มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ร่วมกับ กรมการพัฒนาชุมชน รุกแก้ปัญหาความยากจนเชิงบูรณาการต่อเนื่อง

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ร่วมกับ กรมการพัฒนาชุมชน รุกแก้ปัญหาความยากจนเชิงบูรณาการต่อเนื่อง มอบอุปกรณ์การประกอบอาชีพช่วยเหลือครัวเรือนยากจน จังหวัดจันทบุรี ตราด และชลบุรี

         วันที่ 30–31 ตุลาคม 2562 : มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดยดร.สุทัศน์ เตชะวิบูลย์ รองประธานกรรมการมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง,นายจารุรัตน์ คุณัตถานนท์ กรรมการและรองเลขาธิ การฯ, นายวุฒิชัย อภิวัฒนกุลชัย ผู้จัดการมูลนิธิฯ และนายพินัย ศรีพนาสณฑ์ รักษาการผู้จัดการฝ่ายสังคมสงเคราะห์ฯ มอบอุปกรณ์การประกอบอาชีพให้กับครัวเรือนยากจนในพื้นที่ภาคตะวันออก 3 จังหวัด ประกอบด้วย จังหวัดจันทบุรี จำนวน 14 ครัวเรือน จังหวัดตราด จำนวน 1 ครัวเรือน และจังหวัดชลบุรี จำนวน 2 ครัวเรือน ให้สามารถประกอบอาชีพเลี้ยงตนเองและครอบครัว ดำเนินชีวิตตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ภายใต้ ”บันทึกข้อตกลงความร่วมมือการแก้ไขปัญหาความยากจนเชิงบูรณาการ”

         โดยมี นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ อธิบดีกรมพัฒนาชุมชน เป็นประธานในพิธีร่วม พร้อมด้วยผู้แทนหน่วยงานราชการจังหวัดต่างๆ อาทิ นายณัฐพงษ์ สงวนจิต รองผู้ว่าราชการจัง หวัดตราด, นายพงษ์พัฒน์ วงศ์ตระกูล รองผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบุรี และนายบรรเทา ดวงนภา พัฒนาการจังหวัดชลบุรี ร่วมในพิธีมอบ

          การประสานความร่วมมือแก้ไขปัญหาความยากจนเชิงบูรณาการ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง โดยฝ่ายสังคมสงเคราะห์ จัดทีมลงพื้นที่ ร่วมกับกรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย พร้อมให้ความรู้ ทักษะ และมีวัสดุอุปกรณ์ไปประกอบอาชีพเลี้ยงตนเองและครอบครัว โดยมูลนิธิป่อเต็กตึ๊งได้จัดหาอุปกรณ์การประกอบอาชีพให้กับครัวเรือนยากจน โดยดำเนินการกลุ่มเป้าหมายแรกในพื้นที่ 25 จังหวัด จำนวน 150 ครัวเรือน รวมงบประมาณเป็นเงินทั้งสิ้น จำนวน 3,000,000 บาท (สามล้านบาทถ้วน)

#ป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต #ติดต่อ-สอบถาม#ทีมงานสื่อสารองค์กร 086-854-1418 #แอปพลิเคชันป่อเต็กตึ๊ง1418 #ช่วยจริงอุ่นใจแม้ในนาทีฉุกเฉิน

สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ รายงาน​

เจ้าของคลินิกรักษาสัตว์ ร้องกองปราบฯ ช่วยตามคดี ถูกอดีตสัตวแพทย์กำมะลอ ยักยอกทรัพย์สิน หลังคดีไม่คืบ

เจ้าของคลินิกรักษาสัตว์ ร้องกองปราบฯช่วยตามคดีถูกอดีตสัตวแพทย์กำมะลอยักยอกทรัพย์สิน หลังคดีไม่คืบ

          วันนี้​ วันศุก​ร์ที่ 1 พ.ย.62​ เวลา 11.00 น.ที่ กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) : น.ส.ศิริลักษณ์ จุลเจิม อายุ 25 ปี เจ้าของคลินิกรักษาสัตว์แฮปปี้เวทแคร์ พร้อมด้วย สพ.ญ.ธนิภัทร ขจัดภัย อายุ 31 ปี เจ้าของคลินิกธนิภัทร์สัตวแพทย์ เดินทางเข้าพบ พ.ต.ท.หญิง บุญทิวา ลิ้มศิริลักษณ์ สว.สอบสวน กก.1 บก.ป. เพื่อร้องขอความเป็นธรรมให้ช่วยติดตามคดีที่ถูก นายธีรวุฒิ สงวนนามสกุล อายุ 48 ปี ยักยอกทรัพย์สินเป็นรถยนต์ และเงินมูลค่ารวมหลายล้านบาท​ ก่อนหน้านี้มีการเข้าแจ้งความเอาผิดกับนายธีรวุฒิฯ ไว้ที่ สน.คันนายาว เมื่อวันที่ 5 ต.ค.62​ ที่ผ่านมา แต่จนถึงขณะนี้คดีกลับยังไม่มีความคืบหน้าเท่าที่ควร

          สพ.ญ.ธนิภัทรฯ กล่าวว่า สืบเนื่องมาจากเมื่อปี 2557 ตนได้ลงทุนเปิดกิจการคลินิกธนิภัทร์สัตวแพทย์ ขึ้นมา และได้ว่าจ้างให้ นายธีรวุฒิฯ ซึ่งเป็นพี่ชายของเพื่อนสนิทตน ให้เข้ามาช่วยดูแลบัญชีรายรับรายจ่ายของคลินิก รวมถึงคอยทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยตนเวลารักษาสัตว์ กระทั่งเมื่อเปิดกิจการมาได้ถึงปี 61 ตนเริ่มพบเห็นความผิดปกติของบัญชีรายรับรายจ่ายของคลินิก รวมถึงมีสิ่งของจำพวก ยา วัคซีน รักษาสัตว์ ที่สต๊อกเก็บไว้หายไปแบบไม่ทราบสาเหตุ

         จึงได้ทำการตรวจสอบจนพบว่านายธีรวุฒิฯ ได้มีการแอบยักเงินของคลินิกออกไปใช้ส่วนตัว รวมถึงแอบขโมยยาวัคซีน ออกไปขายต่อให้กับคนอื่น แต่เมื่อถูกจับได้ นายธีรวุฒิ กลับยังไม่ยอมรับ ทั้งยังแสดงพฤติกรมใช้ความรุนแรงทำร้ายร่างกายตนเอง ก่อนจะขับรถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า รุ่นยาริส ซึ่งเป็นของคลินิก หลบหนีไปตนจึงไปแจ้งความดำเนินคดีไว้ที่ สน.คันนายาว ก่อนจะมีการติดตามจับกุมตัวได้ในเวลาต่อมา

          ทั้งนี้ภายหลังถูกจับกุมนายธีรวุฒิฯ ได้ให้การปฏิเสธ​ และขอรับการปล่อยตัวชั่วคราว อย่างไรก็ตามภายหลังได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวเพื่อสู้คดีนั้น นายธีรวุฒิฯ ก็ได้ไปสมัครงานตามคลินิกต่างๆและก่อเหตุในลักษณะเดียวกับกันคนอื่นๆ ซึ่งเฉพาะความเสียหายที่เกิดขึ้นในกรณีของตนนั้นก็มีมากถึง 3 ล้านบาทแล้ว

         ด้าน น.ส.ศิริลักษณ์ฯ กล่าวว่า ภายหลังจากที่ นายธีรวุฒิฯ ถูกไล่ออกจากคลินิกดังกล่าว ก็ได้มาทำทีตีสนิทกับตน ก่อนชักชวนให้ตนนำเงินมาลงทุนเปิดคลินิกรักษาสัตว์แฮปปี้เวทแคร์ขึ้นมา โดยอ้างว่าตัวเองนั้นเป็นสัตวแพทย์ มีใบอนุญาตและใบรับรองวิชาชีพสามารถดำเนินการบริหารกิจการให้ได้ ด้วยความที่ตนเป็นคนรักสัตว์ และอยากมีคลินิกเป็นของตนเอง ประกอบกับเคยเห็นว่านายธีรวุฒิฯ แต่ก่อนทำงานอยู่ที่คลินิกอื่น จึงหลงเชื่อนำเงินมาลงทุนดังกล่าว

          แต่พอเปิดกิจการได้ประมาณ 7 เดือน ก็ได้มีเจ้าหน้าที่จากกรมปศุสัตว์ เข้ามาตรวจสอบที่คลินิก​ และพบว่าไม่มีใบอนุญาตประกอบการรวมถึงยังตรวจสอบพบอีกว่านายธีรวุฒิฯ นั้นก็ไม่ได้เป็นสัตวแพทย์จริงตามที่กล่าวอ้าง จึงได้มีคำสั่งปิดคลินิกของตนชั่วคราว เมื่อคลินิกถูกปิดตัวลงตนก็ได้มาทำการตรวจสอบบัญชีรายรับรายจ่ายของคลินิกย้อนหลังจึงทำให้ทราบความจริงอีกว่าเงินของคลินิกถูกนายธีรวุฒิฯ ยักยอกไปเป็นจำนวนกว่าล้านบาท

          จึงได้ติดต่อไปสอบถามข้อเท็จจริงกับนายธีรวุฒิฯ จนเกิดมีปากเสียงกันขึ้น ซึ่งหลังจากนั้นไม่นานนายธีรวุฒิฯ ก็ได้วกกลับมาที่คลินิก พร้อมกับแอบนำรถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า รุ่นรีโว่ ของคลินิก ขับออกจากคลินิกไป และไม่สามารถติดต่อได้อีก ตนจึงได้เข้าแจ้งความเอาผิดกับ นายธีรวุฒิฯ ไว้ที่ สน.คันนายาว เมื่อวันที่ 5 ต.ค.62 ที่ผ่านมา แต่จนถึงตอนนี้คดีกลับยังไม่มีความคืบหน้าแต่อย่างใด จึงได้ตัดสินใจมาเข้าร้องทุกข์กับทางกองปราบฯ​ ในวันนี้เพื่อให้ช่วยติดตามความคืบหน้าทางคดี

          เบื้องต้นพนักงานสอบสวนได้ทำการสอบปากคำเพื่อนำไปพิจารณาควบคู่กับพยานหลักฐานอื่น ก่อนจะส่งต่อให้กับผู้บังคับบัญชาพิจารณาสั่งการต่อไป

Cr.เจริญ​ผล​ เอี่ยม​พึ่ง
สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ รายงาน​

“กอ.รมน.กทม.” คุมเข้ม ปล่อยแถว เจ้าหน้าที่จากหน่วยต่างๆ เพื่อขอความร่วมมือ พี่น้องประชาชน ร่วมระวังภัยในช่วงการประชุมสุดยอดอาเซี่ยน ครั้งที่​ 35

“กอ.รมน.กทม.” คุมเข้ม ปล่อยแถวเจ้าหน้าที่จากหน่วยต่างๆ เพื่อขอความร่วมมือพี่น้องประชาขนร่วมเป็นเครือข่ายเฝ้าระวังภัยในพื้นที่ สนับสนุนงานด้านความมั่นคงให้กับเจ้าหน้าที่รัฐ ในช่วงการประชุมสุดยอดอาเซี่ยน ครั้งที่​ 35

          วันที่ 31 ต.ค. 62 เวลา 16.00 น.ณ สนามกีฬาราชมังคลากีฬาสถาน​ : กอ.รมน.กทม.(ท) ร่วมกับ สำนักการข่าว กอ.รมน.,ตำรวจสน.หัวหมาก,เจ้าหน้าที่เทศกิจ สขช. และ ขกท. นำโดย พ.อ.วิโรจน์ หนองบัวล่าง รอง ผอ.รมน.กทม.(ท) พ.ท.บันเทิง แสงดอกไม้ ปขร.สขว.กอ.รมน.ได้สรุปขั้นตอนการปฏิบัติ​ และวัตถุประสงค์การปฏิบัติงานขั้นสุดท้าย ณ สนามกีฬาราชมังคลากีฬาสถาน

          ก่อนปล่อยแถวเจ้าหน้าที่จากหน่วยต่างๆ 007 สายข่าวความมั่นคง และมวลชน กอ.รมน.กทม. รวมจำนวน 80 นาย ทำการประชาสัมพันธ์ แจกเอกสารแผ่นพับ พบปะพูดคุยกับพี่น้องประชาชนในพื้นที่ย่านรามคำแหง เพื่อขอความร่วมมือพี่น้องประชาขนร่วมเป็นเครือข่ายเฝ้าระวังภัยในพื้นที่ สนับสนุนงานด้านความมั่นคงให้กับเจ้าหน้าที่รัฐ ในช่วงการประชุมสุดยอดอาเซี่ยน ครั้งที่35 ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ

ในส่วนพื้นที่รับผิดชอบย่านรามคำแหง มีทั้งหมด 9 จุด ซึ่งได้ทำการแบ่งพื้นที่เป็น 2 โซน ดังนี้

(โซน1) ประกอบด้วย
1.ซอยรามคำแหง33
2.ซอยรามคำแหง53
3.ซอยรามคำแหง55
4.ซอยรามคำแหง61
5.ซอยรามคำแหง65

(โซน2) ประกอบด้วย
1.ภายในม.รามคำแหง กลุ่ม P.N.Y.S
2.หมู่บ้านหลังม.รามคำแหง
3.ซอยรามคำแหง50
4.หมู่บ้านนักกีฬา

          โดยใช้วิธีเดินเท้าเข้าที่หมายเป็นหลัก พร้อมจัดชุดเคลื่อนที่เร็วเสริมในบางจุดที่พื้นที่อยู่ห่างจากจุดรวมพลมาก ผลการปฏิบัติงานตั้งแต่เวลา 16.00 น.-21.00 น. เป็นไปด้วยความเรียบร้อย พี่น้องประชาชนในพื้นที่ส่วนมากให้การต้อนรับและเข้าใจเป็นอย่างดี มีการให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์และเรื่องร้องเรียนหลายเรื่อง มีผลสำเร็จตามเป้าหมายทุกประการ

สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ รายงาน​

รมช.กนกวรรณ – ลงพื้นที่ ติดตามการดำเนินงานตามนโยบาย ในพื้นที่จังหวัดนครพนม

          เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2562 ที่​ จ.นครพนม​ : ดร.กนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วย​ ดร.พะโยม ชินวงศ์ ประธานที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และคณะลงพื้นที่ติดตามการดำเนินงานตามนโยบายในพื้นที่จังหวัดนครพนม โดยมี นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฏร คนที่ 2 นายรังสรรค์ คัมภิรานนท์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม หัวหน้าส่วนราชการ ตลอดจนผู้บริหาร ศธ. ข้าราชการในกำกับให้การต้อนรับ

         ดร.กนกวรรณฯ​ กล่าวว่า “การลงพื้นที่ครั้งนี้ต้องการมาให้กำลังใจ​ และรับฟังปัญหาจากผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่โดยตรง ตลอดระยะเวลา 2 เดือนที่ได้รับมอบหมายจาก​ นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการให้กำกับดูแลการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.),สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) และสำนักงานลูกเสือแห่งชาติ ได้รับฟังปัญหาความต้องการของผู้เกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษา พร้อมผลักดันและส่งเสริมให้การจัดการศึกษาของหน่วยงานที่รับผิดชอบให้มีประสิทธิภาพ ตอบสนองนโยบายรัฐบาลและกระทรวงศึกษาธิการมากขึ้น รวมทั้งสร้างขวัญและกำลังใจแก่ครูและบุคลากรทางการศึกษาให้ดีที่สุด”

         ดร.กนกวรรณฯ​ กล่าวเพิ่มเติมตอนหนึ่งว่า “ได้เห็นถึงความพยายามและความสำเร็จในการขับเคลื่อนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม เพื่อส่งเสริมให้กลุ่มเป้าหมายนักเรียน/นักศึกษาทั้งในระบบและนอกระบบโรงเรียน และประชาชนทั่วไปเกิดกระบวนการเรียนรู้เชิงวิทยาศาสตร์ ซึ่งความรู้ทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อมเป็นปัจจัยสำคัญในการพัฒนา นวัตกรรมต่าง ๆ เพื่อการพัฒนาอาชีพแก่คนในชุมชน ในรูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่หลากหลายที่ประชาชนสามารถเข้ารับบริการได้ตามความต้องการและความพร้อมของตนเอง ซึ่งเป็นการเปิดโอกาสทางการศึกษาสำหรับคนทุกช่วงวัยอย่างแท้จริง

          โดยเฉพาะด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม ก่อให้เกิดความเสมอภาคทางการศึกษาในทุกพื้นที่ ลดความเหลื่อมล้ำในสังคมได้เป็นอย่างดี และที่สำคัญคือ การประสานงานกับหน่วยงานภาคีเครือข่ายระดับต่างๆ เพื่อร่วมกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อมแก่ประชาชนในชุมชนให้มีความกว้างขวางและหลากหลายมากขึ้น ซึ่งเป็นผลประโยชน์ที่เกิดต่อกลุ่มเป้าหมายอย่างดียิ่ง ตนตระหนักดีว่า ในการพัฒนาการศึกษาต้องอาศัยทั้งความรู้ ความสามารถ การทุ่มเทและเสียสละการทำงานร่วมกับภาคีเครือข่าย ผู้นำชุมชน ปราชญ์ชุมชน แหล่งเรียนรู้ต่าง ๆ ตลอดจนการทำกิจกรรมที่มีความหลากหลาย ในฐานะที่เป็นผู้กำกับดูแล ขอเป็นกำลังใจให้ทุกท่านและพร้อมที่จะให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ เต็มกำลังความสามารถต่อไป”

          จากนั้นได้เดินทางไปตรวจค่ายลูกเสือภูเขาทอง เพื่อดูสภาพความเป็นจริงในการหาแนวทางพัฒนาค่ายลูกเสือให้เป็นแหล่งเรียนรู้ที่เอื้อต่อการจัดกิจกรรมและการให้บริการแก่เยาวชน ประชาชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเหมาะสมยิ่งขึ้น นอกจากนี้ได้เดินทางต่อไปยังบริเวณศาลาท่าน้ำแสงสิงแก้ว ถนนสุนทรวิจิตร ในเขตเทศบาลเมืองนครพนม เพื่อติดตามดูสถานการณ์แม่น้ำโขง ซึ่งลดระดับลงอย่างต่อเนื่อง วิกฤติสุดในรอบ 10 ปี ต่ำกว่า 2 เมตร ในการเตรียมผลักดันเป็นวาระรัฐบาลเสนอในการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 35 (ASEAN Summit) ระหว่างวันที่ 31 ตุลาคม-4 พฤศจิกายน 2562 ณ กรุงเทพมหานคร

สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ รายงาน​

วช. นำคณะนักประดิษฐ์/นักวิจัยไทย​ เข้าร่วมงาน “The 71st International Trade Fair-Ideas, Inventions and New Products” (iENA 2019) ณ เมืองนูเรมเบิร์ก สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี

          สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ​ (วช.) โดย ศ.นพ.สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ ได้มอบหมายให้ ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง รองผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ นำคณะนักประดิษฐ์/นักวิจัยไทยเข้าร่วมประกวดและนำเสนอผลงานวิจัย สิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมในงาน “The 71st International Trade Fair-Ideas,Inventions and New Products” (iENA 2019) ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 31 ตุลาคม-3 พฤศจิกายน 2562

          ซึ่งถือเป็นการประกวดสิ่งประดิษฐ์ระดับนานาชาติ​ ที่สำคัญแห่งหนึ่งของสหภาพยุโรป ณ เมืองนูเรมเบิร์ก สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ซึ่งมีนักวิจัยจากทั่วโลกนำผลงานเข้าประกวดและจัดแสดงกว่า 800 ผลงาน จากกว่า 30 ประเทศ ในปีนี้ วช.ได้นำนักวิจัย/นักประดิษฐ์มากกว่า 70 คน ในหลากหลายความเชี่ยวชาญ ร่วมนำเสนอผลงานภายในงาน iENA 2019 ในด้านต่างๆ​ ได้แก่

-Medical or veterinary science;Hygiene
-Chemistry,metallurgy
-Electricity
-Performing operations,transporting
-Computer engineering
-Physics
-Human necessities

          ทั้งนี้ คุณคำรบ ปาลวัฒน์วิไชย รองกงสุลใหญ่ ณ นครมิวนิก ได้ให้เกียรติเข้าเยี่ยมชมผลงานของนักวิจัย/นักประดิษฐ์ไทยด้วยความสนใจ และให้กำลังใจในการประกวด เพื่อร่วมสร้างการยอมรับในมาตรฐาน​ และชื่อเสียงให้แก่ประเทศไทย พร้อมนี้ ได้ให้คำแนะนำแก่นักวิจัยและนักประดิษฐ์ ในการประสานเครือข่ายสถาบันการศึกษาของสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ร่วมสนับสนุนนักวิจัย/นักประดิษฐ์ไทยในอนาคต

สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ รายงาน​

“กนกวรรณ” ติวเข้ม ดัน กศน. WOW (6 G) เต็มสูบ เดินหน้าทุกมิติ หวังยกระดับการศึกษา ให้กับคนทุกช่วงวัย อย่างเท่าเทียม

          วันที่ 31 ตุลาคม 2562 ณ โรงแรมโกลเด้น ซิตี้ อำเภอเมือง จังหวัดระยอง​ : ดร.กนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมนายสมเกียรติ ตันดิลกตระกูล ผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และคณะลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและติดตามการดำเนินงานตามนโยบายในเขตพื้นที่จังหวัดระยอง ในการนี้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการได้เป็นประธานเปิดการประชุมพิจารณาแนวทางการขับเคลื่อนการดำเนินงาน กศน.ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 ณ โรงแรมโกลเด้น ซิตี้ อำเภอเมือง จังหวัดระยอง โดยมีผู้บริหาร ข้าราชการสังกัด สำนักงาน กศน.เข้าร่วมประชุมกว่า 200 คน

          ดร.กนกวรรณฯ กล่าวตอนหนึ่งว่า “จากนโยบายของนายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้มอบหมายภารกิจให้ สำนักงาน กศน. ดำเนินการพัฒนาการเรียนรู้การใช้ดิจิทัลเพื่อนำมาเป็นเครื่องมือสำหรับหาช่องทางในการสร้างอาชีพ และจัดทำหลักสูตรพัฒนาอาชีพที่เหมาะสมสำหรับผู้ที่เข้าสู่สังคมสูงวัย เพื่อมุ่งสร้างโอกาสให้ประชาชนผู้เรียนที่สำเร็จหลักสูตร สามารถมีงานทำ

          ซึ่งสำนักงาน กศน.ในฐานะหน่วยงานภายใต้การกำกับที่ทำหน้าที่ส่งเสริมและสนับสนุนให้ประชาชนทุกช่วงวัยเข้าถึงการศึกษา การเรียนรู้ที่มีคุณภาพ มีมาตรฐานอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม ซึ่งในปีงบประมาณ 2563 นี้ กศน.ได้ดำเนินการตามภารกิจนี้อย่างต่อเนื่อง และต้องให้เกิดผลสัมฤทธิ์ให้ได้ในทุกมิติ คือ การขับเคลื่อน กศน. สู่ กศน. WOW (6G) คือ

  1. Good Teacher การพัฒนาครู กศน. และบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับการจัดกิจกรรมการศึกษาและเรียนรู้ โดยจะดำเนินการเกลี่ยเพิ่มอัตราตำแหน่ง การสรรหา บรรจุ แต่งตั้ง ข้าราชการครู กศน. จำนวน 891 อัตรา เพื่อให้ กศน.อำเภอ มีบุคลากรที่จะมาช่วยกันขับเคลื่อนงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ
  2. Good Place พัฒนา กศน.ตำบลให้มีบรรยากาศและสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ ซึ่งจะเป็นการยกระดับให้ศูนย์การเรียนรู้ ของ กศน. เป็นแหล่งเรียนรู้ที่ทันสมัย ซึ่งจะเป็นการยกระดับ กศน. ตำบล ห้องสมุดประชาชน “เฉลิมราชกุมารี” ศูนย์การเรียนรู้ต้นแบบ กศน. ให้เป็นแหล่งเรียนรู้ที่ทันสมัย มีคุณภาพตอบสนองต่อการเรียนรู้ของประชาชนทุกช่วงวัย
  3. Good Activities ส่งเสริมการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่ทันสมัยและมีประสิทธิภาพ อาทิ การปรับหลักสูตรการจัดการศึกษาอาชีพ หลักสูตรลูกเสือมัคคุเทศก์ และพัฒนาการจัดการศึกษาออนไลน์
  4. Good Partnership การเสริมสร้างความร่วมมือกับภาคีเครือข่าย โดยให้มีความร่วมมือจัดทำทำเนียบภูมิปัญญาท้องถิ่น และส่งเสริมภูมิปัญญาสู่การจัดการเรียนรู้ชุมชน
  5. Good Innovation การพัฒนานวัตกรรมทางการศึกษาเพื่อประโยชน์ต่อการจัดการศึกษาและกลุ่มเป้าหมาย โดยให้จัดตั้งศูนย์ให้คำปรึกษาและพัฒนาผลิตภัณฑ์ Brand กศน.รวมทั้งการสร้างช่องทางจัดจำหน่ายไปยังสถานีจำหน่ายน้ำมัน และ
  6. Good Learning การจัดตั้งศูนย์การเรียนรู้ทุกช่วงวัย ซึ่งต้องมีการเตรียมข้อมูลและประสานงานเบื้องต้น

          ทั้งนี้การดำเนินการต่างๆจะเกิดผลสัมฤทธิ์เป็นรูปธรรมได้ ผู้บริหาร กศน. ทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ต้องช่วยกันขับเคลื่อนภารกิจสำคัญต่างๆ ไปสู่การปฏิบัติ และถ่ายทอดความเข้าใจไปสู่ระดับเจ้าหน้าที่ ผู้ปฏิบัติงาน พร้อมทั้งดูแล และสนับสนุนให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลต่อไป”

สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ รายงาน​

ฝูงแร้งรุมทึ้ง !!!



หลังการรุมกระหน่ำของสื่อมวลชน ที่ขยายความ จากการอภิปรายงบประมาณ ในสภาผู้แทนราษฎร โดยส.ส.พรรคเพื่อไทยท่านหนึ่งในฐานะฝ่ายค้าน
เปิดโปงบ่อนคาสิโนใจกลางเมืองย่านธนิยะ ท้องที่สน.บางรัก ที่กลายเป็นเรื่องเอิกเกริก เปิดบ่อนไพ่บาคาร่ามานมนาน ตำรวจท้องที่บอกไม่รู้ไม่เห็น
สะเทือนซางไปถึงผู้บังคับบัญชาระดับกองบังคับการตำรวจนครบาล 6 สั่งตรวจสอบและปิดกิจการบ่อนแห่งนี้ไปแล้วก็ตาม
เมื่อน้ำลด ตอก็ผุด

หลังมาตราการปรับเปลี่ยนนโยบาย ตาม ว.0 นายใหญ่บางคน ให้เก็บกวาดเปลี่ยนกงสี ล้างไพ่ใหม่ ออกมาตรการเพิ่มความเข้มงวดมากกว่าเดิม แต่ยอดรายรับจากกงสีกลับเพิ่มขึ้นทวีคูณ
มีตำรวจในราชการบางคน อ้างคำสั่งบิ๊กตำรวจนครบาล 6 ตั้งชุดเฉพาะกิจ เฉพาะเก็บ นำโดย ” ด.ช.”และ “พ.ช.” ออกปูพรมพื้นที่นครบาล 6
ตั้งเป้าจับให้มียอดสถิติ จับกุม แต่มีลีลาแบะท่าเปิดช่องพร้อมเจรจาผ่อนปรนเพื่อล้างกงสี
ปูพรม ถ.เจริญกรุง เยาวราช สัมพันธวงศ์ ราชวงศ์ พลับพลาชัย แคปปิตอล คลองถม เสือป่า บ้านหม้อ ดิโอลสยาม สำเพ็ง พาหุรัด และพัฒน์พงษ์
เน้นความผิดทุกประเภท ต้องจับแล้วเปิดเจรจา เพิ่มยอดรายเดือน 1 เท่าตัว
ต้องได้ !!
ขยับหมดตั้งแต่บ่อนการพนัน สถานบริการ ลงไปถึงร้านค้า และผู้ค้าในย่านการค้าดังกล่าว ที่ต้องใช้แรงงานบุคคลต่างด้าว

ผู้ประกอบการรายใดยอมรับเงื่อนใข เปิดโต๊ะเจรจา ก็จะใช้กฏหมายแบบสองมาตรฐาน จากหนักเป็นเบา แต่ยึดหลักการต้องจับกุมบ้างเล็กน้อยเพื่อมีสถิติไว้
รายใดอ้างความเดือดร้อนในยุคเศรษฐกิจถดถอยในขณะนี้ และรายได้ประกอบการลดลง ไม่สามารถเพิ่มยอดรายเดือนตามคำขอได้ จะถูกเล่นงานตามกฏหมายเป๊ะ บางรายโดนหนักหลายกระทง
“ด.ช.” และ “พ.ช.” คือหัวหมู่ทะลวงฟัน อ้างหนังสือคำสั่งว.0 ผู้บังคับบัญชาแล้วเรียกใช้หน้าเสื่อเดิม ที่เคยเป็นนิ้วเพชรและมือเก็บนำโดย “เกตุ” พร้อมด้วย”กอล์ฟ” และ”หนึง “ช่วยกันปูพรมให้

ขณะนี้ผู้ประกอบการย่านนั้นๆต่างพากันเดือดร้อน จ้องจะรวมตัวกันไปร้องสถานฑูต โดยเฉพาะผู้ประกอบการที่เป็นคนจีนที่อาศัยในประเทศไทยเรา
อาจประจานความเหลื่อมล้ำ เลือกปฏิบัติ และสวาปามส่วย กระหึ่มสู่ชาวโลก
ผู้ประกอบการบางคน ยังมึนงงไม่หาย กับการบริหารรายรับรายจ่ายของธุรกิจตัวเอง ยังถูกซ้ำเติมจากวิถี “กงสีใหม่ นโยบายใหม่” ของผู้รักษากฏหมาย
อะไรกันนักหนา !!
ทำไม ?? ต้องเพิ่มยอดแบบ 1 เท่าตัว
ในสภาวะเศรษฐกิจที่ถดถอย
ยังมีแผนกซ้ำเติมเยี่ยงนี้ เข้าตำรา “ทำนาให้นก” คนลงทุนเหนื่อย แต่ผู้รักษากฏหมายบางคนรวย

ได้แต่ตั้งคำถามไปถึงผู้นำรัฐบาล ทำไม ?? ไม่จัดระเบียบ หรือมอบหมายหน่วยงานรัฐใดโดยตรง ทำหน้าที่จัดเก็บรายได้เข้ารัฐอย่างเป็นระบบ ทำให้เป็นเรื่องง่าย ไม่ต้องจ่ายใต้โต๊ะ เช่นทุกวันนี้
เพราะการทำนาให้นกแบบนี้ กำลังถูกมองว่า ไม่ใช่เลี้ยงนกธรรมดาแล้ว แต่เป็นนกแร้งเป็นฝูงๆ ที่ออกล่าเหยื่อรุมทึ้งผู้ค้า ที่ไม่ต่างจากซากศพ หากินก็ยาก ยังถูกแร้งลงกระหน่ำอีก
เหนื่อยทั้งระบบ.


อิทธิเดช ลุย.

รัฐบาล ห่วงโรคซึมเศร้า พร้อมผลักดัน การดูแลสุขภาพจิตคนไทย ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

         กระทรวงสาธารณสุข โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงฯ นายสาธิต ปิตุเตชะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงฯ พร้อมด้วยกรมสุขภาพจิต ได้มีการรณรงค์ภายใต้แนวคิด “สุขภาพจิตไทย …ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” ตามสโลแกนของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม โดยมีเป้าประสงค์ป้องกันโรคซึมเศร้า ให้คนไทยหันมาสนใจคนรอบข้าง ซึ่งเริ่มได้จากจุดเล็กๆ เช่น ครอบครัว โรงเรียน ที่ทำงาน ฯลฯ เนื่องจากสังคมที่พัฒนาอย่างรวดเร็ว บวกกับสภาวะการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคปัจุบันนั้น ส่งผลให้ประชาชนเกิดความเครียด อันนำไปสู่โรคซึมเศร้า ซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง “เฉลี่ยแล้ว 9.55 นาที จะมีคนพยายามฆ่าตัวตาย 1 คน ขณะที่ 2 ชั่วโมงจะมีคนฆ่าตัวตายสำเร็จ 1 คน  ซึ่งรัฐบาลถือเป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญ จึงอยากเชิญชวนสังคมช่วยกันป้องกันการฆ่าตัวตาย ซึ่งทำได้หลายวิธี รวมถึงการเอาใจใส่ ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง โดยต้องหันมาสนใจคนรอบข้างมากขึ้น” นางสาว ไตรศุลี ฯ กล่าว

         ทั้งนี้ ข้อมูลจากศูนย์ป้องกันการฆ่าตัวตายระดับชาติ กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณ สุข พบว่าเฉลี่ยแล้วคนไทยมีความพยายามฆ่าตัวตาย 53,000 คนต่อปี ฆ่าตัวตายได้สำเร็จประมาณ 4,000 คนต่อปี ส่วนคนที่ฆ่าตัวตายไม่สำเร็จนั้น มีแนวโน้นที่จะพยายามกลับมาฆ่าตัวตายซ้ำอีก ทั้งนี้ หากดูตัวเลขการตายอย่างผิดธรรมชาติของประชากรไทย จะพบว่าอันดับ 1 อุบัติเหตุ ส่วนอันดับ 2 คือการฆ่าตัวตาย ขณะที่อันดับ 3 คือการฆ่ากันตาย จึงจะเห็นว่า การฆ่าตัวตายนั้น มีตัวเลขเฉลี่ยที่สูงกว่าการฆ่ากันตาย

          อนึ่ง กรมสุขภาพจิต จะจัดงานสัปดาห์สุขภาพจิตแห่งชาติ ประจำปี 2562 สุขภาพจิตไทย…ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ระหว่างวันที่ 2-3 พฤศจิกายน 2562 ณ ลานไนน์สแควร์ เดอะไนน์ เซ็นเตอร์ พระราม 9 กทม. โดยจะมีการให้คำปรึกษา และให้ความรู้เรื่องการป้องกันโรคซึมเศร้าและการฆ่าตัวตาย ประชาชนที่สนใจสามารถเข้าเยี่ยมชมหรือรับคำปรึกษา ภายงานได้ตามวันดังกล่าวด้วย

ขอบคุณเรื่องแนะนำจาก กลุ่มประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ สำนักโฆษก

นายกรัฐมนตรี ย้ำทุกภาคส่วน ต้องร่วมมือกัน สนับสนุนและส่งเสริมบทบาท ของสตรี

          ณ โรงแรมแกรนด์ ไฮแอท เอราวัณ กรุงเทพฯ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธานในพิธีปิดงาน Women CEOs Summit 2019 โดยโอกาสนี้นายกรัฐมนตรีได้กล่าวสุนทรพจน์สรุปสาระสำคัญดังนี้

         นายกรัฐมนตรี ยินดีที่ได้มาร่วมในพิธีปิดงาน Women CEOs Summit 2019 และแสดงความยินดี ต่อเครือข่ายผู้ประกอบการสตรีอาเซียน ในการดำรงตำแหน่งประธานเครือข่ายผู้ประกอบการสตรีอาเซียนสากล วาระปี 2561 – 2563 ซึ่งเป็นครั้งแรก ที่ประเทศไทยได้รับเกียรติให้เป็นเจ้าภาพ ในการจัดประชุมเครือข่ายผู้ประกอบการสตรีอาเซียน และพิธีมอบรางวัลผู้ประกอบการสตรีที่มีผลงานโดดเด่น แห่งอาเซียนเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา รวมถึงการจัดประชุมสุดยอดสตรีนักบริหารในครั้งนี้ พร้อมแสดงความชื่นชมการดำเนินงานของเครือข่ายผู้ประกอบการสตรีอาเซียนที่ร่วมสนับสนุนแนวคิดหลัก “ร่วมมือ ร่วมใจ ก้าวไกล ยั่งยืน” ในวาระการดำรงตำแหน่งประธานอาเซียนของไทย เพื่อสร้างเครือข่ายซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างประชาคมอาเซียนที่มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง และร่วมกันขับเคลื่อนอาเซียนไปสู่อนาคต โดยไม่ทอดทิ้งใครไว้ข้างหลัง

          นายกรัฐมนตรีเห็นว่าหัวข้อหลักของการประชุม คือ “การกำหนดทิศทาง ธุรกิจสตรี ก้าวล้ำ..สหัสวรรษ 4.0” มีความเหมาะสมและสอดคล้องกับพลวัตในโลกปัจจุบันที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งทุกภาคส่วนต้องร่วมมือร่วมใจกันเพื่อรับมือกับความท้าทายเหล่านี้ ในระดับอาเซียน มีผลงานในการส่งเสริมความเสมอภาคระหว่างเพศ ส่งเสริมศักยภาพทางเศรษฐกิจของสตรี และการมีส่วนร่วมของสตรีในทุกมิติ โดยนายกรัฐมนตรีมีโอกาสร่วมกับผู้นำอาเซียนในการรับรองเอกสารวาระการดำเนินงานในการสร้างความตระหนักในเรื่องการส่งเสริมขีดความสามารถทางเศรษฐกิจของสตรีในอาเซียน ในช่วงการประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 31 เพื่อส่งเสริมขีดความสามารถทางเศรษฐกิจของสตรีในอาเซียนโดยการใช้นวัตกรรม เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร การทำธุรกิจแบบครอบคลุม การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ การเพิ่มจำนวนสตรีในระดับผู้บริหาร

          สำหรับประเทศไทยได้กำหนดนโยบายที่ให้ความสำคัญต่อการลดความเหลื่อมล้ำของสังคมผ่านยุทธศาสตร์พัฒนาสตรี พ.ศ. 2560 – 2564 นอกจากนี้ การเปิดโอกาสการเข้าถึงการเรียนรู้และพัฒนาทักษะในยุคดิจิทัล โดยได้มีความร่วมมือกับองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) จัดโครงการเตรียมความพร้อมและพัฒนาบุคลากรสตรีสาขาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ และคณิตศาสตร์ รวมถึงส่งเสริมการเข้าถึงแหล่งเงินทุนสำหรับประกอบอาชีพ โดยมีการจัดตั้งกองทุนพัฒนาบทบาทสตรี และกองทุนพัฒนาฝีมือแรงงาน ส่งผลให้ประเทศไทยมีสัดส่วนของธุรกิจที่มีผู้หญิงเป็นเจ้าของกิจการถึง ร้อยละ 25.2 หรือจัดอยู่ในลำดับที่ 25 ของโลก ทั้งนี้การดำเนินการในระดับประเทศและระดับภูมิภาคล้วนเชื่อมโยงกับเป้าหมายใหญ่ของโลก ซึ่งก็คือการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ค.ศ. 2030 ของสหประชาชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เกี่ยวกับสตรี คือ เป้าหมายที่ 5 ได้แก่ การบรรลุความเสมอภาคระหว่างเพศ และเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับผู้หญิงและเด็กหญิงทุกคน

         โอกาสนี้นายกรัฐมนตรีขอให้ทุกภาคส่วน และเรียกร้องให้ฝ่ายชายร่วมกันสนับสนุนและส่งเสริมบทบาทของสตรี ในลักษณะการ “เติมเต็ม” ซึ่งกันและกัน โดยสร้างทัศนคติที่ดีในสังคม ให้มีความเท่าเทียมระหว่างหญิงชาย และมีความเสมอภาคทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม เพื่อให้พลังสตรีมีส่วนร่วมในมิติต่าง ๆ ของการพัฒนาอย่างยั่งยืน อย่างเต็มศักย ภาพ มีศักดิ์ศรี และทัดเทียมกัน นอกจากนี้ในการประชุมยังได้หารือในประเด็นเรื่องการสร้างความตระหนักถึงโอกาสและความท้าทายของการเปลี่ยนแปลงอย่างก้าวกระโดด เพื่อให้ภาคเอกชน ภาครัฐ และผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย มีความรู้เท่าทันและสามารถตอบสนองได้อย่างรวดเร็ว และรัดกุม ทั้งในแง่ของการวางยุทธศาสตร์และการกำหนดนโยบายต่าง ๆ ซึ่งมีความจำเป็นเร่งด่วนที่ทุกภาคส่วน ทุกเพศ ทุกวัย จะต้องร่วมมือร่วมใจกันอย่างเข้มแข็ง

          ในตอนท้ายนายกรัฐมนตรีแสดงความขอบคุณการประชุมครั้งนี้ที่ยืนยันถึงความสำคัญของบทบาทของผู้หญิงและเด็กหญิงในการร่วมกำหนดอนาคตของเราทุกคนอย่างยั่งยืน และหวังว่าทุกฝ่ายจะนำผลจากการประชุมในครั้งนี้ ไปต่อยอดและใช้ประโยชน์ต่อไป

เจ้าหน้าที่ – วิสามัญ ผู้ต้องสงสัย 2 ราย ที่สายบุรี

         เมื่อ 31 ต.ค. 62, 2215 ชปข. /ชป.พิเศษ ฉก.ทพ.44 ทำการตั้งจุดตรวจ /Pop up ซุ่มเฝ้าตรวจตามภาพข่าวที่ปรากฎว่ากลุ่ม ผกร.มีการขนย้ายวัตถุระเบิด เข้ามาเตรียมการก่อเหตุในพื้นที่ อ.สายบุรี ในระหว่างปฏิบัติภารกิจในพื้นที่ ม.5 ต.ปะเสยะวอ อ.สายบุรีฯ ได้มีบุคคลชายต้องสงสัย จำนวน 2 ราย ขับขี่ จยย.ไม่ทราบยี่ห้อ และหมายเลขทะเบียน เมื่อเห็นจุดตรวจ ของทาง จนท. ชายต้องสงสัย ได้กลับรถเพื่อทำการหลบหนี พร้อมทั้งได้ใช้อาวุธปืนยิงใส่ จนท.ชุด รวป. ขณะแสดงตัว จึงเกิดการปะทะกัน และมีการไล่ติดตาม พร้อมทั้งมีการปะทะเกิดขึ้นอีกครั้ง จนเป็นเหตุให้บุคคลต้องสงสัยทั้ง 2 ราย ถูกวิสามัญเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ

          พื้นที่เกิดเหตุ พบอาวุธปืนพก ขนาด 9 มม. จำนวน 1 กระบอก ยี่ห้อ บาเร็ตต้า รุ่น 92 FS (ลบหมายเลขทะเบียน) ปลอกกระสุนจำนวนหนึ่ง พร้อมซองกระสุน จำนวน 1 ซอง

          การแต่งกายของบุคคลต้องสงสัย : คนขับขี่ใส่เสื้อแขนยาวสีดำ สวมถุงมือและใช้ผ้าปิดปาก คนซ้อนท้ายสวมใส่เสื้อแขนยาวสีม่วง ใส่ผ้าโสร่ง สวมใส่ถุงมือยาง

**ปัจจุบันยังไม่จบภารกิจ หากมีรายละเอียดเพิ่มเติมจะรายงานให้ทราบต่อไป **

# ภาพ/ข่าว อับดุลมาลิก เจ๊ะตีรอกี /ศูนย์ข่าว3จังหวัดชายแดนภาคใต้

# สำนักข่าวความมั่นคง