“นายกแก้ว” จากยูยิตสูชนะขาด นั่งบอร์ดการกีฬาเป็นสมัยที่สอง

เมื่อวันที่ 2 ส.ค.2569 ดร.ก้องศักดิ์ ยอดมณี ผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย และ นพ.มีชัย อินวู๊ด รองผู้ว่าการกีฬาฯ ฝ่ายบริหาร เป็นประธานอนุกรรมการ การเลือกตั้งกรรมการ การกีฬาแห่งประเทศไทย ประเภทผู้แทนสมาคมกีฬาฯ ที่ใช้คำว่า “แห่งประเทศไทย” ที่ห้องประชุม ชั้น 25 อาคารเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบ พระชนมพรรษา กกท. หัวหมาก

ทั้งนี้ กกท. ได้ประกาศรับสมัครผู้สนใจเข้ารับเลือกเป็นกรรมการ การกีฬาแห่งประเทศไทย ประเภทผู้แทนสมาคมกีฬาฯ ที่ใช้คำว่า “แห่งประเทศไทย” โดยมีผู้สมัครจำนวน 2 คน ได้แก่ นายสุรเชษฐ์ จันทร์ดวงโต นายกสมาคมกีฬางัดข้อแห่งประเทศไทย กับ “นายกแก้ว” ผศ. ชาญชัย สุขสุวรรณ์ นายกสมาคมกีฬายูยิตสูแห่งประเทศไทย

ผลการเลือกตั้ง ปรากฏว่า นายสุรเชษฐ์ได้ 8 คะแนน ขณะที่ รศ.ชาญชัย สุขสุวรรณ์ ได้ 44 คะแนน โดยผู้มีสิทธิสามารถลงคะแนนได้ 84 คน มาใช้สิทธิลงคะแนน 54 คน (เป็นบัตรดี 52 ใบ และบัตรเสีย 1 ใบ,ไม่ประสงค์ลงคะแนน ทำให้ รศ.ชาญชัย ได้เข้ามาเป็นบอร์ด กกท.สมัยที่ 2

สำหรับเกณฑ์การเลือกตั้งหลังเสร็จสิ้นการลงคะแนนเสียงแล้วนั้น ได้ให้มีสิทธิยื่นคำคัดค้านต่อคณะกรรมการดำเนินการเลือกตั้งฯ ภายใน 3 วัน นับแต่วันเลือก และหากไม่มีคำคัดค้าน คณะกรรมการเลือกฯ จะนำเสนอรายชื่อต่อ รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา และประกาศรายชื่อ ต่อไป

ภายหลังจากการเลือกตั้งเสร็จสิ้น รศ.ชาญชัย สุขสุวรรณ์ นายกสมาคมกีฬายูยิตสูแห่งประ เทศไทย กล่าวว่า ต้องขอขอบคุณท่านนายกสมาคมกีฬาฯ ทุกท่านที่เสียสละเวลามาทำการเลือกตั้งครั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็น ท่านชัยภักดิ์ ศิริวัฒน์, นายพิชัย ชุณหวชิร, นายสุชัย พรชัยศักดิ์อุดม, คุณนวลพรรณ ล่ำซำ, พล.อ.เดชา เหมกระศรี, พล.ต.อ.อิทธิพล อัจฉริยะประสิทธิ์, คุณธนา ไชยประสิทธิ์, พ.ต.ท.กุลธน ประจวบเหมาะ, นายชลิตรัตน์ จันทรุเบกษา, ดร.สุวรรณา ศิลปอาชา, นายสันติโหลทอง, รอ.ธรรมมนัส พรหมเผ่า, คุณนฤมล ศิริวัฒน์, นายสุนทร จารุมนต์ รวมถึงท่านนายกสมาคมกีฬาทุกท่านที่ลงคะแนนเสียงให้ ต้องขอขอบพระคุณในความไว้วางใจ โดยหลังจากนี้คงต้องรอการพิจารณาเมื่อทุกอย่างผ่านพ้นด้วยดีก็พร้อมทำหน้าที่เป็นผู้แทนให้กับสมาคมกีฬาเป็นปากเสียงให้ทุกอย่าง โดยเฉพาะการประสานงานกับกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ กับการกีฬาแห่งประเทศไทย


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

เวทีแห่งเกียรติยศ GLOBAL WORLD AWARDS 2026 ยกย่องผู้มีผลงานโดดเด่นด้านธุรกิจ การท่องเที่ยว และสังคม

กรุงเทพฯ – ปิดฉากอย่างยิ่งใหญ่! “GLOBAL WORLD AWARDS 2026” มอบรางวัลเกียรติยศระดับนานาชาติ เชิดชูบุคคลและองค์กรต้นแบบจากหลากหลายสาขา

เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2569 ณ คาลิโซ่ เอเชียทีค เดอะรีเวอร์ กรุงเทพฯ ผ่านพ้นไปอย่างยิ่งใหญ่ สำหรับงาน GLOBAL WORLD AWARDS 2026 ที่จัดขึ้น ณ Calypso Asiatique The Riverfront เมื่อวันที่ 2 ส.ค.2569 ที่ผ่านมา เวทีมอบรางวัลเกียรติยศระดับนานาชาติ ซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศไทย เพื่อเชิดชูบุคคล องค์กร ผู้ประกอบการ อินฟลูเอนเซอร์ ยูทูบเบอร์ เน็ตไอดอล และผู้มีผลงานโดดเด่นจากหลากหลายสาขา ที่สร้างคุณประโยชน์ให้แก่สังคม เศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และการพัฒนาประเทศ

ภายในงานได้รับเกียรติจาก พ่อหม่อม พลตรีหม่อมหลวงวัยวัฒน์ จักรพันธุ์ ให้เกียรติเป็น ประธานในพิธีมอบรางวัล แก่ผู้ได้รับการคัดเลือกจากหลากหลายสาขา สร้างความภาคภูมิใจแก่ผู้รับรางวัลและผู้เข้าร่วมงานเป็นอย่างยิ่ง

บรรยากาศภายในงานเป็นไปอย่างอบอุ่นและคึกคัก มีผู้ได้รับการเสนอชื่อและเข้าร่วมรับรางวัลจากทั้งในประเทศและต่างประเทศ พร้อมเปิดโอกาสให้เกิดการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างภาคธุรกิจ ภาคการท่องเที่ยว และองค์กรนานาชาติ

การจัดงานครั้งนี้สำเร็จลุล่วงด้วยความร่วมมือของคณะผู้จัดงาน ประกอบด้วย :

  • คุณกล้ามชาย จีนสวัสดิ์ ประธานโครงการเก้าเสาหลักพิทักษ์แผ่นดิน และประธานที่ปรึกษากิตติมศักดิ์สมาคมสมาพันธ์การท่องเที่ยวไทย
  • คุณกฤษณา จีนสวัสดิ์ นายกสมาคมสมาพันธ์การท่องเที่ยวไทย
  • คุณก๊อต ดราก้อน ที่ปรึกษาสมาคมสมาพันธ์การท่องเที่ยวไทย
  • คุณ Serdar Atila ผู้ช่วย Mr. Faruk Alkaya ประธานองค์กร i.O.F.F. ซึ่งร่วมประสานความร่วมมือกับเครือข่ายนานาชาติ

ภายในงานได้มีการมอบรางวัลเกียรติยศในหลายสาขา รวมถึง ATTOF Tourism World Award of Excellence 2026 เพื่อยกย่องบุคคลและองค์กรที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว การพัฒนาสังคม ธุรกิจ และการสร้างชื่อเสียงให้ประเทศไทยในเวทีระดับนานาชาติ

การจัดงาน GLOBAL WORLD AWARDS 2026 ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของการเชื่อมโยงเครือข่ายความร่วมมือระหว่างประเทศไทยกับนานาประเทศ พร้อมส่งเสริมการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ การลงทุน และการพัฒนาศักยภาพด้านการท่องเที่ยว เศรษฐกิจ และอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ อันจะนำไปสู่การสร้างโอกาสใหม่ๆ ในระดับสากลต่อไป

งานในครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของผู้จัดงานในการยกระดับเวทีรางวัลของประเทศไทยสู่มาตรฐานสากล พร้อมสร้างแรงบันดาลใจให้บุคคลและองค์กรที่อุทิศตนเพื่อสังคม ได้รับการยอมรับและเชิดชูเกียรติในระดับนานาชาติอย่างสมเกียรติ


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

สศก. ร่วมกับ กสก. ลุยต่อเนื่อง ปิดจ๊อบฐานข้อมูลเกษตร 75,000 หมู่บ้าน ดึง อกม. สำรวจพื้นที่คงเหลือ 18,000 หมู่บ้านผ่าน Frame-asa ปี 2569

สศก. ร่วมกับ กสก. ลุยต่อเนื่อง ปิดจ๊อบฐานข้อมูลเกษตร 75,000 หมู่บ้าน ดึง อกม. สำรวจพื้นที่คงเหลือ 18,000 หมู่บ้านผ่าน Frame-asa ปี 2569

นายพีรพันธ์ คอทอง เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า ข้อมูลสารสนเทศการเกษตรที่ถูกต้องและเป็นปัจจุบัน เป็นพื้นฐานสำคัญในการวิเคราะห์สถาน การณ์ วางแผนการผลิต และกำหนดมาตรการด้านการเกษตรให้สอดคล้องกับสภาพพื้นที่จริง เนื่องจากโครงสร้างการผลิตสินค้าเกษตรของแต่ละหมู่บ้านมีความแตกต่างกัน ทั้งชนิดสินค้า จำนวนเกษตรกร พื้นที่เพาะปลูก การเลี้ยงปศุสัตว์ และการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ดังนั้น การมีฐานข้อมูลระดับหมู่บ้านที่ชัดเจน จึงเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการพัฒนาระบบข้อมูลเกษตรของประ เทศให้สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง

สศก. โดยศูนย์สารสนเทศการเกษตร จึงดำเนิน โครงการจัดทำข้อมูลกรอบตัวอย่างสำหรับการสำรวจ (Sampling for List Frame Survey) โดยอาสาสมัครเกษตรหมู่บ้าน (อกม.) ภายใต้โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดทำสารสนเทศการเกษตรและการบริหารจัดการข้อมูลขนาดใหญ่ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 โดยบูรณาการความร่วมมือกับกรมส่งเสริมการเกษตร (กสก.) เพื่อจัดทำฐานข้อมูลกรอบตัวอย่างของกิจกรรมการเกษตรระดับหมู่บ้าน สำหรับใช้เป็นฐานในการสำรวจด้วยตัวอย่าง และสนับสนุนการวิเคราะห์ข้อมูลสารสนเทศการเกษตร โดยข้อมูลกรอบตัวอย่างเปรียบเสมือนฐานข้อมูลตั้งต้นที่ช่วยให้การสำรวจครอบคลุม เลือกกลุ่มตัวอย่างได้เหมาะสม และสะท้อนภาพการผลิตจริงได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

นายพีรพันธ์ฯ กล่าวว่า หัวใจสำคัญของการดำเนินงานครั้งนี้ คือการดึงศักยภาพของ อกม. ซึ่งเป็นผู้ใกล้ชิดกับเกษตรกรและรู้ข้อมูลการเกษตรของหมู่บ้านเป็นอย่างดี เข้ามามีบทบาทในการสำรวจภาคสนาม ผ่านการทำงานร่วมกับเจ้าหน้าที่ กสก. และ สศก. พร้อมใช้ระบบบันทึกข้อมูลดิจิทัล Frame-asa เป็นเครื่องมือสนับสนุน เพื่อให้ข้อมูลสะท้อนสถานการณ์ในพื้นที่ได้ดียิ่งขึ้น ขณะเดียวกันยังเป็นการยกระดับ อกม. ให้เป็นเครือข่ายด้านข้อมูลการเกษตรระดับหมู่บ้าน และเป็นกลไกเชื่อมโยงข้อมูลจากพื้นที่สู่การใช้ประโยชน์เชิงนโยบาย

สำหรับการดำเนินงานของโครงการได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี พ.ศ.2566-2569 โดยมีเป้าหมายจัดทำข้อมูลกรอบตัวอย่างสำหรับการสำรวจให้ครอบคลุมทั่วประเทศ รวมประมาณ 75,000 หมู่บ้าน ทั้งนี้ ในปีงบประมาณ พ.ศ.2569 ถือเป็นปีเป้าหมายสำคัญในการดำเนินการให้ครบถ้วน โดยยังเหลือพื้นที่เป้าหมายกว่า 18,000 หมู่บ้าน ในเขตความรับผิดชอบของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 4 และ 5 ได้แก่ มหาสารคาม, ร้อยเอ็ด, กาฬสินธุ์, ขอนแก่น, สุรินทร์, บุรีรัมย์, ชัยภูมิ และนครราชสีมา ซึ่งจะดำเนินการจัดเก็บข้อมูลสินค้าเกษตร 26 ชนิด ครอบคลุมทั้งพืชไร่ ไม้ผลไม้ยืนต้น ปศุสัตว์ และการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ เพื่อให้มีฐานข้อมูลกรอบตัวอย่างที่ครอบคลุมและสามารถนำไปใช้สนับสนุนการสำรวจและวิเคราะห์ข้อมูลสารสนเทศการเกษตรได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ การดำเนินงานในพื้นที่เป็นไปตามแผนการขับเคลื่อนร่วมกันระหว่าง สศก. และ กสก. โดยมีการจัดเตรียมระบบเว็บแอปพลิเคชัน Frame-asa สำหรับใช้บันทึกข้อมูลภาคสนาม พร้อมประชุมชี้แจงแนวทางการจัดเก็บข้อมูลและการใช้งานระบบให้แก่เจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตร สศท. และผู้เกี่ยวข้อง ก่อนถ่ายทอดแนวทางปฏิบัติให้แก่ อกม. ในพื้นที่ โดย อกม. จะบันทึกข้อมูลกิจกรรมการเกษตรของเกษตรกรในหมู่บ้าน ครอบคลุมสินค้าเกษตรเป้าหมาย 26 ชนิด อาทิ จำนวนครัวเรือนที่ทำการเกษตร เนื้อที่เพาะปลูกหรือเนื้อที่ให้ผล จำนวนสัตว์เลี้ยง มาตรฐานการผลิต แหล่งจำหน่ายผลผลิต และราคาที่ขายได้ จากนั้นจะมีการติด ตามความก้าวหน้า ยืนยันการบันทึกข้อมูล ตรวจสอบคุณภาพข้อมูลทั้งในระบบและภาคสนาม ก่อนนำไปประมวลผล วิเคราะห์ปรับปรุง และรายงานผลตามแผนงานต่อไป

“การจัดทำข้อมูลกรอบตัวอย่างสำหรับการสำรวจโดย อกม. เป็นการวางรากฐานสำคัญให้ระบบข้อมูลเกษตรของประเทศมีความครบถ้วน แม่นยำ และเชื่อมโยงกับพื้นที่จริงมากขึ้น ที่สำคัญยังเป็นการยกระดับบทบาทของ อกม. ในฐานะผู้รู้ข้อมูลการเกษตรระดับหมู่บ้าน ให้เป็นกำลังสำคัญในการสนับสนุนการทำงานของ กสก. และ สศก. เพื่อนำข้อมูลจากพื้นที่ไปใช้วิเคราะห์ วางแผน และกำหนดนโยบายด้านการเกษตรได้ตรงกับความต้องการของเกษตร กรและพื้นที่มากยิ่งขึ้น” นายพีรพันธ์ฯ กล่าว


ข่าว : ส่วนประชาสัมพันธ์
ข้อมูล : ศูนย์สารสนเทศการเกษตร

สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

ศุลกากร จับมือ ตชด. พร้อม AOT เปิดปฏิบัติการ “Scent Enforcer” ส่งทีม K-9 เสริมทัพสกัดกั้นยาเสพติดข้ามชาติ ปิดทางผ่านไทย ณ สนามบินสุวรรณภูมิ

ศุลกากร จับมือ ตชด. พร้อม AOT เปิดปฏิบัติการ “Scent Enforcer” ส่งทีม K-9 เสริมทัพสกัดกั้นยาเสพติดข้ามชาติ ปิดทางผ่านไทย ณ สนามบินสุวรรณภูมิ

กรมศุลกากรขานรับนโยบายรัฐบาล ร่วมมือกับกองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) และหน่วยงานภาคีเครือข่าย เปิดตัวปฏิบัติการการบูรณาการความร่วมมือโดยใช้สุนัขตรวจค้น (Scent Enforcer) เข้าสนับสนุนการตรวจคัดกรองสัมภาระผู้โดยสารขาออกระหว่างประเทศ ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ มุ่งยกระดับประสิทธิ ภาพการสกัดกั้นการลักลอบลำเลียงยาเสพติดข้ามชาติ และป้องกันไม่ให้ประเทศไทยถูกใช้เป็นเส้นทางผ่านขององค์กรอาชญากรรมระหว่างประเทศ

นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร เปิดเผยว่า กรมศุลกากรขานรับนโยบายเร่งด่วนของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และ ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ที่เน้นย้ำให้เข้มงวดในการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด โดยมุ่งบูรณาการทำงานร่วมกับทุกภาคส่วน ในการเฝ้าระวังการลักลอบนำเข้า- ส่งออก และนำผ่านยาเสพติดให้โทษทุกช่องทาง ทั้งท่าอากาศยาน ด่านชายแดน และระบบพัสดุไปรษณีย์ทั่วประเทศ รวมถึงการบังคับใช้กฎ หมายอย่างเข้มงวดและสกัดกั้นอย่างเข้มข้นในทุกมิติเพื่อป้องกันการลักลอบขนส่งยาเสพติดโดยมุ่งใช้ประเทศไทยเป็นทางผ่านเนื่องจากโครงสร้างพื้นฐานด้านภูมิศาสตร์ของไทยใกล้ชิดกับแหล่งผลิตยาเสพติด โดยปัจจุบันมีการตรวจพบการลักลอบขนส่งยาเสพติดผ่านผู้โดยสารทางอากาศอย่างต่อเนื่อง ซึ่งมีลักษณะการซุกซ่อนยาเสพติดในรูปแบบต่างๆ ทั้งภายในร่างกาย บริเวณรอบตัว กระเป๋าสัมภาระ รวมถึงการรับฝากหิ้วของ ซึ่งส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นของประเทศ

ด้วยเหตุนี้ที่ประชุมคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน จึงได้พิจารณาวิธีแก้ไขปัญหาดังกล่าวร่วมกัน และได้มีมติในคราวประชุม
ครั้งที่ 2/2569 เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2569 เห็นชอบให้บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) บูรณาการ การปฏิบัติงานร่วมกับกรมศุลกากรและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการตรวจค้น เฝ้าระวัง และสกัดกั้นการลำเลียงยาเสพติดออกนอกประเทศ โดยการนำสุนัขตรวจค้น K9 มาใช้สนับสนุนตรวจคัดกรองและบ่งชี้สัมภาระต้องสงสัย อันนำมาสู่การบูรณาการความร่วมมือโดยใช้สุนัขตรวจค้น (Scent Enforcer) ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ซึ่งสะท้อนเจตนารมณ์ร่วมระหว่างหน่วยงานภาคีเครือข่าย อันได้แก่ กรมศุลกากร กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน ชุดปฏิบัติการ AITF สถานีตำรวจภูธรท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) ในการปกป้องสังคมและแก้ไขปัญหาการลักลอบยาเสพติดระหว่างประเทศร่วมกันให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

ด้าน พล.ต.ท.รุ่งโรจน์ ฐากูรปุณยสิริ ผู้บัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน กล่าวว่า การปฏิบัติการครั้งนี้ถือเป็นโอกาสอันดีที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะได้บูรณาการความร่วมมือในการสกัดกั้นยาเสพติด เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและยกระดับมาตรการสกัดกั้นยาเสพติดสู่ระดับสากล โดยใช้สุนัขตรวจค้นเข้าเสริมศักยภาพ ทั้งนี้ กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน มีความพร้อมที่จะสนับสนุนการดำเนินโครงการอย่างเต็มกำลัง และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าการปฏิบัติงานร่วมกันในครั้งนี้ จะก่อให้เกิดการแลกเปลี่ยน ความรู้ เทคนิค และประสบการณ์ ระหว่างเจ้าหน้าที่ของทุกหน่วยงาน อันจะเป็นประโยชน์ต่อการปฏิบัติภารกิจร่วมกันในอนาคต

และด้านนายกิตติพงศ์ กิตติขจร ผู้อำนวยการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เปิดเผยว่า ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (ทสภ.) ในฐานะท่าอากาศยานหลักของประเทศ พร้อมให้การสนับ สนุนการปฏิบัติงานของทุกหน่วยงานด้านความมั่นคงอย่างเต็มที่ เพื่อยกระดับมาตรการป้องกันและสกัดกั้นการลักลอบนำสิ่งผิดกฎหมายออกนอกราชอาณาจักร โดยเฉพาะยาเสพติด ซึ่งเป็นภารกิจสำคัญที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องการบูรณาการความร่วมมือระหว่าง ทสภ. กรมศุลกากร กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการนำสุนัขตรวจค้น (Scent Enforcer) มาเสริมการปฏิบัติงานร่วมกันในครั้งนี้จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการตรวจค้นผู้โดยสารและสัมภาระขาออกระหว่างประเทศให้ดียิ่งขึ้น โดย ทสภ. พร้อมสนับสนุนการดำเนินงานในทุกด้าน ทั้งการอำนวยความสะดวก การจัด สรรพื้นที่ การประสานการปฏิบัติงาน ร่วมกับฝ่ายรักษาความปลอดภัย เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับมาตรฐานการรักษาความปลอดภัยด้านการบินระหว่างประเทศ และสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้โดยสาร สายการบิน ฟื้นฟูภาพลักษณ์ที่ดีให้กับประเทศต่อไป

อธิบดีกรมศุลกากร กล่าวทิ้งท้ายว่า โครงการ “Scent Enforcer” ไม่ได้เป็นเพียงการนำสุนัขตรวจค้นมาเสริมศักยภาพการปฏิบัติงาน แต่เป็นต้นแบบของการบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐในการรับมือภัยคุกคามจากยาเสพติดอย่างเป็นระบบ ด้วยการผสานทั้งกำลังคน ข้อมูลข่าวกรอง เทคโนโลยี และความเชี่ยวชาญเข้าด้วยกัน เพื่อยกระดับการสกัดกั้นยาเสพติดให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น พร้อมยืนยันความมุ่งมั่นของกรมศุลกากรในการปกป้องสังคมไทย ไม่ให้ประเทศไทยตกเป็นเส้นทางลำเลียงยาเสพติดขององค์กรอาชญากรรมข้ามชาติและร่วมสร้างความเชื่อมั่นต่อระบบความมั่นคงและการคมนาคมระหว่างประเทศของไทยอย่างยั่งยืน


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

มูลนิธิกองทุนนิยมไทย จับมือ กระทรวงวัฒนธรรม แถลงเปิดตัวโครงการ ประกวดอัตลักษณ์อาหารภูมิภาค “รสถิ่นไทย” เฟ้นหาเมนูต้นตำรับ 4 ภูมิภาค ดัน Soft Power สู่ระดับโลก

มูลนิธิกองทุนนิยมไทย จับมือ กระทรวงวัฒนธรรม แถลงเปิดตัวโครงการ ประกวดอัตลักษณ์อาหารภูมิภาค “รสถิ่นไทย” เฟ้นหาเมนูต้นตำรับ 4 ภูมิภาค ดัน Soft Power สู่ระดับโลก

เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2569 มูลนิธิกองทุนนิยมไทย ร่วมกับกระทรวงวัฒนธรรม โดยกรมส่งเสริมวัฒนธรรม แถลงข่าวเปิดตัวโครงการประกวดอัตลักษณ์อาหารภูมิภาค “รสถิ่นไทย” ณ มูลนิธิกองทุนนิยมไทย เขตบางรัก กรุงเทพฯ เพื่อรวบรวม ยกระดับ และส่งเสริมอัตลักษณ์อาหารท้องถิ่นไทยสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ และการท่องเที่ยวเชิงอาหาร อย่างยั่งยืน

งานแถลงข่าวได้รับเกียรติจาก นายสมใจนึก เองตระกูล ประธานมูลนิธิกองทุนนิยมไทย (อดีตปลัดกระทรวงการคลัง) และ นายยุทธนา หยิมการุณ กรรมการมูลนิธิกองทุนนิยมไทย และหัวหน้าคณะทำงาน (อดีตอธิบดีกรมธนารักษ์) พร้อมด้วยผู้แทนจากกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม และผู้แทนจากสถาบันการศึกษา ได้แก่ ดร.เมธาวิน สาระยาน รองอธิการบดีฝ่ายการพัฒนานักศึกษาและกิจการพิเศษ มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี,ผศ.ยิ่งศักดิ์ เพชรนิล รองอธิการบดีฝ่ายบริหารจัดการทรัพย์สิน มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย, ผศ.พงศ์พิพัฒน์ มากช่วย รองผู้อำนวยการสำนักศิลปะและวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี รวมถึงผู้แทนจากมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร เข้าร่วมงานอย่างพร้อมเพรียง

นายสมใจนึก เองตระกูล ประธานมูลนิธิกองทุนนิยมไทย เปิดเผยว่า โครงการนี้มุ่งเน้นการอนุรักษ์และสืบสานภูมิปัญญาด้านอาหารไทย ควบคู่กับการพัฒนาทักษะวิชาชีพด้านการประกอบอาหาร สร้างโอกาสในการเพิ่มรายได้ให้แก่ผู้ประกอบการ ชุมชน และเครือข่ายท้องถิ่น โดยบูรณาการความร่วมมือกับกระทรวงวัฒนธรรม และมหาวิทยาลัยราชภัฏ 4 ภูมิภาค ทั่วประเทศ เพื่อค้นหาและยกระดับเมนูอาหารอันเป็นอัตลักษณ์ของแต่ละภูมิภาคให้ก้าวสู่มาตรฐานระดับสากล

สำหรับการแข่งขันจะจัดขึ้นในรอบคัดเลือกระดับภูมิภาค 4 ภาค และกรุงเทพมหานคร ได้แก่
• ภาคกลางและภาคตะวันออก : มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี (เดือนสิงหาคม 2569)
• ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ : มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี (เดือนกันยายน 2569)
• ภาคเหนือ : มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย (เดือนตุลาคม 2569)
• ภาคใต้ : มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี (เดือนพฤศจิกายน 2569)
• กรุงเทพมหานคร : มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร (เดือนธันวาคม 2569)

ทั้งนี้ มูลนิธิฯ จะประสานความร่วมมือกับผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ คัดเลือกทีมตัวแทนจังหวัด (ทีมละไม่เกิน 3 คน) เข้าแข่งขันรอบภูมิภาค เพื่อคัดเลือกทีมที่มีผลงานโดดเด่นผ่านเข้าสู่ รอบชิงชนะเลิศระดับประเทศไทย ในเดือนธันวาคม 2569

นอกจากนี้ มูลนิธิกองทุนนิยมไทยยังให้การสนับสนุนเต็มรูปแบบ โดยดูแลค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ค่าที่พัก ค่าอาหาร และค่าวัตถุดิบในการแข่งขันให้แก่ทุกทีมที่ผ่านการคัดเลือก พร้อมมอบเงินรางวัลรวมแก่ผู้ชนะเลิศ เพื่อสร้างขวัญกำลังใจ ผลักดัน Soft Power อาหารไทย และเสริมศักยภาพเศรษฐกิจการท่องเที่ยวของประเทศอย่างเป็นรูปธรรมและเป็นอีกหนึ่งเวทีสำคัญในการยกระดับอาหารพื้นถิ่นของไทยให้ก้าวสู่การยอมรับในระดับประเทศ พร้อมสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคการศึกษา และภาคประชาชน เพื่อร่วมกันสืบสานมรดกทางอาหารไทยให้คงอยู่สืบไป


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

“จักรักษามรดกของพระองค์ท่านไว้ด้วยชีวิต”

“จักรักษามรดกของพระองค์ท่านไว้ด้วยชีวิต” 5 สิงหาคม 2569 วันคล้ายวันพระราชทานกำเนิดโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า ครบรอบ 139 ปี

พลโท วีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 ร่วมงานวันคล้ายวันพระราชทานกำเนิดโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า ครบรอบ 139 ปีอำเภอเมืองนครนายก จังหวัดนครนายก

โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้าขึ้นเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2430 ณ บริเวณพระราชวังสราญรมย์ เรียกว่า คะเด็ตสกูล และโรงเรียนทหารสราญรมย์ ต่อมาได้พัฒนาและเปลี่ยนที่ตั้ง นามเรียกขาน และหลักสูตรการศึกษาให้สอดคล้องกับนโยบายการศึกษาแห่งชาติ นโยบายของ กองทัพบก และสถานการณ์ประเทศ ถือเป็นสถาบันการศึกษาทางการทหารระดับอุดมศึกษาที่ทันสมัยแห่งหนึ่งของไทย ผลิตนายทหารสัญญาบัตรหลักให้กับกองทัพบก รับใช้ประเทศชาติ ทั้งด้านการพัฒนาประเทศ และปกป้องอธิปไตยของชาติ ใช้เวลาศึกษา 5 ปี ประกอบด้วย วิศวกรรมศาสตรบัณฑิต 5 สาขาวิชา, วิทยาศาสตรบัณฑิต 3 สาขาวิชา และศิลปศาสตรบัณฑิต 2 สาขาวิชา รวมทั้งสิ้น 10 สาขาวิชา

นอกจากหลักสูตรการศึกษาวิชาพื้นฐานแล้ว นักเรียนนายร้อยจะต้องเข้ารับการฝึกภาคสนาม กับหน่วยทหาร และศูนย์การฝึกตามเหล่าสายวิทยาการต่างๆ เช่น หลักสูตรส่งทางอากาศและหลักสูตรการรบแบบจู่โจม รวมถึงการศึกษาดูงานนอกสถานที่ เพื่อให้เป็น ผู้รอบรู้ มีประสบการณ์ทันโลก เมื่อสำเร็จการศึกษาแล้วจะได้รับพระราชทานยศเป็นว่าที่ร้อยตรีบรรจุเข้ารับราชการ ในหน่วยต่างๆ

ซึ่งโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้าเป็นสถานศึกษาหลักทางด้านทหารของไทย ที่มุ่งมั่นผลิตนายทหารอันมีคุณลักษณะตามที่กองทัพบกต้องการ มีความเป็นสุภาพบุรุษ นักรบ นักพัฒนา เป็นผู้นำที่ยึดมั่นในอุดมการณ์ เทิดทูนชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ ตลอดจนเป็นผู้เสียสละชีวิตเพื่อปกป้องผืนแผ่นดินไทยสืบไป

#กองทัพบก #กองทัพภาคที่2 #จปร #139ปี #ศูนย์ประชาสัมพันธ์กองทัพภาคที่2


พรพิพัฒน์ รายงาน

พาณิชย์จ.ประจวบฯ จัดโครงการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันและขยายช่องทางการค้าปีงบประมาณ 2569

ประจวบคีรีขันธ์ – พาณิชย์จังหวัดฯ จัดโครงการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันและขยายช่องทางการค้าจังหวัดประจวบฯสู่การค้า ระหว่างประเทศ ในปีงบประมาณ 2569

5 ส.ค.69 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า โรงแรมประจวบแกรนด์ อำเภอเมืองประจวบคีรีขันธ์ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ นางอภิญญา เอี่ยมอำภา รองผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เป็นประธานเปิดกิจกรรมจับคู่เจรจาธุรกิจ “Prachuap Khiri Khan to Global Trade Business Matching 2026” ภายใต้โครงการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการเพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันและขยายช่องทางการค้าจังหวัดประจวบคีรีขันธ์สู่การค้าระหว่างประเทศ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 โดยมีหัวหน้าส่วนราชการ หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ผู้ซื้อ นักลงทุน คณะผู้แทนทางการค้า ผู้ประกอบการ และสื่อมวลชน เข้าร่วมพิธีเปิด

นางอภิญญา เอี่ยมอำภา รองผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ กล่าวภายในงานว่า จังหวัดประจวบคีรีขันธ์มีศักยภาพด้านการผลิตสินค้าเกษตร อาหาร และผลิตภัณฑ์ชุมชนที่มีคุณ ภาพและได้มาตรฐาน ไม่ว่าจะเป็นสินค้าเกษตรและเกษตรแปรรูป สินค้าประมง อาหารทะเลแช่แข็ง อาหารทะเลแปรรูป ตลอดจนผลิตภัณฑ์กลุ่มไลฟ์สไตล์ เช่น ผลิตภัณฑ์สปาและสิน ค้า OTOP ซึ่งล้วนมีอัตลักษณ์และเรื่องราวที่โดดเด่น อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการจำนวนมากยังขาดโอกาสในการเข้าถึงตลาดและพบปะผู้ซื้อรายใหญ่โดยตรง การจัดกิจกรรมในครั้งนี้จึงเป็นเวทีสำคัญในการสร้างโอกาสทางธุรกิจ เชื่อมโยงผู้ผลิตกับผู้ซื้อ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการในจังหวัดสู่ตลาดสากล

ภายในงานมีผู้ประกอบการนำสินค้าที่มีศักยภาพของจังหวัดประจวบคีรีขันธ์เข้าร่วมจัดแสดงและนำเสนอผลิตภัณฑ์กว่า 30 ราย พร้อมได้รับความร่วมมือจากผู้ซื้อรายใหญ่ ผู้ส่งออก และผู้นำเข้าจากทั้งในและต่างประเทศ อาทิ จีน เวียดนาม มาเลเซีย สปป.ลาว และกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง รวมกว่า 30 บริษัท เข้าร่วมเจรจาการค้า เพื่อสร้างเครือข่ายทางธุรกิจและขยายโอกาสการส่งออกสินค้าไทยสู่ตลาดโลก

ทั้งนี้ คาดว่าจะสามารถจับคู่ธุรกิจได้ไม่น้อยกว่า 30 คู่ และสร้างมูลค่าการซื้อขายทั้งในระยะสั้นและระยะยาวรวมกันไม่น้อยกว่า 5 ล้านบาท ซึ่งจะเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการ สร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าในพื้นที่ และขับเคลื่อนเศรษฐกิจของจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ให้เติบโตอย่างยั่งยืน


นัครินทร์/รายงานข่าว

รมว.ศึกษาธิการ เปิดเวทีเสริมศักยภาพผู้บริหารสถานศึกษา ขับเคลื่อนอาชีวศึกษาไทยสู่ความสำเร็จ

นครนายก – รมว.ศึกษาธิการ เปิดเวทีเสริมศักยภาพผู้บริหารสถานศึกษา ขับเคลื่อนอาชีวศึกษาไทยสู่ความสำเร็จ

วันที่ 5 สิงหาคม 2569 เวลา 10.30 น. นายธนวัฒน์ ปิ่นแก้ว รองผู้ว่าราชการจังหวัดนคร นายก พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการสังกัดกระทรวงศึกษาธิการในพื้นที่จังหวัดนครนายก ร่วมให้การต้อนรับนายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในโอกาสเดินทางมาเป็นประธานเปิดโครงการเสริมสร้างศักยภาพการบริหารสถานศึกษา สำหรับผู้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสถานศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา พร้อมกล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “ขับเคลื่อนทิศทางอาชีวศึกษาไทยสู่การพัฒนากำลังคนสมรรถนะสูงของประเทศ” ณ โรงแรมภูสักธาร รีสอร์ท จังหวัดนครนายก

ในการนี้ นายวัลลภ รุจิรากร เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นายอุทัย ทัพอา สา ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรม การการอาชีวศึกษา พร้อมด้วยผู้บริหารสถานศึกษาในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอา ชีวศึกษาจากทั่วประเทศ เข้าร่วมกิจกรรมโดยพร้อมเพรียงกัน

โอกาสนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้กล่าวถึงความสำคัญของการเร่งพัฒนากำลังคนของประเทศให้สอดคล้องกับความต้องการของระบบเศรษฐกิจ โดยปัจจุบันสัดส่วนนัก เรียนสายสามัญต่อสายอาชีพอยู่ที่ประมาณ 70 ต่อ 30 ขณะที่เป้าหมายกำลังคนที่ประเทศต้องการอยู่ที่ 45 ต่อ 55 ประกอบกับภาคอุตสาหกรรมมีความต้องการกำลังคนระดับประกาศ นียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) และประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) เป็นจำนวนมาก จึงจำเป็นต้องเร่งยกระดับทักษะของผู้เรียนสายอาชีพให้ได้มาตรฐานและตอบโจทย์ความต้องการของตลาดแรงงาน

พร้อมเน้นย้ำว่า “อาชีวศึกษาไทยต้องไม่เป็นเพียง “ทางเลือก” แต่ต้องเป็น “ทางลัดสู่ความสำเร็จ” ภายใต้โยบาย “ได้งาน ได้เงิน ได้วุฒิ ให้เป็นมาตรฐาน” มุ่งส่งเสริมการเรียนรู้ผ่านการปฏิบัติงานจริง ควบคู่กับการพัฒนาทักษะวิชาชีพ เพื่อให้ผู้เรียนมีสมรรถนะที่ตรงกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรม และสามารถก้าวเข้าสู่ตลาดแรงงานได้อย่างมั่นคง”

สำหรับแนวทางการขับเคลื่อนอาชีวศึกษา ได้กำหนดประเด็นสำคัญ ได้แก่ การยกระดับอาชีวศึกษาไทยสู่มาตรฐานสากล การนำระบบทวิภาคีมาใช้อย่างจริงจัง โดยพัฒนามาตร ฐานสมรรถนะวิชาชีพร่วมกับภาคอุตสาหกรรม กำหนดมาตรฐานชั่วโมงฝึกปฏิบัติงานและระบบครูฝึกหรือพี่เลี้ยงอย่างเป็นรูปธรรม รวมทั้งสร้างแรงจูงใจให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาผู้เรียนอย่างแท้จริง

อีกทั้งยังมุ่งพัฒนาระบบฝึกงานและระบบพี่เลี้ยงวิชาชีพ หรือ Apprenticeship ให้มีมาตร ฐาน โดยเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้สะสมประสบการณ์จากการทำงานจริงอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการดูแลด้านความปลอดภัยและสวัสดิภาพอย่างเหมาะสม พร้อมเชื่อมโยงทักษะและประ สบการณ์เข้าสู่ระบบธนาคารหน่วยกิต หรือ Credit Bank เพื่อให้สามารถนำไปเทียบโอนหน่วยกิตและศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้นได้

นอกจากนี้ รมว.ศธ. ได้เน้นย้ำถึงบทบาทสำคัญของ “ผู้อำนวยการสถานศึกษา” ในการนำนโยบายด้านการศึกษาไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม โดยขอให้ผู้บริหารสถานศึกษากำ หนดวิสัยทัศน์และแผนปฏิบัติการที่ชัดเจน ยกระดับมาตรฐานการจัดการศึกษา พัฒนาระบบทวิภาคีและการฝึกงานให้มีคุณภาพ ตลอดจนสร้างความร่วมมือกับสถานประกอบการและหน่วยงานด้านแรงงานในพื้นที่ เพื่อผลิตกำลังคนที่มีทักษะตรงกับความต้องการของตลาดแรงงาน โดยเฉพาะในสาขาที่มีความต้องการสูง อาทิ ยานยนต์ไฟฟ้า เทคโนโลยีดิจิทัล และสมาร์ทโลจิสติกส์

เพราะกระทรวงศึกษาธิการ มีความมุ่งมั่นที่จะเชื่อมโยงการศึกษา การพัฒนาทักษะ และการจ้างงานเข้าด้วยกันอย่างไร้รอยต่อ โดยบูรณาการความร่วมมือกับกระทรวงแรงงาน มุ่งพัฒนาหลักสูตรให้สอดคล้องกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรม ส่งเสริมการเรียนควบคู่กับการทำงาน และสนับสนุนผู้เรียนให้สามารถ “เรียนไปด้วย มีงานทำ มีรายได้” พร้อมทั้งดูแลกลุ่มเด็กที่มีความเสี่ยงหลุดออกจากระบบการศึกษา ภายใต้นโยบาย “Thailand Zero Dropout”


เนรมิต มงคลกิตติกานต์
ผู้สื่อข่าว จ.นครนายก รายงาน

“AppTech” ยกกำลังประเทศไทยจากฐานราก เมื่อเทคโนโลยีที่เหมาะสมเป็นกลไกยกระดับทุนมนุษย์ หน่วยบริหารจัดการทุนด้านพัฒนาพื้นที่ (บพท.) สำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรม เพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่

“AppTech” ยกกำลังประเทศไทยจากฐานราก เมื่อเทคโนโลยีที่เหมาะสมเป็นกลไกยกระดับทุนมนุษย์ หน่วยบริหารจัดการทุนด้านพัฒนาพื้นที่ (บพท.) สำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์การมหาชน)

ประเทศไทยกำลังเข้าสู่ช่วงเวลาที่โจทย์เศรษฐกิจไม่ใช่เพียง “ทำอย่างไรให้เศรษฐกิจเติบ โต” แต่คือ ทำอย่างไรให้การเติบโตทางเศรษฐกิจสร้างโอกาสให้คนจำนวนมากขึ้น และทำให้คนในทุกพื้นที่สามารถเป็นผู้สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้ด้วยตนเอง

ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กล่าวตอนหนึ่งในการประชุม APPTech EXPO 2026 : พลังเทคโนโลยีที่เหมาะสม เพื่อการพัฒนาชุมชนพื้นที่ “สร้างนวัตกรชุมชน ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน” เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2569 ณ ห้องประชุม วิภาวดี บอลรูม (เอบีซี) ชั้น L โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ แอท เซ็นทรัลพลาซ่า ลาดพร้าว กรุงเทพมหา นคร ว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญความท้าทายทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเปลี่ยนแปลงของโลก ครัวเรือน กลุ่มอาชีพ และธุรกิจชุมชนจำนวนมากยังประสบข้อจำกัดในการเข้าถึงองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมที่เหมาะสม โดยข้อมูลจากการวิเคราะห์ 111 กลุ่มอาชีพ ครอบคลุม 11,812 ครัวเรือน สะท้อนตรงกันว่า ความท้าทายสำคัญของเศรษฐกิจฐานรากไม่ได้อยู่ที่ความขยันหรือศักยภาพของคนในชุมชน แต่อยู่ที่การเข้าถึงองค์ความรู้ เทคโนโลยีที่เหมาะสม แหล่งทุน และตลาด ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตยังสูง ผลิตภาพต่ำ และไม่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้เต็มศักยภาพ

จากสถานการณ์ดังกล่าว กระทรวง อว.ได้มีการดำเนินการขับเคลื่อนการยกระดับเศรษฐกิจฐานรากผ่านเครือข่ายมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ โดยนำปัญหาและความต้องการของพื้นที่เป็นตัวตั้ง มาเชื่อมโยงกับมหาวิทยาลัยที่มีองค์ความรู้ ความเชี่ยวชาญ นวัตกรรมพร้อมใช้ และเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับบริบทพื้นที่ เพื่อให้คนในชุมชนสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีที่เหมาะสมและนวัตกรรมพร้อมใช้ที่สอดคล้องกับบริบทของพื้นที่ เกิดการเชื่อมโยงองค์ความรู้ ถ่าย ทอดเทคโนโลยี และสร้างกระบวนการเรียนรู้ เพื่อสร้างนวัตกรชุมชนให้เกิดการเรียนรู้ รับ ปรับใช้ และต่อยอดเทคโนโลยี จนสามารถขยายผลและสร้างการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นได้จริงในทุกพื้นที่ ผ่านนโยบาย 1 มหาวิทยาลัยเพื่อพัฒนาพื้นที่ยกระดับเศรษฐกิจสังคมของจังหวัดที่ตั้ง 1 จังหวัด (One University, One Area Mission) พร้อมกับยกระดับศูนย์ถ่ายทอดและบริการเทคโนโลยีทั่วประเทศ พัฒนาฐานข้อมูลเทคโนโลยีที่เหมาะสมของประเทศ และสร้างนวัตกรชุมชน 36,000 คน (ตำบลละ 5 คน) ให้เป็นกำลังสำคัญในการเชื่อมโยงองค์ความรู้สู่การใช้ประโยชน์จริงในทุกพื้นที่ของประเทศ

เมื่อเทคโนโลยีที่เหมาะสม กลายเป็นพลังใหม่ของเศรษฐกิจฐานราก
ด้าน ดร.กิตติ สัจจาวัฒนา ผู้อำนวยการหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ ปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการหน่วยบริหารจัดการทุนด้านการพัฒนาพื้นที่ สำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์การมหาชน) หรือ รวพ. กล่าวว่า ประเทศไทยมีงานวิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรมจำนวนมาก แต่โจทย์สำคัญไม่ใช่ “เรามีเทคโนโลยีเพียงพอหรือไม่” แต่คือ ทำอย่างไรให้เทคโนโลยีเดินทางจากมหาวิทยาลัยและห้องปฏิบัติการไปถึงมือประชาชน และนำไปใช้สร้างรายได้ได้จริง จากกรอบ งานชุมชนนวัตกรรมที่ผ่านมา พบว่าประเทศไทยมีเทคโนโลยีจากมหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัยมากกว่า 20,000 รายการ และเมื่อผ่านการคัดกรองด้านราคา การประยุกต์ใช้ สิทธิบัตร และผลสำเร็จในการใช้งาน เหลือประมาณ 3,500 เทคโนโลยีที่สามารถพัฒนาเป็นคลังความรู้และนำไปใช้ประโยชน์ได้

แต่การมีเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ เพราะชุมชนต้องเข้าถึง 4 เรื่องสำคัญ ได้แก่

  1. เข้าถึงตลาด ผลิตแล้วต้องขายได้
  2. เข้าถึงโครงสร้างพื้นฐานและเงินทุน เพื่อให้สามารถลงทุนและพึ่งพาตนเอง
  3. เข้าถึงเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่เหมาะกับพื้นที่ เพราะแต่ละภูมิภาคมีปัญหาและทรัพยากรแตกต่างกัน และ
  4. เข้าถึงผู้รู้และการเรียนรู้ เพราะการมีเครื่องมือไม่ได้หมายความว่าจะใช้ได้สำเร็จ ต้องมีผู้รู้หรือโค้ชช่วยให้ชุมชนสามารถรับ ปรับ ใช้ และต่อยอดเทคโนโลยีได้

ดังนั้น เป้าหมายของ Appropriate Technology จึงไม่ใช่เพียงการสร้าง “ผู้ใช้เทคโนโล ยี” แต่คือการสร้าง “นวัตกรชุมชน” เพื่อให้คนในพื้นที่สามารถใช้ ดูแล ปรับปรุง ถ่ายทอด และ พัฒนาเทคโนโลยีให้เหมาะกับบริบทของตนเองได้

เปลี่ยนงานวิจัยจาก “ขึ้นหิ้ง” เป็น “รายได้ของประชาชน”
ดร.กิตติฯ กล่าวต่อว่า จุดเด่นของ Appropriate Technology คือการเปลี่ยนวิธีคิดจากการวัดความสำเร็จด้วยจำนวนผลงานวิจัย สิทธิบัตร หรือบทความ มาเป็นการวัดว่า งานวิจัยสร้างผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจให้ประชาชนได้จริงหรือไม่ ดังนั้น เป้าหมายสำคัญของ Appropriate Technology คือการทำให้ครัวเรือนชนบทจำนวน 12,000 ครัวเรือนมีรายได้สุทธิเพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า 60,000 บาทต่อปี หรือเฉลี่ย 5,000 บาทต่อเดือน ภายในระยะเวลา 2 ปี (พ.ศ.2568 – 2570) โดยมีการถ่ายทอดเทคโนโลยีทั้งโดยตรง ผ่านภาคเอกชนหรือวิสาหกิจชุมชน และผ่านศูนย์บริการเทคโนโลยีของมหาวิทยาลัย ซึ่งผลจากการลงทุนวิจัยพบว่า สามารถสร้างมูลค่ากลับคืนสู่เศรษฐกิจฐานรากได้อย่างเป็นรูปธรรม

ผลจากการดำเนินงานได้พิสูจน์ให้เห็นว่า แนวทางดังกล่าวสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงได้จริง สร้างชุมชนนวัตกรรมกว่า 1,586 ชุมชน 1,449 ตำบล 465 อำเภอ ครอบคลุมพื้นที่ 76 จังหวัด เกิดการสร้างนวัตกรชุมชนจำนวน 25,394 คน และเทคโนโลยีและนวัตกรรมพร้อมใช้รวมทั้งนวัตกรรมกระบวนการเพื่อแก้ไขปัญหาที่สำคัญของชุมชนทั้งสิ้น 3,690 นวัตกรรม ทำ ให้ครัวเรือนกว่า 22,116 ครัวเรือน มีรายได้สุทธิเพิ่มขึ้นรวมกว่า 989 ล้านบาท พร้อมทั้งสร้างนวัตกรชุมชนในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง (ข้อมูล ณ วันที่ 3 ส.ค.2569) ตัวเลขเหล่านี้จึงไม่ได้เป็นเพียงผลตอบแทนของงานวิจัย แต่เป็นหลักฐานว่า เมื่อเทคโนโลยีตอบโจทย์จริง งานวิจัยสามารถเปลี่ยนเป็นรายได้ ลดต้นทุน และสร้างโอกาสใหม่ให้กับชุมชนได้

AppTech Platform ระบบนิเวศการพัฒนาทุนมนุษย์ใหม่ของประเทศไทย
รองศาสตราจารย์ ดร.พีรเดช ทองอำไพ ผู้อำนวยการแผนงานเป้าหมายสำคัญตามยุทธ ศาสตร์ ววน. “ครัวเรือนในชนบทและผู้ประกอบการในพื้นที่ มีรายได้เพิ่มขึ้นด้วยเทคโนโลยีที่เหมาะสม (12,000 ครัวเรือนในชนบท มีรายได้สุทธิเพิ่มขึ้น 5,000 บาท ต่อเดือน ภายใน 2 ปี)” กล่าวว่า AppTech Platform ทำหน้าที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่เชื่อมโยงข้อมูล เทคโนโลยี นักวิจัย มหาวิทยาลัย ผู้ประกอบการ และครัวเรือนเข้าด้วยกัน สามารถติดตามรายได้ ต้นทุน เทคโนโลยี และความก้าวหน้าของโครงการแบบ Real Time และนำข้อมูลไปใช้กำหนดนโยบายบนฐานข้อมูลจริง หรือ Evidence-based Policy ได้ ที่สำคัญAppTech Platform ยังมุ่งพัฒนาไปสู่ Technology Marketplace ที่เปลี่ยนจากการนำเทคโนโลยีจากนักวิจัยไปหาชุมชนมาเป็นการพัฒนาแบบ Demand-driven คือเริ่มจากปัญหาและความต้องการของชุมชน แล้วให้นักวิจัยพัฒนาเทคโนโลยีมาตอบโจทย์โดยตรง ซึ่งเป็นการเปลี่ยนจาก Technology Push สู่ Demand-driven Innovation และทำให้งานวิจัยกลายเป็นเครื่องมือสร้างรายได้ ลดต้นทุน และยกระดับคุณภาพชีวิต มากกว่าจะเป็นเพียงผลผลิตทางวิชาการ

หัวใจสำคัญอีกประการของ Appropriate Technology คือการเปลี่ยนวัฒนธรรมจาก “การช่วยเหลือ” เป็น “การร่วมสร้าง” (Co-Creation) ที่ภาครัฐ มหาวิทยาลัย ภาคเอกชน และชุมชนต้องร่วมกันพัฒนา โดยชุมชนไม่ใช่ผู้รอรับ แต่เป็นผู้ร่วมลงทุน ร่วมใช้ และร่วมพัฒนาเทคโนโลยี ในระหว่างโครงการ ชุมชนสามารถทดลองใช้เทคโนโลยีโดยไม่มีค่าใช้จ่าย แต่เมื่อโครงการสิ้นสุด ชุมชนจะเป็นผู้ตัดสินใจว่าจะซื้อ เช่า หรือคืนเทคโนโลยี หากยอมลงทุนต่อ นั่นหมายความว่าเทคโนโลยีนั้นสามารถสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจได้จริง

เศรษฐกิจฐานรากที่เข้มแข็งไม่ใช่การทำให้ทุกคนร่ำรวยที่สุด แต่คือการทำให้คนส่วนใหญ่ มีงาน มีรายได้ พึ่งพาตนเองได้ และรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของโลกได้ Appropriate Technology จึงไม่ได้สร้างเพียงเครื่องจักรหรือแพลตฟอร์ม แต่เป็นการสร้าง “คน” ผ่านการพัฒนา “นวัตกรชุมชน” ซึ่งสามารถเป็นผู้ใช้ ผู้ช่วยถ่ายทอด ผู้พัฒนาเทคโนโลยี และผู้นำการเรียนรู้ของชุมชน

จาก “โครงการ” สู่ “โครงสร้างพื้นฐานเศรษฐกิจฐานราก”
ดร.กิตติฯ ย้ำว่า บทเรียนสำคัญจาก Appropriate Technology คือ ประเทศไทยไม่จำเป็นต้องเลือกว่าจะ “พัฒนาเทคโนโลยี” หรือ “พัฒนาเศรษฐกิจฐานราก” เพราะสองสิ่งนี้สามารถเป็นเรื่องเดียวกันได้ หากออกแบบระบบให้เชื่อมโยงกันตั้งแต่ต้น โดยมหาวิทยาลัย ต้องเปลี่ยนจากผู้ผลิตความรู้มาเป็นหุ้นส่วนการพัฒนา ขณะที่ ภาคเอกชน ต้องเข้ามาช่วยต่อยอดเทคโนโลยีสู่ตลาด ส่วนภาครัฐ ต้องสร้างระบบสนับสนุนและใช้ข้อมูลเพื่อกำหนดนโยบาย และชุมชน ต้องเป็นผู้ร่วมลงทุน ร่วมใช้ และร่วมพัฒนา โดยมีนวัตกรชุมชน เป็นกำลังสำคัญที่ทำให้ความรู้เดินหน้าต่อได้หลังโครงการสิ้นสุด หากเดินหน้าได้เช่นนี้ Appropriate Technology จะไม่ใช่เพียง “แพลตฟอร์มถ่ายทอดเทคโนโลยี” แต่สามารถพัฒนาไปสู่โครงสร้างพื้นฐานเชิงยุทธศาสตร์ของเศรษฐกิจฐานรากไทย เพราะในโลกที่เศรษฐกิจผันผวน การแข่งขันรุนแรง และเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ความเข้มแข็งของประเทศไม่ได้วัดเพียงจำนวนบริษัทขนาดใหญ่หรือมูลค่าการส่งออก แต่ต้องวัดจากความสามารถของคนส่วนใหญ่ในการ มีงาน มีรายได้ พึ่งพาตนเอง และปรับตัวต่อความเปลี่ยน แปลงได้

ดร.กิตติฯ ย้ำว่า ท้ายที่สุด เป้าหมายของ Appropriate Technology ไม่ใช่การทำให้ทุกคน “ร่ำรวยที่สุด” แต่คือการสร้างเศรษฐกิจที่ทำให้คนส่วนใหญ่ “ไม่ร่ำรวยแต่มั่นคง ไม่มั่งคั่งแต่ยั่งยืน” และนี่อาจเป็นความหมายที่แท้จริงของ “เทคโนโลยีที่เหมาะสม” ไม่ใช่เทคโนโล ยีที่ดีที่สุดในห้องทดลอง แต่เป็นเทคโนโลยีที่ดีที่สุดสำหรับชีวิตจริงของผู้คน ซึ่งจะเป็นกล ไกที่ยกระดับเศรษฐกิจฐานรากได้อย่างแท้จริง


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

สืบนครบาล 1 กัดไม่ปล่อย! แกะรอยขยายผลกลุ่มนักบิน จับไอซ์ล๊อตมหึมากว่า 300 โล ก่อนเข้ากลางกรุง

สืบนครบาล 1 กัดไม่ปล่อย! แกะรอยขยายผลกลุ่มนักบิน จับไอซ์ล๊อตมหึมากว่า 300 โล ก่อนเข้ากลางกรุง

ย้อนไปเมื่อ 16 มี.ค.2569 ที่ผ่านมา กก.สืบสวนนครบาล 1 บช.น. เฝ้าติดตามพฤติกรรมเครือข่ายยาเสพติดรายใหญ่ ลักลอบขนลำเลียงยาเสพติด และนำยาเสพติดซุกซ่อนไว้ในเซฟเฮาส์ในพื้นที่ จ.ลพบุรี จึงเข้าตรวจสอบพบยาบ้าเกือบ 2 ล้านเม็ด จับกุมผู้ต้องหา 2 รายและได้ขยายผลในทันที จนสามารถจับกุมผู้ต้องหาเพิ่มได้อีก 2 ราย ยึดยาบ้าเพิ่มกว่า 2.4 ล้านเม็ด รวมกว่า 4.29 ล้านเม็ด

ตามนโยบาย นายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรี ได้สั่งการให้ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธ์ุเพ็ชร ผบ.ตร. ให้สกัดกั้นและทำลายกลุ่มเครือข่ายลำเลียงยาเสพติดให้หมดไป จึงสั่งการให้ พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร./ผอ.ศอ.ปส.ตร. ในฐานะหัวหน้าศูนย์ยาเสพติด ตร. สั่งการให้ศูนย์ยาเสพติดทั่วประเทศ สืบสวนติดตามและแกะรอยกลุ่มเครือข่ายลักลอบขนยาเสพติดด้วยมาตรการอย่างเข้มข้น

พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น. จึงเร่งดำเนินการตามนโยบายและสั่งการให้ พล.ต.ต.ธีรเดชฯ ก่อนหน้านี้ เพื่อติดตามบุคคลในกลุ่มที่ยังคงมีพฤติการณ์ลำเลียงยาเสพติด พล.ต.ต.วรศักดิ์ พิสิฐบรรณกร ผบก.น.1 พร้อมด้วย พ.ต.อ.ศักยะ แสงวรรณ รอง ผบก.น.1 สั่งการ พ.ต.อ.วิชัย สนสกุล ผกก.สส.บก.น.1 และ พ.ต.ท.อรรถพงษ์ นกขุนทอง ผกก.สส.บก.น.1,พ.ต.ท.เอกยุทธ อดิสร สว.กก.สส.บก.น.1 และ ชุดสืบสวน บก.น.1 ให้ขยายผลติดตามให้หมดไปจากสังคมโดยเร็วที่สุด

จนกระทั่งเมื่อวันที่ 3 ส.ค.2569 ที่ผ่านมา ชุดยาเสพติดสืบนครบาล 1 กัดไม่ปล่อย!! พบข้อมูลเชื่อได้ว่ายังมีพฤติการณ์ลำเลียงยาเสพติดเข้าพื้นที่ชั้นใน จึงเฝ้าสะกดรอยและติดตามตรวจสอบพฤติกรรมกว่า 5 เดือน ทุ่มสุดกำลัง จนในที่สุดทราบว่า จะมีการส่งยาเสพติดล็อตใหญ่ ผ่านระบบขนส่งเอกชน จากจังหวัด สกลนคร และกลุ่มเครือข่ายดังกล่าวจะจัดส่งคนโดยมี รถนำ และ รถลำเลียง เข้ามารับยาเสพติด ในกรุงเทพมหานคร เพื่อหวังตบตาเจ้าหน้าที่

ต่อมาเมื่อวันที่ 4 ส.ค.2569 เวลาประมาณ 15.15 น. ชุดยาเสพติด กก.สืบสวนนครบาล 1 นำโดย พ.ต.อ.วิชัย สนสกุล ผกก.สส.บก.น.1 จึงวางแผน จัดกำลังวางตามจุด ที่คาดว่ากลุ่มผู้ต้องหาจะเข้ามารับพัสดุที่บรรจุยาเสพติด ตามหลักยุทธวิธี เพื่อให้สามารถจับกุมผู้เกี่ยวข้องให้ครบทุกรายพร้อมของกลาง โดยที่ปลอดภัยต่อประชาชนโดยรอบ

จึงเข้าชาร์จกลุ่มผู้ต้องหาดังกล่าว โดยสามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ราย 4 มีหน้าที่ ดังนี้ นาย วรชัย (กล) อายุ 30 ปีทำหน้าที่ คนขับรถยนต์กระบะ,นาย ธนากร (วาย) อายุ 26 ปี โดยสารมากับรถกระบะ,นาย วสันต์ (แชมป์) อายุ 27 ปี ที่หน้าที่ ขับรถยนต์เก๋ง (รถนำ) และ น.ส.วาสนา (แนน) อายุ 25 ปี โดยสารในรถเก๋ง (รถนำ) ตรวจยึดของกลางได้หลายรายการ ดังนี้ ยาเสพติดประเภทที่ 1 เมตเอมเฟตามีน (ไอซ์) ประมาณ 8 ลัง ตรวจสอบน้ำหนักเบื้องต้นประมาณ กว่า 300 กก.,รถยนต์กระบะ ยี่ห้อ อีซูซุ สีขาว ทะเบียน 1 ขค 8717 กทม.,รถยนต์เก๋ง ยี่ห้อ ฮอนด้า สีดำ ทะเบียน สส 9962 กทม. เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน กก.สืบสวนนครบาล 1 จึงนำตัวผู้ต้องหาทั้งหมดขยายผลที่ กก.สส.บก.น.1 และจะนำตัวพร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวน บช.ปส. ต่อไป

พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รอง ผบช.น./รับผิดชอบด้านยาเสพติด กล่าวว่า การจับกุมในครั้งนี้เป็นผลจากความพยายามของชุดสืบสวนที่ขยายผลจากข้อมูลเครือข่ายที่ถูกจับกุม จนสามารถจับกุมยาเสพติดได้จำนวนมาก ซึ่งการจับกุมในครั้งนี้สามารถป้องกันยาเสพติดที่เข้าสู่พื้นที่กรุงเทพมหานครชั้นใน ซึ่งมีความสำคัญเป็นอย่างมาก จึงขอประชาสัมพันธ์พี่น้องประชาชนว่า หากพบพฤติกรรมน่าสงสัย หรือพัสดุที่น่าสงสัย ขอให้แจ้งเจ้าหน้าที่เพื่อเข้าตรวจสอบโดยเร็วที่สุดครับ


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน