เชียงใหม่ เปิดบ้านต้อนรับคณะนานาชาติ ศึกษาดูงานต้นแบบบริหารจัดการไฟป่า หมอกควัน และ PM2.5 สู่ความร่วมมือระดับภูมิภาคอาเซียน และเอเชีย-แปซิฟิก

เชียงใหม่ เปิดบ้านต้อนรับคณะนานาชาติ ศึกษาดูงานต้นแบบบริหารจัดการไฟป่า หมอกควัน และ PM2.5 สู่ความร่วมมือระดับภูมิภาคอาเซียน และเอเชีย-แปซิฟิก

บ่ายวันนี้ (3 ก.พ. 69) นายศิวกร บัวป้อง รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ พร้อมด้วย นายสมชาติ วัฒนากล้า รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ หัวหน้าส่วนราชการ และผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ร่วมกันให้การต้อนรับและบรรยายสรุป ถ่ายทอดประสบการณ์ตรงแก่คณะศึกษาดูงานจากประเทศไทย กลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียน และประเทศสมาชิกของศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีแห่งเอเชียและแปซิฟิก (APCTT) จำนวน 50 คน ซึ่งกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ได้นำคณะเดินทางมาศึกษาดูงานของศูนย์อำนวยการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละออง จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งตั้งอยู่ที่ องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้แนวทางการบริหารจัดการและการบูรณาการทำงานในการแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ของจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งถือเป็นพื้นที่ต้นแบบด้านการจัดการปัญหาดังกล่าวในระดับจังหวัดอย่างเป็นระบบและครอบคลุมทุกมิติ

กิจกรรมดังกล่าว เป็นส่วนหนึ่งของการประชุมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง “การแก้ไขปัญหามลพิษข้ามแดน : ผสานเทคโนโลยี นโยบาย และปฏิบัติภาคสนามสู่คุณภาพอากาศอย่างยั่งยืน ภายใต้กรอบความร่วมมือ ASEAN และ APCTT” ซึ่งจัดขึ้นโดยความร่วมมือระหว่างกระทรวง อว. และสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) เพื่อถ่ายทอดความรู้และแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงานร่วมกับนานาชาติ มุ่งสู่การยกระดับความร่วมมือระหว่างประเทศในการแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 และหมอกควันข้ามแดน

ทั้งนี้ จังหวัดเชียงใหม่ได้จัดตั้งศูนย์อำนวยการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละออง จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อเป็นกลไกหลักในการบูรณาการข้อมูลและการทำงานจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะในช่วงสถานการณ์วิกฤต ซึ่งศูนย์ฯ ใช้ข้อมูลจากดาวเทียมและระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ในการวิเคราะห์สถานการณ์แบบเกือบเรียลไทม์ พร้อมเชื่อมโยงการประสานงานกับทั้ง 25 อำเภอ หน่วยงานส่วนกลาง และจังหวัดใกล้เคียง เพื่อให้การแก้ไขปัญหาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นระบบ

สำหรับข้อมูลความรู้จากการศึกษาดูงานในครั้งนี้ จะถูกนำไปใช้ในการพัฒนาแนวทางและเสริมสร้างศักยภาพด้านเทคนิคในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดาวเทียมและภูมิสารสนเทศ สำหรับการติดตามไฟป่าและมลพิษทางอากาศในกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียนและภูมิภาคเอเชีย–แปซิฟิก ตลอดจนการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อรับมือกับปัญหาหมอกควันและมลพิษข้ามแดนในอนาคตอย่างยั่งยืน


นทิ มีเดช รายงาน

ทบ. เตรียมเสนอขอพระราชทาน “เหรียญกล้าหาญ” แก่กำลังพลที่ปฏิบัติราชการสนามชายแดนไทย-กัมพูชา ผู้กระทำการสู้รบอย่างกล้าหาญอย่างยิ่งยวด เพื่อพิทักษ์อธิปไตยไทย

ทบ. เตรียมเสนอขอพระราชทาน “เหรียญกล้าหาญ” แก่กำลังพลที่ปฏิบัติราชการสนามชายแดนไทย-กัมพูชา ผู้กระทำการสู้รบอย่างกล้าหาญอย่างยิ่งยวด เพื่อพิทักษ์อธิปไตยไทย

จากสถานการณ์การสู้รบบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชาในห้วงที่ผ่านมา ทั้งในยุทธการยุทธบดินทร์ เมื่อเดือน ก.ค.68 และยุทธการศตวรรษ เมื่อเดือน ธ.ค.68 กำลังพลกองทัพบกที่ปฏิบัติราชการสนามในพื้นที่ตามคำสั่งจักรพงษ์ภูวนารถ ได้ทุ่มเทกำลังกายและกำลังใจในการปฏิบัติภารกิจปกป้องอธิปไตยของชาติ และป้องกันการรุกรานจากฝ่ายตรงข้ามอย่างเต็มขีดความสามารถ ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าว ส่งผลให้กำลังพลบางส่วนต้องเผชิญต่อสถานการณ์ที่ท้าทายและวิกฤติ ที่อาจนำไปสู่การได้รับบาดเจ็บหรือสูญเสียชีวิตได้ในทันที อย่างไรก็ตามกำลังพลเหล่านี้ยังคงยึดมั่นในจิตวิญญาณของทหารอาชีพ ยอมเสียสละเลือดเนื้อและชีวิต เดินหน้ารับมือกับภัยคุกคามในสมรภูมิด้วยความกล้าหาญยิ่งยวด โดยไม่เกรงกลัวต่ออันตรายใดๆ

พลเอก พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก ได้ให้ความสำคัญและตระหนักถึงความเสียสละอันยิ่งใหญ่ของกำลังพลกลุ่มดังกล่าว ซึ่งได้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความมุ่งมั่น กล้าหาญ และไม่หวาดหวั่นแม้จะมีอันตรายถึงชีวิต จึงมอบหมายให้กรมกำลังพลทหารบกร่วมกับหน่วยขึ้นตรงกองทัพบกที่มีกำลังพลปฏิบัติราชการสนามบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ดำเนินการ เตรียมเสนอขอพระราชทานเหรียญกล้าหาญให้แก่กำลังพล รวมถึงครอบครัวทหารกล้าผู้เสียชีวิต เพื่อเชิดชูเกียรติวีรบุรุษทหารหาญ ตอบแทนความเสียสละด้วยจิตใจที่เข้มแข็ง และเพื่อเป็นขวัญกำลังใจให้แก่กำลังพลและครอบครัว ให้ได้ร่วมระลึกถึงเหตุการณ์สำคัญครั้งหนึ่งในชีวิตที่ได้อุทิศตนเพื่อประเทศชาติ ซึ่งจะคงคุณค่าและความภาคภูมิใจไว้ในเหรียญกล้าหาญที่ได้รับพระราชทานตลอดไป

สำหรับการดำเนินการดังกล่าว ปัจจุบันกรมกำลังพลทหารบกอยู่ระหว่างการพิจารณาคุณ สมบัติและรายละเอียดการปฏิบัติภารกิจของกำลังพลในแต่ละสมรภูมิเป็นรายบุคคล รวมถึงกำลังพลผู้เสียชีวิต โดยมีคณะกรรมการพิจารณาในระดับกองทัพบกเป็นผู้ดำเนินการตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดในพระราชบัญญัติเหรียญกล้าหาญ พ.ศ.2521 ซึ่งหากเสร็จเรียบร้อย จะเร่งดำเนินการส่งรายชื่อกำลังพลทั้งหมด เสนอให้คณะกรรมการพิจารณาในระดับกองบัญชาการกองทัพไทยและกระทรวงกลาโหม เพื่อดำเนินการเสนอขอพระราชทานเหรียญกล้าหาญให้กำลังพลรวมถึงครอบครัวของวีรบุรุษทหารกล้าให้ได้รับอย่างสมเกียรติต่อไป



ศูนย์ประชาสัมพันธ์กองทัพบก โดยทีมโฆษกกองทัพบก

“สดุดีวีรกรรมของทหารหาญ 3 กุมภาพันธ์ วันทหารผ่านศึก” เชิดชูเกียรติ ทหารกล้า “ร้อยตรี บิล การินตา”

“สดุดีวีรกรรมของทหารหาญ 3 กุมภาพันธ์ วันทหารผ่านศึก” เชิดชูเกียรติ ทหารกล้า “ร้อยตรี บิล การินตา”

ทหารผู้ที่ได้รับพระราชทานส้มจากพระหัตถ์ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง คือ ร้อยตรี บิล การินตา (ยศปัจจุบัน) ซึ่งผู้หมวดบิล ได้เล่าว่า เมื่อปี พ.ศ. 2510 ได้เข้ารับราชการเป็นทหารกองประจำการ สังกัด กองพันทหารม้าที่ 7 ได้ร่วมรบในสมรภูมิ อำเภอทุ่งช้าง จังหวัดน่าน และได้ปะทะกับฝ่ายตรงข้าม ถูกยิ่งที่กระดูกสะโพกซ้าย และเชิงกราน แตกทั้งหมด โดยได้รับพระมหากรุณาธิคุณ จาก พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ทรงนำเฮลิคอปเตอร์ไปรับ จากนั้นเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลน่าน และโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า เป็นเวลา 2 ปี ได้เป็นทหารผ่านศึกในมูลนิธิสายใจไทย และกลับมาใช้ชีวิตที่บ้านเกิดโดยมีอาชีพเกษตร กรรม (ซึ่งปัจจุบัน ร้อยตรี บิล การินตา อายุ 80 ปี)

โดยในวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2569 กองพันทหารม้าที่ 7 กรมทหารม้าที่ 2 กองพลทหารม้าที่ 1 ได้เดินทางไปเยี่ยมเยือน และมอบเงินสงเคราะห์ ให้กับ ร้อยตรี บิล การินตา อดีตทหาร ผ่านศึกของหน่วย ซึ่งทุพพลภาพจากการปฏิบัติหน้าที่กรณีปราบปราม ผกค. เพื่อเป็นขวัญกำลังใจ ณ บ้านพักอาศัย บ้านเลขที่ 207 หมู่ 10 ตำบลน้ำริด อำเภอเมือง จังหวัดอุตรดิตถ์

จากนั้น กองพันทหารม้าที่ 7 กรมทหารม้าที่ 2 กองพลทหารม้าที่ 1 ได้กระทำพิธีวางพวงมาลา เนื่องในวันทหารผ่านศึก และวันรำลึกถึงวีรชนผู้กล้าสมรภูมิบ้านร่มเกล้าและสมรภูมิอื่นๆ ประจำปี 2569 โดยมี พันเอกวินัย ยาวไทยสงค์ เป็นประธานในพิธี ณ อนุสรณ์สถานผู้กล้าสมรภูมิบ้านร่มเกล้าและสมรภูมิอื่นๆ กองพันทหารม้าที่ 7 กรมทหารม้าที่ 2 ค่ายพิชัยดาบหัก ตำบลท่าเสา อำเภอเมือง จังหวัดอุตรดิตถ์


นที มีเดช รายงาน

ทบ. เตรียมเสนอขอพระราชทาน “เหรียญกล้าหาญ” แก่กำลังพลที่ปฏิบัติราชการสนามชายแดนไทย-กัมพูชา ผู้กระทำการสู้รบอย่างกล้าหาญอย่างยิ่งยวด เพื่อพิทักษ์อธิปไตยไทย

ทบ. เตรียมเสนอขอพระราชทาน “เหรียญกล้าหาญ” แก่กำลังพลที่ปฏิบัติราชการสนามชายแดนไทย-กัมพูชา ผู้กระทำการสู้รบอย่างกล้าหาญอย่างยิ่งยวด เพื่อพิทักษ์อธิปไตยไทย

จากสถานการณ์การสู้รบบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชาในห้วงที่ผ่านมา ทั้งในยุทธการยุทธบดินทร์ เมื่อเดือน ก.ค.68 และยุทธการศตวรรษ เมื่อเดือน ธ.ค.68 กำลังพลกองทัพบกที่ปฏิบัติราชการสนามในพื้นที่ตามคำสั่งจักรพงษ์ภูวนารถ ได้ทุ่มเทกำลังกายและกำลังใจในการปฏิบัติภารกิจปกป้องอธิปไตยของชาติ และป้องกันการรุกรานจากฝ่ายตรงข้ามอย่างเต็มขีดความสามารถ ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าว ส่งผลให้กำลังพลบางส่วนต้องเผชิญต่อสถานการณ์ที่ท้าทายและวิกฤติ ที่อาจนำไปสู่การได้รับบาดเจ็บหรือสูญเสียชีวิตได้ในทันที อย่างไรก็ตามกำลังพลเหล่านี้ยังคงยึดมั่นในจิตวิญญาณของทหารอาชีพ ยอมเสียสละเลือดเนื้อและชีวิต เดินหน้ารับมือกับภัยคุกคามในสมรภูมิด้วยความกล้าหาญยิ่งยวด โดยไม่เกรงกลัวต่ออันตรายใดๆ

พลเอก พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก ได้ให้ความสำคัญและตระหนักถึงความเสียสละอันยิ่งใหญ่ของกำลังพลกลุ่มดังกล่าว ซึ่งได้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความมุ่งมั่น กล้าหาญ และไม่หวาดหวั่นแม้จะมีอันตรายถึงชีวิต จึงมอบหมายให้กรมกำลังพลทหารบกร่วมกับหน่วยขึ้นตรงกองทัพบกที่มีกำลังพลปฏิบัติราชการสนามบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ดำเนินการเตรียมเสนอขอพระราชทานเหรียญกล้าหาญให้แก่กำลังพล รวมถึงครอบครัวทหารกล้าผู้เสียชีวิต เพื่อเชิดชูเกียรติวีรบุรุษทหารหาญ ตอบแทนความเสียสละด้วยจิตใจที่เข้มแข็ง และเพื่อเป็นขวัญกำลังใจให้แก่กำลังพลและครอบครัว ให้ได้ร่วมระลึกถึงเหตุการณ์สำคัญครั้งหนึ่งในชีวิตที่ได้อุทิศตนเพื่อประเทศชาติ ซึ่งจะคงคุณค่าและความภาคภูมิใจไว้ในเหรียญกล้าหาญที่ได้รับพระราชทานตลอดไป

สำหรับการดำเนินการดังกล่าว ปัจจุบันกรมกำลังพลทหารบกอยู่ระหว่างการพิจารณาคุณสมบัติและรายละเอียดการปฏิบัติภารกิจของกำลังพลในแต่ละสมรภูมิเป็นรายบุคคล รวมถึงกำลังพลผู้เสียชีวิต โดยมีคณะกรรมการพิจารณาในระดับกองทัพบกเป็นผู้ดำเนินการตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดในพระราชบัญญัติเหรียญกล้าหาญ พ.ศ.2521 ซึ่งหากเสร็จเรียบร้อย จะเร่งดำเนินการส่งรายชื่อกำลังพลทั้งหมด เสนอให้คณะกรรมการพิจารณาในระดับกองบัญชาการกองทัพไทยและกระทรวงกลาโหม เพื่อดำเนินการเสนอขอพระราชทานเหรียญกล้าหาญให้กำลังพลรวมถึงครอบครัวของวีรบุรุษทหารกล้าให้ได้รับอย่างสมเกียรติต่อไป



ศูนย์ประชาสัมพันธ์กองทัพบก โดยทีมโฆษกกองทัพบก

“3 กุมภาพันธ์ วันทหารผ่านศึก” กองทัพภาคที่ 3 จัดพิธีเชิดชูเกียรติ สดุดีวีรกรรมความกล้าหาญทหารผ่านศึก ประจำปี 2569

“3 กุมภาพันธ์ วันทหารผ่านศึก” กองทัพภาคที่ 3 จัดพิธีเชิดชูเกียรติ สดุดีวีรกรรมความกล้าหาญทหารผ่านศึก ประจำปี 2569

เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 09.00 นาฬิกา สำนักงานสงเคราะห์ทหารผ่านศึกเขตพิษณุโลก ได้จัดพิธีวันทหารผ่านศึก ประจำปี 2569 เนื่องในโอกาส “3 กุมภาพันธ์ วันทหาร ผ่านศึก” เพื่อสดุดี รำลึกถึงวีรกรรม ความเสียสละ และความกล้าหาญของทหารผ่านศึกผู้ได้อุทิศตนปฏิบัติหน้าที่เพื่อปกป้องเอกราช อธิปไตย และความมั่นคงของประเทศชาติ ที่ อนุสาวรีย์วีรไทย ค่ายสมเด็จพระนเรศวรมหาราช อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก โดยมี พลเอก ศิริ ทิวะพันธุ์ อดีตแม่ทัพภาคที่ 3 ให้เกียรติเป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย พลเอก ทรงธรรม จันทร์เหยี่ยว ผู้แทนแม่ทัพภาคที่ 3 พลโท กิตติพงษ์ แจ่มสุวรรณ อดีตแม่ทัพภาคที่ 3 ข้าราชการทหาร ตำรวจ ผู้แทนส่วนราชการ สำนักงานสงเคราะห์ทหารผ่านศึกเขตพิษณุโลก ทหารผ่านศึก จากทุกกรณีสงคราม และประชาชน เข้าร่วมพิธีอย่างพร้อมเพรียง ท่ามกลางบรรยากาศแห่งความสงบ เรียบร้อย และเปี่ยมด้วยความสำนึกในพระคุณของผู้เสียสละ

ภายในพิธี ได้จัดกิจกรรมสำคัญประกอบด้วย การเดินขบวนพาเหรดของทหารผ่านศึกจากทุกกรณีสงคราม เพื่อแสดงออกถึงความสามัคคีและเกียรติประวัติแห่งการรับใช้ชาติ การประ กอบพิธีวางพวงมาลา ณ อนุสาวรีย์วีรไทย เพื่อแสดงความเคารพและรำลึกถึงผู้ที่เสียสละชีวิตในการปกป้องประเทศชาติ รวมทั้งพิธีเชิดชูเกียรติทหารผ่านศึก ซึ่งเป็นการ ยกย่องคุณูปการและความกล้าหาญของทหารผ่านศึกให้เป็นที่ประจักษ์แก่สังคมไทย โดยมี พันเอก เสรี ทองคู่ หัวหน้าฝ่ายประชาสัมพันธ์ศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทานภาค 3 /หัวหน้าแผนกผลิต สถานีวิทยุกระจายเสียงกองทัพภาคที่ 3 ร่วมเป็นพิธีกรผู้ดำเนินพิธีฯ

จากนั้น ได้มีการประกอบพิธีสงฆ์ เพื่อความเป็นสิริมงคล และอุทิศส่วนกุศลแด่วีรชนผู้ล่วงลับ อันเป็นการแสดงออกถึงความกตัญญูกตเวทีและการรำลึกถึงความเสียสละอันยิ่งใหญ่ของทหารผู้ปฏิบัติหน้าที่เพื่อประเทศชาติและประชาชน

การจัดพิธีวันทหารผ่านศึกในครั้งนี้ นับเป็นโอกาสอันสำคัญในการร่วมกันแสดงความเคารพ เทิดทูน และสืบสานคุณค่าทางประวัติศาสตร์ของทหารผ่านศึก ตลอดจนเป็นการปลูกฝังจิตสำนึกแห่งความรักชาติ ความสามัคคี และความภาคภูมิใจในความเป็นชาติไทยให้คงอยู่สืบไป


นที มีเดช รายงาน

“3 กุมภาพันธ์ วันทหารผ่านศึก” กองทัพภาคที่ 3 จัดพิธีเชิดชูเกียรติ สดุดีวีรกรรมความกล้าหาญทหารผ่านศึก ประจำปี 2569

“3 กุมภาพันธ์ วันทหารผ่านศึก” กองทัพภาคที่ 3 จัดพิธีเชิดชูเกียรติ สดุดีวีรกรรมความกล้าหาญทหารผ่านศึก ประจำปี 2569

เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 09.00 นาฬิกา สำนักงานสงเคราะห์ทหารผ่านศึกเขตพิษณุโลก ได้จัดพิธีวันทหารผ่านศึก ประจำปี 2569 เนื่องในโอกาส “3 กุมภาพันธ์ วันทหาร ผ่านศึก” เพื่อสดุดี รำลึกถึงวีรกรรม ความเสียสละ และความกล้าหาญของทหารผ่านศึกผู้ได้อุทิศตนปฏิบัติหน้าที่เพื่อปกป้องเอกราช อธิปไตย และความมั่นคงของประเทศชาติ ที่ อนุสาวรีย์วีรไทย ค่ายสมเด็จพระนเรศวรมหาราช อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก โดยมี พลเอก ศิริ ทิวะพันธุ์ อดีตแม่ทัพภาคที่ 3 ให้เกียรติเป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย พลเอก ทรง ธรรม จันทร์เหยี่ยว ผู้แทนแม่ทัพภาคที่ 3, พลโท กิตติพงษ์ แจ่มสุวรรณ อดีตแม่ทัพภาคที่ 3 ข้าราชการทหาร, ตำรวจ, ผู้แทนส่วนราชการ, สำนักงานสงเคราะห์ทหารผ่านศึกเขตพิษณุ โลก, ทหารผ่านศึก จากทุกกรณีสงคราม และประชาชน เข้าร่วมพิธีอย่างพร้อมเพรียง ท่าม กลางบรรยากาศแห่งความสงบ เรียบร้อย และเปี่ยมด้วยความสำนึกในพระคุณของผู้เสียสละ

default

ภายในพิธี ได้จัดกิจกรรมสำคัญประกอบด้วย การเดินขบวนพาเหรดของทหารผ่านศึกจากทุกกรณีสงคราม เพื่อแสดงออกถึงความสามัคคีและเกียรติประวัติแห่งการรับใช้ชาติ การประ กอบพิธีวางพวงมาลา ณ อนุสาวรีย์วีรไทย เพื่อแสดงความเคารพและรำลึกถึงผู้ที่เสียสละชีวิตในการปกป้องประเทศชาติ รวมทั้งพิธีเชิดชูเกียรติทหารผ่านศึก ซึ่งเป็นการ ยกย่องคุณู ปการและความกล้าหาญของทหารผ่านศึกให้เป็นที่ประจักษ์แก่สังคมไทย โดยมี พันเอก เสรี ทองคู่ หัวหน้าฝ่ายประชาสัมพันธ์ศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทานภาค 3 /หัวหน้าแผนกผลิต สถานีวิทยุกระจายเสียงกองทัพภาคที่ 3 ร่วมเป็นพิธีกรผู้ดำเนินพิธีฯ

จากนั้น ได้มีการประกอบพิธีสงฆ์ เพื่อความเป็นสิริมงคล และอุทิศส่วนกุศลแด่วีรชนผู้ล่วงลับ อันเป็นการแสดงออกถึงความกตัญญูกตเวทีและการรำลึกถึงความเสียสละอันยิ่งใหญ่ของทหารผู้ปฏิบัติหน้าที่เพื่อประเทศชาติและประชาชน

การจัดพิธีวันทหารผ่านศึกในครั้งนี้ นับเป็นโอกาสอันสำคัญในการร่วมกันแสดงความเคารพ เทิดทูน และสืบสานคุณค่าทางประวัติศาสตร์ของทหารผ่านศึก ตลอดจนเป็นการปลูกฝังจิตสำนึกแห่งความรักชาติ ความสามัคคี และความภาคภูมิใจในความเป็นชาติไทยให้คงอยู่สืบไป


นที มีเดช รายงาน

สสจ.แม่ฮ่องสอน ย้ำ พร้อมดูแลเยียวยาครอบครัวผู้เสียชีวิต กรณีไฟไหม้ ส่วนสาเหตุอยู่ระหว่างกระบวนการสอบสวนตามหลักวิทยาศาสตร์และขั้นตอนที่เกี่ยวข้อง

สสจ.แม่ฮ่องสอน ย้ำ พร้อมดูแลเยียวยาครอบครัวผู้เสียชีวิต กรณีไฟไหม้ ส่วนสา เหตุอยู่ระหว่างกระบวนการสอบสวนตามหลักวิทยาศาสตร์และขั้นตอนที่เกี่ยวข้อง


3 ก.พ.69 บ้านดงสงัด ต.แม่สะเรียง อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน ลูกๆ ญาติพี่น้องได้เตรียมจัดสถานที่เพื่อรอรับศพของ นายแปะคอย วัย 75 ปี กรณีเกิดเหตุเพลิงไหม้ห้องแยกโรค 3 (ความดันลบ) ชั้น 5 ตึกสาละวิน โรงพยาบาลแม่สะเรียง เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 เวลาประมาณ 04.30 น. และ ได้มีการนำศพผู้เสียชีวิต ไปทำการตรวจชันสูตรทางนิติวิทยาศาสตร์ ที่ จ.เชียงใหม่ โดยญาติจะนำศพกลับมาบำเพ็ญกุศลที่บ้านดงสงัดในช่วงเย็นของวันนี้ ซึ่งจะเป็นการสวดอภิธรรมวันแรก

นายแพทย์ทศพล ดิษฐ์ศิริ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดแม่ฮ่องสอน ได้เปิดเผยกับสื่อ มวล ชนในเบื้องต้นกับเหตุการณ์ไฟไหม้ห้องแยกโรค 2 (ความดันลบ) ชั้น 5 ตึกสาละวิน ของ รพ. แม่สะเรียง ว่า ในเบื้องต้นคาดว่า อาจจะเกิดจาก 2 สาเหตุ คือ ส่วนระบบไฟฟ้าในห้องซึ่งเป็นแผงวงจร หรือ เกิดจากอุปกรณ์เครื่องมือทางการแพทย์ ซึ่งต้องรอผลพิสูจน์ของกองพิสูจน์หลักฐาน ในการชี้ชัดว่าต้นเพลิงเกิดจากสาเหตุอะไร

โดยเมื่อวานนี้ สสจ.แม่ฮ่องสอน ได้เดินทางประชุมหารือ และ ให้กำลังใจแก่ผู้บริหารและบุคลากรโรงพยาบาลแม่สะเรียง จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น พร้อมรับฟังการดำเนินงานและการบริหารจัดการของโรงพยาบาลในภาพรวม ในการลงพื้นที่ครั้งนี้ ได้เน้นย้ำการดูแลเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบอย่างเหมาะสมและต่อเนื่อง การดำเนินงานตามกระบวนการด้วยความรอบ คอบ โปร่งใส และการทบทวนระบบความปลอดภัยของสถานพยาบาล เพื่อเสริมสร้างความเชื่อมั่นแก่ประชาชน ผู้รับบริการ และบุคลากรทุกระดับ อย่างไรก็ตาม ทางทีมผู้บริหารยืนยัน ดูแลค่าใช้จ่ายในการจัดการศพให้ทั้งหมด รวมถึงติดต่อพูดคุยกับญาติผู้เสียชีวิต เพื่อหากระบวนการเยียวยาอย่างเต็มความสามารถ

ในส่วนของครอบครัวผู้เสียชีวิต นายเซ่งโจ่ มุ่งมั่นเพชร (เสื้อดำ) ซึ่งเป็นลูกชาย ที่นอนเฝ้าพ่อในคืนเกิดเหตุ ได้เปิดเผยว่า ได้ยินเสียงพ่อเรียก ตอนนั้นเห็นแค่ไฟไหม้บริเวณช่วงขา แต่ไม่สามารถดับได้ จึงวิ่งออกไปเรียกพยาบาล กลับเข้ามาควันก็คลุ้งเต็มห้องทำอะไรไม่ได้แล้ว

ขณะที่ นางสาวพิมพ์พร มุ่งมั่นเพชร ลูกสาวคนสุดท้อง ก็เล่าถึงเหตุการณ์จากคำบอกเล่าของพี่ชาย ซึ่ง พ่อเข้าโรงพยาบาลด้วยโรคปอดและเป็นวัณโรคทางหมอจึงให้ไปอาศัยอยู่ห้องแยกโรค ซึ่งอยู่ด้านในสุดของอาคารสาละวิน ชั้น 5 พึ่งนอน รพ.ได้เพียง 1 วัน เท่านั้น ตนเองก็รู้สึกเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และ สงสัยว่า ทำให้โรงพยาบาลถึงไม่มีระบบการแจ้งเตือนเมื่อเกิดไฟไหม้ ในเบื้องต้น ทาง รพ.พร้อมจะดูแลค่าใช้จ่ายและเยียวยาให้กับครอบครัวตนเอง ซึ่งจะมีการพูดคุยกันอีกครั้ง เมื่อศพของพ่อเดินทางมาถึงในช่วงเย็นของวันนี้



ภานุเดช ไชยสกูล จ.แม่ฮ่องสอน

วีรกรรมทหารไทย กับต้นแบบรูปปั้นทหารเรือในอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ

อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เป็นสัญลักษณ์แห่งความเสียสละของผู้กล้าในสงคราม ประกอบด้วยรูปปั้นนักรบ ๕ เหล่า ได้แก่ ทหารบก, ทหารเรือ, ทหารอากาศ, ตำรวจสนาม และพลเรือน หล่อด้วยทองแดง ขนาดใหญ่กว่าคนจริงถึง ๒ เท่า ผลงานของกลุ่มศิลปินลูกศิษย์ของ ศาสตรา จารย์ศิลป์ พีระศรี ในบรรดารูปปั้นทั้งหมด รูปปั้น ทหารเรือที่อุ้มระเบิดอยู่ในวงแขน เป็นรูปที่มีที่มาจากบุคคลจริง

หลังสงคราม เมื่อ จอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีและผู้บัญชาการทหารสูงสุด เดินทางไปเยี่ยมทหารเรือที่ต้องสละเรือ ณ ท่าวรดิฐ ได้มีการเล่าเหตุการณ์การรบให้รับฟัง โดย พลทหารสิงห์ นาคมี ได้เล่าเรื่องวีรกรรมของพลทหารชุน แซฉั่ว ทหารประจำเรือหลวงธนบุรี แม้เขาจะไม่ได้เสียชีวิตในยุทธนาวีที่เกาะช้าง แต่ได้สร้างวีรกรรมอันกล้าหาญจนเป็นที่กล่าวขานอย่างมาก พร้อมแสดงท่าทางประกอบอย่างทะมัดทะแมง จนมีผู้ถ่ายภาพไว้จำนวนมาก ภาพดังกล่าวได้สร้างความประทับใจแก่ อาจารย์ศิลป์ พีระศรี และถูกนำไปใช้เป็นต้นแบบในการปั้นรูปทหารเรือสำหรับอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ

ในวันรบจริง พลทหารชุน แซ่ฉั่ว มีหน้าที่ลำเลียงกระสุนปืนใหญ่ขึ้นสู่ป้อมปืน ซึ่งเป็นหน้าที่สำคัญอย่างยิ่ง เพราะหากป้อมปืนขาดกระสุน เรือย่อมตกเป็นเป้าให้ข้าศึกยิงฝ่ายเดียว ระหว่างปฏิบัติหน้าที่ กระสุนจากเรือรบฝรั่งเศสได้ระเบิดในเรือ สะเก็ดระเบิดตัดแขนขวาของเขาเกือบขาด แม้จะได้รับคำสั่งให้ไปปฐมพยาบาล แต่เขายังคงใช้แขนซ้ายเพียงข้างเดียว ลำเลียงกระสุนขึ้นป้อมปืนอย่างไม่ย่อท้อ จนกระทั่งข้าศึกถอยทัพ จึงยอมเข้ารับการรักษา
วีรกรรมอันทรหดกล้าหาญนี้ ส่งผลสำคัญต่อชัยชนะในยุทธนาวีเกาะช้าง พลทหารชุน แซ่ฉั่ว จึงได้รับเหรียญกล้าหาญ และเลื่อนยศเป็น พันจ่าเอกชุน แซ่ฉั่ว

นอกจากนี้ ยังมีทหารเรือเชื้อสายจีนอีกหลายคนที่สร้างวีรกรรมอันยิ่งใหญ่ในสงครามอินโดจีน เช่น พลทหารเอ่ง แซ่ลิ้ม แห่งเรือหลวงธนบุรี ผู้แม้ได้รับบาดเจ็บสาหัสจากการระเบิด ก็ยังนำคำสั่งสุดท้ายของผู้บังคับการไปถึงห้องเครื่อง และช่วยรบต่อจนพิการตลอดชีวิต และพลทหารป๋อไล้ แซ่เฮง แห่งเรือหลวงชลบุรี ผู้ปฏิบัติหน้าที่สังเกตการณ์บนยอดเสากระโดง รายงานการเคลื่อนไหวของข้าศึกจนวินาทีสุดท้าย แม้จะถูกยิงจนเสียชีวิต ก็ยังปลอบใจเพื่อนทหารก่อนสิ้นใจ

ทหารทั้งสามนายล้วนได้รับเหรียญกล้าหาญ เลื่อนยศเป็นพันจ่าเอก และมีชื่อจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ชาติไทย เรื่องราวเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า ไม่ว่าทหารไทยจะมีเชื้อสายใด หากเกิดและเติบโตบนแผ่นดินไทย ก็มีหัวใจไทย รักชาติ และพร้อมสละชีวิตเพื่อประเทศชาติไม่ต่างกัน พวกเขาไม่ได้เป็นเพียงผู้ที่อาศัยอยู่ในแผ่นดินนี้ หากแต่เป็นผู้ที่ยืนหยัดปกป้องแผ่นดินด้วยชีวิต

#วันทหารผ่านศึก #กองทัพเรือ


นที มีเดช รายงาน

ฝึกฝน พัฒนาศักยภาพ มุ่งสู่การฝึกนักศึกษาวิชาทหารอย่างมีมาตรฐาน ปลอดภัย และทันสมัย เพื่อสร้างกำลังสำรองที่มีคุณภาพของประเทศชาติต่อไป

ฝึกฝน พัฒนาศักยภาพ – มุ่งสู่การฝึกนักศึกษาวิชาทหารอย่างมีมาตรฐาน ปลอดภัย และทันสมัย เพื่อสร้างกำลังสำรองที่มีคุณภาพของประเทศชาติต่อไป

เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2569 พลตรี อภิเดช ผลทวี ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 31 เป็นประธานเปิดพิธีการฝึกภาคสนาม นักศึกษาวิชาทหาร (Reserve Officer Training Corps : ROTC) ให้กับนักศึกษาวิชาทหารจากสถานศึกษากว่า 100 โรงเรียน ตามแผนการฝึกประจำปี โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างระเบียบวินัย พัฒนาศักยภาพด้านร่างกายและจิตใจ ตลอดจนเพิ่มพูนความรู้และทักษะทางการทหารขั้นพื้นฐานให้กับนักศึกษาวิชาทหารอย่างเป็นระบบ ณ หน่วยฝึกนักศึกษาวิชาทหาร มณฑลทหารบกที่ 31 จังหวัดนครสวรรค์

การฝึกภาคสนามในครั้งนี้ มุ่งเน้นให้ผู้เข้ารับการฝึกตระหนักถึงความสำคัญของการฝึกควบคู่กับความปลอดภัยเป็นอันดับแรก เพื่อสร้างพื้นฐานที่มั่นคงในการพัฒนาตนเองและเตรียมความพร้อมเป็นกำลังสำรองของประเทศชาติในอนาคต หน่วยฝึกได้จัดเตรียมสถานที่ อุปกรณ์ และครูฝึกที่มีความรู้ความสามารถอย่างเพียงพอ พร้อมบูรณาการการดูแลด้านสาธารณสุข โดยมีทีมแพทย์และพยาบาลจากโรงพยาบาลค่ายจิรประวัติ มณฑลทหารบกที่ 31 ดูแลสุขภาพและเฝ้าระวังอาการเจ็บป่วยของนักศึกษาวิชาทหารอย่างใกล้ชิดตลอดระยะเวลาการฝึก เพื่อให้การฝึกเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและปลอดภัยสูงสุด

ในส่วนของเนื้อหาการฝึก ได้กำหนดกิจกรรมที่หลากหลายและครอบคลุมทักษะทางการทหารที่จำเป็น อาทิ การฝึกพรางกำลัง การตรวจการณ์ และการรายงาน เพื่อเสริมสร้างความสามารถในการสังเกต วิเคราะห์สถานการณ์ และถ่ายทอดข้อมูลอย่างถูกต้องรวดเร็ว การเดินทางไกลเข้าพื้นที่ฝึก เพื่อพัฒนาความอดทน ความแข็งแกร่งของร่างกายและจิตใจ ตลอดจนความมีวินัยในการปฏิบัติตามคำสั่ง การฝึกอ่านแผนที่และการใช้เข็มทิศ เพื่อเสริมสร้างทักษะด้านการนำทางและการกำหนดทิศทางในพื้นที่ต่าง ๆ

นอกจากนี้ ยังมีการฝึกการปฐมพยาบาลและการช่วยฟื้นคืนชีพ (CPR) และการใช้เครื่องกระตุกหัวใจไฟฟ้าอัตโนมัติ (AED) เพื่อให้นักศึกษาวิชาทหารสามารถช่วยเหลือตนเองและผู้อื่นได้อย่างถูกต้องในสถานการณ์ฉุกเฉิน รวมถึงการฝึกหมู่ ปล. ในการเข้าตี ตั้งรับ ถอนตัว และการพรางบุคคลทำการรบในเวลากลางวัน เพื่อพัฒนาการทำงานเป็นทีม การปฏิบัติภารกิจตามบทบาทหน้าที่ และการเคลื่อนที่อย่างเป็นระบบ ตลอดจนการฝึกบุคคลทำการรบในเวลากลางคืน เพื่อเสริมสร้างความรอบคอบและการควบคุมตนเองภายใต้ทัศนวิสัยจำกัด

มณฑลทหารบกที่ 31 ยังคงมุ่งมั่นพัฒนาการฝึกนักศึกษาวิชาทหารให้มีคุณภาพตามมาตรฐานกองทัพบก ควบคู่กับการให้ความสำคัญด้านความปลอดภัยในทุกขั้นตอนของการฝึก พร้อมบูรณาการการดูแลด้านสาธารณสุขโดยโรงพยาบาลค่ายจิรประวัติ มณฑลทหารบกที่ 31 เพื่อพัฒนานักศึกษาวิชาทหาร ให้มีความรู้ ความสามารถ ทันสมัย มีวินัย มีความเข้มแข็งทั้งร่างกายและจิตใจ และพร้อมเป็นกำลังสำคัญของประเทศชาติต่อไป


นที มีเดช รายงาน

ด่วน!! จนท.ระดมกำลังเร่งดับไฟป่าพบมีคนแอบจุดไฟหาผักหวาน โทษหนักปรับ2ล้าน วันนี้ควบคุมไฟได้แล้ว

ด่วน!! จนท.ระดมกำลังเร่งดับไฟป่าพบมีคนแอบจุดไฟหาผักหวาน โทษหนักปรับ 2 ล้าน วันนี้ควบคุมไฟได้แล้ว

วันนี้ 3 กพ.69 ที่สถานีควบคุมไฟป่าหุบกะพง อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี นายธีรชาติ เปียประดิษฐ์ ผู้อำนวยการส่วนควบคุมและปฏิบัติการไฟป่า นายพัฒนพันธ์ เจือจันทร์ และหัวหน้าพื้นที่เตรียมการประกาศเขตห้ามล่าสัตว์ป่าชะอำ-บ้านโรง นายพัชระ ทรัพย์เจริญ หัวหน้าสถานีควบคุมไฟป่าหุบกะพง นายศักดิ์นเรนทร์ อยู่สมบูรณ์ หน.สถานีควบคุมไฟป่าแก่งกระจาน (ตอนบน) สถานีควบคุมไฟป่าหนองพลับ-ห้วยสัตว์ใหญ่ ผู้ใหญ่บ้านห้วยหิน ผู้ใหญ่บ้านไร่เนิน อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี ได้สนธิกำลังเจ้าหน้าที่ไฟป่าและเครือข่ายอาสาสมัครดับไฟป่าบ้านโค้งตาบาง เข้าพื้นที่ดับไฟป่าในพื้นที่เตรียมการกำหนดเป็นเขตห้ามล่าสัตว์ป่าชะอำ-บ้านโรง เนื้อที่ประมาณ 2,000ไร่ ซึ่งมีพื้นที่เขตติดต่อ อ.ชะอำ อ.ท่ายาง เพื่อเร่งเข้าควบคุมสถาน การณ์ไฟป่าที่ลุกลาม หลังได้รับแจ้งจากดาวเทียม Suomi NPP ที่ตรวจพบจุดความร้อน (hotspots)พิกัดที่ 47P 591689 1414459 N ในพื้นที่ม.10 บ้านห้วยหินเพลิง ต.เขากระปุก อ.ท่ายาง จ.เพชรบุรี

โดยเจ้าหน้าที่ พบไฟป่าลุกไหม้ ในพื้นที่ประมาณ 10 ไร่ ก่อนกระจายกำลัง เดินเท้า และรถจักรยานยนต์วิบาก เข้าพื้นที่ใช้อุปกรณ์ดับไฟป่า พร้อมทำแนวกันไฟเพื่อไม่ให้ลุกลาม ตลอดกว่า 8 ชั่วโมง ด้วยความยากลำบาก พื้นที่บางจุดเป็นพื้นที่ลาดชัน เดินเท้าเข้าได้ยาก โดยพบกลุ่มควันพ่วยพุ่ง ลอยไปในอากาศเป็นจำนวนมาก ส่งผลกระทบให้ มี ฝุ่น PM 2.5 กระทบต่อหมู่บ้าน ชุมชน และเมืองท่องเที่ยวหาดชะอำ เบื้องต้นจากการตรวจสอบพบพื้นที่ป่าเบญจพรรณและป่าเต็งรัง ได้รับความเสียหายสะสม ประมาณ 950 ไร่ เบื้องต้นคาดสาเหตุ มีคนมาลักลอบจุดไฟเพื่อหาผักหวานป่า หากผู้ใดฝ่าฝืนเผาป่า มีโทษ จำคุก 20 ปี ปรับ 2 ล้านบาท หรือประชาชนท่านใด มีเบาะแส แจ้งเข้ามาได้ที่สายด่วน พิทักษ์ ป่า 1362 ตลอด 24 ชั่วโมง

นายพัชระ ทระพย์เจริญ หัวหน้าสถานีควบคุมไฟป่าหุบกะพง เปิดเผยว่า ไฟป่าได้เกิดขึ้นตั้ง แต่เมื่อช่วงเดือน มกราคมที่ผ่านมา ได้ระดมกำลังเจ้าหน้าที่เข้าดับไปป่าไปหลายรอบ โดยหลังจากเจ้าหน้าที่ทำการดับไฟป่าแล้วเสร็จ ก็คาดว่ามีบุคคลลักลอบหาผักหวาน เข้าไปตามจุด ไฟตามหลัง เจ้าหน้าที่เพิ่มขึ้นมาอีก จึงอยากประชาสัมพันธ์ขอความร่วมมือชาวบ้าน และประชาชนในพื้นที่ ขออย่าทำการจุดไฟเผาป่า หาผักหวาน เนื่องจากส่งผลกระทบให้ ชุมชนและเมืองท่องเที่ยวมีค่าฝุ่น PM 2.5 เพิ่มขึ้น อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพประชาชนและนักท่องเที่ยว พร้อมกันนี้ยังมีบทลงโทษที่รุนแรง อีกด้วย


///////บรรณรต เจริญกิจสัมพันธ์ จังหวัดเพชรบุรี