เตือนข้าราชการท้องถิ่น เรื่อง โครงการจัดซื้อจัดจ้าง ให้ดูข้อกฎหมาย ป.ป.ช.

เตือนข้าราชการท้องถิ่นเรื่อง โครงการจัดซื้อจัดจ้างให้ดูข้อกฎหมาย ป.ป.ช. จากกรณีข้าราชการท้องถิ่น อบต. อบจ. เทศบาล ถูกร่างแหดำเนินคดี ไปกับคณะผู้บริหารท้องถิ่น โดยตกเป็นจำเลยร่วม เนื่องจากไม่ได้ศึกษากฎหมายของ ป.ป.ช.

เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2568 เวลา 09.30 น. ณ สนง. ป.ป.ช. ประจำจังหวัดนครราชสีมา นายณัฐวุฒ ขมประเสริฐ รองเลขาธิการ คณะกรรมการ ป.ป.ช.ภ.3 เผยว่า พี่น้องท้องถิ่น อปท.มี 8 หมื่น หน่วยงาน ไม่ว่าจะเป็น อบต. อบจ. เทศบาล เวลาถูกกล่าวหา ก็คือตัวนายก แต่ ป.ป.ช. ดำเนินคดีทำใมมาถึงตัวเขาด้วย ซึ่งเป็นเพียงข้าราชการชั้นผู้น้อย หรือเป็นเพียงผู้ปฏิบัติ ตรงนี้เป็นหลักกฎหมายโดยแท้อยู่แล้ว ก็คือกระบวนการทั้งหมดเกี่ยวข้องกับ เจ้าหน้าที่ ที่เข้าร่วมปฏิบัติ ในข้อกล่าวหานั้นๆ.ไม่ว่าจะเป็นการจัดซื้อจัดจ้าน เวลาดำเนินการ นอกจากจะดำเนินการกับ นายก ซึ่งถือว่าเป็นตัวการสำคัญ เราต้องดำเนินการกับผู้ปฏิบัติ และผู้สนับสนุน หมายถึงผู้ดำเนินการแทนนายก เป็นเรื่องปกติ จริงๆแล้ว กฎหมายมีทางออก ดูจาก พรบ.ป.ป.ช. ปี 2561มาตรา 134 เจ้าหน้าที่รัฐ ตั้งแต่ ปลัด ผอ.คลัง จนท.พัสดุ ซึ่งเกี่ยวข้องกับเรื่องที่กล่าวหา

สมมุติว่า มีการจัดซื้อจัดจ้าน ปลัด ผอ.คลัง จนท.พัสดุ มาเห็นสิ่งที่นายกสั่งการไม่ถูกต้อง คุณสามารถคัดค้านได้ตาม มาตรา 134 เมื่อมีการคัดค้านและมีพยาน ตามกฎหมาย ไม่ต้องรับโทษ และกฎหมายยังมีทางออกอีกหนึ่งทาง คือ มาตรา 135 ถ้าเรามีความจำเป็นต้องทำทุจริต ไปกับเขาด้วย แต่เราเป็นเพียงผู้ปฏิบัติ ถ้าเราเล่าความจริงที่เป็นสาระ สำคัญ ในการดำเนินคดีกับตัวการ ข้าราชการผู้ปฏิบัติเหล่านี้ สามารถร้องขอในการเป็นพยานได้ ที่สำคัญคดี ของ ป.ป.ช.คดีการจัดซื้อจัดจ้าน มีการพิจรณาหยิบยกเรื่องการเป็นพยานเกือบทุกคดี ไม่มีประโยชน์ที่จะดำเนินคดีกับข้าราชการชั้นผู้น้อย ถ้าหากเขาไม่ได้เป็นคนก่อการ แต่เขาทำเพราะถูกสั่ง แบบนี้กฎกมายต้องคุ้มครองกันเป็นพยาน เมื่อมีมติกันเป็นพยาน ก็ไม่ต้องรับผิดทางวินัย ในทางอาญา และ ละเมิด ตัวสั่งการเท่านั้น ต้องรับผิดชอบ


กันตินันท์ เรืองประโคน/รายงาน

นครพนม จัดแถลงข่าว “มหกรรมไหลเรือไฟโลกและงานกาชาดจังหวัดนครพนม ประจำปี 2568”

จังหวัดนครพนม จัดแถลงข่าว “มหกรรมไหลเรือไฟโลกและงานกาชาดจังหวัดนครพนม ประจำปี 2568”

วันที่ 15 กันยายน 2568 เวลา 17.00 น. นายปราชญา อุ่นเพชรวรากร ผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม เป็นประธานแถลงข่าวการจัดงาน มหกรรมไหลเรือไฟโลกและงานกาชาดจังหวัดนครพนม ประจำปี 2568 ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 27 กันยายน – 8 ตุลาคม 2568 รวม 12 วัน 12 คืน ณ ศาลากลางจังหวัดนครพนม และริมฝั่งแม่น้ำโขง เขตเมืองนครพนม โดยมีนางธนวัน อุ่นเพชรวรากร นายกเหล่ากาชาดจังหวัดนครพนม, นางยุวดี มีบุญ วัฒนธรรมจังหวัดนครพนม, นางสาวเสาวนีย์ คนกล้า ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานนครพนม, นายอนุชิต หงษาดี นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครพนม, นายนิวัต เจียวิริยบุญญา นายกเทศมนตรีเมืองนครพนม และ พ.ต.อ.อนุสรณ์ มั่งมี รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครพนม ร่วมให้ข้อมูลด้านการจัดกิจกรรม มาตรการรักษาความปลอดภัย การจราจร การจัดเตรียมสถานที่พัก และสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวจำนวนมากที่จะมาเยือนในช่วงเทศกาลออกพรรษา ณ บริเวณซุ้มวิถีคนทำเรือไฟ อำเภอเมืองนครพนม ริมฝั่งแม่น้ำโขง ตำบลในเมือง อำเภอเมืองนครพนม จังหวัดนครพนม

นายปราชญา อุ่นเพชรวรากร ผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม กล่าวว่า งานประเพณีไหลเรือไฟถือเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่ชาวนครพนมภาคภูมิใจและสืบทอดกันมาแต่โบราณ สื่อถึงความเชื่อและความศรัทธาในการบูชารอยพระพุทธบาท การสักการะท้าวพกาพรหม และการบูชาพระแม่คงคา ซึ่งจัดขึ้นในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 ของทุกปี นับเป็นงานประเพณีที่ยิ่งใหญ่ของภาคอีสานและอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง เป็นหนึ่งในเทศกาลวัฒนธรรมนานาชาติที่นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างประเทศต้องมาเยือน

สำหรับปี 2568 รัฐบาลโดยคณะรัฐมนตรีได้อนุมัติงบประมาณให้กระทรวงวัฒนธรรมบูรณาการร่วมกับจังหวัดนครพนม จัดงาน “ยกระดับเทศกาลเรือไฟไทยสู่เรือไฟโลก” เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น และขับเคลื่อนนครพนมสู่การเป็น “Destination เมืองท่องเที่ยวหลักแห่งการพักผ่อน”

ภายในงานมีกิจกรรมหลากหลาย อาทิ ขบวนเรือไฟบก Nakhon Phanom Illuminated Boat Carnival และการแสดงแสง สี เสียง “แสงไฟแห่งศรัทธา” มหกรรมไม้ไผ่ “จากลำไม้สู่เรือไฟหนึ่งเดียวในโลก” และซุ้มวิถีชีวิต 12 อำเภอ การแข่งขันเรือยาวชิงถ้วยพระราชทาน วันที่ 3–6 ตุลาคม 2568 รวม 4 รุ่น ชิงรางวัลกว่า 570,000 บาท ขบวนอัญเชิญไฟพระฤกษ์และขบวนแห่ปราสาทยิ่งใหญ่ วันที่ 7 ตุลาคม 2568 การลอยกะลา (กะโบ้) กว่า 10,000 ดวง กลางแม่น้ำโขง ณ วัดพระธาตุพนม วันที่ 7–8 ตุลาคม 2568 การประกวดเรือไฟขนาดใหญ่ 12 ลำ จาก 12 อำเภอ ชิงถ้วยพระราชทานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดาฯ พระบรมราชินี การแสดงคอนเสิร์ตหมอลำวงใหญ่ และกิจกรรมร้านมัจฉากาชาด ผลิตภัณฑ์ชุมชน OTOP และอาหารขึ้นชื่อกว่า 100 บูธ พิเศษ! ชมการแสดง โดรนกว่า 300 ลำ และการไหลโชว์เรือไฟเฉลิมพระเกียรติ ความยาวกว่า 70 เมตร พร้อมเรือไฟรักษ์โลก และเรือไฟจากนานาชาติ

จังหวัดนครพนมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จัดระบบการอำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยว ทั้งที่จอดรถพร้อมระบบตรวจสอบแบบเรียลไทม์ผ่านเว็บไซต์ เรือไฟ.com http://xn--w3c1a7d.com/ การจัดพื้นที่พักค้างคืน รวมถึงการจัด Media Fam Trip เพื่อนำสื่อมวลชนทั้งในและต่างประเทศเยี่ยมชมกระบวนการทำเรือไฟ

จังหวัดนครพนมขอเชิญชวนประชาชนและนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างประเทศ ร่วมสัมผัสความยิ่งใหญ่ของ มหกรรมไหลเรือไฟโลกและงานกาชาดจังหวัดนครพนม ประจำปี 2568 ระหว่างวันที่ 27 กันยายน – 8 ตุลาคม 2568 ณ ศาลากลางจังหวัดนครพนม และริมฝั่งแม่น้ำโขง


ฟร้องข่าวด่วน นครพนม
เทพข่าวร้อน รายงาน

สุดแปลก แก้บนด้วยจระเข้ของเล่นเด็ก สีหวานๆ สะดุดตาแก่ผู้พบเห็น

นครนายก – สุดแปลก แก้บนด้วยจระเข้ของเล่นเด็ก สีหวานๆ สะดุดตาแก่ผู้พบเห็น

ผู้สื่อข่าวรายงาน ที่วัดลำบัวลอย ต.ท่าเรือ อ.ปากพลี จ.นครนายก ได้มีนักท่องเที่ยวให้ความสนใจเดินทางมากราบไหว้ ขอพร ”หลวงพ่อสนิท ยสินทโร“ อดีตเจ้าอาวาสวัดลำบัวลอย และอดีตพระเกจิชื่อดัง ที่สร้างตำนานวัตถุมงคลจนโด่งดังเป็นที่เลื่องลือ เช่น จระเข้โทน พญาเต่าเรือน และนกสาริกา “หลวงพ่อสนิท” ท่านมากล้นด้วยบุญญาบารมี จึงไม่แปลกที่จะมีผู้คนมากมายเคารพศรัทธา และมักจะมาบนบานขอความสำเร็จในด้านต่างๆ เช่น ด้านธุรกิจ การงาน ตลอดจนถึงการบนบานขอให้ทำการซื้อขายบ้านและที่ดินได้สำเร็จ เมื่อสำเร็จสมปรารถนาก็จะมาแก้บนด้วยผลไม้ต่างๆ แต่มีสิ่งของแก้บนบางอย่างที่แปลกมาก นั้นก็คือ จระเข้ของเล่นเด็ก สีหวานๆ และยังมีจระเข้รูปปั้น จระเข้ยาง และจระเข้ไม้ มีหลากหลายมากมาย

จากนั้นจึงได้สอบถาม นางฉอ้อน สุวิสุทธิ์ (ป้าอิ้ง) เจ้าหน้าที่วัดลำบัวลอย ได้เล่าว่า คนที่มาทำบุญเขาเอามาถวาย เขาได้โชคได้ลาภ ขายของทะลุเป้า สำเร็จเรื่องงานการบ้าง ของเหล่านี้เขาหามาถวายเอง ทางวัดก็ไม่ทราบและก็ไม่ได้กำหนดว่าจะต้องแก้บนด้วยอะไร คนที่มาไหว้เขาหากันมาเองเห็นแล้วก็แปลกดี และเมื่อเดินเข้าไปในถ้ำซึ่งเป็นที่ประดิษฐานร่างของ “เจ้าโทน” จระเข้สตัฟฟ์ ก็จะเห็นตุ๊กตาจระเข้ที่มีคนนำมาถวายเป็นบริวารและนำมาแก้บนจำนวนมาก ก็ถือว่าเป็นเรื่องแปลกเพราะทางวัดลำบัวลอยไม่เคยกำหนดหรือเจาะจงว่าจะต้องแก้บนด้วยอะไร สามูทั้งหลายที่มาขอแล้วสำเร็จคงจะคิดว่าที่วัดลำบัวลอยนี้“หลวงพ่อสนิท”ท่านชอบจระเข้ จึงได้สรรหาของแก้บนเป็นตุ๊กตาจระเข้แปลกๆ ตะมุตะมิ สร้างสีสันให้กับผู้ที่มาทำบุญและเด็กๆ เป็นอย่างมาก


เนรมิต มงคลกิตติกานต์
ผู้สื่อข่าวนครนายก/รายงาน

หน่วย บก.ควบคุมที่ 1 (ร.3) กกล.สุรศักดิ์มนตรี โดย ร้อย.ฉก.ทพ.2103 ฉก.ทพ.21 บังคับใช้กฎหมายต่อผู้กระทำผิดตาม พ.ร.บ. ประมวลกฎหมายยาเสพติด 2564 (จับกุม) ผู้เกี่ยวข้อง 1 ราย

นครพนม – หน่วย : บก.ควบคุมที่ 1 (ร.3) กกล.สุรศักดิ์มนตรี โดย ร้อย.ฉก.ทพ.2103 ฉก.ทพ.21 บังคับใช้กฎหมายต่อผู้กระทำผิดตาม พ.ร.บ. ประมวลกฎหมายยาเสพติด 2564 (จับกุม) ผู้เกี่ยวข้อง 1 ราย

เมื่อ 14 กันยายน พ.ศ. 2568 เวลาประมาณ 15.00 น. ร้อย.ฉก.ทพ.2103 ฉก.ทพ.21 โดย ร.อ.ธนากร นาเหล็ก ผบ.ร้อย.ฉก.ทพ.2103 ฉก.ทพ.21 /เจ้าพนักงาน ป.ป.ส. ได้รับแจ้งจากสายลับ ว่า บ้านร้างกลางหมู่บ้าน ม.15 บ.แก้วปัดโปร่ง ต.ไชยบุรี อ.ท่าอุเทน จ.นครพนม มีการมั่วสุมเสพยาเสติด จึงจัดชุดปฏิบัติการทหารพรานร่วมกับ หน่วยงานความมั่นคงฯ เข้าทำการตรวจสอบตามสถานที่รับแจ้ง จนกระทั่งเวลาประมาณ 16.30 น. เจ้าหน้าที่เดินทางไปถึงเพิงพักหลังดังกล่าว ตามที่รับแจ้งพบชายต้องสงสัยคล้ายคนเมาสุรา หรือเสพยาเสพยาติด ท่าทางมีพิรุธยืนอยู่บริเวณหน้าสถานที่ดังกล่าวดัง กล่าวเจ้าหน้าที่จึงแสดงตัวส่งสัญญาณเรียกชายคนดังกล่าวเพื่อทำการสอบถามแต่เมื่อชายคนดังกล่าวเห็นเจ้าหน้าที่ มีอาการแสดงท่าทางตกใจพยายามจะวิ่งหลบหนีเจ้าหน้าที่โดยทันที จึงเป็นเหตุเชื่อได้ว่าภายในตัวของชายคนดังกล่าวจะมียาเสพติด หรือสิ่งผิดกฎหมาย ซุกซ่อนอยู่

เจ้าหน้าที่จึงติดตามทำการควบคุมตัวเอาไว้ได้สอบถามทราบซื่อคือ นายอนุชาฯ อายุ 27 ปี ให้การว่า ตนได้เสพยาบ้ามาจริงจึงเป็นเหตุให้เจ้าหน้าที่ขอทำการตรวจค้นตัวของนายอนุชาฯ ซึ่งก่อนทำการตรวจค้นเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายได้แสดงความบริสุทธิ์ใจต่อหน้า นายอนุชาฯ จนเป็นที่พอใจแล้วจึงเริ่มทำการตรวจค้น อีกทั้งเป็นการตรวจค้นต่อหน้านายอนุชาฯ ทุกขั้นตอน ผลการตรวจค้น พบยาบ้าทั้งหมด 35 เม็ด บรรจุอยู่ในถุงพลาสติกใสแบบกดปิดดึงเปิดซุกซ่อนอยู่ในกระเป๋ากางเกงยีนขาสั้นด้านซ้ายที่นายอนุชาฯ สวมใส่ติดตัวอยู่ เจ้าตัวยอมรับว่ายาบ้าที่ค้นพบเป็นของตนจริง เจ้าหน้าที่จึงได้ดำเนินการตามกฎหมาย ต่อไป


เทพข่าวร้อน เพลิงพระกาฬ สำนักข่าวความมั่นคง จังหวัดนครพนม รายงาน

“พิมพ์พร” ส.ส.เพชรบูรณ์ เขต 1 ต้อนรับ กมธ.ฯ ลงพื้นที่อบรมเสริมพลังกลุ่มเปราะบาง ดึงผู้สูงอายุ-สตรี 250 คน เข้าร่วมกิจกรรม

เพชรบูรณ์ – “พิมพ์พร” ส.ส.เพชรบูรณ์ เขต 1 ต้อนรับ กมธ.ฯ ลงพื้นที่อบรมเสริมพลังกลุ่มเปราะบาง ดึงผู้สูงอายุ-สตรี 250 คน เข้าร่วมกิจกรรม

วันที่ 15 กันยายน 2568 ที่องค์การบริหารส่วนตำบลตะเบาะ อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบูรณ์ นางสาวพิมพ์พร พรพฤฒิพันธุ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเพชรบูรณ์ เขต 1 ได้ให้การต้อนรับคณะกรรมาธิการกิจการเด็ก สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการ กลุ่มชาติพันธุ์ และผู้มีความหลากหลายทางเพศ สภาผู้แทนราษฎร ซึ่งได้ลงพื้นที่จัดกิจกรรมอบรมและเสริมสร้างองค์ความรู้แก่ประชาชนกลุ่มเปราะบางในพื้นที่ โดยมีผู้เข้าร่วมอบรมกว่า 250 คน ประกอบด้วย กลุ่มผู้สูงอายุ และกลุ่มสตรีจากตำบลน้ำร้อน ตำบลนายม ตำบลนาป่า และโรงเรียนช่อมะขาม

ภายใต้การดูแลขององค์การบริหารส่วนตำบลตะเบาะ กิจกรรม ดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อส่งเสริมศักยภาพกลุ่มประชาชนที่มีความเปราะบางในสังคม ให้สามารถเข้าถึงโอกาสในการพัฒนาและมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนชุมชนอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งสนับสนุนให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ สร้างเครือข่ายความร่วมมือ และยกระดับคุณภาพชีวิตให้กับประชาชนในพื้นที่อย่างยั่งยืน

นางสาวพิมพ์พร พรพฤฒิพันธุ์ ส.ส.เพชรบูรณ์ เขต 1 ในฐานะเจ้าภาพในการประสานงานและต้อนรับคณะกรรมาธิการฯ ได้กล่าวรายงานถึงสถานการณ์ในพื้นที่และแนวทางการพัฒนากลุ่มเปราะบางในระดับท้องถิ่น รวมถึงเน้นย้ำถึงความสำคัญของการมีส่วนร่วมระหว่างภาครัฐ ภาคประชาชน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในการขับเคลื่อนนโยบายสู่การปฏิบัติอย่างแท้จริงภายในงานเป็นไปอย่างคึกคักและอบอุ่น โดยมีการบรรยายให้ความรู้ การแบ่งกลุ่มกิจกรรม การเสวนาเชิงปฏิบัติการ ซึ่งได้รับความสนใจจากผู้เข้าร่วมอบรมเป็นอย่างดี

ทั้งนี้ นางสาวพิมพ์พร ยังได้กล่าวขอบคุณนางสุภาพร แว่นแก้ว นายกองค์การบริหารส่วนตำบลตะเบาะ ที่ให้การสนับสนุนสถานที่จัดอบรม พร้อมทั้งร่วมดูแลอำนวยความสะดวกตลอดทั้งกิจกรรม จนทำให้โครงการในครั้งนี้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี พร้อมยืนยันว่าจะเดินหน้าผลักดันโครงการดีๆ เพื่อประชาชนอย่างต่อเนื่อง


มนสิชา คล้ายแก้ว
ทีมข่าวเพชรบูรณ์

แพทย์ทหารเตือน “บุหรี่ไฟฟ้าผิดกฎหมายและมีอันตรายต่อชีวิต” เสี่ยงโรคหลอดเลือดสมอง (Stroke)

แพทย์ทหารเตือน “บุหรี่ไฟฟ้าผิดกฎหมายและมีอันตรายต่อชีวิต” เสี่ยงโรคหลอดเลือดสมอง (Stroke)

จากข้อมูล กระทรวงสาธารณสุข ปัจจุบันบุหรี่ไฟฟ้าเป็นที่นิยมในกลุ่มวัยรุ่น และเยาวชน เนื่องจากผู้ผลิตบุหรี่ไฟฟ้าออกแบบผลิตภัณฑ์ให้ดูน่าสนใจ ทันสมัย น่าดึงดูด มีรูปแบบคล้ายขนม หรือของเล่น อุปกรณ์การเรียน มีการแต่งกลิ่นและรสชาติให้เลือกมากมาย ทำให้วัยรุ่นหันมาใช้บุหรี่ไฟฟ้ามากขึ้น แต่การสูบบุหรี่ไฟฟ้าเพียงไม่นานก็เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดสมองและหัวใจอย่างมีนัยสำคัญอีกทั้งปัจจุบันยังมีความเข้าใจผิดว่าบุหรี่ไฟฟ้าไม่ใช่สินค้าอันตราย แต่ในความเป็นจริงบุหรี่ไฟฟ้า มีนิโคตินซึ่งมีฤทธิ์เสพติดสูง และยังมีสารพิษหลายชนิดที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย ทำให้เสี่ยงต่อการเกิดโรคร้ายแรง โดยเฉพาะโรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) ซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญของการเสียชีวิตและความพิการของประชาชนไทย

โดยมีผลการศึกษาพบว่า ผู้ที่ใช้บุหรี่ไฟฟ้าเป็นประจำมีความเสี่ยงเกิดโรคหลอดเลือดสมองเพิ่มขึ้นถึง 1.62 เท่า ส่วนผู้ที่ใช้เป็นครั้งคราวก็ยังเสี่ยงเพิ่มขึ้น 1.28 เท่า ข้อมูลดังกล่าวสะท้อนชัดว่าบุหรี่ไฟฟ้าไม่ใช่ทางเลือกที่ปลอดภัย แต่กลับเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญต่อสุขภาพ โดยในประเทศไทยโรคหลอดเลือดสมองเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 2 ของคนไทย และยังเป็นสาเหตุสำคัญของการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร ซึ่งข้อมูลจากระบบรายงานฐานข้อมูลสุขภาพ (HDC) กระทรวงสาธารณสุข ปี 2567 ระบุว่า มีผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองจำนวน 358,062 ราย และมีผู้เสียชีวิตถึง 39,086 ราย

“บุหรี่ไฟฟ้า” ไม่เพียงแต่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ แต่ยังเป็นสิ่งผิดกฎหมายอีกด้วย ซึ่งการมีบุหรี่ไฟฟ้าไว้ในครอบครองไม่ว่าจะมีไว้เพื่อเสพ หรือมีไว้เพื่อจำหน่าย ล้วนมีความผิดตามกฎหมายจะต้องถูกดำเนินคดี ทั้งจำทั้งปรับ ดังนี้.-

  1. ผู้นำเข้ามีความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร และประกาศกระทรวงพาณิชย์ โทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี ปรับ 5 เท่าของมูลค่าสินค้า หรือทั้งจำทั้งปรับ
  2. ผู้ขาย – ผู้ให้บริการ มีความผิดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี ปรับไม่เกิน 600,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และมีความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับ 4 เท่าของมูลค่าสินค้า หรือทั้งจำทั้งปรับ
  3. ผู้ครอบครอง มีความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับ 4 เท่าของมูลค่าสินค้า หรือทั้งจำทั้งปรับ

ในการนี้ พลโท กิตติพงษ์ แจ่มสุวรรณ แม่ทัพภาคที่ 3/ผู้บัญชาการศูนย์บรรเทาสาธารณภัยกองทัพภาคที่ 3 มีความห่วงใยต่อข้าราชการทหาร ในสังกัดกองทัพภาคที่ 3 และลูกหลานของพี่น้องประชาชน ในพื้นที่17 จังหวัดภาคเหนือจึงขอเตือนให้เลิกสูบบุหรี่รวมถึงบุหรี่ไฟฟ้าตั้งแต่วันนี้ เพื่อชีวิตที่ยั่งยืนและปลอดภัย หากต้องการเลิกสูบบุหรี่หรือบุหรี่ไฟฟ้า สามารถเข้ารับบริการได้ที่โรงพยาบาลทหารทั้ง 10 แห่งในพื้นที่ภาคเหนือ รวมทั้งสถานพยาบาลในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข จึงขอเรียนให้พี่น้องประชาชน ในพื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือทราบ เพื่อให้เกิดความมั่นใจได้ว่า กองทัพภาคที่ 3 โดย โรงพยาบาลทหารทั้ง 10 แห่งในพื้นที่ภาคเหนือ พร้อมที่จะให้การช่วยเหลือประชาชนในยามวิกฤตทุกโอกาส


การสนับสนุนเฮลิคอปเตอร์เคลื่อนย้ายผู้ป่วยวิกฤต เพื่อประชาชน (ตค.67 – กย.68)

การสนับสนุนเฮลิคอปเตอร์เคลื่อนย้ายผู้ป่วยวิกฤต เพื่อประชาชน (ตุลาคม 2567 ถึง กันยายน 2568)

ตามที่กองทัพภาคที่ 3/ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 3 ได้จัดเฮลิคอปเตอร์จากชุดปฏิบัติการบินกองกำลังนเรศวร และกองกำลังผาเมือง ร่วมกับคณะแพทย์โรงพยาบาลต่างๆ ในพื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือ ทำการบินเคลื่อนย้าย เพื่อช่วยเหลือพี่น้องประชาชนผู้เจ็บป่วยกรณีฉุกเฉิน โดยในห้วงวันที่ 1 ตุลาคม 2567 ถึง 1 กันยายน 2568 ได้ทำการบินเคลื่อนย้ายไปแล้ว จำนวน 69 เหตุการณ์ นั้น

สำหรับเหตุการณ์ล่าสุด เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2568 ชุดปฏิบัติการบินกองกำลังผาเมือง จัดเฮลิคอปเตอร์ทั่วไป แบบ ฮ.ท.121 ร่วมกับคณะแพทย์โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ ทำการบินเคลื่อนย้ายผู้ป่วยฉุกเฉินชาย อายุ 13 ปี ประสบอุบัติเหตุ อาการสาหัส ซึ่งเกินศักย ภาพในการรักษาของโรงพยาบาลฝาง จังหวัดเชียงใหม่ โดยทำการบินเคลื่อนย้ายผู้ป่วยทางอากาศยาน มาจากสนามบินชั่วคราวโรงพยาบาลฝาง อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อไปยังโรงพยาบาลนครพิงค์ อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ โดยมีคณะแพทย์พร้อมอุปกรณ์ทางการแพทย์ รวมทั้งรถพยาบาลฉุกเฉินมารับเพื่อทำการรักษาต่อไป

การปฏิบัติภารกิจดังกล่าว กองทัพภาคที่ 3/ศูนย์ปฏิบัติการ กองทัพภาคที่ 3 ได้ปฏิบัติตามคำสั่งการของกองทัพบก/ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพบก ในการช่วยเหลือประชาชนผู้ป่วยเจ็บกรณีฉุกเฉิน โดยการร้องขอของสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ โดยยึดถือบันทึกความตกลง (MOU) เรื่อง การปฏิบัติการแพทย์ฉุกเฉินด้วยอากาศยานของกระทรวงกลาโหม ระหว่างกระทรวงกลาโหม, กระทรวงสาธารณสุข, สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ และสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ เมื่อ 29 มิถุนายน 2552

ทั้งนี้จึงขอเรียนให้พี่น้องประชาชน ในพื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือทราบ เพื่อให้เกิดความมั่นใจได้ว่า กองทัพบก โดย กองทัพภาคที่ 3/ศูนย์ปฏิบัติการ กองทัพภาคที่ 3 มีความพร้อมที่จะสนับสนุนกำลังพลและยุทโธปกรณ์ทางทหารในการช่วยเหลือประชาชนยามวิกฤตทุกโอกาส


ปราบปรามการลักลอบหลบหนีเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย ในพื้นที่กองกำลังนเรศวร (ตค.67- สค.68)

ปราบปรามการลักลอบหลบหนีเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย ในพื้นที่กองกำลังนเรศวร (ตุลาคม 2567 ถึง สิงหาคม 2568)

ตามที่ พลโท กิตติพงษ์ แจ่มสุวรรณ แม่ทัพภาคที่ 3/ผู้บัญชาการศูนย์ปฏิบัติการ กองทัพภาคที่ 3 ได้กำชับให้ทุกหน่วยที่มีพื้นที่ตามแนวชายแดน ได้เฝ้าระวังการลักลอบหลบหนีเข้าเมืองผิดกฎหมายของกลุ่มแรงงานต่างด้าว รวมไปถึงคนไทยที่ไปทำงานในประเทศเพื่อนบ้าน และลักลอบกลับเข้ามาในประเทศไทยอย่างเข้มข้นนั้น มีผลการจับกุม, ผลการดำเนินคดี และการเร่งรัดการดำเนินคดีตามกฎหมาย โดยศูนย์ปฏิบัติการ กองทัพภาคที่ 3 ในพื้นที่กองกำลังนเรศวร ได้ร่วมกับทุกภาคส่วน (พื้นที่จังหวัดตาก แม่ฮ่องสอน) ในห้วงวันที่ 1 ตุลาคม 2567 ถึง 25 สิงหาคม 2568 จำนวนทั้งสิ้น 618 ครั้ง จับกุมผู้กระทำผิด จำนวน 2,135 คน

ทั้งนี้ หากพี่น้องประชาชนพบเห็นการนำพาแรงงานต่างด้าวเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย หรือมีเบาะแสข้อมูลที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับการกระทำผิดกฎหมาย ขอความกรุณาได้แจ้งแก่เจ้าหน้าที่ทหารในพื้นที่ เพื่อนำไปสู่การปฏิบัติในการปราบปรามและการสกัดกั้นอย่างเป็นรูปธรรม อีกทั้งหากมีความประสงค์จะส่งข้อมูลเกี่ยวข้องเกี่ยวกับการกระทำผิดกฎหมาย ให้กับ พลโท กิตติพงษ์ แจ่มสุวรรณ แม่ทัพภาคที่ 3/ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 3 สามารถส่งข้อมูลผ่านระบบ Application Line ชื่อ “สายตรง แม่ทัพภาคที่ 3” ID Line : ISOC3 เพื่อรับทราบข้อมูลและนำไปสู่การปฏิบัติตามกรอบของกฎหมาย สร้างความมั่นคงให้สังคมไทยสืบไป

จึงขอเรียนให้พี่น้องประชาชน เพื่อให้เกิดความมั่นใจได้ว่า กองทัพภาคที่ 3/ศูนย์ปฏิบัติการ กองทัพภาคที่ 3 และหน่วยทหารในพื้นที่ภาคเหนือ พร้อมที่จะช่วยเหลือพี่น้องประชาชนในทุกโอกาส แน่วแน่แก้ไขปัญหาความมั่นคงของชาติในทุกมิติ รวมทั้งผนึกกำลังทุกภาคส่วนสร้างความมั่นคงให้ประเทศชาติสืบไป


วิวาห์เกริกเกียรติ-ระหว่าง ร้อยโทหญิง ฐิติพร จุลไสย – พันตำรวจตรี พีระพัฒน์ สัมฤทธิ์ดีงาม ณ เลอปาศิริ พระราม 5

วิวาห์เกริกเกียรติ-ระหว่าง ร้อยโทหญิง ฐิติพร จุลไสย – พันตำรวจตรี พีระพัฒน์ สัมฤทธิ์ดีงาม ณ เลอปาศิริ พระราม 5

เมื่อเสาร์ที่ 13 กันยายน 2568 เป็นวันสำคัญของตระกูล “จุลไสย และ สัมฤทธิ์ดีงาม” อีกครั้งหนึ่ง เมื่อ “ไมค์ ณ ชุมพร หรือ กฤตพัฒน์ – พ.อ.หญิง เกษมณี จุลไสย” ผู้เป็นบิดา-มารดา เจ้าสาว “ร.ท.หญิงฐิติพร จุลไสย”, “คุณรัตนชัย-นงเยาว์ สัมฤทธิ์ดีงาม” บิดา-มารดาเจ้าบ่าว “พ.ต.ต.พีระพัฒน์ สัมฤทธิ์ดีงาม” ต่างใช้โซ่คล้องใจระหว่างกัน “ประกอบพิธี-วิวาห์เกริกเกียรติ” ณ เลอสิริปาร์ค พระราม 5 ท่ามกลางแขกผู้มีเกียรติ คับคั่ง มาร่วมเป็นสักขีพยาน

พิธีมงคลสมรสมี “พล.อ.บุญเลิศ แก้วประสิทธิ์” และ “พล.ต.อ. สุนทร ซ้ายขวัญ” เป็นประธานคล้องพวงมาลัยคู่บ่าวสาวในบรรยากาศที่อบอุ่น แขกใกล้ชิดให้เกียรติมาร่วมอวยพร มี “พล.อ.ธีรเดช มีเพียร” อดีตประธานวุฒิสภา, ”พล.อ.ไพโรจน์ นาคฉัตรีย์” ประธานมูลนิธิกตัญญูคืนสู่เหย้าชาวจังหวัดชุมพร, “พล.อ.พฤณฑ์ สุวรรณทัต” อดีต รมช.คมนาคม, พล.อ. วิชิต ยาทิพย์ นายกสมาคมวัฒนธรรมและเศรษฐกิจไทยเมียนมา, พล.อ.ธวัชชัย สมุทรสาคร อดีตแม่ทัพภาคที่ 2, พล.อ.สุวโรจน์ ทิพย์มงคล อดีต ผอ.สนป.กห., พล.อ.ธนาสร ป้องอาณา อดีต รอง ผบ.นทพ., พล.อ.เอี่ยม น้ำจันทร์, พล.ท.กานต์ ทองอารีย์ อดีตรองเจ้ากรมเทค โนโลยีสารสนเทศและอวกาศกลาโหม, พล.ต.ดนัย ดิษาภิรมย์, พ.อ.ดร.ศรัญญู วิริยเวชกุล รอง ผอ.สพพ., พ.ต.อ.ไกรกิจจ์ บัวแก้ว อดีต รอง ผบก.น.1, พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รอง ผบช. น., สุนันต์ อรุณนพรัตน์ อดีต ผช.รมว.ทรัพยากรธรรมชาติฯ

คุณรัตน์ สันตอรรณพ กก.บริหาร บริษัท ช.การช่างจำกัด(มหาชน), คุณสุชัย อิสรจินดา ปษ.กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ช.การช่าง, นทีเทพ จามิกรณ์(คุณพ่อซุปเปอร์สตาร์แพนเค้ก-เขมนิจ จามิกรณ์), ชรินทร จุลไสย, ปรพล อดิเรกสาร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรฯ, ภูริพัฒน์ ธีระกุลพิสุทธิ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงคมนาคม, สิงห์ชัย ทุ่งทอง อดีต สว.อุทัยธานี, วรชิต เดชบวรลักษณ์ นายด่านกรมศุลกากรระนอง, ผศ.ดร.กานต์ บุญศิริ คณะบดีคณะนิเทศศาสตร์ ม.สุโขทัยฯ, สถาพร ฤกษ์วิบูลย์ นายกสมาคมชาวสงขลา, จริญญา บุญมรกต สรรพากรจังหวัดสงขลา, ดร.ดลพิวัฒน์ ปรีดาวิภาต ผอ.บริหาร บ.ธนาพัฒน์ พรีอพ เพอร์ตี้ ดิเวลล็อปเมนท์, ศุภกร พะวันนา ผอ.สายบริหารการตลาดเครือ รพ.พญาไทย-เปาโล, กริชสุวรรณ ดีสุข ปษ.กิตติมศักดิ์คณะกรรมาธิการการทหารฯ-วุฒิสภา, ดร.ชาคริต กฤติยาโชติปกรณ์ ประธานสาขาสมาคมวัฒนธรรมและเศรษฐกิจไทย-เมียนมา จ.ชุมพร, เปาวริศร์ อมรพีชญ์ปรัชญา กรรมการผู้จัดการ บ.บางกอกมารีน ชาเตอร์ เอเจนซี่, เอนก จิตตขจรเกียรติ (หนุ่ย กาแฟโบราณ), บวรรัตน์ กาญจนรัตน์, ปิยะพงษ์ เหมะ เพื่อนร่วมรุ่นเจ้าบ่าว นรต. รุ่น 71 และญาติ-มิตรแขกผู้มีเกียรติหลายวงการอวยพรคับคั่ง ท่ามกลางบรรยากาศ บันเทิงอบอุ่น โดย ”หรั่ง ร็อคเคสตร้า” และเพื่อนศิลปินมากหน้าหลายตา

ขอบพระคุณแขกผู้ใหญ่ที่เคารพ-ที่ติดภารกิจสำคัญส่งตัวแทนมา “ท่านจตุพร บุรุษพัฒน์” อดีต รมว.กระทรวงพาณิชย์, ท่านถวิล เปลี่ยนศรี อดีตเลขาฯสมช., ท่านฐานิส ศรียะพันธ์ อดีตอธิบดีกรมพินิจฯ, พล.อ.ธรรมนูญ วิถี อดีตผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก, พล.อ.สวัสดิ์ ทัศนา ประธานคณะกรรมาธิการการทหารและความมั่นคงของรัฐ-วุฒิสภา, คุณสมบูรณ์ หนูนวล รองประธาน กรรมาธิการคนที่หนึ่ง, คุณไชยยงค์ มณีรุ่งสกุล เลขาฯและโฆษก กมธ., พล.ต.อ.สมพงษ์ ชิงดวง อดีตที่ปรึกษาพิเศษ ตร., พ.ต.อ.พันธ์ระวี วีระพันธุ์, พล.ต.อ.ธนายุตม์ วุฒิจรัสธำรงค์, ดร.หิมาลัย ผิวพรรณ, คุณธีระชุณ บุญสิทธ์ อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำ, คุณวิชัย โภชนกิจ อดีต อธิบดีกรมการค้าภายใน, คุณพีรศิษย์ สุขสวัสดิ์ เลขาธิการกีฬาแห่งจังหวัดกาญจนบุรี และขออภัยที่ไม่ได้เอ่ยชื่อหลากหลาย

เปิดตัว “The Media (Smart Media Smarter Impact)” รุ่นที่ 7 หลักสูตรพัฒนาศักยภาพการใช้สื่อสำหรับผู้บริหารระดับสูงเพื่อความสำเร็จของธุรกิจยุคใหม่

เปิดตัว “The Media (Smart Media Smarter Impact)” รุ่นที่ 7หลักสูตรพัฒนาศักยภาพการใช้สื่อสำหรับผู้บริหารระดับสูงเพื่อความสำเร็จของธุรกิจยุคใหม่

ในยุคที่เทคโนโลยีและสื่อมีบทบาทสำคัญต่อทั้งการดำเนินชีวิตและการทำงาน องค์กรธุรกิจจึงจำเป็นต้องมีกลยุทธ์ด้านการสื่อสารและการสร้างแบรนด์ที่เหมาะสม เพื่อเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายและสร้างภาพลักษณ์ที่ชัดเจน การเข้าใจการใช้สื่อหลากหลายรูปแบบ ตลอดจนการประยุกต์เทคโนโลยีและ AI จึงเป็นข้อได้เปรียบสำคัญในการพัฒนาธุรกิจให้ก้าวทันโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

ล่าสุด ดร.ธีรพล มั่นพิริยะกุล ผู้อำนวยการหลักสูตร และ ดร.ยุคลวัชร์ ภักดีจักริวุฒิ์ รองผู้อำนวยการหลักสูตร ร่วมกับ สมาคมนักวิทยุและโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้จัดงานเปิดตัว หลักสูตร The Media (Smart Media Smarter Impact)” รุ่นที่ 7 อย่างเป็นทางการ โดยมี พล.ต.อ.ดร.ณัฐธร เพราะสุนทร กรรมการกสทช.(ด้านกฎหมาย) ให้เกียรติเป็นประธานเปิดงานและบรรยายพิเศษ ณ เกษร เออร์เบิน รีสอร์ท ชั้น 19 กรุงเทพฯ

ผู้เข้าอบรมรุ่นนี้ประกอบด้วยผู้บริหารจากทั้งภาครัฐและเอกชน รวมถึงบุคคลมีชื่อเสียงจากหลากหลายวงการ เช่น นักธุรกิจ ข้าราชการ นักการเมือง ศิลปิน ดารา และเซเลบริตี้ บรรยา กาศภายในงานเต็มไปด้วยรอยยิ้ม ความคึกคัก และกิจกรรมที่สร้างสีสัน โดยการเรียนการสอนจะจัดขึ้นระหว่าง 8 กันยายน – 8 ธันวาคม 2568

ดร.ธีรพล มั่นพิริยะกุล กล่าวถึงหลักสูตรว่า “The Media” คือหลักสูตรที่จะทำให้ผู้เข้าอบรมได้เรียนรู้เทคนิคการสื่อสารและการใช้สื่อทั้งออนไลน์และออฟไลน์อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อวางแผนกลยุทธ์ด้านการสื่อสาร การประชาสัมพันธ์ และการสร้างภาพลักษณ์องค์กรและบุคคล โดยเน้นทั้งภาคทฤษฎีและการปฏิบัติจริงผ่านโจทย์จากหลักสูตร ให้ผู้เรียนสามารถนำไปใช้ได้จริงด้วยจริยธรรมและความถูกต้องตามกฎหมาย

นอกจากนี้ยังมีวิทยากรที่มากประสบการณ์และประสบความสำเร็จในวงการต่างๆ อาทิ

  • คุณพันธ์ พันธ์ พะเนียงเวทย์ ผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไทยเพรซิเดนท์ฟูดส์ จำกัด (มหาชน)
  • คุณป๊อ จักรกฤติ สายสมบูรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท มากุโระ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)
  • คุณเจ เอกชัย สุขุมวิทยา Deputy Chief Executive Officer Jaymarr
  • หมอสอง นพ.นพรัตน์ รัตนวราห ผู้บริหาร นพรัตน์คอสเมติกคลินิก Nopparat Cosmetic Clinic (NCC)
  • คุณทราย สิริณัฐ สก๊อต ประธานโครงการและประธานมูลนิธิ Sea You Strong
  • ครูซอ อ.ดร.สทาศัย พงศ์หิรัญ อาจารย์ประจำสาขาวิชาศิลปะการแสดง คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ผู้เชี่ยวชาญด้านการปรับบุคลิกภาพเพื่อการสื่อสาร
  • อาจารย์ปุด ดร.สุขยืน เทพทอง ผู้เชี่ยวชาญด้าน AI Transformation
  • คุณทีน่า สุชาดา ฝ่ายสิงห์ Founder and Owner Moonzpell Studio, Sound Healing Practitioner & Yoga Instructor

หลักสูตรยังเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ศึกษาดูงานทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อเรียนรู้กระบวนการทำงานจริง พร้อมทั้งแลกเปลี่ยนประสบการณ์ และสร้างเครือข่ายความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมรุ่นและวิทยากร ทีมงานมั่นใจว่าผู้เข้าอบรม The Media รุ่นที่ 7 จะสามารถนำพลังของสื่อไปต่อยอดธุรกิจ และร่วมกันขับเคลื่อนการสื่อสารที่สร้างสรรค์ในระดับประเทศ ตามเจตนารมณ์ของการจัดหลักสูตรนี้