กองทัพภาคที่ 2 นำร่องกองทัพบก! ปั้นทหารใหม่สู่ยุคดิจิทัลจัดการแข่งขันอากาศยานไร้คนขับ

กองทัพภาคที่ 2 นำร่องกองทัพบก! ปั้นทหารใหม่สู่ยุคดิจิทัลจัดการแข่งขันอากาศ ยานไร้คนขับ

พล.ท. วีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 เป็นประธานในพิธีมอบรางวัลและปิดการแข่งขันอากาศยานไร้คนขับเบื้องต้น สำหรับทหารใหม่ ผลัดที่ 1/69 เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2569 โดย ศูนย์อากาศยานไร้คนขับ กองทัพภาคที่ 2 ณ สนามฝึก กรมทหารราบที่ 23 ค่ายสุรธรรมพิทักษ์ จังหวัดนครราชสีมา

กองทัพภาคที่ 2 ถือเป็นหน่วยนำร่องของกองทัพบกที่ให้ความสำคัญกับการฝึกใช้อากาศ ยานไร้คนขับ โดยมีเป้าหมายเพื่อเสริมสร้างทักษะการบินเบื้องต้น และการประยุกต์ใช้ทางยุทธวิธี เพื่อให้ทหารใหม่ทุกนายสามารถนำองค์ความรู้ไปพัฒนาต่อยอด เป็นกำลังสำคัญที่เข้มแข็งของกองทัพบกต่อไป


พรพิพัฒน์ รายงาน

“ปราสาทตาควาย–เนิน 350” คึกคัก เปิดชมอีกครั้ง 13–14 มิ.ย. 69

การเปิดแหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์รอบแรก ระหว่างวันที่ 6 – 7 มิถุนายน 2569 ได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวอย่างล้นหลาม มีผู้เข้าชมกว่า 3,000 คน ร่วมสัมผัสเสน่ห์ของแหล่งเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และธรรมชาติแห่งใหม่ของพื้นที่ชายแดนไทย

สำหรับท่านที่พลาดโอกาสในรอบแรก ไม่ต้องเสียดาย! ยังมีรอบเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมอีกครั้งในวันที่ 13 – 14 มิถุนายน 2569

ขอเชิญชวนพี่น้องประชาชน นักท่องเที่ยว และผู้สนใจ ร่วมเดินทางมาเยี่ยมชม “ปราสาทตาควาย – เนิน 350” สัมผัสความงดงามของโบราณสถาน เรียนรู้เรื่องราวทางประวัติศาสตร์ และเก็บภาพความประทับใจไปพร้อมกัน วันที่ 13 – 14 มิถุนายน 2569 ปราสาทตาควาย – เนิน 350
แล้วพบกันนะครับ

ปราสาทตาควาย #เนิน350 #ท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ #เที่ยวไทย #UnseenThailand #กองกำลังสุรนารี #กองทัพภาคที่2 #RTA


พรพิพัฒน์ รายงาน

“Seamless Care for All” เขตสุขภาพที่ 10 เปิดเวทีวิชาการใหญ่แห่งปีที่มุกดาหาร ยกระดับระบบสุขภาพไร้รอยต่อ เชื่อมบริการทุกระดับ ดูแลประชาชนทุกช่วงวัย

มุกดาหาร – ผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข เขตสุขภาพที่ 10 เปิดการประชุมวิชาการประจำปี 2569 ชูแนวคิด “บูรณาการสุขภาพ ดูแลทุกวัย ห่วงใยไร้รอยต่อ” ระดมบุคลากรสาธารณสุข 5 จังหวัดกว่า 400 คน ร่วมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ งานวิจัย และนวัตกรรมด้านสุขภาพกว่า 200 ผลงาน

เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2569 ที่โรงแรมมุกดาหาร แกรนด์ โฮเทล อำเภอเมืองมุกดาหาร จังหวัดมุกดาหาร มีพิธีเปิดการประชุมวิชาการเขตสุขภาพที่ 10 ประจำปีงบประมาณ 2569 ภายใต้แนวคิด “Seamless Care for All : บูรณาการสุขภาพเขต 10 ดูแลทุกวัย ห่วงใยไร้รอยต่อ” โดยมี นพ.ธิติ แสวงธรรม ผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข เขตสุขภาพที่ 10 เป็นประธานในพิธีเปิด พร้อมด้วยผู้บริหารสาธารณสุขระดับเขตและระดับจังหวัด บุคลากรทางการแพทย์ นักวิชาการ และภาคีเครือข่ายด้านสุขภาพจาก 5 จังหวัดในเขตสุขภาพที่ 10 เข้าร่วมกว่า 400 คน

ก่อนพิธีเปิด นพ.ณรงค์ จันทร์แก้ว นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดมุกดาหาร ในฐานะเจ้าภาพการจัดงาน ได้กล่าวรายงานถึงความเป็นมาและวัตถุประสงค์ของการประชุมว่า การประชุมวิชาการเขตสุขภาพที่ 10 จัดขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นประจำทุกปี เพื่อเปิดโอกาสให้บุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขทุกสาขาวิชาชีพ ได้เผยแพร่ผลงานวิจัย นวัตกรรม และองค์ความรู้ทางวิชาการ ตลอดจนแลกเปลี่ยนประสบการณ์การปฏิบัติงาน เพื่อยกระดับคุณภาพระบบบริการสาธารณสุขให้มีประสิทธิภาพและยั่งยืน

ทั้งนี้ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดมุกดาหาร และโรงพยาบาลมุกดาหาร ได้รับมอบหมายจากสำนักงานเขตสุขภาพที่ 10 ให้เป็นเจ้าภาพหลักในการจัดประชุมครั้งนี้ โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากสำนักงานเขตสุขภาพที่ 10 และกำหนดวัตถุประสงค์สำคัญไว้ 3 ประการ ได้แก่

  1. บูรณาการการทำงานและเชื่อมโยงเครือข่ายบริการสุขภาพ ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในพื้นที่เขตสุขภาพที่ 10 ซึ่งประกอบด้วยจังหวัดอุบลราชธานี ศรีสะเกษ ยโสธร อำนาจเจริญ และมุกดาหาร ให้สามารถดำเนินงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ
  2. ยกระดับการดูแลสุขภาพเชิงรุกครอบคลุมทุกช่วงวัย ตั้งแต่กลุ่มแม่และเด็ก วัยเรียน วัยรุ่น วัยทำงาน ไปจนถึงผู้สูงอายุและผู้ป่วยระยะประคับประคอง
  3. ลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการสุขภาพ โดยมุ่งเน้นการนำเทคโนโลยีและระบบส่งต่อที่มีประสิทธิภาพมาใช้ เพื่อให้ประชาชนได้รับบริการที่รวดเร็ว ปลอดภัย และเท่าเทียม

ด้าน นพ.ธิติ แสวงธรรม ผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข เขตสุขภาพที่ 10 กล่าวว่า ปัจจุบันระบบสาธารณสุขของประเทศไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายหลายประการ ทั้งการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ การเพิ่มขึ้นของโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) และความคาดหวังของประชาชนต่อคุณภาพบริการด้านสุขภาพที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

การพัฒนาระบบสุขภาพในอนาคตจึงจำเป็นต้องอาศัยการบูรณาการการทำงานอย่างไร้รอยต่อ ทั้งในมิติของหน่วยบริการ ตั้งแต่ระดับปฐมภูมิ ทุติยภูมิ และตติยภูมิ รวมถึงการเชื่อมโยงความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการสาธารณสุขที่มีคุณภาพได้อย่างทั่วถึง

“แนวคิด Seamless Care for All สอดคล้องกับนโยบายสำคัญของกระทรวงสาธารณสุข ที่มุ่งลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการ ยกระดับคุณภาพบริการสุขภาพทุกระดับ และนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาพัฒนาระบบสุขภาพ ภายใต้แนวทาง ‘หมอไม่ล้า ประชาชนไม่รอ เชื่อมต่อทุกบริการผ่านเทคโนโลยี’” นพ.ธิติ กล่าว

สำหรับการประชุมครั้งนี้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 8–9 มิถุนายน 2569 โดยมีกิจกรรมสำคัญประกอบด้วย การนำเสนอผลงานวิชาการประเภท Oral Presentation และ E-Poster Presentation รวมกว่า 200 ผลงาน การจัดนิทรรศการนวัตกรรมเด่นจากทั้ง 5 จังหวัดในเขตสุขภาพที่ 10 การบรรยายพิเศษจากผู้ทรงคุณวุฒิ ตลอดจนเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้านการพัฒนาระบบสุขภาพในมิติต่าง ๆ

ผู้เข้าร่วมประชุมประกอบด้วยคณะผู้บริหาร ผู้ทรงคุณวุฒิ แพทย์ พยาบาล บุคลากรสาธารณสุข และภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งสิ้นกว่า 400 คน โดยมีเป้าหมายร่วมกันในการพัฒนาระบบบริการสุขภาพให้สามารถตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

การประชุมวิชาการเขตสุขภาพที่ 10 ประจำปีงบประมาณ 2569 ในครั้งนี้ นับเป็นเวทีสำคัญในการรวบรวมองค์ความรู้ งานวิจัย และนวัตกรรมด้านสุขภาพ เพื่อนำไปสู่การพัฒนาระบบบริการสาธารณสุขของภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่างให้มีคุณภาพมากยิ่งขึ้น พร้อมรอง รับการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและโครงสร้างประชากรในอนาคต อันจะนำไปสู่เป้าหมายสูงสุด คือ การสร้างสุขภาวะที่ดีให้แก่ประชาชนทุกช่วงวัยอย่างทั่วถึง เท่าเทียม และยั่งยืน


จ.มุกดาหาร – ทรงสิทธิ์ สาระกิจ
โทร. 098-869-9888

ระทึกกลางแยก ! เก๋งคุณยายวัย 66 ควันท่วมใต้กระโปรงรถ โชคดี ปภ.มุกดาหาร ระงับเหตุทันท่วงที รอดหวุดหวิด 5 ชีวิต

มุกดาหาร — ระทึกกลางแยก! เก๋งคุณยายวัย 66 ควันท่วมใต้กระโปรงรถ โชคดี ปภ.มุกดาหาร รณรงค์หมวกนิรภัยอยู่ใกล้ สามารถระงับเหตุใว้ทันท่วงที รอดหวุดหวิด 5 ชีวิต

เมื่อเวลา 08.30 น. วันที่ 8 มิ.ย. 2569 นายอดุลย์ ศิริมันต์ หัวหน้าป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เทศบาลเมืองมุกดาหาร (หน.ปภ.ทม.มุกดาหาร) ได้นำกำลังเจ้าหน้าที่งานป้องกันฯ และเจ้าหน้าที่เทศกิจ ร่วมกันตั้งจุดออกรณรงค์ “ขับขี่ปลอดภัย สวมใส่หมวกนิรภัย 100%” บริเวณสี่แยก ธ.ก.ส. มุกดาหาร เพื่อกวดขันวินัยจราจรและสร้างความปลอดภัยให้กับผู้ใช้รถใช้ถนนในพื้นที่

ต่อมาในเวลา 09.00 น. ระหว่างที่เจ้าหน้าที่กำลังปฏิบัติงานอยู่นั้น ได้มีรถยนต์เก๋งคันหนึ่งขับเข้ามาบริเวณแยก ธ.ก.ส. และเกิดสิ่งผิดปกติขึ้นอย่างรุนแรง เมื่อมีกลุ่มควันหนาทึบพวยพุ่งออกมาจากใต้ฝากระโปรงหน้ารถอย่างน่ากลัว สร้างความตื่นตระหนกให้กับผู้สัญจรไปมา

เมื่อ นายอดุลย์ ศิริมันต์ เห็นเหตุการณ์วิกฤติตรงหน้า จึงไม่รอช้า สั่งการให้คนขับนำรถเข้าจอดแอบข้างทางในจุดที่ปลอดภัยทันที พร้อมทั้งประสานรถดับเพลิงในสังกัด ทม.มุกดาหาร ให้รีบเดินทางมายังจุดเกิดเหตุเพื่อฉีดพรมน้ำลดความร้อนและสกัดกั้นไม่ให้เปลวไฟลุกไหม้ลุกลามได้อย่างทันท่วงที

จากการตรวจสอบภายในรถ พบว่ามีผู้โดยสารนั่งรวมกันมาทั้งหมด 5 ชีวิต โดยมี นางถวิล มองขัน อายุ 66 ปี เป็นคนขับ เดินทางมาจากตำบลชะโนด อำเภอหว้านใหญ่ จังหวัดมุกดาหาร เพื่อพากันไปติดต่อราชการที่สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดมุกดาหาร (พมจ.) แต่กลับมาประสบเหตุดังกล่าวเสียก่อน

เหตุการณ์ในครั้งนี้ นับเป็นความโชคดีอย่างถึงที่สุด ที่ในขณะเกิดเหตุเป็นช่วงเวลาที่เจ้าหน้าที่ ปภ. และเทศกิจ กำลังตั้งจุดรณรงค์ป้องกันอุบัติเหตุทางถนนอยู่ในบริเวณนั้นพอดี ทำให้สามารถเข้าควบคุมสถานการณ์และระงับเหตุร้ายไว้ได้อย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ทั้ง 5 ชีวิตปลอดภัย ไม่มีใครได้รับบาดเจ็บ

ส่วนสาเหตุของควันพวยพุ่งคาดว่าเกิดจากระบบเครื่องยนต์หรือระบบไฟฟ้ารถยนต์ขัดข้อง ซึ่งจะได้ตรวจสอบอย่างละเอียดต่อไป


วีระชัย บทมาตย์
ข่าวสาธารณะ รายงาน

หลอนเผานั่งยางตัวเอง ถามแม่ไปตายด้วยไหม พร้อมคำลา “ไปก่อนเด้อ” โอกาสรอดแค่ 10 %

นครพนม – หลอนเผานั่งยางตัวเอง ถามแม่ไปตายด้วยไหม พร้อมคำลา “ไปก่อนเด้อ” โอกาสรอดแค่ 10 %

วันที่ 7 มิถุนายน 2569 เวลาประมาณ 13.00 น. ร.ต.ท.ณัฐพงษ์ ประเสริฐสังข์ รองสารวัตรสอบสวน สภ.หนองฮี อ.ปลาปาก จ.นครพนม ได้รับแจ้งจากนายเด่นศักดิ์ วงศ์ตาขน อายุ 46 ปี ผู้ใหญ่บ้านหนองเทาน้อย หมู่ที่ 2 ต.หนองเทาใหญ่ ว่า เกิดเหตุคนคลุ้มคลั่งใช้น้ำมันเบน ซินราดและจุดไฟเผาตัวเองในห้องน้ำบ้านเลขที่ 70 หมู่ 2 จึงเดินทางไปตรวจสอบ เบื้องต้นผู้ก่อเหตุถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลปลาปาก ทราบว่าชื่อนายวศกร บุญก้อน หรือจัด อายุ 40 ปี โดยมีนางลำพร บุญก้อน อายุ 70 ปี ผู้เป็นแม่ที่ยังอยู่ในอาการตกใจ ญาติต้องคอยพยุงไว้ตลอดเวลา พร้อมกับพาไปชี้จุดเกิดเหตุที่อยู่ภายในห้องน้ำ มียางรถยนต์ที่มีร่องรอยไฟไหม้ และแกลลอนน้ำมันขนาด 5 ลิตร จึงบันทึกไว้เป็นหลักฐาน

นางลำพรเล่าว่า นายจัดผู้ก่อเหตุเป็นลูกคนที่ 4 ในจำนวนพี่น้อง 5 คน แต่ก่อนก็เป็นคนดีคนหนึ่ง ภายหลังเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด จนเมียทนอยู่ด้วยไม่ได้ จากนั้นก็เริ่มมีอาการผิดไป จากเดิม และหนักขึ้นเรื่อยๆ จนไม่มีใครเข้าใกล้ แต่ไม่เคยทำร้ายใคร ก่อนจะจุดไฟเผานั่งยางตัวเอง ตอนค่ำวานนี้ (6 มิย.) นายจัดลูกชายมีอาการหลอน บอกให้แม่ไปหาที่หลบ เพราะจะมีคนมาตามฆ่า รุ่งเช้าก็จะเก็บตัวเงียบอยู่ในบ้าน กระทั่งตอนเที่ยงก็เดินออกมาถามแม่ว่า “จะไปฆ่าตัวตาย แม่จะไปตายด้วยไหม” ตนจึงบอกไปแม่รักลูกยิ่งกว่าดวงตา และไม่ให้ลูกไปไหนทั้งสิ้น ก่อนนายจัดจะคว้าแกลลอนน้ำมันที่พ่อเขาสำรองไว้ตัดหญ้า เดินเข้าไปในห้องน้ำ พร้อมคำพูดว่า “ไปก่อนเด้อ” แต่ไม่มีใครกล้าตามไปดูเพราะกลัวถูกทำร้าย สักพักก็มีเสียงไฟลุกพรึ่บในห้องน้ำ พร้อมกับร่างนายจัดผลักประตูห้องน้ำออกมานอนดิ้นด้วยความเจ็บปวด พวกญาติๆ รีบนำน้ำมาดับ พบสภาพนายจัดที่สวมเสื้อยืดกางเกงยีนส์ มีแผลพุพองจากรอยไฟไหม้ไปทั้งตัว จึงแจ้งผู้ใหญ่บ้านนำส่งโรงพยาบาลปลาปาก ซึ่งจากอาการดังกล่าว นายจัดคนเจ็บมีแผลไฟไหม้ทั้งร่าง ทางโรงพยาบาลต้องส่งตัวไปรักษายัง จ.อุดรฯ เพราะมีห้องปลอดเชื้อสำหรับคนไข้จากแผลไฟไหม้เฉพาะ โดยมีโอกาสรอดชีวิตแค่ 10 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น

ด้าน นางสาวสิรินรัตน์ ซาเสน อายุ 42 ปี พี่สาวนายจัด ยอมรับว่าน้องชายตกเป็นทาสยาเสพติด แสดงอาการตั้งแต่เช้าถึงตอนเที่ยงก็บอกกับแม่จะไปฆ่าตัวตาย พวกญาติก็คิดว่าเป็นการพูดเล่น จนเกิดเหตุขึ้นจริงๆจึงวิ่งหาน้ำไปดับ ตอนแรกน้องชายยังพอพูดได้ พอนำขึ้นรถกู้ชีพน้องก็หมดสติ เบื้องต้นคาดเกิดจากอาการคลุ้มคลั่ง ทำให้ประสาทหลอน รวมทั้งมียางรถ ยนต์เก่าวางอยู่หน้าห้องน้ำ คนเจ็บจึงนำเข้าไปปิดประตู ราดน้ำมันและจุดไฟเผาตัวเอง


เทพข่าวร้อน & เพลิงพระกาฬ สำนักข่าวความมั่นคงจังหวัดนครพนม รายงาน

ไทย-เกาหลี- ญี่ปุ่น-อเมริกา ร่วมลงนาม MOU ด้านการค้า เทคโนโลยี และวัฒนธรรม บนเวที IDCO GLOBAL MEETING 2026

ไทย-เกาหลี- ญี่ปุ่น-อเมริกา ร่วมลงนาม MOU ด้านการค้า เทคโนโลยี และวัฒนธรรม บนเวที IDCO GLOBAL MEETING 2026

การจัดงาน “IDCO GLOBAL MEETING 2026” ภายใต้แนวคิด “WORLD MEET THAILAND” จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ ท่ามกลางบรรยากาศแห่งความร่วมมือระดับนานาชาติ โดยมีนักธุรกิจ ผู้นำองค์กร และแขกผู้มีเกียรติจากหลายชาติเข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง อาทิเช่น ไทย, เกาหลีใต้, ญี่ปุ่น, อเมริกา, อินเดีย, เนปาล, อินโดนีเซีย และอีกหลายๆ ประเทศร่วมงาน เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2569 ที่ห้องประชุมชั้น 3 สโมสรกองทัพบก ถ.วิภาวดีรังสิต กรุงเทพฯ
โดยงานนี้ ประเทศไทย,เกาหลีใต้และญี่ปุ่น ร่วมเป็นเจ้าภาพจัดงาน

สำหรับพิธีเปิดงานได้รับเกียรติจาก ดร.จุฬาภัสส์ พิทักษ์เศรษฐการ ประธานผู้จัดงาน กล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วมงาน พร้อมกล่าวถึงบทบาทสำคัญของ IDCO ในการเป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ การทูต เทคโนโลยี และการพัฒนาในระดับนานาชาติ

จากนั้น พลเอกชนาธิป บุนนาค ประธานในงานพิธี ได้กล่าวเปิดงานอย่างเป็นทางการ พร้อมเน้นย้ำถึงการสร้างเครือข่ายพันธมิตรระหว่างประเทศ เพื่อผลักดันประเทศไทยสู่ศูนย์กลางความร่วมมือแห่งภูมิภาคเอเชีย

ภายในงานยังได้รับเกียรติจาก “จุน ชินโด” ประธานผู้ดำเนินรายการ ที่ทำหน้าที่ดำเนินพิธีอย่างมืออาชีพ และ “ยู ฮี ยอง” ประธานผู้ดำเนินรายการ อดีตประธานสถานีวิทยุกระจายเสียง KBS ประเทศเกาหลีใต้ ที่ร่วมกล่าวแสดงความยินดี พร้อมสนับสนุนความร่วมมือด้านสื่อและวัฒนธรรมระหว่างประเทศ

สำหรับช่วงสำคัญที่ได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก คือ “พิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ระหว่างประเทศไทย,สาธารณรัฐเกาหลี และ ประเทศญี่ปุ่น โดย บริษัท คอร์ โอเทค โซลูชั่น จำกัด และ ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งถือเป็นอีกก้าวสำคัญของการสร้างความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ด้านเศรษฐกิจ เทคโนโลยี พลังงานสะอาด และการพัฒนาสินค้าเกษตรคุณภาพสู่ตลาดโลก

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีพิธีมอบรางวัลเกียรติยศแก่บุคคลระดับ VVIP และ VIP รวมถึงพิธีมอบรางวัล HERO BUSINESS AWARD 2026 ให้แก่บุคคลและองค์กรที่มีผลงานโดดเด่น ตลอดจนการแสดงศิลปวัฒนธรรมไทยและการแสดงจากนานาชาติ ที่ช่วยสะท้อนเสน่ห์และพลังของประเทศไทยสู่สายตาชาวโลก

IDCO GLOBAL MEETING 2026 จึงไม่เพียงเป็นเวทีแห่งเกียรติยศ แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ของการเปิดประตูสู่ความร่วมมือระดับโลกอย่างเป็นรูปธรรม

อนึ่ง มีเทปบันทึกรายการนี้ ออกอากาศ ททบ.5 ในวันที่ 10 มิ.ย.2569 นี้ เวลา 10.20-11.15 น.


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

รายการมวยไทย SUPER CHAMP พรีเซ็นเต็ดบายวันก่อเกียรติ ท่ามกลางแขกผู้มีเกียรติและแฟนกำปั้น ที่เวทีมวย World Siam Stadium ตะวันนา กรุงเทพฯ

ศักดิ์สรณ์ แก้วเฟื่อง กำปั้นจอมพลิ้วจากสุโขทัย ผ่านเข้ารอบรองชนะเลิศตาม เอ็ม 16 บ้านแรมบ้า จอมลุยจากชลบุรีเป็นคนที่สอง หลังชนะคะแนน ชนะภูมิ ชูตระกูล จากนครปฐม “มวยรอบสากล มุ่งแชมป์เปี้ยนโลก”

เมื่อวันที่ 6 มิ.ย.2569 ที่ เวทีมวย World Siam Stadium ตะวันนา กรุงเทพฯ : ในการแข่งขันมวยไทย SUPER CHAMP พรีเซ็นเต็ดบายวันก่อเกียรติ ร่วมจัดโดย”เสี่ยโก้” นายก่อเกียรติ พาณิชยารมณ์ โปรโมเตอร์มวยโลกเจ้าของรางวัลยอดเยี่ยมเอเชีย 3 สถาบัน และ “เสี่ยอู๊ด” นายสรวีร์ ฤทธิชัย ผู้บริหารวันก่อเกียรติและโปรโมเตอร์เวทีลุมพินี วันนี้มวยรอบสากล ก่อเกียรติมุ่งแชมป์เปี้ยนโลก กลับมาดวลกันต่อในรอบรองชนะเลิศรุ่น 115-117 ปอนด์พร้อมมวยไทย 3 ยกสุดเดือดอีก 7 คู่ ซึ่งนัดนี้โปรโมเตอร์ผู้ร่วมจัดถึงคิวโปรโมเตอร์เมืองเหนือ ป๋อง ลำปาง รับหน้าที่ประกบคู่มวยที่เน้นความดุเดือด เร้าใจ และชกกันสนุก

โดยได้รับเกียรติจากแขกผู้มีเกียรติ, ผู้บริหารภาคเอกชน และแฟนกำปั้นชาวไทยและต่างชาติเข้าชมเป็นจำนวนมาก และถ่ายทอดสดทั่วประเทศเวลา 17.30-20.00 น. ทางช่อง 8 กด 27 โดยการแข่งขันมวยไทย SUPER CHAMP พรีเซ็นเต็ดบายวันก่อเกียรติ ประจำวันเสาร์ที่ 6 มิ.ย.69 มีผลการแข่งขันดังนี้

  • คู่ที่ 1 มวยรอบสากล ก่อเกียรติมุ่งแชมป์เปี้ยนโลก พิกัด 115-117 ปอนด์ (6 ยก) รอบรองชนะเลิศ ชนะภูมิ ชูตระกูล กำปั้นหนุ่มวัย 16 ปีเจ้าของสถิติชนะรวด 5 นัดรวดจากนครปฐม พบกับ ศักดิ์ศรณ์ แก้วเฟื่อง กำปั้นวัย 17 ปีจากสุโขทัยที่ผ่านสังเวียนมา 3 นัดพร้อมสถิติชนะรวด 3 นัดเช่นกัน คู่นี้ออกหมัดแลกกันสนุกตลอด 6 ยกแต่ ศักดิ์ศรณ์ โชว์ลีลาพลิ้วในการเคลื่อนไหวการเข้าทำและ การตั้งรับครบ 6 ยกกรรมการรวมคะแนนแล้วชูมือให้ ศักดิ์ศรณ์ แก้วเฟื่อง จากสุโขทัยชนะคะแนนผ่านเข้ารอบรองชนะเลิศเป็นคนที่ 2 ตาม เอ็ม 16 บ้านแรมบ้า จากชลบุรี
  • คู่ที่ 2 มวยไทย 3 ยกพิกัด 56 ก.ก หนึ่งในแฝดสยามจากปราจีนบุรี จอมน้อย พ.เพชรพิทักษ์ แฝดผู้น้องดวลเดือดกับ เพชรอานนท์ ก้องจักรวาลมวยไทย นักมวยไทยดาวรุ่งวัย 16 ปีจาก สปป.ลาว เจ้าของสถิติชนะรวด 12 นัด ยกแรก เพชรอานนท์ ยิงหมัดซ้ายตรงส่ง จอมน้อย ลงไปให้กรรมการนับ 8 จากนั้นคุมเกมไว้ได้เหนือกว่าก่อนจัดอาวุธมวยไทยชุดใหญ่ใส่ จอมน้อย ในยกที่ 3 ก่อนชนะน็อคเพิ่มสถิติชนะ 13 นัดรวด
  • คู่ที่ 3 มวยไทย 3 ยกพิกัด 64 ก.ก. จอมใหญ่ พ.เพชรพิทักษ์ แฝดผู้พี่พบ ไรอัน สมิธ จากออสเตรเลียที่โชว์อาวุธมวยไทยครบเครื่องก่อนถีบจิกเข้าลิ้นปี่จน จอมใหญ่ คายฟันยางลงไปให้กรรมการนับ 10 ไรอัน สมิธ จากออสเตรเลีย ชนะน็อคไปในยกแรก
  • คู่ที่ 4 มวยไทย 3 ยกพิกัด 65 ก.ก. รุ่งลำพอง พยัคฆ์ภูหลวง นักมวยไทยดาวรุ่งวัย 16 ปีเตรียมตัวมาดีรูปร่างสูงยาว ใช้ความได้เปรียบโจมตีด้วยลูกเตะสูงใส่ คอลลี่ ศศิประภายิม นักมวยไทยชาวโมร็อคโกตลอด 3 ยกก่อนชนะคะแนนไป
  • คู่ที่ 5 มวยไทย 3 ยกพิกัด 55 ก.ก. กิตติศักดิ์ จิ้มแจ่มบ็อกซิ่ง ชนะน็อคยก 2 เพชรเวียงจันทร์ สิงห์มนัสศักดิ์ นักมวยไทยจาก สปป.ลาว
  • คู่ที่ 6 คู่เอกมวยไทย 3 ยกพิกัด 75 ก.ก. รุ่งรัตน์ พุ่มพันธ์ม่วง นักมวยไทยจอมฝีมือจากเมืองช้างสุรินทร์วัย 31 ปี โชว์ความเก๋าส์และประสบการณ์เหนือชั้นชนะคะแนน โจชัว โทมัส นักมวยไทยชาวอเมริกัน
  • คู่ที่ 7 มวยไทย 3 ยกพิกัด 67 ก.ก. อามีร์ วิคตอรี่ไฟท์คลับ จากอิหร่านปะทะเดือดกับ แอนโทนี่ บ้านแรมบ้า จากแคนาดาแบบใครดีใครอยู่มีแผลแตกเลือดอาบทั้งคู่ ก่อนกรรมการชูมือให้ แอนโทนี่ ชนะคะแนนเดือด
  • คู่ที่ 8 มวยไทย 3 ยกพิกัด 48 ก.ก. ฟ้าผ่า จิ้มแจ่มบ็อกซิ่ง นักมวยไทยดาวรุ่งวัย 15 ปีแลกอาวุธมวยไทยครบเครื่องกับ ก้าวหน้า มานพชัยยิม จาก สปป.ลาว ตลอด 3 ยกก่อนกรรมการชูมือให้ ฟ้าผ่า จิ้มแจ่มบ็อกซิ่ง ชนะคะแนนไป

“เสี่ยโก้” นายก่อเกียรติ พาณิชยารมณ์ โปรโมเตอร์มวยโลกเจ้าของรางวัลยอดเยี่ยมเอเชีย 3 สถาบันกล่าวย้ำเชิญชวนแฟนกำปั้นติดตามความมันส์ที่มีทั้งมวยสากลและมวยไทยในรายการเดียว กับ “มวยไทย SUPER CHAMP พรีเซ็นเต็ดบายวันก่อเกียรติ” ทุกวันเสาร์ โดยสัปดาห์หน้าพบกันแน่นอนในวันเสาร์ที่ 13 มิ.ย.2569 ที่ เวทีมวย World Siam Stadium ตะวันนา กรุงเทพฯ เวลา 17.30-20.00 น. ทางช่อง 8 กด 27 แฟนมวยสายเดือดต้องไม่พลาด!


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

ตม.พัฒนาแอป THIM เตรียมเปิดคนต่างชาติลงทะเบียนก่อนเข้าไทย ลดคิวยาว อุดรอยรั่วมั่นคง คาด สิงหา 69 เปิดใช้

ตม.พัฒนาแอป THIM เตรียมเปิดคนต่างชาติลงทะเบียนก่อนเข้าไทย ลดคิวยาว อุดรอยรั่วมั่นคง คาด สิงหา 69 เปิดใช้

ตามนโยบายรัฐบาล ที่ให้ความสำคัญกับการดูแลคนต่างชาติที่เข้ามาท่องเที่ยวและเข้าพำ นักในประเทศไทยด้วยวีซ่าประเภทต่างๆ โดยให้ ตม. เพิ่มขีดความสามารถในการกำกับดูแลการพำนักของชาวต่างชาติ เพื่อป้องกันการแฝงตัวสร้างปัญหาในประเทศ หรือแม้แต่ถูกกระทำในลักษณะเป็นเหยื่อตามที่ปรากฎกระแสในช่วงนี้ ในขณะเดียวกัน ก็ต้องลดปัญหาที่กระทบต่อภาพลักษณ์การท่องเที่ยวของประเทศ เช่น ความหนาแน่นที่สนามบิน การไม่ได้รับความสะดวกในการติดต่อเจ้าหน้าที่ เป็นต้น ซึ่งสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองได้พัฒนาแอปพลิ เคชัน THIM เพื่อให้คนต่างชาติลงทะเบียนในระยะทดลอง ซึ่งมีภาคสังคมให้ความสนใจ และมีข้อสอบถามมายัง สตม. เป็นจำนวนมาก

ล่าสุด วันที่ 6 มิ.ย.2569 : เพจ “IMM Thailand” ได้เผยแพร่ว่า โครงการดังกล่าว พล.ต.ท. ภาณุมาศ บุญญลักษม์ ผบช.สตม. ได้มอบหมายให้ พล.ต.ต.ปรัชญา ประสานสุข รอง ผบช. สตม. ขับเคลื่อนพัฒนาแอปพลิเคชัน THIM หรือ Thailand Immigration Management โดยเป็นแอปพลิเคชันที่สามารถใช้งานบนอุปกรณ์มือถือหรืออุปกรณ์เคลื่อน ที่ ซึ่งได้พัฒนาขึ้นโดยมีแนวคิดหลักในการสร้างความสมดุลระหว่างการกำกับดูแลการพำนักภายใต้ความมั่นคงของชาติ กับการอำนวยความสะดวกในการลงทะเบียน และการขออนุญาตตามกฎหมายคนเข้าเมืองแก่ชาวต่างชาติที่เดินทางเข้าไทยทุกประเภทวีซ่า

โดยชาวต่างชาติ สามารถดาวน์โหลดและลงทะเบียนผ่านแอปพลิเคชัน THIM เพื่อลงราย การข้อมูลตามหนังสือเดินทาง โดยแอปพลิเคชันสามารถให้ความสะดวกในการลงข้อมูลตามหนังสือเดินทางดังกล่าว ด้วยการถ่ายรูปพาสปอร์ต ระบบจะอ่านและทำการบันทึกข้อมูลให้โดยอัตโนมัติ ชาวต่างชาติเพียงกรอกข้อมูลสถานที่พำนักในไทย ข้อมูลการเดินทาง รวมถึงเหตุผลต่างๆ เพื่อใช้พิจารณาอนุญาตให้เข้ามาในราชอาณาจักร ในรูปแบบ Thailand Digital Arrival Card โดยจะมีการจัดเก็บข้อมูลในระบบสารสนเทศตรวจคนเข้าเมือง ที่ได้ร่วมพัฒนากับบริษัทเอกชนที่มีน่าความเชื่อถือในระดับโลก ในด้านความมั่นคงปลอดภัยของระบบ

ข้อดีเบื้องต้นของแอปพลิเคชันนี้ คือชาวต่างชาติจะสามารถกรอกข้อมูลการเข้าประเทศได้อย่างละเอียด แต่สะดวกกว่าเดิม โดยใช้เวลาไม่เกิน 3 นาที และยังสามารถช่วยอำนวยความสะดวกให้สามารถกรอกข้อมูลของผู้ที่เดินทางมาเป็นหมู่คณะให้สามารถกรอกในคราวเดียว กันได้ถึง 10 คน เป็นการช่วยอำนวยความสะดวก และลดระยะเวลาการดำเนินการเป็นหมู่คณะได้รวดเร็วยิ่งขึ้น (เฉลี่ยต่อคนไม่เกิน 3 นาที) ในขณะที่ปัจจุบัน การกรอกข้อมูลต้องกรอกผ่านเว็บไซต์ ซึ่งทำงานล่าช้ากว่า

นอกจากนั้น ในอนาคตจะมีการพัฒนาให้เป็น Super App สำหรับชาวต่างชาติ ทั้งกลุ่มนักท่องเที่ยวระยะสั้น ผู้พำนักระยะยาว ไปจนถึงกลุ่มที่เข้ามามีถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักรได้แบบเบ็ดเสร็จ เช่น สามารถขอเอกสารที่เกี่ยวข้องและจำเป็นต้องนำไปใช้เพื่อรับรองหรือยืนยันตัวของชาวต่างชาติ ยื่นเอกสารต่างๆ ที่จำเป็นต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ โดยเจ้าหน้าที่สามารถตรวจพิจารณาผ่านแอปพลิเคชันได้ โดยคนต่างชาติไม่จำเป็นต้องเดินทางมาพบด้วยตนเอง การทำการนัดหมายการเข้าพบเจ้าหน้าที่ ซึ่งลดเวลาการเดินทาง และความหนาแน่นของปริมาณคนต่างชาติในการยื่นขออนุญาต ณ ที่ทำการ ตม. แต่ไม่ลดประสิทธิภาพในการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่

นอกจากนั้น คนต่างชาติที่ลงทะเบียนในแอปพลิเคชัน ที่ประสบเหตุหรือต้องการความช่วยเหลือ สามารถติดต่อขอความช่วยเหลือผ่านแอปพลิเคชันไปยังสายด่วนตำรวจท่องเที่ยวได้ตลอด 24 ชม.

ในช่วงเริ่มต้นของโครงการนำร่อง แพลตฟอร์มดิจิทัลนี้ได้รับการพัฒนาให้รองรับการใช้งานถึง 4 ภาษาหลัก ได้แก่ ภาษาอังกฤษ รัสเซีย ญี่ปุ่น และจีน ซึ่งเป็นกลุ่มสัญชาตินักท่องเที่ยวหลักที่เดินทางเข้าสู่ประเทศไทยในสัดส่วนที่สูง และทางผู้พัฒนาตั้งเป้าที่จะขยายศักยภาพให้รองรับภาษาต่างๆ เพิ่มเติมอีกอย่างน้อย 15 ภาษาในอนาคตอันใกล้ เพื่อให้ครอบคลุมผู้เดินทางจากทั่วโลก แอปพลิเคชันนี้พร้อมเปิดให้ผู้เดินทางดาวน์โหลดใช้งานได้แล้ว ทั้งบนระบบปฏิบัติการ iOS ผ่าน App Store และระบบปฏิบัติการ Android ผ่าน Play Store

ขณะนี้ สตม. ได้เปิดให้ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน เพื่อทดลองใช้งานและทดลองระบบ โดยเบื้องต้นนี้สามารถใช้งานเพื่อลิงก์การลงทะเบียนในระบบ TDAC (Thailand Digital Arrival Card)ได้แล้ว และจะมีการพัฒนาระบบอื่นๆ เพิ่มเติมโดยสมบูรณ์ ทั้งนี้ จะมีกำหนดการเปิดใช้เต็มรูปแบบอย่างเป็นทางการ ในช่วงเดือน สิงหาคม 2569

“ปัจจุบันระบบตรวจคนเข้าเมืองของไทยรองรับนักท่องเที่ยวต่างชาติราว 30 ล้านคนต่อปี และมีแนวโน้มจะเพิ่มมากขึ้น เรามุ่งมั่นที่จะยกระดับประสบการณ์ของผู้เดินทาง ณ ด่านตรวจคนเข้าเมือง เพื่อสะท้อนภาพลักษณ์ของประเทศไทยที่ทันสมัยและเป็นมิตร โดย THIM จะช่วยผลักดันให้ประเทศไทยก้าวขึ้นเป็นผู้นำในการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบตรวจคนเข้าเมืองดิจิทัลในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ผ่านแพลตฟอร์มบนมือถือและอุปกรณ์เคลื่อนที่ระดับประเทศ ด้วยการใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย แต่มีความมั่นคงปลอดภัย เราสามารถลดระยะเวลาในการดำเนินการลงได้อย่างมาก พร้อมเสริมศักยภาพด้านความมั่นคงของประเทศอีกด้วย” พล.ต.ต.ปรัชญา ประสานสุข รอง ผบช.สตม. กล่าว


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

“หนีไม่รอด” สืบ กก.1 สตม. ตามรวบต่างด้าวจีน แก๊งตระเวนลักทรัพย์พื้นที่เชียงใหม่ ก่อนเผ่นหนีลงใต้ ตอบรับมาตรการ 3 ไม่ ของ สตม.

“หนีไม่รอด” สืบ กก.1 สตม. ตามรวบต่างด้าวจีน แก๊งตระเวนลักทรัพย์พื้นที่เชียง ใหม่ ก่อนเผ่นหนีลงใต้ ตอบรับมาตรการ 3 ไม่ ของ สตม.

ตามที่ สตม.ได้แถลงมาตรการ 3 ไม่ ประกอบด้วย ไม่ให้เข้า ไม่ให้อยู่ และไม่ให้รอด เพื่อสกัดกั้นและกวาดล้างชาวต่างชาติที่แฝงตัวเข้ามาก่ออาชญากรรมหรือทำผิดกฎหมายในประเทศไทย โดยใช้ระบบคัดกรอง APPS (Advance Passenger Processing System ) ชาวต่างชาติที่มีหมายจับหรือแบล็คลิสต์ (Blacklist) ตั้งแต่ต้นทางเพื่อไม่ให้เข้า กรณีเข้ามาแล้วมีพฤติกรรมไม่เหมาะสม เพิกถอนวีซ่า กวาดล้าง ผลักดันชาวต่างชาติที่ทำผิดเงื่อนไข เช่น กลุ่ม “วีซ่านักเรียนทิพย์” ไม่ให้อยู่ สุดท้ายคือเอกซเรย์พื้นที่ ตรวจสอบต่างชาติที่กระทำผิดกฎหมาย และสามารถประสานงานจับกุมทันที ไม่ให้รอดไปได้

เมื่อวันที่ 5 มิ.ย.2569 เวลาประมาณ 15.30 น. ภายใต้อำนวยการของ พล.ต.ท.ภาณุมาศ บุญญลักษม์ ผบช.สตม., พล.ต.ต.พันธนะ นุชนารถ รอง ผบช.สตม., พล.ต.ต.ภานพ วรธนัชชากุล ผบก.สส.สตม., พ.ต.อ.รัฐโชติ โชติคุณ รอง ผบก.สส.สตม. และ เจ้าหน้าที่ กก.1 บก.สส.สตม. ได้สืบสวนจับกุมคนต่างด้าวตามหมายจับ จำนวน 2 ราย คือ MR.CHANGSONG อายุ 38 ปี สัญชาติจีน และ MR.ERRI อายุ 28 ปี สัญชาติจีน ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดเชียง ใหม่ ที่ จ.1346–1347/2569 ลง 5 มิ.ย.2569 ซึ่งกระทำความผิดฐาน ร่วมกันลักทรัพย์ตั้งแต่สองคนขึ้นไปในเคหสถานเวลากลางคืน โดยทำอันตรายสิ่งกีดกั้นสำหรับคุ้มครองบุคคลหรือทรัพย์ โดยเข้าทางช่องทางซึ่งได้ทำขึ้นโดยไม่ได้จำนงให้เป็นทางคนเข้า โดยใช้ยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำผิดหรือการพาทรัพย์นั้นไป หรือเพื่อให้พ้นการจับกุม

สืบเนื่องจากผู้ต้องหาทั้งสองได้เข้าไปลักทรัพย์สินในบ้านผู้เสียหาย ในพื้นที่ อ.เมือง จ.เชียง ใหม่ เมื่อวันที่ 19 พ.ค.2569 เป็นนาฬิกา 2 เรือน แหวนทอง 1 วง แหวนเพชรดอกไม้ 1 วง แหวนเพชรแถว 1 วง และคาดว่าน่าจะเดินทางมาพักอาศัยอยู่ในพื้นที่กรุงเทพฯ ไม่ทราบว่าพักที่ใด ซึ่ง พงส. อยู่ในระหว่างการขออนุมัติหมายจับจากศาล กก.สส.บก.สส.ภ.5 จึงได้ประสานมายัง พ.ต.อ.ธวัชชัย นรินรัตน์ ผกก.1 บก.สส.สตม. ให้ช่วยสืบสวนติตตามหาตัวคนต่างด้าวทั้ง 2 รายนี้

กก.1 บก.สส.สตม. จึงได้ตรวจสอบข้อมูลในระบบ Biometric พบว่า เมื่อวันที่ 28 พ.ค.2569 MR.ERRI ได้เข้าพักที่โรงแรมแห่งหนึ่งในเขตห้วยขวาง กรุงเทพฯ เมื่อตามไปตรวจสอบพบว่า MR.ERRI และ MR.CHANGSONG ได้เช็คเอ๊าท์จากโรงแรมในวันนี้ จึงได้สืบสวนติด ตามจนทราบว่า ผู้ต้องหาทั้ง 2 ราย ได้เดินทางไปที่สถานีขนส่งหมอชิต 2 ซื้อตั๋วรถทัวร์เส้นทางกรุงเทพฯ – ยะลา โดยจะไปลงรถที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา จึงได้พาตัวมาซักถามเบื้องต้น ต่อมาศาลจังหวัดเชียงใหม่ได้อนุมัติหมายจับผู้ต้องหาทั้ง 2 ราย จึงได้แสดงหมายจับให้ทราบ และนำตัวส่ง พงส.สภา.เมืองเชียงใหม่ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

กกพ. จับมือ สวทช. เปิดตัว “ERCvoice” ยกระดับการคุ้มครองผู้ใช้พลังงาน สร้างช่องทางรับเรื่องร้องเรียนด้านไฟฟ้า สู่ยุคดิจิทัล แจ้งไว โปร่งใสติดตามผลได้แบบเรียลไทม์

กกพ. จับมือ สวทช. เปิดตัว “ERCvoice” ยกระดับการคุ้มครองผู้ใช้พลังงาน สร้างช่องทางรับเรื่องร้องเรียนด้านไฟฟ้า สู่ยุคดิจิทัล แจ้งไว โปร่งใสติดตามผลได้แบบเรียลไทม์

เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2569 ที่ห้องประชุม Tailor Hall โรงแรมเดอ ไพรม์ รางน้ำ เขตราชเทวี กทม. : สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ร่วมกับ สำนักงานพัฒนาวิทยา ศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เดินหน้ายกระดับการคุ้มครองสิทธิผู้ใช้พลังงาน พัฒนาช่องทางการรับเรื่องร้องเรียนด้านไฟฟ้าผ่าน Line Official “(กกพ.) รับแจ้งปัญหา” หรือ “@ERCvoice” เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชนสามารถแจ้งปัญหาด้านคุณภาพการให้บริการไฟฟ้าและปัญหาด้านผลกระทบจากการประกอบกิจการพลังงานได้อย่างรวดเร็ว ครอบคลุม และติดตามสถานะได้แบบเรียลไทม์ ผ่านโทรศัพท์มือถือ

นายวรวิทย์ ศรีอนันต์รักษา กรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เปิดเผยว่า ระบบดังกล่าวถูกออกแบบโดยใช้เทคโนโลยีที่ถอดแบบจากระบบ Traffy Fondue โดยเน้นความง่ายในการแจ้งปัญหา ส่งรูปภาพ ระบุตำแหน่ง และติดตามผลการดำเนินงานได้สะดวกยิ่งขึ้น ซึ่งจะช่วยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถรับเรื่องและประสานการแก้ไขได้อย่างตรงจุดและรวด เร็ว ประชาชนสามารถแจ้งปัญหาได้หลากหลายประเภท อาทิ ไฟฟ้าดับ ไฟตก งดจ่ายไฟ มิเตอร์ไฟฟ้าผิดปกติ หม้อแปลงไฟฟ้ามีปัญหา เหตุฉุกเฉินที่กระทบต่อการใช้ไฟฟ้า รวมถึงเรื่องร้องเรียนผลกระทบจากการประกอบกิจการพลังงาน เช่น น้ำเสีย มลพิษทางอากาศ ฝุ่นควัน กลิ่นรบกวน หรือกากของเสียจากอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นปัญหาที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อมของประชาชนโดยตรง

ในส่วนของการบริหารจัดการเรื่องร้องเรียนสำหรับเจ้าหน้าที่ เรื่องแจ้งถูกส่งเข้าสู่หน่วยงานผู้รับผิดชอบโดยตรง ทำให้สามารถจัดการเรื่องแจ้งต่างๆ ติดตาม ตรวจสอบ ได้อย่างรวดเร็วผ่านแอพพลิเคชั่นมือถือและเว็บไซต์ ซึ่งช่วยให้การบริหารจัดการเรื่องร้องเรียนมีความเป็นระบบ โปร่งใส และสามารถติดตามสถานะการดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังช่วยวิเคราะห์ข้อมูลปัญหาเชิงพื้นที่ เพื่อนำไปสู่การวางแผนแก้ไขปัญหาเชิงนโยบายในอนาคต

นายวรวิทย์ฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากความสะดวกในการแจ้งปัญหาแล้ว แพลตฟอร์มนี้ยังมุ่งเน้นความโปร่งใส โดยประชาชนทั่วไปสามารถเข้าดูสถิติและภาพรวมเรื่องร้องเรียน เรื่องแจ้งไฟตก ไฟดับ และสถานะการดำเนินงานต่างๆ ได้แบบเรียลไทม์ผ่านเว็บไซต์ https://fondue.traffy.in.th/ercvoice ซึ่งแสดงผลข้อมูลในรูปแบบพิกัด (Marker) และแผนที่ความร้อน (Heat map) เพื่อให้เห็นภาพรวมปัญหาด้านพลังงานในแต่ละพื้นที่ได้อย่างชัดเจน

การเปิดตัว ERCvoice ในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญของ สำนักงาน (กกพ.) ในการปรับเปลี่ยนองค์กรสู่ Digital Transformation อย่างเต็มรูปแบบ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของเจ้าหน้าที่ในการบริหารจัดการเรื่องร้องเรียน และสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชนผู้ใช้พลังงานทั่วประเทศ ประชาชนสามารถเริ่มใช้งานได้ทันที เพียงเพิ่มเพื่อน “กกพ. รับแจ้งปัญหา” ใน LINE ค้นหา ID: @ERCvoice หรือติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ของ (กกพ.)

ด้าน ดร.กัลยา อุดมวิทิต รองผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวว่า จุดเริ่มต้นของความร่วมมือนี้ เกิดจากความตั้งใจของ (กกพ.) ที่ต้อง การยกระดับการให้บริการประชาชนและเปลี่ยนผ่านกระบวนการทำงานสู่ระบบดิจิทัล เพื่อลดความซ้ำซ้อน และสร้างกระบวนการแก้ปัญหาที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ในทุกขั้นตอน
“(สวทช.)มุ่งมั่นดำเนินบทบาทในการเป็น ‘เครื่องยนต์วิจัยของประเทศ’ (Research Engine) เพื่อขับเคลื่อนและสนับสนุนหน่วยงานภาครัฐรวมถึงภาคส่วนต่างๆ ด้วยวิทยา ศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม สำหรับโครงการนี้ ทีมวิจัย (สวทช.) ได้นำเทคโนโลยีแกนหลักของ Traffy Fondue มาบูรณาการร่วมกับ กกพ. จนเกิดเป็นระบบ LINE Chatbot @ercvoice ที่มีระบบหลังบ้านแยกตามกลุ่มผู้ใช้งาน เพื่อการประสานงานที่มีประสิทธิภาพ พร้อมพัฒนา ERC Dashboard แสดงสถิติเรียลไทม์ แผนที่ความร้อน (Heat map) ปัญหาไฟตก-ไฟดับ และเชื่อมโยงกรอบเวลามาตรฐาน (SLA) ช่วยให้ (กกพ.) ติดตามและส่งต่อปัญหาได้อย่างแม่นยำ” ดร.กัลยาฯ กล่าว

อย่างไรก็ตามแพลตฟอร์มนี้ไม่ได้เป็นเพียงแอปพลิเคชันรับเรื่องร้องเรียน แต่เป็น “สะพาน” เชื่อมต่อระหว่างประชาชนกับหน่วยงานรัฐ ที่จะช่วยสร้างสังคมแห่งการมีส่วนร่วม ซึ่งจะเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ (Smart City) โดยเสียงสะท้อนจากชุมชนจะถูกนำไปวิเคราะห์เพื่อวางแผนโครงสร้างพื้นฐาน ลดความเหลื่อมล้ำ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนได้อย่างยั่งยืน

นอกจากนี้ แพลตฟอร์มดังกล่าวยังมุ่งเน้นความโปร่งใส โดยประชาชนทั่วไปสามารถเข้าดูสถิติ ภาพรวมเรื่องร้องเรียน และสถานะการดำเนินงานต่างๆ ในรูปแบบพิกัด (Marker) ได้แบบเรียลไทม์ผ่านเว็บไซต์ (https://fondue.traffy.in.th/ercvoice) เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชนผู้ใช้พลังงานทั่วประเทศ ประชาชนสามารถเริ่มใช้งานระบบได้ทันที เพียงเพิ่มเพื่อนใน LINE ค้นหา ID: @ERCvoice


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน