ยิ่งใหญ่ครั้งของเมืองน่าน คณะการศาลปึงเถ่ากงฮากกาน่าน จัดงาน จากจีนสู่ไทย สุขใจสุขใจในแผ่นดินน่าน China Town of Nan 5 ก.พ.67

จังหวัดน่าน ประธานและคณะกรรมการ ศาลเจ้าปึงเถ่ากงน่าน ชุดใหม่ศาลปึงเถ่ากงฮากกาน่าน จัดงาน จากจีนสู่ไทย สุขใจสุขใจในแผ่นดินน่าน China Town of Nan 5 กุมภาพันธ์ 2567 เป็นครั้งแรกในจังหวัดน่าน ได้ชมการเชิดสิงโตทั้ง 7 ตัว การรำการรำไท้เก็กของกลุ่มผู้สูงอายุ บูธอาหารจีบริการฟรี และ ร้านค้าถนนคนน่าน 2 ฝั่งถนนสุมนเทวราช หน้าศาลเจ้าปึงเถ่ากงน่าน จำหน่ายอาหารพื้นเมืองคาวหวานและของที่ละลึก เป็นการจัดงานครั้งแรกครั้งยิ่งใหญ่และครั้งแรกของ ศาลเจ้าปึงเถ่ากงน่าน ช่วง 150 ปี

5 ก.พ. 67 ที่ศาลเจ้าปึงเถ่ากงน่าน อายุ 121 ปี ตำบลเวียงใต้ อำเภอเมือง จังหวัดน่าน ประธานและคณะการชุดใหม่ ศาลปึงเถ่ากงฮากกาน่าน จัดงาน จากจีนสู่ไทย สุขใจสุขใจในแผ่นดินน่าน China Town of Nan 5 ก.พ.67 โดยนายชัยนรงค์ วงศใหญ่ ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน เป็นประธานเปิดงาน ชาวจีนจากจีนสู่ไทย สุขใจสุขใจในแผ่นดินน่าน China Town of Nan พร้อมด้วย พล.ต.ต.ดเรศ กัลยา ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดน่าน, นายกฤชเพชร เพชระบูรณิน รองผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน, นางภัทรภร ชัยวัฒนกุล วัฒนธรรมจังหวัดน่าน, นายสุรพล เธียรสูตร นายกเทศมนตรีเมืองน่าน, นายแพทย์ วสันต์ แก้ววี ผู้อำนวยการโรงพยาบาลน่าน, นางสาวธนวันต์ ชุมแสง ประชาสัมพันธ์จังหวัดน่าน, นายธนกร รัฐชตานนท์ ประธานศาลเจ้าปึงเถ่ากงน่าน, หัวหน้าส่วนราชการ, ประธานพ่อค้าน่าน ประธานชมรมตระกูลแซ่ คนไทยเชื้อสายจีนจังหวัดน่าน

นายธนกร รัฐชตานนท์ ประธานศาลเจ้าปึงเถ่ากงน่าน กล่าวว่า นับเป็นโอกาสดีที่ชาว จังหวัดน่าน ได้เห็นพิธีเปิดตาสิงโต ทองปึงเถ่ากงฮากกาน่าน เป็นประเพณีโบราณของชาวจีครั้งแรกช่วง 150 ปี คนจีนในสมัยโบราณเชื่อว่า สิงโต นั้น เป็นบุตรของ มังกร เป็นสัญลักษ์ของพลังอำนาจ ความกล้าหาญ และความจงรักษ์ภักดี เพราะได้รับมอบหมายจากสรวงสวรรค์ ในฐานะผู้พิทักษ์ สิงโต จึงเป็นสัตว์เทพเจ้า และศักดิ์สิทธิ์ สามารถปัดเป่าวิญญาณและสิ่งชั่วร้ายได้ มีการแสดงฉลองการเชิดหัวสิงโตใหม่ ที่มีความหมายเปรียบเหมือนของศักศิ์สิทธิ์ ที่ได้รับมาจากสวรรค์ ร่วมทำพิธีต่อหน้า องค์เทพเจ้าศาลปึงเถ่ากงน่าน ทั้ง 6 องค์ องค์ 1 ทีกงเทพเจ้าแห่งฟ้า 2. องค์ปืงเถ่ากง 3.กวนกงเจ้าพ่อกวนอู 4. ตี่จู๊เอี้ยเจ้าที่ 5เซียนซือ และ 6.เทพจี้กง เป็น สิ่งศักดิ์สิทธิ์ คู่บ้านคู่เมืองของจังหวัดน่าน มาเป็นเวลา 120 เมื่อ (10 รอบ 2446- 2566) ย่างเข้าปีที่ 121 เปิดให้ประชาชนนักท่องเที่ยว มาไหว้ขอพร 6 องค์เทพ เพื่อเป็นสิริมงคล ความรุ่งเรือง และความเป็นอยู่ที่ดี

การจัดงาน จากจีนสู่ไทย สุขใจสุขใจในแผ่นดินน่าน China Town of Nan เพื่อบอกเล่า ประวัติความเป็นมา ของคนไทยเชื้อสายจีนในจังหวัดน่าน 150 ปีที่ผ่านมา การรวมกลุ่ม การเดินทาง การลงหลักปักฐานการทำมาค้าขาย การทำกิจกรรมทางด้านสังคม การก่อสร้าง ศาลเจ้าปึงเถ่ากง กิจกรรม การแสดงงิ้วประจำปี ประเพณีซิโก เทศกาลขอบคุณเทพเจ้า การสร้างโรงเรียนซินจง มูลนิธิสมาคมฮงสุน เป็นโรงเรียนเอกชนเพื่อสอนภาษาจีนที่เกิดขึ้นในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยชาวจีนโพ้นทะเลและคนไทยเชื้อสายจีนที่ถือกำเนิดในจังหวัดน่านได้ริเริ่มการจัดตั้งโรงเรียนวิชาภาษาจีน ภายใต้มูลนิธิปึงเถ่ากง-ซินจงน่าน เปิดสอน : อนุบาล 1 – ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 (ม.3)

ผู้ร่วมงาน จากจีนสู่ไทย สุขใจสุขใจในแผ่นดินน่าน China Town of Nan จะได้สัมผัสวัฒนธรรมด้านอาหารของชาวจีนได้รับประทานฟรี ของชาวจีนที่มาออกบูธร่วมงาน เช่นซาลาเปา ช้อยแถวป่าน โบเกี๋ย ผัดหมี่อายุยืน ช้อยแถวป่าน กระเพาะปลาน้ำแดง ข้าวมันไก่ไหหลำ ขนมหวองฟามู่ป่าน ตือคาโค 5 ใส้ กระดาษไหว้เจ้า การชงชา และการเขียนพู่กันจีน
นายชัยนรงค์ วงศ์ใหญ่ ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน กล่าวว่า จังหวัดน่าน การจัดงานชาวจีน จากจีนสู่ไทย “สุขใจในแผ่นดินน่าน” China Town of Nan ในนี้วันจันทร์ที่ 5 กุมภาพันธ์ 2567 ณ ศาลเจ้าปึงเถ่ากงน่าน จังหวัดน่าน ตำบลหัวเวียงใต้ อำเภอเมือง จังหวัดน่าน ซึ่งเป็นกิจกรรมย้อนรอยวัฒนธรรมคนไทยเชื้อสายจีนในจังหวัดน่าน ของสำนักงาน วัฒนธรรม ที่ได้งบประมาณจากสำนักงานปลัดกระทรวงวัฒนธรรม เพื่อฟื้นฟูศิลปวัฒนธรรม ประเพณีของแต่ละจังหวัด สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดน่าน จึงได้ร่วมมือกับสารปึงเถ่ากงน่านร่วมกับ จัดประชุมหารือแนวทางดำเนินการ 2 ครั้ง ณ ห้องประชุมสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดน่าน และศาลปึงเถ่ากง ตำบลในเวียง อำเภอเมืองจังหวัดน่าน จึงนับเป็นความร่วมมือกันระหว่าง ภาครัฐและคนไทยเชื้อสายจีนใน จังหวัดน่าน


จ.ส.อ.สันติไฌญ จารุพิพัฒน์บุตร Nation TV – NAN
นที มีเดช รายงาน

มทบ.33 จัดพิธีถวายสักการะและพิธีบวงสรวงอนุสาวรีย์เจ้ากาวิละ

มณฑลทหารบกที่ 33 จัดพิธีถวายสักการะและพิธีบวงสรวงอนุสาวรีย์เจ้ากาวิละ เพื่อเทิดพระเกียรติพระเจ้ากาวิละและแสดงถึงความจงรักภักดีที่พระองค์ทรงมีคุณูปการแก่ผืนแผ่นดินล้านนาไทย

เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2567 ที่บริเวณลานอนุสาวรีย์เจ้ากาวิละ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ พลตรีธีระ ผดุงสุนทร ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 33 เป็นประธานในพิธีถวายสักการะพุ่มดอกไม้สดและพิธีบวงสรวงอนุสาวรีย์เจ้ากาวิละ เพื่อเทิดพระเกียรติพระเจ้ากาวิละ ซึ่งเมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ พุทธศักราช 2317 พระองค์ได้ทรงนำกำลังชาวล้านนาเข้าร่วมกับกองทัพพระเจ้าตากสินมหาราช ทรงขับไล่ข้าศึกออกจากตัวเมืองเชียงใหม่ได้สำเร็จ โอกาสนี้ นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ มอบหมายให้ นายชัชวาลย์ ปัญญา รองผู้ว่าราชการจังหวัดจังหวัดเชียงใหม่ เข้าร่วมพิธี

โอกาสนี้ พลตรีธีระ ผดุงสุนทร ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 33 ได้นำผู้เข้าร่วมพิธีกล่าวสดุดีรำลึกพระเกียรติคุณพระเจ้ากาวิละ เบื้องหน้าอนุสาวรีย์ฯ เพื่อแสดงถึงความจงรักภักดีที่พระองค์ทรงมีคุณูปการแก่ผืนแผ่นดินล้านนาไทย


นที มีเดช รายงาน

ส่วนราชการและประชาชนชาวจังหวัดลำพูนทุกหมู่เหล่า ร่วมพิธีทอดผ้าป่าสามัคคี เพื่อการบูรณะปรับปรุงแหล่งน้ำศักดิ์สิทธิ์ บ่อน้ำทิพย์ดอยขะม้อ ณ วัดพระธาตุหริภุญชัย วรมหาวิหาร อ.เมืองลำพูน จ.ลำพูน

ส่วนราชการและประชาชนชาวจังหวัดลำพูนทุกหมู่เหล่า ร่วมพิธีทอดผ้าป่าสามัคคี เพื่อการบูรณะปรับปรุงแหล่งน้ำศักดิ์สิทธิ์ บ่อน้ำทิพย์ดอยขะม้อ ณ วัดพระธาตุหริภุญชัย วรมหาวิหาร อ.เมืองลำพูน จ.ลำพูน

วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2567 เวลา 13.00 น. ที่วัดพระธาตุหริภุญชัย วรมหาวิหาร อำเภอเมือง จังหวัดลำพูน นายสันติธร ยิ้มละมัย ผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน มอบหมายให้นายอนุพงษ์ วาวงศ์มูล รองผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน เป็นประธานในพิธีทำบุญทอดผ้าป่าสามัคคีเพื่อบูรณะปรับปรุงแหล่งน้ำศักดิ์สิทธิ์ บ่อน้ำทิพย์ดอยขะม้อ ตำบลมะเขือแจ้ อำเภอเมือง จังหวัดลำพูน โดยมีพระเทพรัตนนายก เจ้าคณะจังหวัดลำพูน เจ้าอาวาสวัดพระธาตุหริภุญชัยวรมหาวิหารเป็นประธานฝ่ายสงฆ์ มีนายโยธิน ประสงค์ความดี รองผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน นายสมาน กองแก้ว ปลัดจังหวัดลำพูน หัวหน้าส่วนราชการ นายอำเภอ ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ส่วนข้าราชการ เจ้าหน้าที่ ประชาชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม

ด้วยคณะสงฆ์จังหวัดลำพูน คณะศรัทธา ข้าราชการ คหบดี พ่อค้า ประชาชน จังหวัดลำพูน ได้ร่วมกันทำบุญทอดผ้าป่าปรับปรุงแหล่งน้ำศักดิ์สิทธิ์ บ่อน้ำทิพย์ดอยขะม้อ ตำบลมะเขือแจ้ อำเภอเมือง จังหวัดลำพูน ซึ่งเป็นแหล่งน้ำศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองลำพูน และยังเป็นแหล่งน้ำศักดิ์สิทธิ์ 1 ใน 7 แห่งของประเทศไทย ที่ใช้ประกอบพิธีตักน้ำพลีกรรมในโอกาสมหามงคล เพื่อนำไปประกอบพิธีสำคัญต่างๆ ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

ปัจจุบันสถานที่ดังกล่าว เกิดความชำรุดทรุดโทรม คณะสงฆ์จังหวัดลำพูน และคณะศรัทธาทุกหมู่เหล่าได้ร่วมกันทอดผ้าป่าสามัคคีขึ้น เพื่อหารายได้มาบูรณะปรับปรุงแหล่งน้ำศักดิ์สิทธิ์ บ่อน้ำทิพย์ดอยขะม้อ และก่อสร้างศาลาบาตร เพื่อเป็นที่พักคอยของผู้ร่วมพิธีตักน้ำศักดิ์สิทธิ์ด้านบนยอดดอยขะม้อ รวมถึงการปรับปรุงภูมิทัศน์พื้นที่บริเวณโดยรอบให้มีความสวยงาม ควรค่าแก่การเคารพบูชาและประกอบพิธีกรรมต่าง ๆ ต่อไป

โดยมียอดเงินทำบุญทอดผ้าป่าสามัคคี เพื่อการบูรณะปรับปรุงแหล่งน้ำศักดิ์สิทธิ์ บ่อน้ำทิพย์ดอยขะม้อ ณ วันที่ 5 กพ. 2567 จำนวนเงินทั้งสิ้น 548,654.25 บาท ผู้มีจิตศรัทธาสามารถร่วมทำบุญได้อย่างต่อเนื่องที่บัญชี ธ.ก.ส. สาขาลำพูน เลขที่บัญชี : 020229534161 ชื่อบัญชี : เพื่อปรับปรุงบ่อน้ำทิพย์ดอยขะม้อ

สำหรับดอยขะม้อ เป็นภูเขาลูกหนึ่งลักษณะสูงชันมาก รูปร่างเหมือนหม้อคว่ำ ชาวเมืองเรียกกันมาแต่โบราณว่า “ดอยคว่ำหม้อ” ต่อมาเพี้ยนมาเป็น “ดอยขะม้อ บ่อน้ำทิพย์” ที่เรียกเช่นนั้นก็เพราะว่าบนยอดดอยมีบ่อน้ำที่เกิดกลางแผ่นดิน ถือกันมาแต่โบราณว่าเป็นบ่อน้ำทิพย์ ที่บริเวณปากบ่อจะมีป้ายปักไว้ว่า “บริเวณบ่อน้ำทิพย์ห้ามผู้หญิงเข้า” เพราะเมื่อผู้หญิงเข้าไปแล้วน้ำในบ่อจะแห้งทันที ยอดดอยขะม้อมีความกว้างประมาณ 12 เมตร ยาว 30 เมตรล้อมรอบดอยนี้มีเขาสูงสลับซับซ้อนกันหลายลูกและมีพันธุ์ไม้นานาชนิดขึ้นอย่างหนาแน่น ด้านบนมีพระวิหารตั้งอยู่หลังหนึ่งกับรอยพระพุทธบาทจำลองอยู่หน้าวิหาร มีแผ่นศิลาจารึกเป็นภาษาไทยล้านนาว่า “ได้สร้างพระวิหารและรอยพระพุทธบาทจำลองเมื่อ พ.ศ.2470 โดยครูบาสิงห์ชัย วัดสะแล่ง พระครูชัยลังกา วัดศรีชุม ขุนจันทนุปาน กำนันตำบลมะเขือแจ้ และนายชัย กำนันตำบลบ้านกลาง ได้ชักชวนประชาชนสร้าง สิ้นค่าก่อสร้าง 3,000 รูปี ทำบุญฉลองเมื่อ พ.ศ.2472”

ดอยขะม้อ (บ่อน้ำทิพย์) ตั้งอยู่ในเขตตำบลมะเขือแจ้ อำเภอเมือง จังหวัดลำพูน เลขที่ 259 หมู่ที่ 12 เป็นที่ตั้งที่พักสงฆ์ดอยขะม้อ (บ่อน้ำทิพย์) ห่างจากตัวเมืองไปทางทิศตะวันออก ประมาณ 16 กิโลเมตร บ่อน้ำทิพย์เป็นลักษณะบ่อที่เกิดกลางแผ่นดิน ไม่ใช่บ่อที่มีคนขุด มีกว้างประมาณ 3 เมตร เป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสเรียว ลึกลงไปเป็นรูปกรวย ความลึกของบ่อน้ำทิพย์นั้นไม่สามารถลงไปวัดได้ น้ำทิพย์จากดอยขะม้อ ถือเป็นน้ำศักดิ์สิทธิ์ 1 ใน 7 แห่ง ที่ได้มาจากแม่น้ำและแหล่งน้ำสำคัญและเป็นสิริมงคลของประเทศ เพื่อนำมาทำน้ำพุทธมนต์ ณ มหาเจดีย์สถานอันเป็นมหานครโบราณ 7 แห่ง ได้แก่ น้ำจากแม่น้ำป่าสัก ตำบลท่าราบ, น้ำจากทะเลแก้ว พิษณุโลก, น้ำโชคชมพู บ่อแก้ว บ่อทอง สวรรคโลก, น้ำจากแม่น้ำนครไชยศรี นครปฐม, น้ำจากบ่อวัดหน้าพระลาน บ่อวัดเสมาชัย บ่อวัดเสมาเมือง นครศรีธรรมราช, น้ำจากบ่อวัดพระธาตุพนม นครพนม และน้ำทิพย์จากดอยขะม้อ ลำพูน

น้ำทิพย์ดอยขะม้อ จะถูกชักรอกด้วยค้างหงส์ เพื่อนำขึ้นสรง องค์พระบรมธาตุหริภุญชัย ในวันเพ็ญเดือนวิสาขะ (เดือนแปดเป็ง) ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับชาวจังหวัดลำพูน เนื่อง จากถูกกำหนดให้เป็นน้ำสำหรับสรงพระบรมธาตุหริภุญชัย ซึ่งชาวลำพูนให้ความเคารพนับ ถือ เป็นมิ่งขวัญ และเป็นจอมเจดีย์ที่สำคัญ ที่สุดของอาณาจักรล้านนาโบราณ

สำหรับพิธีการตักน้ำทิพย์บนยอดดอยวันเวลาในการตักน้ำทิพย์ ตามธรรมเนียมพื้นเมือง จะตักในวันขึ้น 12 ค่ำ ก่อนวันสรงน้ำพระธาตุหริภุญชัย 3 วัน จะนิมนต์พระสงฆ์ จำนวน 9 รูป ขึ้นไปเจริญพระพุทธมนต์ ณ บริเวณยอดดอยขะม้อ เวลาค่ำมีการทำพิธีบวชพราหมณ์ จำนวน 4 ตน ซึ่งจะต้องนอนค้างคืน 1 คืน และประมาณ เวลา 05.00 น. ของเช้าวันขึ้น 12 ค่ำพราหมณ์ ทั้ง 4 ตน จะได้ลงตักน้ำทิพย์ใส่หม้อน้ำทิพย์ขึ้นเสลี่ยงแบกหามลงมาทำพิธีสมโภช หลังจากนั้นจะจัดขบวนอัญเชิญน้ำทิพย์ดอยขะม้อเข้าเมืองหริภุญชัยเพื่อตั้งสมโภชที่วัดพระธาตุหริภุญชัยเป็นเวลา 3 วัน ก่อนนำขึ้นสรงพระบรมธาตุเจ้า ร่วมกับน้ำสรงพระราชทาน


นที มีเดช รายงาน

เอกอัครราชทูตเมียนมาประจำประเทศไทย และคณะ เข้าเยี่ยมคารวะแม่ทัพภาคที่ 3

เอกอัครราชทูตเมียนมาประจำประเทศไทย และคณะ เข้าเยี่ยมคารวะแม่ทัพภาคที่ 3

ในช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2567 พลโท ประสาน แสงศิริรักษ์ แม่ทัพภาคที่ 3 ให้การต้อนรับ นาย อู ชิช เว ( U Chit Swe ) เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาประจำประเทศ ไทย และ พลจัตวา คุน เนย์ ตุน อู ( Khun Nay Tun Oo ) ผู้ช่วยทูตทหารสาธารณรัฐ แห่งสหภาพเมียนมาประจำประเทศไทย ในโอกาสเข้าเยี่ยมคารวะแม่ทัพภาคที่ 3 เพื่อแนะนำตัวและหารือเกี่ยวกับความร่วมมือในด้านต่างๆ ซึ่งมี พันโท อดิศักดิ์ บัณฑิตย์ หัวหน้าฝ่ายกิจการพลเรือน ศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทานภาค3 เป็นนักแปลภาษา(ภาษาพม่า) ณ ห้องรับรอง 1 กองบัญชาการกองทัพภาคที่ 3 ค่ายสมเด็จพระนเรศวรมหาราช อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2567

แม่ทัพภาคที่ 3 กล่าวถึงความร่วมมือแก้ไขปัญหายาเสพติด การลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย การค้ามนุษย์และอาชญากรรมข้ามชาติในพื้นที่ตามแนวชายแดน ซึ่งทั้งสองประเทศ ใช้กลไกความร่วมมือในระดับพื้นที่บูรณาการแก้ไขปัญหามาอย่างต่อเนื่อง ประกอบด้วย คณะกรรมการชายแดนส่วนท้องถิ่นไทย-เมียนมา (The Border Consortium : TBC) และคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (Regional Border Committee : RBC) ซึ่งในห้วงที่ผ่านมา ถือว่าประสบความสำเร็จและสามารถช่วยแก้ปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ


นที มีเดช รายงาน

กองกำลังผาเมือง จัดการประชุมชุดประสานงานประจำพื้นที่ไทย – ลาว ครั้งที่ 5 ณ โรงแรมดิอิมเพรสน่าน อำเภอเมือง จังหวัดน่าน

กองกำลังผาเมือง ร่วมกับ กองบัญชาการทหาร แขวงบ่อแก้ว และ กองบัญชาการทหาร แขวงไซยะบุลี จัดการประชุมชุดประสานงานประจำพื้นที่ชายแดนไทย-สปป.ลาว ครั้งที่ 5 ณ โรงแรมดิอิมเพรสน่าน อำเภอเมือง จังหวัดน่าน

ห้วงวันที่ 4 – 5 กุมภาพันธ์ 2567 กองกำลังผาเมือง/ชุดประสานงานประจำพื้นที่ชายแดนไทย – ลาว ได้จัดการประชุมชุดประสานงานประจำพื้นที่ไทย – ลาว ครั้งที่ 5 ณ โรงแรมดิอิมเพรสน่าน อำเภอเมือง จังหัวดน่าน โดยมีพลตรี ประพัฒน์ พบสุวรรณ ผู้บัญชาการกองกำลังผาเมือง/หัวหน้าชุดประสานงานประจำพื้นที่ชายแดนไทย – ลาว พื้นที่ภาคเหนือของไทย เป็นประธานร่วมฝ่ายไทย และพลจัตวา กูด พมมา หัวหน้าการทหาร กองบัญชาการทหารแขวงไซยะบุลี/หัวหน้าชุดประสานงานประจำพื้นที่ชายแดนลาว – ไทย พื้นที่ภาคเหนือของลาว เป็นประธานร่วมฝ่ายลาว และพันเอก ทองไข สียาลาด หัวหน้าการทหาร กองบัญชาการทหารแขวงบ่อแก้ว เป็นประธานร่วม พร้อมด้วยส่วนราชการในชุดประสานงานฯ ทั้งฝ่ายไทย และ สปป.ลาว เข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้

โดยมีกิจกรรมที่สำคัญได้แก่ การประชุมชุดประสานงานฯ หารือข้อปัญหาการกระทำผิดกฎหมาย บริเวณพื้นที่ชายแดนไทย – ลาว ในพื้นที่ภาคเหนือของไทย ที่ติดต่อกับสาธารณรัฐ
ประชาธิปไตยประชาชนลาว ด้านแขวงไชยะบุลี และแขวงบ่อแก้ว โดยเฉพาะปัญหาด้านยาเสพติด ซึ่งเป็นการบูรณาการร่วมกันของเจ้าหน้าที่กองกำลังป้องกันชายแดน กับฝ่ายปก ครอง ตำรวจ และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดในพื้นที่ ตลอดจนเป็นการพัฒนาสัมพันธ์ในทุกระดับ อันจะก่อให้เกิดความมั่นคงในพื้นที่ตามชายแดน และเกิดความร่วมมือในการแก้ไขปัญหาการกระทำผิดกฎหมายในพื้นที่ชายแดนของทั้ง 2 ประเทศ ด้วยมาตรการที่ถูกต้องและเหมาะสม บนพื้นฐานของความสัมพันธ์อันดีต่อกัน พร้อมทั้งผลักดัน ให้เกิดความร่วมมือในด้านต่างๆ ต่อไป

หลังจากนั้นยังได้นำคณะเยี่ยมชมสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญในพื้นที่จังหวัดน่าน ได้แก่ พิพิธ ภัณฑสถานแห่งชาติน่าน, วัดพระธาตุแช่แห้ง, วัดภูมินทร์ และก่อนเดินทางกลับได้ร่วมถ่ายภาพเพื่อเป็นที่ระลึก บริเวณ หลักเขตแดนไทย-ลาว จุดผ่านแดนจุดผ่านแดนถาวรบ้านห้วยโก๋น


นที มีเดช รายงาน

วช. – สสปน. ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU)ผนึกกำลังยกระดับอุตสาหกรรมไมซ์ไทย สู่เป้าหมายสร้างมูลค่าสูงด้วยงานวิจัยและนวัตกรรม

วช. – สสปน. ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU)ผนึกกำลังยกระดับอุตสาหกรรมไมซ์ไทย สู่เป้าหมายสร้างมูลค่าสูงด้วยงานวิจัยและนวัตกรรม

เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2567 ในงาน “วันนักประดิษฐ์” ประจำปี 2567 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ(วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และ สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) ร่วมบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมไมซ์ไทยสู่การเป็นจุดหมายปลายทางมูลค่าสูงด้วยงานวิจัยและนวัตกรรม โดยมี ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ และนายจิรุตถ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) ร่วมลงนาม

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (ผอ.วช.) กล่าวว่า (วช.) ยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้มีความร่วมมือกับ (สสปน.) ในการยกระดับอุตสาหกรรมไมซ์ไทยสู่การเป็นจุดหมายปลายทางมูลค่าสูงด้วยงานวิจัยและนวัตกรรม (วช.) มีความพร้อมในการสนับสนุน เชื่อมโยงแลกเปลี่ยนผลงานวิจัย องค์ความรู้งานวิจัยและนวัตกรรมที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมไมซ์ ซึ่งให้เกิดการขยายผล ผลักดันให้อุตสาหกรรมไมซ์ไทยมีความแข็งแกร่ง ด้วยงานวิจัยและนวัตกรรม การผนึกกำลังของทั้งสององค์กรจะเป็นทิศทางที่ดี จะส่งผลให้ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมไมซ์ได้เพิ่มพูนความรู้ เสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับประเทศได้

นายจิรุตถ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ กล่าวว่า อุตสาหกรรมไมซ์ถือได้ว่าเป็นอุตสาหกรรมที่มีความสำคัญในการสร้างรายได้ให้กับประเทศไทย โดยได้ถูกบรรจุให้เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับประเทศ ประเทศไทยเป็นจุดหมายของการท่องเที่ยวที่เน้นคุณภาพและความยั่งยืน ดังนั้น การยกระดับความสามารถของผู้ประกอบการไมซ์จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง และหนึ่งในปัจจัยที่สำคัญ คือ ความรู้และข้อมูลต่างๆ ที่ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว (สสปน.) จึงหวังว่าความร่วมมือกับ (วช.) ในครั้งนี้ จะเป็นการเสริมสร้างรากฐานการเติบโตของอุตสาหกรรมไมซ์ของเราให้เป็นจุดหมายปลายทางมูลค่าสูงตามที่คาดหวังได้

การลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ ครั้งนี้นอกจากจะเป็นการเชื่อมโยงความร่วมมือด้านงานวิจัยและนวัตกรรม ระหว่าง (สสปน.) และ (วช.) แล้วยังเพิ่มศักยภาพและยกระดับองค์ความรู้ในด้านต่างๆ ให้แก่ผู้ประกอบการไมซ์ โดยมีแนวทางการทำงานที่ใช้ความร่วมแรงร่วมใจ และการแลกเปลี่ยนผลงานวิจัยและข้อมูลข่าวสารอุตสาหกรรมไมซ์ ความร่วมกันจัดกิจกรรมเพื่อเพิ่มพูนความรู้ทางวิชาการ ในการเป็นวิทยากร การเผยแพร่และติดตามผลสัมฤทธิ์จากการดำเนินงาน ตามบันทึกข้อที่ได้กำหนดไว้ร่วมกัน


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

วช. จับมือ มฟล. เวิร์กช็อป “ประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์กับการศึกษา” ก้าวทันโลก

สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ ร่วมมือกับ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง จัดฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ “ประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์กับการศึกษา” (AI in education context) ในงาน “วันนักประดิษฐ์” ประจําปี 2567

เมื่อวันที่ 5 ก.พ.2567 วันที่สี่ของการจัดงาน สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม จัดงาน “วันนักประดิษฐ์” ประจําปี 2567 (Thailand Inventors’ Day 2024) ภายใต้แนวคิด “สิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมนำประเทศ” ซึ่งจัดขึ้นเป็นปีที่ 25 ระหว่างวันที่ 2-6 กุมภาพันธ์ 2567 เวลา 09.00-17.00 น. ณ อีเวนท์ ฮอลล์ 100-102 ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา

สำหรับหนึ่งในกิจกรรมที่มีผู้เข้าร่วมงาน “วันนักประดิษฐ์” ประจําปี 2567 ให้ความสนใจคือ “การประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์กับการศึกษา” โดย อ.ดร.พฤทธิ์ พุฒจร ศูนย์ความเป็นเลิศด้านปัญญาประดิษฐ์และเทคโนโลยีก่อกำเนิด สำนักวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศ มหา วิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง วัตถุประสงค์เพื่อเท่าทัน AI ที่มีแนวโน้มที่จะมีบทบาทสำคัญในการศึกษามากขึ้นในอนาคต AI มีศักยภาพที่จะปฏิวัติการศึกษาในหลายๆ ด้าน โดยช่วยให้นักเรียนเรียนรู้ได้มีประสิทธิภาพมากขึ้นบรรลุศักยภาพสูงสุดของตนและช่วยให้ครูปรับปรุงการสอนของตนได้

อ.ดร.พฤทธิ์ พุฒจร กล่าวว่า ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เป็นเทคโนโลยีที่กำลังพัฒนาอย่างรวดเร็วและมีศักยภาพที่จะปฏิวัติหลายๆ ด้านของชีวิตของเรา รวมถึงการศึกษา AI มีความสามารถในการเรียนรู้และปรับตัวได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งทำให้สามารถปรับให้เข้ากับความต้องการของนักเรียนแต่ละคนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตัวอย่างเช่น AI สามารถให้คำแนะนำแบบปรับแต่งแก่นักเรียน ตรวจจับปัญหาการเรียนรู้ และสร้างแบบจำลองเชิงโต้ตอบที่ช่วยให้นักเรียนเข้าใจเนื้อหาที่ซับซ้อนได้ง่ายขึ้น AI ยังสามารถใช้เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพของครูได้อีกด้วย ตัวอย่างเช่น AI สามารถช่วยครูในการวัดผลการเรียนรู้ของนักเรียน จัดทำรายงานและแผนการเรียนรู้ และสร้างเนื้อหาการสอนที่ปรับให้เหมาะกับนักเรียนแต่ละคน นอกจากนี้ AI ยังสามารถใช้เพื่อพัฒนาวิธีการสอนใหม่ๆ ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยรวมแล้ว AI มีศักยภาพที่จะปฏิวัติการศึกษาในหลายๆ ด้าน การใช้เอไอทำให้นักเรียนได้ลงมือ ‘สืบสวนสอบสวน’ ข้อมูลด้วยตัวเอง นักเรียนได้ค้นหาข้อมูลในมุมมองต่างๆ เกิดการตั้งคำถามปลายเปิด พร้อมทั้งไตร่ตรองว่าข้อมูลเหล่านั้นน่าเชื่อถือหรือไม่ ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นส่วนสำคัญของการพัฒนาการคิดเชิงวิพากษ์ ในโลกยุคปัจจุบันที่ทุกคนสามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ต เกิดการสร้างและเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารออกมาเป็นจำนวนมาก ข้อมูลเหล่านี้มีทั้งข้อมูลที่เป็นจริงบ้าง ไม่เป็นจริงบ้าง ทักษะการคิดเชิงวิพากษ์จึงเป็นสิ่งจำเป็นในการวิเคราะห์ว่าข้อมูลไหนน่าเชื่อหรือไม่น่าเชื่อถือ เพราะการรับรู้ข้อมูลที่ไม่เป็นความจริงอาจส่งผลเสียต่อตัวเราและคนอื่นได้เช่นกัน อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญคือต้องพัฒนา AI อย่างมีความรับผิดชอบและตรวจสอบให้แน่ใจว่า AI ถูกใช้เพื่อประโยชน์ของนักเรียนและครู

ในงานวันนักประดิษฐ์ ประจำปี 2567 ผู้ร่วมงานจะได้พบนิทรรศการผลงานสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมมากกว่า 1,000 ผลงาน นิทรรศการ “พระบิดาแห่งการประดิษฐ์ไทย” และนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติฯ, นิทรรศการ รางวัลการวิจัยแห่งชาติ, นิทรรศการสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมจากหน่วยงานเครือข่ายในประเทศและต่างประเทศ, มหกรรมประกวดสิ่งประดิษฐ์นานาชาติ IPITEx 2024, นิทรรศการประกวดสิ่งประดิษฐ์ระดับเยาวชน Thailand New Gen Inventors Award 2024 : I-New Gen Award 2024, กิจกรรมส่งเสริมการเรียนรู้และพัฒนานักประดิษฐ์รุ่นเยาว์ โซนตลาดสินค้าและนวัตกรรมจำหน่ายในราคาพิเศษ นิทรรศการ Highlight Zone เช่น นิทรรศการ The Survival game ตะลุยแดนภัยพิบัติ ที่นำเสนอเกมส์หนีภัยสึนามิในโลกเสมือนจริง นิทรรศการ Fruit Fun Fair ผลไม้หรรษา ที่นำเสนอผลิตภัณฑ์ผลงานวิจัยมะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง ส้มโอฉายรังสี ทุเรียน Fresh cut ฯลฯ และ การเสวนาและฝึกอบรม มากกว่า 100 หัวข้อ เช่น การเสวนาในหัวข้อการส่งเสริมการพัฒนาสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรม การฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการด้านการประดิษฐ์คิดค้น การฝึกอบรมอาชีพ ลงทะเบียนและดูรายละเอียดเพิ่มเติม https://inventorsday.nrct.go.th

ผู้สนใจสามารถแวะชมงานได้ตั้งแต่บัดนี้ – 6 กุมภาพันธ์ 2567 ณ Event Hall 100 – 102 ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

วช. – อผศ. ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ความร่วมมือการผลักดันผลงานวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเสริมสร้างคุณภาพชีวิตแก่ผู้พิการ

วช. – อผศ. ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ความร่วมมือการผลักดันผลงานวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเสริมสร้างคุณภาพชีวิตแก่ผู้พิการ

เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2567 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และ กระทรวงกลาโหม (กห.) โดย องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก (อผศ.) ร่วมบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) การผลักดันผลงานวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเสริมสร้างคุณภาพชีวิตแก่ผู้พิการเพื่อช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้พิการให้ดียิ่งขึ้น โดยมี นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม พร้อมด้วย นายสุทิน คลังแสง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ร่วมเป็นสักขีพยานในครั้งนี้ ซึ่งลงนามโดย ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (ผอ.วช.) และ พลเอก เดชนิธิศ เหลืองงามขำ ผู้อำนวยการองค์การสงเคราะห์ทหาร ผ่านศึก เป็นผู้แทนลงนามของสององค์กร ในงาน “วันนักประดิษฐ์” ประจำปี 2567 ณ เวทีกลาง Event Hall 101 ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา

นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัต กรรม (รมว.อว.) กล่าวว่า กระทรวง (อว.) ได้ตระหนักถึงความสำคัญต่อความต้องการของผู้พิการในด้านต่างๆไม่ว่าจะเป็นการดำรงชีวิตประจำวัน การส่งเสริมสุขภาพกาย และจิตใจ ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายและยุทธศาสตร์ของกระทรวง (อว.) พ.ศ.2563 – 2570 ที่มุ่งเน้นการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศที่สอดคล้องกับทิศทางของยุทธศาสตร์ชาติ โดยหนึ่งในเป้า ประสงค์ที่สำคัญคือการวิจัย และสร้างนวัตกรรมเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ ที่เกิดขึ้นในสังคมโดยมุ่งเน้นการพัฒนาคนในทุกช่วงวัยให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี สามารถดำรงชีวิตด้วยตนเองได้อย่างมีคุณค่า และสร้างกลไกที่เอื้อต่อการอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข ทั้งทางด้านเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมที่ช่วยเหลือการดำรงชีวิต (Assisted living) สำหรับช่วยเหลือให้ผู้พิการสามารถดำรงชีวิตด้วยตนเองได้อย่างมีคุณภาพ และมีความปลอดภัยสำหรับสถานการณ์ในปัจจุบันและอนาคต (รมว.อว.) กล่าว

นายสุทิน คลังแสง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวว่า กระทรวงกลาโหม (กห.) ผลงานที่เกิดขึ้นจากการดำเนินงานภายใต้ความร่วมมือดังกล่าว ขับเคลื่อนและสนับสนุนการใช้ประโยชน์จากผลงานวิจัย นวัตกรรมและเทคโนโลยี เพื่อช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้พิการ กลไกสำคัญคือ ความร่วมมือระหว่างหน่วยงานทุกภาคส่วนนั้นมีส่วนสำคัญที่จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้พิการนับเป็นความร่วมมือที่สร้างประโยชน์อันดีที่ได้ดำเนินการร่วมกันเพื่อแสดงถึงเจตนารมณ์ที่มุ่งเน้นการพัฒนาคนในทุกช่วงวัยให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (ผอ.วช.) กล่าวว่า ในฐานะหน่วยงานให้ทุนวิจัย ภายใต้กระทรวง (อว.) ให้การสนับสนุนทุนวิจัยและนวัตกรรมของประเทศ โดยผลักดัน ริเริ่มขับเคลื่อนและประสานการดำเนินงานโครงการวิจัยและนวัตกรรมที่สำคัญของประเทศ ทำให้งานวิจัยสามารถถ่ายทอดองค์ความรู้เพื่อใช้ประโยชน์ได้อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจความร่วมมือการผลักดันผลงานวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเสริมสร้างคุณภาพชีวิตแก่ผู้พิการในวันนี้ เพื่อร่วมกันส่งเสริมและสนับสนุนด้านการวิจัยและนวัต กรรมไปสู่การขยายผลต่อกลุ่มเป้าหมาย และผลักดันให้เกิดการใช้ประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรมโดยการบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อเสริมสร้างคุณภาพชีวิตของทหารผ่านศึกพิการ ครอบครัวทหารผ่านศึก และพลเรือนที่มีความพิการทุพพลภาพให้มีคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้น

ด้าน พลเอก เดชนิธิศ เหลืองงามขำ ผู้อำนวยการองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก กล่าวว่า ในนามกระทรวงกลาโหม เป็นหน่วยที่กำกับดูแลองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก ซึ่งมีหน้าที่ดูแลทหารผ่านศึกทั่วประเทศ สำหรับทหารผ่านศึกที่พิการจากการปฏิบัติหน้าที่ จะมีโรงพยาบาลทหารผ่านศึก ให้การดูแลและรักษาพยาบาลอย่างใกล้ชิด เพื่อให้สามารถยืนหยัดและใช้ชีวิตได้อย่างปกติมากที่สุด โดยปัจจุบันงานกายอุปกรณ์ถือว่าเป็นงานที่โรงพยาบาลทหารผ่านศึกมีความเชี่ยวชาญเป็นอย่างมาก และมีมาตรฐานจนเป็นที่ยอมรับจากหลายหน่วยงาน ดังนั้นการสร้างความร่วมมือในครั้งนี้ถือว่าเป็นโอกาสอันดีของสองหน่วยงานเพื่อประโยชน์สุขของผู้พิการในสังคม

ทั้งนี้ พิธีลงนามบันทึกความเข้าใจความร่วมมือการผลักดันผลงานวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเสริมสร้างคุณภาพชีวิตแก่ผู้พิการในครั้งนี้นอกจากจะเป็นการตระหนักถึงความสำคัญต่อความต้องการของผู้พิการในการดำรงชีวิตประจำวันแล้วนั้น จะนำไปสู่การขยายผลไปสู่กลุ่มเป้าหมาย จนเกิดการใช้ประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรมตามบันทึกข้อที่ได้กำหนดไว้ร่วมกัน


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

“สมาคมเพื่อนชุมชน” ชูผลงานรอบ 13 ปี

“สมาคมเพื่อนชุมชน” ชูผลงานรอบ 13 ปี เดินหน้าลดก๊าซเรือนกระจก สร้างสังคมคาร์บอนต่ำ พร้อมยกระดับเศรษฐกิจชุมชน ปักหมุดนำ “ระยอง” สู่เมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศระดับสูงสุด

วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2567 ที่ระยอง : สมาคมเพื่อนชุมชน หรือ CPA (Community Partnership Association) แถลงผลการดำเนินงานปี 2566 โชว์ผลงานตลอดระยะเวลา 13 ปี ในการขับเคลื่อน และยกระดับ “มาบตาพุดคอมเพล็กซ์” ในมิติด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม มุ่งผลักดันให้จังหวัดระยองก้าวสู่ “เมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ ระดับสูงสุด” พร้อมเดินหน้าสู่ “สังคมคาร์บอนต่ำ” อย่างเป็นรูปธรรม ขานรับนโยบายประเทศ เพื่อให้จังหวัดระยองเป็นเมืองน่าอยู่ คู่อุตสาหกรรม และชุมชนมีความสุขอย่างยั่งยืน

สมาคมเพื่อนชุมชน เป็นโมเดลความร่วมมือของผู้ประกอบการอุตสาหกรรมในพื้นที่มาบตา พุดคอมเพล็กซ์ จ.ระยอง ก่อตั้งขึ้นในปี 2553 โดย 5 บริษัทผู้ก่อตั้ง ได้แก่ กลุ่มปตท., กลุ่มเอสซีจี, โรงไฟฟ้า บีแอลซีพี, กลุ่มบริษัทดาว (ประเทศไทย) และกลุ่มจีพีเอสซี ถือเป็นต้นแบบความร่วมมือของภาคอุตสาหกรรมแห่งแรกในประเทศไทย ซึ่งดำเนินงานอย่างต่อเนื่องมากว่า 13 ปี โดยปัจจุบันมี นายมงคล เฮงโรจนโสภณ เป็นนายกสมาคมเพื่อนชุมชน ซึ่งจะครบวาระในปี 2567 นี้ และพร้อมส่งไม้ต่อให้กับ นายทศพร บุณยพิพัฒน์ เป็นนายกสมาคมฯ คนใหม่ต่อไป

นายมงคล เฮงโรจนโสภณ นายกสมาคมเพื่อนชุมชน เผยว่า “ตลอดระยะเวลา 13 ปี ที่ผ่านมา สมาคมเพื่อนชุมชนได้ร่วมกับทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาสังคม เพื่อลดปัญหาและเร่งพัฒนาจังหวัดระยอง ครอบคลุมทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยนำแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืน และ ESG มาเป็นกรอบการดำเนินงาน จนเกิดผลลัพท์ที่จับต้องได้อย่างเป็นรูปธรรม อาทิ ในปี 2566 ได้ส่งเสริมให้ภาคอุตสาหกรรมลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อให้ประเทศไทยบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ภายในปี ค.ศ.2050 ซึ่งบริษัทสมาชิกฯ ได้ร่วมกันดำเนินมาตรการต่างๆ รวมทั้งพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยี โดยสามารถลดก๊าซเรือนกระจก คิดเป็น 360,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์ หรือเทียบเท่ากับการปลูกต้นไม้ 30 ล้านต้น พร้อมทั้งส่งเสริมให้เกิดสังคมคาร์บอนต่ำผ่านโครงการ LESS Model (Low Emission Support Scheme) สามารถลดก๊าซเรือนกระจกได้กว่า 12,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์ หรือเทียบเท่ากับการปลูกต้นไม้ 1 ล้านต้น”

“สมาคมเพื่อนชุมชน ยังเดินหน้าโครงการด้านสังคมอีกมากมาย อาทิ การให้ทุนการศึกษาระดับปริญญาตรี และทุนอาชีวะเพื่อนชุมชน ช่วยสร้างโอกาสด้านการศึกษาให้กับเยาวชนในจังหวัดระยอง รวมกว่า 620 คน รวมทั้งโครงการด้านสาธารณะสุข อาทิ ทุนพยาบาลเพื่อนชุมชน รวม 440 ทุน ซึ่งนักเรียนทุนพยาบาลทั้งหมดได้สำเร็จการศึกษาและเข้าทำงานในโรงพยาบาลรัฐ 9 แห่งใน จ.ระยอง ช่วยดูแลและให้บริการสุขภาพแก่ชาวระยองรวมกว่า 300,000 คน

นอกจากนี้ สมาคมเพื่อนชุมชนยังมุ่งที่จะลดความเหลื่อมล้ำในด้านเศรษฐกิจให้กับชุมชน โดยได้พัฒนาศักยภาพของวิสาหกิจชุมชนและเครือข่ายกว่า 58 กลุ่ม พร้อมส่งเสริมช่องทางการตลาด สามารถกระจายรายได้สู่ชุมชนกว่า 85 ล้านบาท นับจากปี 2559 จนถึงปัจจุบัน”

นายทศพร บุณยพิพัฒน์ นายกสมาคมเพื่อนชุมชนคนใหม่ กล่าวว่า “เป้าหมายของสมาคมเพื่อนชุมชนในอนาคตเรายังคงมุ่งเน้นความร่วมมือกับทุกภาคส่วนในพื้นที่ จ.ระยองต่อไป เพื่อขับเคลื่อนโครงการต่างๆ เพื่อการพัฒนาให้เกิดเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศต้นแบบในพื้นที่มาบตาพุดคอมเพล็กซ์ อย่างเป็นรูปธรรม โดยมีเป้าหมายเป็นเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ ระดับที่ 5 (Happiness) ระดับสูงสุด โดยจะยังคงให้ความสำคัญต่อการดำเนินกิจกรรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม การรับผิดชอบต่อสังคม และบรรษัทภิบาล ตามแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืน เพื่อนำผู้ประกอบการและชุมชนมุ่งสู่สังคมคาร์บอนต่ำ (Low Carbon Society) โดยสมบูรณ์สร้างคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ที่ดียิ่งขึ้นให้กับพี่น้องชุมชน

นายกัฬชัย เทพวรชัย รองผู้ว่าราชการจังหวัดระยอง กล่าวว่า “การขับเคลื่อนโครงการต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ของชาวระยอง ของสมาคมเพื่อนชุมชนตลอด 13 ปีที่ผ่านมา นับเป็นต้นแบบความร่วมมือของภาคเอกชนที่มีพลังในการขับเคลื่อนงานร่วมกับท้องถิ่นได้อย่างเข้มแข็งและสมบูรณ์ จึงถือเป็นภารกิจที่สำคัญของจังหวัดที่จะเดินหน้าต่อไป ในการร่วมมือเพื่อขับเคลื่อน จ.ระยอง ให้เป็นเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศระดับสูงสุด โดยการสร้างนวัตกรรมอย่างสร้างสรรค์รองรับการเติบโตในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC เพราะ จ.ระยอง เป็นพื้นที่เศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศและมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ซึ่งต้องนำเทคโนโลยีเข้ามาพัฒนาเพื่อยกระดับเมืองและประชาชนให้มีคุณภาพชีวิติที่ดีและมีการใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด และสร้างความสมดุลระหว่างการพัฒนาและการดูแลสิ่งแวดล้อม”

นางบุปผา กวินวศิน รองผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ประจำสำนักผู้ว่าการ กล่าวว่า “นับเป็นความร่วมมือของสมาคมฯ ในการขับเคลื่อนงานที่เข้มแข็ง ผลงานที่ผ่านมามีโครงการต่างๆ ที่ได้สร้างประโยชน์ในพื้นที่ ทั้งด้าน สิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และสัมคม จนเป็นรูปธรรม อาทิ โครงการเครือข่ายเฝ้าระวังสิ่งแวดล้อมเชิงรุก ที่เป็นความร่วมมือของสมาคมฯ กลุ่มผู้ประกอบการ และชุมชน ภาคใต้การกำกับดูแลของ กนอ. ในพื้นที่ 5 นิคมอุตสาหกรรม 1 ท่าเรือ มีประเด็นข้อร้องเรียนลดลงอย่างเห็นได้ชัด (คิดเป็น ร้อยละ 80) โดยขับเคลื่อนให้เกิดนิคมอุตสาหกรรมเชิงนิเวศในพื้นที่ ตั้งแต่ระดับ Eco-Champion Eco-Excellence และ Eco-World Class ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญในการผลักดันให้ จ.ระยอง ก้าวสู่การเป็นเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศในระดับสูงสุดคือ ระดับ Happiness เป็นโมเดลความร่วมมือของผู้ประกอบการที่สามารถสร้างประโยชน์ให้กับชุมชน สร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจที่เข้มแข็งและยั่งยืน

สมาคมเพื่อนชุมชน หรือ CPA (Community Partnership Association) ต้นแบบความร่วมมือของผู้ประกอบการอุตสาหกรรมแห่งแรกและแห่งเดียวในประเทศไทย ก่อตั้งขึ้นจากความร่วมมือของ 5 ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมในพื้นมาบตาพุดคอมเพล็กซ์ จ.ระยอง ได้แก่ กลุ่ม ปตท. เอสซีจี โรงไฟฟ้าบีแอลซีพี กลุ่มบริษัทดาว (ประเทศไทย) กลุ่มจีพีเอสซี และมีสมาชิกสมทบเพิ่มเติมอีก 12 บริษัท ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2553 เป็นองค์กรที่ไม่แสวงหาผลกำไร สร้างความร่วมมือกับทุกภาคส่วน เพื่อขับเคลื่อนให้เกิดการพัฒนาเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศต้นแบบ ในพื้นที่มาบตาพุดคอมเพล็กซ์ และชุมชนโดยรอบ ให้เป็นที่ยอมรับในระดับประเทศและสากล โดยมุ่งหวังให้ อุตสาหกรรม ชุมชน อยู่ร่วมกันอย่างเกื้อกูลและเติบโตไปด้วยกันอย่างยั่งยืน

#สมาคมเพื่อนชุมชน #บ้านเราน่าอยู่สังคมยั่งยืน


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

เริ่มแล้ว !!! การแข่งขันชุดปฏิบัติการพิเศษระดับโลก UAE SWAT Challenge 2024 ณ เมืองดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

เริ่มแล้ว !!! การแข่งขันชุดปฏิบัติการพิเศษระดับโลก UAE SWAT Challenge 2024 ณ เมืองดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ 3-7 กุมภาพันธ์นี้ ผล.ตร. ร่วมส่งกำลังใจเชียร์ทีมชุดปฏิบัติการพิเศษ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ 3 ทีม ที่เข้าร่วมแข่งขัน

เมื่อวันที่ 3 ก.พ.2567 : พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้ส่งกำลังใจให้ทีมชุดปฏิบัติการพิเศษ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่เข้าร่วมการแข่งขัน UAE SWAT Challenge 2024 ณ เมืองดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 3-7 กุมภาพันธ์ 2567 โดยวานนี้เป็นการแข่งขันวันแรก

การแข่งขันในปีนี้ ประเทศไทย โดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้ส่งผู้เข้าร่วมแข่งขันไปเข้าร่วมทั้งประเภทชายและหญิงรวม 3 ทีม จากหน่วยคอมมานโด, อรินทราช 26, นเรศวร 261, หน่วยปฏิบัติพิเศษ ตำรวจภูธรภาค 1-9 และถือว่าเป็นครั้งแรกของประเทศไทยที่ได้จัดส่งทีมปฏิบัติการพิเศษหญิงเข้าร่วมในการแข่งขันครั้งนี้

โดยการแข่งขันจะมี 5 สถานการณ์ ได้แก่ ยุทธวิธี (Tactical), การโจมตี (Assault Event), การช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ (Officer Rescue), การโจมตีตึกสูง (Tower Assault) และเครื่องกีดขวาง (Obstacle Course) มีคณะกรรมการกลางจากผู้เชี่ยวชาญนานาชาติ และในปีนี้มีทีมที่เข้าร่วมจากทั่วโลก 73 ทีม จากกว่า 30 ประเทศทั่วโลก เช่น ทีมประเทศเจ้าภาพ (สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์), ตำรวจสหรัฐอเมริกา 2 ทีม (NYPD และ San Antoio PD), สาธารณรัฐประชาชนจีน 2 ทีม, ฮ่องกง, ประเทศแถบเอเชีย เช่น ฟิลิปปินส์, สิงคโปร์, อินโดนีเซีย, เวียดนาม และประเทศในภูมิภาคต่างๆ ทั่วโลกเข้าร่วมการแข่งขันฯ โดยในปี 2566 (2023) ที่ผ่านมาตำรวจไทยได้ลำดับที่ 5 ของโลก

ทั้งนี้จบการแข่งวันที่ 1 Tactical Event ผลการแข่งขันจาก 73 ทีม ทั่วโลก ทีม ROYAL THAI POLICE A ได้อันดับที่ 8 ทำเวลาไป 1.03.36, ทีม ROYAL THAI POLICE B ได้อันดับที่ 17 ทำเวลาไป 1.10.60, ทีม ROYAL THAI POLICE C (หญิง) ได้อันดับที่ 39 ทำเวลาไป 1.23.70

ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า การแข่งขันครั้งนี้เป็นการแข่งขันชุดปฏิบัติการพิเศษระดับโลก จึงขอเชิญพี่น้องประชาชนช่วยกันลุ้นและส่งแรงใจ เชียร์ชุดปฏิบัติการพิเศษไทยในการแข่งขันครั้งนี้ไปพร้อมกัน

ทั้งนี้สามารถติดตามการถ่ายถอดพิธีเปิดและรับชมการแข่งขันตั้งแต่วันที่ 3 ก.พ.67 เวลาประมาณ 20:30 น. เป็นต้นไป (หรือเวลาท้องถิ่นที่ดูไบ 17:30 น.) ได้ที่เว็บไซต์ https:// uaeswatchallenge.com

ชมสดพร้อมลุ้นคะแนนและอันดับการแข่งขันแบบ real time ได้ที่
https://www.youtube.com/live/dKKe9QJnt8A?si=2U0VruuytXDCh9_P