บริการช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อน รวมทั้งดำเนินการตรวจสอบชาวต่างชาติที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสม กระทำผิดกฎหมาย ก่อเหตุอันตรายต่อความสงบสุขและความปลอดภัยในชีวิตทรัพย์สินของประชาชน ทำให้เกิดความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของประเทศชาติ หากประชาชนท่านใด พบเห็นเบาะแสการกระทำความผิด กรุณาแจ้งมายัง สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง เลขที่ 507 ซ.สวนพลู แขวงทุ่งมหาเมฆ เขตสาทร กรุงเทพมหานคร 10120 หรือที่หมายเลขโทรศัพท์ 1178 หรือที่ www.immigration.go.th จักขอบพระคุณเป็นอย่างยิ่ง

สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ รายงาน​