นายกฯ – ประชุมหารือร่วมกับสภาหอการค้าฯ ปลดล็อกปัญหาด้านการท่องเที่ยว เร่งขับเคลื่อนการท่องเที่ยวไทยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจประเทศ


นายกฯ ประชุมหารือร่วมกับสภาหอการค้าฯ ปลดล็อกปัญหาด้านการท่องเที่ยว เร่งขับเคลื่อนการท่องเที่ยวไทยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจประเทศ สั่งการเร่งแก้ไขปัญหาที่ภาคเอกชนเสนอให้ได้ภายใน 1 – 2 เดือน

วันนี้ (14 พ.ย.62) เวลา 09.00 น. ณ ตึกสันติไมตรี (หลังใน) ทำเนียบรัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธานการประชุมหารือร่วมกับสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยเพื่อยกระดับการท่องเที่ยวไทย โดยมีนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง และภาคเอกชน นำโดยนายกลินท์ สารสิน ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย พร้อมคณะ เข้าร่วมการประชุมหารือ

นายกรัฐมนตรีกล่าวเปิดการประชุมว่า รัฐบาลเน้นย้ำช่วงฤดูการท่องเที่ยวมีความเกี่ยวพันกับหลายส่วน ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจขนาดใหญ่ ขนาดกลางหรือขนาดเล็ก รวมถึงการค้าปลีก วันนี้สิ่งที่เราให้ความสำคัญมากที่สุดคือการดูแลผู้มีรายได้น้อย ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยภาคธุรกิจมาช่วยด้วย ทำอย่างไรที่จะทำให้คนไทยมีความสุข มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น รวมถึงการดูแลราคาสินค้าต่าง ๆ ในช่วงที่รัฐบาลกำลังเดินหน้าการปฏิรูปประเทศ สิ่งที่เราให้ความสำคัญที่สุดอย่างหนึ่งคือการปฏิรูปด้านเศรษฐกิจประเทศ ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจขนาดใหญ่ ขนาดกลาง ขนาดเล็ก ทุกภาคส่วนทุกระดับมีความสำคัญทั้งสิ้น ไม่สามารถทิ้งใครไว้ข้างหลังได้ ต้องแก้ไขเดินหน้าให้เข้มแข็งไปด้วยกัน เปรียบดั่งไม้ไผ่มัดรวมกันเป็นกำ จะหักยากและแข็งแรงขึ้น ซึ่งสิ่งที่จะคุยกันวันนี้เป็นเรื่องที่ภาคเอกชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้หารือกันมาก่อนหน้านี้แล้ว หลาย ๆ เรื่องจะต้องมีการปรับวิธีการใหม่ โดยเรื่องใดที่ทางภาครัฐจะช่วยดำเนินการให้ได้ก็ยินดี

ภายหลังการประชุม นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงผลการประชุมหารือว่า ที่ประชุมได้หารือด้านเศรษฐกิจเน้นในเรื่องการท่องเที่ยว ได้รับฟังข้อเสนอจากภาคธุรกิจทุกภาคส่วนทั้งในส่วนของผู้ประกอบการการท่องเที่ยว ธุรกิจโรงแรม ร้านค้าปลีก รวมถึงเรื่องเมืองหลักเมืองรอง การใช้ประโยชน์จากดิจิทัลในการบริหารงาน กฎกระทรวง กฎหมาย ที่วิธีการปฏิบัติหลาย ๆ อย่างอาจจะล้าสมัยยังไม่สอดคล้องในปัจจุบัน มีความจำเป็นต้องปรับแก้ในอนาคต โดยวันนี้ได้เร่งรัดว่าทุกอย่างจะต้องแก้ไข รีบคิด รีบพิจารณาเป็นกลุ่มย่อย หาแนวทางการแก้ไข ซึ่งเราได้ปรับไปหลายอย่างแล้ว  ตั้งแต่การประชาสัมพันธ์สิ่งที่ดีงามของประเทศไทย เพราะการจะเขียนจะโพสต์อะไรต่าง ๆ จะเผยแพร่ออกโซเชียลมีเดียไปได้ทั้งโลก ซึ่งในเรื่องของการประชาสัมพันธ์ การสร้างบ้านเมืองให้น่าอยู่น่าเที่ยวนั้นข้อสำคัญคือทุกคนต้องรู้จักเผื่อแผ่แบ่งปัน รายใหญ่ รายเล็ก ร้านค้าปลีก จะช่วยกันอย่างไร เมืองใหญ่เมืองรองต่าง ๆ ทั้งหมด และหลายอย่างต้องขับเคลื่อนด้วยการประชุมขนาดใหญ่ หรือ Mice การจัดกีฬา การจัดดนตรี การจัดมหกรรมดนตรีของนักดนตรีที่มีชื่อเสียงของโลกจะสามารถทำได้หรือไม่ ถ้าได้จัดในสถานที่สวยงามของไทยก็จะสามารถดึงนักท่องเที่ยวที่ชอบฟังเพลงให้มาท่องเที่ยวได้ โดยจะต้องมีการลงทุน มีการร่วมมือกัน

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า นอกจากนี้ จะต้องระมัดระวังเรื่องความมั่นคงด้วย การท่องเที่ยวมีสัดส่วนเกิน 20% ของ GDP เพราะมีหลาย Sector บาง Sector ยังมีปัญหาอยู่ ซึ่งมีผลกระทบด้วยกันทั้งสิ้น สถานประกอบการที่ถูกกฎหมายกับผิดกฎหมาย ที่ดินถูกกฎหมาย กับที่ดินผิดกฎหมาย โรงแรมถูกกฎหมายได้มาตรฐานกับโรงแรมไม่ได้มาตรฐาน ที่จะต้องแก้ไขให้ภาคเอกชน เพื่อไม่ให้เดือดร้อนกันไปทั้งหมด ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับกฎหมาย จึงต้องช่วยกันทำทั้งหมด ซึ่งตนอยากให้เร่งแก้ไขปัญหาที่ภาคเอกชนขอมาในวันนี้ให้ได้ภายใน 1 – 2 เดือน เรื่องใดที่ทำได้ก็ให้ทำ โดยทำคู่ขนานกันไปกับการแก้ปัญหาระยะยาว รวมทั้งจะมีการทำแผนแม่บทเรื่องการท่องเที่ยว ที่จะต้องสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ ปี 2560 – 2564 ช่วง 5 ปีแรก ซึ่งที่ผ่านมา 3 ปีสามารถแก้ปัญหาไปได้มากพอสมควร ดังนั้น แผนแม่บทเรื่องการท่องเที่ยวจะต้องทำให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ 5 ปีแรกกับแผน 5 ปี ของสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ แต่จะไม่ได้ไปล็อคเรื่องใด สามารถปรับได้ทั้งหมด แก้ไขได้ทุกอย่างตามสถานการณ์วันหน้าที่เปลี่ยนไป ไม่ได้เป็นการสืบทอดอำนาจใครทั้งสิ้น แต่เป็นอำนาจการบริหารงานของส่วนราชการกับภาคธุรกิจเอกชนที่ร่วมมือกัน

ด้านนายกลินท์ สารสิน ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า วันนี้ภาคเอกชนด้านการท่องเที่ยวหลายภาคส่วน ได้เข้าประชุมหารือกับนายกรัฐมนตรีถึงแนวทางที่ภาครัฐสามารถช่วยด้านการท่องเที่ยวได้  ซึ่งภาคเอกชนได้หารือร่วมกับหน่วยงานราชการมาก่อนหน้าแล้วเมื่อวานนี้ บางเรื่องก็เพิ่งทราบว่ารัฐบาลได้ดำเนินการแล้ว เช่น เรื่องวีซ่าสำหรับนักท่องเที่ยว Long Stay ที่ต้องใช้การประชาสัมพันธ์ให้มากขึ้น พร้อมกับที่ประชุมวันนี้ได้หารือถึงแนวทางการกระตุ้นรายได้ของ SMEs และคนในท้องถิ่น แนวทางการทำ Walking Street ช่วงจากนี้ถึงปลายปี 62 หรือต้นปี 63 ที่จะมี Walking Street ทดลองทุกวันอาทิตย์ อาจจะเป็นที่เยาวราช หรือหลายแห่งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดในจังหวัดที่สามารถทำได้ นอกจากนี้ ยังได้หารือถึงเรื่องแนวทางการติดไฟฟ้าในแหล่งโบราณสถานต่าง ๆ เพื่อให้เกิดแหล่งท่องเที่ยวในเวลากลางคืน

พร้อมกันนี้ ได้หารือกันว่ามีกฎหมายใดที่สามารถแก้ไขได้ โดยภาคเอกชนได้เสนอไปหลายเรื่อง  ที่ต้องมาหารือต่อไปว่าจะสามารถออกเป็นกฎกระทรวงได้หรือไม่ อย่างไร นอกจากนี้ มีการหารือถึงการดึงบล็อกเกอร์ คนเขียนข่าวจากต่างประเทศ เพื่อให้ช่วยโปรโมตประเทศไทย โดยในต้นปี 63 การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยจะดึงบล็อกเกอร์และนักข่าวจากทั่วโลกมาช่วยทำเรื่องนี้ ขณะที่เรื่อง Mice จะมีงานอีเว้นท์ใหญ่ระดับโลกมาจัดที่ประเทศไทย  รวมทั้งเรื่องการแข่งขันกีฬา การจัดแสดงคอนเสิร์ตของนักร้องดัง ก็จะมีการดึงเข้ามาประเทศไทยมากขึ้น ซึ่ง สสปน. มีแผนดำเนินการและภาคเอกชนพร้อมช่วยโปรโมต และภาคเอกชนยังได้หารือถึงเรื่องขอให้รัฐบาลสนับสนุน TAGTHAi Application หรือ แอพทักทาย ที่เปิดตัวไปเมื่อวานนี้ โดยแอพทักทาย สามารถจองห้องพัก จองตั๋วเครื่องบิน รวมทั้งดูข้อมูลสถานที่ท่องเที่ยวต่าง ๆ ในประเทศไทยด้วย

นายกลินท์ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ภาคเอกชนอยากให้ BOI ช่วยดูเรื่องกฎ กติกา มารยาท ที่จะโปรโมตเรื่องแหล่งท่องเที่ยวใหม่ ๆ Man Made Tourism ในประเทศไทย เพื่อดึงนักลงทุนให้มาลงทุนเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันก็ขอให้รัฐบาลช่วยโปรโมต Man Made Tourism ที่ดี ๆ ในประเทศไทยด้วย รวมทั้งในเรื่องของมาตรการภาษี ที่สายการบินได้รับผลกระทบ โดยเมื่อ 2 ปีที่แล้วภาษีสรรพสามิตน้ำมันเครื่องบินอยู่ที่ 0.23% แต่ปัจจุบันภาษีสรรพสามิตน้ำมันเครื่องบินอยู่ที่ 23% ซึ่งภาคเอกชนจะหารือกับกรมสรรพสามิต กระทรวงการคลังอีกครั้ง  ขณะที่เรื่องแนวทางจุด Vat Refund For Tourist นอกสนามบิน ที่ภาคเอกชนดำเนินการร่วมกับกระทรวงการคลังมาแล้ว 5 แห่งนั้น ภาคเอกชนก็อยากให้มีจุด Vat Refund For Tourist นอกสนามบินเพิ่มขึ้นอีกหลายจุด ทั้งในกรุงเทพฯ และกระจายไปทั่วประเทศ โดยจะได้มีการหารือแนวทางร่วมกันต่อไป

ทั้งนี้ จะมีการตั้งคณะทำงานร่วมระหว่างภาครัฐและเอกชน ซึ่งมีนายกอบศักดิ์ ภูตระกูล รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง เป็นผู้ประสานงาน เพื่อติดตามการดำเนินงานเรื่องเกี่ยวกับการท่องเที่ยวดังกล่าว  เพื่อโปรโมตการท่องเที่ยวของประเทศไทยให้ดีขึ้น ให้เกิดการกระจายรายได้ที่เร็วที่สุด

ขอบคุณเรื่องแนะนำจากกลุ่มประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ สำนักโฆษก

นายจุรินทร์ฯ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายและยุทธศาสตร์ครอบครัวแห่งชาติ (กยค.)

นายจุรินทร์ฯ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายและยุทธศาสตร์ครอบครัวแห่งชาติ (กยค.) โดยที่ประชุมเห็นชอบกำหนดนิยามและประเภท “ครอบครัว” สำหรับข้อมูลสารสนเทศด้านครอบครัว (Family Big Data)

วันนี้ (14พ.ย.62) เวลา 10.30 น. ณ ห้องประชุม 2503 ชั้น 5 ตึกบัญชาการ 2 ทำเนียบรัฐบาล นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายและยุทธศาสตร์ครอบครัวแห่งชาติ (กยค.) ครั้งที่ 2/2562 ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันกำหนดนิยามและประเภทครอบครัว สำหรับข้อมูลสารสนเทศด้านครอบครัว (Family Big Data) โอกาสนี้ ที่ประชุมทบทวนนิยามและประเภทครอบครัว โดยเห็นชอบนิยามและประเภทครอบครัว เพื่อประโยชน์ในการจัดทำข้อมูลสารสนเทศด้านครอบครัว (Family Big Data) รวมทั้งใช้ในการกำหนดนโยบายและมาตรการด้านครอบครัวต่อไป

สำหรับคำนิยามและประเภทครอบครัว ได้แก่

1.”ครอบครัว” คือ บุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไปที่ใช้ชีวิตร่วมกันฉันสามีภริยา หรือมีความผูกพันทางสายโลหิต หรือทางกฎหมาย หรือเกี่ยวดองเป็นเครือญาติ ซึ่งสมาชิในครอบครัวต่างมีบทบาทหน้าที่ต่อกัน และมีความสัมพันธ์ที่เกื้อกูลกัน 

2. การจำแนกครอบครัวตามโครงสร้าง ได้แก่ (1) ครอบครัวเดี่ยว คือ ครอบครัวที่ประกอบด้วยบุคคลที่ใช้ชีวิตร่วมกันฉันสามีภริยา อาจมีหรือไม่มีบุตร พ่อหรือแม่อยู่กับบุตร หรือพี่น้อง หรือญาติไม่เกินสองรุ่นใช้ชีวิตอยู่ร่วมกัน (2) ครอบครัวขยาย คือ ครอบครัวที่ประกอบด้วยบุคคลตั้งแต่สามรุ่นขึ้นไป หรือครอบครัวเดี่ยวสองครอบครัวขึ้นไปที่มีความผูกพันทางสายโลหิต หรือเกี่ยวดองเป็นเครือญาติ ซึ่งมีความสัมพันธ์ที่เกื้อกูลกัน และอาศัยอยู่ในบ้านหรือบริเวณเดียวกัน 

3. การจำแนกครอบครัวตามลักษณะเฉพาะ ได้แก่ (1) ครอบครัวพ่อหรือแม่เลี้ยงเดี่ยว คือ ครอบครัวที่พ่อหรือแม่ต้องเลี้ยงดูบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะโดยลำพัง (2) ครอบครัวข้ามรุ่น คือ ครอบครัวที่มี ปู่ ย่า ตา ยาย อยู่กับหลานตามลำพัง (3) ครอบครัวที่ผู้สูงอายุอยู่ด้วยกันตามลำพัง คือครอบครัวที่ประกอบด้วยสมาชิกอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป ตั้งแต่สองคนขึ้นไป อยู่ร่วมกันโดยไม่มีสมาชิกช่วงวัยอื่นอาศัยอยู่ด้วย (4) ครอบครัวคู่รักเพศเดียวกัน คือ ครอบครัวที่มีบุคคลเพศเดียวกันใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยา (5) ครอบครัวผสม คือ ครอบครัวที่ชายหญิงฝ่ายฝ่ายหนึ่งหรือทั้งสองฝายมีบุตรติดมาและได้สมรสหรืออยู่กินกันฉันสามีภริยาเป็นครอบครัวใหม่ และบุตรนั้นอาศัยอยู่ด้วยกัน (6) ครอบครัววัยรุ่น คือครอบครัวที่พ่อแม่เป็นวัยรุ่น และ(7) ครัวเรือนคนเดียว คือ ครัวเรือนที่บุคคลอาศัยอยู่คนเดียวตั้งแต่สามเดือนขึ้นไป

นอกจากนี้ ที่ประชุมรับทราบรายงานความก้าวหน้าโครงการคลังข้อมูลสารสนเทศด้านครอบครัวแห่งชาติ (Family Big Data) โดยมีแผนการดำเนินการในปีงบประมาณ 2563 ดังนี้ 

  1. สำนักงานสถิติแห่งชาติ GBDi กระทรวงดิจิทัล DE ทดลองนำร่องวิเคราะห์จำนวนครอบครัวแต่ละประเภทภาพรวมประเทศและรายจังหวัดจากข้อมูลโครงการสำรวจภาวะการทำงานของประชากรไตรมาส 3 ปี 2557 – 2561
  2. จัดทำ Data Catalog และ Data List รายกรมในกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.)
  3. เชื่อมโยงบูรณาการฐานข้อมูลบุคลากรและผู้รับบริการของกระทรวง พม.
  4. การจัดทำ platform เพื่อรองรับระบบ Family Big Data
  5. สนับสนุนงบประมาณให้ศูนย์พัฒนาครอบครัวในชุมชนดำเนินการสำรวจและจัดเก็บข้อมูลจำนวนครอบครัวในพื้นที่
  6. เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลครอบครัวตามคำนิยามและประเภทครอบครัว หารือแนวทางความร่วมมือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
  7. จัดทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) การแลกเปลี่ยนข้อมูลครอบครัวระหว่าง พม. กับหน่วยงานต่าง ๆ

ขอบคุณเรื่องแนะนำจากกลุ่มประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ สำนักโฆษก

รอง.นรม.พลเอก ประวิตร ฯ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการแม่น้ำโขงแห่งชาติไทย ครั้งที่ 2/2562

วันนี้ ( 14 พฤศจิกายน 2562) เวลา 10.45 น. ณ ห้องประชุม 301 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล พลเอกพลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการแม่น้ำโขงแห่งชาติไทย ครั้งที่ 2/2562

ที่ประชุมได้รับทราบถึงการเตรียมการของฝ่ายไทยตามระเบียบปฏิบัติ เรื่อง การแจ้ง การปรึกษาหารือล่วงหน้า และข้อตกลง (PNPCA) โครงการฯ เขื่อนหลวงพระบาง เพื่อเสนอต่อ สปป.ลาว ในการลดหรือบรรเทาผลกระทบข้ามพรมแดนที่อาจจะเกิดขึ้น โดยมีกรอบระยะเวลาดำเนินการ 6 เดือน คือ ตั้งแต่วันที่ 8 ต.ค. 62 จนถึง 7 เม.ย. 63 

ทั้งนี้ สทนช.ได้รายงานการแต่งตั้งคณะทำงานโครงการฯ เขื่อนหลวงพระบางทั้งด้านอำนวยการและด้านวิชาการ เพื่อวางแผนการชี้แจงข้อมูลสร้างการรับรู้ในพื้นที่ ส่งเสริมการมีส่วนร่วมจากภาคประชาชน จำนวน 3 ครั้ง ครอบคลุมพื้นที่ 8 จังหวัดริมน้ำโขง โดยเริ่มต้นจัดประชุมชี้แจงครั้งแรกในเดือน ธ.ค. 62 นี้ ซึ่งจะรวบรวมข้อคิดเห็น ประเด็นข้อกังวลและห่วงใยจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในพื้นที่อย่างรอบด้าน และสร้างความตระหนักรู้ในการดำเนินงานเพื่อลดข้อขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังให้ความเห็นชอบร่างแถลงการณ์ร่วมของรัฐมนตรีทรัพยากรน้ำภายใต้กรอบความร่วมมือแม่โขง – ล้านช้าง ซึ่งสทนช.จะนำเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาร่างแถลงการณ์ พร้อมมอบหมายรัฐมนตรีที่รับผิดชอบด้านทรัพยากรน้ำเข้าร่วมการประชุมโต๊ะกลมระดับรัฐมนตรีด้านทรัพยากรน้ำ ในวันที่ 9-11 ธ.ค. 62 ณ สาธารณรัฐประชาชนจีน ด้วย

กองปราบฯ​ รวบ 2 ผู้ต้องหาข่มขืนเด็ก 13

วันที่ 14 พ.ย.62 ที่กองบังคับการปราบปราม : พล.ต.ต.จิรภพ ภูริเดช ผบก.ป. พร้อมด้วย​ พ.ต.อ.สมควร พึ่งทรัพย์ รอง ผบก.ป.สั่งการให้ ว่าที่ พ.ต.อ.เนติ วงษ์กุหลาบ ผกก 5 บก.ป., พ.ต.ท.สิทธิเกียรติ ศรีจันทร์ รองผกก.5. บก.ป. ปฏิบัติการโดย พ.ต.ต.ฐิติวัสส์ แซมเขียว สว.กก.5.บก.ป.ได้ร่วมกันจับกุมตัว นายชานนท์ กมลภา อายุ 30 ปี อยู่บ้านเลขที่ 92 หมู่ 5 ตำบลนาขาม อำเภอกุฉินารายณ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ ผู้ต้องหาตามหมายจับของศาลจังหวัดกาฬสินธุ์ 237/2562 ลง 7 พฤศจิกายน 2562

และนายศิริชัย ชนะสงคราม อายุ 19 ปี อยู่บ้านเลขที่ 65 หมู่ 9 ตำบลนาขาม อำเภอกุฉิ นารายณ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ ผู้ต้องหาตามหมายจับของศาลจังหวัดกาฬสินธุ์ 235/2562 ลง 7 พฤศจิกายน 2562 ซึ่งต้องหาว่า​ “กระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม,พาบุคคลอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่ออนาจาร แม้ผู้นั้นจะยินยอมก็ตาม โดยปราศจากเหตุอันสมควรพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครองหรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจาร”

โดยก่อนเกิดเหตุ เมื่อประมาณเดือนพฤษภาคม 2562 นายชานนท์ฯ ผู้ต้องหาได้ตกลงนัดแนะกับนายศิริชัยฯ และนายชัยณรงค์ฯ ผู้ต้องหาที่ยังหลบหนีอยู่ ซึ่งทั้ง 3 คนได้วางแผนให้นายศิริชัยฯ ไปติดต่อล่อลวงเด็กหญิงเอ​ (นามสมมุติ) อายุ 13 ปีซึ่งเป็นคนรู้จักกัน ส่วนนายชานนท์ฯ​ และนายชัยณรงค์ฯ​ ได้มารออยู่ที่เถียงนาต่อมานายศิริชัยฯ ได้โทรนัดแนะให้เด็กหญิงเอออกมาหาบริเวณริมถนนภายในหมู่บ้านแล้วได้ขับขี่รถจักรยานยนต์พาตัวเด็กหญิงเอ​ ไปยังเถียงนาซึ่งมีนายชัยณรงค์ฯ​ และนายชานนท์ฯ ผู้ต้องหารออยู่แล้วจากนั้นได้นั่งดื่มกินสุรากันบนเถียงนา โดยนายศิริชัยฯ ได้กอดจูบลูบคลำตัวเด็กหญิงเอ​ อยู่บริเวณบนเถียงนา จากนั้นนายชัยณรงค์ฯ ผู้ต้องหาที่ยังหลบหนีได้พาเด็กหญิงเอ​ ไปที่บ้านของตนเอง​ และได้ลงมือข่มขืนกระทำชำเราเด็กหญิงเอหลายครั้ง จากนั้นนายชัยณรงค์ฯ ได้พาเด็กหญิงเอ​ ไปส่งยังกระท่อมในสวนยางของอานายชานนท์ฯ จากนั้นนายชานนท์ฯ ได้ลงมือข่มขืนเด็กหญิงเอ​ แล้วได้พาเด็กหญิงเอ​ ไปส่งบริเวณริมถนน จนกระทั่งพ่อแม่ของเด็กหญิงแทราบเริ่องจึงไปแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ กลุ่มของผู้ต้องหาจึงได้หลบหนีออกจากพื้นที่ไป

เจ้าหน้าที่ชุดจับกุม ได้รับคำสั่งจากผู้บังคับบัญชา ให้ทำการตรวจสอบจับกุม นายชานนท์ฯ จากการสืบสวนติดตามผู้ต้องหารายนี้ทราบว่า ได้หลบหนีมาพักอาศัยอยู่กับน้องชายที่ หมู่ 1 ตำบลทับกวาง อำเภอแก่งคอย ก่อนเข้าจับกุมและนำตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.กุฉินารายณ์ เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ส่วน นายศิริชัยฯ ได้หลบหนีมาประกอบอาชีพก่อสร้าง อยู่แถวนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดอยู่บริเวณริมถนนไอ-1 ในบริเวณนิคมมาบตาพุด ตำบลมาบตาพุด อำเภอเมือง จังหวัดระยอง เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงเข้าจับกุมตัว​ และนำส่งพนักงานสอบสวน สภ.กุฉินารายณ์ เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป​ จากการสอบสวนผู้ต้องหาทั้งสองให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา

Cr.เจริญ​ผล​ เอี่ยม​พึ่ง​
สุรเชษฐ​ศิลา​นนท์​รายงาน​

ตม.จ.เพชรบูรณ์ ติวเข้มสถานบริการ และสถานประกอบการคล้ายสถานบริการ

ตม.จ.เพชรบูรณ์ ติวเข้มสถานบริการ และสถานประกอบการคล้ายสถานบริการ

วันที่ 13 พ.ย.62 เวลา 13.30 น.: พล.ต.ต.ชำนาญ ชำนาญเวช ผบก.ตม.5 และพ.ต.อ.ชาญชัย เชาวน์เกษม รอง ผบก.ตม.5​ (4) สั่งการให้​ ว่าที่ พ.ต.ท.ณวิภาส เทศแย้ม สว.ตม.จ.เพชรบูรณ์ โดยมอบหมายให้ ร.ต.อ.ศักย์ศรณ์ ชัยธรรมาภรณ์ รอง สว.ตม.จ.เพชรบูรณ์ เข้าร่วมประชุมชี้แจงให้ความรู้เกี่ยวกับระเบียบกฎหมาย การจัดระเบียบสังคม รวมทั้งเรื่องที่เกี่ยวข้องกับสถานบริการ และสถานประกอบการที่เปิดให้บริการคล้ายสถานบริการ ณ ห้องประชุมชั้น 2 หอประชุมอำเภอเมืองเพชรบูรณ์ โดยมี นายเสรี หอมเกษร นายอำเภอเมืองเพชรบูรณ์ เป็นประธานการประชุม และมีตัวแทนจากหน่วยงานด้านความมั่นคงประกอบด้วย นายสมศักดิ์ หลวงเทพ ปลัดอำเภอเมืองเพชรบูรณ์​ (เจ้าพนักงานปกครองชำนาญการ) ตัวแทนฝ่ายปกครอง, ตำรวจภูธรเมืองเพชรบูรณ์, สรรพสามิตพื้นที่จังหวัดเพชรบูรณ์ และสาธารณสุขจังหวัดเพชรบูรณ์ ร่วมให้ความรู้ และตอบปัญหาข้อซักถามจากเจ้าของสถานประกอบการรวมจำนวนทั้งสิ้น 38 ราย ซึ่งบรรยากาศการพูดคุยในครั้งนี้เป็นการแนะนำข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องและแนวทางการปฏิบัติที่ถูกต้องตามกฎหมาย มีการซักถามและตอบคำถามกันอย่างใกล้ชิด

การดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามนโยบายของ นายสืบศักดิ์ เอี่ยมวิจารณ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ กำชับให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง และหน่วยงานด้านความมั่นคงในพื้นที่จังหวัดเพชรบูรณ์ประสานการปฏิบัติร่วมกัน ให้ทำความเข้าใจ ให้ความรู้กับเจ้าของสถานบริการ และเจ้าของสถานประกอบการที่เปิดให้บริการคล้ายสถานบริการในพื้นที่ ในเรื่องของกฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างถูกต้อง ครบถ้วนครอบคลุมในทุกมิติ และแนะแนวทางการปฏิบัติที่ไม่เป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย รวมถึงให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง เพื่อเป็นการดูแลและคุ้มครองสวัสดิภาพของเยาวชนไม่ให้กระทำผิดกฎหมายหรือประพฤติตนในทางที่ไม่เหมาะสม และเพื่อเป็นการรักษาความสงบเรียบร้อยของสังคมต่อไป

ตามนโยบายของ พล.ต.ท.สมพงษ์ ชิงดวง ผบช.สตม.กำชับให้ด่านตรวจคนเข้าเมือง และตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดทุกจังหวัด ระดมกวาดล้างแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย นายจ้าง เจ้าของผู้ประกอบการที่รับคนต่างด้าวเข้าทำงานอย่างผิดกฎหมาย รวมถึงการบังคับใช้กฎหมายต่อผู้กระทำความผิดในทุกรูปแบบ

สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ รายงาน​

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง รุดบรรเทาทุกข์ สู้ภัยหนาว มอบผ้าห่มแก่ชาวจังหวัดเชียงใหม่ในถิ่นทุรกันดาร

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง รุดบรรเทาทุกข์ สู้ภัยหนาว มอบผ้าห่มแก่ชาวจังหวัดเชียงใหม่ในถิ่นทุรกันดาร

วันที่ 14 พฤศจิกายน 2562 : มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง โดยนายจารุรัตน์ คุณัตถานนท์ กรรมการและรองเลขาธิการฯ พร้อมด้วยนายสุรพงศ์ เสรฐภักดี กรรมการฯ,นางชุติมา ตันติศิริวัฒน์ ผู้ช่วยกรรมการ,นายวุฒิชัย อภิวัฒนกุลชัย ผู้จัดการมูลนิธิฯ และทีมศาลเจ้าฝาง จ.เชียงใหม่ มอบผ้าห่มกันหนาว พร้อมเครื่องอุปโภคบริโภค รวมจำนวน 800 ชุด แก่ผู้ประสบภัยหนาวในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ รวม 4 แห่ง 2 อำเภอ ประกอบด้วย ตำบลศรีดงเย็น อำเภอไชยปราการ บริเวณเทศบาลป้านแม่ข่า เทศบาลตำบลสันทราย องค์การบริหารส่วนตำบลบ้านหลวง อำเภอแม่อาย โดยมีหน่วยงานราชการในพื้นที่ร่วมในพิธี

โครงการสงเคราะห์ผู้ประสบภัยหนาว ประจำปี 2562 นี้ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง กำหนดมอบผ้าห่มกันหนาวแก่ผู้ประสบภัยในถิ่นทุรกันดารในพื้นที่จังหวัดต่างๆ ทั้งภาคเหนือ และภาคอีสาน รวมทั้งสิ้น 43 จังหวัด รวมมูลค่าการดำเนินงานในปีนี้ไม่ต่ำกว่า 20,000,000 บาท (ยี่สิบล้านบาทถ้วน)

โดยในเดือนพฤศจิกายน 2562 นี้ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งกำหนดออกเดินทางบรรเทาทุกข์ผู้ประสบภัยในถิ่นทุรกันดาร ภาคเหนือ ประจำปี 2562 รวม 12 จังหวัด ประกอบด้วย จังหวัดนครสวรรค์,แพร่,น่าน,พะเยา,เชียงใหม่,เชียงราย,สุโขทัย,ตาก,ลำปาง,ลำพูน,แม่ฮ่องสอน และพิษณุโลก เพื่อมอบผ้าห่มบรรเทาภัยหนาว พร้อมเครื่องอุปโภคบริโภค รวม 16,100 ชุด รวมทั้งจังหวัดอุตรดิตถ์ ที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ประสานเครือข่ายมูลนิธิฯ​ ภายในจังหวัดให้ดำเนินการเป็นผู้แทนแจกจ่าย และมีกำหนดออกเดินทางสายอีสานต่อในเดือนธันวาคม 2562 เป็นลำดับต่อไป

ป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต #ติดต่อ-สอบถาม​ ทีมงานสื่อสารองค์กร 086-854-1418 #แอปพลิเคชันป่อเต็กตึ๊ง1418 #ช่วยจริงอุ่นใจแม้ในนาทีฉุกเฉิน

สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ รายงาน​

พิธีประดับยศ ร.ต.อ.ในสังกัด​ บก.อก.บช.น.

วันพุธที่ 13 พ.ย.62 เวลา 13.30 น.: พล.ต.ต.จิรสันต์ แก้วแสงเอก รอง ผบช.น. และ พล.ต.ต.กิตติพันธุ์ จุนทการ ผบก.อก.บช.น.ให้เกียรติเป็นประธานในการ ประดับยศ ร.ต.อ. ให้แก่ ว่าที่ ร.ต.อ.สมเกียรติ คัมภิรานนท์ รอง สว.ประชาสัมพันธ์ ฝอ.5 บก.อก.บช.น.,ว่าที่ ร.ต.อ.หญิง​ ลัดดา บุญนิมิตร รอง สว.ฝอ.2 บก.อก.บช.น. และ ว่าที่ ร.ต.อ.หญิง​ ธัญพร ธิติจาตุภัทร รอง สว.ฝอ.4 บก.อก.บช.น.

โดยมี พ.ต.ท.พัทธนนท์ เกียรติไพบูลย์ รอง ผกก.ฝอ.5 และ พ.ต.ต.สาโรจน์ เนียมหอม สว.ประชาสัมพันธ์ ฝอ.5 บก.อก.บช.น.ร่วมในพิธี จากนั้นได้ให้โอวาท​ และคติธรรมในการดำรงชีวิต ณ ห้องทำงาน รอง ผบช.น. และ ห้องทำงาน ผบก.อก.บช.น.

Cr.ขอบคุณภาพจากสื่อมวลชน​ และทีมงานประชาสัม พันธ์ บช.น.
สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ รายงาน​

กอง​ปราบ​ฯ​ รวบ 3 สมาชิกขบวนการหลอกซื้อดาวน์-เช่ารถ พร้อมตามยึดรถของกลางกลับคืนผู้เสียหาย

วันที่ 14 พ.ย.เวลา 14.30 น. ที่ กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) : พ.ต.อ.สุรพงษ์ ชาติสุทธิ์ รอง ผบก.ป. พร้อม​ด้วย​ พ.ต.อ.บุญลือ ผดุงถิ่น ผกก.3 บก.ป., พ.ต.ท.ภูมิทัศ ปิติจิระนน สว.กก.3 บก.ป., ร.ต.อ.หญิง กัญจิรา นรสาร และเจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการ กก.3 บก.ป. ร่วมกันแถลงผลการจับกุม นายวัชรพล สังข์ทอง อายุ 36 ปี ชาวจ.ชลบุรี ตามหมายจับศาลแขวงสมุทรปราการ ที่ 142/2562 ลง 12 ก.ย.62 ข้อหา ยักยอกทรัพย์ นายสิทธิพงษ์ บุญประกอบ อายุ 38 ปี ชาว จ.ชลบุรี และน.ส.สุทาวัน มหานาม อายุ 43 ปี ชาว จ.ชลบุรี พร้อมของกลาง รถยนต์ ยี่ห้อต่างๆจำนวนรวม 8 คัน โดยจับกุมนายวัชรพลฯ ได้ที่หน้าบ้านเลข 22/24 ต.หนองไม้แดง อ.เมือง จ.ชลบุรี ส่วน นายสิทธิพงษ์ฯ​ และน.ส.สุทาวันฯ ถูกจับกุมตัวได้ที่ลานจอดรถปั๊มน้ำมันแห่งหนึ่งในพื้นที่ ต.หนองไผ่แก้ว อ.บ้านบึง จ.ชลบุรี

พ.ต.อ.สุรพงษ์ฯ กล่าวว่า สืบเนื่องมาจากทางตำรวจกองปราบฯ​ ได้รับการร้องเรียนจากกลุ่มผู้เสียหาย จำนวน 16 คน จากหลายพื้นที่ ทั้ง กทม.และปริมณฑล ว่าถูก นายวัชรพลฯ หลอกทำทีมาติดต่อขอเช่ารถยนต์ และหลอกขอซื้อดาวน์รถต่อจากผู้เสียหาย โดยอ้างว่าจะดำเนินการเปลี่ยนสัญญา​ และจะผ่อนชำระค่างวดต่อ แต่เมื่อได้รถไปแล้วนายวัชรพลฯ​ นำรถหนีหายไป ที่ผ่านมามีผู้เสียหายถูกนายวัชรพลฯ หลอกเชิดรถไปแล้วจำนวน 18 คัน มูลค่าความเสียหายกว่า18 ล้านบาท ทั้งนี้ภายหลังรับเรื่องทางกองปราบฯ​ ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมลงพื้นที่สืบหาเบาะแส จนทราบว่ามีรถยนต์ของผู้เสียหายจำนวน 3 คัน ถูกจอดติดป้ายประกาศขายอยู่ที่ลานจอดรถปั๊มน้ำมันแห่งหนึ่งในพื้นที่ ต.หนองไผ่แก้ว อ.บ้านบึง จ.ชลบุรี จึงนำกำลังไปตรวจสอบ กระทั่งพบนายสิทธิพงษ์ฯ​ และน.ส.สุทาวันฯ แสดงตัวเป็นผู้ครอบครอง​ และเป็นผู้ขายรถ จึงได้ทำการจับกุมตัวดังกล่าว

พ.ต.อ.สุรพงษ์ฯ กล่าวต่อว่า ภายหลังจับกุมผู้ร่วมขบวนการได้ 2 คนแล้วนั้น เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจึงได้ขยายผลต่อเนื่องไปทำการจับกุมตัว นายวัชรพลฯ ที่บ้านพักในพื้นที่ ต.หนองไม้แดง อ.เมือง จ.ชลบุรี พร้อมกับนำหมายศาลเข้าตรวจค้นเต็นท์รถ จำนวน 3 แห่ง ในพื้นที่ อ.บ้านบึง และ อ.เกาะจันทร์ จ.ชลบุรี หลังสืบทราบว่าน่าจะถูกใช้เป็นสถานที่เก็บรถที่ได้มาจากการก่อเหตุ โดยจากการตรวจค้นเจ้าหน้าที่พบรถยนต์ต้องสงสัยไม่มีเอกสารการครอบครองจำนวน 5 คัน จึงได้ทำการตรวจยึดไว้เพื่อทำการตรวจสอบอย่างละเอียด

ทั้งนี้จากการสอบสวน ผู้ต้องหาทั้ง 3 คนให้การรับสารภาพ ว่าได้มีการหลอกลวงซื้อดาวน์และเช่ารถ จากผู้เสียหายเพื่อนำไปขายต่อจริง เบื้องต้นจึงแจ้งข้อกล่าวหาตามหมายจับแก่ นายวัชรพลฯ ก่อนนำตัวส่งพนักงาน​สอบสวน​ สภ.บางบ่อ จ.สมุทรปราการ ส่วนนายสิทธิพงษ์ฯ​ และน.ส.สุทาวันฯ เบื้องต้นแจ้งข้อหา “ร่วมกันยักยอกทรัพย์ หรือรับของโจร” ก่อนนำตัวส่งพนักงานสอบสวน สน.ทองหล่อ เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

พ.ต.อ.สุรพงษ์ฯ กล่าวทิ้งท้ายอีกว่า อยากฝากเตือนประชาชนว่าการทำสัญญาโอนลอยกรรมสิทธิ์ หรือทำสัญญาซื้อขายรถยนต์กันเอง ไม่สามารถกระทำได้ เพราะตามกฎหมายผู้เช่าซื้อมีสิทธิในการครอบครอง​ และใช้งานเท่านั้น ไม่ใช่เจ้าของรถที่แท้จริง จนกว่าจะชำระเงินครบตามสัญญาเช่าซื้อ จึงไม่มีสิทธิในการโอน หรือขายรถให้ผู้อื่น ถ้าหากขายดาวน์ หรือโอนรถให้ผู้อื่นโดยไม่ได้รับความยินยอมจากบริษัท ไฟแนนซ์ อาจตกเป็นผู้ต้องหาร่วมกระทำความผิดฐานยักยอกทรัพย์ เสียเองด้วย ดังนั้นหากท่านมีความต้องการที่จะขายดาวน์รถมือสอง ควรพาผู้ที่ซื้อไปทำการเปลี่ยนคู่สัญญากับไฟแนนซ์ให้ถูกต้องเท่านั้น เพื่อความปลอดภัยของทุกคน

Cr.เจริญ​ผล​ เอี่ยม​พึ่ง
สุรเชษฐ​ ​ศิลา​นนท์​ รายงาน​

กอ.รมน.ประจวบคีรีขันธ์ เยี่ยมให้กำลังใจ​ และมอบถุงยังชีพ​ “มูลนิธิพระราหู ใจถึงใจ” ช่วยเหลือนักเรียนที่เรียนดีฐานะยากจน

กอ.รมน.ประจวบคีรีขันธ์ เยี่ยมให้กำลังใจ​ และมอบถุงยังชีพ​ “มูลนิธิพระราหู ใจถึงใจ” ช่วยเหลือนักเรียนที่เรียนดีฐานะยากจน

วันที่ 13 พ.ย.62 เวลา 16.00 น. : พ.อ.กรกานต์ นาเวชวนิชกุล รอง ผอ.กอ.รมน.จังหวัดประจวบคีรีขันธ์​ พร้อมด้วย นางสาวสุรีย์รัตน์ มาหนูพันธ์ ครู คศ.3 ชำนาญการพิเศษ โรงเรียนเทศบาลวัดธรรมมิการาม

เข้าพบปะเยี่ยมบ้านนักเรียนที่เรียนดีฐานะทางบ้านยากจน เด็กชายอรรธพงษ์ ช้างให้ อายุ 13 ปีเรียนชั้น ม.1 ซึ่งพักอาศัยอยู่บ้านพักคนงาน ต.อ่าว น้อยอ.เมือง​ จ.ประจวบคีรีขันธ์ บิดามีอาชีพรับจ้าง มารดาป่วย น้องสาวเรียนชั้นป.4 เรียนดี รวมทั้งร่วมกันมอบน้ำดื่ม,รองเท้า​ และถุงยังชีพ​ จากมูลนิธิพระราหู ใจถึงใจโดย ดร.หิมาลัย ผิวพรรณ เพื่อเป็นขวัญกำลังใจ​ และลดภาระค่าใช้จ่่ายต่อไป

Cr.ประชาสัมพันธ์กอ.รมน.จ.ประจวบคีรีขันธ์
สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ รายงาน​

กองปราบฯ​ รวบ “ปิง ท่าม่วง” ฉุนถูกรถบรรทุกปาดหน้า ไล่ยิงโชเฟอร์เจ็บ รับเข้าใจผิดคิดว่าอริตามราวี

วันนี้ วัน​พฤหัสบดี​ที่​ 14 พ.ย.62​ ที่กองปราบปราม​ : พล.ต.ต.จิรภพ ภูริเดช ผบก.ป.สั่งการ พ.ต.อ.เนติ วงษ์กุหลาบ ผกก.5 บก.ป.,พ.ต.ต.เกริก เสนาะสำเนียง สว.กก.5 บก.ป. นำกำลังจับกุม นายมนัสวุฒิ วิโรจนะ หรือปิง ท่าม่วง อายุ 32 ปี อยู่บ้านเลขที่ 77/13 หมู่ 8 ต.เขาน้อย อ.ท่าม่วง จ.กาญจนบุรี ตามหมายจับศาลจังหวัดกาญจนบุรี ที่ 447/2559 ลงวันที่ 27 มิถุนายน 2559 ข้อหา “พยายามฆ่าผู้อื่น, มีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนไว้ในครอบครอง,พกพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน ทางสาธารณะ,ยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุและทำลายทรัพย์ของผู้อื่น” ได้หน้าร้านสะดวกซื้อริมถนนปลายบาง ต.มหาสวัสดิ์ อ.บางกรวย จ.นนทบุรี

พ.ต.อ. เนติฯ กล่าวว่า เมื่อวันที่ 25 มิ.ย.59 ขณะที่ นายมนัสวุฒิ ผู้ต้องหาได้ขี่รถจักรยานยนต์มาถึงบริเวณถนนสาธารณะ ม.1 ต.เขาน้อย อ.ท่าม่วง จ.กาญจนบุรี แต่ถูกรถบรรทุกหกล้อส่งของขับแซงลักษณะปาดหน้า ทำให้ผู้ต้องหาโกรธ ชักอาวุธปืนไล่ยิงรถหกล้อหลายสิบนัด ทำให้คนขับได้รับบาดเจ็บและรถเสียหาย หลังเกิดเรื่องผู้เสียหายได้แจ้งความที่ สภ.ท่าม่วง จ.กาญจนบุรี กระทั่งศาลออกหมายจับไว้ จากนั้นผู้ต้องหาก็หลบหนีออกจากพื้นที่เรื่อยมา จนทราบว่าล่าสุดได้มาซ่อนตัวกับญาติใน จ.นนทบุรี จึงนำกำลังจับกุมได้ดังกล่าว

สอบสวน นายมนัสวุฒิฯ ให้การรับสารภาพว่า วันเกิดเหตุขณะนั้น ตนเองเมาสุราจากงานเลี้ยงคิดว่าเป็นคู่อริตามมาหาเรื่อง จึงเกิดความโกรธแค้นไล่ยิงหมายเอาชีวิต ส่วนอาวุธปืนที่ใช้ก่อเหตุนั้นได้ยืมมาจากเพื่อนหลังจากเกิดเรื่องได้โยนทิ้งไปแล้ว เบื้องต้นเจ้าหน้าที่แจ้งข้อหาตามหมายจับ ก่อนนำตัวส่ง สภ.ท่าม่วง ดำเนินคดีตามกฎหมาย​ต่อไป

Cr.เจริญ​ผล​ เอี่ยม​พึ่ง
สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ ​รายงาน​