คณะทูตานุทูตมุสลิมประจำประเทศไทย เยือนจังหวัดปัตตานี ติดตามนโยบายการพัฒนาด้านการศึกษาในพื้นที่ จชต.

           เมื่อวันที่ 26 กันยายน 2562 เวลา 10.00 น. ที่ โรงเรียนสาธิตอิสลามศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์วิทยาเขตปัตตานี อำเภอเมือง จังหวัดปัตตานี นายเจษฎา  กตเวทิน อธิบดีกรมเอเชียใต้ ตะวันออกกลางและแอฟริกา นำคณะทูตานุทูตมุสลิมประจำประเทศไทย ประกอบด้วย H.E.Mr.Abdelilah El Housni  เอกอัครราชทูตราชอาณาจักรโมร็อกโกประจำประเทศไทย พร้อมด้วย H.E.Mr.Saif Abdulla Mohammed Khalfan Alshamisi เอกอัครราชทูตสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ประจำประเทศไทย, H.E.Mr.Ahmad Abdulla Al-Hajeri เอกอัครราชทูตราชอาณาจักรบาห์เรนประจำประเทศไทย, อุปทูตรัฐสุลต่านโอมานและสาธารณรัฐซูดาน ที่ปรึกษาเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอาหรับอียิปต์ประจำประเทศไทย นายเวรสถานเอกอัครราชทูตรัฐคูเวตและราชอาณาจักรซาอุดิอาระเบียประจำประเทศไทยและคณะ เยือนพื้นที่จังหวัดปัตตานี เพื่อรับทราบข้อมูลนโยบายและการพัฒนาเชิงบวกด้านการศึกษา เพื่อเป็นพื้นฐานสำหรับการส่งเสริมความร่วมมือด้านการศึกษาระหว่างประเทศไทยกับกลุ่มประเทศมุสลิม  อธิการบดีมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์วิทยาเขตปัตตานี ตลอดจนบุคลากรทางการศึกษาและนักเรียนเข้าร่วม

           H.E.Mr.Abdelilah El Housni  เอกอัครราชทูตราชอาณาจักรโมร็อกโกประจำประเทศไทย กล่าวว่า  รู้สึกดีใจที่ได้มาเยือนพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ในวันนี้ ซึ่งทำให้รู้จักประเทศไทยมากขึ้น เมื่อรู้จักกันมากขึ้น ก็จะนำมาซึ่งความเคารพต่อกันมากขึ้น รู้สึกมีความสุขที่ได้พูดคุยกับนักเรียน และได้เห็นถึงความตั้งใจที่อยากศึกษาเรียนรู้ทางด้านภาษา การมาเยือนในครั้งนี้นับเป็นโอกาสที่ดีที่จะเป็นทุนสำหรับอนาคตในการต่อยอดให้เยาวชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้มีโอกาสด้านการศึกษามากขึ้น

          จากนั้นเวลา 14.00 น. คณะทูตานุทูตมุสลิมประจำประเทศไทย ได้เดินทางต่อไปยัง โรงเรียนจงรักษ์สัตย์วิทยา อำเภอเมือง จังหวัดปัตตานี เพื่อพบปะคณะผู้บริหาร และพูดคุยเกี่ยวกับนโยบายและการพัฒนาการเรียนการสอนทางด้านภาษา พร้อมกันนี้ คณะฯได้เยี่ยมชมนิทรรศการและชมการแสดงจากนักเรียน

ขอบคุณข้อมูล : สำนักปฏิบัติการข่าวสาร กอ.รมน.ภาค 4 สน.

สำนักข่าวความมั่นคง

เรือนจำจังหวัดสงขลา นำเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง เปิดปฏิบัติการจู่โจมตรวจค้นเรือนจำกรณีพิเศษตั้งแต่รุ่งสาง

เรือนจำจังหวัดสงขลา นำเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง เปิดปฏิบัติการจู่โจมตรวจค้นเรือนจำกรณีพิเศษตั้งแต่รุ่งสาง เพื่อตรวจหาสิ่งผิดกฎหมายและสิ่งของต้องห้าม  พร้อมสุ่มตรวจปัสสาวะผู้ต้องขัง 200 คน เพื่อหาสารเสพติด เบื้องต้นไม่พบสารเสพติดและสิ่งผิดกฎหมาย

          วันนี้ (26 ก.ย. 62) ที่เรือนจำจังหวัดสงขลา นายไพโรจน์ จริตงาม รองผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา พร้อมด้วยนายดำรงค์ บัวฤทธิ์ ผู้บัญชาการเรือนจำจังหวัดสงขลา นำเจ้าหน้าที่จากทัพเรือภาคที่ 2 สงขลา กองร้อยอาสารักษาดินแดนที่ 1 จังหวัดสงขลา ตำรวจตระเวนชายแดนที่ 43 กองพันทหารปืนใหญ่ที่ 5 ตำรวจภูธรเมืองสงขลา สำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติดภาค 9 และชุดปฏิบัติการพิเศษเขต 9 จำนวน 160 นาย สนธิกำลังปฏิบัติการจู่โจมตรวจค้นกรณีพิเศษเรือนจำจังหวัดสงขลาตั้งแต่รุ่งสาง พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ในสังกัด ร่วมปฏิบัติการตรวจค้นอย่างเข้มข้น และเป็นไปอย่างเรียบร้อย

          นายไพโรจน์ จริตงาม รองผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา กล่าวว่า จากสถานการณ์ปัญหายาเสพติดในปัจจุบันยังมีการแพร่ระบาดเพิ่มมากขึ้น เป็นภัยสังคมคุกคามต่อการพัฒนาประเทศและความสงบสุขของสังคม นำไปสู่ปัญหาการก่ออาชญากรรมต่าง ๆ ส่งผลกระทบเชิงลบต่อภาพลักษณ์ของประเทศ เป็นอุปสรรคสำคัญในการพัฒนาประเทศ

          ผลจากการเร่งรัดการแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างเร่งด่วนของรัฐบาล ทำให้มีการจับกุมผู้กระทำผิดเกี่ยวกับยาเสพติดทั้งผู้เสพและผู้ค้าได้เป็นจำนวนมาก รัฐบาลจังได้กำหนดเป็น “วาระแห่งชาติ” ในการแก้ไขปัญหายาเสพติด อีกทั้งเป็นปัญหาสำคัญที่ทุกหน่วยงานต้องเข้ามาร่วมมือกันแก้ไข ประสานงานติดต่อสื่อสารที่จะเชื่อมโยงประสานความร่วมมือกันอย่างจริงจัง

          เรือนจำจังหวัดสงขลาจึงได้ทำหนดให้มีการจู่โจมตรวจค้นกรณีพิเศษ เดือนละ 1 ครั้ง โดยขอความร่วมมือจากหน่วยงานภายนอกและเจ้าหน้าที่เรือนจำจังหวัดสงขลา ร่วมกันจู่โจมตรวจค้น โดยทุกภาคส่วนร่วมกันปฏิบัติภารกิจในเชิงรุก ร่วมกันจู่โจมตรวจค้นมิให้มีโทรศัพท์มือถือ ยาเสพติด สิ่งของต้องห้าม ตลอดจนสิ่งผิดกฎหมายภายในเรือนจำ

          ด้านนายดำรงค์ บัวฤทธิ์ ผู้บัญชาการเรือนจำจังหวัดสงขลา กล่าวว่า เรือนจำจังหวัดสงขลาได้ดำเนินการจู่โจมตรวจค้นกรณีพิเศษ ตามนโยบายรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และอธิบดีกรมราชทัณฑ์ ที่มอบหมายให้เรือนจำและทัณฑสถานทั่วประเทศ ดำเนินการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดและโทรศัพท์มือถือให้หมดสิ้นไปจากเรือนจำและทัณฑสถานโดยเร็ว ตามนโยบาย 5 ก้าวย่าง การเปลี่ยนแปลงราชทัณฑ์ ก้าวย่างที่ 1 : ควบคุมปราบปรามยาเสพติด โทรศัพท์มือถือและสิ่งของต้องห้ามเข้าเรือนจำ และนโยบายอธิบดีกรมราชทัณฑ์ 3 ส. 7 ก. โดยให้ดำเนินการจู่โจมตรวจค้นกรณีพิเศษเป็นประจำอย่างต่อเนื่อง

          สำหรับการจู่โจมตรวจค้นในครั้งนี้ เพื่อให้เรือนจำทุกแห่งดำเนินการปราบปรามยาเสพติด โทรศัพท์มือถือและสิ่งของต้องห้ามภายในเรือนจำไม่ให้มีการลักลอบเข้ามา หรือมีไว้ภายในเรือนจำอย่างเด็ดขาด โดยให้เรือนจำทำการจู่โจมตรวจค้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเรือนจำจังหวัดสงขลามีภารกิจด้านการควบคุมผู้กระทำความผิดตามคำพิพากษาของศาล ผู้ต้องขังส่วนใหญ่เป็นผู้ต้องขังคดียาเสพติด บางคนอาจมีอิทธิพลด้านการเงินและมีเครือข่ายภายนอกเรือนจำอาจลักลอบ ใช้เรือนจำเป็นฐานในการสั่งซื้อ-ขาย ยาเสพติด โดยใช้โทรศัพท์มือถือเป็นอุปกรณ์สื่อกลางในการเชื่อมต่อกับเครือข่ายภายนอกเรือนจำ

          ผลการตรวจค้นเจ้าหน้าที่ได้แยกย้ายเข้าค้นเรือนนอน ตู้เก็บสิ่งของและอาคารสถานที่ภายในเรือนจำอย่างละเอียดแต่ไม่พบสิ่งผิดกฎหมาย นอกจากนี้เจ้าหน้าที่ได้ทำการสุ่มตรวจปัสสาวะในกลุ่มผู้ต้องขัง จำนวน 200 คน เพื่อหาสารเสพติด เบื้องต้นไม่พบสารเสพติด ปัจจุบันเรือนจำจังหวัดสงขลา มีผู้ต้องขังทั้งหมด 2,745 คน

#เรือนจำจังหวัดสงขลา #เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง #ปฏิบัติการจู่โจมตรวจค้นเรือนจำกรณีพิเศษ  #ILOVETHAILAND

ขอบคุณข้อมูล : ผู้สื่อข่าว – ศิริลักษณ์ แคล้วคลาด / ผู้เรียบเรียง – วสันต์พรรษ จำเริญนุสิต

แหล่งที่มา : สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดสงขลา

สำนักข่าวความมั่นคง

ละหมาดฮายัติ เพื่อสันติสุขที่โรงเรียนธรรมฯ จะนะ

          วันที่ 25 ก.ย.62 ร่วมสังเกตการณ์ กิจกรรมละหมาดฮายัด ณ โรงเรียนธรรมวิทยามูลนิธิสงขลา เริ่มละหมาด เวลา 10.00 น. มีคนมาร่วมละหมาด ประมาณการ 300 – 400 คน ก่อนละหมาด หะยีอิสมาอีล หมะหลี ผู้จัดการโรงเรียนก็ได้ชี้แจงวัตถุประสงค์ในการละหมาดในครั้งนี้ เพื่อให้พระเจ้าคุ้มครองให้เกิดความสลามัติ(ความสันติ) ห่างไกลกับสิ่งเลวร้ายต่างๆที่เกิดขึ้น เป็นคำกล่าวสั้นๆ

          จากการสังเกตุและสอบถามผู้ที่มาละหมาด ส่วนใหญ่เป็นคนในพื้นที่อำเภอจะนะ เช่นผู้ปกครองนักเรียน ครูและนักเรียนในพื้นที่ รวมทั้งผู้บริหารโรงเรียนใกล้เคียงบางท่านและชาวบ้านในพื้นที่ แต่ไม่มาก รวมทั้งการดูแลความเรียบร้อยจากเจ้าหน้าที่ของรัฐและได้สอบถามผู้ที่มาร่วมนั้น ทุกคนมาตามคำเชิญของผู้จัดการ ร.ร.ธรรมวิทยาฯสงขลาเท่านั้นโดยไม่มีนัยสำคัญ เหตการณ์ทั่วไปปกติ ไม่มีเวทีเสวนา ไม่มีป้ายผ้า ไม่มีคำพูดที่แสดงถึงความไม่พอใจในการตรวจค้นของเจ้าหน้าที่ เสร็จกิจกรรม เวลา 10.30 น. มีการแจกข้าวกล่อง และทุกคนก็แยกย้ายกันกลับ เหตุการณ์ทั่วไปปกติ

หมายเหตุ ย้อนดูการละหมาดฮายัตในโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามที่ปัตตานีเพื่อสันติสุข

ขอบคุณข้อมูล : spmcnews

“หลวงพ่ออ๊อด” วัดสายไหม จัดสร้างเหรียญ รุ่น”เลื่อนสมณศักดิ์พระครูโสภณภัทรเวทย์” ปัจจัยร่วมสร้างวัดสายไหม 2

“หลวงพ่ออ๊อด” วัดสายไหม จัดสร้างเหรียญ รุ่น”เลื่อนสมณศักดิ์พระครูโสภณภัทรเวทย์” ปัจจัยร่วมสร้างวัดสายไหม 2

พระครูปลัดอิทธิพล ปธานิโก หลวงอ๊อด วัดสายไหม ปทุมธานี พระเกจิอาจารย์ชื่อดัง เจ้าตำรับวัตถุมงคล “ตะกรุดลูกปืนหยุดมัจจุราช” ท่านเป็นพระนักพัฒนา นักการศึกษา พร้อมสนับสนุนสร้าง อาคารผู้ป่วย โรงเรียน และวัดในถิ่นทุรกันดารมากมาย เป็นพระที่มีเมตตาสูง ทำบุญช่วยสนับสนุนกิจการงานของสงฆ์ เผยแผ่พระพุทธศาสนา จัดอบรมนั่งสมาธิกรรมฐาน เจริญกุศลภาวนา เป็นพระนักพัฒนา และพระนักการศึกษาด้วย ศึกษาความรู้ต่างๆ ด้วยตนเอง ปัจจุบันท่านกำลังจบการศึกษาระดับปริญญาเอกจากมหาจุฬาฯ

ด้วยคุณงามความดีที่ท่านทำให้ไว้ในบวรพุทธศาสนาตลอดมา หลวงพ่อจึงได้รับการเลื่อนสมณศักดิ์ “พระครูโสภณภัทรเวทย์” ยังความปราบปลื้มใจให้บรรดาลูกศิษย์ทั่วทุกสารทิศ เป็นอย่างยิ่ง

หากกล่าวถึงเครื่องราง “ตะกรุดลูกปืน” ต้องนึกถึงหลวงพ่ออ๊อด วัดสายไหม เจ้าตำรับตะกรุดลูกปืนหยุดมัจจุราช ซึ่งต่างทราบกันดีว่าตะกรุดลูกปืนของหลวงพ่อ มีผู้ที่มีประสบการณ์มากมาย ช่วยให้แคล้วคลาดปลอดภัย จากหนักเป็นเบาบ้างก็มี อุบัติเหตุตามท้องถนน จะเห็นตามข่าวหน้าหนังสือพิมพ์ หรือทางทีวีอยู่บ่อยครั้ง

ส่วนชนวนมวลสารปลอกลูกปืนนั้น หลวงพ่ออ๊อด ท่านเคยถูกนำมาใช้สร้างเหรียญ หลวงพ่ออ๊อด ปธานิโก (เหรียญรุ่น 1 ) เมื่อปลายปี 2550 ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา เป็นเวลาถึง 12 ปี เนื้อปลอกลูกไม่เคยถูกนำมาใช้สร้างเหรียญหลวงพ่ออีกเลย ซึ่งในวาระอันเป็นมงคล “เลื่อนสมณศักดิ์ พระครูโสภณภัทรเวทย์”ทางวัดสายไหมได้นำเนื้อปลอกลูกปืนกลับมาใช้สร้างเหรียญ “เลื่อนสมณศักดิ์”อีกครั้ง เพื่อเป็นการแสดงถึงเอกลักษณ์ความเป็นเจ้าตำรับตะกรุดลูกปืนหยุดมัจจุราชของ”หลวงพ่ออ๊อด ปธานิโก” เจ้าอาวาสวัดสายไหม

โดยเป็นที่ทราบกันดีว่า “เหรียญเลื่อนสมณศักดิ์พระครูโสภณภัทรเวทย์” เป็นเหรียญที่ปรารถนาของทุกท่าน โดยเชื่อกันว่า จะช่วยให้ เลื่อนยศ เลื่อนตำแหน่ง เลื่อนขั้นให้ดียิ่งๆขึ้นไป เป็นที่แสวงหามาครอบครอง ทำให้ชีวิตเจริญรุ่งเรืองในทุกๆด้าน ประกอบกิจการสิ่งใด ก็สำเร็จทุกๆประการ

สำหรับปัจจัยที่ได้ทั้งหมด หลวงพ่อท่านจะนำไปสมทบทุนสร้างวัดสายไหมแห่งที่ 2 อ.ท่าเรือ จ.พระนครศรีอยุทธยา

ทั้งนี้สั่งจองได้ตั้งแต่วันนี้ ถึง 1 พ.ย.62 สั่งจองได้ที่จุดบูชาวัตถุมงคล วัดสายไหม อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี และจะทำพิธีพุทธาภิเษก วันที่ 9 พ.ย. 62 จากนั้นให้มารับวัตถุมงคล ได้ตั้งแต่วันที่ 16 พ.ย.62 เป็นต้นไป ท่านที่อยู่ไกลทางวัด สามารถจัดส่งให้ได้ สอบถามได้ที่โทร 02-531-2127

////////////

กอ.รมน. ร่วมกับ กสทช. เชิญชวนผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ ลงทะเบียนซิมการ์ดโทรศัพท์ยืนยันตัวตน

(วันที่ 29 ก.ย. 62) พล.ต.ธนาธิป สว่างแสง โฆษก กอ.รมน. ได้เปิดเผยว่า ตามที่กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค ๔ ได้มีการประกาศ เรื่อง มาตรการการจัดระเบียบการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เมื่อวันที่ 26 เมษายน 2562 นั้น ได้รับความร่วมมือจากผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ทั้ง 5 เครือข่าย ผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ทั้งในและนอกพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ส่วนราชการ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ตลอดจนอาสาสมัครรูปแบบต่างๆ ในการลงทะเบียนซิมการ์ดโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบยืนยันตัวตนเป็นอย่างดียิ่ง

อย่างไรก็ตามยังคงมีประชาชนอีกเป็นจำนวนมากที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกลในถิ่นทุรกันดาร ยังไม่ทราบถึงการประกาศขอความร่วมมือในการลงทะเบียนซิมการ์ดโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบยืนยันตัวตน จึงยังไม่ได้ไปลงทะเบียน

ทั้งนี้เพื่อเป็นการรักษาสิทธิประโยชน์และความปลอดภัยของผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ อีกทั้ง เพื่อให้การติดต่อสื่อสารทางโทรศัพท์เคลื่อนที่ของประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นไปอย่างต่อเนื่องและปลอดภัย บรรเทาความเดือดร้อนให้กับประชาชน กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค ๔ ได้หารือกับ กสทช. และผู้ประกอบกิจการโทรศัพท์ ดังนี้
๑. เพิ่มช่องทางการรับรู้ด้วยรูปแบบจัดทำป้ายโฆษณา, ป้ายไวนิล ตามสถานที่สำคัญ เช่น สนามบินท่ารถบริษัทขนส่งจำกัด(บขส.), การรถไฟแห่งประเทศไทย(รฟท.), บริษัทท่าอากาศยานไทยจำกัด(มหาชน) เป็นต้น
๒. จัดชุดเจ้าหน้าที่รับลงทะเบียนเคลื่อนที่ไปตามหมู่บ้านที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกลทุรกันดาร และสถานที่ต่างๆ เพื่อการลงทะเบียน(ผู้ใช้บริการในพื้นที่ จชต.)
๓. เพิ่มยอดเจ้าหน้าที่รับลงทะเบียน(USER) ในหมู่บ้าน เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับประชาชนในพื้นที่ เช่น บัณฑิตอาสา, อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน(อสม.)(ผู้ใช้บริการในพื้นที่จชต.) สำหรับการตรวจสอบสถานะการลงทะเบียนระบบยืนยันตัวตนใช้ได้ทั้งบุคคลในพื้นที่จชต. และนอกพื้นทีจชต. สามารถดำเนินการด้วยตนเองโดยกด 1655*หมายเลขบัตรประชาชน 13 หลัก กดสี่เหลี่ยมแล้วกดโทรออก และผู้ใช้บริการโทรศัพท์ ที่อยู่นอกพื้นที่ จชต. สามารถลงทะเบียนยืนยันตัวตนได้ ณ ศูนย์บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ทั่วราขอาณาจักร ได้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

กอ.รมน. ร่วมกับ กสทช. ขอเชิญชวนประชาชนทั่วประเทศได้ร่วมลงทะเบียนโทรศัพท์เคลื่อนที่ ด้วยระบบยืนยันตัวตน เพื่อเป็นการป้องกันการสวมสิทธิ์ รักษาสิทธิประโยชน์ และความปลอดภัยไม่ให้บุคคลอื่นนำหมายเลขโทรศัพท์ไปใช้ในทางที่ผิดกฎหมาย เพื่อลดผลกระทบที่อาจจะเกิดกับประชาชนส่วนใหญ่ทั้งในและนอกพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้

สังสรรค์ สื่อสารการเมือง-นศ.สื่อสารการเมือง ม.เกริก นัดเลี้ยงรุ่น กระชับมิตร

สังสรรค์ สื่อสารการเมือง :พล.อ.ปกิตน์ สันตินิยม ประธาน นศ.สื่อสารการเมือง ม.เกริก นัดเลี้ยงรุ่น กระชับมิตร มี พล.ต.ประสิทธิ์ หมอทรัพย์.สส.ศิริพงศ์ รัศมี,พันธวัช สุทิน,จเร ตัณฑ์พรชัย อดีตสส.สระบุรี,ชาตรี ตะเคียนทอง,อำนวย ชัยประพรเสริฐ,สิทธิชัย นุ่มแจ่ม,ปุณยนุช วัฒนาจิรกุล(กระต่าย) สุนทร ช่วยตระกูล”ทอนส์79″ ที่ร้านอาหารศรีวิชัย นาคนิวาส 53 เมื่อวันก่อน บรรยากาศอบอุ่น

cr.ทอนส์79

“บิ๊กอู๊ด” พร้อมคณะนักศีกษาหลักสูตร ปปร.23 สถาบันพระปกเกล้า เดินหน้านำทีมเยียวยา ช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม

“บิ๊กอู๊ด” พร้อมคณะนักศีกษาหลักสูตร ปปร.23 สถาบันพระปกเกล้า เดินหน้านำทีมเยียวยา ช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม

จากเกิดกรณีสถานการณ์พายุน้ำท่วมรุนแรงในพื้นที่​ จังหวัด​อุบลราชธานี​ อย่างต่อเนื่องหลายสัปดาห์ ราษฏรได้อพยพตั้งศูนย์พักพิงชั่วคราว และบางส่วนยังคงอาศัยอยู่ในบ้านเรือนที่มีระดับน้ำท่วมสูงเนื่องจากห่วงทรัพย์สิน และมีราษฎรที่เดือดร้อนจากการที่บ้านเรือนถูกทำลายเสียหาย

ทางรัฐบาล โดยการสั่งการของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี,พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดย พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. ได้สั่งการตำรวจทุกหน่วยลงพื้นที่ โดยเฉพาะการเข้าช่วยเหลือผู้ประสบภัยตามโครงการจิตอาสาพระราชทาน 904 วปร.

ในวันนี้​ วันเสาร์​ที่ 28 ก.ย.62 เวลา 13.30 น. พล.ต.ท.สมพงษ์ ชิงดวง ผบช.สตม. พร้อมด้วย พล.ต.ต.ณัฐวัฒน์ การดี ผบก.ตม.4,พล.ต.ต.อาชยน ไกรทอง ผบก.ตม.3,พ.ต.อ.เอกกร บุษบาบดินทร์ รอง ผบก.ตม.5,พ.ต.อ.พิชญ์วุฒิ สงวนสมบัติศิริ รอง ผบก.ตม.4,พ.ต.อ.ไพฑูรย์ กุลัตถ์นาม รอง ผบก.กฝ. ปฏิบัติราชการ สตม.,พ.ต.อ.สถิตย์ พรมอุทัย รอง ผบก.สส.ภ.2 ปฏิบัติราชการ สตม.,พ.ต.อ.ธนิสร แสงท่านั่ง ผกก.ตม.จ.อุบลราชธานี

และคณะหลักสูตรประกาศนียบัตรชั้นสูงการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยสำหรับนักบริหารระดับสูง รุ่นที่ 23 (ปปร.23) ได้นำตำรวจจิตอาสาสังกัด สตม.ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และ ตม.จ.อุบลราชธานี ลงพื้นที่มอบถุงยังชีพแก่ผู้ประสบภัย ใน จ.อุบลราชธานี ดังนี้

จุดที่ 1 ตรวจเยี่ยมและให้กำลังใจชาวบ้านชุมชนบ้านกุดระงุม อ.วารินชำราบ มอบถุงยังชีพ จำนวน 650 ชุด​ จุดที่ 2 ตรวจเยี่ยมและให้กำลังใจชาวบ้านชุมชนวัดกุดคูณ อ.เมือง มอบถุงยังชีพ จำนวน 350 ชุด และมอบวัสดุก่อสร้างให้ชุมชนวัดกุดคูณ จำนวน 1 ชุด

พล.ต.ท.สมพงษ์ฯ กล่าวว่า ได้สั่งการ ให้ จนท.ตม.ให้การช่วยเหลือพี่น้องประชาชน ในพื้นที่ประสบภัย ตามโครงการจิตอาสาพระราชทาน 904 วปร. เพื่อเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยบรรเทาความเดือดร้อน และร่วมให้กำลังใจอยู่เคียงข้างพี่น้องประชาชน ที่ตนและคณะมาในวันนี้ ไม่ได้ต้องการสิ่งตอบแทน หวังเพียงแต่ว่าผู้ประสบภัยจะผ่านพ้นวิกฤติความเดือดร้อนครั้งนี้ไปให้ได้ โดยจะติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง และพร้อมให้การสนับสนุนช่วยเหลืออย่างเต็มที่

สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ รายงาน​

สมาคมผู้สื่อข่าวต้านคอร์รัปชั่น (ประเทศไทย) จัดเสวนาวิชาการ ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติ ภายใต้หัวข้อ “มหันตภัย…คอร์รัปชั่น ยุค 4.0 นักศึกษา วัยใส ต้านภัยทุจริต” ครั้งที่ 4/2562

สมาคมผู้สื่อข่าวต้านคอร์รัปชั่น (ประเทศไทย) จัดเสวนาวิชาการ ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติ ภายใต้หัวข้อ “มหันตภัย…คอร์รัปชั่น ยุค 4.0 นักศึกษา วัยใส ต้านภัยทุจริต” ครั้งที่ 4/2562

โดยเมื่อวันที่ 26 ก.ย.62 ที่ห้องประชุมกาสะลองคำ มหาวิทยาลัยเชียงราย : มี นายภาสกร บุญญลักษณ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธาน

ดร.เอกชัย เหลืองสะอาด นายกสมาคมผู้สื่อข่าวต้านคอร์รัปชั่น​ (ประเทศไทย) กล่าวว่า การจัดงานเสวนาครั้งนี้มีจุดประสงค์ เพื่อต่อต้านทุจริต ปลุกจิตสำนึกเด็ก เยาวชน นิสิต นักศึกษา ให้รู้ถึงพิษภัยของการทุจริต ปลูกฝังค่านิยมประชาชน เจ้าหน้าที่ของรัฐให้ยึดหลักธรรมาภิบาลในการปฏิบัติหน้าที่ตอบแทนคุณแผ่นดิน

นอกจากนี้ สมาคมฯและมูลนิธิต่อต้านทุจริต ยังได้ร่วมมือกับทุกภาคส่วนรณรงค์และต่อต้านการทุจริตทุกรูปแบบ พร้อมทั้งเปิดเวทีแสดงความคิดเห็น แลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารกับองค์กรอื่นๆ และดำเนินกิจกรรมต่างๆ เพื่อเป็นประโยชน์ของประเทศ

สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ ​รายงาน​

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ซับน้ำตาชาวอุบลฯ​ ฟื้นฟูผู้ประสบอุทกภัยกว่า 6,000 ชุดหลังน้ำลดต่อเนื่อง

วันนี้ วันเสาร์ที่ 28 กันยายน 2562 : มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นายพินัย ศรีพนาสณฑ์ รักษาการผู้จัดการฝ่ายสังคมสงเคราะห์ จัดทีมสังคมสงเคราะห์ออกแจกจ่ายเครื่องอุปโภคบริโภค แก่ผู้ประสบภัยน้ำท่วมในพื้นที่ อ.วารินชำราบ จำนวน 2,000​ ชุด อ.เมือง จำนวน 2,400 ชุด และใน อ.เขื่องใน 1,400 ชุด​ จ.อุบลราชธานี รวมทั้งสิ้น 6,000 ชุด ในโครงการ “ฟื้นฟูหลังน้ำลด” รวมงบประมาณเป็นเงินจำนวน 2,100,000 บาท โดยมี มูลนิธิการกุศลอุบลราชธานี​ (จีตัมเกาะ) ร่วมกับมูลนิธิสว่างบูชาธรรมสถาน อ.วารินชำราบ​ จ.อุบลราชธานี เป็นผู้ประสานงานให้ความช่วยเหลือในพื้นที่ โดยมีนายเฉลิมพล มั่งคั่ง รองผู้ว่าจ.อุบลราชธานี​ พร้อมด้วยผู้แทนจากหน่วยงานราชการ ร่วมในพิธี

โครงการฟื้นฟูหลังน้ำลดแก่ผู้ประสบอุทกภัย มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง กำหนดมอบเครื่องอุปโภคบริโภคแก่ผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่ภาคกลางและภาคอีสานรวม 9 จังหวัด คิดมูลค่าเป็นเงินกว่า 6,000,000 บาท (หกล้านบาทถ้วน)

เมื่อเกิดอุทกภัย มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้จัดทีมกู้ชีพ กู้ภัย พร้อมเรือท้องแบน และ โรงครัวเคลื่อนที่เพื่อประกอบอาหารกล่อง พร้อมถุงยังชีพ นำแจกจ่ายแก่ผู้ประสบภัย เพื่อการบรรเทาทุกข์และช่วยเหลือเบื้องต้น หลังจากนั้น ฝ่ายสังคมสงเคราะห์ จะฟื้นฟูหลังน้ำลด โดยแจกเครื่องอุปโภคบริโภคที่จำเป็น เช่น ข้าวสาร บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ปลากระป๋อง น้ำปลา และน้ำมันพืช บรรจุลงในถุงผ้ามูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง และมอบเงินค่าฌาปนกิจศพแก่ญาติผู้เสียชีวิตจากอุทกภัย รายละ 20,000 บาท ทั้งนี้ หากมีผู้เสียชีวิตจากเหตุอุทกภัย ญาติของผู้เสียชีวิตสามารถขอรับเงินช่วยเหลือค่าฌาปนกิจศพ จากมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ที่ สายด่วนป่อเต็กตึ๊ง 1418 ต่อฝ่ายสังคมสงเคราะห์

ป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต #ติดต่อ-สอบถาม #ทีมงานสื่อสารองค์กร​ 086-854-1418 #สายด่วนป่อเต็กตึ๊1418

สุรเชษฐ​ ​ศิลา​นนท์​ รายงาน​

นักธุรกิจชื่อดังร้องสื่อเตือนภัยแฉขบวนการทนายความแก๊งต้มตุ๋นสูญเงินกว่า 80 ล้าน

วันนี้​ วัน​ศุกร์​ที่ 27 ก.ย.62 เวลา 14.00 น.: นายชาญวิทย์ กิจเลิศสิริวัฒนา กรรมการผู้จัดการ บริษัท ภูเขาหกลูก จำกัด ได้เดินทางเข้าร้องเรียนต่อสื่อมวลชนที่ศูนย์ปฏิบัติการสมาคมผู้สื่อข่าวและช่างภาพอาชญากรรมแห่งประเทศไทย ถนนศรีอยุธยา แขวงและเขตราชเทวี กทม. แฉขบวนกลุ่มมิจฉาชีพ หรือแก๊งต้มตุ๋น เพื่อเป็นอุทาหรณ์ เตือนภัย อย่าไปหลงเชื่อกลุ่มบุคคลเหล่านี้

นายชาญวิทย์ฯ ได้เปิดเผยว่า กลุ่มมิจฉาชีพ หรือ แก๊ง ต้มตุ๋นเหล่านี้ มีอดีตนายตำรวจระดับ​ พล.ต.อ.และ​พ.ต.อ.มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องการซื้อขายที่ดินใน เกาะนาคาน้อย อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต โดยเมื่อประมาณปี​ 2559 ที่ผ่านมา ผมได้เข้าไปดำเนินการซื้อที่ดินที่ เกาะนาคาน้อย เป็นใบ ภบท.5 เมื่อปี 2559 ต่อมาได้มีปลัด อบต.ท่านหนึ่ง แนะนำให้รู้จักกับ นายณรงค์ฤทธิ์ เนติเกียรติวงศ์ หรือ นายกร ซึ่งเป็นทนายความโดยบอกว่ามีทีมงานที่เป็นผู้ใหญ่ในบ้านเมื่องสามรถออกโฉนดที่ดินบนเกาะนาคาน้อยได้ และได้พยายามสร้างเรื่องราวต่างๆให้สมจริงว่าสามารถออกโฉนดที่ดินได้จริงๆ

ต่อมานายณรงค์ฤทธิ์ฯ ได้พาผมไปพบกับอดีต พล.ต.อ.ท่านหนึ่งและมี พ.ต.อ.อีกคนที่ยังรับราชการอยู่ในปัจจุบัน ทั้งหมดก็พาผมไปพบกับท่าน พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รอง ผบ.ตร.โดยบอกว่าเป็นทีมงาน เพื่อจะทำเรื่องการ ออกโฉนดที่ดิน บนเกาะนาคาน้อย และยังมีการถ่ายภาพร่วมกันเพื่อให้เกิดความเชื่อถือ (ผมมารู้ที่หลังว่า พล.ต.อ.ศรีวราห์ฯ ไม่รู้เรื่องอะไรด้วยเลย)

ตลอดระยะเวลา 2-3 ปี ที่ผ่านมา นายณรงค์ฤทธิ์ฯ เรียกเงินหลายครั้งรวม 80 ล้านบาท อ้างเป็นค่าวิ่งเต้นผู้ใหญ่ออกโฉนด และบอกว่า เจ้าพนักงานที่ดิน จะมาทำการ รังวัด เพื่อทำการออกโฉนดให้ ช่วยนำ ผู้สื่อข่าว ลงมาเป็น สักขีพยานด้วย ซึ่งผมก็ได้ดำเนินการตามที่ นายณรงค์ฤทธิ์ฯ แนะนำ โดยมี ผู้สื่อข่าว จาก กรุงเทพฯ ประมาณ 3-4 ฉบับ ลงพื้นที่ไปด้วย แต่แล้ว ก็ไม่มีการ รังวัด แต่อย่างใด หลังจากนั้น นายณรงค์ฤทธิ์ฯ ได้นำ หนังสือจาก สำนักงานที่ดิน อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต ลง วันที่ 19 พฤศจิกายน 2561 มาแสดงว่า โดยมีเนื้อหาว่า เจ้าหน้าที่ ที่ดิน ขอเลื่อน การรังวัด ซึ่งตนเองก็น้อมรับโดยที่ไม่คิดอะไรเพราะไว้ใจ (มาทราบที่หลังเป็นเอกสารปลอม)

จนกระทั่งเมื่อประมาณเดือนธันวาคม​ 2561 พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รอง ผบ.ตร.ได้ดำเนินคดีกับผมในข้อหาบุกรุกพื้นที่ป่าเกาะนาคาน้อย ผมจึงได้ทราบความจริงว่าถูกนายณรงค์ฤทธิ์ฯ กับพวกหลอกลวง ต้มตุ๋น ด้าน พล.ต.อ.ศรีวราห์ฯ ก็ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้องกับการ ต้มตุ๋นผม ที่บอกว่าสามารถออกโฉนดที่ดินได้ทุกคน

นายชาญวิทย์ฯ ยังได้กล่าวต่อว่า หลังจากนั้นผมจึงได้ตัดสินใจเดินทางไปพบเจ้าหน้าที่ที่ดินระดับสูงของจังหวัดภูเก็ต ด้วยตนเอง ว่าจะมีการ รังวัด ให้เมื่อใด แต่สิ่งที่ไม่คาดคิดมาก่อน เจ้าหน้าที่ ที่ดินระดับสูงของ จังหวัดภูเก็ต ได้กล่าวกับตนว่า ที่ดินบนเกาะนาคาน้อย ที่ผมเป็น ผู้ซื้อและให้ นายณรงค์ฤทธิ์ฯ มาทำเรื่องขอออก โฉนดนั้น ไม่เคยได้รับเรื่องการร้องขอ ออกโฉนด แต่อย่างใด ซึ่งผมเองจึงได้ทราบทันทีว่า 2-3 ปีที่ผ่านมา ที่จ่ายเงินให้ นายณรงค์ฤทธิ์ฯ ประมาณ 80 กว่า ล้านบาท ถูกหลอก ตลอดมา

จึงเป็นเหตุให้ต้องมา ร้องสื่อมวลชนเพื่อเป็นอุทาหรณ์ เตือนภัย ถึงพฤติกรรม ของนายณรงค์ฤทธิ์ฯ และเชื่อว่าน่าจะมีอดีตนายตำรวจร่วมขบวนการด้วย หลังจากที่ผมทราบว่าถูกนายณรงค์ฤทธิ์ฯ​ หลอก จึงได้เข้าแจ้งความกับพนักงานสอบสวนที่ สภ.รัตนาธิเบศร์เมื่อวันที่ 19 เม.ย.62 ที่ผ่านมา จนกระทั่งเมื่อวันที่ 13 ก.ย.62 ศาลแขวงนนทบุรี ได้ออกหมายจับนายณรงค์ฤทธิ์ฯ​ ในข้อหาฉ้อโกงแล้ว

ด้านนายกันตเมธส์ จโนภาส ทนายความประจำสมาคมฯ​ เปิดเผยว่าเรื่องดังกล่าวได้เรียนไปยังทนายพนิต บุญชะม้อยประธาน กรรมการมรรยาททนายความของสภาทนายความ ในพระบรมราชูปถัมภ์แล้วถึงเรื่องจริยธรรม และจรรยาบรรณของทนายณรงค์ฤทธิ์ฯ ท่านบอกว่ากรณีนี้เนื่องจากว่า ทนายความ ได้หลอกลวง เอาเงินของประชาชนไป โดยแจ้งว่าจะไปดำเนินการใดๆ แต่ เมื่อตรวจสอบแล้ว ไม่พบว่ามีการดำเนินการใดๆตามที่กล่าวอ้างทั้งสิ้น

ผู้เสียหายสามารถมาร้องเรียนที่สภาทนายความได้ในส่วนแผนก มรรยาททนายความ ทางสภาทนายความ สามารถตั้ง คณะกรรมการ ขึ้นมาตรวจสอบวินิจฉัย รับเป็นคดีมรรยาททนายความได้ โดยกรณีนี้ สามารถลงโทษได้สูงสุดถึง ลบชื่อ ออกจากการเป็นทนายความ การดำเนินคดีของทนายความ ในส่วนของสภาทนายความไม่จำเป็นต้อง รอผลสรุป ในคดีอาญาแต่อย่างใด

สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ รายงาน​