ผบช.น. เปิดโครงการเทศกาลสงกรานต์ 2569 ประชาสัมพันธ์จุดบริการประชาชน 4 จุด ได้แก่ จุดพักใจ จุดพักเสียง ตรวจสภาพรถ จุดตรวจรถขนส่งสาธารณะ

ผบช.น. เปิดโครงการเทศกาลสงกรานต์ 2569 ประชาสัมพันธ์จุดบริการประชาชน 4 จุด ได้แก่ จุดพักใจ จุดพักเสียง ตรวจสภาพรถ จุดตรวจรถขนส่งสาธารณะ

วันพฤหัสบดีที่ 9 เมษายน 2569 เวลา 10.00 น. ณ บริเวณอาคารประสานราชกิจ กองบังคับ การตำรวจจราจร : พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผู้บัญชาการตำรวจนครบาลได้เดินทางมาเป็นประธาน พิธีเปิดโครงการเทศกาลสงกรานต์ 2569 โดยมี พล.ต.ต.ธวัช วงศ์สง่า รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล,พล.ต.ต.ดำรงศักดิ์ สว่างงาม ผู้บังคับการตำรวจจราจร,พ.ต.อ.ณัทศิต สัณห์ปภพ ผู้กำกับการ 5 กองบังคับการตำรวจจราจร เข้าร่วม ณ อาคารประสารราชกิจ กองบังคับการตำรวจจราจร

ตามนโยบายของรัฐบาลที่มุ่งเน้นการเสริมสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยทางถนนอย่างยั่งยืน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ภายใต้การกำกับดูแลของ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และ พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บริหารงานจราจร ให้ความสำคัญกับการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนในช่วงเทศกาลสงกรานต์ พ.ศ.2569

กองบัญชาการตำรวจนครบาล โดย พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ได้สั่งการให้กองกำกับการ 5 กองบังคับการตำรวจจราจร ดำเนินการจัดโครงการดูแลความปลอดภัยและอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนในช่วงเทศกาลสงกรานต์ โดยเน้นการตรวจสอบความพร้อมของยานพาหนะและผู้ขับขี่ เพื่อป้องกันอุบัติเหตุและลดความสูญเสียบนท้องถนน

สำหรับโครงการดังกล่าว ได้จัดจุดให้บริการประชาชนรวม 4 จุดสำคัญ ได้แก่

  • “จุดพักใจ” ให้บริการผู้ขับขี่ที่มีอาการอ่อนล้าหรือเมื่อยล้า สามารถแวะพักผ่อน พร้อมทั้งแจ้งเหตุหรือขอความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่ตำรวจได้
  • “จุดพักเสียง” เป็นจุดตรวจวัดระดับเสียง เพื่อป้องกันการแข่งรถในทางสาธารณะและการกระทำความผิดอื่น ๆ โดยกำหนดจุดตรวจหลัก 5 เส้นทาง ได้แก่ ถนนสรงประภา ถนนลาดพร้าว ถนนวิภาวดี ถนนประดิษฐ์มนูธรรม และถนนบรมราชชนนี
  • “จุดตรวจสภาพรถ” ให้บริการตรวจเช็คความพร้อมของยานพาหนะ อาทิ เครื่องยนต์ ระบบเบรก พร้อมบริการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย
  • “จุดตรวจรถขนส่งสาธารณะ” ให้บริการตรวจสอบความพร้อมของรถโดยสารสาธารณะ เพื่อสร้างความมั่นใจในความปลอดภัยของผู้ใช้บริการ

พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล กล่าวว่า ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ประชาชนจำนวนมากเดินทางกลับภูมิลำเนา ท่องเที่ยวต่างจังหวัด และร่วมกิจกรรมตามจุดจัดงานในพื้นที่กรุงเทพมหานคร เชื่อว่าโครงการดังกล่าวจะช่วยอำนวยความสะดวกและเสริมสร้างความปลอดภัยให้แก่ประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพตลอดช่วงเทศกาล

ทั้งนี้ ได้กำชับให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทุกนายปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเข้มแข็ง ทุ่มเท และดูแลประชาชนอย่างเต็มกำลังความสามารถ เพื่อให้การเดินทางเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและปลอดภัยสูงสุด พร้อมขอความร่วมมือผู้ใช้รถใช้ถนนปฏิบัติตามกฎหมายจราจรอย่างเคร่งครัด งดดื่มแล้วขับ และตรวจสอบความพร้อมของยานพาหนะก่อนออกเดินทาง\


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

ผบช.ภ.1 ปล่อยแถวช่วงเทศกาลสงกรานต์ พ.ศ.2569 ณ บก.ภ.จ.สระบุรี “ปฏิบัติการเมืองเพรียวสยบศาสตรา”

ผบช.ภ.1 ปล่อยแถวช่วงเทศกาลสงกรานต์ พ.ศ.2569 ณ บก.ภ.จ.สระบุรี “ปฏิบัติการเมืองเพรียวสยบศาสตรา”

เมื่อวันที่ 3 เม.ย.2569 เวลา 06.00 น. พล.ต.ท.วัฒนา ยี่จีน ผบช.ภ.1 ประธานพิธีปล่อยแถวป้องกันปราบปรามอาชญากรรมรักษาความสงบเรียบร้อย การบังคับใช้กฎหมาย และอำนวยความสะดวกด้านการจราจร ช่วงเทศกาลสงกรานต์ พ.ศ.2569 ตำรวจภูธรจังหวัดสระบุรี “ปฏิบัติการเมืองเพรียวสยบศาสตรา” โดยมี พล.ต.ต.ธรรมนูญ เชาวะวนิชย์ ผบก.ภ.จ.สระบุรี พร้อมด้วย รอง ผบก.ภ.จ.สระบุรี,เจ้าหน้าที่ตำรวจ,ทหาร,สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดสระบุรี,สำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ภาค 1,ฝ่ายปกครอง และอาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน จำนวนทั้งสิ้น 269 นาย รถยนต์ 46 คัน ร่วมพิธีฯ ณ ศูนย์ราชการจังหวัดสระบุรี

ในเวลาเดียวกันนี้ ภูธรจังหวัด ในสังกัด ตำรวจภูธรภาค 1 ได้มีพิธีปล่อยแถวฯ พร้อมกันทุก ภูธรจังหวัด โดยมี รอง ผบช.ภ.1 เป็นประธาน มีเป้าหมายในการระดม ได้แก่ การกระทำความผิดเกี่ยวกับอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน และวัตถุระเบิด การติดตามจับกุมบุคคลตามหมายจับ

สรุปผลการจับกุมทั้งสิ้น 239 คดี ผู้ต้องหา 237 คน พร้อมด้วยของกลาง

  • อาวุธปืนทั้งหมด 56 กระบอก
  • เครื่องกระสุนปืน 514 นัด
  • ยาบ้า 7787.5 เม็ด
  • ยาอี 41.8 เม็ด
  • ไอซ์ 21.98 กรัม
  • ยาเคตามีน 2.93 กรัม

#ตำรวจภูธรภาค1 #ปล่อยแถว #ป้องกันปราบปรามอาชญากรรม #รักษาความสงบเรียบร้อย #การบังคับใช้กฎหมาย #อำนวยความสะดวกด้านการจราจร #ช่วงเทศกาลสงกรานต์


สุรเชษฐ สิลานนท์ รายงาน

ภาคเกษตรไทย ลดก๊าซเรือนกระจกได้ 3.4 ล้านตันฯ เร่งเครื่องแผน CCAPA มุ่งเป้า Net Zero ภายในปี 2593

ภาคเกษตรไทยลดก๊าซเรือนกระจกได้ 3.4 ล้านตันฯ เร่งเครื่องแผน CCAPA มุ่งเป้า Net Zero ภายในปี 2593

นายพีรพันธ์ คอทอง เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยถึงสถาน การณ์ก๊าซเรือนกระจก (Greenhouse Gases: GHG) ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อสภาวะโลกร้อน โดยในปี 2566 ภาคเกษตรกรรมของไทยมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกคิดเป็นสัดส่วน ร้อยละ 19.02 ของประเทศ หรือประมาณ 73.16 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี โดยมีแหล่งกำเนิดหลักจากก๊าซมีเทนในนาข้าวร้อยละ 47.57 และการหมัก ในระบบย่อยอาหารของสัตว์ร้อยละ 25.81 ซึ่ง (สศก.) ในฐานะหน่วยงานนำเชิงยุทธศาสตร์ได้เร่งวางรากฐาน การบริหารจัดการเพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันของสินค้าเกษตรไทยในเวทีโลกอย่างยั่งยืน

(สศก.) ได้รับภารกิจเป็นหน่วยงานประสานงานกลางด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศภาคการเกษตร และมุ่งขับเคลื่อนการลดก๊าซเรือนกระจกผ่านแผนปฏิบัติการด้านการเปลี่ยน แปลงสภาพภูมิอากาศภาคเกษตร พ.ศ.2566-2570 หรือ Climate Change Action Plan for Agriculture (CCAPA) โดยในปี พ.ศ.2566 สามารถลดได้ 3.40 ล้านตันฯ ซึ่งบรรลุเป้าหมายตามแผน CCAPA ที่ตั้งไว้ 1 ล้านตันต่อปีเรียบร้อยแล้ว พร้อมมุ่งสู่เป้าหมาย การมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนด หรือ NDC (Nationally Determined Contributions) ซึ่งเป็นคำมั่นสัญญา ของประเทศไทยภายใต้ความตกลงปารีสในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยปัจจุบันกำลังมุ่งสู่เป้าหมาย NDC 2.0 ที่ 4.1 ล้านตันฯ ในปี พ.ศ.2573 ภายใต้การดำเนินการเองในประเทศ (Unconditional target) และเตรียม ความพร้อมสู่เป้าหมาย NDC 3.0 ที่สูงถึง 7.6 ล้านตันฯ ในปี พ.ศ.2578

นายพีรพันธ์ฯ กล่าวว่า (สศก.) มุ่งเน้นการขับเคลื่อนพัฒนายกระดับสู่การเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีที่เท่าทันการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ลดการเผา วัสดุเหลือใช้ ลดการปลดปล่อยก๊าซไนตรัสออก ไซด์ ก๊าซมีเทน และ ใช้ประโยชน์พลังงานสะอาดที่เพิ่มขึ้นในภาคการเกษตรไทย ควบคู่การจัดให้มีระบบฐานข้อมูลเกษตรกร (Digital Farm Records) ระบบการ ตรวจวัดและประเมินปริมาณการปล่อย การลดและการกักเก็บก๊าซเรือนกระจกตามหลักมาตรฐานสากลด้วยระบบ การตรวจวัด รายงาน และทวนสอบ (Digital MRV) ซึ่งเป็นนวัตกรรมการจัดเก็บข้อมูล แบบดิจิทัลที่รวบรวม ข้อมูลจากการตรวจวัดในระดับพื้นที่ (Monitoring) การจัดทำ รายงานผลการลดก๊าซฯ (Reporting) และการเชื่อมโยง กับระบบทวนสอบ (Verification) เพื่อให้สามารถเข้าสู่ ตลาดคาร์บอนเครดิตสากล ซึ่งจะช่วยสร้างรายได้เสริม จากคาร์บอนเครดิต ที่คุ้มค่าต่อการลงทุนและสินทรัพย์ (ROI & ROA) ให้แก่เกษตรกร ชุมชน และผู้ประกอบการ อย่างแท้จริง โดยเฉพาะในภาคปศุสัตว์ที่การทำระบบก๊าซชีวภาพ สามารถเปลี่ยน ของเสีย เป็นพลังงานไฟฟ้า ช่วยลดต้นทุนฟาร์ม ได้อย่างมีนัยสำคัญ และภาคการทำนาข้าวที่ส่งเสริมการจัดการน้ำ แบบเปียกสลับแห้ง ร่วมกับ การปรับระดับดินด้วยเลเซอร์ ซึ่งไม่เพียงแต่ลดการปล่อยก๊าซมีเทน แต่ยังช่วยให้เกษตร กร ลดต้นทุนการผลิต และเพิ่ม ผลผลิตต่อไร่ได้จริง ส่งผลให้เกิดการยอมรับและขยายผลอย่างต่อเนื่องในระดับพื้นที่ ทั้งนี้ เพื่อมุ่งสู่เป้าหมาย การปล่อยก๊าซเรือนกระจก สุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) ภายในปี พ.ศ.2593 อย่างมั่นคง

อย่างไรก็ตาม เกษตรกร ชุมชน และผู้ประกอบการเกษตร ต้องมีระบบการบันทึกข้อมูลภายในฟาร์ม สวน ไร่นา ที่มีมาตรฐาน เพื่อรองรับการทวนสอบและรับรองความถูกต้อง แม่นยำโดยหน่วยงานกลาง ซึ่งทุกหน่วยงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์พร้อมให้คำปรึกษา และสนับสนุนข้อมูลทางวิชาการเพื่อพัฒนาระบบบันทึกข้อมูลภายในฟาร์ม สวน และไร่นาให้มีมาตรฐาน สอดคล้องกับระบบการตรวจวัด รายงาน และทวนสอบ เพื่อร่วมขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านภาคเกษตรไทยสู่ความยั่งยืน และสร้างโอกาสในการเข้าถึงตลาดคาร์บอนเครดิต อันจะช่วยเพิ่มรายได้ให้แก่พี่น้องเกษตรกรอย่างเป็นรูปธรรม


ข่าว : ส่วนประชาสัมพันธ์
ข้อมูล : สำนักวิจัยเศรษฐกิจการเกษตร

สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

วิกฤติหมอกควันจากไฟป่า ชาวบ้านและสัตว์ในพื้นที่อำเภอด่านช้าง 3 ตำบล อ่วม

สถานการณ์ไฟป่า อำเภอด่านช้าง จังหวัดสุพรรณบุรี ชาวบ้านและสัตว์ 3 ตำบล ประกอบด้วย ตำบลองค์พระ ตำบลวังยาว และตำบลห้วยขมิ้น ได้รับผลกระทบและเดือดร้อนจากหมอกควันชาวบ้านในพื้นที่เกิดอาการเจ็บตาเจ็บคอ จากฝุ่น PM 2.5 ที่ลอยปกคลุมทั่วบริเวณ แม้กระทั่งวัวและแพะที่ศูนย์วิจัยและบำรุงพันธุ์สัตว์ สุพรรณ บุรี ก็ได้รับผลกระทบไปด้วย นายก อบต.วังยาว พร้อมทหาร กอ.รมน.สุพรรณบุรี ต้องนำหน้ากากอนามัยไปแจกจ่ายให้ชาวโดยเฉพาะผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียงบ้านใส่เพื่อกันฝุ่นละออง พร้อมกันนี้ได้วอนหน่วยงานที่มีศักยภาพเข้าช่วยเหลือคลี่คลายสถานการณ์ด่วน

ที่จังหวัดสุพรรณบุรี ได้เกิดเหตุการณ์ไฟไหม้ป่าบนภูเขาในพื้นที่เขตอุทยานแห่งชาติพุเตยโยเฉพาะบนเขาสนสองใบ ซึ่งมีแห่งเดียวในเขตภาพกลาง และลุกลามไปยังพื้นที่โดยรอบ 3 ตำบลประกอบด้วย ตำบลวังยาว ตำบลองค์พระ และตำบลห้วยขมิ้น ทำให้มีกลุ่มหมอกควันหนาแน่นลอยปกคลุมไปทั่วบริเวณ ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความเดือดร้อนให้กับชาวบ้านในพื้นที่มีทั้ง เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียงและคนทำงาน ประสบปัญหาเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ มีอาการแน่นหน้าอก หายใจไม่โล่ง มีการแสบตา

ล่าสุด พันเอก ณัฐติพงษ์ ตะโกใหญ่ รองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดสุพรรณ บุรี (ฝ่ายทหาร) สั่งการให้เจ้าหน้าที่ทหาร กอ.รมน.สุพรรณบุรี ลงพื้นที่ร่วมกับ นายสุรศักดิ์ ชาวบ้านกร่าง นายก อบต.วังยาว อำเภอด่านช้าง ลงพื้นที่ตรวจสอบสถานการณ์ พบว่าพื้นที่บนภูเขามีไฟไหม้และมี หมอกควันกระจายเป็นวงกว้างทั่งบริเวณ ระหว่างที่ นายก อบต.วังยาว และเจ้าหน้าที่ กอ.รมน.ตรวจสอบตามเส้นทางก็พบไฟกำลังป่าไม้ข้างทาง จึงได้นำรถน้ำมาช่วยดับและเจ้าหน้าที่ก็ได้ช่วยกันใช้ไม้ตบ เครื่องเป่าลม ช่วยกันดับ

จากนั้นนายก อบต.พร้อมเจ้าหน้าที่ทหาร ได้ลงพื้นที่เยี่ยมเยียนชาวบ้านและจากการสอบ ถามชาวบ้านเล่าว่าเหตุการณ์ไฟไหม้ป่าได้เกิดขึ้นมาหลายวันแล้ว และมีกลุ่มควันฝุ่นละอองลอยฟุ้งไปทั่วบริเวณทำให้ได้รับความเดือดร้อน หายใจลำบาก แน่นหน้าอก เกิดอาการแสบตา ชาวบ้านในพื้นที่มีทั้งลูกเล็กเด็กแดง ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียง และคนทำงาน จึงได้มอบหน้ากากอนามัย ให้ใส่เป็นการป้องกันเบื้องต้น

นายสุรศักดิ์ ชาวบ้านกร่าง นายก อบต.วังยาว กล่าวว่า 2-3 วัน ที่ผ่านมาได้มีหมอกควันปก คลุมหนาแน่นทำให้ชาวบ้านส่วนใหญ่ที่ได้รับผลกระทบจากการสูดดมหมอกควัน มีอาการแน่นจมูก เจ็บคอ หายใจไม่สะดวก มีอาการระคายเคืองตา เจ็บตา ทาง อบต.ได้ดำเนินการมาตรการเฝ้าระวังการประชาสัมพันธ์ในเรื่องของการห้ามเผา รณรงค์ให้ชาวบ้านทยอยกำจัดเชื้อไฟซึ่งช่วงนี้ชาวบ้านยังไม่มีการทำไร่ก็ยังไม่มีการเผาแต่อย่างใด โดยเมื่อปีที่แล้วมีการเกิดไฟไหม้น้อยทำให้มีวัชพืชซึ่งเป็นเชื้อเพลิงทับถมกันทำให้ปีนี้มีไฟไหม้เยอะและค่อนข้างจัดการยาก ตนคิดว่าในปีต่อไปควรมีการจัดการเชื้อไฟในพื้นที่แทนมาตรการห้ามเผาเป็นแนวทางที่ดีกว่าในระยะยาว ในส่วนของ อบต.ถ้ามีไฟไหม้ในพื้นที่ที่รถน้ำเข้าถึงเราก็จะเข้าดับไฟไห้ในเบื้องต้น แล้วก็มีการปลูกฝังจิตสำนึกเชาวชนในรักของการรักษาผืนป่าและต้นไม้ใหญ่ในพื้นที่ นอกจากนี้เรายังได้จัดกำลังเจ้าหน้าที่เข้าเวรยามโดยมีจิตอาสาร่วมเฝ้าระวังเตรียมพร้อมเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับชาวบ้าน

ในส่วนของการสนับสนุนทาง อบต.ก็ได้จัดซื้อเครื่องเป่าลม ไม้ตบ อุปกรณ์ต่างๆที่ใช้ดับไฟ แล้วยังมีจิตอาสาทำแนวกันไฟด้วย ในปีนี้สถานการณ์ค่อนข้างรุนแรงขณะนี้หน่วยงานที่รับผิดชอบในพื้นที่ ทั้งเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติพุเตย เจ้าหน้าที่ป่าไม้ พิทักษ์ป่า ส.3 ประจำหน่วยป้องกันรักษาป่า ที่ สพ.1 (ด่านช้าง) อาสาสมัครรักษาดินแดนจังหวัดสุพรรณบุรี กำลังช่วยกันขึ้นปฏิบัติการดับไฟซึ่งการทำงานเป็นด้วยความยากลำบากเพราะจุดที่ไฟไหม้อยู่บนเขาสูงชันต้องใช้เดินเท้าเข้าพื้นที่ กำลังเจ้าหน้าที่ก็เริ่มอ่อนล้า เพราะทำงานมาหลายวันติดต่อกัน ประกอบกับอากาศก็ร้อนจัด ซึ่งเหตุการณ์ไฟป่าที่เกิดขึ้นนั้นมาจากฝีมือมนุษย์ เป็นส่วนใหญ่ ตนคิดว่าการสร้างจิตสำนึกนั้นเป็นสิ่งสำคัญสำหรับเหตุการณ์ไฟไหม้ป่าครั้งนี้คาดว่ามาจากทั้งในพื้นที่และนอกพื้นที่เนื่องจากบริเวณดังกล่าวเป็นพื้นที่ติดกับอำเภอหนองปรือ อำเภอศรีสวัสดิ์ จังหวัดกาญจนบุรี และอำเภอบ้านไร่ จังหวัดอุทัยธานี

ชาวบ้าน หมู่ 3 ตำบลวังยาว กล่าวว่า ได้รับผลกระทบจากหมอกควันทำให้หายใจลำบาก มีอาการแสบจมูก แสบตา ปีนี้ควันเยอะมาก สาเหตุเชื่อว่าเกิดจากฝีมือมนุษย์ ที่เผาเพื่อต้อง การเข้าไปหาของป่า เช่นผักหวาน หน่อไม้ และล่าสัตว์ ขอร้องอย่าเผาเลยชาวบ้านและเจ้าหน้าที่ที่เข้าไปดับไฟมันเดือดร้อนและลำบากอันตรายต่อชีวิตด้วย

ทางด้านนายจิพันธ์ แจ่มจ่าย รักษาการผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและบำรุงพันธุ์สัตว์ สุพรรณบุรี กล่าวว่าจากสภาพพื้นที่เราเป็นที่พื้นที่แอ่งกะทะพื้นที่ต่ำ ก็คงหลีกเลี่ยงไม่ได้กับปัญหาหมอกควันและไฟป่า เมื่อในมีสถานการณ์ไฟป่าของพื้นที่หรือต่างพื้นที่ แล้วโดนลมหอบเข้ามาก็จะมีควันไฟเข้ามา ณ ตอนนี้ถือว่าอากาศเริ่มดีขึ้นเล็กน้อยเพราะมีลมพัดผ่านทำให้หมอกควันกระจายออกไปบ้างแต่เมื่อลมนิ่งก็จะถูกปกคลุมไปด้วยหมอกควัน ก็จะสร้างปัญหาให้กับคนเลี้ยง ของเจ้าหน้าที่ รวมถึงน้องวัวและน้องแพะ ก็ได้รับผลกระทบด้วย อย่างซึ่งเป็นมนุษย์ยังสามารถใส่หน้ากากป้องกันตัวเองได้แต่น้อง แพะ น้องวัว เขาไม่สามารถป้องกันตัวเองได้ ซึ่งทางศูนย์เราก็มีมาตรการเฝ้าระวังในเรื่องของไฟป่าในพื้นที่และรอบๆพื้นที่ ตามนโยบายของท่านผู้ว่าราชการจังหวัด ซึ่งในพื้นที่ของศูนย์ เรามีเครื่องจักร ก็จะใช้รถไถ ทำแนวกันไฟ เฝ้าระวังรักษาพื้นที่ ไม่ให้เกิดเหตุการณ์ไฟป่าเข้ามาในพื้นที่เพราะเราต้องใช้พื้นที่ทั้งหมดในการผลิตเสบียงพืชอาหารสัตว์ เราต้องดูแลตัวสัตว์ที่เราดูแลอยู่ ถ้าเป็นไปได้ก็อยากให้หน่วยงานที่มีศักยภาพในด้านเครื่องไม้เครื่องมือที่สามารถเช้ามาช่วยเหลือดูแลพวกเรา พี่น้องเกษตร กร ชาวบ้านในพื้นที่ที่ได้รับกระทบด้วย


ภัทรพล พรมพัก สุพรรณบุรี

จนท.หลายหน่วยงานร่วมลงพื้นที่ตรวจสอบบ่อดินขนาดใหญ่ พุดกลางหมู่บ้าน ก่อนประสาน ปปท.สืบสวนหาตัวผู้กระทำผิด

จากกรณีมีชาวบ้านร้องเรียนหน่วยงานช่วยตรวจสอบ กรณีมีการขุดตักหน้าดินออกไปจนกลายเป็นบ่อลึกขนาดใหญ่ ซึ่งไม่แน่ชัดว่าเป็นพื้นที่ราชพัสดุ หรือพื้นที่สาธารณะหมู่บ้านหรือไม่ แต่มีการปลูกกระต๊อบเล็กๆ ไว้ให้หญิงสาวรายหนึ่งเพื่อนั่งจดค่าเที่ยวรถบรรทุกดิน ในพื้น ที่บ้านทุ่งหลวง หมู่2 ต.ห้วยทรายเหนือ อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี

เมื่อวันที่ 10 เมย. ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้าเรื่องนี้ ทางจังหวัดเพชรบุรี ได้แต่งตั้ง คณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการบุกรุกที่ดินสาธารณะ โดยมีนายธีรพล ปรียานุภาพ ปลัดอำเภอหัวหน้ากลุ่มงานบริหารงานปกครองอำเภอชะอำ (ผู้แทนนายอำเภอชะอำ) เป็นประธานคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงฯ พร้อมด้วย นายแดน ขำมา นายก อบต.ห้วยทรายเหนือ นายชั่งรังวัดปฏิบัติงานสำนักงานที่ดินจังหวัดเพชรบุรี ปลัดอำเภอชะอำหัวกลุ่มงานศูนย์ดำรงธรรมอำเภอชะอำ ผู้อำนวยการกองชั่งรักษาราชการแทนปลัด อบต.ห้วยทรายเหนือ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมประชุมและลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง

โดยเจ้าหน้าที่ได้เข้าร่วมประชุมหารือแนวทางการตรวจสอบข้อเท็จจริง พร้อมนำแผนที่ภาพ ถ่ายทางอากาศของสำนักงานที่ดินฯมาเทียบตรวจสอบบ่อดินดังกล่าว ที่องค์การบริหารส่วนตำบลห้วยทรายเหนือ อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี เบื้องต้นพบว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่มีการออกเอกสารสิทธิ์ น.ส.3ก. ในปี 2538 จำนวน 17 ไร่ โดยมีเอกชนรายหนึ่งเป็นผู้ถือครอบครอง และขออนุญาติปรับหน้าดินเพียงเท่านั้น ก่อนตรวจสอบพบว่าพื้นที่ น.ส.3ก.บางส่วนมีการออกเอกสารสิทธิ์ทับพื้นที่สาธารณะประโยชน์อีกประมาณ 1ไ ร่ ที่ออกประกาศเมื่อปี 2535 ขณะนี้เอกสารสิทธิ์ น.ส.3ก. อยู่ที่กรมบังคับคดีและยังอยู่ในขั้นตอนการเตรียมเพิกถอนเอกสารสิทธิ์ น.ส.3ก.ดังกล่าวในขณะนี้ ต่อมาคณะได้เดินทางไปตรวจสอบบริเวณบ่อดินดังกล่าว พบว่ามีการขุดดินลึกประมาณ 7-8 เมตร ขนาดพื้นที่ประมาณ 4ไร่

เจ้าหน้าที่ได้ทำการช่างรางวัดโดยใช้จีพีเอสจับพิกัดดาว เทียม เบื้องต้นพบว่า พื้นที่ที่มีการขุดดินอยู่ในที่ดินสาธารณะประโยชน์แปลงที่ 230 จำนวน 3 ไร่ และอยู่ในที่ดิน นส.3ก.จำนวน 1 ไร่ ทางอำเภอชะอำได้ให้ อบต.ห้วยทรายเหนือ ยื่นเรื่องสอบเขตที่ดินสาธารณะประโยชน์ที่แน่ชัดอีกครั้ง พร้อมรายงานผลภายใน 15 วัน หากอำเภอชะอำพบการขุดดินดังกล่าวบุกรุกที่ดินสาธารณประโยชน์จะดำเนินการให้ทาง อบต. ห้วยทรายเหนือ แจ้งความดำเนินคดีตามกฏหมาย หรือหากพบว่าการขุดดินดังกล่าวอยู่ในพื้นที่ของเอกชนรายใด ให้ทาง อบต.ห้วยทรายเหนือ โดยนายกองค์การบริหารส่วนตำบลห้วยทรายเหนือ ในฐานะเจ้าพนักงานท้องถิ่น ดำเนินการตามพระราชบัญญัติการขุดดินและถมดิน พ.ศ. 2543 ต่อไป พร้อมทั้งรายงานความคืบหน้าไปยังสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ(ป.ป.ท.) เขต 7 เพื่อดำเนินการต่อไป


บรรณรต เพชรบุรี

สนธิกำลังปฏิบัติการร่วม จับกุมผู้ต้องหาลักลอบ ขนบุหรี่หนีภาษี มูลค่ากว่า 3 ล้านบาท

สนธิกำลังปฏิบัติการร่วม จับกุมผู้ต้องหาลักลอบ ขนบุหรี่หนีภาษี มูลค่ากว่า 3 ล้านบาท

เมื่อวันนี้ 9 เมษายน 2569 เวลา 13.00 น. ภายใต้อำนวยการของ พล.ต.ท.พิสิฐ ตันประเสริฐ ผบช.ภ.7, พล.ต.ต.อนันต์ นานาสมบัติ รอง ผบช.ภ.7 พร้อมด้วย นางสาววรษฐา สงวนเสริมศรี
ผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี พล.ต.ต.พศวีร์ เรืองภู่ ผบก.ภ.จว.กาญจนบุรี, พ.อ.พรรณศักย์ เพรียวพานิช ผบ.ฉก.ลาดหญ้า, พ.ต.อ.ปริญญา ใคร่ครวญ ผกก.สภ.ทองผาภูมิ สั่งการให้ เจ้าหน้าที่ตำรววจ สภ.ทองผาภูมิ ประจำจุดตรวจร่วมสามเเยกทองผาภูมิ ร่วมกับ ตชด.135 ทหาร ฉก.ลาดหญ้า ฝ่ายปกครองอำเภอทองผาภูมิ ตม.จว.กาญจนบุรี และสรรพสามิตร

ร่วมกัน จับกุมนายจตุรงค์ สงวนนามสกุล อายุ 33 ปี และ นายแอ็ด สงวนนามสกุล อายุ 37 ปี ได้ที่ จุดตรวจร่วมสามเเยกทองผาภูมิ ม.1 ต.ท่าขนุน อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี พร้อมของกลาง และกล่าวหาว่า ผู้ต้องทั้ง 2 กระทำความผิดฐาน มีสินค้าที่มิได้เสียภาษี

ของกลางมีดังนี้ 1.Texas ทอง จำนวน 10,000 ซอง 2.Texas เขียว จำนวน 5,000 ซอง 3.Texas ฟ้า จำนวน 14,900 ซอง 4.กรองทิพย์ ซองอ่อน จำนวน 36,000 ซอง รวมทั้งหมด จำนวน 65,900 ซอง รวมมูลค่า ทั้งสิ้น 3.6 ล้านบาท โดยใช้พาหนะเป็นรถยนต์ ยี่ห้อโตโยต้า รุ่นรีโว่ z edition ตอนเดียว สีเทาเข้ม ทะเบียน กาญจนบุรี ติดแผงคอกเหล็กคลุมด้วยผ้าใบอย่างมิดชิด หวังซ่อนเร้นตบตาเจ้าหน้าที่ตำรวจแต่ไม่พ้นโดนจับได้เสียก่อน และได้นำตัวผู้ต้องหาทั้งสอง ส่งเจ้าหน้าที่ ตำรวจ สภ. ทองผาภูมิ ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป


///////#ทีมข่าวภาคตะวันตก

แฟนคลับแห่ให้กำลังใจผู้เข้าร่วมร้องเพลงลูกทุ่ง ท้องถิ่น ท้องที่อำเภอสามชุก คึกคัก

สุพรรณบุรี – แฟนคลับแห่ให้กำลังใจผู้เข้าร่วมร้องเพลงลูกทุ่งท้องถิ่นท้องที่อำเภอสามชุกคึกคัก

ที่เวทีการแสดงสำนักงานเทศบาลตำบลสามชุก อำเภอสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรี, นางดวงพร คุณากรวงศ์ นายอำเภอสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรี, นายสุวัฒน์ ปานเพ็ชร นายกเทศมนตรีตำบลสามชุก, นายจิรศักดิ์ ติณสุวรรณ ปลัดอาวุโสอำเภอสามชุก, นางสาวจิราภรณ์ จันทร์ ลอย ปลัดอำเภอสามชุก, นายณพลพงศ์ พันธุ์พฤกษ์ พัฒนาการอำเภอสามชุก ร่วมกันจัดการประกวดร้องเพลงลูกทุ่ง “ท้องถิ่น ท้องที่ อำเภอสามชุก” ในงาน “132 ปี ของดีอำเภอสาม ชุก” ซึ่งได้แบ่งการประกวดเป็น 2 ประเกท ดังนี้ ประเภทนักร้องชาย และประเภทนักร้องหญิง และชิงตำแหน่งขวัญใจมหาชนคนสามชุก ทั้งประเภทชาย-หญิง ชิงเงินรางวัลรวม 30,000 บาท

โดยมีนายประภัตร โพธสุธน อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์, นายสุระบัณฑิต กันยานะ นายอำเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์, พ.ต.อ.เกียรติชัย เกิดโชค ผกก. สภ.สามชุก, นายเมธี สรรพคุณานนท์ สจ.เขต 1 อำเภอสามชุก, นายภูวฤณ ภูริธรจินดา สจ.เขต 2 อำเภอสามชุก, ผู้นำองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น, ผู้นำชุมชน, กำนัน ผู้ใหญ่บ้านและประชานร่วมงานกันอย่างคึกคัก เพื่อเป็นการส่งเสริมการมีส่วนร่วมทุกภาคส่วน ที่ร่วมอนุรักษ์ศิลปะประเพณี ภูมิปัญญาและวัฒนธรรมอันดีของท้องถิ่น ก่อให้เกิดความรักความสามัคคีในชุมชน รวมถึงเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมและเอกลักษณ์ของอำเภอสามชุกให้เป็นที่ประจักษ์ เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่อำเภอสามชุก และเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวของอำเภอสามชุก นอกจากนี้ ส.ต.อ.ทศพล ยิ้มยวน (จ่าดม) รองนายก อบต.หนองผักนาก นักร้องกิตติมศักดิ์มาร้อง “เพลงวันที่รอ” ของอ๊อดโพร์เอส มามอบความสนุกสนานและสร้างสีสันในงาน

ผลการประกวดนักร้องชาย ชนะเลิศ ได้แก่ นายธนวัฒน์ ปานไม่รู้โรย จากตำบลบ้านสระ รับเงินรางวัล 5,000 บาท, รองชนะเลิศอับดับ 1 ได้แก่ นายชัยนิวัฒน์ พลายแก้ว จากตำบลย่านยาว รับเงินรางวัล 3,000 บาท, รองชนะเลิศอับดับ 2 ได้แก่ นายณรงค์ กฤษวงศ์ จากตำบลกระเสียว รับเงินรางวัล 2,000 บาท และนายสุวัฒน์ ปานเพ็ชร จากตำบลสามชุก คว้าตำ แหน่งขวัญใจมหาชน รับเงินรางวัล 5,000 บาท

ส่วนนักร้องหญิง นางสาวพรพรรษา ภู่มาลา จากตำบลหนองผักนาก คว้า 2 รางวัล ชนะเลิศ รับเงินรางวัล 5,000 บาท และขวัญใจมหาชน รับเงินรางวัลอีก 5,000 บาท ขณะที่รองชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่ นางสนอง คำเจริญ จากตำบลย่านยาว รับเงินรางวัล 3,000 บาท และรองชนะเลิศอันดัง 2 ได้แก่ นางพจนา เคนคำ จากตำบลสามชุก รับเงินรางวัล 2,000 บาท

สำหรับงาน “132 ปี ของดีอำเภอสามชุก” จัดไปจนถึงวันที่ 11 เมษายน 2569 ณ บริเวณถนนริมคลองชลประทาน หน้าโรงเรียนสามชุกรัตนโภคาราม และบริเวณหน้าสำนักงานเทศบาลตำบลสามชุก อำเภอสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรี ภายในงานมีอาหารอร่อยมากมายมาจำหน่าย พร้อมช็อปสินค้า OTOP ของสามชุก แชะ แชท แชร์ เช็คอิน จุดถ่ายรูปภายในงานหลากหลายสไตล์ ซึ่งทุกค่ำคืนจะได้ชมคอนเสิร์ตจัดเต็มทุกวัน ณ เวทีการจัดงานบริเวณด้านข้าง สำนักงานเทศบาลตำบลสามชุก อำเภอสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรี


ภัทรพล พรมพัก สุพรรณบุรี

อบต.อ่างทอง ร่วมกับ กฟผ.จัดโครงการส่งเสริมพัฒนาคุณภาพชีวิต สุขภาพ สร้างกำลังใจผู้สูงวัย ประจำปี 2569

ประจวบคีรีขันธ์ – อบต.อ่างทอง ร่วมกับ กฟผ.จัดโครงการส่งเสริมพัฒนาคุณภาพชีวิต สุขภาพ สร้างกำลังใจผู้สูงวัย ประจำปี 2569

วันที่ 8 เม.ย 2569 ที่ศาลาเอนกประสงค์ หมู่ที่ 3 บ้านเกาะสีดา ตำบลอ่างทอง อำเภอทับ สะแก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ นายมนต์ชัย หนูสาย นายอำเภอทับสะแก เป็นประธานเปิดโครงการส่งเสริมพัฒนาคุณภาพชีวิต สุขภาพ สร้างกำลังใจผู้สูงวัย องค์การบริหารส่วนตำบลอ่างทอง ประจำปี 2569 โดย การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ได้นำข้าวสารมามอบให้ผู้สูงอายุ จำนวน 100 ถุง

โดยมีนายบังเอิญ พึ่งโพธิ์ทอง นายกอบต.อ่างทอง นายชลิต เพชรดี กำนันตำบลอ่างทอง น.ส.ชิดชนก กอวัฒนาวรานนท์ หัวหน้าแผนกพัฒนาเครือข่ายภาครัฐ ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ( กฟผ.) นายมหยศ โกศิน หัวหน้าศูนย์การเรียนรู้ กฟผ.ทับสะแก และนายสนม มณีแดง ประธานชมรมผู้สูงอายุตำบลอ่างทอง พร้อม คณะผู้บริหาร สมาชิกสภาอบต. อ่างทอง ผู้ใหญ่บ้าน พนักงานอบต.อ่างทอง จนท.รพ.สต.ในพื้นที่ อสม.และผู้สูงอายุตำบลอ่างทอง เข้าร่วมกิจกรรม โดยมีวิทยากรจาก เจ้าหน้าที่ตำรวจ ตชด.146 ค่ายพระมงกุฏฯ ร่วมเป็นวิทยากร

สำหรับวัตถุประสงค์ของการจัดโครงการส่งเสริมพัฒนาคุณภาพชีวิต สุขภาพ สร้างกำลังใจผู้สูงวัยนั้น เพื่อส่งเสริมให้ผู้สูงอายุได้รับความรู้ด้านการดูแลสุขภาพกาย สุขภาพใจ และการยอมรับการเปลี่ยนแปลงทางสังคมของวัยสูงอายุ เพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมของผู้สูงอายุในการทำกิจกรรมของชุมชน ร่วมกับหน่วยงานราชการและผู้นำชุมชน ก่อให้เกิดความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน เพื่อส่งเสริมให้ผู้สูงอายุเห็นคุณค่าและศักดิ์ศรีในตนเอง เกิดความรู้สึกรักและชื่นชมตนเอง มีกำลังใจ ใช้ชีวิตในสังคมต่อไป และส่งเสริมให้สังคมและประชาชนทุกภาคส่วนตระหนักถึงคุณค่าของผู้สูงอายุและความสำคัญของการพัฒนาคุณภาพชีวิตชีวิตผู้สูงอายุในพื้นที่



ข่าว. ณัฐธภพ พันสาย. / จ.ประจวบคีรีขันธ์. 0623644468

ผบ.มทบ.13 ตรวจจุดบริการประชาชนช่วงเทศกาลสงกรานต์ 2569

จังหวัดลพบุรี – ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 13 นำคณะนายทหารตรวจเยี่ยมให้กำลังใจเจ้าหน้าที่จุดบริการประชาชนช่วงเทสกาลสงกรานต์ ซึ่งมีจิตอาสาพระราช ทาน มทบ.13 ร่วมกับทางฝ่ายปกครอง

เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2569 พลตรีธารา เจนตลอด ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 13 พร้อมคณะนายทหารชั้นผู้ใหญ่เดินทางให้กำลังใจเจ้าหน้าที่จุดบริการประชาชนช่วงเทศกาลสง กรานต์ ประจำปี 2569 ณ จุดบริหารประชาชนริมถนนสายลพบุรี – สิงห์บุรี ตำบลพรหมมาสตร์ อำเภอเมืองลพบุรี ซึ่งได้มีกำลังพลจิตอาสาพระราชทาน มณฑลทหารบกที่ 13 ร่วมกับทางเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง เจ้าหน้าที่ อสม. โดยสลับกันมาปฏิบัติหน้าที่ในการให้บริการประชา ชนที่เดินทางบนถนนสายดังกล่าวให้จอดพัก ทั้งนี้ได้ให้บริการสอบถามเส้นทาง ห้องน้ำ บริการยารักษาโรคเบื้องต้น น้ำดื่ม กาแฟ และสำรับที่นอนพักผ่อน

สำหรับถนนสายดังกล่าวเป็นอีกเส้นทางหนึ่งที่ประชาชนใช้สัญจรในช่วงเทศกาลต่าง ๆ เป็นจำนวนมาก เนื่องจากเป็นถนนสายรองที่เชื่อมระหว่างถนนสายเอเชีย กับ ถนนสายมิตรภาพ ที่ใช้เดินทางขึ้นสายเหนือและสายภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยเชื่อว่าจะเป็นส่วนหนึ่งที่ขจะช่วยลดการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนได้ในระดับหนึ่ง ซึ่งจะทำให้ผู้ที่ใช้เส้นทางดังกล่าวเดินทางไปและกลับถึงจุดหมายปลายทางอย่างปลอดภัย สำหรับในวันนี้เป็นวันเปิดจุดบริการเป็นวันแรกของช่วง 7 วันอันตราย โดยเชื่อว่าตั้งแต่ช่วงเย็นวันนี้วันนี้ถึงวันเสาร์จะมีประชาชนเดินทางและแวะใช้บริการที่จุดดังกล่าวเป็นจำนวนมากเหมือนทุกเทศกาล

พร้อมกันนี้ก็ได้เน้นให้เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายตั้งใจในการปฏิบัติหน้าที่ในการให้บริการประชาชนด้วยความสุภาพ นอกจากนี้ยังได้เน้นย้ำในเรื่องเครื่องแต่งกายและอุปกรณ์ในการให้บริการให้มีความพร้อม รวมทั้งขอบใจที่เจ้าหน้าที่ได้เสียสละความสุขส่วนตัวที่จะต้องอยู่กับครอบครัวมาให้บริการกับผู้ที่ใช้เส้นทางดังกล่าว โดยได้มอบน้ำดื่ม เครื่องดื่มบำรุงกำลัง อาหาร ขนม ให้เป็นกำลังแก่เจ้าหน้าที่ไว้บริโภคในช่วงที่ปฏิบัติหน้าที่และเป็นขวัญกำลังใจ


กฤษณ์ สนใจ ลพบุรี 0890899090

ลพบุรีร้อนระอุทะลุ 40 องศา คนก็ร้อนลิงก็ร้อน

จังหวัดลพบุรี – อากาศร้อนจัด อุณหภูมิทะลุ 40 องศา ทั้งสวนสวนสัตว์ลพบุรี และสวนลิงลพบุรี ต้องเพิ่มรอบให้น้ำคลายร้อนให้กับลิง ขณะที่คนทำงานกลางวัน อย่างผู้ผลิตดินสอพองกลางแดดต้องเปลี่ยนข่วงเวลามาทำตอนกลางคืนแทน

จากสภาพอากาศที่ร้อนจัด ตลอดทั้งวัน ของจังหวัดลพบุรี ต่อเนื่องตลอดทั้งสัปดาห์ เฉลี่ย 38-39 องศา บางวันทะลุ กว่า 40 องศา และมีค่าดัชนีความร้อนในร่างกายสูงกว่า 50 องศา Top 10 (1 ใน 10) ของจังหวัดที่ร้อนที่สุดในประเทศไทย ส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่ทั้ง คนและลิง โดยเฉพาะลิงซึ่งเป็นสัตว์ที่มีลักษณะทางกายภาพใกล้เคียงกับมนุษย์ มักหงุด หงิดได้ง่าย ทำร้ายกันเอง เมื่อเจอกับสภาพอากาศที่ร้อนจัด ทำให้สวนสัตว์ลพบุรี ซึ่งต้องดูแลลิงอยู่หลายชนิด ทั้งสิงแสม ลิงกัง อุรังอุตัง ลิงดาวเด่นของสวนสัตว์ลพบุรี ในช่วงที่สภาพอากาศร้อนจัดติดต่อกันหลายในช่วงนี้ ต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษ ด้วยการทำความสะอาด และคอยฉีดน้ำให้กับลิง วันละ 2 ช่วงเวลา ทั้งช่วงสาย และช่วงบ่าย เพื่อลดอุณภูมิในกรงลิง ควบคู่กับการให้น้ำเย็นและน้ำแข็ง เพื่อช่วยลดความเคลียดให้กับลิง ระว่างให้น้ำในกรงลิง บางตัวก็จะมาเกาะที่หน้ากรงให้ฉีดน้ำ บ้างตัวก็จะเอาสายยางที่เจ้าที่ส่งให้ ไปฉีดน้ำใส่ตัวเองเพื่อคลายร้อน

ด้าน พันเอก สง่า เพชรราวี ผู้อำนวยการสวนสัตว์ลพบุรี บอกว่า….ในช่วงที่สภาพอากาศร้อนจัดทางสวนสัตว์ลพบุรี ก็จะมีมาตรการ ลดความร้อนให้กับสัตว์ โดยการทำความสะอาด เติมน้ำในบ่อต่างๆ ให้เพียงพอ ส่วนสัตว์บางประเภทเช่น พวกลิง จะมีการล้างกรงวันละ 2 ครั้ง ควบคู่กับการฉีดน้ำให้แก่ลิง และมีการให้น้ำเย็น และน้ำแข็ง แก่ลิงได้ดื่มกิน เพื่อเพิ่มความเย็นให้แก่สัตว์เหล่านี้ด้วย

เช่นเดียวกับที่ สถานอนุบาลสัตว์เทศบาลเมืองลพบุรี….หรือ สวนลิงโพธิเก้าต้น ซึ่งมีลิง จำนวนมาก กว่า 2,000 ตัว ที่กรมอุทยาน และ เจ้าหน้าที่เทศบาลเมืองลพบุรี ได้ร่วมได้ดักจับมาจาก ในตัวเมิองลพบุรี เพื่อเป็นการควบคุมประชากรลิงลพบุรี หลังไปก่อความเดือดร้อนรำคาญ แก่ประชาชน และนักท่องเที่ยว ในช่วง 2 ที่ผ่านมา ก็ได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศที่ร้อนจัดไม่แพ้กัน ซึ่ง นายจำเริญ สละชีพ นายกเทศมนตรีเมืองลพบุรี ได้สังการให้เจ้าหน้าที่ นำรถบรรทุกน้ำดับเพลิง พร้อมเจ้าหน้าที่ คอยเข้าไปทำความสะอาดล้างพื้น ทำความสะอาดบ่อน้ำภายในกรงลิง และคอยเติมน้ำในบ่อให้แก่ลิง อยู่เสมอ ควบคู่กับการเลือกให้อาหาร ที่เป็นผักผลไม่ที่มีน้ำ อย่างแตงกวา มะละกอ แตงโม มาเพิ่มให้ลิงได้กินเพื่อคลายความร้อน ซึ่งช่วยลดความเคลียด และอาการหงุดหงิดของลิงได้เป็นอย่างดี

ขณะที่ความร้อนที่ส่งผลกลับกับคนทำงาน…โดยเฉพาะกลุ่มอาชีพ คนทำดินสอพอง ใน 2 ตำบล ริมคลองชลประทานชัยนาท-ป่าสัก ซึ่งต้องเร่งผลิตหยอดดินสอพองตากแดด แบบหลังสู้ฟ้า หน้าสู้ดิน เพื่อให้ผลผลิตออกจำหน่ายได้ทันในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ก็ต้องปรับตัว เพราะทนต่อสภาพอากาศในตอนกลางวันไม่ไหว…ต้องปรับเวลาออกมาเร่งทำงาน แต่ช่วงเช้ามือ ก่อนที่แดดจะแรงจัด พอช่วงสายก็จะหยุดพัก….และมาทำอีกทีในช่วงเย็น และหลายรายต้องทนอดนอน เปิดไฟให้แสงสว่าง ทำการหยอดดินสอพองในตอนกลางคืนแทน เพราะทำกลางวันไม่ไหว อากาศร้อนจัดอย่างที่เห็น


กฤษณ์ ลพบุรี 0890899090