ชาวสวนมะพร้าวเดือด…!! บุกอำเภอบางสะพาน เผาหุ่น–โลงศพประท้วง ราคามะพร้าวตกต่ำ จี้ยื่นคำขาดถึงเลขาฯ อย. แจงปมนำเข้าน้ำกะทิแช่แข็ง 14 ก.ค.นี้

ประจวบคีรีขันธ์ – ชาวสวนมะพร้าวเดือด…!! บุกอำเภอบางสะพาน เผาหุ่น–โลงศพประท้วง ราคามะพร้าวตกต่ำ จี้ยื่นคำขาดถึงเลขาฯ อย. แจงปมนำเข้าน้ำกะทิแช่แข็ง 14 ก.ค.นี้

วันที่ 7 ก.ค. 69 ที่บริเวณหน้าที่ว่าการอำเภอบางสะพาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ นายพงษ์ศักดิ์ บุญรักษ์ แกนนำเครือข่ายชาวสวนมะพร้าวจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ นำเกษตรกรชาวสวนมะพร้าวกว่า 300 คน พร้อมรถกระบะติดตั้งเครื่องเสียง เดินทางเข้ายื่นหนังสือต่อ นายมนิต วงษ์จินดา นายอำเภอบางสะพาน เพื่อเรียกร้องให้ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ลงพื้นที่ชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการอนุมัตินำเข้าน้ำกะทิแช่แข็งและน้ำกะทิสำเร็จรูป ซึ่งชาวสวนเชื่อว่าเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญที่ทำให้ราคามะพร้าวในประเทศตกต่ำอย่างต่อเนื่อง

เครือข่ายชาวสวนมะพร้าวเปิดเผยว่า ก่อนหน้านี้ได้ยื่นหนังสือผ่านสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ตั้งแต่วันที่ 27 พฤษภาคม 2569 ขอให้ส่งเรื่องถึงเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา เพื่อขอข้อมูลหลักเกณฑ์ วิธีการอนุมัตินำเข้า รวมถึงสถิติการนำเข้าน้ำกะทิแช่แข็งและน้ำกะทิสำเร็จรูปย้อนหลังระหว่างปี 2566–2569 แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่ได้รับคำชี้แจงเป็นลายลักษณ์อักษร ต่อมา สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ได้มีหนังสือ “ด่วนที่สุด” ลงวันที่ 9 มิถุนายน 2569 ส่งเรื่องถึงสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา เพื่อขอให้ชี้แจงข้อเท็จจริงและแนวทางการอนุมัตินำเข้าผลิตภัณฑ์ดังกล่าว หลังได้รับข้อร้องเรียนจากเครือข่ายชาวสวนมะพร้าวที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติราคาผลผลิตตกต่ำ

อย่างไรก็ตาม เมื่อยังไม่มีคำตอบอย่างเป็นทางการ เครือข่ายชาวสวนจึงยื่นหนังสือถึงนายอำเภอบางสะพาน ขอให้ประสานเชิญ นางสาวสุภัทรา บุญเสริม เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ลงพื้นที่พร้อมเอกสารทั้งหมด เพื่อชี้แจงต่อเกษตรกรโดยตรง ในวันที่ 14 กรกฎาคม 2569 เวลา 14.00 น. ณ หอประชุมอำเภอบางสะพาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เปิด 5 ประเด็นร้อนที่ชาวสวนต้องการคำตอบเครือข่ายชาวสวนมะพร้าวระบุว่า ต้องการให้ อย. ชี้แจงอย่างชัดเจนใน 5 ประเด็น ได้แก่

1.หลักเกณฑ์และอำนาจในการอนุมัตินำเข้าน้ำกะทิแช่แข็งและน้ำกะทิสำเร็จรูป 2.หลักเกณฑ์การอนุญาตให้ผู้นำเข้าผลิตภัณฑ์ดังกล่าวเป็นอย่างไร 3.เหตุใดผลิตภัณฑ์ที่ใช้มะพร้าวนำเข้าจึงไม่ระบุแหล่งกำเนิดวัตถุดิบอย่างชัดเจน 4.วิธีคำนวณปริมาณการนำเข้าและผลกระทบต่อโควตามะพร้าวผลในประเทศ 5.มาตรการคุ้มครองเกษตรกรไทยจากผลกระทบของการนำเข้าผลิตภัณฑ์มะพร้าว

ย้ำ 7 ข้อเสนอถึงรัฐบาล แก้วิกฤตราคามะพร้าว เครือข่ายฯ ยังยืนยันข้อเสนอ 7 ข้อที่เคยยื่นผ่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ตั้งแต่วันที่ 24 มีนาคม 2569 ได้แก่

  1. ให้ชะลอการนำเข้ามะพร้าวผลและผลิตภัณฑ์มะพร้าวทั้งหมด จนกว่าราคามะพร้าวผลใหญ่จะไม่ต่ำกว่า 18 บาทต่อผล และมะพร้าวขาวไม่ต่ำกว่า 35 บาทต่อกิโลกรัม
  2. เปิดเผยข้อมูลการนำเข้าและรับฟังความคิดเห็นเกษตรกรก่อนอนุมัติ
  3. จัดตั้งคณะกรรมการมะพร้าวแห่งชาติที่มีตัวแทนชาวสวนจากทุกพื้นที่
  4. ผลักดันให้มะพร้าวเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญของประเทศ
  5. นำปริมาณผลิตภัณฑ์มะพร้าวที่นำเข้า มาคำนวณเทียบเท่ามะพร้าวผลก่อนอนุญา
  6. กำหนดให้ระบุแหล่งกำเนิดวัตถุดิบอย่างชัดเจน
  7. ไม่นำมะพร้าวนำเข้าไปแปรรูปนอกกรอบ AFTA และ WTO

เวทีปราศรัยเดือด วิจารณ์ราคามะพร้าว–การทำงานรัฐบาล ระหว่างการชุมนุม นายสมหวัง พิมพ์สอ ชาวสวนมะพร้าวจากตำบลแม่รำพึง อำเภอบางสะพาน ได้ขึ้นเวทีบนรถเครื่องเสียง กล่าวถึงปัญหาราคามะพร้าวตกต่ำและผลกระทบที่เกษตรกรกำลังเผชิญขณะที่ พ.ต.อ.เอกราช หุ่นงาม ได้ร่วมขึ้นเวทีวิพากษ์วิจารณ์การแก้ไขปัญหาของรัฐบาล และการดำเนินงานด้านการค้าสินค้าเกษตรของกระทรวงพาณิชย์ โดยเฉพาะการกล่าวถึง นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ พร้อมมีการนำหุ่นจำลองและโลงศพสีขาวที่เขียนข้อความเชิงสัญลักษณ์มาใช้ในการแสดงออกเชิงประท้วง

หลังจากยื่นหนังสือให้นายอำเภอบางสะพานแล้ว กลุ่มผู้ชุมนุมได้ร่วมกันจุดไฟเผาหุ่นและโลงศพจำลอง ก่อนแยกย้ายกลับ พร้อมนัดหมายรวมตัวอีกครั้งในวันที่ 14 กรกฎาคม 2569 ที่หอประชุมอำเภอบางสะพาน เพื่อรอฟังคำชี้แจงจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยตัวแทนเครือข่ายชาวสวนมะพร้าวย้ำว่า การเคลื่อนไหวครั้งนี้ไม่ได้มีเป้าหมายสร้างความขัดแย้ง แต่ต้องการให้หน่วยงานรัฐชี้แจงข้อเท็จจริงอย่างโปร่งใส และร่วมกันหาแนวทางแก้ไขปัญหาราคามะพร้าวตกต่ำอย่างเป็นรูปธรรม เนื่องจากเกษตรกรจำนวนมากกำลังได้รับผลกระทบหนักจากรายได้ที่ลดลง ขณะที่ต้นทุนการผลิตเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง



ข่าว ณัฐธภพ พันสาย / จ.ประจวบคีรีขันธ์ 0623644468

เปิดอย่างเป็นทางการ ด่านพรมแดนสะเดาแห่งใหม่

สะเดา/สงขลา – “นายกอนุทิน” สวมกอด “อันวาร์” เชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างไทย-มาเลเซีย เปิดถนนเชื่อมด่านสะเดาแห่งใหม่-บูกิตกายูฮิตัมอย่างเป็นทางการ อ.สะเดา จ.สงขลา

วันนี้ (วันที่ 10 กรกฎาคม 2569) เวลา 10.30 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีเปิดถนนเชื่อมต่อด่านศุลกากรสะเดาแห่งใหม่กับด่านบูกิตกายูฮิตัม ร่วมกับ ดาโต๊ะ ซรี อันวาร์ บิน อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย โดยผู้นำทั้งสองฝ่าย ได้สวมกอดและเดินไปจับมือกัน ณ จุดกึ่งกลางระหว่างประตูด่านสองฝั่ง จากนั้นนายกรัฐมนตรีมาเลเซียได้เชิญนายกรัฐมนตรีไทยเดินข้ามไปยังฝั่งมาเลเซียเพื่อร่วมรับประทานอาหารกลางวัน แสดง ออกให้เห็นถึงความสัมพันธ์อันดีงามทั้ง 2 ประเทศ

ด่านศุลกากรสะเดาแห่งใหม่ ตั้งอยู่บนถนนกาญจนวนิช ตำบลสำนักขาม อำเภอสะเดา จัง หวัดสงขลา ในพื้นที่เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ มีพื้นที่ทั้งหมดกว่า 596 ไร่ ถือเป็นประตูเศรษฐกิจทางบกที่สำคัญที่สุดของภาคใต้และเป็นจุดผ่านแดนที่มีมูลค่าการค้าระหว่างประเทศสูงเป็นอันดับหนึ่งของประเทศ โดยมีมูลค่านำเข้าและส่งออกรวมกว่า 471,500 ล้านบาทต่อปี พร้อมทั้งรองรับนักท่องเที่ยวและผู้เดินทางผ่านแดนสูงกว่า 6 ล้านคนในแต่ละปี รัฐบาลและกรมศุลกากรจึงได้ผลักดันโครงการนี้ด้วยงบประมาณก่อสร้างรวม 1,532.07 ล้านบาท เพื่อแก้ไขปัญหาความแออัดของด่านเดิมและขยายขีดความสามารถในการรองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจ

ภายในพื้นที่ประกอบด้วยอาคารหลักอย่างอาคารสำนักงาน อาคารตรวจปล่อยสินค้า อาคารผู้โดยสาร และอาคารพักอาศัย เพียบพร้อมไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกและเทคโนโลยีระดับสากล ไม่ว่าจะเป็นช่องตรวจรถยนต์ฝั่งละ 11 ช่อง ช่องตรวจคนเข้าเมืองฝั่งละ 14 ช่อง และอาคารตรวจสินค้า (Cargo Terminal) ที่รองรับรถบรรทุกสินค้าเข้า-ออกได้ขาละ 8 ช่องตรวจ พร้อมติดตั้งระบบตรวจสอบที่ทันสมัยอย่างเครื่อง X-ray แบบ Fast Scan และระบบเครื่องชั่งน้ำหนักรถบรรทุกสินค้าที่มีประสิทธิภาพสูง การเปิดใช้งานโครงข่ายคมนาคมและเส้นทางถนนเชื่อมต่อสายใหม่ระยะทาง 850 เมตร ระหว่างด่านสะเดาแห่งใหม่กับด่านบูกิตกายูฮิตัม (Bukit Kayu Hitam) ของประเทศมาเลเซีย รวมถึงการเชื่อมต่อกับทางหลวงหมายเลข 4 (AH2) ถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญที่ทำให้โครงสร้างพื้นฐานเสร็จสมบูรณ์พร้อมเชื่อมโยงคมนาคมขนส่งของทั้งสองประเทศอย่างเป็นรูปธรรม

ทั้งนี้ ด่านศุลกากรสะเดาแห่งใหม่ จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพระบบโลจิสติกส์ข้ามแดนให้รวด เร็ว คล่องตัว ลดต้นทุนด้านเวลาและค่าขนส่ง ยกระดับความสามารถในการแข่งขันทางการค้า กระตุ้นเศรษฐกิจการค้าระหว่างไทย-มาเลเซีย ตลอดจนเป็นจุดยุทธศาสตร์เชื่อมโยงการท่องเที่ยวที่ช่วยดึงดูดเม็ดเงินต่างชาติเข้าสู่จังหวัดสงขลาและกลุ่มจังหวัดภาคใต้ตอนล่างได้อย่างมั่นคง


กองทัพภาคที่ 2 จัดพิธีทำบุญอุทิศส่วนกุศลแด่กำลังพลผู้เสียสละชีพ เสริมสร้างขวัญกำลังใจทหารชายแดน

กองทัพภาคที่ 2 จัดพิธีทำบุญอุทิศส่วนกุศลแด่กำลังพลผู้เสียสละชีพ เสริมสร้างขวัญกำลังใจทหารชายแดน

พลโท วีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 เป็นประธานในพิธีทำบุญอุทิศส่วนกุศลแด่กำลังพลผู้เสียสละชีพเพื่อชาติ และเสริมความเป็นสิริมงคลสร้างขวัญกำลังใจแก่กำลังพลที่ปฏิบัติภารกิจป้องกันประเทศตามแนวชายแดนไทย – กัมพูชา ณ ปราสาทตาเมือนธม ตำบลตาเมียง อำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์

พิธีในครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อแสดงความระลึกถึงคุณงามความดีและความเสียสละอันยิ่งใหญ่ของวีรชนในอดีต โดยมีผู้บัญชาการกองกำลังสุรนารี ผู้บังคับหน่วยทหาร อดีตผู้บังคับบัญชา หัวหน้าส่วนราชการ ตลอดจนครอบครัวกำลังพลในพื้นที่เข้าร่วมพิธีอย่างสมเกียรติ เพื่อร่วมสืบสานความภาคภูมิใจในเกียรติประวัติของหน่วยสืบไป
#กองทัพภาคที่2

กองทัพบก #RTA กองกำลังสุรนารี


พรพิพัฒน์ รายงาน

กองทัพภาคที่ 3 ให้การต้อนรับรองหัวหน้ากรมใหญ่เสนาธิการ กองทัพประชาชนลาว เพื่อกระชับความสัมพันธ์อันดีและแสดงถึงมิตรภาพอันยาวนานระหว่างกองทัพของ ทั้งสองประเทศ

กองทัพภาคที่ 3 ให้การต้อนรับรองหัวหน้ากรมใหญ่เสนาธิการ กองทัพประชาชนลาว เพื่อกระชับความสัมพันธ์อันดีและแสดงถึงมิตรภาพอันยาวนานระหว่างกองทัพของ ทั้งสองประเทศ

เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2569 เวลา 10.00 นาฬิกา ที่ ห้องรับรอง 1 กองบัญชาการกองทัพภาคที่ 3 ค่ายสมเด็จพระนเรศวรมหาราช อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก พลโท วรเทพ บุญญะ แม่ทัพภาคที่ 3 ให้การต้อนรับ พลจัตวา ทองสะไหม สุกปะเสิด รองหัวหน้ากรมใหญ่เสนาธิ การ กองทัพประชาชนลาว พร้อมคณะ ในโอกาสเดินทางเข้าร่วมการแข่งขันกีฬามิตรภาพระหว่างกองทัพไทย – ลาว ครั้งที่ 7 ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นในวันที่ 9 กรกฎาคม 2569 ณ สนามกีฬากลางจังหวัดพิษณุโลก อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก

ในการนี้ พลตรี ธีรพันธุ์ ไตรพิพัฒน์ ผู้อำนวยการสำนักกิจการชายแดน กับประเทศเพื่อนบ้าน กรมกิจการชายแดนทหาร (ผอ.สชด.ชด.ทหาร) ได้ร่วมให้การต้อนรับ และเข้าร่วมการหารือกับคณะผู้แทนกองทัพประชาชนลาว โดยบรรยากาศเป็นไปด้วยความอบอุ่นและเป็นกันเอง สะท้อนถึงความสัมพันธ์ และความร่วมมืออันดีระหว่างกองทัพไทยและกองทัพประชาชนลาว
จากนั้นรองหัวหน้ากรมใหญ่เสนาธิการ กองทัพประชาชนลาว เดินทางไปตรวจเยี่ยมการซักซ้อมกีฬาของนักกีฬาทั้งสองประเทศ ซึ่งจะทำการแข่งขันในวันที่ 9 กรกฎาคม 2569 ณ สนามกีฬากลางจังหวัดพิษณุโลก อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก


นที มีเดช รายงาน

หัวหน้าคณะนายทหารฝ่ายเสนาธิการประจำผู้บังคับบัญชา เป็นประธานพิธีปิดการอบรม หลักสูตรการประสานงานข่าวกับผู้บริหารของหน่วยงานภาครัฐและเอกชน (ปขบ.) รุ่นที่ 10 ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569

หัวหน้าคณะนายทหารฝ่ายเสนาธิการประจำผู้บังคับบัญชา เป็นประธานพิธีปิดการอบรม หลักสูตรการประสานงานข่าวกับผู้บริหารของหน่วยงานภาครัฐและเอกชน (ปขบ.) รุ่นที่ 10 ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569

วันนี้ (8 กรกฎาคม 2569) เวลา 09.30 น. ณ ห้องรับรอง 221 กองบัญชาการกองทัพบก พลเอก อานุภาพ ศิริมณฑล หัวหน้าคณะนายทหารฝ่ายเสนาธิการประจำผู้บังคับบัญชา ผู้แทนผู้บัญชาการทหารบก เป็นประธานในพิธีปิดการอบรมประสานงานข่าวกับผู้บริหารของหน่วยงานภาครัฐและเอกชน (ปขบ.) รุ่นที่ 10 ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 โดยมี พลโท ธีรนันท์ นันทขว้าง เจ้ากรมข่าวทหารบกและผู้บัญชาการโรงเรียนข่าวทหารบก คณะกรรมการบริหารหลักสูตร และผู้เข้ารับการอบรม รวม 102 นาย เข้าร่วมพิธี ประกอบด้วย ข้าราชการทหาร 13 นาย ข้าราชการตำรวจ 8 นาย ข้าราชการพลเรือนและพนักงานรัฐวิสาหกิจ 28 คน และภาคเอกชน 53 คน

ในโอกาสนี้ พลตรี วรเวช วนมงคล ผู้อำนวยสำนักวิเทศสัมพันธ์ กรมข่าวทหารบก ในฐานะผู้อำนวยการหลักสูตร ปขบ.รุ่นที่ 10 ได้กล่าวรายงานเกี่ยวกับวัตถุประสงค์ของหลักสูตรที่มุ่งเสริมสร้างความรู้ด้านความมั่นคง การบริหารจัดการข้อมูลข่าวสาร และบูรณาการเครือข่ายความร่วมมือ โดยได้จัดการศึกษาภาคทฤษฎี ภาคปฏิบัติ รวมทั้งจัดกิจกรรมด้านกิจการพลเรือนและความรับผิดชอบต่อสังคม มีระยะเวลาอบรม 12 สัปดาห์ ตั้งแต่ 23 เมษายน – 10 กรกฎาคม 2569

โอกาสนี้ หัวหน้าคณะนายทหารฝ่ายเสนาธิการประจำผู้บังคับบัญชา ได้มอบเกียรติบัตรและเข็มวิทยฐานะแก่ผู้เข้ารับการฝึกอบรม พร้อมชื่นชมในความตั้งใจและความร่วมมืออันส่งผลให้การอบรมบรรลุผลสัมฤทธิ์ ซึ่งปัจจุบันกองทัพบกได้ตระหนักถึงความสำคัญของภัยคุกคามและความท้าทายด้านความมั่นคงที่มีความซับซ้อนและส่งผลกระทบในวงกว้าง ขอชื่นชมกรมข่าวทหารบกและโรงเรียนข่าวทหารบกที่ได้ขับเคลื่อนและพัฒนาหลักสูตรให้มีคุณภาพและทันสมัยตอบสนองต่อนโยบายของกองทัพบก อีกทั้งเครือข่ายผู้บริหารงานทั้งภาครัฐและเอกชนจะเป็นพลังสำคัญของสังคมที่มีภาพลักษณ์และศักยภาพสูงในการสนับสนุนและประสานงานข่าวระหว่างหน่วยงาน เพื่อเฝ้าระวังป้องกันและแก้ไขปัญหาความมั่นคงของชาติอย่างมีประสิทธิภาพตามเจตนารมณ์ของหลักสูตร “รอบรู้ ทันเหตุการณ์ ประสานงานฉับไว” พร้อมรักษาความมั่นคงและความสงบเรียบร้อยของประเทศชาติต่อไป



แผนกแถลงข่าว กองประชาสัมพันธ์
สำนักงานเลขานุการกองทัพบก

ทบ.มอบเงินเยียวยา ให้กับครอบครัววีรบุรุษ ร้อยตรีวสันต์ ขานหัวโทน ผู้เสียชีวิตจากสถานการณ์สู้รบ ไทย – กัมพูชา

ทบ.มอบเงินเยียวยา ให้กับครอบครัววีรบุรุษ ร้อยตรีวสันต์ ขานหัวโทน ผู้เสียชีวิตจากสถานการณ์สู้รบ ไทย – กัมพูชา

พันโท สันติพงษ์ ทองวิเศษ ผู้บังคับกองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 13 มอบเงินเยียวยาจากกองทุนช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัยสำนักนายกรัฐมนตรี ผู้ได้รับผลกระทบจากกรณีเหตุการณ์ชายแดนไทย – กัมพูชา กรณีเสียชีวิต ให้กับครอบครัววีรบุรุษ ร้อยตรีวสันต์ ขานหัวโทน ณ บ้านเลขที่ 131 บ้านเทื่อม หมู่ 13 ตำบลเขือน้ำ อำเภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานี

#กองทัพบก #กองพันทหารราบที่3กรมทหารราบที่13 #ดูแลคนข้างหลัง #สดุดีวีรชนทหารกล้า #ยุทธการศตวรรษ


พรพิพัฒน์ รายงาน

สภ.หลักศิลา นครพนม เปิดปฏิบัติการกวาดล้างยาเสพติด รวบ 2 ผู้ค้าพร้อมของกลางยาบ้ากว่า 800 เม็ด

นครพนม – สภ.หลักศิลา นครพนม เปิดปฏิบัติการกวาดล้างยาเสพติด รวบ 2 ผู้ค้าพร้อมของกลางยาบ้ากว่า 800 เม็ด

9 กรกฎาคม 2569 เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน สภ.หลักศิลา เปิดเผยผลการปฏิบัติการกวาดล้างยาเสพติดในพื้นที่ สามารถจับกุมผู้กระทำความผิดรายใหญ่พร้อมของกลางยาบ้าจำนวนมาก นำตัวดำเนินคดีตามกฎหมาย

การจับกุมในครั้งนี้ สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2569 ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ต.ศักดิ์ชาย สาดมะเริง ผบก.ภ.จว.นครพนม, พ.ต.อ.สมชาย นิลเพ็ชร รอง ผบก.ภ.จว. นครพนม, พ.ต.อ.สำเนาว์ กรุยกระโทก รอง ผบก.ภ.จว.นครพนม พร้อมด้วย พ.ต.อ.สมภพ แก้วรุณคำ ผกก.สภ.หลักศิลา และทีมเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน สภ.หลักศิลา สืบทราบมาว่ามีบุคคลที่มีพฤติกรรมข้องเกี่ยวกับยาเสพติดจึงได้เฝ้าติดตามถึงพฤติกรรมจนได้ข้อมูลที่แน่ชัด จึงได้สนธิกำลังเข้าปิดล้อมตรวจค้นและจับกุมผู้ต้องหาได้ 2 ราย คือ นายปราโมทย์ (อายุ 40 ปี) ชาวตำบลแสนพัน อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม จำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) โดยการมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และเสพยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) โดยฝ่าฝืนต่อกฎหมายพร้อมของกลาง: ยาบ้า จำนวน 843 เม็ด และนายเกรียงไกร (อายุ 37 ปี) ชาวตำบลโพนแพง อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนมใน​ข้อหา: มียาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต และเสพยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) โดยฝ่าฝืนต่อกฎหมายพร้อมของกลางยาบ้า จำนวน 50 เม็ด

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัวผู้ต้องหาทั้ง 2 ราย พร้อมของกลางทั้งหมด ส่งพนักงานสอบ สวน สภ.หลักศิลา เพื่อดำเนินการสอบสวนและดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาดต่อไป

ข่่าววันนี้ #ข่าวท้องถิ่น #สภหลักศิลา #นครพนม #เปิดปฏิบัติการกวาดล้างยาเสพติด


Cr สภ.หลักศิลา /ภาพ/ข้อมูล
:หลาวเหล็ก /รายงาน

เชียงใหม่จัดประกวด Miss Universe Northern 2026 รอบตัดสิน ค้นหาสาวงามตัวแทนภาคเหนือสู่เวทีระดับประเทศ

เชียงใหม่จัดประกวด Miss Universe Northern 2026 รอบตัดสิน ค้นหาสาวงามตัวแทนภาคเหนือสู่เวทีระดับประเทศ

ค่ำวันนี้ (8 ก.ค. 69) เวลา 18.00 น. ที่ โรงแรมเชียงใหม่แกรนด์วิว นายรัฐพล นราดิศร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เป็นประธานเปิดการประกวด Miss Universe Northern 2026 รอบตัดสิน (Final Competition) เพื่อเฟ้นหาหญิงสาวผู้มีความพร้อมทั้งด้านความงาม บุคลิกภาพ ความสามารถ และทัศนคติ ให้ก้าวขึ้นครองตำแหน่ง Miss Universe Northern 2026 พร้อมเป็นตัวแทนภาคเหนือสู่เส้นทางการประกวดในเวทีระดับประเทศ ภายใต้การประกวด Miss Universe Thailand ต่อไป

บรรยากาศการประกวดเต็มไปด้วยความคึกคัก โดยตลอดช่วงเก็บตัว ผู้เข้าประกวดได้ร่วมทำกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวและวัฒนธรรมของจังหวัดเชียงใหม่ และยังได้เข้าสักการะพระธาตุเจดีย์หลวงเพื่อความเป็นสิริมงคล ก่อนขึ้นเวทีรอบตัดสิน สะท้อนถึงการผสมผสานเสน่ห์อัตลักษณ์ล้านนาเข้ากับเวทีการประกวดนางงามยุคใหม่

สำหรับการประกวดรอบตัดสิน ผู้เข้าประกวดจะได้แสดงศักยภาพผ่านการเดินโชว์ การตอบคำถาม และการนำเสนอความเป็นตัวแทนของหญิงสาวภาคเหนือ เพื่อคณะกรรมการค้นหาผู้ที่เหมาะสมที่สุดในการครองมงกุฎ Miss Universe Northern 2026

การประกวดครั้งนี้นับเป็นอีกหนึ่งเวทีสำคัญที่เปิดโอกาสให้หญิงสาวจากภาคเหนือได้แสดงศักยภาพอย่างรอบด้าน พร้อมเป็นแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่ และร่วมประชาสัมพันธ์ศิลปวัฒนธรรม การท่องเที่ยว และเอกลักษณ์ของจังหวัดเชียงใหม่สู่สายตาประชาชนทั้งในและต่างประเทศ ผ่านเวทีการประกวดนางงามที่ได้รับความสนใจอย่างกว้างขวาง


นที มีเดช รายงาน

สมัชชาสุขภาพแม่ฮ่องสอน ผนึกพหุภาคีเปิดเวทีด่วน แก้วิกฤต “สารหนูปนเปื้อนสาละวิน” ท่ามกลางฝุ่น PM 2.5 รุมเร้า

สมัชชาสุขภาพแม่ฮ่องสอน ผนึกพหุภาคีเปิดเวทีด่วน แก้วิกฤต “สารหนูปนเปื้อนสาละวิน” ท่ามกลางฝุ่น PM 2.5 รุมเร้า

8 กรกฎาคม 2569 สมัชชาสุขภาพจังหวัดแม่ฮ่องสอน จับมือภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน เปิดเวทีระดับจังหวัดระดมสมองหาทางออกวิกฤตซ้อนวิกฤต หลังพบสารหนูปนเปื้อนในแม่น้ำสาละวินเกินค่ามาตรฐานตลอดแนวพรมแดนไทย-เมียนมา กว่า 127 กิโลเมตร ควบคู่ไปกับปัญหาฝุ่น PM 2.5 เร่งยื่น 5 ข้อเสนอเชิงโครงสร้างต่อผู้แทนภาครัฐ หวังยกระดับสู่ความร่วมมืออาเซียนและสร้างความมั่นคงด้านน้ำสะอาดให้ชุมชนชายขอบ เปิดเวทีรับมือวิกฤตซ้อนวิกฤต เพื่อ “แม่ฮ่องสอนเมืองสุขภาวะ”ณ ที่ว่าการอำเภอแม่สะเรียง

นายวรศักดิ์ พานทอง นายอำเภอแม่สะเรียง ได้รับเกียรติเป็นประธานเปิดการประชุมสมัชชาสุขภาพจังหวัดแม่ฮ่องสอน ประจำปี 2569 ภายใต้หัวข้อ “การจัดการมลพิษสิ่งแวดล้อม (มลพิษทางน้ำ) แบบมีส่วนร่วม เพื่อสุขภาวะในภาวะวิกฤตซ้อนวิกฤต” การประชุมในครั้งนี้เกิดจากความร่วมมืออย่างเข้มแข็งระหว่าง สภาพลเมืองจังหวัดแม่ฮ่องสอน หน่วยงานภาครัฐ ภาควิชาการ และภาคประชาสังคม เพื่อตอบโจทย์ความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่ อำเภอแม่สะเรียง และ อำเภอสบเมย ที่กำลังเผชิญหน้ากับมลพิษทางน้ำ โดยเฉพาะกรณี สารหนูปนเปื้อนในแม่น้ำสาละวินที่เกินค่ามาตรฐานตลอดแนวพรมแดนไทย-เมียนมา เป็นระยะทางยาวกว่า 127 กิโลเมตร ซ้ำเติมด้วยวิกฤตฝุ่นละออง PM 2.5 ที่ยังคงส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนอย่างต่อเนื่อง

ในโอกาสนี้ นายประเสริฐ ประดิษฐ์ ประธานคณะกรรมการพัฒนาและขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะแบบมีส่วนร่วมจังหวัดแม่ฮ่องสอน (4PW) ได้เป็นตัวแทนยื่นข้อเสนอสำคัญต่อ นายวรศักดิ์ พานทอง นายอำเภอแม่สะเรียง และ นายจรูญ จินะกัณฑ์ ปลัดอำเภอสบเมย (ผู้แทนอำเภอสบเมย) เพื่อผลักดันการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างใน 5 ประเด็นหลัก ประกอบด้วย

  1. พัฒนาระบบเฝ้าระวัง จัดตั้งระบบแจ้งเตือนมลพิษข้ามพรมแดนอย่างเป็นระบบและแม่นยำ
  2. เพิ่มบทบาทภาคประชาชน ส่งเสริมกลไกประชาชนระหว่างประเทศในการร่วมเฝ้าระวังสิ่งแวดล้อม
  3. สร้างความมั่นคงน้ำสะอาด เร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระบบประปาและน้ำดื่มสำหรับชุมชนชายขอบ
  4. ยกระดับสู่เวทีอาเซียน ขับเคลื่อนความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมระดับภูมิภาค
  5. เยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ มีมาตรการฟื้นฟูเศรษฐกิจฐานรากของชุมชนที่ได้รับผลกระทบโดยตรง

เวทีครั้งนี้ยังได้รับเกียรติจากผู้เชี่ยวชาญร่วมวิเคราะห์สถานการณ์อย่างเข้มข้น นำโดย คุณวัลลภา แสนสีดา (ทสจ.แม่ฮ่องสอน), นายณภัค มาเมือง (สทนช. ภาค 1) และ รศ.ดร.อรัญญา ศิริผล จากคณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พร้อมด้วยการสนับสนุนจากสำนัก งานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) และสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.)

ด้านสถานการณ์ล่าสุด มีรายงานว่าเมื่อปลายเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา กรมควบคุมมลพิษได้ลงพื้นที่เก็บตัวอย่างน้ำและตะกอนดินเป็นครั้งที่ 5 และยังคงตรวจพบสารหนูปนเปื้อนอย่างต่อเนื่อง ทำให้ภาคประชาชนออกมารวมตัวเรียกร้องให้รัฐบาลส่วนกลางเร่งเข้ามาช่วยเหลือ จัดหาแหล่งน้ำสะอาดที่ปลอดภัย เพื่อเป็น “ทางรอด” เดียวของชาวบ้านริมฝั่งน้ำสาละวินในขณะนี้

ในช่วงท้ายของการประชุม ภาคีเครือข่ายทั้งหมดได้ร่วมกันระดมความคิดเห็นจนบรรลุฉันทามติ ในการนำมติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 18 (พ.ศ. 2568) มาปรับใช้และขับเคลื่อนในพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม เพื่อสร้างระบบบริหารจัดการที่เข้มแข็ง ยั่งยืน และคืนสุขภาวะที่ดีให้แก่ชาวแม่ฮ่องสอนอย่างแท้จริง



ภานุเดช ไชยสกูล จ.แม่ฮ่องสอน

เชียงใหม่ ถอดบทเรียนแก้ปัญหาไฟป่าและ PM2.5 เตรียมต่อยอดสู่แผนรับมือปี 2570 มุ่งลดการเผาและยกระดับการทำงานแบบบูรณาการ

เชียงใหม่ถอดบทเรียนแก้ปัญหาไฟป่าและ PM2.5 เตรียมต่อยอดสู่แผนรับมือปี 2570 มุ่งลดการเผาและยกระดับการทำงานแบบบูรณาการ

วันนี้ (9 ก.ค. 69) ที่ห้องฝ้ายคำ ชั้น 1 อาคาร UNISERV มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ นายรัฐพล นราดิศร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เป็นประธานเปิดกิจกรรมถอดบทเรียน (After Action Review : AAR) การแก้ไขปัญหาไฟป่าและฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) ของจังหวัดเชียงใหม่ ประจำปี 2569 โดยมีแม่ทัพน้อยที่ 3 คณะกรรมการแก้ไขปัญหาไฟป่าและฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) แบบบูรณาการ ผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หัวหน้าส่วนราชการ ภาควิชาการ ภาคเอกชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมทั้งในห้องประชุมและผ่านระบบ Zoom

ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า จังหวัดเชียงใหม่ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่น PM2.5 อย่างจริงจัง โดยขับเคลื่อนการทำงานในรูปแบบ Single Command พร้อมจัดตั้ง War Room ระดับจังหวัด อำเภอ และตำบล เพื่อบูรณาการการทำงานของทุกหน่วยงาน วางแผนป้องกันและแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ ควบคู่กับการรณรงค์งดการเผา การจัดทำแนวกันไฟ การประชาสัมพันธ์สร้างความเข้าใจแก่ประชาชน และส่งเสริมการนำเศษวัสดุทางการเกษตรมาใช้ประโยชน์แทนการเผา เช่น การไถกลบตอซัง การทำปุ๋ยหมัก และการรับซื้อเศษวัสดุเพื่อผลิตเชื้อเพลิงชีวมวล รวมถึงการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดในพื้นที่ควบคุมการเผา

แม้ในปี 2569 จังหวัดเชียงใหม่จะเผชิญกับสภาพอากาศที่เอื้อต่อการเกิดไฟป่า ทั้งอากาศร้อนจัด ฝนทิ้งช่วง ปริมาณเชื้อเพลิงสะสม และข้อจำกัดของพื้นที่ภูเขาสูง ทำให้จำนวนจุดความร้อนและพื้นที่เผาไหม้ยังสูงกว่าเป้าหมาย แต่จากความร่วมมือของทุกภาคส่วน สามารถลดผลกระทบที่เกิดกับประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยจำนวนวันที่ค่าฝุ่น PM2.5 เกินมาตรฐาน และจำนวนผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจจากสถานการณ์หมอกควัน ลดลงต่ำกว่าเป้าหมายที่กำหนด

สำหรับกิจกรรมถอดบทเรียนครั้งนี้ มีเป้าหมายเพื่อรวบรวมบทเรียนจากการดำเนินงานที่ผ่านมา วิเคราะห์จุดแข็ง จุดที่ต้องพัฒนา รวมถึงรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกภาคส่วน เพื่อนำไปปรับปรุงแผนการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่าและฝุ่น PM2.5 ของจังหวัดเชียงใหม่ในปี 2570 ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ จากการสรุปบทเรียน พบว่า แนวทางสำคัญที่ควรเดินหน้าต่อ ได้แก่ การใช้มาตรการเดียวกันทุกพื้นที่แต่ปรับให้เหมาะกับบริบทของแต่ละชุมชน การบริหารงานที่มีความยืดหยุ่นตามสถานการณ์ การบูรณาการความร่วมมือข้ามหน่วยงานโดยไม่ยึดติดกับขอบเขตการปก ครอง และการนำเทคโนโลยี เช่น ระบบติดตามข้อมูล จุดความร้อน กล้อง CCTV และอากาศยานไร้คนขับ (โดรน) มาสนับสนุนการปฏิบัติงาน เพื่อให้การป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่าและฝุ่น PM2.5 ของจังหวัดเชียงใหม่เกิดผลอย่างยั่งยืนต่อไป


นที มีเดช รายงาน