ผู้ว่าฯ นครพนม สั่งการทุกพื้นที่ ดำเนินการสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติด สนองนโยบายสำคัญเร่งด่วนของรัฐบาล

ผู้ว่าฯ นครพนม สั่งการทุกพื้นที่ จับมือกองทัพภาคที่ 2 (นบ.ยส.24) และตำรวจภูธรภาค 4 ดำเนินการสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติด สารตั้งต้น และเคมีภัณฑ์ในพื้นที่จังหวัดนครพนม โดยการตรวจยึดทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำความผิด ตัดวงจรนักค้ายาเสพติด สนองนโยบายสำคัญเร่งด่วนของรัฐบาล และกระทรวงมหาดไทย

วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2567 ที่พื้นที่ทั้ง 12 อำเภอของจังหวัดนครพนม (พื้นที่เพ่งเล็ง 4 อำเภอชายแดน /อำเภอบ้านแพง/อำเภอท่าอุเทน/อำเภอเมืองนครพนม/อำเภอธาตุพนม) นายวันชัย จันทร์พร ผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม/ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดจังหวัดนครพนม สั่งการและกำกับติดตามการดำเนินงานในการสกัดกั้นปราบปรามยาเสพติด สารตั้งต้น เคมีภัณฑ์ ในพื้นที่จังหวัดนครพนม สนองนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล ในการแก้ไขปัญหายาเสพติด สร้างคุณภาพชีวิตที่ดี นำความปลอดภัยมาสู่ประชาชน โดยดำเนินการร่วมกันทุกภาคส่วน ในการปราบปรามผู้มีอิทธิพลและยาเสพติดให้หมดสิ้นไปจากสังคมไทย ภายใต้แนวคิด “เปลี่ยนผู้เสพเป็นผู้ป่วย” ส่วนผู้ผลิตและผู้ค้าต้องได้รับโทษตามกระบวนการยุติธรรม ใช้กระบวนการทางกฎหมายในการปราบปรามอย่างจริงจัง โดยการยึดและอายัดทรัพย์สิน ตัดวงจรการค้ายาเสพติด

โดยดำเนินการบูรณาการกำลังกับเจ้าหน้าที่ทหาร หน้าที่ตำรวจ และฝ่ายปกครอง โดยหน่วยบัญชาการสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติด สารตั้งต้นและเคมีภัณฑ์ ชายแดนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หรือ นบ.ยส.24 มี แม่ทัพภาคที่ 2 เป็นผู้บัญชาการฯ ซึ่งจังหวัดนครพนมได้ดำเนินมาตรการอย่างต่อเนื่อง เข้มข้น ด้วยความทุ่มเทและเสียสละของกำลังพลฝ่ายปกครอง โดยใช้กำลังชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) เป็นหน่วยเฝ้าระวังประจำหมู่บ้าน และดำเนินการหาข่าวการลักลอบจำหน่ายยาเสพติด และการกระทำผิดกฎหมายอื่นๆ ในพื้นที่รับผิดชอบ แจ้งเบาะแสให้กับหน่วยงานความมั่นคงเข้าดำเนินการ ปิดล้อม จับกุม ตรวจค้น ตลอดจนดำเนินการลาดตระเวนรักษาความสงบเรียบร้อย ตั้งจุดตรวจ จุดสกัด แสดงกำลัง สร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนในพื้นที่

จังหวัดนครพนม ได้ดำเนินนโยบายในการเร่งรัดการดำเนินงานให้เป็นรูปธรรม ตามแผนสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติด ตามประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ.2564 มาตรา 5 (10) และประกาศคณะกรรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด เรื่อง ปฏิบัติการลดความรุนแรงของปัญหายาเสพติด ระยะ 1 ปี เพื่อระดมปิดหลอมตรวจค้น ทำลายเครือข่าย ขบวนการค้ายาเสพติดในพื้นที่จังหวัดนครพนม และการช่วยเหลือผู้ป่วยจิตเวชที่เกิดจากการใช้สารเสพติด ผลการปฏิบัติ : สามารถดำเนินการสืบสวนสอบสวน ขอหมายค้น ดำเนินการยึดทรัพย์สินเพื่อตรวจสอบผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดในพื้นที่จังหวัดนครพนมได้ จำนวน 2 รายการ


ฟร้องข่าวสด นครพนม
เทพข่าวร้อน
เพลิงพระกาฬ
สำนักข่าวความมั่นคง รายงาน

“ไมค์ ณ ชุมพร” ผอ.สำนักข่าวชัยสมรภูมิ เข้าอวยพรปีใหม่-วันตรุษจีน 2567 พลตรี เวชศักดิ์ ขันธอุบล (ผบ.มทบ.18)

เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2567 เวลา 11.30 น. กฤตพัฒน์ จุลไสย (ไมค์ ณ ชุมพร)ผอ.สำนักข่าวชัยสมรภูมิ, ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์สมาคมผู้สื่อข่าวและสื่อมวลชน(ประเทศไทย), ที่ปรึกษาเครือข่ายสื่อมวลชนต่อต้านทุจริตประพฤติมิชอบแห่งชาติ, กรรมการสมาคมวัฒนธรรมและเศรษฐกิจ ไทย-เมียนมา, ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ประจำคณะกรรมาธิการการพลังงาน สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (วุฒิสภา) เดินทางไปอวยพรปีใหม่-วันตรุษจีน 2567 พลตรี เวชศักดิ์ ขันธอุบล ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 18 (ผบ.มทบ.18)

โดยมอบของที่ระลึกภาพเหมือนครูบาบุญชุ่ม ญาณสังวโร พระเกจิชื่อดังแห่งล้านนาเพื่อเป็นสิริมงคล -หนังสือมีคุณค่า “เรื่องสั้นเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวชุดแสงธรรมแห่งศรัทธา” พร้อมแลกเปลี่ยนความคิดเป็นด้านความมั่นคงและภารกิจรับผิดชอบในพื้นที่ โดยมี นิกร ทรงจิตต์ กำนันตำบล บางไผ่ อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรีร่วมด้วย ณ ห้องรับรอง มณฑลทหารบกที่ 18 ค่ายอดิศร ตำบลปากเพรียว จังหวัดสระบุรี


แม่ทัพภาคที่ ๑ นำสื่อมวลชนสายทหาร เยี่ยมชมหน่วยทหารตามแนวชายแดน ณ กองกำลังบูรพา อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว

แม่ทัพภาคที่ ๑ นำสื่อมวลชนสายทหาร เยี่ยมชมหน่วยทหารตามแนวชายแดน ณ กองกำลังบูรพา อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว

พลโท ชิษณุพงศ์ รอดศิริ แม่ทัพภาคที่ ๑ นำคณะสื่อมวลชนสายทหาร เยี่ยมชมหน่วยทหารตามแนวชายแดน ในพื้นที่กองกำลังบูรพา อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว ระหว่างวันที่ ๙ และ ๑๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๗ เพื่อเป็นการสร้างความสัมพันธ์อันดีกับสื่อมวลชนสายทหาร และเปิดโอกาสให้สื่อมวลชนสายทหาร ได้รับทราบภารกิจในการป้องกันประเทศ และการช่วยเหลือประชาชน ตลอดจนการชี้แจงสื่อมวลชน/ตอบคำถามนักข่าว ในประเด็นที่มีความสนใจ

​โดยกิจกรรมในวันแรก เริ่มจากการรับฟังบรรยายสรุป ภารกิจหลักของกองทัพภาคที่ ๑ ทั้ง ๓ ด้าน ประกอบด้วย ภารกิจในยามปกติ ภารกิจด้านการป้องกันประเทศตามแนวชายแดน และภารกิจด้านการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร เสร็จแล้วนำเยี่ยมชมนิทรรศการของกองกำลังบูรพา ก่อนออกเดินทางไปยังจุดตรวจ คลอง ๐๓ บ้านเขาดิน อำเภอคลองหาด จังหวัดสระแก้ว เพื่อเยี่ยมชมฐานปฏิบัติการ และรับฟังคำบรรยายการปฏิบัติภารกิจของชุดควบคุม กรมทหารพรานที่ ๑๓

​จากนั้นเดินทางไปยังโรงเรียนบ้านเขาช่องแคบ ซึ่งในอดีตเคยเป็นพื้นที่สู้รบ และมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ โดยได้จัดกิจกรรม CSR มอบถุงยังชีพให้กับประชาชนผู้ยากไร้ และได้มอบจักรยานให้กับนักเรียน จำนวน ๓๐ คัน ตามโครงการ “จักรยาน สานฝัน ปันสุข” เพื่อสนับสนุนให้กับนักเรียนในพื้นที่ชายแดน ที่อยู่ห่างไกลจากโรงเรียน ได้มียานพาหนะในการเดินทางมาโรงเรียนที่สะดวกขึ้น นอกจากนี้ยังเดินทางไปเยี่ยมผู้ป่วยติดเตียงในพื้นที่อำเภอคลองหาด จังหวัดสระแก้ว เพื่อมอบเตียงพยาบาลให้กับผู้ป่วย จำนวน ๒ ราย

​นอกจากนี้ ได้พาคณะสื่อมวลชนสายทหาร ไปเยี่ยมชมหมู่บ้านทับทิมสยาม ๐๕ เป็นหมู่บ้านที่มีแนวเขตติดต่อกับประเทศกัมพูชา โดยมีคลองน้ำใสเป็นเขตแดนกั้นระหว่างไทย-กัมพูชา ซึ่งเดิมเป็นที่ตั้งศูนย์อพยพของผู้ลี้ภัยจากประเทศกัมพูชา (ศูนย์อพยพที่ 8) จัดตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2536 มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาพื้นที่และสภาพแวดล้อม ให้คงเดิม ตลอดจนการฟื้นฟูและปรับปรุงสภาพป่าที่เสื่อมโทรม การป้องกันการบุกรุกป่า ตลอดจนการอนุรักษ์แหล่งน้ำลำธาร โดยได้รับการต้อนรับจากผู้ใหญ่บ้าน และปราชญ์ชาวบ้าน ในการนำเยี่ยมชมการผลิต และแปรรูปสมุนไพรที่ดำเนินการโดยวิสาหกิจชุมชน ในโอกาสนี้ จังหวัดสระแก้ว ได้นำเสนอการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพในพื้นที่หมู่บ้านทับทิมสยาม ๐๕ โดยนำชมศูนย์การเรียนรู้ฯ รวมถึงแหล่งท่องเที่ยว อาทิ แปลงดอกเก๊กฮวย จุดชมวิวโค้งมหัศจรรย์ และสวนกุหลาบพระเมตตา เป็นต้น


นายอภิชัยฯ ผอ.สพป.ขอนแก่น เขต 2 นำทีมผู้บริหารฯ ร่วมกันลงพื้นที่ตรวจติดตามการจัดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ปีการศึกษา 2566

นายอภิชัยฯ ผอ.สพป.ขอนแก่น เขต 2 นำทีมผู้บริหารฯ ร่วมกันลงพื้นที่ตรวจติดตามการจัดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ปีการศึกษา 2566

เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2567 นายอภิชัย เสนาโยธี ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 2 (ผอ.สพป.ขอนแก่น เขต 2) ในฐานะประธานศูนย์สอบสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 2 พร้อมด้วย นายสุเนตร์ ทองโพธิ์ นายทินกร ชาทอง นายไพทูรย์ ชาวโพธิ์ รอง ผอ.สพป.ขอนแก่น เขต 2 คณะกรรมการกำกับ ติดตาม ตรวจเยี่ยมสนามสอบร่วมกันออกพื้นที่ตรวจเยี่ยมสนามสอบในฐานะคณะกรรมการกำกับ ติดตาม ตรวจเยี่ยมสนามสอบ การจัดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ปีการศึกษา 2566 ของศูนย์สอบสำหรับโรงเรียนที่อยู่ในพื้นที่ สพป.ขอนแก่น เขต 2

นายอภิชัย เสนาโยธี กล่าวว่า ตนพร้อม รอง ผอ.สพป.ขอนแก่น เขต 2 ทั้ง 3 ท่าน ได้ร่วมกันออกตรวจติดตามเยี่ยมสนามสอบ เพื่อติดตาม ตรวจสอบการดำเนินการสอบ ให้เกิดความเรียบร้อยบริสุทธิ์ ยุติธรรม โปร่งใส และได้มาตรฐานตามคู่มือการจัดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ปีการศึกษา 2566 ของสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (องค์การมหาชน) โดยมีการแบ่งพื้นที่ในการออกตรวจติดตาม

นายอภิชัย เสนาโยธี กล่าวอีกว่า เมื่อวันที่ 31 มกราคม 2567 ทาง สพป.ขอนแก่น เขต 2 ได้จัดประชุม ชี้แจง ทำความเข้าใจการดำเนินการสอบให้กับคณะกรรมการตัวแทนจากสนามสอบเพื่อให้เป็นไปด้วยความถูกต้องเรียบร้อย และวันนี้ คุณครูและเจ้าหน้าที่ทุกท่านปฏิบัติภารกิจด้วยความเข้มแข็ง เข้ารับเอกสารการสอบและข้อสอบ นำเอกสารการสอบส่งมอบให้หัวหน้าสนามสอบ ตามจุดรับข้อสอบในวันทำการสอบภายในเวลา 08.00 น. ของแต่ละวัน กำกับการเปิดกล่องแบบทดสอบให้ตรงตามตารางสอบและเวลาที่กำหนด ร่วมกับหัวหน้าสนามสอบ และกรรมการกลางหรือบุคคลที่หัวหน้าสนามสอบมอบหมาย โดยบรรยากาศการสอบในวันนี้ เป็นไปด้วยความเรียบร้อย นักเรียนเข้าสอบครบ 100%


สุรเชษฐ รายงาน

“วิศวกรสังคม” มรภ.อุดรธานี ต้นแบบการแก้ไขปัญหาและพัฒนาท้องถิ่นและด้วยวิจัยและนวัตกรรม

“วิศวกรสังคม” มรภ.อุดรธานี ต้นแบบการแก้ไขปัญหาและพัฒนาท้องถิ่นและด้วยวิจัยและนวัตกรรม

เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2567 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ลงพื้นที่ติดตามการดำเนินงานของ “วิศวกรสังคม” ณ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (ผอ.วช.) กล่าวว่า (วช.) ได้สนับสนุนทุนวิจัยแก่มหาวิทยาลัยราชภัฏ 38 แห่งทั่วประเทศ ในการบ่มเพาะวิศวกรสังคมด้วยกระบวนการวิจัยและนวัตกรรม เพื่อแก้โจทย์ปัญหาเชิงพื้นที่ โดยอาศัยแนวทางกระบวนการ “วิศวกรสังคม” ที่ (วช.) สนับสนุนให้มีกระบวนการนำวิศวกรสังคมที่ผ่านการบ่มเพาะนำความรู้ไปพัฒนาพื้นที่ด้วยวิจัยและนวัตกรรม ให้วิศวกรสังคมร่วมกันพัฒนาโจทย์และการปฏิบัติงานร่วมกับท้องถิ่นได้อย่างมีส่วนร่วม และมีความเข้มแข็งมากยิ่งขึ้น

ผศ.ดร.คณิศรา ธัญสุนทรสกุล อธิการบดี มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี กล่าวว่า โครงการ “บ่มเพาะเพื่อพัฒนาสังคมเชิงพื้นที่ด้วยกระบวนการวิศวกรสังคม” เป็นรูปแบบที่ช่วยให้มรภ.อุดรธานี สามารถขับเคลื่อนพัฒนานักศึกษา และดำเนินงานเพื่อการพัฒนาชุมชนได้ตรงตามต้องการของชุมชนนั้นๆ โดยนำเอากระบวนการวิศวกรสังคมมาพัฒนานักศึกษาให้มีประสบการณ์และทักษะการทำงานจริงร่วมกับชุมชน นำความรู้ที่ได้ไปพัฒนาท้องถิ่นตามศักยภาพ ตรงกับสภาพปัญหาและความต้องการที่แท้จริงของชุมชน ซึ่งโครงการดังกล่าวมุ่งเน้นเสริมสร้างศักยภาพของนักศึกษา โดยนำหลักแนวคิดของวิศวกรสังคมทั้ง 4 ประการ ได้แก่

  1. การคิดเชิงวิพากษ์
  2. ความคิดสร้างสรรค์
  3. ทักษะการทำงานร่วมกับคนอื่น และ
  4. การสื่อสาร อันเป็นทักษะจำเป็นเพื่อศตวรรษที่ 21 และนำไปสู่การพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน

ดร.เอกราช ดีนาง รองอธิการบดี มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี ได้นำเสนอการดำเนินโครง การวิศวกรสังคม ว่า มรภ.อุดรธานี มีการพัฒนาและอบรมคณาจารย์เพื่อสร้างความรู้ ความเข้าใจในวิศวกรสังคมมากยิ่งขึ้น และนำสิ่งที่ได้รับมาปรับใช้เพื่อถ่ายทอดให้นักศึกษาในโครงการฯ เพื่อผลิตบัณฑิตนักคิด นักสื่อสาร นักประสาน และนักสร้างนวัตกรรม ที่สอดคล้องกับความต้องการของชุมชนท้องถิ่น ด้วยการให้นักศึกษาคัดเลือกปัญหาจากชุมชน ลงพื้นที่จริงเพื่อสำรวจปัญหา และถ่ายทอดองค์ความรู้จากงานวิจัยและเทคโนโลยี หรือนวัตกรรมสู่ชุมชน

อาจารย์ศิรินทิพย์ คำมีอ่อน คณบดีคณะพยาบาลศาสตร์ กล่าวเสริมว่า มรภ.อุดรธานี ได้ดำ เนิน “โครงการศึกษารูปแบบการพัฒนาศักยภาพนักศึกษาด้วยกระบวนการวิศวกรสังคมมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี ประจำปี 2566” ซึ่งมีโครงการย่อย ที่ได้เริ่มดำเนินการไปแล้ว โดยกลุ่มนักศึกษาวิศวกรสังคมและอาจารย์ที่ปรึกษาประจำพื้นที่ จำนวน 10 โครงการ ได้แก่

1) โครงการ Amazing Herb บ้านเชียงกรม ต.นาม่วง อ.ประจักษ์ศิลปาคม จ.อุดรธานี
2) โครงการ สื่อความหมายการท่องเที่ยวด้วยเครื่องมือวิศวกรสังคม”เรียงร้อยเรื่องราว ให้เป็นเรื่องเราสู่เรื่องเล่าที่เราภูมิใจบ้านสะพานหิน ต.ท่าลี่ อ.กุมภวาปี จ.อุดรธานี
3) บ้านคำชะโนด ต.วังทอง อ.บ้านดุง จ.อุดรธานี
4) โครงการผลิตภัณฑ์ข้าวเคลือบสมุนไพร ต.อุ่มจาน อ.ประจักษ์ศิลปาคม จ.อุดรธานี
5) โครงการฮีลใจวัยรุ่น พื้นที่ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี
6) โครงการ Zero Waste ลดขยะให้เป็นศูนย์ และ ถนนต้นแบบปลอดอุบัติเหตุ ต.สามพร้าว อ.เมือง จ. อุดรธานี
7) โครงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ผงปรุงรสเห็ดมหัศจรรย์ ต.หาดคำ อ.เมือง จ.หนองคาย
8) โครงการนวัตกรรมเครื่องสอยกก และโครงการนวัตกรรมกระดานกินหลากหลาย โรงเรียนบ้านนาม่วง อ.ประจักษ์ศิลปาคม จ.อุดรธานี
9) โครงการอบรมเชิงปฏิบัติการเสริม Self Esteem ทักษะชีวิตและการเท่าทันสื่อสังคมออนไลน์ สถานสงเคราะห์เด็กหญิงจังหวัดอุดรธานี
10) โครงการการพัฒนาแบบทดสอบมาตรฐานคุณลักษณะวิศวกรสังคมสำหรับนักศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏ

ทั้งนี้ มรภ.อุดรธานี ได้นำผลการดำเนินงานของ 10 โครงการข้างต้น มาจัดแสดงนิทรรศการ พร้อมการนำเสนอผลการดำเนินงานโดยนักศึกษาในโครงการ ซึ่งคณะผู้บริหาร ผู้ทรงคุณวุฒิ (วช.) ได้ร่วมชมนิทรรศการ แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และรับฟังข้อเสนอแนะเพื่อพัฒนาโครงการให้มีประสิทธิภาพ ขยายเครือข่ายและสร้างความสัมพันธ์ในสาขาต่างๆ และช่วยให้โครงการวิศวกรสังคมสามารถตอบสนองความต้องการของชุมชนได้ดีขึ้นต่อไป


สุรเชษ รายงาน

อบจ.อุดรธานี และเทศบาลนครอุดรธานี ร่วมส่งเสริมการท่องเที่ยวด้วยวิจัยและนวัตกรรม โดยการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมโดรน

อบจ.อุดรธานี และเทศบาลนครอุดรธานี ร่วมส่งเสริมการท่องเที่ยวด้วยวิจัยและนวัตกรรม โดยการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมโดรน

เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2567 องค์การบริหารส่วนจังหวัดอุดรธานี และเทศบาลนครอุดรธานี สนับสนุนสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และสมาคมกีฬาเครื่องบินจำลองและวิทยุบังคับ จัดกิจกรรมอบรมเชิงปฏิบัติการ “การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมโดรนเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว” โดยมี ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (ผอ.วช.) เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย นายวิเชียร ขาวขำ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดอุดรธานี,ดร. ธนดร พุทธรักษ์ นายกเทศมนตรีเทศบาลนครอุดรธานี และนายพิศิษฐ์ มิตรเกื้อกูล นายกสมาคมกีฬาเครื่องบินจำลองและวิทยุบังคับ ให้การต้อนรับ

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (ผอ.วช.) กล่าวว่า (วช.) มีนโยบายที่มุ่งส่งเสริม และสนับสนุนการพัฒนาด้านการศึกษา การพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโล ยี ให้เกิดการสร้างนวัตกรรมสิ่งประดิษฐ์ใหม่ๆ เพื่อให้เกิดนวัตกรรมที่หลากหลาย ส่งเสริมการท่องเที่ยว และเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศ โดย (วช.) ได้ให้การสนับสนุนสมาคมกีฬาเครื่องบินจำลองและวิทยุบังคับ ผ่านโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการการถ่ายทอดเทคโนโลยีโดรนแปรอักษรเพื่อประยุกต์สู่การใช้งาน โดยในปีนี้ สมาคมกีฬาเครื่องบินจำลองและวิทยุบังคับได้ขยายผลการดำเนินงานเป็นการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมโดรน เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว โดยมีเป้าหมายเพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้เทคโนโลยีที่ทันสมัยเกี่ยวกับ “โดรน” (Drone) ให้บุคลากรด้านการท่องเที่ยวในพื้นที่ เพื่อนำความรู้ที่ได้รับมาพัฒนาต่อยอดประยุกต์ใช้กับการทำงานในสาขาภาคอุตสาหกรรมเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว อันจะนำไปสู่การพัฒนาที่มีประสิทธิภาพ

นายวิเชียร ขาวขำ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดอุดรธานี กล่าวขอบคุณ (วช.) ที่ได้จัดกิจกรรมในครั้งนี้ ในการบ่มเพาะเยาวชนและผู้ที่สนใจเกี่ยวกับเทคโนโลยีโดรนในพื้นที่จังหวัดอุดรธานีและใกล้เคียง พร้อมทั้งเล็งเห็นถึงความสำคัญในเรื่องของเทคโนโลยี และพร้อมทั้ง วช.ยังให้การสนับสนุนนำโดรนแปรอักษรมาโชว์ใน “เทศกาลตรุษจีน ถนนอาหารเมืองอุดรธานี ประจำปี 2567“ เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวและสร้างแรงกระตุ้นในการให้ความสำคัญในด้านเทคโนโลยีโดรนแก่จังหวัด

นายพิศิษฐ์ มิตรเกื้อกูล นายกสมาคมกีฬาเครื่องบินจำลองและวิทยุบังคับ กล่าวรายงานว่า สมาคมกีฬาเครื่องบินจำลองและวิทยุบังคับได้รับการสนับสนุนจาก (วช.) จัดโครงการ “การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมโดรนเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว” เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้เทคโนโลยีที่ทันสมัยเกี่ยวกับ “โดรน” โดยผู้เข้าอบรมจะได้เรียนรู้แนวทางการนำโดรนไปใช้เพื่อเพิ่มศักยภาพในด้านการท่องเที่ยว และการนำโดรนไปประยุกต์ใช้ในการประกอบอาชีพ และในโครงการยังจัดให้มีกิจกรรมส่งเสริมด้านการท่องเที่ยว โดยจัดการแสดงการบินโดรนแปรอักษร จำนวน 800 ลำ ซึ่งจังหวัดอุดรธานี เป็นจังหวัดที่ 3 ของจังหวัดต้นแบบ ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยมีการจัดอบรมในระหว่างวันที่ 11-12 กุมภาพันธ์ 2567 ณ โรงแรมสยามแกรนด์อุดรธานี จังหวัดอุดรธานี

ทั้งนี้ ได้มีการสนับสนุนการแสดงบินโดรนเพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยว ในงาน “เทศกาลตรุษจีน ถนนอาหารเมืองอุดรธานี ประจำปี2567“ จำนวน 800 ลำ โดยการแสดงชื่อชุด “แสงแห่งมังกรอัครา” ระหว่างวันที่ 10-12 กุมภาพันธ์ 2567 ณ บริเวณถนนประจักษ์ศิลปาคม อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี อีกด้วย


สุรเชษ รายงาน

หนุ่มวัย 28 ผูกคอดับ!! ก่อนคิดสั้นพูดเป็นลางกับแม่ไว้ว่า ต้องตายก่อนไม่น่าให้เกิดมา

อุทัยธานี – หนุ่มวัย 28 ผูกคอดับ!! ก่อนคิดสั้นพูดเป็นลางกับแม่ไว้ว่า ต้องตายก่อนไม่น่าให้เกิดมา

เมื่อเวลา 08.00 น. ของวันที่ 12 ก.พ.2567 สถานีตำรวจลานสักได้รับแจ้งว่า มีชายผูกคอเสียชีวิต ที่บ้านหนองปลาไหล เลขที่ 23/1หมู่ 10 ต.ประดู่ยืน อ.ลานสัก จ.อุทัยธานี พ.ต.ท.กิตติ สุขวงษ์คำ สารวัตรเวรสภ.ลานสัก ไปถึงที่เกิดเหตุพบชาวบ้านยืนมุงอยู่ที่เกิดเหตุ พบร่างของผู้ตายเป็นชาย ใช้เชือกไนล่อนสีขาวผูกติดกับขื่อไม้แล้วมัดติดกับร่างผู้ตาย จึงได้ประสานไปยังเจ้าหน้าที่กู้ภัยลานสัก พร้อมแพทย์เวร รพ.ลานสัก มาชันสูตรพลิกศพร่างผู้ตาย ไม่พบร่องรอยของการถูกทำร้าย คาดเสียชีวิตมา 8-12 ชั่วโมง ทราบต่อมาว่าผู้ตายชื่อนายกิตติพันธ์ เฟื้อแก้ว อายุ 28 ปี

จากการสอบถามทางด้านแม่ของผู้ตายชื่อนางแหวว เฟื้อแก้ว อายุ 56 ปี ได้เล่าว่า ตนเองยังไม่ทราบสาเหตุของลูกชาย เนื่องจากผู้ตายก็ไม่มีโรคประจำตัว รู้เพียงว่าผู้ตายมีอาชีพรับจ้างขับรถบรรทุกเป็นประจำ ช่วงคืนวานตัวแม่เองยังได้นั่งกินข้าวพูดคุยอยู่กับลูกอยู่เลย โดยตนเองยังบอกลูกว่าเดียวตอนเช้าตัวแม่เองจะไปเสียค่าฌาปนกิจศพที่จังหวัด โดยพูดกับลูกว่าหากแม่ตายแล้วพวกลูกๆจะได้ไม่ลำบาก แต่ตัวลูกพูดออกมาคำหนึ่งว่า แม่ไม่ต้องกลัวหลอกเดียวตัวลูกต้องตายก่อน ซึ่งก่อนหน้านี้ตัวลูกเองก็เคยบ่นกับแม่ว่าไม่น่าให้ตัวลูกเองเกิดมาก่อนเลย จนมาช่วง 7 โมงเช้า ตัวแม่เองได้กลับเข้าบ้านมาหลังกลับมาจากใส่บาตร ก็มาเห็นว่าลูกผอคอเสียชีวิตแล้วพร้อมกับตัวแม่เองก็ไม่คิดว่าลูกจะก่อเหตุจบชีวิตอย่างนี้ ทั้งนี้ตัวแม่เองก็ไม่ติดใจการเสียชีวิตในครั้งนี้

จากการหาสาเหตุหรือการจูงใจ เบื้องต้นทราบว่าผู้ตายเคยมีภรรยามีลูกด้วยกัน 1 คน แต่เลิกลากับภรรยาคนแรกไปแล้ว ล่าสุดไปมีแฟนสาวอยู่ต่างจังหวัด แล้วช่วงหลังได้ทะเลาะกันบ่อย จนมาเดือนมกราคมที่ผ่านมา ผู้ตายได้บอกเลิกลากับแฟนสาวคนดังกล่าว สาเหตุในครั้งนี้ คาดว่าผู้ตายน่าจะเครียดจากปัญหาครอบครัว จึงทำให้ผู้ตายก่อเหตุดังกล่าว เนื่องจากผู้ตายไม่เคยบ่นหรือพูดให้กับครอบครัวฟังเลย


ภาวิณี ศรีอนันต์ รายงาน 0987817019

พัฒนาชุมชนลพบุรี จัดโครงการรักษ์ภูษาศิลป์ถิ่นละโว้ ผ้าไทยใส่สนุก

จังหวัดลพบุรี – สมาคมพัฒนาสตรีละโว้ ร่วมกับสำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดลพบุรี จัดกิจกรรม โครงการรักษ์ภูษาศิลป์ถิ่นละโว้ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” เพื่อประชาสัมพันธ์ผ้าทอ และยกระดับการท่องเที่ยวของจังหวัดลพบุรี

เมื่อค่ำวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2567 ที่เวทีกลาง พระนารายณ์ราชนิเวศน์ อำเภอเมืองลพบุรี จังหวัดลพบุรี ว่าที่ร้อยตรี ทรงพล แป้นแก้ว รองผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรี เป็นประธานเปิดกิจกรรม โครงการรักษ์ภูษาศิลป์ถิ่นละโว้ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” โดยมี นางสุวจี ศิริปัญโญ ประธานแม่บ้านมหาดไทยจังหวัดลพบุรี นางถาวร เหลืองทอง นายกสมาคมพัฒนาสตรีละโว้ นายสิทธิชัย หล่อประสงค์สุข สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต 1 จังหวัดลพบุรี คณะรองแม่บ้านมหาดไทยจังหวัดลพบุรี หัวหน้าส่วนราชการ ทหาร ตำรวจ และประชาชนผู้สนใจเข้าร่วมกิจกรรมเป็นจำนวนมาก

รองผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรี กล่าวว่า จังหวัดลพบุรี ได้นำแนวนโยบายของกระทรวงมหาดไทยในการน้อมนำพระดำริ”ผ้าไทยใส่ให้สนุก” ในสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา มาสู่การขับเคลื่อนและส่งเสริมการอนุรักษ์ภูมิปัญญาผ้าไทย ด้วยการเชิญชวนให้ส่วนราชการและพี่น้องชาวจังหวัดลพบุรี ได้ใช้และสวมใส่ผ้าไทยในทุกวัน และทุกโอกาส เป็นการส่งเสริมให้ช่างทอผ้าและผู้ประกอบการผ้าไทยได้ผลิตชิ้นงานก่อให้เกิดการสร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างรายได้ และพัฒนาต่อยอดผลิตภัณฑ์ผ้าไทยของจังหวัดลพบุรีให้ทันสมัย ด้วยการออกแบบชุดผ้าไทยให้มีความสวยงามหลากหลายสไตล์ นำไปสู่การส่งเสริมเศรษฐกิจฐานราก เกิดแรงขับเคลื่อนในชุมชน ทำให้ประชาชนในชุมชน สามารถพึ่งพาตนเองตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง

นอกจากนี้การจัดกิจกรรมการเดินแบบผ้าไทยตามโครงการรักษ์ภูษาศิลป์ถิ่นละโว้ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” แล้วยังจัดให้มีกิจกรรมการประกวดการออกแบบและตัดเย็บผ้าไทยจากทุกอำเภอของจังหวัดลพบุรีเพื่อส่งเสริมและต่อยอดการพัฒนาการออกแบบตัดเย็บและผลิตชุด “ผ้าไทยใส่ให้สนุก”จากกลุ่มสตรี กลุ่มผู้ผลิตผู้ประกอบการ OTOP ประเภทผ้าและเครื่องแต่งกายของจังหวัดลพบุรี ซึ่งเป็นการประชาสัมพันธ์ ส่งเสริมการใช้และการสวมใส่ผ้าไทย ให้เป็นที่ รู้จักอย่างแพร่หลายส่งผลกับจังหวัดลพบุรีอย่างยั่งยืนตลอดจนตอบสนองนโยบายรัฐบาล ในการสร้างพลังสร้างสรรค์เชิงวัฒนธรรมหรือ “Soft Power”

สำหรับการจัดเดินแบบผ้าไทยปีนี้ ได้รับเกียรติจาก หัวหน้าส่วนส่วนราชการ ทหาร ตำรวจ ภาคเอกชน กลุ่มองค์กร ส่วนท้องถิ่น ผู้บริหารจังหวัด แม่บ้านมหาดไทย และนายอำเภอทั้ง 11 อำเภอ เดินแบบผ้าไทยกิตติมศักดิ์ นอกจากนี้ มีการประกวดการออกแบบและตัดเย็บผ้าไทยจำนวน 43 ชุด และการประกวดหนุ่ม – สาว ชาวละโว้ 2567 อีกด้วย


กฤษณ์ สนใจ ลพบุรี 0890899090

เปิดแล้ว ศูนย์วัฒนธรรมประเพณีไทย สนามชนไก่ เดอะวันไฟท์ติ้ง พัทยา ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ลงทุนร้อยล้าน ในเนื้อที่ 8ไร่

เปิดแล้ว ศูนย์วัฒนธรรมประเพณีไทย สนามชนไก่ เดอะวันไฟท์ติ้ง พัทยา ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ลงทุนร้อยล้าน ในเนื้อที่ 8ไร่

เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2567 ที่ศูนย์วัฒนธรรมประเพณีไทย สนามชนไก่ เดอะวันไฟท์ติ้ง พัทยา ตั้งอยู่เลขที่ 360 /1 ม.12 ต.หนองปรีอ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี ลานจอดรถ ตลาดน้ำ 4ภาคพัทยา โดยมีคุณจ๊อบ ชิดชล คุณมานะ บุญโชติ ผู้บริหาร และคุณธานันท์ หล่าวเจริญ บอร์ดบริหาร ที่คว่ำหวอดในวงการไก่ชนได้ร่วมกัน ลงทุนร้อยล้านบาท สร้าง สนามไก่ชนในเนื้อที่ 8 ไร่ ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย มี 10สนามย่อม 1สนามกลาง และอีก 1สนามใหญ่พร้อมห้องVIP เดิมพันระดับแสนและระดับล้าน เพื่อหวังให้เป็น แลนด์มาร์ค สถานที่ท่องเที่ยวแห่งใหม่ของเมืองพัทยา และเป็นซอฟต์พาวเวอร์อีกแห่ง ตามนโยบายของรัฐบาล

คุณธานันท์ หล่าวเจริญ บอร์ดบริหาร ศูนย์วัฒนธรรมประเพณีไทย สนามชนไก่ เดอะวันไฟท์ติ้ง พัทยา กล่าวว่าการลงทุนหลักร้อยล้านในครั้งนี้เพื่อเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวให้เมืองพัทยา อ.บางละมุง จังหวัดชลบุรี และเพื่อเป็นการร่วมอนุรักษ์ และส่งเสริมการเลี้ยงไก่ชนให้เป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลาย อีกทั้งยังเป็นสถานที่แลกเปลี่ยนเรียนรู้วิชาการ ด้านการขยายพันธุ์ การเลี้ยงไก่ชน และเป็นศูนย์วัฒนธรรมประเพณีไทยที่บอกเล่าถึง ตำนาน และประวัติไก่ชนกับพระนเรศวรการตีไก่

ด้านคุณจ๊อบ ชิดชล และคุณมานะ บุญโชติ ผู้บริหาร กล่าวว่าการ สำหรับศูนย์วัฒนธรรมประเพณีไทย เดอะวันไฟท์ติ้ง สนามตีไก่แห่งนี้จะมีการแข่งขันตีไก่ เดือนละ 2 วันอาทิตย์ เว้นอาทิตย์ จะเปิดทำการแข่งขันตั้งแต่เวลา 07.00 น. ถึง 19.00 น. โดยจะแข่งขันตีไก่ กันวันละ 50-60 คู่ ตามเวลาที่กำหนดและส่วนวันธรรมดาจะเปิดเป็นศูนย์วัฒนธรรม โดยมีแสดงของไก่ชน ในรูปแบบต่างๆและการแสดงมวยคาดเชือก และมวยตับจาก เป็นกีฬาพื้นบ้านที่เป็นที่นิยมมากในภาคตะวันออก โดยเฉพาะในจังหวัดชลบุรี โดยรับนักท่องเที่ยว ทั้งคนไทย และทัวร์ชาวต่างชาติในราคา หลักสิบ วิวหลักล้าน คาดว่าจะรับนักท่องเที่ยวได้วันละ 5 พันคน นอกจากนี้ในเรื่องของความปลอดภัย ก่อนเข้ามาก็จะมีการตรวจค้นอาวุธ และสิ่งผิดกฎหมายต่างๆ ด้านในยังมีร้านอาหารมากมาย มีร้านขายอุปกรณ์ไก่ชนแบบครบวงจร มีลานจอดรถที่รองรับได้มากกว่า100คันอีกด้วย

ทั้งนี้ศูนย์วัฒนธรรมประเพณีไทย สนามชนไก่ เดอะวันไฟท์ติ้ง พัทยา เปิดให้บริการตั้งแต่เวลา 07.00 น. ถึง 19.00 น. ตั้งอยู่ด้านหลังลานจอดรถตลาดน้ำ4ภาค พัทยา หากใครสนใจสามารถติดตามได้ผ่านเว็บไซต์ https://theonefighting.com/ หรือเพจเฟสบุ๊ค The one fighting สนามชนไก่เดอะวันไฟท์ติ้ง พัทยา และเบอร์โทร 064-694-4744


ภาพ/ข่าว
นายโยธิน พรมแตง
บรรณาธิการข่าวอาวุโส
สำนักข่าวความมั่นคง รายงาน

รถกระบะหาปลาเลี้ยวตัดหน้า รถแวนวิ่งทางตรงชนสนั่นกระเด็นเข้าร้านค้าข้างทาง ดับ1 บาดเจ็บ 3 ราย

อุทัยธานี – รถกระบะหาปลาเลี้ยวตัดหน้า รถแวนวิ่งทางตรงชนสนั่นกระเด็นเข้าร้านค้าข้างทาง ดับ1 บาดเจ็บ 3 ราย

เมื่อเวลา15.30 น. ของวันที่ 11 ก.พ.2567 สถานีตำรวจภูธรลานสักได้รับแจ้งมีรถอุบัติเหตุรถชนกันมีผู้เสียชีวิต 1 ราย พร้อมผู้บาดเจ็บ อีก 3 ราย ที่บนถนนสี่แยกบ้านน้ำวิ่ง ต.ทุ่งนางาม อ.ลานสัก จ.อุทัยธานี หลังจากได้รับแจ้ง พ.ต.ท.กิตติ สุขวงษ์คำ สารวัตรเวร (สอบสวน) สภ. ลานสัก พร้อมกู้ภัยอบต.ทุ่งนางาม กู้ภัยอุทัยธานี จุดลานสัก รีบรุดมายังที่เกิดเหตุ

พบคนขับรถแวนสี่ประตูจอดอยู่บนถนนหมายเลขทะเบียนกร 9533 ลพบุรี สภาพด้านหน้าพังยับเยิน ห่างออกไปพบคนขับรถกระบะสีฟ้าหมุนเสียหลักอยู่บนถนนอีกฝั่งหนึ่ง หมายเลขทะเบียน 3 ฒท 4769 กทม.อยู่ในสภาพถูกชนด้านซ้ายมีรอยบุบ ในที่เกิดเหตุมีผู้พบคนขับรถกระบะสีฟ้านั่งเฝ้าศพเพื่อนที่มาด้วยกัน เสียชีวิต 1 ราย เลือดไหลนองอยู่ที่หน้าตู้เติมเงิน ส่วนอีก 1 ราย กระเด็นเข้าไปในร้านค้า ส่วนอีก 1 ราย เป็นเด็กบาดเจ็บเล็กน้อย จนท.กู้ภัยเร่งนำผู้บาดเจ็บทั้งหมด นำส่งรพ.ลานสักเป็นการเร่งด่วน ทราบต่อมาว่าผู้เสียชีวิตชื่อนายวินัย โทนใหญ่ อายุ 65 ปี อยู่บ้านเลขที่ 164/3 หมู่ 8 ต.ทุ่งนางาม อ.ลานสัก จ.อุทัยธานี

จากการสอบถามคนขับรถกระบะสีฟ้าชื่อนายวิสัน สาริกัน อายุ 44 ปี บ้านเลขที่ 176/1 หมู่ 8 ต.ทุ่งนางาม อ.ลานสัก จ.อุทัยธานีซึ่งมีอาการคล้ายคนดื่มสุรามา ได้เปิดเผยว่า ตนเองขับรถไปหาปลากันมา โดยมาทั้งหมด 4 คน รวมทั้งตนเอง ที่เป็นคนขับ และอีก 3 คนได้นั่งท้ายรถกระบะมาด้วย ระหว่างนั้นตนเองได้ขับมาถึง สี่แยกบ้านน้ำวิ่ง ตนเองก็เลี้ยวขวาเพื่อกลับไปที่บ้าน แต่จังหวะนั้นรถอีกคันที่วิ่งมาทางตรงชนรถของตนเองเสียหลักหมุนไปที่ถนนอีกฝั่งหนึ่ง จนทำให้คนที่นั่งท้ายรถมากระเด็นตกเข้าไปที่หน้าร้านค้าเสียชีวิต 1 ราย ส่วนอีกคนกระเด็นเข้าข้างในร้านค้า รวมทั้งเด็กอีก 1 คน และตนเองได้รับบาดเจ็บ ทั้งนี้ตนเองได้ยอมรับว่าตนเองได้ดื่มเหล้ามานิดหน่อยแต่ยังไม่เมา

ผู้สื่อข่าวได้สอบถามคู่กรณีซึ่งเป็นคนขับรถแวนสี่ประตู ที่เป็นคนขับรถชนรถกระบะสีฟ้าหาปลา ชื่อนายชาลี สุคันธตุล อายุ 74 ปี อยู่บ้านเลขที่ 356 ม.5 ต.หนองมะค่าโมง อ.ด่านช้าง จ.สุพรรณบุรี ได้เปิดเผยว่าตนเองขับรถวิ่งมาจากจ.สุพรรณบุรี เพื่อมาหาญาติที่อำเภอลานสัก พอมาถึงสี่แยก ตนเองก็วิ่งทางตรงมาเรื่อยจู่ๆรถกระบะก็วิ่งตัดหน้าออกมาอย่างกระทันหัน จนตนเองได้ชนรถกระบะจนทำให้รถเสียหลักมีผู้เสียชีวิตดังกล่าว

พร้อมกับสอบถามเจ้าของร้านขายของชำข้างทาง ชื่อนางบุญช่วย อายุ61 ปี ระหว่างนั้นตนเองนั้งอยู่ที่หน้าร้านขายของอีกฝั่งหนึ่ง ซึ่งยังตกใจกลัว เนื่องจากได้ยินเสียงสนั่นดังอย่างแรง จึงเดินออกมาดูเห็นรถกระบะสีฟ้าหาปลาหมุนเสียหลักอยู่ที่หน้าบ้าน พร้อมกับพึ่งรู้สึกตัวว่ามีคนกระเด็นตกลงมาจากท้ายรถตกมาเสียชีวิต พร้อมกับมีอีกคนกระเด็นเข้าไปข้างในร้านค้าทำให้ข้าวของได้รับความเสียหายเช่นกัน

จากการตรวจสอบที่เกิดเหตุ พบถนนสี่แยกบ้านน้ำวิ่ง ซึ่งเป็นถนนเส้นตรงมีทั้งทางเอกทางโท พบรถแวนสี่ประตูซึ่งวิ่งมาจากทางเอก ส่วนรถกระบะสีฟ้าได้วิ่งมาบนถนนสายทางโท อยู่ระหว่างเจ้าหน้าที่ตรวจ ต้องรอผู้บาดเจ็บซึ่งเป็นคนขับรถกระบะมาสอบปากคำอย่างละเอียดอีกครั้ง พร้อมกับนำตัวคนขับรถกระบะสีฟ้าที่ถูกชนไปตรวจหาปริมาณแอลกฮอล์ในเลือดว่าเกินปริมาณหรือไม่ เพื่อให้ความเป็นธรรมกับคู่กรณีทั้งสองฝ่ายดังกล่าว เนื่องจากบริเวณสี่แยกหรือทางร้านค้าไม่กล้องวงจรปิดแม้แต่ตัวเดียวพร้อมกับกล้องหน้ารถก็ไม่มี

ภาวิณี ศรีอนันต์ รายงาน 0987817019