สภ.หลักศิลา นครพนม เปิดปฏิบัติการกวาดล้างยาเสพติด รวบ 2 ผู้ค้าพร้อมของกลางยาบ้ากว่า 800 เม็ด

นครพนม – สภ.หลักศิลา นครพนม เปิดปฏิบัติการกวาดล้างยาเสพติด รวบ 2 ผู้ค้าพร้อมของกลางยาบ้ากว่า 800 เม็ด

9 กรกฎาคม 2569 เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน สภ.หลักศิลา เปิดเผยผลการปฏิบัติการกวาดล้างยาเสพติดในพื้นที่ สามารถจับกุมผู้กระทำความผิดรายใหญ่พร้อมของกลางยาบ้าจำนวนมาก นำตัวดำเนินคดีตามกฎหมาย

การจับกุมในครั้งนี้ สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2569 ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ต.ศักดิ์ชาย สาดมะเริง ผบก.ภ.จว.นครพนม, พ.ต.อ.สมชาย นิลเพ็ชร รอง ผบก.ภ.จว. นครพนม, พ.ต.อ.สำเนาว์ กรุยกระโทก รอง ผบก.ภ.จว.นครพนม พร้อมด้วย พ.ต.อ.สมภพ แก้วรุณคำ ผกก.สภ.หลักศิลา และทีมเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน สภ.หลักศิลา สืบทราบมาว่ามีบุคคลที่มีพฤติกรรมข้องเกี่ยวกับยาเสพติดจึงได้เฝ้าติดตามถึงพฤติกรรมจนได้ข้อมูลที่แน่ชัด จึงได้สนธิกำลังเข้าปิดล้อมตรวจค้นและจับกุมผู้ต้องหาได้ 2 ราย คือ นายปราโมทย์ (อายุ 40 ปี) ชาวตำบลแสนพัน อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม จำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) โดยการมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และเสพยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) โดยฝ่าฝืนต่อกฎหมายพร้อมของกลาง: ยาบ้า จำนวน 843 เม็ด และนายเกรียงไกร (อายุ 37 ปี) ชาวตำบลโพนแพง อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนมใน​ข้อหา: มียาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต และเสพยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) โดยฝ่าฝืนต่อกฎหมายพร้อมของกลางยาบ้า จำนวน 50 เม็ด

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัวผู้ต้องหาทั้ง 2 ราย พร้อมของกลางทั้งหมด ส่งพนักงานสอบ สวน สภ.หลักศิลา เพื่อดำเนินการสอบสวนและดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาดต่อไป

ข่่าววันนี้ #ข่าวท้องถิ่น #สภหลักศิลา #นครพนม #เปิดปฏิบัติการกวาดล้างยาเสพติด


Cr สภ.หลักศิลา /ภาพ/ข้อมูล
:หลาวเหล็ก /รายงาน

เชียงใหม่จัดประกวด Miss Universe Northern 2026 รอบตัดสิน ค้นหาสาวงามตัวแทนภาคเหนือสู่เวทีระดับประเทศ

เชียงใหม่จัดประกวด Miss Universe Northern 2026 รอบตัดสิน ค้นหาสาวงามตัวแทนภาคเหนือสู่เวทีระดับประเทศ

ค่ำวันนี้ (8 ก.ค. 69) เวลา 18.00 น. ที่ โรงแรมเชียงใหม่แกรนด์วิว นายรัฐพล นราดิศร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เป็นประธานเปิดการประกวด Miss Universe Northern 2026 รอบตัดสิน (Final Competition) เพื่อเฟ้นหาหญิงสาวผู้มีความพร้อมทั้งด้านความงาม บุคลิกภาพ ความสามารถ และทัศนคติ ให้ก้าวขึ้นครองตำแหน่ง Miss Universe Northern 2026 พร้อมเป็นตัวแทนภาคเหนือสู่เส้นทางการประกวดในเวทีระดับประเทศ ภายใต้การประกวด Miss Universe Thailand ต่อไป

บรรยากาศการประกวดเต็มไปด้วยความคึกคัก โดยตลอดช่วงเก็บตัว ผู้เข้าประกวดได้ร่วมทำกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวและวัฒนธรรมของจังหวัดเชียงใหม่ และยังได้เข้าสักการะพระธาตุเจดีย์หลวงเพื่อความเป็นสิริมงคล ก่อนขึ้นเวทีรอบตัดสิน สะท้อนถึงการผสมผสานเสน่ห์อัตลักษณ์ล้านนาเข้ากับเวทีการประกวดนางงามยุคใหม่

สำหรับการประกวดรอบตัดสิน ผู้เข้าประกวดจะได้แสดงศักยภาพผ่านการเดินโชว์ การตอบคำถาม และการนำเสนอความเป็นตัวแทนของหญิงสาวภาคเหนือ เพื่อคณะกรรมการค้นหาผู้ที่เหมาะสมที่สุดในการครองมงกุฎ Miss Universe Northern 2026

การประกวดครั้งนี้นับเป็นอีกหนึ่งเวทีสำคัญที่เปิดโอกาสให้หญิงสาวจากภาคเหนือได้แสดงศักยภาพอย่างรอบด้าน พร้อมเป็นแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่ และร่วมประชาสัมพันธ์ศิลปวัฒนธรรม การท่องเที่ยว และเอกลักษณ์ของจังหวัดเชียงใหม่สู่สายตาประชาชนทั้งในและต่างประเทศ ผ่านเวทีการประกวดนางงามที่ได้รับความสนใจอย่างกว้างขวาง


นที มีเดช รายงาน

สมัชชาสุขภาพแม่ฮ่องสอน ผนึกพหุภาคีเปิดเวทีด่วน แก้วิกฤต “สารหนูปนเปื้อนสาละวิน” ท่ามกลางฝุ่น PM 2.5 รุมเร้า

สมัชชาสุขภาพแม่ฮ่องสอน ผนึกพหุภาคีเปิดเวทีด่วน แก้วิกฤต “สารหนูปนเปื้อนสาละวิน” ท่ามกลางฝุ่น PM 2.5 รุมเร้า

8 กรกฎาคม 2569 สมัชชาสุขภาพจังหวัดแม่ฮ่องสอน จับมือภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน เปิดเวทีระดับจังหวัดระดมสมองหาทางออกวิกฤตซ้อนวิกฤต หลังพบสารหนูปนเปื้อนในแม่น้ำสาละวินเกินค่ามาตรฐานตลอดแนวพรมแดนไทย-เมียนมา กว่า 127 กิโลเมตร ควบคู่ไปกับปัญหาฝุ่น PM 2.5 เร่งยื่น 5 ข้อเสนอเชิงโครงสร้างต่อผู้แทนภาครัฐ หวังยกระดับสู่ความร่วมมืออาเซียนและสร้างความมั่นคงด้านน้ำสะอาดให้ชุมชนชายขอบ เปิดเวทีรับมือวิกฤตซ้อนวิกฤต เพื่อ “แม่ฮ่องสอนเมืองสุขภาวะ”ณ ที่ว่าการอำเภอแม่สะเรียง

นายวรศักดิ์ พานทอง นายอำเภอแม่สะเรียง ได้รับเกียรติเป็นประธานเปิดการประชุมสมัชชาสุขภาพจังหวัดแม่ฮ่องสอน ประจำปี 2569 ภายใต้หัวข้อ “การจัดการมลพิษสิ่งแวดล้อม (มลพิษทางน้ำ) แบบมีส่วนร่วม เพื่อสุขภาวะในภาวะวิกฤตซ้อนวิกฤต” การประชุมในครั้งนี้เกิดจากความร่วมมืออย่างเข้มแข็งระหว่าง สภาพลเมืองจังหวัดแม่ฮ่องสอน หน่วยงานภาครัฐ ภาควิชาการ และภาคประชาสังคม เพื่อตอบโจทย์ความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่ อำเภอแม่สะเรียง และ อำเภอสบเมย ที่กำลังเผชิญหน้ากับมลพิษทางน้ำ โดยเฉพาะกรณี สารหนูปนเปื้อนในแม่น้ำสาละวินที่เกินค่ามาตรฐานตลอดแนวพรมแดนไทย-เมียนมา เป็นระยะทางยาวกว่า 127 กิโลเมตร ซ้ำเติมด้วยวิกฤตฝุ่นละออง PM 2.5 ที่ยังคงส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนอย่างต่อเนื่อง

ในโอกาสนี้ นายประเสริฐ ประดิษฐ์ ประธานคณะกรรมการพัฒนาและขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะแบบมีส่วนร่วมจังหวัดแม่ฮ่องสอน (4PW) ได้เป็นตัวแทนยื่นข้อเสนอสำคัญต่อ นายวรศักดิ์ พานทอง นายอำเภอแม่สะเรียง และ นายจรูญ จินะกัณฑ์ ปลัดอำเภอสบเมย (ผู้แทนอำเภอสบเมย) เพื่อผลักดันการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างใน 5 ประเด็นหลัก ประกอบด้วย

  1. พัฒนาระบบเฝ้าระวัง จัดตั้งระบบแจ้งเตือนมลพิษข้ามพรมแดนอย่างเป็นระบบและแม่นยำ
  2. เพิ่มบทบาทภาคประชาชน ส่งเสริมกลไกประชาชนระหว่างประเทศในการร่วมเฝ้าระวังสิ่งแวดล้อม
  3. สร้างความมั่นคงน้ำสะอาด เร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระบบประปาและน้ำดื่มสำหรับชุมชนชายขอบ
  4. ยกระดับสู่เวทีอาเซียน ขับเคลื่อนความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมระดับภูมิภาค
  5. เยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ มีมาตรการฟื้นฟูเศรษฐกิจฐานรากของชุมชนที่ได้รับผลกระทบโดยตรง

เวทีครั้งนี้ยังได้รับเกียรติจากผู้เชี่ยวชาญร่วมวิเคราะห์สถานการณ์อย่างเข้มข้น นำโดย คุณวัลลภา แสนสีดา (ทสจ.แม่ฮ่องสอน), นายณภัค มาเมือง (สทนช. ภาค 1) และ รศ.ดร.อรัญญา ศิริผล จากคณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พร้อมด้วยการสนับสนุนจากสำนัก งานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) และสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.)

ด้านสถานการณ์ล่าสุด มีรายงานว่าเมื่อปลายเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา กรมควบคุมมลพิษได้ลงพื้นที่เก็บตัวอย่างน้ำและตะกอนดินเป็นครั้งที่ 5 และยังคงตรวจพบสารหนูปนเปื้อนอย่างต่อเนื่อง ทำให้ภาคประชาชนออกมารวมตัวเรียกร้องให้รัฐบาลส่วนกลางเร่งเข้ามาช่วยเหลือ จัดหาแหล่งน้ำสะอาดที่ปลอดภัย เพื่อเป็น “ทางรอด” เดียวของชาวบ้านริมฝั่งน้ำสาละวินในขณะนี้

ในช่วงท้ายของการประชุม ภาคีเครือข่ายทั้งหมดได้ร่วมกันระดมความคิดเห็นจนบรรลุฉันทามติ ในการนำมติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 18 (พ.ศ. 2568) มาปรับใช้และขับเคลื่อนในพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม เพื่อสร้างระบบบริหารจัดการที่เข้มแข็ง ยั่งยืน และคืนสุขภาวะที่ดีให้แก่ชาวแม่ฮ่องสอนอย่างแท้จริง



ภานุเดช ไชยสกูล จ.แม่ฮ่องสอน

เชียงใหม่ ถอดบทเรียนแก้ปัญหาไฟป่าและ PM2.5 เตรียมต่อยอดสู่แผนรับมือปี 2570 มุ่งลดการเผาและยกระดับการทำงานแบบบูรณาการ

เชียงใหม่ถอดบทเรียนแก้ปัญหาไฟป่าและ PM2.5 เตรียมต่อยอดสู่แผนรับมือปี 2570 มุ่งลดการเผาและยกระดับการทำงานแบบบูรณาการ

วันนี้ (9 ก.ค. 69) ที่ห้องฝ้ายคำ ชั้น 1 อาคาร UNISERV มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ นายรัฐพล นราดิศร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เป็นประธานเปิดกิจกรรมถอดบทเรียน (After Action Review : AAR) การแก้ไขปัญหาไฟป่าและฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) ของจังหวัดเชียงใหม่ ประจำปี 2569 โดยมีแม่ทัพน้อยที่ 3 คณะกรรมการแก้ไขปัญหาไฟป่าและฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) แบบบูรณาการ ผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หัวหน้าส่วนราชการ ภาควิชาการ ภาคเอกชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมทั้งในห้องประชุมและผ่านระบบ Zoom

ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า จังหวัดเชียงใหม่ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่น PM2.5 อย่างจริงจัง โดยขับเคลื่อนการทำงานในรูปแบบ Single Command พร้อมจัดตั้ง War Room ระดับจังหวัด อำเภอ และตำบล เพื่อบูรณาการการทำงานของทุกหน่วยงาน วางแผนป้องกันและแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ ควบคู่กับการรณรงค์งดการเผา การจัดทำแนวกันไฟ การประชาสัมพันธ์สร้างความเข้าใจแก่ประชาชน และส่งเสริมการนำเศษวัสดุทางการเกษตรมาใช้ประโยชน์แทนการเผา เช่น การไถกลบตอซัง การทำปุ๋ยหมัก และการรับซื้อเศษวัสดุเพื่อผลิตเชื้อเพลิงชีวมวล รวมถึงการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดในพื้นที่ควบคุมการเผา

แม้ในปี 2569 จังหวัดเชียงใหม่จะเผชิญกับสภาพอากาศที่เอื้อต่อการเกิดไฟป่า ทั้งอากาศร้อนจัด ฝนทิ้งช่วง ปริมาณเชื้อเพลิงสะสม และข้อจำกัดของพื้นที่ภูเขาสูง ทำให้จำนวนจุดความร้อนและพื้นที่เผาไหม้ยังสูงกว่าเป้าหมาย แต่จากความร่วมมือของทุกภาคส่วน สามารถลดผลกระทบที่เกิดกับประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยจำนวนวันที่ค่าฝุ่น PM2.5 เกินมาตรฐาน และจำนวนผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจจากสถานการณ์หมอกควัน ลดลงต่ำกว่าเป้าหมายที่กำหนด

สำหรับกิจกรรมถอดบทเรียนครั้งนี้ มีเป้าหมายเพื่อรวบรวมบทเรียนจากการดำเนินงานที่ผ่านมา วิเคราะห์จุดแข็ง จุดที่ต้องพัฒนา รวมถึงรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกภาคส่วน เพื่อนำไปปรับปรุงแผนการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่าและฝุ่น PM2.5 ของจังหวัดเชียงใหม่ในปี 2570 ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ จากการสรุปบทเรียน พบว่า แนวทางสำคัญที่ควรเดินหน้าต่อ ได้แก่ การใช้มาตรการเดียวกันทุกพื้นที่แต่ปรับให้เหมาะกับบริบทของแต่ละชุมชน การบริหารงานที่มีความยืดหยุ่นตามสถานการณ์ การบูรณาการความร่วมมือข้ามหน่วยงานโดยไม่ยึดติดกับขอบเขตการปก ครอง และการนำเทคโนโลยี เช่น ระบบติดตามข้อมูล จุดความร้อน กล้อง CCTV และอากาศยานไร้คนขับ (โดรน) มาสนับสนุนการปฏิบัติงาน เพื่อให้การป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่าและฝุ่น PM2.5 ของจังหวัดเชียงใหม่เกิดผลอย่างยั่งยืนต่อไป


นที มีเดช รายงาน

“มทบ.34” รับตรวจจาก จบ. เพื่อให้หน่วยมีประสิทธิภาพ โปร่งใส สามารถตรวจสอบได้


มทบ.34 ให้การต้อนรับ จก.จบ. ในโอกาสเดินทางมาตรวจเยี่ยมคณะชุดตรวจการจัดหาและชุดตรวจสายงานสัสดีและเรือนจำ


เมื่อ 9 ก.ค.69 มทบ.34 นำโดย พล.ต.วิศิษฐ์ บรรณากิจ ผบ.มทบ.34 ให้การต้อนรับ พล.ต. เกษม ปิ่นแก้ว จก.จบ. ในโอกาสเดินทางมาตรวจเยี่ยมคณะชุดตรวจการจัดหาและชุดตรวจสายงานสัสดีและเรือนจำ ซึ่งเข้าตรวจหน่วย มทบ.34 ในห้วง 9-10 ก.ค.69

โดยมีการปฏิบัติที่สำคัญ ดังนี้

  • พิธีถวายสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์พ่อขุนเจืองธรรมิกราช
  • คณะฯ เข้าเยี่ยมพบปะ ผบ.มทบ.34 ณ ห้องรับรอง บก.มทบ.34
  • การรับฟังการบรรยายสรุปจากหน่วย ณ ห้องประชุม 1 บก.มทบ.34
  • การตรวจเอกสาร ณ แหล่งสมาคมค่ายขุนเจืองธรรมิกราช และ เรือนรับรอง มทบ.34

ในการนี้ จก.จบ. และ ผบ.มทบ.34 ได้ร่วมตรวจเยี่ยมการตรวจเอกสารตามหัวข้อการตรวจ, ตรวจการจัดหาของโรงพยาบาลค่ายขุนเจืองธรรมิกราช และตรวจเรือนจำ มทบ.34 ซึ่งหน่วยได้มีการจัดเตรียมเอกสารและเจ้าหน้าที่ในการรับตรวจ รวมทั้งเตรียมคลัง สป. ต่างๆ ตามหัวข้อการตรวจ จเร ทบ. ปี 69 เพื่อผลสัมฤทธิ์ตามวัตถุประสงค์ของการตรวจในการให้หน่วยใน ทบ. มีประสิทธิภาพ โปร่งใส สามารถตรวจสอบได้

#มทบ.34 รับตรวจการจัดหาและสายงานสัสดีและเรือนจำ ปี 2569 #มณฑลทหารบกที่ 34 #กองทัพภาคที่ 3 #กองทัพบก


นที มีเดช รายงาน

เชียงใหม่จัดพิธีขอขมา–ขออโหสิกรรม ก่อนบรรพชาอุปสมบทราษฎรบนพื้นที่สูง 193 รูป น้อมถวายพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

เชียงใหม่จัดพิธีขอขมา–ขออโหสิกรรม ก่อนบรรพชาอุปสมบทราษฎรบนพื้นที่สูง 193 รูป น้อมถวายพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

วันนี้ (9 ก.ค. 69) เวลา 09.00 น. ที่ศาลาเบญจสัตตยายุศรีวิชัยนุสรณ์ วัดศรีโสดา พระอารามหลวง อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ นายรัฐพล นราดิศร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียง ใหม่ มอบหมายให้ นายศิวกร บัวป้อง รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เป็นประธานฝ่ายฆราวาส กล่าวให้โอวาทแก่ผู้เข้าร่วมโครงการบรรพชาอุปสมบทราษฎรบนพื้นที่สูง ประจำปี 2569 พร้อมเป็นประธานในพิธีกราบขอขมาและขออโหสิกรรม ก่อนเข้าพิธีบรรพชาอุปสมบทของราษฎรบนพื้นที่สูง จำนวน 193 รูป เพื่อน้อมอุทิศถวายพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

ในพิธีมี พระธรรมเสนาบดี เจ้าคณะภาค 7 เจ้าอาวาสวัดพระธาตุดอยสุเทพ ราชวรวิหาร และพระธรรมวชิรโกศล ที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค 7 เจ้าอาวาสวัดศรีโสดา พระอารามหลวง เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ พร้อมด้วย นางมนธิรา ธาราเวชรักษ์ ผู้อำนวยการศูนย์พัฒนาราษฎรบนพื้น ที่สูงจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวรายงาน และหัวหน้าส่วนราชการในสังกัดกระทรวงการพัฒนาสัง คมและความมั่นคงของมนุษย์ (One Home พม.เชียงใหม่) เข้าร่วมพิธี

โอกาสนี้ พระธรรมเสนาบดี และพระธรรมวชิรโกศล พร้อมด้วยนายศิวกร บัวป้อง รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ได้ให้โอวาทแก่ผู้เข้ารับการบรรพชาอุปสมบท พร้อมรับการกราบขอขมาและการขออโหสิกรรมจากผู้เข้าร่วมพิธีทั้ง 193 คน เพื่อความเป็นสิริมงคลก่อนเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์

สำหรับโครงการบรรพชาอุปสมบทราษฎรบนพื้นที่สูง ประจำปี 2569 จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 9–12 กรกฎาคม 2569 ณ วัดศรีโสดา พระอารามหลวง จังหวัดเชียงใหม่ และวัดเบญจม บพิตรดุสิตวนาราม กรุงเทพมหานคร เพื่อเปิดโอกาสให้ราษฎรบนพื้นที่สูงได้ศึกษาหลักธรรมคำสอนทางพระพุทธศาสนา ปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรม และน้อมอุทิศถวายพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในโอกาสมหามงคล ทั้งยังเป็นการสืบสานพระพุทธศาสนาและสร้างความสมัครสมานสามัคคีในสังคมอย่างยั่งยืน


นที มีเดช รายงาน

ภ.จว.น่าน แถลงผลการปฏิบัติสกัดจับยาเสพติด เปิดแผนปฏิบัติการ “Operation 90 Days” ผ่าแผนยุทธการ 90 วัน พิฆาตยาเสพติด ได้ยาบ้า 3 แสนเม็ด ผู้ต้องหา 2 คน

น่าน – ตำรวจภูธรจังหวัดน่าน แถลงผลการปฏิบัติสกัดจับยาเสพติด ประเดิมเปิดแผนปฏิบัติการ “Operation 90 Days” ผ่าแผนยุทธการ 90 วัน พิฆาตยาเสพติด ได้ยา บ้า 3 แสนเม็ด ผู้ต้องหา 2 คน เป็นคนน่าน 1 คน รถเก๋งฮอนด้า 2 คัน ยึดทรัพย์ 1 ล้านบาท

วันพฤหัสบดีที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2569 ที่ สถานีตำรวจภูธรจังหวัดน่าน นายชัยนรงค์ วงศ์ใหญ่ ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน, พลตำรวจตรี.ดเรศ กัลยา ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดน่าน พันเอก, ทศพล ผ่องศรีสุข รองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดน่าน พร้อม ชุดปฏิบัติการ “Operation 90 Days” ผ่าแผนยุทธการ 90 วัน พิฆาตยาเสพติด 1 กรกฎาคม – 30 กันยายน 2569 พร้อมด้วย ฝ่ายปกครอง ทหาร ตำรวจ ชุดจับกุม เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน กก. ภ.จว.น่าน, หน่วยปฏิบัติการพิเศษ หน่วยปฏิบัติการพิเศษ กก.สส.ภ.จว.น่าน สภ.บ้านหลวง จว.น่าน ตชด.324 ตม.น่าน กก.สืบสวน 3 บก.สส.ภ.5 บก.สส.ภ.5 บช.ปส. สำนักงาน ป.ป.ส. กองกำลังผาเมือง ฝ่ายปกครอง โดย นายชัยนรงค์ วงศ์ใหญ่ ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน /ฝ่ายทหารในพื้นที่ โดย พลตรี บุญญฤทธิ์ เกษตรเวทิน ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 38 , พันเอก ทศพล ผ่องศรีสุข รองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดน่าน /สำนักงาน ป.ป.ส. โดย พันตำรวจโท นริช สอนดิษฐ์ ผู้อำนวยการสำนักงาน ปปส.ภ.5

แถลงผลการปฏิบัติการ “Operation 90 Days” ผ่าแผนยุทธการ 90 วัน พิฆาตยาเสพติด ได้ของกลางยาเสพติดให้โทษชนิดร้ายแรงประเภท 1 (ยาบ้า) จำนวน 300,000 เม็ด พร้อมผู้ต้องหา 2 คน รถเก๋งฮอนด้า 2 คัน โดย นายชัยนรงค์ วงศ์ใหญ่ ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน เป็นประธานแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน

สืบเนื่องก่อนหน้านี้ กองกำกับการสืบสวน ตำรวจภูธรจังหวัดน่าน ได้จับกุมขบวนการลักลอบลำเลียงยาเสพติดยาบ้ามาจากจังหวัดเชียงรายผ่าน จังหวัดพะเยา มา จังหวัดน่าน อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะ 2 ล็อตใหญ่ ๆ ล็อตละ 10 ล้านเม็ด ซึ่งได้ขยายผลการสืบสวนติดตาม และสกัดจับกุมผู้ต้องหาพร้อมของกลาง ยาเสพติดได้อย่างต่อเนื่อง ประกอบกับในช่วงเวลานี้ จังหวัดน่านได้เปิดปฏิบัติการตามแผน “Operation 90 Days” ผ่าแผนยุทธการ 90 วัน พิฆาตยาเสพติด ตามนโยบายของนายกรัฐมนตรี โดยเริ่มปฏิบัติการตั้งแต่ 1 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา ซึ่งในระยะเวลาเพียงไม่กี่วัน กองกำกับการสืบสวนตำรวจภูธรจังหวัดน่านสามารถทำการจับกุมคดียาเสพติดได้แล้วทั้งสิ้นประมาณ 20 ราย

สำหรับในคดีนี้นั้น ก่อนเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ชุดตำรวจชุดจับกุม ได้สืบสวนได้ข้อมูลว่า ในวันที่ 7 กรกฎาคม 2569 ช่วงเวลา 12.00 น. จะมีรถยนต์เก๋งยี่ห้อ Honda รุ่น City สีดำ หมายเลขทะเบียน กธ 9193 พะเยา และ รถยนต์เก๋งยี่ห้อ Honda รุ่น civic สีเทา หมายเลขทะเบียน ชท 9805 กรุงเทพฯ จะนำยาบ้าเข้ามาในพื้นที่จังหวัดน่าน โดยใช้เส้นทาง ถนนสายน่าน – พะเยา ซึ่งรถยนต์เก๋งดังกล่าว ได้ขนยาบ้าเพื่อนำมาส่งที่บริเวณหมู่บ้านปางเป๋ย หมู่ที่ 6 ตำบลสะเนียน อำเภอเมือง จังหวัดน่าน

เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุม จึงได้รายงาน พลตำรวจตรี.ดเรศ กัลยา ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดน่าน ผู้บังคับบัญชา ทราบ โดยผู้บังคับบัญชาได้สั่งการให้ เจ้าหน้าที่ตำรวจกองกำกับการสืบสวนสอบสวนภูธรจังหวัดน่านร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บ้านหลวง ดำเนินการจัดกำลังเข้ากุมบุคคลตามที่สืบทราบ ที่ขับขี่รถยนต์เก๋งทั้ง 2 คันให้จงได้

เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุม ได้จัดกำลังเป็น 2 ชุดในการสกัดติดตาม ลงพื้นที่ตรวจสอบบริเวณดังกล่าว ต่อมาเมื่อเวลาประมาณ 12.00 น. ชุดที่ 1 ได้สกัดจับรถนำเป็นรถเก๋ง Honda City สีดำ หมายเลขทะเบียน กธ 9193 พะเยา ได้ที่ด่านตรวจพี้หลวง หมู่ที่ 2 ตำบลป่าคาหลวง รอยต่อตำบลบ้านพี้ อำเภอบ้านหลวง จังหวัดน่าน พบผู้ ต้องหาชายอายุ 34 ปี เป็นราษฎร ตำบลขุนควร อำเภอปง จังหวัดพะเยา เป็นผู้ขับขี่ ส่วนชุดที่ 2 ได้ไล่ ติดตามสกัดจับกุม ผู้ขับขี่เรถเก๋ง Honda Civic สีเทา ติดป้ายทะเบียน ชท 9805 กรุงเทพฯ ซึ่งขับขี่หลบนีไปทาง ถนนสายหมู่บ้านโป่งศรี – บ้านนาก้า จนกระทั่งเวลาประมาณ 14.15 น ได้ติดตามไปถึงบริเวณเขตท้าย หมู่บ้านโปร่งสี หมู่ 8 ตำบลบ้านฟ้า อำเภอบ้านหลวง จังหวัดน่าน เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมพบรถยนต์ดังกล่าวจอดอยู่ริมถนนและเห็นชายท่าทางมีพิรุธกำลังขนกระสอบ จำนวน 2 กระสอบ ออกจากบริเวณกระโปรงหลังรถทิ้งลงข้างทาง เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุม ชุดที่ 2 จึงได้หยุดรถเพื่อทำการตรวจสอบ แต่ชายคนดังกล่าวได้วิ่งหลบหนีเข้าไปในป่าข้างทาง เจ้า หน้าที่ชุดจับกุมจึงได้ระดมกำลังเข้าทำการไล่ปิดล้อมติดตาม จนสามารถจับกุมตัวไว้ได้ พบเป็นชายอายุ 35 ปีเป็นราษฎร ตำบลสะเนียน อำเภอเมือง จังหวัดน่าน

จากการตรวจสอบ กระสอบที่ผู้ต้องหาโยนทิ้ง พบว่าเป็นกระสอบสีรุ้ง จำนวน 1 กระสอบภาย ในกระสอบมียาบ้าจำนวน 100 มัด รวมยาบ้าจำนวน 200,000 เม็ด และอีกกระสอบสีขาวรูปไก่สีแดง จำนวน 1 กระสอบ ภายในมียาบ้าจำนวน 50 มัด มียาบ้าจำนวน 100,000 เม็ด จึงได้ตรวจยึดเป็นของกลางรวมเป็นยาบ้า จำนวนประมาณ 3 แสนเม็ด

ได้แจ้งข้อกล่าวหาผู้ต้องหาทั้งสองคนว่าร่วมกันจำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 1 ยาบ้า หรือเมทแอมเฟตามีน โดยการมีไว้เพื่อจำหน่ายโดยผิดกฎหมาย อันเป็นการทำเพื่อการค้า และก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชนและทำให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐหรือความปลอดภัยของประชาชนทั่วไป จึงนำตัวผู้ต้องหาทั้ง 2 คน พร้อมของกลาง นำส่งพนักงานสอบสวน สภ.บ้านหลวง อำเภอบ้านหลวง จังหวัดน่าน ดำเนินคดีตามกฎหมาย ในเบื้องต้นได้ทำการตรวจยึดทรัพย์สินมูลค่าประมาณ 1 ล้านบาท

สำหรับยาบ้าต้นทางมาจากจังหวัดเชียงราย ซึ่งทีมงาน กก.สส.ภ.จว.น่าน ได้ดำเนินการขยายผลเพื่อการตรวจยึดทรัพย์สินและดำเนินคดีกับบุคคลที่เกี่ยวข้องในคดีนี้ทั้งหมดต่อไป

ศูนย์อำนวยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดจังหวัดน่าน และตำรวจภูธรจังหวัดน่าน ได้ดำเนินการป้องกันปราบปราม และสกัดกั้นยาเสพติด เพื่อมีให้แพร่กระจายเข้าสู่จังหวัดน่าน ถ้าหากผู้ใดพบเบาะแสยาเสพติดสามารถแจ้งข้อมูลผ่าน Application Police Care หรือผ่านสายด่วน สำนักงาน ป.ป.ส. หมายเลข 1386 หรือ ผสูนย์รับแจ้งเหตุฉุกเฉิน 191 ตำรวจภูธรจังหวัดน่าน หมายเลข 191 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

บำบัดทุกข์บำรุงสุข พิทักษ์สันติราช พิฆาตยาเสพติด พิชิตอันธพาล
ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ต.ดเรศ กัลยา ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดน่าน เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน ภ.จว.น่าน ร่วมกับ สภ.เรือง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แถลงผลจับกุมขบวนการลำเลียงยาเสพติดรายสำคัญในพื้นที่จังหวัดน่าน

วันที่ (15 มิ.ย. 2569) ที่ห้องประชุมกองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดเชียงราย ตำบลริมกก อำเภอเมืองเชียงราย พล.ต.ต.มานพ เสนากูล ผบก.ภ.จว.เชียงราย เป็นประธานในการแถลงข่าวผลการระดมกวาดล้างจับกุมคดียาเสพติดรายสำคัญในพื้นที่ จำนวน 4 คดี พร้อมด้วย นายประสงค์ หล้าอ่อน รอง ผวจ.เชียงราย, พ.อ.สิงหนาท โลสุยะ รอง ผอ.รมน.จ.เชียงราย, พ.ต.อ.เกรียงศักดิ์ ตงศิริ ผกก.สภ.เมืองเชียงราย, พ.ต.อ.เกียรติศักดิ์ จิตรประสาร ผกก.สภ.แม่จัน, พ.ต.อ.สิทธา คำเลิศ ผกก.สภ.เทิง, พ.ต.อ.สง่า ศรีวิชัย ผกก.สภ.แม่ยาว ตลอดจนเจ้าหน้าที่ ป.ป.ส. ภาค 5 และหน่วยงานความมั่นคงที่เกี่ยวข้อง ร่วมแถลงผลงานโบว์แดงหลังสกัดกั้นขบวนการค้ายาเสพติดข้ามชาติ ยึดของกลางล๊อตมหึมา ประกอบด้วย ยาไอซ์ 540 กิโลกรัม, คีตามีน (เคตามีน) 533 กิโลกรัม และยาบ้าอีกจำนวน 864,920 เม็ด จับกุมผู้ต้องหาได้รวม 7 ราย และอยู่ระหว่างขยายผลออกหมายจับเครือข่ายที่หลบหนี
คดีแรก สภ.เทิง บูรณาการเดือด ซิ่งชนตำรวจหนี รวบไอซ์-เคตามีนกว่า 1 ตัน สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 6 มิ.ย. 2569 เวลาประมาณ 00.10 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เทิง ได้ตั้งจุดตรวจสกัดบริเวณจุดตรวจตับเต่า ต.ตับเต่า อ.เทิง พบรถกระบะอีซูซุ สีขาว ต้องสงสัยขับผ่านมา จึงแสดงตัวขอตรวจค้น ระหว่างนั้นมีรถกระบะฟอร์ด สีเทา อีกคันไหวตัวทัน พยายามขับรถซิ่งหลบหนีฝ่าด่านตรวจ จนเฉี่ยวชน ด.ต.ศรนรินทร์ โยธา ผบ.หมู่ (ป.) สภ.เทิง จนได้รับบาดเจ็บ ก่อนที่รถคนร้ายจะเสียหลักตกข้างทาง ผู้ขับขี่อาศัยความมืดหลบหนีไปได้ ตรวจค้นท้ายกระบะพบยาเสพติดซุกซ่อนอยู่ถึง 39 กระสอบ เป็น ยาไอซ์ 540 กิโลกรัม และคีตามีน 523 กิโลกรัม จากการขยายผลสามารถจับกุม นายสมชาติ (สงวนนามสกุล) อายุ 27 ปี ชาวลำปาง ซึ่งทำหน้าที่ขับรถนำทาง ส่วนผู้ต้องหาที่หลบหนีอีก 3 ราย เจ้าหน้าที่ได้รวบรวมหลักฐานออกหมายจับเรียบร้อยแล้ว เผยรับงานลำเลียงจากพื้นที่ภูชี้ฟ้า มุ่งหน้าส่งปลายทาง จ.พะเยา
การแถลงข่าวคดียาบ้าล็อตใหญ่ (19 ม.ค. 2569): เจ้าหน้าที่ตำรวจภูธรจังหวัดน่าน ร่วมกับตำรวจภูธรภาค 5, ทหาร, ฝ่ายปกครอง และ ป.ป.ส. ได้แถลงผลการจับกุมคดียาเสพติดรายสำคัญ โดยสามารถตรวจยึดยาบ้าได้มากถึง 10 ล้านเม็ด พร้อมผู้ต้องหาเครือข่ายลำเลียงยาเสพติด ซึ่งพยายามใช้เส้นทางรองเพื่อหลบเลี่ยงด่านตรวจสำคัญในพื้นที่ภาคเหนือ


จ.ส.อ.สันติไฌญ จารุพิพัฒน์บุตร NATION TV-NAN

ไม่ถึงทางตัน! ไฮสปีด 3 สนามบิน… ยังไปต่อได้

หลายคนเริ่มเชื่อว่า โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน กำลังเดินมาถึง “ทางตัน” เมื่อการเจรจาแก้ไขสัญญาสัมปทานมีแนวโน้มไม่สำเร็จ ความเป็นไปได้ที่จะต้องยุติสัญญากับเอกชนจึงมีมากขึ้น

แต่คำถามที่สำคัญกว่า คือ… ถ้าสัญญาต้องยุติจริง ประเทศไทยจะปล่อยให้โครงการเรือธงของ EEC จบลงเพียงเท่านี้หรือ?

คำตอบของผมคือ ไม่ควร

เพราะปัญหาที่เกิดขึ้น ไม่ใช่ความล้มเหลวของแนวคิด “รถไฟความเร็วสูง” แต่ปัญหาคือการออกแบบรูปแบบการลงทุนที่อาจไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง

1. อย่าถอดใจ… อย่าลดเป้าหมายเหลือเพียงรถไฟทางคู่

มีข่าวว่า สำนักงาน EEC (สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ สกพอ.) และการรถไฟแห่งประเทศไทยกำลังหารือแนวทางปรับโครงการ จากรถไฟความเร็วสูง 250 กม./ชม. เป็นรถไฟความเร็วปานกลาง 160 กม./ชม.

แนวคิดคือ ใช้แนวเส้นทางรถไฟสายตะวันออกเดิม ปรับปรุงโครงสร้างทาง ยกระดับบางช่วงเพื่อลดจุดตัดกับถนน และติดตั้งระบบไฟฟ้าไปถึงอู่ตะเภา เพื่อรองรับรถไฟทางคู่ไฟฟ้าความเร็ว 160 กม./ชม. แม้แนวทางนี้อาจช่วยลดต้นทุนและทำให้โครงการเกิดขึ้นได้เร็วขึ้น แต่ผมไม่อยากให้ประเทศไทย “ลดเป้าหมายในการพัฒนาโครงข่ายรถไฟความเร็วสูง เพียงเพราะโครงการนี้ประสบปัญหา”

ประเทศไทยมีแผนแม่บทรถไฟความเร็วสูงอยู่แล้ว 5 เส้นทาง ได้แก่ (1) กรุงเทพฯ–เชียง ใหม่ (2) กรุงเทพฯ–หนองคาย (3) กรุงเทพฯ–อุบลราชธานี (4) กรุงเทพฯ–ระยอง และ (5) กรุงเทพฯ–ปาดังเบซาร์เส้นทางเชื่อม 3 สนามบิน คือหนึ่งในโครงข่ายสำคัญของแผนนี้หากวันนี้เราถอยจากรถไฟความเร็วสูง เหตุผลเดียวกันก็อาจถูกนำไปใช้กับอีก 4 เส้นทางในอนาคต นั่นเท่ากับประเทศไทยกำลังถอยห่างจากเป้าหมายที่วางไว้ด้วยตัวเอง

2. ปัญหาที่แท้จริง ไม่ใช่รถไฟความเร็วสูง แต่คือ “รูปแบบการลงทุน”

ผู้ว่าการการรถไฟแห่งประเทศไทยเคยให้สัมภาษณ์ว่า “สถาบันการเงินไม่เชื่อมั่นว่าโครงการมีความคุ้มค่าพอที่จะปล่อยกู้”ข้อความสั้นๆ นี้สะท้อนสาระสำคัญว่า สถาบันการเงินประเมินแล้วว่า โครงการในรูปแบบปัจจุบันมีความเสี่ยงสูงเกินไปสำหรับเอกชนสาเหตุสำคัญคือ โครงการนี้กำหนดให้เอกชนร่วมลงทุนไม่น้อยกว่า 47% ของมูลค่าโครงการ (มูลค่าโครงการ 224,544 ล้านบาท) ในขณะที่โครงการรถไฟฟ้าส่วนใหญ่ เอกชนมักลงทุนเพียงประมาณ 15–20% เท่านั้นเมื่อภาระการลงทุนสูงกว่าปกติ แต่ผลตอบแทนไม่เพียงพอ การที่ธนาคารไม่ปล่อยกู้จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจ ดังนั้น ปัญหาอาจไม่ได้อยู่ที่เอกชนไม่อยากลงทุน แต่อยู่ที่โครงสร้างการลงทุนอาจไม่เหมาะสมตั้งแต่ต้น

3. ถ้าอยากให้เอกชนกลับมา รัฐต้องลงทุนมากขึ้น

หากรัฐบาลยังต้องการให้โครงการนี้เดินหน้าในรูปแบบ PPP หรือ “การร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน” ก็อาจต้องปรับสัดส่วนการลงทุนใหม่ แทนที่รัฐจะลงทุนไม่เกิน 53% อาจเพิ่มเป็น 80% หรือ 85% เพื่อลดภาระของเอกชน และทำให้โครงการมีความเป็นไปได้ทาง การเงินมากขึ้น หรือหากจำเป็น รัฐอาจพิจารณาลงทุนเองทั้งหมดหลายคนอาจถามว่า รัฐจะลงทุนมหาศาลเช่นนี้คุ้มค่าหรือ? ผมมองว่า หากคิดเฉพาะรายได้จากค่าโดยสาร คำตอบอาจไม่คุ้ม แต่ถ้ามองผลตอบแทนทางเศรษฐกิจโดยรวม ภาพจะต่างออกไป

รถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน จะช่วยยกระดับศักยภาพของ EEC เพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ เชื่อมสนามบินหลักทั้งสามแห่งเข้าด้วยกัน ลดต้นทุนโลจิสติกส์ ดึง ดูดการลงทุน สร้างการจ้างงาน และเพิ่มมูลค่าที่ดิน และกิจกรรมทางเศรษฐกิจตลอดแนวเส้นทางประโยชน์เหล่านี้ แม้จะไม่ปรากฏอยู่ในงบกำไรขาดทุนของโครงการ แต่เป็นผลตอบแทนที่ประเทศจะได้รับในระยะยาว

ไม่ต่างจากการที่รัฐลงทุนโครงการรถไฟความเร็วสูง กรุงเทพฯ-นครราชสีมา และช่วงนคร ราชสีมา-หนองคาย ด้วยงบประมาณของรัฐทั้งหมดประมาณ 530,000 ล้านบาท เพราะมองเห็นคุณค่าทางเศรษฐกิจและยุทธศาสตร์ของประเทศ

4. บทส่งท้าย

หากสัญญาสัมปทานต้องยุติลง นั่นอาจเป็นจุดจบของสัญญา แต่ไม่ควรเป็นจุดจบของโครง การ สิ่งที่รัฐบาลควรทำ ไม่ใช่เริ่มนับหนึ่งใหม่ หรือปรับลดความฝันของประเทศ แต่ต้องนำบทเรียนจากความผิดพลาดครั้งนี้ มาปรับรูปแบบการลงทุนให้เหมาะสม แล้วเดินหน้าต่ออย่างจริงจัง

เพราะสิ่งที่ประเทศไทยสูญเสียมาตลอด 7 ปี ไม่ใช่แค่เวลา แต่คือ “โอกาส” ในการยกระดับระบบคมนาคมและขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และโอกาสนั้น… ยังไม่สายเกินไปที่จะคว้ามันกลับมา


ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์
นักวิชาการด้านวิศวกรรมขนส่ง และอดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร

“กองทัพภาคที่ 2 จัดการฝึกอบรมการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในการปฏิบัติการทางทหาร”

“กองทัพภาคที่ 2 จัดการฝึกอบรมการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในการปฏิบัติการทางทหาร”

พลโท วีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 เป็นประธานในพิธีมอบรางวัลและปิดการฝึกอบรม การประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในการปฏิบัติการทางทหาร สำหรับกำลังพลหน่วยระดับกองพันขึ้นไปของกองทัพภาคที่ 2 ณ ห้องยุทธไชย กองพลทหารราบที่ 3 ค่ายสุรนารี จังหวัดนครราชสีมา

การฝึกอบรมครั้งนี้ มีขึ้นตั้งแต่วันที่ 6-7 กรกฎาคม 2569 โดยมีกำลังพลเข้ารับการฝึกอบรม จำนวน 62 นาย เพื่อเสริมสร้างองค์ความรู้ ความเข้าใจ และทักษะในการประยุกต์ใช้เทคโน โลยี AI ให้กำลังพลสามารถนำไปใช้สนับสนุนการวิเคราะห์ข้อมูล การผลิตสื่อ การเพิ่มประ สิทธิภาพการปฏิบัติงาน และการสนับสนุนการตัดสินใจของผู้บังคับบัญชา อันจะนำไปสู่การยกระดับขีดความสามารถของหน่วยและความพร้อมในการรองรับภารกิจด้านความมั่นคงในอนาคต โดยวิทยากรจากส่วนปฏิบัติการเครือข่ายและดิจิทัลศูนย์ปฏิบัติการกองทัพบกร่วมกับกองทัพภาคที่ 2 โดยกองพันสื่อสารที่ 22 กองทัพภาคที่ 2

ในโอกาสนี้ แม่ทัพภาคที่ 2 ได้มอบโอวาทแก่ผู้เข้ารับการฝึกอบรม โดยเน้นย้ำให้กำลังพลนำองค์ความรู้ที่ได้รับไปประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติงานจริง ถ่ายทอดความรู้สู่หน่วยของตน และใช้งานปัญญาประดิษฐ์ (AI) อย่างถูกต้อง มีจริยธรรม และคำนึงถึงความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูล โดยเฉพาะการไม่นำข้อมูลที่มีชั้นความลับหรือข้อมูลอ่อนไหวเกี่ยวกับการปฏิบัติการทางทหารเข้าสู่ระบบ AI โดยเด็ดขาด พร้อมทั้งได้ชมผลผลิตจากการ Workshop ของผู้เข้ารับการอบรม และมอบรางวัลให้แก่ผลงานของกลุ่มผู้เข้ารับการอบรมตามลำดับรวมทั้งวิทยากรผู้ให้ความรู้

กองทัพภาคที่ 2 มุ่งมั่นพัฒนาศักยภาพกำลังพลให้ก้าวทันเทคโนโลยี พร้อมประยุกต์ใช้นวัตกรรมดิจิทัลอย่างเหมาะสม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติภารกิจ และเสริมสร้างความพร้อมของกำลังพลในการรับมือกับภัยคุกคามรูปแบบใหม่อย่างมีประสิทธิภาพ

#กองทัพภาคที่2 #กองทัพบก


พรพิพัฒน์ รายงาน

ชี้แจงกรณีเหตุระเบิดบริเวณพื้นที่ชายแดนไทย – กัมพูชา

ตามที่โฆษกกระทรวงกลาโหมกัมพูชา ได้แถลงข่าวต่อสาธารณะ เรื่องเหตุระเบิดในพื้นที่ อ.บันเตียอัมปึล จ.อุดรมีชัย จนส่งผลให้ทหารกัมพูชาบาดเจ็บ 4 นาย เมื่อ 5 ก.ค.69 โดยพยายามที่จะหลีกเลี่ยงการให้ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสาเหตุของการระเบิดที่เกิดขึ้น ซึ่งคาดว่าเกิดการระเบิดจากกับระเบิดของทหารกับพูชาในพื้นที่ตนเอง และพยายามโยงว่ามีทหารไทยปฏิบัติการอยู่อีกฝั่งรั้วลวดหนามในฝั่งไทยนั้น

กองทัพภาคที่ 2 ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเหตุระเบิดที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2569 บริเวณพื้นที่ชายแดนไทย–กัมพูชาอย่างรอบด้าน โดยจากการตรวจสอบของหน่วยทหารในพื้นที่และการรวบรวมข้อมูลจากพยานบุคคลในที่เกิดเหตุพบว่า ก่อนเกิดเหตุเจ้าหน้าที่ทหารฝ่ายไทยที่ปฏิบัติหน้าที่รักษาความปลอดภัยให้กับชุดสร้างเส้นทางได้เข้าไปประสานและแจ้งกำลังฝ่ายกัมพูชาที่อยู่บริเวณแนวรั้วลวดหนามว่า จะมีการปฏิบัติงานในการทำเส้นทางซึ่งการดำเนินการทั้งหมดเป็นการปฏิบัติภายในพื้นที่ของประเทศไทย ไม่ได้เข้าไปดำเนินการในพื้นที่ของฝ่ายกัมพูชาแต่อย่างใด การพูดคุยระหว่างกำลังพลทั้งสองฝ่ายเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ไม่มีลักษณะของการโต้เถียง การคุกคาม หรือการเผชิญหน้าที่อาจนำไปสู่การใช้กำลังแต่อย่างใด หลังการพูดคุยต่างฝ่ายต่างแยกย้ายกลับไปยังพื้นที่ของตน ระหว่างที่เจ้าหน้าที่ทหารของไทยเดินกลับมาบริเวณจุดทำเส้นทางได้ไม่นานได้เกิดเสียงระเบิดขึ้นในพื้นที่ที่อยู่ภายใต้การควบคุมของฝ่ายกัมพูชา ซึ่งอยู่นอกแนวรั้วลวดหนามของฝ่ายไทย โดยฝ่ายไทยไม่ได้มีการใช้กำลังหรือดำเนินการทางทหารใดๆในบริเวณที่เกิดเหตุ ทั้งนี้ถ้อยคำของพยานบุคคล ได้แก่ หัวหน้าชุดรักษาความปลอดภัยมีความสอดคล้องกันในลำดับเหตุการณ์ว่า หลังการพูดคุยและแยกย้ายกันแล้ว ระหว่างที่หัวหน้าชุดฯกำลังเดินกลับเข้ามาในพื้นที่วางกำลังของฝ่ายเราซึ่งห่างแนวลวดหนามได้ประมาณ 30 เมตร ได้ยินเสียงระเบิดจากฝั่งกัมพูชา พร้อมเสียงร้องขอความช่วยเหลือของกำลังพลฝ่ายกัมพูชา โดยไม่มีผู้ใดทราบสาเหตุของการระเบิดในขณะนั้น

กองทัพภาคที่ 2 ได้พิจารณาข้อมูลประกอบจากหลักฐานเบื้องต้นที่ปรากฏต่อสาธารณะ พบว่า ภาพผู้ได้รับบาดเจ็บของฝ่ายกัมพูชาจำนวน 3 นาย แสดงลักษณะการบาดเจ็บที่กระจุกตัวบริเวณฝ่าเท้า หน้าแข้ง และช่วงขาเป็นหลัก โดยผู้ได้รับบาดเจ็บที่มีอาการหนักมีบาดแผลบริเวณฝ่าเท้าซ้ายและหน้าแข้ง ขณะที่ผู้ได้รับบาดเจ็บอีก 2 นายมีบาดแผลบริเวณหน้าแข้งใต้หัวเข่าในลักษณะไม่รุนแรง เมื่อเปรียบเทียบกับลักษณะการบาดเจ็บจากวัตถุระเบิดแต่ละประเภทแล้ว บาดแผลดังกล่าวมีความสอดคล้องกับการได้รับแรงระเบิดจากบริเวณพื้นดินมากกว่าลักษณะการได้รับผลกระทบจากระเบิดขว้าง ซึ่งโดยทั่วไปจะทำให้สะเก็ดระเบิดกระจายเข้าสู่หลายส่วนของร่างกาย ทั้งบริเวณลำตัว แขน และใบหน้า และมักก่อให้เกิดการบาดเจ็บในวงกว้างกว่าที่ปรากฏในภาพข่าว อย่างไรก็ตาม การประเมินดังกล่าวเป็นเพียงการวิเคราะห์จากข้อมูลเบื้องต้นและไม่อาจใช้เป็นข้อยุติทางนิติวิทยาศาสตร์ได้ จึงยังจำเป็นต้องรอผลการตรวจพิสูจน์จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป นอกจากนี้จากการรวบรวมข้อมูลของหน่วยในพื้นที่ ยังพบข้อสังเกตว่าจุดเกิดเหตุอยู่ในพื้นที่ของฝ่ายกัมพูชา จึงยังมีข้อสงสัยหลายประการที่ต้องได้รับการตรวจสอบ ไม่ว่าจะเป็นการทำงานของวัตถุระเบิดที่มีอยู่ในพื้นที่ หรืออุบัติเหตุจากการจัดการวัตถุระเบิดของฝ่ายกัมพูชา

กองทัพภาคที่ 2 จึงขอยืนยันว่า ประเทศไทยยังคงยึดมั่นในการปฏิบัติตามข้อตกลงและกลไกความร่วมมือระหว่างสองประเทศ พร้อมให้ความร่วมมือในการตรวจสอบข้อเท็จจริงผ่านกลไกทวิภาคี โดยยึดหลักความโปร่งใส ความเป็นกลาง และพยานหลักฐานที่สามารถตรวจสอบได้ พร้อมขอให้ทุกฝ่ายหลีกเลี่ยงการคาดการณ์หรือกล่าวหาฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดก่อนที่ผลการสอบสวนจะแล้วเสร็จ เพื่อให้การสื่อสารต่อสาธารณชนตั้งอยู่บนข้อเท็จจริง อันจะเป็นประโยชน์ต่อการรักษาความสัมพันธ์อันดี ความสงบเรียบร้อยตามแนวชายแดน และความเชื่อมั่นของประชาคมระหว่างประเทศ

#กองทัพบก #กองทัพภาคที่2


พรพิพัฒน์ รายงาน