มจธ.ราชบุรี เปิดบ้านจัดประชุมประจำปีเครือข่ายมหาวิทยาลัยยั่งยืนแห่งประเทศไทย (SUN Thailand) สัญจร ครั้งที่ 3/2568 ขับเคลื่อนสังคมสู่ความยั่งยืน

มจธ.ราชบุรี เปิดบ้านจัดประชุมประจำปีเครือข่ายมหาวิทยาลัยยั่งยืนแห่งประเทศไทย (SUN Thailand) สัญจร ครั้งที่ 3/2568 ขับเคลื่อนสังคมสู่ความยั่งยืน 

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) “การพัฒนาที่ยั่งยืน” (SDGs) ถือเป็นส่วนหนึ่งของกรอบการพัฒนาที่สำคัญระดับโลก ซึ่งปัจจุบันทุกภาคส่วนต่างให้ความสำคัญกับแนวคิดนี้ โดยมีเป้าหมายในการส่งเสริมความยั่งยืนของทรัพยากรธรรมชาติ การพัฒนาเศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของมนุษย์ ซึ่งจะส่งผลดีต่อคนรุ่นต่อไปในอนาคต โดยสถาบันการศึกษานอกจากจะเป็นภาคส่วนสำคัญในการผลิตบัณฑิตที่มีความรู้ ความเข้าใจ และตระหนักในความสำคัญของการพัฒนาที่ยั่งยืนแล้ว ยังสามารถสร้างรูปธรรมของการพัฒนาอย่างยั่งยืนให้เกิดขึ้นได้ อันเป็นที่มาของ “เครือข่ายมหาวิทยาลัยยั่งยืนแห่งประเทศ ไทย (Sustainable University Network of Thailand : SUN Thailand) ที่ต้องการให้เกิดการเรียนรู้และแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับการขับเคลื่อนมหาวิทยาลัยสู่ความยั่งยืน (Sustainable Development Goals : SDGs) ในระดับอุดมศึกษา ที่เกี่ยวกับการดำเนินงานสู่ Net Zero Campus และการส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชน ด้วยการบูรณาการองค์ความรู้กับบริบทพื้นที่

และในปีนี้มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) ได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพจัดงานประชุม ประจำปีเครือข่ายมหาวิทยาลัยยั่งยืนแห่งประเทศไทย (SUN Thailand) สัญจร ครั้งที่ 3 ประจำปี 2568 ระหว่างวันที่ 14-16 ธันวาคม 2568 ภายใต้แนวคิด “Crafting Sustainable Future Society by Residential College : สร้างสรรค์สังคมสู่วิถีความยั่งยืน ด้วยอาศรมแห่งการเรียนรู้” จัดขึ้น ณ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) อ.จอมบึง จ.ราชบุรี โดยมี รศ.ดร.สุวิทย์ แซ่เตีย อธิการบดี มจธ. กล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วมงาน รศ.ดร.ณัฐพงศ์ มกระธัช ประธานเครือข่าย SUN Thailand ประจำปี 2568 กล่าวรายงาน และได้รับเกียรติจากคุณฐิติลักษณ์ คำพา ผู้ว่าราชการจังหวัดราชบุรี เป็นประธานกล่าวเปิดงาน พร้อมกล่าวปาฐกถาพิเศษเรื่อง “การพัฒนาเกษตรกรรมและการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน บนผืนผ้าแห่งความหลากหลายทางชาติพันธุ์” และการบรรยายพิเศษว่าด้วยการบริหารองค์กรภายใต้นโยบาย ESG ที่สอดรับกับการพัฒนาอย่างยั่งยืนในระดับพื้นที่ กรณี บริษัทผลิตไฟฟ้าราชบุรี จำกัด โดยคุณจตุพร โสภารักษ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ราช กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) โดยมีผู้บริหารจากมหาวิทยาลัยในเครือข่ายมหาวิทยาลัยยั่งยืนแห่งประเทศไทยกว่า 35 มหาวิทยาลัยทั่วประเทศเข้าร่วม 

รศ.ดร.สุวิทย์ แซ่เตีย อธิการบดี มจธ. กล่าวว่า ในการขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ของมหาวิทยาลัยในประเทศไทย ที่เป็นมหาวิทยาลัยหลักทั้งสี่กลุ่ม โดยเฉพาะที่อยู่ในเครือข่าย SUN Thailand จะต้องก้าวออกมาทำหน้าที่มากกว่าการสอนในห้องเรียน ทั้งการสร้างความตระหนัก และให้ความรู้เกี่ยวกับความยั่งยืนให้กับคนรุ่นใหม่ การลดความเหลื่อมล้ำ และการเปิดพื้นที่การเรียนรู้ตลอดชีวิตให้คนทุกช่วงวัย (Lifelong Learning) ตามพระราชบัญญัติอุดมศึกษาโดยเปิดโอกาสให้คนทุกช่วงวัยเข้าถึงการศึกษาและทักษะใหม่ๆ ได้ ซึ่งกิจกรรมเหล่านี้ยังช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานของสถาบันและสนับสนุนการพัฒนา Soft Power ด้านการศึกษาของประเทศอีกด้วย

“ขณะเดียวกันมหาวิทยาลัยยังต้องเป็นตัวอย่างด้านความเป็นกลางทางคาร์บอน และมีส่วนร่วมในการสนับสนุนนโยบายของประเทศเรื่อง SDG โดย มจธ. ได้ประกาศเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน Carbon Neutrality ภายในปี 2040 และใช้ศักยภาพจากงานวิจัยกว่า 10 ปี ทั้งด้านการลดพลังงาน การออกแบบอาคาร การเรียนการสอนแบบไฮบริด ไปจนถึงการศึกษาการดูดซับคาร์บอนของป่าดิบแล้ง เพื่อให้ได้ข้อมูลเชิงประจักษ์ที่นำไปใช้อ้างอิงในเรื่องคาร์บอนเครดิตและการซื้อขายคาร์บอนได้จริงทั้งในระดับสถาบัน ภาคอุตสาหกรรม และภาคสังคม”

อธิการบดี มจธ. กล่าวอีกว่า “การที่องค์ความรู้จากมหาวิทยาลัยในเครือข่าย SUN Thailand ได้ถูกนำไปใช้เพื่อช่วยเหลือภาคสังคมในหลายด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริบทของการขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDG) และการบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) อาทิ การลดการปลดปล่อยคาร์บอนและการประหยัดพลังงาน การวิจัยเพื่อสนับสนุนเรื่องคาร์บอนเครดิต ทำให้เครือข่ายมหาวิทยาลัย SUN Thailand ที่มีจำนวนเริ่มต้น 16 แห่ง ในปี 2558 เพิ่มเป็นกว่า 60 แห่งในปัจจุบัน และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นการพิสูจน์ให้เห็นว่าเมื่อมหาวิทยาลัยร่วมมือกันอย่างจริงจัง จะไม่เพียงช่วยลดการปล่อยคาร์บอนและค่าใช้จ่ายด้านพลังงานของตนเองเท่านั้น แต่ยังสามารถยกระดับองค์ความรู้ สร้าง Soft Power ทางการศึกษา และเป็นพลังสำคัญในการพาประเทศไทยเดินไปสู่ความยั่งยืนได้อย่างเป็นรูปธรรม”

สำหรับงานประชุมประจำปีเครือข่ายมหาวิทยาลัยยั่งยืนแห่งประเทศไทย (SUN Thailand) สัญจรครั้งที่ 3 นี้ นอกจากจะเป็นการประชุมคณะกรรมการเครือข่าย SUN Thailand ครั้งที่ 4 ประจำปี 2568 แล้ว ยังมีกิจกรรมที่น่าสนใจอีกมากมาย อาทิ การเสวนาในหัวข้อ “ทุกคนต้องได้เรียน (Zero dropout)” โดยอาจารย์และนักวิจัย มจธ. ที่ทำงานร่วมกับกองทุนเพื่อควสามเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และหน่วยงานอื่นๆ ในจังหวัดราชบุรี รวมถึงกิจกรรมเยี่ยมชมนิทรรศการ เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้การขับเคลื่อนมหาวิทยาลัยสู่ความยั่งยืนในหลายประเด็น ประกอบด้วย การเรียนรู้ที่ผสมผสานการศึกษาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนในชั้นเรียนและการใช้ชีวิตร่วมกัน เยี่ยมชมอุทยานการเรียนรู้เรื่องผึ้งและศูนย์วิจัยผึ้งพื้นเมืองและแมลงผสมเกสร (Bee Park) กิจกรรมปั่นจักรยานและเดินศึกษาธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพของป่าเต็งรัง (biodiversity) รวมถึงเยี่ยมชมการดำเนินงานการขับเคลื่อนสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน ณ ศูนย์การเรียนรู้เทคโนโลยีนวัตกรรมคาร์บอน และ เยี่ยมชมวิถีชุมชนและการขับเคลื่อนศิลปะและวัฒนธรรมชาติพันธุ์ไทยกะเหรี่ยง ชุมชนเครื่องเงิน ‘ตลาดน่าเอ๊’ ซึ่งเป็นโมเดลเศรษฐกิจวัฒนธรรม อ.บ้านคา จ.ราชบุรี และเยี่ยมชมแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของจังหวัด ได้แก่ เขากระโจม บ้านหอมเทียน พระพุทธนิรโรคันตรายชัยวัฒน์จตุรทิศ (พระสี่มุมเมือง) และพิพิธภัณฑ์เรื่องของโอ่ง ซึ่งเป็นแหล่งสะท้อนอัตลักษณ์ของเมืองราชบุรีอย่างโดดเด่น

การประชุมครั้งนี้ตอกย้ำพลังความร่วมมือของมหาวิทยาลัยไทยในการขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ผ่านการสร้างพื้นที่แลกเปลี่ยนเรียนรู้ การบูรณาการองค์ความรู้ และการขยายผลสู่ชุมชนในระดับพื้นที่ ทั้งยังสะท้อนบทบาทของสถาบันอุดมศึกษาในการร่วมสร้างอนาคตสังคมยั่งยืนอย่างเป็นรูปธรรม


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

“แกนนำพรรคพลวัต” ดีเดย์ 17 ธ.ค.68 เปิดตัวพรรคพร้อมสโลแกน “Smart Support and Sincere”

“แกนนำพรรคพลวัต” ดีเดย์ 17 ธ.ค.68 เปิดตัวพรรคพร้อมสโลแกน “Smart Support and Sincere”

นายกัณวีร์ สืบแสง หัวหน้าพรรคพรรคพลวัต พร้อมด้วย นายสุรพันธ์ ไวยากรณ์ รองหัวหน้าพรรค และนายสรยุทธ เพ็ชรตระกูล เลขาธิการพรรค ร่วมกันแถลงข่าวถึงการเปิดตัวครั้งแรกว่า พรรคมีจุดยืน แนวคิด และทิศทางการทำงานทางการเมือง โดยให้ความสำคัญกับคำว่า “Smart Support and Sincere” เพราะเชื่อว่า “ฉลาด เปิดกว้าง และผลักดัน และการลง มือทำ สำคัญกว่าวาทกรรมสวยหรู” ทั้งนี้พรรคพลวัตมีทีมงานบริหารที่เก๋าเกมทางการเมืองและคนรุ่นใหม่ เราไม่ได้เป็นเพียงทางเลือกหรือทางรอด” แต่คือ “ทางเดียว” (The Only Way) ที่จะพาไทยไปยืนบนเวทีโลก เพื่อดึงเม็ดเงินและเศรษฐกิจกลับมาแก้ปากท้องคนไทย

“กัณวีร์ มั่นใจ พร้อมเสนอสิ่งดีที่สุดแก่ประชาชน ย้ำ จุดยืน-อุดมการณ์พรรคทำได้จริง”
นายกัณวีร์ สืบแสง หัวหน้าพรรคพรรคพลวัต กล่าวถึงเหตุผลในการตั้งพรรคพลวัตว่า จุดยืนและอุดมการณ์ของผม ต้องการสร้างบ้านหลังเล็กที่แข็งแรง ขณะเดียวกันโจทย์ประเทศขณะนี้ใหญ่และซับซ้อนมากขึ้น ผมจึงต้องการพื้นที่ที่อนุญาตให้ผมพุ่งชนปัญหาได้เร็วกว่าเดิมไม่ติดอยู่กับขั้นตอน ผมเชื่อมั่นว่าพรรคพลวัตจะนำเสนอสิ่งที่ดีที่สุดแก่ประชาชน และเป็นทางเลือกที่พรรคปฏิบัติได้จริง ผมรอไม่ได้ที่จะแก้ปัญหาที่เห็นอยู่ตรงหน้า ไม่ว่าจะเป็นวิกฤตการสู้รบไทย-กัมพูชา หรือปัญหาภัยพิบัติ ซึ่งการทำงานกับองค์การสหประชาชาติ (UN) สอนผมให้เน้น Action ไม่เน้น Process ที่ยืดเยื้อต้องเป็น Proactive Diplomacy ไม่ใช่แค่ตามแก้ข่าว ดังนั้นเลือกพรรคพลวัตจะไม่ได้แค่นักการทูต แต่จะได้อะไรที่มากกว่าการเมืองหรือการปกครอง

“นายกัณวีร์ รับ ตั้งพรรคการเมืองไม่ใช่เรื่องง่าย”
หัวหน้าพรรคพลวัต กล่าวว่า การที่จัดตั้งพรรคการเมือง ณ วันนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย กว่าจะจัดตั้งพรรคการเมืองได้ผมเรียนรู้จากคนที่ทำงานในสภาผู้แทนราษฎร แล้วรู้สึกว่ากว่าเราจะมาตั้งพรรคการเมือง ซึ่ง 2 เดือนที่ผ่านมามีทั้งการจัดตั้ง การทำโครงสร้างต่างๆ แต่ความมุ่งมั่นของคนทุกคนที่มาอยู่ในพรรคพลวัต เชื่อว่ามาด้วยความตั้งใจจริง มาทั้งน้ำตา มาทั้งรอยยิ้ม มาทั้งเสียงหัวเราะ เราทำงานร่วมกันจนวันนี้ เรามุ่งมั่นมากที่พยายามขยายฐานเสียงพรรค และเชื่อว่าประชาชนจะเห็นความตั้งใจจริง จึงอยากให้ประชาชนมีส่วนร่วม เพราะการเมืองของประเทศไทยหยุดนิ่งมาอย่างยาวนาน 2 ปี 7 เดือนที่ผ่านมา จึงอยากทำอย่างไรให้ประเทศเดินหน้า ฉะนั้นหากเราไม่มั่นใจ เราทั้ง 3 คนจะไม่นั่งอยู่ที่นี่ในวันนี้

“ตั้งเป้าเป็นรบ. เหตุ อยากผลักดันนโยบายพรรคให้ทำได้จริง”
ส่วนโพลระบุว่า พรรคพลวัตมีโอกาสเป็น 1 ในพรรคร่วมรัฐบาลอย่างแน่นอนนั้น นายกัณวีร์ฯ กล่าวว่า ผมพูดชัดเจนว่าอยากเป็นรัฐบาล เพราะนโยบายของเราชัดเจนในเรื่องของอุดมการณ์ ที่มาจากพี่น้องประชาชนโดยมีประชาชนเป็นศูนย์กลางในการจัดตั้งนโยบาย เราสามารถปฏิบัติจริงในฐานะเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ฉะนั้นสิ่งที่ชัดเจนคือ เราพร้อมเป็นพรรคทางเดียวที่จะผลักดันให้ประเทศไทย เดินหน้าต่อไปได้จากสังคมการเมืองที่หยุดนิ่ง

“พรรคพลวัตยึดมั่นในสิ่งที่ให้คำมั่นกับประชาชน คอยดูว่านโยบายเราที่ออกมาเป็นทางเดียวที่จะผลักดันให้ประเทศเดินหน้าต่อไปได้ กับปัญหาต่างๆ ที่ รุมเร้า เพราะ 2 ปีกว่าที่ผ่านมาผมเห็นว่าประเทศไปไหนไม่ได้จริงๆ หยุดนิ่งเพราะการแบ่งแยก เราจะมาแทรกตรงกลาง และเป็นแสงสะท้อนออกมาให้กับสังคม ว่าพรรคการเมืองใหม่ที่มีคนทำงานได้จริงๆ อยู่ตรงนี้”

“เน้นโยบายด้านตปท.”
นายกัณวีร์ฯ กล่าวว่า นโยบายของพรรคอย่างแรก คือ ด้านการต่างประเทศแม้ว่าอาจจะจับต้องยาก เพราะในอดีตจนถึงปัจจุบันผมยังไม่เห็นว่ามีพรรคการเมืองไหน ชูในเรื่องของการต่างประเทศ 2 ปีกว่าที่ผ่านมาทุกคนเห็นแล้วว่าเรื่องของสถานการณ์ชายแดน ก่อให้เกิดผลลัพธ์และผลกระทบอย่างไร ทั้งเรื่องการค้า การลงทุน การส่งออก ประเทศมหาอำนาจยกเรื่องภาษีขึ้นมาต่อรอง และการผลักดันผู้ลี้ภัยกลับไปยังประเทศต้นทาง ขณะที่การทูตของไทยไม่เปลี่ยนแปลงนับ 100 ปี ฉะนั้นการพูดแบบเงียบๆประเทศไทยก็จะถูกเป็นลูกไล่ เพราะเราไม่มีจุดยืนในเวทีระหว่างประเทศ สุดท้ายประชาชนคนไทยจะได้รับผลกระทบตามมา ดังนั้นการเปลี่ยนแปลงทางการทูตของไทยเป็นสิ่งสำคัญ ผมเป็นหัวหน้าพรรคจำเป็นที่จะต้องชูธงว่าเราจะเน้นด้านไหนเพื่อทำให้พี่น้องประชาชนเห็นว่า เลือกพรรคเราแล้วประชาชนให้การสนับสนุนเราแล้ว ท่านสามารถที่จะคาดการณ์ได้ว่าเราจะเข้าไปปรับปรุงเปลี่ยนแปลงในช่องทางไหน

“รองหัวหน้าพรรคพลวัต ลั่น มียุทธศาสตร์เฉพาะพื้นที่ เน้นคุณภาพคนมากว่าปริมาณ มั่นใจปักธงได้แน่ 150 เสียง”
ทางด้านนายสุรพันธ์ ไวยากรณ์ รองหัวหน้าพรรคพลวัต กล่าวว่า ผมต้องการพรรคที่เปิดโอกาสให้ผมลงมือทำ เพราะผมถนัดวิ่งเข้าหาปัญหาเชื่อว่าการมาอยู่พรรคนี้ จะทำให้ผมได้ทำในสิ่งที่ดีที่สุดบนจุดยืนของผม นอกจากนี้พรรคมียุทธศาสตร์เฉพาะแต่ละพื้นที่ เรามั่นใจว่าปักธงได้แน่ๆ เพราะเน้นคุณภาพมากกว่าปริมาณ ตอนนี้เราปักหมุดจังหวัดที่พร้อมแน่ๆ แล้ว 35 จังหวัด จาก Data ที่เราวิเคราะห์มาอย่างละเอียด เรามองเห็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ประมาณ 230 เขต ที่เรามีลุ้นและกำลังเจาะลึกลงพื้นที่หนักๆตอนนี้มีอยู่ 122 เขต ในจำนวน 97 เขต นี้ที่ผมมั่นใจว่าเป็น ‘Winning Zone’ สามารถช่วงชิงเก้าอี้มาได้ สรุปตัวเลขกลมๆ ณ วันนี้พรรคพร้อมส่งผู้สมัครระดับตัวตึงที่ลงสนามเลือกตั้งได้แน่นอน 150 เขต เป็น 150 คนที่หวังผลได้จริง คาดว่าคะแนนที่เราจะได้อาจทำให้เราได้เป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนประเทศ ณ ปัจจุบันที่ประชาชนยังลังเลหรือยังไม่ตัดสินใจ
“ลั่น มีจุดหมายเลือกตั้ง เน้นยุทธศาสตร์”

“จุดมุ่งหมายในการเลือกตั้งครั้งนี้ ในฐานะที่ดูยุทธศาสตร์พรรคพลวัตด้วยระยะเวลาที่จำกัด ณ ปัจจุบัน 17 ธันวาคม ตอนนี้เราตั้งตัวแทนจังหวัดได้ 35 จังหวัดแล้วสามารถที่จะส่งผู้สมัครสส.เขตได้ 200-230 เขต ณ วันนี้เรามุ่งมั่นเป้าหมายของเราโดยถอดสมการ และยุทธศาสตร์ที่เราคาดหวังได้สส.อย่างน้อย 97 เขต และ 122 เขต ที่เราดูจากสมการ ที่เข้าไปในพื้นที่คิดว่ามีโอกาส ขณะที่เป้าหมายในการส่งสส.เขตไม่ต่ำกว่า 150 เขตอย่างแน่นอน ส่วนปาร์ตี้ลิสต์ตอนนี้มีผู้ร่วมสนใจหลังจากที่เราเปิดตัว คิดว่าเข้ามาร่วมหลายคน และจะจัดลำดับผู้สมัครสส.ปาร์ตี้ลิสต์ให้เหมาะสม กับงานที่ทุกคนเข้ามาร่วม แต่ยืนยันวันนี้ว่าเรามี 150 เขตแล้วส่งแน่นอน”

“ลงมือทำพร้อมขับเคลื่อน”
นายสรยุทธ์ฯ กล่าวว่า ตอนนี้พรรคมีผู้เชี่ยวชาญที่เป็นนักบริหาร ที่มีพื้นหลังแต่ละคนเป็นนักบริหารมาก่อน ที่พรรคมั่นใจเพราะชื่อ “พลวัต”ก็บอกอยู่แล้วว่า คือ การขับเคลื่อนแล้วลงมือทำ ถ้าคิดแล้วไม่ได้ขับเคลื่อนก็ไม่มีประโยชน์ ฉะนั้นต้องลงมือทำด้วยและขับเคลื่อนไปพร้อมๆ กัน ผมจึงมั่นใจทีมยุทธศาสตร์และนโยบายของเรา ควบคู่กับความสามารถของทุกคน รวมถึงทีมงานหลังบ้านและทีมงานที่ Support ในด้านต่างๆรวมถึงตัวผู้สมัครในแต่ละเขต เราคัดกรองอย่างดีมีเวลาในการทุ่มเท 24 ชั่วโมงในการคัดเลือกและสัมภาษณ์ ซึ่งเป็นคนในพื้นที่ในแต่ละจังหวัด ตำบลแต่ละจุดอย่างแน่นอน เป็นคนที่ชาวชุมชนเห็นแน่นอน ถึงแม้ว่าจะเป็นหน้าใหม่ในการลงสมัครรับเลือกตั้ง แต่เป็นหน้าเดิมหรือเป็นคนในพื้นที่เห็นกันอยู่แล้ว ว่าคนเหล่านี้ทำงานในพื้นที่และช่วยเหลือรับรู้ปัญหาและสิ่งที่ต้องพัฒนาแต่ละชุมชนแต่ละจังหวัดอีกด้วย

“เลขาธิการพรรคพลวัต พร้อม เปิดโอกาสให้ตัวจริง ทำงานเปลี่ยนโครงสร้างการเมือง”
ขณะที่นายสรยุทธ์ เพ็ชรตระกูล เลขาธิการพรรค กล่าวว่าสาเหตุที่มาร่วมก่อตั้งพรรคพลวัต เพราะต้องการสร้างคนดีเข้ามาช่วยกันบริหารประเทศ การขับเคลื่อนของเรา คือ เปิดโอกาสให้ตัวจริง ได้ทำงานช่วยเปลี่ยนโครงสร้างการเมืองไทย และพัฒนาประเทศในทุกมิติ ต้องการสร้างสังคมที่มีทั้งคนเก่ง มีความสามารถ ไม่ใช่ “อยู่เป็น” คือ ก้มหน้ายอมจำนนไหลตามน้ำเพื่อเอาตัวรอดแต่ต้อง “อยู่ได้” และ “อยู่ดี” ด้วยฝีมือของตัวเอง เราต้องการเปิดพื้นที่ให้ Professional หลายฝ่ายเข้ามาบริหารประเทศ ที่ผ่านมาคนดี คนเก่งไม่กล้ายุ่งเกี่ยวกับการเมือง เพราะมีคนบอกว่าทำการเมืองต้องใช้ทุนและเป็นสังคมอุปถัมภ์ ผมจึงอยากมาแก้ Pain point ตรงนี้ ดังนั้นเมื่อทั้ง 2 ท่านชวนมาทำพรรคการเมืองผมจึงไม่ลังเล

เลขาธิการพรรคพลวัต กล่าวว่า การจะขับเคลื่อนพรรคได้ต้องหาคนดีๆ เข้ามาช่วยกันฉายแสง ความแตกต่างของพรรคพลวัต คือ ต้องเปลี่ยนไปในทิศทางที่ดี เพราะการตั้งพรรคขึ้นมาจากฐานความคิด ซึ่งการที่ผมมีโอกาสเข้าไปทำงานกับหลายรัฐมนตรี หลายกระทรวง อาทิ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงอุตสาหกรรมและสำนักนายกรัฐมนตรี ทำให้เห็นบริบทการบริหารประเทศ เห็นพรรคข้าราชการ เห็นนักการเมือง และหลากหลายอย่าง

นายสรยุทธ์ฯ กล่าวว่า 30 ปีที่ผ่านมาผมถอดออกมา 4 เรื่องที่ทำให้ประเทศไทยติดกับดักแล้ววนอยู่ตรงนี้ ซึ่งทุกคนทราบและเริ่มมีความกังวล หลายคนพูดว่า “รัฐล้มเหลวมันเจ็บปวด” มันเกิดจากอะไรส่วนตัวมี 4 เรื่องที่เป็นห่วงและเชื่อว่าเป็นเทรนพอยประเทศ คือ
1.วงจรอุบาทว์ทางการเมือง เริ่มจากการที่เราพยายามให้ความสำคัญกับการเมืองที่เป็นทุน พอเข้ามาแล้วหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีการตอบแทนกลับไป เช่น แต่ละพรรคจะมีการตกเขียว มีกล้วยมาแจก เราเป็นประชาชนได้ยินคำพวกนี้เราก็เจ็บปวด เพราะท้ายที่สุดก็กลับมาสู่สังคมอุปถัมภ์หรือคอนเน็คชั่นล้วนๆ
2.ประเทศไทยไม่มีภูมิคุ้มกัน ถามว่าทำไมสแกมเมอร์และทุนเทาถึงไม่ไปประเทศอื่น ทำไมมาประเทศไทยเพราะประเทศไทยอ่อนแอ จ่าย-ซื้อได้ทุกระบบแบบวันสต็อปเซอร์วิส
3.เราให้ค่านิยมกับคนในประเทศแค่ 2 เรื่องคือ ขอให้มีเงินกับมีอำนาจ ไม่ว่าจะเข้ามาโดยวิธีไหนก็ได้ ความเก่ง คือ มือใครยาวสาวได้สาวเอา เข้าถึงอำนาจได้โดยไม่ผิดกฎหมาย ถ้าเราสร้างค่านิยมแบบนี้ต่อไปและประเทศจะอยู่อย่างไรใครอยากจะทำอะไรให้สังคม
4.ถ้าคนไทยอยากอยู่อย่างมีความสุข ก็ต้อง “อยู่เป็น” เปรียบกับสโลแกนที่ว่า “รู้รักษาตัวเราเป็นยอดดี” ตรงนี้คือปัญหาใหญ่ที่ทำให้เราไม่มีคนดีๆ คนเก่งๆ ที่พร้อมจะทำงานให้ประเทศ เราถึงเจอคน 30 หรือ 40 คนที่เรียงหน้ากันเป็นรัฐมนตรีตลอดชีวิต หลับตาก็นึกภาพออกจำชื่อได้ วันนี้พรรคพลวัตจึงเกิดขึ้นโดยตั้งโจทย์ว่าทำอย่างไร เราจะเป็นผู้นำคนดีๆ เข้ามาสู่สังคมและประเทศ

“พรรคพลวัตเปิดตัวอภิสิทธิ์ ไล่ศัตรูไกล สวมเสื้อพรรค”
ภายหลังการแถลงข่าว พรรคพลวัตได้เปิดตัว นายอภิสิทธิ์ ไล่ศัตรูไกล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชนเข้ามาเป็นสมาชิกพรรคพร้อมสวมเสื้อสมาชิก

นายอภิสิทธิ์ฯ กล่าวว่า อยากร่วมงานกับคนดีๆ กว่า 20 ปีที่ผ่านมาผมสอนหนังสือ ด้านสายศิลปะการออกแบบเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เคยดำรงตำแหน่งสำคัญ เช่น อดีตผู้อำนวยการศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ (TCDC) และสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (CEA) เจตนาของผมอยากทำนโยบายที่รู้สึกว่าเข้าไปแล้วทำได้ อย่างน้อยผมสามารถทำให้คนที่อยู่ในชุมชนมีรายได้เพิ่มขึ้นเดือนละ 500-800 หรือ 1,000 บาท ผมคิดว่าจับต้องได้ ฉะนั้นผมอยากเห็นเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เน้นสิ่งที่คิดว่าเป็นไปได้จริง และเห็นว่าทั้ง 3 ท่านพูดในเรื่องของความจริง ฉะนั้นโอกาสนี้ผมขอฝากถึงพี่น้องประชาชนว่า เราอยากทำสิ่งที่คุยกันไว้ให้จริงเสียทีตามที่พรรคทำได้จริง


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

สมาคมศิษย์เก่า จัดครบรอบ 44 ปี “ร่วมใจพัฒนายั่งยืน” ต้อนรับ นศ.เก่า นิด้าดีเด่น ปี 29-68

สมาคมนักศึกษาเก่า สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ จัดงานครบรอบ 44 ปี เมื่อวันอาทิตย์ที่ 14 ธันวาคม 2568 ณ ห้องประชุมใหญ่ อาคารอเนกประสงค์ สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ ถ.วิภาวดีรังสิต กทม.

กล่าวเปิดงานโดย” รัฐมนตรี สันติ ปิยะทัต ” รักษาการรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี Lunch talk ในห้วข้อ “การปรับตัวเศรษฐกิจไทย ฝ่าวกฤตเศรษฐกิจโลก ปี 2026 ” โดย ดร.วิศิษฐ์ ลิ้มลือชา ” รองประธานกรรมการหอการค้าไทย,วิวรรธน์ เหมมณฑารพ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และ รศ.ดร.วิพุธ อ่องสกุล อจ.ประจำคณะบริหารธุรกิจนิด้าฯ โดยมี ฯพณฯ อรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รก.รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ปฐกฐา ด้วย มีนักศึกษาเก่านิด้าฯ ร่วมงานคับคั่ง

เป็นการรวมพลศิษย์เก่าดีเด่น และศิษย์เก่านิด้า ที่เคยได้รับรางวัล จากสถาบันฯ ตั้งแต่ ปี 2529 ถึงปัจจุบัน จัดทำ ทำเนียบเกียรติยศ ศิษย์เก่าดีเด่น ติดตั้ง ณ Hall of Fame ภายในสำนักงาน สมาคมชั้น 1 อาคารนวมินทราธิราช นับว่าเป็นการ เชิดชูศิษย์เก่า “เสริมสร้างความภาคภูมิใจ” บรรยากาศ ภายในงาน เป็นไปอย่างราบรื่น ชื่นมื่น


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

วช. แถลงข่าวเชิญชวนร่วมงาน “วันนักประดิษฐ์” ประจำปี 2569 ชูผลงานวิจัย นวัตกรรมเด่นกว่า 1,000 ผลงาน

วช. แถลงข่าวเชิญชวนร่วมงาน “วันนักประดิษฐ์” ประจำปี 2569 ชูผลงานวิจัย นวัตกรรมเด่นกว่า 1,000 ผลงาน พร้อมประกาศรางวัลการวิจัยแห่งชาติ 185 รางวัล วันที่ 5 – 9 มกราคม นี้ ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา กรุงเทพฯ

วันที่ 17 ธันวาคม 2568 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยา ศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จัดแถลงข่าวการจัดงาน “วันนักประดิษฐ์” ประจำปี 2569 และรางวัลการวิจัยแห่งชาติ : รางวัลนักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ รางวัลผลงานวิจัย รางวัลวิทยา นิพนธ์ และรางวัลผลงานประดิษฐ์คิดค้น ประจำปีงบประมาณ 2569 โดย ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (ผวช.) เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย นักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ ผู้บริหารหน่วยงาน และคณะผู้บริหาร วช. เข้าร่วมกิจกรรม ณ ศูนย์ส่งเสริมการวิจัยเพื่อมรดกทางวัฒนธรรม อาคาร วช. 8

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (ผวช.) กล่าวว่า หนึ่งในภารกิจสำคัญตามพันธกิจของ (วช.) คือการประกาศเกียรติคุณและเชิดชูนักวิจัยและหน่วยงานด้านการวิจัยและนวัตกรรม ที่มีผลงานโดดเด่น และสร้างคุณูปการต่อวงวิชาการและประเทศชาติ สำหรับรางวัลการวิจัยแห่งชาติ ประจำปีงบประมาณ 2569 นี้ (วช.) ได้อนุมัติให้รางวัลรวมทั้งสิ้น 185 รางวัล ใน 4 ประเภท ดังนี้
1) รางวัลนักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ จำนวน 15 ท่าน ใน 9 สาขาวิชาการ
2) รางวัลผลงานวิจัย จำนวน 57 รางวัล ใน 12 สาขาวิชาการ
3) รางวัลวิทยานิพนธ์ จำนวน 51 รางวัล ใน 12 สาขาวิชาการ และ
4) รางวัลผลงานประดิษฐ์คิดค้น จำนวน 62 รางวัล ใน 9 สาขาวิชาการ

ซึ่งผู้ที่ได้รับรางวัลการวิจัยแห่งชาติ จะเข้ารับพระราชทานเกียรติบัตรรางวัลการวิจัยแห่งชาติ ภายในงาน “วันนักประดิษฐ์” ประจำปี 2569 ที่มีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 5–9 มกราคม 2569 เพื่อเทิดพระเกียรติและน้อมรำลึกถึงพระอัจฉริยภาพด้านการประดิษฐ์ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร “พระบิดาแห่งการประดิษฐ์ไทย” โดยงานดังกล่าวจะเป็นเวทีสำคัญในการนำเสนอสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมพร้อมใช้ ตลอดจนความก้าวหน้าด้านการประดิษฐ์คิดค้นของประเทศ เพื่อขยายผลและนำไปใช้ประโยชน์ในมิติต่างๆ สอดคล้องกับเป้าหมายยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ในการขับเคลื่อนประเทศด้วยการวิจัยและนวัตกรรมสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน

ต่อมา เป็นการเสวนา “เส้นทางแห่งปัญญา: ประสบการณ์วิจัยและบทเรียนที่อยากส่งต่อสู่คนรุ่นใหม่” โดย นักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ ประจำปี 2569 ทั้ง 6 ท่าน จาก 5 สาขาวิชาการ ดังนี้

  1. สาขาวิทยาศาสตร์การแพทย์ ศาสตราจารย์วิจัย ดร.เจตสุมน ประจำศรี
  2. สาขาวิทยาศาสตร์เคมีและเภสัช ศาสตราจารย์ เภสัชกร ดร.ปิติ จันทร์วรโชติ
  3. สาขาเกษตรศาสตร์และชีววิทยา ศาสตราจารย์ ดร.วิไล รังสาดทอง และ รองศาสตราจารย์ ดร.ศกร คุณวุฒิฤทธิรณ
  4. สาขาวิศวกรรมศาสตร์และอุตสาหกรรมวิจัย ศาสตราจารย์ ดร.อภิรัฐ ศิริธราธิวัตร
  5. สาขาเศรษฐศาสตร์ ดร.ศิริมล ตรีพงษ์กรุณา

(วช.) ขอเชิญชวนนักเรียน นักศึกษา บุคคลทั่วไปที่สนใจเข้าร่วมงาน “วันนักประดิษฐ์” 2569 (Thailand Inventors’ Day 2026) ระหว่างวันที่ 5–9 มกราคม 2569 เวลา 09.00–17.30 น. ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา กรุงเทพฯ พบกับนิทรรศการน้อมรำลึกและนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ นิทรรศการผลงานที่ได้รับรางวัลการวิจัยแห่งชาติ นิทรรศการผลงานจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษาใน 6 กลุ่มเรื่อง ผลงานวิจัยและสิ่งประดิษฐ์กว่า 1,000 ผลงาน อาทิ “ต้นแบบระบบบำบัดยาปฏิชีวนะตกค้างในน้ำเสียโรงพยาบาล (Ozone-Act)” โดย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ที่มุ่งลดความเสี่ยงด้านการดื้อยาต่อสิ่งแวดล้อมและระบบสาธารณสุข นอกจากนี้ยังมีผลงานด้านการแพทย์และสัตวแพทย์ เช่น หุ่นฝึกฉีดยาเข้ากล้ามเนื้อทารกแรกเกิดด้วยระบบเซนเซอร์ไร้สาย หุ่นฝึกกู้ชีพสุนัขและแมวขั้นพื้นฐาน (CPR Training Model) โดย บริษัท เอฟ 2022 จำกัด และ ชุดรักษาทางทันตกรรมเคลื่อนที่ โดย กรมอนามัย ซึ่งช่วยยกระดับการฝึกทักษะบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข รวมถึงผลงานด้านเกษตรและสิ่งแวดล้อม เช่น อากาศยานไร้คนขับแบบขึ้นลงแนวดิ่งแบบสามมิติ (VTOL Drone) สำหรับสำรวจสุขภาพพืชและติดตามการระบาดของศัตรูพืช โดย มหาวิทยาลัยมหิดล แผ่นตรวจวัดเชิงสีแบบมัลติเพล็กซ์สำหรับวิเคราะห์โลหะหนักและสารปนเปื้อนในน้ำดื่ม และ จุ่มก่อนจิบ อุปกรณ์แจ้งเตือนผ่านเล็บมือเพื่อป้องกันยาเสียตัวและสร้างความปลอดภัยในสังคม โดย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เครื่องทอผ้าขนาดเล็ก โดย มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร เป็นต้น ซึ่งล้วนสะท้อนบทบาทของงานวิจัยไทยที่มุ่งตอบโจทย์การใช้ประโยชน์จริงในระดับชุมชน สังคม และประเทศ กิจกรรมการฝึกอบรมเชิงวิชาการและปฏิบัติการ การเสวนาและการบรรยายในหัวข้อต่าง ๆ กว่า 100 หัวข้อ การประกวดและมอบรางวัล รวมถึงนิทรรศการ Highlight ส่งเสริมการเรียนรู้สร้างแรงบันดาลใจด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม อาทิ ศูนย์เกษตรวิถีเมือง Urban farming hub,ดอกไม้เพื่อการใช้ประโยชน์ (Research Utilization : Flower for use),ดินแดนสัตว์มหัศจรรย์ Animal In Wonderland, New Gen x วัยเก๋า เล่นไปด้วยกัน, ผจญภัยในโลกนวัตกรรมการแพทย์สมัยใหม่ MedLab Experience ฯลฯ

สามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมและลงทะเบียนเข้าร่วมงานได้ที่ https://www.inventorsdayregis.com/


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

กำแพงเพชรทำถึง สนามชากังราวแทบแตก ปลุกกระแสฟุตบอลเยาวชน

กำแพงเพชรทำถึง สนามชากังราวแทบแตก ปลุกกระแสฟุตบอลเยาวชน การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ร่วมกับ สมาคมกีฬาแห่งจังหวัดกำแพงเพชร จัดฟุต บอล KPP AMAZING FOOTBALL CUP

เมื่อวันจันทร์ที่ 15 ธันวาคม 2568 เวลา 19.00 น. : นายชาธิป รุจนเสรี ผู้ว่าจังหวัดกำแพง เพชร เป็นประธานการจัดการแข่งขัน ฟุตบอลรายการ KPP AMAZING FOOTBALL CUP ณ สนามชากังราว จังหวัดกำแพงเพชร โดยมี นาย ไผ่ ลิกค์ นายกสมาคมกีฬาแห่งจังหวัดกำแพงเพชร และ หัวหน้าส่วนราชการภายในจังหวัดเข้าร่วมกิจกรรม โดยกิจกรรมนี้ได้รับการสนับสนุนจาก การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงกีฬา (Sport Tourism) และร่วมเผยแพร่กีฬาฟุตบอล เพื่อพัฒนาทักษะให้กับเยาวชนที่ ให้มีความเข้าใจเกี่ยวกับกีฬา และปรับเปลี่ยนมุมมองทัศนคติ ค่านิยม ให้มองเห็นถึงประโยชน์ของกีฬาในทางที่ดีขึ้น

นายชาธิป รุจนเสรี ผู้ว่าจังหวัดกำแพงเพชร กล่าวว่า “กิจกรรมนี้ถือเป็นการจัดงานแบบ (Sport Tourism) ที่ทำให้เกิดการกระจายตัวของนักท่องเที่ยว จากเมืองหลัก ไปสู่เมืองรองมากขึ้นตาม โครงการ ‘เมืองน่าเที่ยว Year of Celebration’ ของ การท่องเที่ยวแห่งประ เทศไทย ที่เป็นผู้สนับสนุนหลักของเรา ซึ่งเรียกว่าเป็นการบูรณาการให้เกิดการร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนในการจัดกิจกรรมท่องเที่ยวเชิงกีฬา โดยใช้กีฬาเป็นสื่อ อันจะนำมาซึ่งการเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจและเพิ่มรายได้ให้กับประชาชนในพื้นที่จังหวัดกำแพง เพชร ด้วยการเชิญทีมฟุตบอลขวัญใจอย่าง “หมอนทองวิทยา” มาดวลแข้งกับทีมเยาวชนท้องถิ่น “ร.ร.เฉลิมพระเกียรติ (สมเด็จย่า)” งานนี้มีแฟนบอลมากกว่าหมื่นคนแห่เข้าร่วมชมการแข่งขันอย่างคับคั่ง ก่อนแมตช์ใหญ่มีการอุ่นเครื่องอย่างยิ่งใหญ่ ทั้งฟุตบอลกระชับมิตรของรุ่นเด็ก U8, U10, ทีมฟุตบอลดารา vs ทีม VIP กำแพงเพชร พร้อมการแสดงเปิดงานและมินิคอนเสิร์ตจากศิลปินดัง

ครึ่งแรกนำก่อน! แต่ครึ่งหลังต้านไม่ไหว! เสียงเชียร์ดังกระหึ่มเมื่อนักเตะลงสู่สนาม แฟนบอลถึงกับต้องลงมานั่งติดขอบสนามเพื่อชมความมันส์!

  • ครึ่งแรก : ทีม ร.ร.เฉลิมพระเกียรติฯ ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม นำไปก่อน 2 – 1 ทำเอา อ.สกล ต้องลุกขึ้นมายืนลุ้นลูกทีมหมอนทองที่ขอบสนาม
  • ครึ่งหลัง : ทีม หมอนทองวิทยา กลับมาทวงคืนประตูได้สำเร็จ จบเกมด้วยชัยชนะของทีมเยือน 4-2

ปิดท้ายด้วยพิธีมอบถ้วยรางวัลสุดอลังการ พร้อมพลุดอกไม้ไฟฉลองชัย สร้างความสุขและประทับใจให้กับแฟนบอลทุกคนในสนามอย่างแท้จริง!


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

กรมพัฒนาฝีมือแรงาน จับมือ กรมการขนส่งทางบก ติวเข้มผู้ขับรถขนส่งทั่วไทย! ผนึกกำลังยกระดับมาตรฐานขับขี่ปลอดภัย ป้อนตลาดโลจิสติกส์ แก้ปัญหาขาดแคลนแรงงาน

กรมพัฒนาฝีมือแรงาน จับมือ กรมการขนส่งทางบก ติวเข้มผู้ขับรถขนส่งทั่วไทย! ผนึกกำลังยกระดับมาตรฐานขับขี่ปลอดภัย ป้อนตลาดโลจิสติกส์ แก้ปัญหาขาด แคลนแรงงาน

เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2568 : นายสมาสภ์ ปัทมะสุคนธ์ อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน พร้อมด้วย นายสรพงศ์ ไพฑูรย์พงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก เป็นประธานร่วมในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ระหว่างกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กับ กรมการขนส่งทางบก เพื่อยกระดับความปลอดภัยทางถนน พัฒนาศักยภาพผู้ขับรถขนส่ง ป้อนระบบโลจิสติกส์ไทยให้เข้มแข็งได้มาตรฐานสากล โดยมี นายภัทรวุธ เภอแสละ รองอธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงา, นายชีพ น้อมเศียรพร้อม รองอธิบดีกรมการขนส่งทางบก ร่วมเป็นสักขีพยาน ผู้บริหารกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐและเอกชน สหพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย และผู้ประกอบการขนส่ง ร่วมเป็นเกียรติ ณ ห้องประชุมมาตุลี อาคาร 10 ชั้น 3 กรมการขนส่งทางบก เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร

นายสมาสภ์ ปัทมะสุคนธ์ อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เปิดเผยว่า การร่วมลงนามในครั้งนี้ มุ่งเน้นการพัฒนาหลักสูตรฝึกอบรมพนักงานขับรถให้ทันสมัย สอดคล้องกับเทคโนโลยีและยานยนต์สมัยใหม่ ให้ตรงกับความต้องการของตลาดแรงงานอย่างแท้จริง โดยกรมพัฒนาฝีมือแรงงานจะสนับสนุนการทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานให้แก่พนักงานขับรถ ทั้งรถบรร ทุกและรถโดยสาร เพื่อเป็นการการันตีคุณภาพ สร้างความก้าวหน้าในวิชาชีพ (Career Path) ลดการขาดแคลนพนักงานขับรถที่มีคุณภาพในภาคการขนส่ง เตรียมความพร้อมบุคลากรเพื่อรองรับการขยายตัวของระบบเศรษฐกิจในอนาคต

ด้านนายสรพงศ์ ไพฑูรย์พงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก กล่าวถึงรายละเอียดการดำเนินงานว่า กรมการขนส่งทางบก ตระหนักถึงปัญหาอุบัติเหตุและการขาดแคลนบุคลากรด้านการขับรถ จึงได้จัดทำโครงการนี้ขึ้นโดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากกองทุนเพื่อความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน (กปถ.) เพื่อมุ่งเน้นพัฒนาทักษะ ความรับผิดชอบ และพฤติ กรรมการขับขี่ที่ปลอดภัย “ภายใต้ MOU นี้ ทั้งสองหน่วยงานจะร่วมกันจัดฝึกอบรมและพัฒนาศักยภาพผู้ขับรถ เพื่อสนับสนุนระบบมาตรฐานคุณภาพบริการขนส่งด้วยรถบรรทุก (Q Mark) และมาตรฐานคุณภาพการขนส่งสินค้าเกษตรและอาหารแบบควบคุมอุณหภูมิ (Q Cold Chain) ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประกอบการขนส่งสินค้าของไทย มีมาตรฐานบริการที่เป็นเลิศ มีความปลอดภัยสูง และสามารถแข่งขันได้อย่างมีประสิทธิภาพในเวทีระดับประเทศและระดับสากล” นายสรพงศ์ฯ กล่าวทิ้งท้าย


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

“บิ๊กแจ๊ส” เปิดการแข่งขัน ” Phatum Thani International Soft Tennis Tournament 2025″ 9 ชาติร่วมดวล

นักหวด 9 ชาติเข้าร่วมพิธีเปิดการแข่งขัน “Phatum Thani International Soft Tennis Tournament 2025” โดยมี “บิ๊กแจ๊ส” พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง นา ยก อบจ.ปทุมธานี เป็นประธานเปิดการแข่งขันร่วมกับนางอุดมลักษณ์ ศิริกุลเลิศรัฐ นายกสมาคมกีฬาซอฟท์เทนนิสแห่งประเทศไทย

เมื่อวันที่ 16 ธ.ค.2568 เวลา 15.30 น. ที่ อาคารที่พักผู้เข้ารับการอบรม สนามกีฬาเฉลิมพระเกียรติฯ 60 พรรษา ตำบลรังสิต อำเภอธัญบุรี จ.ปทุมธานี “บิ๊กแจ๊ส” พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดปทุมธานี เป็นประธานเปิดการแข่งขัน กีฬาซอฟท์เทนนิสนานาชาติรายการ ” Phatum Thani International Soft Tennis Tournament 2025″ ร่วมกับนางอุดมลักษณ์ ศิริกุลเลิศรัฐ นายกสมาคมกีฬาซอฟท์เทนนิสแห่งประเทศ ไทย, นายบรรลือชัย ผิวสานต์ นายกฯกิตติมศักดิ์สมาคมกีฬาซอฟท์เทนนิสแห่งประเทศไทย, กรรมการบริหารสมาคมฯ, ผู้บริหาร อบจ.ปทุมธานี, นักกีฬาซอฟท์เทนนิสและเจ้าหน้าที่กว่า 300 คนจาก 9 ประเทศ ได้แก่ จีน,ไชนีสไทเป, ปากีสถาน, อินโดนีเซีย, มาเลเซีย, ฟิลิปปินส์, เวียดนาม, ลาว และประเทศไทยเจ้าภาพเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง โดยการแข่งขันจะมีขึ้นในระหว่างวันที่ 17-20 ธ.ค.2568 ที่ สนามเทนนิสมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี

โดยมีนางอุดมลักษณ์ ศิริกุลเลิศรัฐ นายกสมาคมกีฬาซอฟท์เทนนิสแห่งประเทศไทยกล่าวรายงาน จากนั้น พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง กล่าวเปิดการแข่งขันพร้อมมอบเกียรติบัตรและของที่ระลึกจาก บ.มาร์คไบโอเทคโนโลยี จำกัด ให้กับนักกีฬาจากทั้ง 9 ประเทศที่เข้าร่วมการแข่งขัน จากนั้นขบวนธงชาติของ 9 ประเทศขึ้นสู่เวที โดยมีนายกวิน ญาณฤทธิ์ อดีตนักกีฬาซอฟท์เทนนิสมือ 3 ของโลกที่ปัจจุบันเป็นหัวหน้าผู้ฝึกสอนทีมชาติไทยรับหน้าที่ถือธงชาติไทย จากนั้น น.ส.สาวิตรี นารี อดีตนักกีฬาซอฟท์เทนนิสที่รับใช้ทีมชาติมานาน 21 ปีให้เกียรติกล่าวนำนักกีฬาทุกชาติปฏิญาณตน ต่อด้วยนายธนสิทธิ์ ทรัพย์อร่าม นำคณะผู้ตัดสินกล่าวคำปฏิญาณตนในการทำหน้าที่อย่างบริสุทธิ์ยุติธรรม ก่อนเข้าสู่บรรยากาศถ่ายภาพร่วมกันเป็นอันเสร็จสิ้นพิธีเปิดการแข่งขันอย่างเป็นทางการ

โดย พล ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง นายก อบจ.ปทุมธานี ในฐานะประธานในพิธีเปิดการแข่งขันกล่าวถึงวัตถุประสงค์ในการจัดการแข่งขันรายการนี้ว่า “อบจ.ปทุมธานี มีความยินดีให้การสนับสนุนสมาคมกีฬาซอฟท์เทนนิสแห่งประเทศไทย จัดการแข่งขันรายการนี้มาโดยตลอด และปีนี้พิเศษกว่า 3 ปีที่ผ่านด้วยการปรับการแข่งขันจากการแข่งขันเฉพาะนักกีฬาไทย มาเป็นรายการระดับนานาชาติ และจัดในห้วงเวลาเดียวกับการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ด้วยเหตุผลที่ต้องการแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของการจัดการแข่งขันกีฬาระดับนานา ชาติที่ได้มาตราฐานของ จ.ปทุมธานี และความสามารถของนักกีฬาซอฟท์เทนนิสทีมชาติไทย ที่สามารถแข่งขันรายการระดับนานาชาติกับนักกีฬาซอฟท์เทนนิสนานาชาติได้อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยเป้าหมายหลักที่ต้องการให้ประชาชนทั่วไป เมื่อนึกถึงกีฬาซอฟท์เทนนิสต้องนึกถึง จ.ปทุมธานี นอกจากนี้เรายังพร้อมสนับสนุนกีฬาชนิดอื่นๆอย่างเต็มที่เช่นเดียวกัน และขอให้การจัดการแข่งขันรายการนี้ประสบความสำเร็จตามวัตถุประสงค์ทุกประการ

ทางด้านนางอุดมลักษณ์ ศิริกุลเลิศรัฐ นายกสมาคมกีฬาซอฟท์เทนนิสแห่งประเทศไทย กล่าวว่า “การแข่งขันรายการนี้จัดขึ้นมาอย่างยิ่งใหญ่ด้วยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ต้องขอบคุณท่านนายก อบจ.ปทุมธานี ที่ให้การสนับสนุนการจัดการแข่งขันรายการนี้ รวมถึงผู้สนับสนุนรายอื่นๆ พร้อมเชิญชวนแฟนกีฬามาร่วมชมร่วมเชียร์นักกีฬาซอฟท์เทนนิสทีมชาติไทย ที่เราเตรียมตัวกันมาอย่างดีแบ่งเป็นนักกีฬาเยาวชน 1 ชุด และนักกีฬาทีมชาติอีก 3 ชุด ที่พร้อมแข่งขันกับนักกีฬาซอฟท์เทนนิสจากอีก 8 ประเทศเต็มความสามารถแน่นอน วันที่ 17-20 ธ.ค.2568 นี้ ที่ สนามเทนนิสมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี คลองหก จ.ปทุมธานี


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

กระทรวงแรงงาน ยืนหยัดอยู่เคียงข้างประชาชนในทุกช่วงเวลา จัด “ซ่อม สร้าง สุข สร้างคนให้งาน” ฟื้นฟูแรงงานอิสระสงขลาหลังน้ำลด

กระทรวงแรงงาน ยืนหยัดอยู่เคียงข้างประชาชนในทุกช่วงเวลา จัด “ซ่อม สร้าง สุข สร้างคนให้งาน” ฟื้นฟูแรงงานอิสระสงขลาหลังน้ำลด

วันที่ 17 ธันวาคม 2568 พันตำรวจโท วรรณพงษ์ คชรักษ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน นำคณะผู้บริหารสังกัดกระทรวงแรงงาน ลงพื้นที่จังหวัดสงขลา ตรวจเยี่ยมกิจกรรม “ซ่อม สร้าง สุข สร้างคนให้งาน” ของสถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 12 สงขลา พร้อมให้กำลังใจผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัยภาคใต้ ยืนหยัดอยู่เคียงข้างประชาชนในทุกช่วงเวลา และจะไม่หยุดทำงานจนกว่าพี่น้องแรงงานทุกคนจะสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติ ณ วัดโคกสมานคุณ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา

พันตำรวจโท วรรณพงษ์ คชรักษ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า กิจกรรม “ซ่อม สร้างสุข สร้างคนให้งาน” มีจุดเริ่มต้นจากสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้เมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ซึ่งได้สร้างผลกระทบอย่างรุนแรงต่อพี่น้องประชาชนเป็นวงกว้าง โดยเฉพาะแรงงานอิสระที่ต้องเผชิญกับการสูญเสียเครื่องมือประกอบอาชีพและรายได้ในทันที กระทรวงแรง งานตระหนักถึงความเดือดร้อนดังกล่าว และยึดมั่นในหลักการว่า จะไม่ทอดทิ้งคนไทยในทุกสถานการณ์ จึงได้มอบหมายให้กรมพัฒนาฝีมือแรงงานจัดตั้ง “โรงครัวกระทรวงแรงงาน” เพื่อเร่งส่งต่อข้าวกล่องและอาหารปรุงสุกแก่ผู้ประสบภัยในช่วงเวลาวิกฤตอย่างทันท่วงที เมื่อสถานการณ์เริ่มคลี่คลาย

กระทรวงแรงงานได้มีมาตรการฟื้นฟู โดยได้ระดมช่างอาสากว่า 100 คน เจ้าหน้าที่กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน และพันธมิตร ลงพื้นที่ดูแลบรรเทาความเดือดร้อนของแรงงานอย่างต่อเนื่อง ผ่านมาตรการฟื้นฟูเร่งด่วนภายใต้ศูนย์ “ซ่อม สร้าง สุข” ทั้ง 9 จังหวัดภาคใต้ ด้วยการซ่อมแซมเครื่องมือและอุปกรณ์ที่ใช้ในการประกอบอาชีพ เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน และเข้าสู่กิจกรรม “ซ่อม สร้าง สุข สร้างคนให้งาน” โดยสถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 12 สงขลา เพื่อเปิดโอกาสให้พี่น้องแรงงาน โดยเฉพาะแรงงานอิสระ เข้ารับการฝึกอบรมในหลักสูตรอาชีพต่าง ๆ ของกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เพื่อเสริมสร้างทักษะ เพิ่มพูนความรู้ และต่อยอดสู่อาชีพที่มั่นคง อันจะนำไปสู่การ “สร้างงาน” ให้แรงงานสามารถกลับมาทำงานได้อย่างรวดเร็ว มีรายได้เลี้ยงดูครอบครัว และยืนหยัดพึ่งพาตนเองได้อย่างเข้มแข็งอีกครั้ง ผลลัพธ์ที่ตามมาคือ “สุข” ที่เกิดขึ้นกับแรงงานและครอบครัว ซึ่งถือเป็นเป้าหมายสูงสุดของกระทรวงแรงงาน ความตั้งใจทั้งหมดนี้สะท้อนถึงภารกิจของกระทรวงแรงงานในการยืนหยัดอยู่เคียงข้างประชาชนในทุกช่วงเวลา และจะไม่หยุดทำงานจนกว่าพี่น้องแรงงานทุกคนจะสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติ มั่นคง และภาคภูมิใจในศักดิ์ศรีของตนเองอีกครั้ง

นายสมาสภ์ ปัทมะสุคนธ์ อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กล่าวเพิ่มเติมว่า กิจกรรมในครั้งนี้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 11–17 ธันวาคม 2568 ณ วัดโคกสมานคุณ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา แบ่งออกเป็น 4 ส่วนสำคัญ ได้แก่

  1. การซ่อมแซมรถจักรยานยนต์ เครื่องยนต์ขนาดเล็ก และเครื่องใช้ไฟฟ้า รวมกว่า 2,000 ชิ้น ซึ่งดำเนินการโดยช่างอาสา และช่างทุกคนที่ร่วมภารกิจจะได้รับค่าจ้างวันละ 600 บาท ถือเป็นการสร้างงาน สร้างรายได้ไปพร้อมกับการช่วยเหลือประชาชน
  2. การฝึกอบรมยกระดับฝีมือให้แก่แรงงานอิสระ ในหลักสูตรช่างจักรยานยนต์มืออาชีพ ช่างซ่อมอุปกรณ์ไฟฟ้าภายในบ้าน และการประกอบอาหารสตรีทฟู้ด การฝึกอบรมไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ พร้อมได้รับเบี้ยเลี้ยงคนละ 760 บาทตลอดหลักสูตร
  3. แรงงานอิสระที่ผ่านการฝึกอบรมจะได้รับวุฒิบัตรจากกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน และได้รับเครื่องมือทำมาหากินมูลค่า 2,000 บาท เพื่อเป็นทุนตั้งต้นให้สามารถนำทักษะที่ได้ไปต่อยอดอาชีพ สร้างรายได้ และกลับมายืนหยัดได้อย่างมั่นคงอีกครั้ง
  4. มอบข้าวสารให้แก่ผู้มาใช้บริการ จำนวน 600 กิโลกรัม

ทั้งนี้กระทรวงแรงงาน โดยกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ขอขอบคุณบริษัท ปตท.สำรวจและปิโตรเลี่ยม จำกัด (มหาชน) ในการบูรณาการความร่วมมือให้บริการช่วยเหลือผู้ประสบภัยกันอย่างจริงจังและสนับสนุนงบประมาณในการดำเนินกิจกรรมครั้งนี้และขอบคุณทีมช่างจิตอาสา ทีมช่างในหน่วยงานสังกัดกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ผู้ต้องขังจากเรือนจำกลางสงขลา และผู้ต้องขังจากทัณฑสถานบำบัดพิเศษสงขลา ที่ร่วมกันช่วยเหลือพี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัยภาคใต้ในครั้งนี้ และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าผู้ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัย ได้นำอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องยนต์เล็กเพื่อการเกษตร และรถจักรยานยนต์ กลับไปใช้ในการประกอบอาชีพต่อไป


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

นักหวดซอฟท์เทนนิส 9 ชาติ เปิดฉากชิงเหรียญทองหญิงเดี่ยว-ชายเดี่ยว การแข่งขัน “Phatum Thani International Soft Tennis Tournament 2025”

นักหวดซอฟท์เทนนิส 9 ชาติ เปิดฉากชิงเหรียญทองหญิงเดี่ยว-ชายเดี่ยว การแข่ง ขัน “Phatum Thani International Soft Tennis Tournament 2025” สุดเดือดแชมป์หญิงเดี่ยวเป็นของอินโดนีเซีย ส่วนไชนีสไทเปคว้าแชมป์ชายเดี่ยว

วันที่ 17 ธ.ค.2568 ที่ สนามเทนนิสมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี คลองหก จ.ปทุมธานี วันแรกของการแข่งขันกีฬาซอฟท์เทนนิสนานาชาติรายการ ” Phatum Thani International Soft Tennis Tournament 2025″ เปิดฉากอย่างเป็นทางการกว่า 300 คนจาก 9 ประเทศ ได้แก่ จีน, ไชนีสไทเป, ปากีสถาน, อินโดนีเซีย, มาเลเซีย, ฟิลิปปินส์, เวียดนาม, ลาว และประเทศไทยเจ้าภาพเข้าร่วมชิงชัยกันดุเดือดตั้งแต่เช้า โดยวันนี้มีชิงเหรียญทองชายเดี่ยวทั่วไป และหญิงเดี่ยวทั่วไป โดยนางอุดมลักษณ์ ศิริกุลเลิศรัฐนานกสมาคมกีฬาซอฟท์เทนนิสแห่งประเทศไทย เตรียมการในส่วนของสนามแข่งขัน,ที่พักผ่อนนักกีฬา,เจ้าหน้าที่ทางการแพทย์,นักกายภาพนวดผ่อนคลายกล้ามเนื้อให้นักกีฬา,อาหารและเครื่องดื่มสำหรับนักกีฬาและเจ้าหน้าที่อย่างพร้อมสมบูรณ์ หลังขับเคี่ยวกันมาตลอดวันมีผลการแข่งขัน และผลงานนักกีฬาซอฟท์เทนนิสทีมชาติไทยดังนี้

ประเภทหญิงเดี่ยวแชมป์เป็นของ อราซี ซิติ นูห์ นักหวดสาวจอมแกร่งจากอินโดนีเซียคว้าแชมป์หลังจากคู่ชิงชนะเลิศจากไชนีสไทเป เช็ง จุ้ย ถิง ได้รับบาดเจ็บที่ขาต้องถอนตัวจึงได้เพียงเหรียญเงิน เหรียญทองแดง น.ส.ฌัชชา กล่อมกลม นักหวดสาวไทย และ ฮี เขียว ยัน จากจีน ชายเดี่ยวรอบชิงชนะเลิศ ฮวง ลี เยน หมิง จากไชนีสไทเป คว้าเหรียญทองหลังหวดชนะ ภควัต สมสนิท จากไทยไป 4 : 1 “ข้าวปั้น”ได้เหรียญเงิน ส่วนเหรียญทองแดงเป็นของ นายประเสริฐชัย นาคพเจริญทรัพย์ นักหวดไทยอีกคนที่แพ้ “ข้าวปั้น”มาในรอบรองชนะเลิศ และ ลี ฮี ยู จากไชนีสไทเป

สำหรับนักกีฬาซอฟท์เทนนิสทีมชาติไทยชาย-หญิงทุกคนต่างก็ลงแข่งขันอย่างสุดฝีมือ และยังต้องการกำลังใจจากครอบครัวซอฟท์เทนนิสและแฟนกีฬาชาวไทยเพื่อชิงชัยในประเภทคู่ชาย,คู่หญิง,คู่ผสม และประเภททีม ก็ขอเชิญชวนมาร่วมชมร่วมเชียร์การแข่งขันในวันที่สอง ประเภทคู่ ที่ สนามเทนนิสมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี คลองหก จ.ปทุมธานี


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

กรมชลฯ เร่งระบายน้ำลดผลกระทบภาคกลาง เดินหน้าส่งน้ำฤดูแล้งให้เกษตรกร

กรมชลฯ เร่งระบายน้ำลดผลกระทบภาคกลาง / เดินหน้าส่งน้ำฤดูแล้งให้เกษตรกร

วันที่ 17 ธันวาคม 2568 ศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ (SWOC) กรมชลประทาน อัปเดตสถาน การณ์ว่าอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ มีปริมาณน้ำรวม 68,584 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) คิดเป็น 90% ของความจุอ่างฯ รวม เฉพาะ 4 เขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้า พระยา (เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์) มีปริมาณน้ำรวม 24,036 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 97% ของความจุอ่างฯ รวมกัน ขณะนี้ทั้งประเทศมีการจัด สรรน้ำไปแล้ว 7,255 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 25% ของแผนฯ เฉพาะลุ่มน้ำเจ้าพระยาจัดสรรน้ำไปแล้ว 2,674 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 29% ของแผนฯ

ทางด้านสถานการณ์น้ำลุ่มเจ้าพระยา เมื่อเวลา 06.00 น. ที่สถานีวัดน้ำ C.2 อ.เมือง จ.นคร สวรรค์ มีปริมาณไหลผ่านอัตรา 1,145 ลบ.ม./วินาที ระดับน้ำทรงตัว เนื่องจากปริมาณน้ำที่ค้างในทุ่งลุ่มต่ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยาเริ่มทยอยไหลลงสู่ลำน้ำเจ้าพระยา ทำให้ระดับน้ำหน้าเขื่อนยกตัวสูงขึ้น ปัจจุบันเขื่อนเจ้าพระยายังคงการระบายน้ำท้ายเขื่อนอยู่ที่ 770 ลบ.ม./วินาที ทั้งนี้ ในช่วงวันที่ 18–28 ธ.ค.2568 น้ำทะเลจะหนุนสูงอีกรอบ ส่งผลให้ระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาเพิ่มสูงขึ้น อาจเกิดน้ำเอ่อล้นเข้าท่วมบริเวณพื้นที่ลุ่มต่ำริมแม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำท่าจีน และแม่น้ำแม่กลอง รวมไปถึงชุมชนนอกแนวคันกั้นน้ำ และแนวเขื่อนชั่วคราวบริเวณที่ไม่มีแนวป้องกันน้ำถาวร (แนวฟันหลอ) บริเวณจังหวัดสมุทรปราการ กรุงเทพ มหานคร นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรสาคร นครปฐม และสมุทรสงคราม

ในส่วนของปริมาณน้ำที่ยังค้างอยู่ในพื้นที่ลุ่มต่ำต่างๆ กรมชลประทาน ได้บูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งระบายน้ำออกจากทุ่งภาคกลางอย่างต่อเนื่อง โดยจะคงเหลือน้ำส่วนหนึ่งไว้ในทุ่งให้เกษตรกรได้เตรียมเพาะปลูกข้าวนาปรังหรือพืชฤดูแล้งอื่นๆ รวมทั้ง เร่งกำจัดวัชพืชและผักตบชวาที่กีดขวางทางน้ำในลำคลองและแหล่งน้ำต่างๆ ทั่วประเทศ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการส่งน้ำในช่วงฤดูแล้ง พร้อมยืนยันว่า น้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคมีเพียงพอ ไม่ขาดแคลน และได้เตรียมแผนจัดสรรน้ำรองรับสถานการณ์ไว้อย่างเป็นระบบ

ติดตามข้อมูลสถานการณ์น้ำเพิ่มเติมได้ที่ https://www2.rid.go.th/th/main และ wmsc.rid.go.th

SWOCRID #กรมชลประทาน


เครดิตข่าว ภาพ: สำนักบริหารจัดการน้ำและอุทกวิทยา, สำนักเครื่องจักรกล, สำนักงานชลประทานที่ 11 และ 12

สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน