พาณิชย์จังหวัดจันทบุรี ขอเชิญผู้ผลิต ผู้ประกอบการสมัครขอใช้ตราสัญลักษณ์ “เสื่อจันทบูร” เพื่อแสดงแหล่งกำเนิดและรับรองคุณภาพมาตรฐานผลิตภัณฑ์แปรรูปจากเสื่อกก

พาณิชย์จังหวัดจันทบุรี ขอเชิญผู้ผลิต ผู้ประกอบการในจังหวัดจันทบุรีสมัครขอใช้ตราสัญลักษณ์ “เสื่อจันทบูร” เพื่อแสดงแหล่งกำเนิดและรับรองคุณภาพมาตรฐานผลิตภัณฑ์แปรรูปจากเสื่อกก

         นางสาวนิพัทธา จันย่อง พาณิชย์จังหวัดจันทบุรี เปิดเผยว่า จังหวัดจันทบุรี ได้ยื่นคำขอขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ “เสื่อจันทบูร” ต่อกรมทรัพย์สินทางปัญญา และได้รับอนุญาตโดยมีผลตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป จึงขอเชิญผู้ผลิต ผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์แปรรูปจากเสื่อกก ที่มีภูมิสำเนาอยู่ในเขต 6 อำเภอของจังหวัดจันทบุรี ได้แก่ อำเภอเมืองจันทบุรี อำเภอแหลมสิงห์, อำเภอขลุง, อำเภอท่าใหม่, อำเภอนายาอาม และอำเภอมะขาม ร่วมสมัครเพื่อขอใช้ลิขสิทธิ์

โดยคุณสมบัติของผู้สมัคร มีดังนี้

  1. ผู้ผลิต คือ เกษตรกรผู้ผลิตเสื่อกก หรือผลิตภัณฑ์แปรูปจากเสื่อกก และวัตถุดิบที่ผลิตเป็นกก และ ปอกระเจา ที่ปลูกในพื้นที่ราบลุ่มแม่น้ำและชายฝั่งทะเล
  2. ผู้ประกอบการค้า คือ ผู้ประกอบการค้าเกี่ยวกับสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ สินค้า “เสื่อจันทบูร” ได้แก่ เสื่อกก หรือผลิตภัณฑ์แปรรูปจกเสื่อกก โดยต้องซื้อวัตถุดิบ /สินค้า จากผู้ผลิตที่ได้รับตราสัญลักษณ์สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ ภูมิศาสตร์ สินค้า “เสื่อจันทบูร”
  3. ผู้ผลิตและผู้ประกอบการค้า คือ เกษตรกรผู้ผลิตและประกอบการค้า เสื่อกก และวัตถุดิบที่ผลิตเป็นกกและปอกระเจาที่ปลูกในพื้นที่ราบลุ่มแม่น้ำและชายฝั่งทะเล ซึ่งสามารถมาขึ้นทะเบียนและขอใช้ตราสัญลักษณ์ เสื่อจันทบูร ได้ เพื่อแสดงแหล่งกำเนิดและรับรองคุณภาพมาตรฐานผลิตภัณฑ์แปรรูปจากเสื่อกก

          ทั้งนี้ ผู้สนใจสามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมและสมัครได้ที่ สำนักงานพาณิชย์จังหวัดจันทบุรี ถนนท่าแฉลบ อำเภอเมือง จังหวัดจันทบุรี หมายเลขโทรศัพท์ 039-325963 ในวันจันทร์ – วันศุกร์ เวลา 08.30 – 16.30 น.ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

ภาพ/ข่าว จรัล บรรยงคเสนา  ผู้สื่อข่าว จ.จันทบุรี
นาย  พรเทพ เขม้นเขตวิทย์ รายงานจากศูนย์ข่าวภาคตะวันออก

จังหวัดจันทบุรี – ประชุมเตรียมความพร้อมต้อนรับสมาชิกวุฒิสภา

จังหวัดจันทบุรี ประชุมเตรียมความพร้อมต้อนรับสมาชิกวุฒิสภาและคณะที่จะเดินทางมาประชุม โครงการสมาชิกวุฒิสภาพบประชาชนในพื้นที่ตะวันออก เพื่อขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติและรับทราบปัญหาข้อร้องเรียน/ความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่

         วันนี้ ( 4 ต.ค.62 ) ที่ห้องประชุม 2 ศาลากลางจังหวัดจันทบุรี นายวิทูรัช ศรีนาม ผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบุรี นำหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ร่วมประชุมเตรียมความพร้อมการจัดประชุม และต้อนรับคณะสมาชิกวุฒิสภาและคณะที่จะเดินทางมาร่วม “โครงการสมาชิกวุฒิสภาพบประชาชน” ในพื้นที่ตะวันออก เพื่อขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติ รับฟังความคิดเห็นของประชาชนในพื้นที่และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมรับฟังประเด็นการขับเคลื่อนยุทธ ศาสตร์ชาติและแผนการปฏิรูปประเทศ และปัญหาข้อร้องเรียน/ความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เป็นข้อมูลประกอบการพิจารณากลั่นกรองกฎหมายและผลสัมฤทธิ์ของกฎหมายที่ประกาศใช้บังคับให้สอดคล้องกับหลักตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 รวมทั้งปฏิบัติตามภารกิจตามรัฐธรรมนูญฯ มาตรา 257 บัญญัติให้วุฒิสภามีหน้าที่และอำนาจในการติดตามผลการดำเนินงานของหน่วยงานที่มีภารกิจเกี่ยวข้องกับการปฏิรูปประเทศและยุทธศาสตร์ชาติ ตลอดจนเสนอแนะและเร่งรัดเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย การปฏิรูปประเทศตามที่กำหนดไว้ในยุทธศาสตร์ชาติ

         โดยคณะสมาชิกวุฒิสภาจะเดินทางมาจัด “โครงการสมาชิกวุฒิสภาพบประชาชน”ในพื้นที่ตะวันออกจังหวัดระยอง จังหวัดตราด และจังหวัดจันทบุรี ในระหว่างวันที่ 9 ถึง 11 ตุลาคม 2562 ทั้งนี้จังหวัดจันทบุรี ได้เตรียมความพร้อมไว้ครอบคลุมทุกด้านและกำหนดจัดโครงการสมาชิกวุฒิสภาพบประชาชนชาวจังหวัดจันทบุรีในวันศุกร์ที่ 11 ต.ค. 2562 เวลา 09.00 – 13.00 น. ณ ห้องประชุมองค์การบริหารส่วนจังหวัดจันทบุรี

ภาพ/ข่าว จรัล บรรยงคเสนา  ผู้สื่อข่าว จ.จันทบุรี
นาย  พรเทพ เขม้นเขตวิทย์ รายงานจากศูนย์ข่าวภาคตะวันออก

ตำรวจบางขัน-บุกไร่กัญชากลางสวนยาง ได้ของกลางหลายรายการ

         เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2562 ที่ผ่านมา ทาง สภ.บางขันได้รับแจ้งจากพลเมืองดี ว่ามีการลักลอบปลูกกัญชากลางสวนยางพาราเป็นจำนวนมาก พ.ต.อ.คมสันต์ พฤศวานิช ผกก. สภ. บางขัน จึงสั่งการให้ ร.ต.อ.ธนสิทธิ์ ดินเด็ม รอง สว.สส.สภ.บางขัน, ร.ต.อ.วิโชติ พริกชูผล รอง สวป.สภ.บางขัน เจ้าพนักงาน ป.ป.ส. และร่วมกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง อ.บางขัน นาย วิรัตน์ แก้วเมือง ปลัดอำเภอบางขัน พร้อมชุดเข้าทำการตรวจสอบพื้นที่ดังกล่าว ตามที่สายได้รายงานใน ต.บ้านลำนาว อ.บางขัน จ.นครศรีธรรมราช พบเป็นไร่กัญชาที่ปลูกกลางสวนอย่างขนาดใหญ ในพื้นที่ปลูกประมาณ 1 ไร่ มีการถางและเตรียมพื้นที่เป็นอย่างดี โดยบางส่วนลงดินแล้วหลายต้น หลายขนาด รวมๆแล้วประมาณ 100 กว่าต้น รวมถึงตรวจค้นในบ้านพบกัญชาแห้งอีก บรรจุถุงพลาสติกใส จำนวน 2 ถุง น้ำหนักรวม 9.5 กรัม อุปกรณ์การเสพกัญชา (บ้องกัญชา) จำนวน 1 อัน

         ทางเจ้าหน้าที่จึงแจ้งข้อกล่าวหา นายเสวี จีนพันธ์ อายุ 58 ปี อยู่ 77/1 ม.16 ต.บ้านลำนาว อ.บางขันจ.นครศรีธรรมราช ซึ่งเป็นเจ้าบ้านและรับสารภาพว่าปลูกกัญชาเพื่อจำหน่ายให้กับกลุ่มลูกค้าสายเขียวในพื้นที่ใกล้เคียง โดยจำหน่ายให้ลูกค้าทั้งต้นสดและต้นแห้ง เพราะ ช่วนนี้เป็นช่วงที่นิยมกันในกลุ่มผู้ป่วยโรคต่างๆ โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคมะเร็งที่ต้องการทั้งต้นสดและต้นแห้งเป็นจำนวนมาก ทางเจ้าหน้าที่จึงแจ้งข้อกล่าวหา มีไว้และผลิตต่อนายเสวี จีนพันธ์ เพื่อส่งดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ธีรศักดิ์ อักษรกูล /รายงาน

มุกดาหาร # ตร.ป.ป.ส. จับกุมผู้ต้องหาค้ายาเสพติด ในเขตพื้นที่อำเภอดงหลวง

         เมื่อวันที่ 1 ต.ค. 62 พ.ต.ต.กุลโรจน์ ปัททุม สว.กก.สส.ภ.จว.มุกดาหาร ขณะปฏิบัติหน้าที่อยู่ที่ทำการได้มีสายลับ (ขอปิดนาม) ประสงค์ขอรับรางวัลสินบนนำจับเมื่อคดีสิ้นสุด แจ้งว่า นายสาธิตไชยเพชร อายุ 37 ปีพักอาศัยอยู่บ้านเลขที่ 76 หมู่ 2 ต.ชะโนดน้อย อ.ดงหลวง จว.มุกดาหาร มีพฤติการณ์เสพยาเสพติด และนำยาบ้ามาจำหน่ายให้กับผู้ติดยาเสพติดในพื้นที่ ต.ชะโนดน้อยฯ อยู่เป็นประจำ ขณะนี้ได้นอนพักอาศัยอยู่บ้านเลขที่ดังกล่าวและมียาบ้าซุกซ่อนอยู่ด้วย เมื่อได้รับแจ้งแล้ว พ.ต.ต.กุลโรจน์ ฯ ได้แจ้งให้ผู้บังคับบัญชาทราบ แล้วได้สั่งการให้ตรวจสอบและทำการจับกุม เจ้าพนักงานตำรวจชุดจับกุมจึงได้ร่วมกันเดินทางไปตามที่ได้รับแจ้งเมื่อไปถึงบ้านเลขที่ดังกล่าว

         ร.ต.อ.มนตรี ใจดี ได้แสดงตนเป็นจ้าหน้าที่ ป.ป.ส.หมายเลข 61200 พร้อมได้แจ้งเหตุแห่งการตรวจค้น โดยมีเหตุอันควรสงสัย ตามสมควรว่ากระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดหลบซ่อนอยู่หรือมีทรัพย์สินซึ่งมีไว้เป็นความผิดหรือได้มาโดยการกระทำความผิดหรือได้ใช้หรือจะใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดหรืออาจพึงใช้เป็นพยานหลักฐานได้ ประกอบกับมีเหตุอันควรเชื่อว่า เนื่องจากเนิ่นช้ากว่าจะเอาหมายค้นมาได้บุคคลนั้นจะหลบหนีหรือทรัพย์สินนั้นจะถูกโยกย้าย ซุกซ่อน ทำลาย หรือทำให้เปลี่ยนสภาพไปจากเดิม

         พบนายสาธิต ไขยเพชร อยู่ภายในบ้านแสดงอาการตกใจหน้าซีดตัวสั่น นายสาธิตฯ เมื่อรับทราบแล้ว ยินยอมให้ตรวจค้นและเป็นผู้นำการตรวจค้น ผลการตรวจค้นพบของกลางจำนวน 2 จุด

จุดที่ 1 วางอยู่บริเวณใต้ชั้นวางโทรทัศน์ติดกับที่นอนของนายสาธิต ฯ พบยาบ้าสีส้มแดง จำนวน 5 เม็ด บรรจุในหลอดพลาสติกสีฟ้าคาดขาวลักษณะลนปิดหัวท้ายด้วยความร้อน จำวน 1 หลอด ยาบ้าสีสัมแดง จำนวน 1 เม็ด บรรจุในถุงพลาสติกใสและพบยาไอซ์ หนักประมาณ 1.50 กรัม บรรจุในถุงพลาสติกใส,

จุดที่ 2 บริเวณข้างตู้เก็บของติดกับที่นอนของนายสาธิตฯ พบวัตถุถูกพันด้วยเทปกาวสีดำจำนวน 2 ห่อ แบ่งเป็นห่อที่มีขวดพลาสติกฝาสีขาว เมื่อเปิดออกดูพบยาบ้าสีส้มแดง บรรจุในหลอดพลาสติกสีฟ้าคาดขาว ลักษณะลนปิดหัวท้ายด้วยความร้อน จำนวน 21 หลอด หลอดละ 10 เม็ด รวมยาบ้า 210 เม็ด, ห่อพลาสติกสีน้ำตาลเมื่อแกะออกดูพบยาบ้าสีเขียวจำนวน 3 เม็ดบรรจุในหลอดพลาสติกสีฟ้าขาวลักษณะลนปิดหัวท้ายด้วยความร้อน จำนวน 1 หลอด และกล่องพลาสติกฝาสีเขียวห่อด้วยถุงพลาสติก มัดด้วยยางวง เมื่อแกะออกพบถุงพลาสติกใส จึงแกะออกดูพบถุงพลาสติกสีน้ำเงินชนิดกดรูดปิดจำนวน 2 ถุง เมื่อเปิดออกดูพบยาบ้าจำนวน 203 เม็ดแบ่งเป็นสีส้มแดง จำนวน 198 เม็ด สีเขียวจำนวน 5 เม็ด จึงได้ตรวจจดไว้เป็นของกลาง

         สอบถามนายสาธิต ฯ รับว่ายาบ้า, ยาไอซ์ ที่ตรวจพบเป็นของตนจริง และรับว่าตนได้เสพยาบ้าด้วยวิธีการสูดรมควัน ล่าสุดวันที่ 30 กันยายน 2562 เวลาประมาณ 22.00 น.จำนวน 3 เม็ด เป็นความจริงได้ตรวจสอบน้ำปัสสาวะด้วยน้ำยาตรวจหาสารเสพติดเบื้องตันมีผลเป็นบวก จึงได้ควบคุมตัวมาตรวจสอบน้ำปัสสาวะที่โรงพยาบาลมุกดาหารโดยนายสริต ฯ ยินยอมให้ตรวจน้ำปัสสวะแต่โดยดี ผลการตรวจตัวอย่างน้ำปัสสาวะพบผลบวก มีสารเมทแอมเฟตามีนในน้ำปัสสาวะ เจ้าพนักงานตำรวจชุดจับกุมได้แจ้งให้นายสาธิต ฯ ทราบว่าต้องถูกจับ ได้แจ้งข้อกล่าวหาและสิทธิ์ให้ผู้ถูกจับทราบแล้ว จึงนำตัวมาที่ทำการ กก.สสภ.จ.มุกดาหารเพื่อสืบสวนขยายผลแล้วจัดทำบันทึกการจับกุม และได้ควบคุมตัวนายสาธิต ฯ ผู้ต้องหาพร้อมของกลาง นำส่งพนักงานสอบสวน สภ.ดงหลวง ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป


พวงเพชร หัวหน้าศูนย์ข่าวมุกดาหาร
////////เดวิด มุกดาหาร รายงาน ////////

กองปราบฯ​ รวบไต้ก๋งยิงไต้ก๋ง​ บาดเจ็บลูกน้องเสียชีวิตเหตุแย่งพื้นที่ลากอวนหนีคดีมา 20 ปี

          วันนี้ วัน​พฤหัสบดี​ที่​ 3 ตุลาคม​ 2562​ ที่กอง​ปราบปราม​ : พล.ต.ต.จิรภพ ภูริเดช ผบก.ป. พร้อมด้วย​ พ.ต.อ.สุรพงษ์ ชาติสุทธิ์ รองผบก.ป.สั่งการให้ ว่าที่ พ.ต.อ.เนติ วงษ์กุหลาบ ผกก 5 บก.ป.,พ.ต.ท.สิทธิเกียรติ ศรีจันทร์ รองผกก.5 บก.ป. ปฏิบัติการโดย พ.ต.ท.นิธิ ตรีสุวรรณ สว.กก.5 บก.ป.ได้ร่วมกันจับกุมตัว นายวิทยา ประสาทศิลป์ อายุ 58 ปี อยู่ บ้านเลขที่ 118 หมู่ 2 ตำบลขามป้อม อำเภอเปือยน้อย จังหวัดขอนแก่น ผู้ต้องหาตามหมายจับของศาลจังหวัดชุมพรที่ 976/2547 ลงวันที่ 24 ธันวาคม 2547 ซึ่งต้องหาว่า “ร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาและพยายามฆ่า”

          ทั้งนี้สืบเนื่องจากก่อนเกิดเหตุ นายวิทยาฯ ซึ่งเป็นเจ้าของเรือโชคกฤษณะ และเรือโชควิษณุ ประกอบอาชีพเป็นไต้ก๋งเรือลากอวน โดยเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2542 เวลาประมาณ 18.30 น. นายวิทยาฯ ได้ออกเรือลากอวนตามปกติที่บริเวณอ่าวบางสน ตำบลบางสน อำเภอปะทิว จังหวัดชุมพร มีลูกน้องบนเรือประมาณ 8 คน ต่อมาเมื่อเวลาประมาณ 21.00 น. ของวันเดียวกัน นายวิทยาฯ ได้ทะเลาะกับ นายสำรวล นันทโก อายุ 50 ปี (ผู้บาดเจ็บ)

          ซึ่งเป็นไต้ก๋งเรืออีกลำที่กำลังลากอวนอยู่บริเวณใกล้เคืยง อย่างรุนแรง เนื่องจากมีปัญหาตกลงกันไม่ได้เรื่องพื้นที่ลากอวน นายวิทยาฯ จึงร่วมกับ นายทนงศักดิ์ รุ่งเรือง (ซึ่งถูกจับกุมแล้ว) ลูกน้องบนเรือ ใช้อาวุธปืนลูกซองยิงไปที่เรือของนายสำรวลฯ กระสุนถูกนายปราโมทย์ รสมณี อายุ 49 ปี​ (ผู้เสียชีวิต) ซึ่งเป็นลูกเรือ จากนั้น นายวิทยาฯ ได้ขับเรือชนเรือของนายสำรวลฯ เป็นเหตุให้เรือของนายสำรวลฯ จมลง นายสำรวลฯ สามารถเกาะไม้กระดานเรือ ลอยคอมาขึ้นฝั่งได้ ส่วน นายปราโมทย์ฯ จมไปพร้อมกับเรือ และพบศพลอยน้ำขึ้นมาเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2542

          เจ้าหน้าที่กองปราบชุดจับกุมได้รับคำสั่งจากผู้บังคับบัญชาให้ทำการตรวจสอบจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับ​ ในคดีอุฉกรรจ์และคดีสำคัญต่างๆ เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมจึงทำการตรวจสอบ​ จากการสืบสวนติดตามผู้ต้องหารายนี้ทราบว่า ผู้ต้องหาได้หลบหนีมาประกอบอาชีพเกษตรกรรม และพักอาศัยอยู่พื้นที่หมู่ 2 ตำบลขามป้อม อำเภอเปือยน้อย จังหวัดขอนแก่น

         เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุม จึงได้ลงพื้นที่เพื่อทำการตรวจสอบติดตามจับกุมตัวผู้ต้องหา ต่อมาเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2562 เวลาประมาณ 06.45 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจได้จับกุมนายวิทยาฯ ผู้ต้องหา ดำเนินคดีตามหมายจับและนำส่งพนักงานสอบสวน สภ.ปะทิว เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป โดยผู้ต้องหารายนี้หลบหนีคดีนานเกือบ 20 ปี ซึ่งคดี จะขาดอายุความวันที่ 19 ธันวาคม 2562​ จากการซักถามผู้ต้องหาให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา

Cr.​เจริญ​ผล​ เอี่ยม​พึ่ง
สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ รายงาน​

ตม.จังหวัดพังงา สร้างสุขปลุกรอยยิ้มในใจลูกๆนักกีฬา ชาวบ้านพักเด็กเเละครอบครัวจังหวัดพังงา

         เมื่อวันพุธที่​ 2 ตุลาคม 2562​ เวลา​ 16.30​ น. ณ​ บ้านพักเด็กเเละครอบครัวจังหวัดพังงา ได้รับโอกาสดีๆ​ จาก​ พ.ต.อ.โฆษิต บุญทวี​ ผกก.ตม.จ.พังงา​ พร้อมด้วยบุคลากรจากสำนัก งานตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดพังงา เพื่อมาดำเนินกิจกรรม ตัดผม & มอบพิซซ่าหน้าซีฟู๊ด​ อันเเสนอร่อย เพื่อบำรุงขวัญเเละกำลังใจแก่ลูกๆในบ้านพักเด็กและครอบครัวจังหวัดพังงา

         นอกจากนี้วันนี้ยังมีความพิเศษเเรงสปรีด ..ประเภทที่ว่า นัดไหนที่ว่าพิเศษเเล้ว เเต่นัดนี้ซิพิเศษมากกว่ามาก.. เพราะท่านกรุณาจัดหารองเท้าสตั๊ส ร่วมกับอุปกรณ์กีฬาประเภทต่างๆมาให้ลูกๆ​ บ้านพักฯ เเบบเต็มที่เต็มกำลังเพื่อให้นักกีฬาฮ้าไฮ้..ห้าไร่..ได้ใช้ประโยชน์กันถ้วนหน้า ใจพร้อมเเล้วกายพร้อมไปกว่า ด้วยพี่ๆทีมสร้างสุขตม.พังงา ยังกรุณาพาลูกๆลงสนามฟาดเเข้งกันในศึกฟุตบอลกระชับมิตรเเบบฉบับจัดเต็มเล่นเข้มข้น เล่นกันติดลมกัน เเบบฝนไล่หลังมาไวๆ ทุกคนก็ยังยืนหยัดว่ามิใช่จะหวั่น เเละมันไม่ใช่อุปสรรค

         วันนี้ได้เห็นความสุขทั้งผู้ให้ ความอบอุ่นใจทั้งผู้รับ บทเรียนดีๆ ที่พัฒนาทักษะทางสังคม ด้วยวิธีการเป็นต้นเเบบที่ดี ที่เด็กๆทุกคนได้เกิดการเรียนรู้จากสิ่งที่เห็น ได้ด้วยตนเอง เพราะสำรวจเห็นรอยยิ้มในเเววตาเเละสีหน้าสุขสุดๆ ที่ปรากฎให้เห็นของเด็กๆทุกคน อีกหนึ่งวันดีๆที่ต้องจดจำ ที่เห็นทีจะต้องขอบพระคุณผกก.ช้าง เเละพี่ใจดีจากสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดพังงา​ ตลอดจนผู้มีส่วนเกี่ยวข้องที่ร่วมด้วยช่วยกันสละเวลาสละเเรงกาย สละทุนทรัพย์ สละความสุขส่วนตัวช่วงหลังเลิกงาน ทุกท่าน♡ขอคาราวะด้วยหัวใจ♡

สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ รายงาน​

ตม.จ.สุราษฎร์ธานี​ รวบชาวอินเดียเข้ามาทำงานโดยไม่มีใบอนุญาต

         เมื่อ​วันที่​ 2 ต.ค.62 : พ.ต.อ.ศุภฤกษ์ พันธ์โกศล ผกก.ตม.จ.สุราษฎร์ธานี ชุดสืบสวน ชป.1 ตม.จ.สุราษฎร์ธานี นำโดย ร.ต.อ.ดอน เหี้ยมหาญ รอง สว.ตม.จ. สุราษฎร์ธานี, ร.ต.ต. ประมุข กองกุล รองสว.ตม.จ.สุราษฎร์ธานี, ด.ต.ภรภัทร เมืองชู, ด.ต.ชนาภัทร โจมฤทธิ์และด.ต.สิทธิชัย รอดเอียด ผบ.หมู่ ตม.จ.สุราษฎร์ธานี

         ได้ร่วมกันจับกุมตัว MR. RAJESH AHIR อายุ 50 ปี สัญชาติอินเดีย หมายเลขหนังสือ เดินทาง T2541937 โดยกล่าวหาว่า “เป็นบุคคลต่างด้าวทำงานโดยไม่มีใบอนุญาตทำงาน” โดยสามารถจับกุมผู้ต้องหา หน้าร้านตัดเสื้อผ้าบริเวณตลาดสดสำเภาทอง ต.ตลาด อ.เมือง จ.สุราษฎร์ธานี พร้อมกันนี้เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมได้นำตัวส่ง พงส.สภ.เมือง ภ.จ.สุราษฏร์ธานี เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายและได้ทำการร้องทุกข์กล่าวโทษกับ นายซันนี่ นายจ้าง ในข้อหา “ให้คนต่างด้าวทำงานโดยไม่มีใบอนุญาตทำงาน” เพื่อดำเนินคดีตามกฏหมายต่อไป

         ทางด้าน พ.ต.อ.ศุภฤกษ์ พันธ์โกศล ผกก.ตม.จ.สุราษฎร์ธานี​ เปิดเผยเพิ่มเติมว่าเป็นไปตามนโยบายและสั่งการของพล.ต.ท.สมพงษ์​ ชิงดวง ผบช.สตม. ที่ตอบสนองและปฏิบัติตามนโยบายของ พล.ต.อ.จักรทิพย์​ ชัยจินดา ผบ.ตร., พล.ต.อ. สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข รองผบ.ตร. และพล.ต.ท.ศักดา​ ชื่นภักดี ผช.ผบ.ตร. ตามสายงานมอบหน้าที่ในเรื่องของความมั่นคงของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่สั่งการให้เข้มงวดกวดขันในการคัดกรองคนต่างชาติที่เข้ามาท่องเที่ยวและเข้ามาทำงานตลอดจนกิจกรรมอื่นๆในประเทศไทย

          โดยเฉพาะพื้นที่ที่รับผิดชอบ จะต้องคอยดูแลชาวต่างชาติที่ปฏิบัติ ตามกฎหมายและเป็นชาวต่างชาติที่ดี ช่วยคุ้มครองดูแลให้ได้รับความสะดวกและความปลอดภัยและจะต้องดำเนินการตรวจสอบชาวต่างชาติที่เข้ามาอยู่แล้วไม่ปฏิบัติตามกฎหมายของประเทศไทยและกระทำความผิดตามกฎหมายต่างๆ เพื่อให้เกิดความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของคนไทยและชาวต่างชาติอื่นๆที่เข้ามาใช้ในชีวิตประจำวันในพื้นที่ของประเทศไทย ทั้งนี้เพื่อเป็นการควบคุมทางสังคม ไปตรงที่มีประโยชน์ต่อประชาชนและส้งคมทั้งไทยและเทศ

          โดยหากพบ มีการกระทำความผิดหรือมีเรื่องที่ต้องแจ้งที่เกี่ยวข้องกับ ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง สามารถแจ้งเบาะแสและเรื่องราวต่างๆในที่ทำการของตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดสุราษฎร์ธานีทุกจุดที่มีการบริการ หรือ สายด่วนสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองหมายเลข 1178 หรือดูในเว็บไซต์ของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและตรวจคน เข้าเมืองจังหวัดสุราษฎร์ธานี ได้ทันที พันตำรวจเอก ศุภฤกษ์ กล่าวทิ้งท้ายในที่สุด

สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ รายงาน​

กอ.รมน.จ.ขอนแก่น​ ร่วมชุดปราบปราม​ยาเสพติด​ สภ.เมืองขอนแ​ก่น​จับยาเสพติดรายใหญ่​ ยาไอซ์ 115.2 กรัม ยาบ้า 25,600 เม็ด

         ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท. เจริญวิทย์ ศรีวนิชย์ ผบช.ภ.4, พล.ต.ต.พุฒิพงศ์ มุสิกูล ผบก.ภ.จ.ขอนแก่น,พ.ต.อ.ภาคภูมิ พิสมัย ผกก. สภ.เมืองขอนแก่น,พ.ต.ท.ศิริชัย กุลวิทิต รองผกก.ป.สภ.เมืองขอนแก่น บูรณาการร่วมกับ กอ.รมน.จังหวัดขอนแก่น ฝ่ายปกครองและฝ่ายทหาร ดร.สมศักดิ์ จังตระกุล ผวจ.ขอนแก่น, ฝ่ายทหาร พล.ต.ปราโมทย์ นาคจันทึก ผบ.มทบ.23,พ.อ.คณธัช ชนะกาญจน์ รองผอ.รมน.จังหวัด.ขอนแก่น​ ได้สั่งการให้ พ.ต.ท. สุทัศน์ มีลุน สวป.ฯ, ร.ต.อ.สิริชัย​ ผลเลไลย์, ร.ต.อ.เนติภูมิ มณีปกรณ์, ร.ต.ท.สมพงษ์ ต้นกันยา, ร.ต.ต.วิเชียร ลุนสำโรง, นาย ณชพัฒน์ ไกรศรีวรรธนะ​ เจ้าหน้าที่การข่าว กอ.รมน จังหวัดขอนแก่น พร้อมชุดปฏิบัติการปราบปรามยาเสพติด สภ.เมืองขอนแก่น

         ร่วมแถลงข่าวผลการจับกุม นายอำนวยหรือเป้า วิถี อายุ 36 ปี บ้านเลขที่ 10/1 ม.3 บ้านกุดกว้าง ต.เมืองเก่า อ.เมือง จ.ขอนแก่น พร้อมตรวจยึดของกลาง​ ไอซ์ น้ำหนัก 115.27 กรัม มูลค่าประมาณ 92,160 บาท, ยาบ้า จำนวน 25,600 เม็ด มูลค่าประมาณ 896,000 บาทโทรศัพท์ ยี่ห้อ ซัมซุงสีขาว รวมมูลค่ายาเสพติดประมาณ 988,160 บาท​ พร้อมตรวจยึดทรัพย์สินตาม พ.ร.บ. มาตรการในการปราบปรามยาเสพติดฯ ​คือรถจักรยานยนต์ ยี่ห้อ YAMAHA รุ่น aerox สีเขียว มูลค่า 80,000 บาท​ รวมยึดทรัพย์สิน มูลค่า 80,000 บาท​ ข้อหาเสพและมียาเสพติดให้โทษประเภท 1​ (ยาบ้า,ไอซ์) ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยผิดกฎหมาย

          พฤติการณ์ในการจับกุม ก่อนเกิดเหตุชุดปฏิบัติการปราบปรามยาเสพติด สภ.เมืองขอนแก่น ได้รับแจ้งจากสายลับว่าจะมีการลักลอบจำหน่ายยาบ้าและไอซ์ที่บริเวณบ้านกุดกว้าง ต.เมืองเก่า อ.เมือง จ.ขอนแก่น จึงได้รายงานผู้บังคับบัญชาทราบ เพื่อวางแผนวางกำลังปิดล้อมจับกุม ต่อมาวันที่ 2 ต.ค.62 เวลาประมาณ 15.38 น.เมื่อเดินทางไปถึงบ้านกุดกว้าง ต.เมืองเก่า อ.เมือง จ.ขอนแก่น พบนายอำนวยหรือเป้า ยืนอยู่ภายในบ้านเลขที่ 10/1 ม.3 บ้านกุดกว้าง ต.เมืองเก่า อ.เมือง จ.ขอนแก่น และมีลักษณะตรงกับตามที่สายลับได้แจ้งไว้

          จึงได้แสดงตนเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อทำการตรวจค้น ผลการตรวจค้นพบ ไอซ์ จำนวน 4 ถุง น้ำหนักรวม 115.2 กรัม พร้อมยาบ้ารวมจำนวน 25,600 เม็ดมซุกซ่อนอยู่ภายในบริเวณบ้านดังกล่าว ให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหาโดยรับว่า ยาบ้าดังกล่าวได้มาจากชาวลาวชื่อ ท้าวแสง ไม่ทราบชื่อนามสกุลจริง จึงได้ควบคุมตัวพร้อมด้วยของกลาง นำส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองขอนแก่น เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย พร้อมยึดทรัพย์มูลค่า 80,000 บาท

          เพื่อเป็นมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดอย่างจริงจัง ตามนโยบายของรัฐบาล สำนักงานตำรวจแห่งชาติ อีกทั้งยังเป็นการดำเนินการตามนโยบายการกวาดล้างอาชญากรรมและรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ของตำรวจภูธรภาค 4 และตำรวจภูธรจังหวัดขอนแก่น อีกด้วย

Cr.ประชาสัมพันธ์กอ.รมน.จ.ขอนแก่น
สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ รายงาน​

กองทัพภาคที่ 1 -ทหารมทบ.11-เขตหลักสี่ ร่วมฉีดพ่นละอองน้ำ ทำความสะอาดถนนแจ้งวัฒนะ ลดปริมาณฝุ่น PM 2.5

ตามนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงกลาโหม โดยพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม สั่งการให้ทุกหน่วยงานที่รับผิดชอบเร่งแก้ปัญหาฝุ่นละออง PM 2.5 ในเขตกรุงเทพมหานครและเขตปริมณฑล ดังนั้น กองทัพภาคที่ 1 โดยพลโท ธรรมนูญ วิถี แม่ทัพภาคที่ 1 ได้มอบหมายให้มณฑลทหารบกที่ 11 (มทบ.11) เร่งแก้ไขปัญหาที่เสี่ยงต่อผลกระทบต่อประชาชน อย่างเร่งด่วน

          โดยเมื่อเวลา​ 02.30 น. วันที่ 3 ต.ค.62​ : ร.ท.ราเมศ เพ็ชรเกื้อ นำกำลังเจ้าหน้าที่ทหาร มณฑลทหารบกที่ 11 (มทบ.11) พร้อมด้วย เจ้าหน้าที่สำนักงานเขตหลักสี่ ร่วมกันนำรถบรรทุกน้ำ จำนวน 3 คัน ลงพื้นที่ฉีดพ่นละอองน้ำ ทำความสะอาดพื้นผิวถนน ตลอดจนบนทางเท้า ถนนแจ้งวัฒนะ ตั้งแต่ช่วงหน้าอาคาร สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. ภาค1 ซอยแจ้งวัฒนะ 5 ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ ไปจนถึงศูนย์ราชการรวมระยะทาง ประมาณ 1.2 กิโลเมตร โดยเริ่มตั้งแต่เวลา 02.00 น.ไปจนถึง 04.00 น.

          ทั้งนี้การปฏิบัติการครั้งนี้ เป็นการใช้น้ำฉีดล้างพื้นผิวถนน ตลอดจนกวาดน้ำล้างฝุ่น เนื่องจากย่านถนนแจ้งวัฒนะ และพื้นที่ในเขตหลักสี่ เป็นพื้นที่มีการก่อสร้าง ส่งผลให้มีฝุ่น PM 2.5 เป็นจำนวนมาก จนทำให้เสี่ยงต่อผลกระทบต่อประชาชน โดยทาง มทบ.11 ซึ่งรับผิดชอบในส่วนพื้นที่ถนนแจ้งวัฒนะ จึงจัดกำลังทหาร พร้อมนำรถบรรทุกน้ำมา จำนวน 2 คัน ทางสำนักงานเขตหลักสี่ นำรถบรรทุกน้ำมาร่วม อีก 1 คัน ต่อหัวฉีดแรงดันน้ำ มาช่วยกันฉีดพ่นละอองน้ำ ทำความสะอาด เพื่อลดปริมาณฝุ่นดังกล่าว นอกจากนี้ยังมีทางเจ้าหน้าที่ทหาร พล.ม.2 ปฏิบัติการลักษณะเดียวกันในพื้นที่ถนนพหลโยธินอีกด้วย

สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ รายงาน​

NIA ขนทัพ นวัตกรรมเพื่อสังคมบุกสามย่านมิตรทาวน์ ในงาน “Innovation Thailand Expo 2019”

NIA ขนทัพนวัตกรรมเพื่อสังคมบุกสามย่านมิตรทาวน์ในงาน “Innovation Thailand Expo 2019” พลาดไม่ได้กับสุดยอดนวัตกรรมเพื่อสร้างรายได้-สร้างสุขภาพ-สร้างความสุขในเมือง

          สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม เปิดงาน “INNOVATION THAILAND EXPO 2019” อย่างยิ่งใหญ่ เริ่มแล้ววันที่ 3-5 ตุลาคม 2562 ณ สามย่านมิตรทาวน์ ภายใต้แนวคิด “Social Innovation in The City” ครั้งแรกกับการรวบรวมสุดยอดนวัตกรรมที่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิต ชุมชน และสิ่งแวดล้อม รวมถึงนวัตกรรมที่ตอบโจทย์การแก้ปัญหาสังคมในมิติต่างๆ

          รศ.ดร.วีระพงษ์ แพสุวรรณ ประธานกรรมการนวัตกรรมแห่งชาติ NIA เผยว่า “จากนโยบายของรัฐบาลที่ได้จัดตั้งกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ขึ้นเพื่อตอบโจทย์สําคัญในศตวรรษที่ 21 ในการวางรากฐานประเทศสู่อนาคต รวมถึงการเตรียมคนไทยสู่ศตวรรษที่ 21 ให้มีความอยู่ดีกินดี มีคุณภาพชีวิตที่ดี มีสิ่งแวดล้อมที่ดี และใช้ศักยภาพคนอย่างเต็มที่

         โดยกระทรวงฯ ได้มุ่งเน้นการสร้างและพัฒนาคนเพื่อให้เป็น “ประเทศที่มี Smart Citizen” การสร้างและพัฒนาองค์ความรู้เพื่อเป็น “ประเทศที่มีระบบเศรษฐกิจที่เน้นคุณค่า” รวมถึงการสร้างและพัฒนานวัตกรรมเพื่อมุ่งสู่การเป็น “ประเทศฐานนวัตกรรม หรือ Innovation Nation” ตอบโจทย์การปฏิรูปประเทศ ที่ไม่เพียงให้ความสําคัญกับการสร้างความเจริญทางเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ยังให้ความสําคัญกับการลดเหลื่อมล้ำ และการพัฒนาที่กระจุกตัวในสังคม ซึ่งจะต้องอาศัย “นวัตกรรมเพื่อสังคม หรือ Social Innovation” เป็นตัวขับเคลื่อนสําคัญในการสร้างนวัตกรรมที่เกิดคุณค่าต่อสังคม ชุมชน สิ่งแวดล้อม ร่วมกันทุกภาคส่วน ผ่านการแบ่งปันและเข้าถึงทรัพยากร องค์ความรู้ ทุน และบริการภาครัฐ ซึ่งขณะนี้ กระทรวงฯกําลังดําเนินงาน เพื่อให้เกิด “1,000 นวัตกรรมชุมชน” โดยมีโครงการหมู่บ้านนวัตกรรม เพื่อสังคมเข้าไปร่วมดําเนินการอยู่ด้วย”

         ในส่วนของ NIA ซึ่งถือเป็นหน่วยงานที่มีบทบาทสําคัญในการขับเคลื่อนระบบนวัตกรรมของประเทศ ผ่านกลไกและการประสานงานให้เกิดการทํางานร่วมกันของทุกภาคส่วน เพื่อให้เกิดการสร้างสรรค์นวัตกรรมทั้งด้านเศรษฐกิจและด้านสังคม โดยที่ผ่านมา NIA ได้ให้ความสําคัญกับการส่งเสริมและพัฒนา “นวัตกรรมเพื่อสังคม” อย่างต่อเนื่อง โดยมีการดําเนินงานที่ครอบคลุมทั้งการสร้างธุรกิจนวัตกรรม และการสร้างเครือข่ายนวัตกรรมเชิงสังคม ตลอดจนการขับเคลื่อน โครงการที่มีผลกระทบเชิงสังคมสูงร่วมกับเครือข่ายในหลายพื้น ได้แก่ “โครงการหมู่บ้านนวัตกรรมเพื่อสังคม” ที่เน้นแก้ไขปัญหาจาก ชุมชนในพื้นที่เป้าหมาย “โครงการนวัตกรรมสําหรับเมืองและชุมชน” ที่สามารถผลักดันไปสู่ การใช้งานจริง เพื่อแก้ไขปัญหาในประเด็นท้าทายที่เกิดขึ้นในสังคม เมืองและชุมชน รวมถึง “การพัฒนาสาขาธุรกิจเพื่อสังคม” ที่สร้างความสามารถทางนวัตกรรมของสังคม ลดความเหลื่อมล้ำครอบคลุมทั้งการสร้างธุรกิจ นวัตกรรม และ “การสร้างเครือข่ายนวัตกรรมเชิงสังคม”ที่แสดง ออกถึงความรับผิดชอบต่อสังคมร่วมกัน อย่างสร้างสรรค์ระหว่างชุมชน ผู้ประกอบการธุรกิจเพื่อสังคม หน่วยงานวิจัยทั้งภาครัฐและเอกชน

          โดยการจัดงาน Innovation Thailand Expo 2019 ภายใต้แนวคิด Social Innovation in the City ในปีนี้ จึงถือเป็นเวทีสําคัญในการ นําเสนอมุมมองการเกิดขึ้นของสังคมเมืองในปัจจุบันและการขยายตัวของ เมืองในพื้นที่ต่างๆ ที่ก่อให้เกิดปัญหาด้านสังคมตามมามากมาย​ ซึ่งสามารถ นํานวัตกรรมเพื่อสังคมมาช่วยลดปัญหาความเหลื่อมล้ําของคนในเมือง และ ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิต ทั้งในด้าน “การสร้างรายได้ การสร้างสุขภาพที่ ดี ที่จะนําไปสู่การสร้างความสุขอย่างยั่งยืน”

          ดร. พันธุ์อาจ ชัยรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) กล่าวเสริมว่า “งาน INNOVATION THAILAND EXPO 2019 หรือ ITE 2019 เป็นครั้งแรกกับการนำเสนอ “นวัตกรรมเพื่อสังคม” ซึ่งเป็นหนึ่งทางเลือกสำคัญที่จะช่วยลดปัญหาความเหลื่อมล้ำของคนในเมือง เพื่อการยกระดับคุณภาพชีวิตทั้งอย่างยั่งยืน ประกอบด้วย 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ สร้างรายได้ – นวัตกรรมเพื่อสังคมที่ช่วยสร้างรายได้ สร้างอาชีพ ลดความเหลื่อมล้ำในสังคม สร้างสุขภาพ – นวัตกรรมเพื่อสังคมที่ช่วยสร้างสุขภาพที่ดี ทำให้สังคมมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และ สร้างความสุข – นวัตกรรมเพื่อสังคมที่ช่วยสร้างความสุขในการใช้ชีวิตในสังคมเมือง ทำให้เกิดสิ่งแวดล้อมที่น่าอยู่”

          ภายในงานมีการจัดกิจกรรมที่น่าสนใจหลากหลาย ทั้งงานแสดงและจำหน่ายผลิตภัณฑ์นวัตกรรมที่สร้างสรรค์เพื่อสังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อมที่มีความหลากหลาย ซึ่งตอบโจทย์วิถีชีวิตของทุกคนที่อยู่ร่วมกันในสังคมในงานเดียว ตั้งแต่เด็ก วัยทำงาน ผู้สูงอายุ ผู้พิการ ผู้ด้อยโอกาส Social Innovation Forum หรือเวทีถ่ายทอดความรู้นวัตกรรมจากผู้เชี่ยวชาญใน 3 หัวข้อ ได้แก่

  1. กรณีศึกษาการพัฒนานวัตกรรมเพื่อสังคมจากสถาบันการศึกษาและบริษัทชั้นนำของประเทศ
  2. นวัตกรรมเพื่อสังคมกับการแก้ปัญหาในหลายหลายมิติและสร้างการเปลี่ยนแปลงในสังคม
  3. แนวโน้มนวัตกรรมไทยที่มีต่อสังคมในอนาคต ทั้งด้านหุ่นยนต์ การออกแบบ และสื่อ

          “นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมเวิร์กช็อปจากผู้ประกอบการที่ได้รับการสนับสนุนการพัฒนานวัตกรรมเพื่อสังคม อาทิ การชมภาพยนตร์สำหรับผู้พิการทางสายตาที่เปิดโอกาสให้ทั้งคนตาบอดและประชาชนทั่วไป การสอนประกอบ Solar Cell อย่างง่ายสำหรับชุมชน การสอนปลูกผักกลางเมืองสำหรับคนในเมือง การสอนธรรมะด้วยดิจิทัลอาร์ต “โพธิเธียร์เตอร์” กิจกรรมเสริมสุขภาพ เช่น การดัดจัดสรีระโดยผู้ด้อยโอกาส และการสอนโยคะสำหรับผู้สูงอายุ และกิจกรรมสำหรับเด็ก/นักเรียน/นักศึกษา เช่น การเขียนโปรแกรมเบื้องต้น การเตรียมตัวเข้าสู่งานในอนาคต เป็นต้น และในวันสุดท้ายของการจัดงาน (5 ตุลาคม) ซึ่งถือเป็นวันนวัตกรรมแห่งชาติ จะมีพิธีประกาศผล และมอบรางวัลสุดยอดนวัตกรรม (Innovation Awards) ให้กับผู้พัฒนานวัตกรรมดีเด่นในหลากหลายประเภท ได้แก่ รางวัลนวัตกรรมแห่งชาติ (ด้านเศรษฐกิจ สังคม การออกแบบ สื่อ องค์กรนวัตกรรมดีเด่น) รางวัลนวัตกรรมแห่งประเทศไทย รางวัล UAV Startup รางวัลแผนธุรกิจนวัตกรรมเพื่อสังคม และรางวัลนวัตกรรมข้าวไทย” ดร.พันธุ์อาจ กล่าว

          ขอเชิญชวนผู้ที่สนใจร่วมเปิดมุมมองด้าน “นวัตกรรมเพื่อสังคม” ที่สามารถสร้างรายได้ สร้างสุขภาพ และสร้างความสุข ให้แก่สังคม ชุมชน สิ่งแวดล้อม ภายใน “ITE 2019” ได้ในวันที่ 3-5 ตุลาคม 2562 ณ สามย่านมิตรทาวน์ ถนนพระราม 4 กรุงเทพฯ สามารถติดตามข้อมูลข่าวสารได้ที่ www.innovationthailand.org/ite2019 หรือ www.facebook.com/NIAThailand

สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ รายงาน​