กองร้อยทหารพรานที่ 3507 สนธิกำลังร่วม ลาดตระเวนเฝ้าตรวจตั้งจุดสกัดกั้นยาเสพติด

กองร้อยทหารพรานที่ 3507 สนธิกำลังร่วมกับ หมวดลาดตระเวนระยะไกล กองกำลังนเรศวร ลาดตระเวนเฝ้าตรวจตั้งจุดสกัดกั้นยาเสพติดก่อนตรวจพบ บุคคลต้องสงสัย ตรวจค้นเจอทั้งยาบ้าและฝิ่นดิบ ส่งตำรวจท่าสองยาง ดำเนินคดี

เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2567 เวลา 11.00 น. กองร้อยทหารพรานที่ 3507 หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 35 จัดกำลังพล จำนวน 1 ชุดปฏิบัติการทหารพราน ร่วมกับ ชุดปฏิบัติการลาดตระเวนที่ 3 หมวดลาดตระเวนระยะไกล กองกำลังนเรศวร ทำการลาดตระเวนพิสูจน์ทราบ/เฝ้าตรวจ/ตั้งจุดตรวจจุดสกัดเส้นทางม่อนกิ่วลม บ้านแม่สลิดหลวง ตำบลแม่สอง อำเภอท่าสองยาง จังหวัดตาก ระหว่างปฏิบัติภารกิจ ตรวจพบรถยนต์ ยี่ห้อโตโยต้า รุ่น ไฮลักซ์ สปอร์ต ไรเดอร์ สีเขียว หมายเลขทะเบียน งว 6160 เชียงใหม่ เจ้าหน้าที่จึงได้แสดงตัว และให้สัญญาณหยุดเพื่อขอตรวจสอบ พบนาย พะโบละ วจีสุคนธ์วนา (คนขับ)อายุ 43 ปี (สัญชาติไทย) ที่อยู่ 335 หมู่ที่ 9 ตำบลแม่สอง อำเภอท่าสองยาง จังหวัดตาก

ผลการตรวจค้นภายในรถยนต์คันดังกล่าว พบยาบ้า จำนวน 524 เม็ด (สีแดง 518, สีเขียว 6) และฝิ่นดิบ จำนวน 1.64 กิโลกรัม ชุดจับกุมได้ควบคุมตัวผู้กระทำผิดกฎหมาย พร้อมของกลาง ยาบ้า 524 เม็ด และฝิ่นดิบ 1.64 กิโลกรัม นำส่ง สถานีตำรวจภูธรท่าสองยาง เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย ปัจจุบันอยู่ระหว่างขยายผลตรวจค้นในส่วนที่เกี่ยวข้อง รายละเอียดเพิ่มเติม จะรายงานให้ทราบต่อไป


นที มีเดช รายงาน

แม่ทัพภาคที่ 3 เป็นวิทยากรให้ความรู้กับผู้เข้ารับการฝึกอบรมจิตอาสา 904 หลักสูตร จิตอาสา (ภาค 3 ) รุ่นที่ 4/67

แม่ทัพภาคที่ 3 ในฐานะ ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทานภาค 3 เป็นวิทยากรบรรยายพิเศษ ให้ความรู้กับผู้เข้ารับการฝึกอบรมจิตอาสา 904 หลักสูตร จิตอาสา (ภาค 3 ) รุ่นที่ 4/67 ในหัวข้อ ” วินัยของชาติ” ก่อนการปิดฝึกฯ ในวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2567 นี้

เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2567 พลโท ประสาน แสงศิริรักษ์ แม่ทัพภาคที่3/ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทานภาค 3 เดินทางมาเป็นวิทยากรพิเศษ บรรยายให้ความรู้ให้กับผู้เข้ารับการฝึกอบรมจิตอาสา 904 หลักสูตร จิตอาสา(ภาค 3 ) รุ่นที่ 4/67 ในหัวข้อเรื่อง ” วินัยของชาติ” ณ ห้องสอนอบรม ศูนย์ฝึกจิตอาสาภาค 3 กองบิน 41 ตำบลสุเทพ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ โดยมีผู้เข้าอบรมร่วมรับฟังการบรรยายกว่า 200 คน โดยมี พลตรี วิทยา แก้วพรม รอแม่ทัพภาคที่ 3 /รองผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทานภาค 3/ รองผู้อำนวยการศูนย์ฝึกจิตอาสาภาค 3 , พลตรี สกนธ์ เพชรทอง ผู้บัญชาการกองพลพัฒนาที่ 3 /ผู้บัญชาการกองกำลังจิตอาสาพระราชทานภาค 3 ,พลอากาศตรี ณรัฐ บุญประเสริฐ เจ้ากรมกิจการพลเรือนทหารอากาศ/เสนาธิการศูนย์ฝึกจิตอาสาภาค 3 และคณะฝ่ายอำนวยการศูนย์ฝึกจิตอาสาภาค 3 ร่วมให้การต้อนรับและปฏิบัติภารกิจ

โอกาสนี้ได้แนะแนวทางการเรียนรู้การปฏิบัติตนสร้างระเบียบวินัยต่างๆให้กับผู้เข้ารับการอบรม อาทิ ความหมายของคำว่า “วินัย” เราจะสร้างวินัยในตนเองได้อย่างไร ทำอย่างไรจะสร้างคนให้มีวินัย

กฎหมายข้อปฏิบัติกติกาของสังคม คุณภาพของคน ที่ต้องมี “ วินัย เก่ง ดี ” การดำรงตนเป็นแบบอย่างที่ดี การตรงต่อเวลา การสร้างวินัยของชาติสู่ความสงบสุข อันจะนำไปสู่ความเข้าใจ ตลอดจนการพัฒนาหน่วยในพื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือ เพื่อขับเคลื่อนให้สังคมเดินหน้าต่อไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งเป็นการปลูกฝังทัศนคติที่ดี และเป็นต้นแบบให้กับเยาวชน ประชาชนในเรื่องความมีระเบียบวินัย เสียสละ มีจิตสาธารณะ และมีความจงรักภักดีต่อสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

นอกจากนี้ ยังได้นำเสนอ โครงการจิตอาสา กองทัพภาคที่ 3 ที่ดำเนินการในปี 2567 ประกอบด้วย โครงการจิตอาสาพัฒนาพระราชวังจันทน์, โครงการพัฒนาปรับภูมิทัศน์สองฝั่งแม่น้ำน่าน และ โครงการจัดระเบียบสายไฟฟ้า/สายเคเบิ้ล สองฝั่งถนน

โอกาสนี้ แม่ทัพภาคที่ 3/ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทานภาค 3 ร่วมประชุมรับฟังการบรรยายสรุปการดำเนินการ จัดการฝึกอบรมจิตอาสา 904 หลักสูตร จิตอาสา (ภาค 3 ) รุ่นที่ 4/67 ในห้วงที่ผ่านมา รวมถึงภารกิจของศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทานภาค 3 จากนั้นพบปะพูดคุยและเยี่ยมให้กำลังใจแก่ผู้เข้ารับการฝึกอบรมจิตอาสา 904 หลักสูตร จิตอาสา (ภาค 3 ) รุ่นที่ 4/67 ด้วย

ทั้งนี้ การฝึกอบรมจิตอาสา904 หลักสูตร จิตอาสา (ภาค 3 ) รุ่นที่ 4/67 มีห้วงการฝึกอบรม ระหว่างวันที่ 7 ถึง 23 กุมภาพันธ์ 2567 ซึ่งภายหลังจากผู้เข้ารับการฝึกอบรมสำเร็จการศึกษาแล้ว จะมีหน้าที่เป็นแกนนำของประชาชนจิตอาสาในการสร้างจิตสำนึกการสร้างวินัยให้กับคนในชาติร่วมกันทำประโยชน์ให้กับสังคมส่วนรวม และมีบทบาทสำคัญในการทำประโยชน์ให้กับประเทศชาติต่อไป


นที มีเดช รายงาน

ผบ.ตร.ตรวจเยี่ยม บก.จร. มอบนโยบาย-ของบำรุงขวัญ พร้อมแนะปรับสีรถจักรยานยนต์จราจรโครงการในพระราชดำริ ให้ประชาชนเห็นชัดเจน เพื่อเปิดทางให้กรณีช่วยเหลือเหตุฉุกเฉิน

ผบ.ตร.ตรวจเยี่ยม บก.จร. มอบนโยบาย-ของบำรุงขวัญ พร้อมแนะปรับสีรถจักรยานยนต์จราจรโครงการในพระราชดำริ ให้ประชาชนเห็นชัดเจน เพื่อเปิดทางให้กรณีช่วยเหลือเหตุฉุกเฉิน

เมื่อวันทึ่ 23 ก.พ.2567 เวลา 13.15 น. พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พร้อมด้วย พล.ต.ท.สำราญ นวลมา ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้เดินทางไปตรวจเยี่ยมกองบังคับการตำรวจจราจร (บก.จร.) โดยมี พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ บัณฑิตย์ ผบก.จร. พร้อม รอง ผบก.จร., ผกก., ข้าราชการตำรวจในสังกัด และที่ปรึกษา บก.จร. ร่วมให้การต้อนรับ

ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติได้ตรวจแถวรถยนต์และรถจักรยานยนต์ของ บก.จร. สักการะพระพุทธรูปปางห้ามสมุทร ซึ่งเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำ บก.จร. พร้อมมอบหมวกนิรภัยในโครง การ “บก.จร. ปลอดภัยสวมหมวกนิรภัย 100%” ให้กับข้าราชการตำรวจและลูกจ้างที่ปฎิบัติหน้าที่ภายในอาคาร บก.จร. จากนั้นได้เข้าตรวจเยี่ยมศูนย์ควบคุมและสั่งการจราจร บก.02 รับชมวิดีทัศน์แนะนำหน่วย มอบนโยบายและมอบของบำรุงขวัญให้กับข้าราชการตำรวจ ด้าน ผบก.จร.ได้มอบหมวกนิรภัยตำรวจจราจรให้กับ พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ฯ และ พล.ต.ท.สำราญฯ เป็นที่ระลึก จากนั้นผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติและผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติได้เยี่ยมชมตำรวจจราจรโครงการพระราชดำริ อุปกรณ์ที่ใช้ปฏิบัติงานในการช่วยเหลือประชาชนบนท้องถนนที่มีการจราจรหนาแน่น

พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ฯ กล่าวว่า การช่วยเหลือประชาชน นำผู้ป่วยหรืออวัยวะสำคัญให้ทันท่วงที ต้องใช้รถจักรยานยนต์เพื่อนำรถพยาบาล หรือการเข้าไปแก้ปัญหาบนท้องถนนที่มีการจราจรติดขัด แต่สีของรถจักรยานยนต์เป็นสีขาวทั่วไปทำให้ประชาชนส่วนใหญ่ไม่ค่อยทราบ จึงแนะนำให้ติดสติกเกอร์แบบสะท้อนแสงสีเขียวมะนาว ซึ่งมีการวิจัยจากต่างประเทศพบว่าจะทำให้ประชาชนจะมองเห็นในระยะ 500 เมตร เมื่อประชาชนมองเห็นรถจักรยานยนต์สีเขียวมะนาวผ่านมา จะทำให้รู้ว่าเป็นรถฉุกเฉินจะต้องเปิดทางให้

จากนั้น พล.ต.ท.ธนธัช น้อยนาค ได้มอบรถยนต์ Nissan Cedric ซึ่งเป็นรถยนต์นำขบวน เมื่อปี พ.ศ.2530 ให้กับผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ โดยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติได้มอบให้กับ ผบก.จร. เพื่อเป็นอนุสรณ์ของ กองบังคับการตำรวจจราจร ต่อไป


มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง มอบผ้าห่มกันหนาว พร้อมสนับสนุนค่าเดินทางให้แก่ผู้พิการ ช่าง และอาสาสมัครที่เข้าร่วมโครงการ ออกหน่วยทำขาเทียมพระราชทานเคลื่อนที่ ครั้งที่ 166 จ.ศรีสะเกษ

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง มอบผ้าห่มกันหนาว พร้อมสนับสนุนค่าเดินทางให้แก่ผู้พิการ ช่าง และอาสาสมัครที่เข้าร่วมโครงการออกหน่วยทำขาเทียมพระราชทานเคลื่อนที่ ครั้งที่ 166 จ.ศรีสะเกษ

เมื่อวันศุกร์ที่ 23 กุมภาพันธ์ 2567 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นางสาวดวงชุตา ติยะพจนพรกุล ผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายสังคมสงเคราะห์ฯ ร่วมกับมูลนิธิขาเทียม ในสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี นำทีมลงพื้นที่ มอบผ้าห่มกันหนาว จำนวน 270 ผืน พร้อมค่าพาหนะให้แก่ผู้พิการ ช่าง และอาสาสมัคร ที่เข้าร่วมโครงการออกหน่วยทำขาเทียมพระราชทานเคลื่อนที่ ครั้งที่ 166 รวม 270 คน รวมงบประมาณทั้งสิ้น 159,570 บาท (หนึ่งแสนห้าหมื่นเก้าพันห้าร้อยเจ็ดสิบบาทถ้วน) โดยมี นายอนุพงศ์ สุขสมนิตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย ศาสตราจารย์คลินิก นายแพทย์นิเวศน์ นันทจิต เลขาธิการมูลนิธิขาเทียมฯ และคณะกรรมการมูลนิธิขาเทียมฯ ร่วมในพิธี ณ หอประชุมทีปังกรรัศมีโชติ มหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ จังหวัดศรีสะเกษ

ติดตามข่าวสาร และกิจกรรมการช่วยเหลือของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊งได้ที่เฟซบุ๊ก แฟนเพจwww.facebook.com/atpohtecktung

#มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต


วช.หนุน “ศูนย์กลางองค์ความรู้ต้นแบบด้านการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด โรงเรียนนายร้อยตำรวจ” บูรณาการความรู้และเครือข่ายการทำงาน ด้วยวิจัยและนวตกรรม

วช.หนุน “ศูนย์กลางองค์ความรู้ต้นแบบด้านการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด โรงเรียนนายร้อยตำรวจ” บูรณาการความรู้และเครือข่ายการทำงาน ด้วยวิจัยและนวตกรรม

เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2567 โรงเรียนนายร้อยตำรวจ จัดประชุมเสวนาทางวิชาการเพื่อเผยแพร่และขยายผลการดำเนินงาน “ศูนย์กลางองค์ความรู้ต้นแบบด้านการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด” ซึ่งได้รับเกียรติจาก พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เป็นประธานในพิธีเปิดงาน พร้อมทั้งกล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “การบูรณาการความร่วมมือแบบไร้รอยต่อเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด” โดยมี ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (ผอ.วช.) กล่าวถึงทิศทางของ (วช.) ในการขับเคลื่อนงานวิจัยในด้านการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด พร้อมด้วย พลตำรวจโท เสนิต สำราญสำรวจกิจ ผู้บัญชาการโรงเรียนนายร้อยตำรวจ ให้การต้อนรับ และ ศาสตราจารย์ พลตำรวจตรีหญิง ดร.พัชรา สินลอยมา หัวหน้าศูนย์ PSDP-Hub ได้กล่าวถึงผลสำเร็จของการดำเนินงานของศูนย์ฯ ณ ห้องประชุมเตมียเวส โรงเรียนนายร้อยตำรวจ

พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวถึง บทบาทของกระทรวงยุติธรรมกับการส่งเสริมหลักนิติธรรมของประเทศไทย การแก้ปัญหาอาชญากรรม ซึ่งอาชญา กรรมเป็นภยันตรายต่อสังคมและต่อความสงบสุขของประชาชน ดังนั้น การบูรณาการความร่วมมือแบบไร้รอยต่อเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด เพื่อสร้างชุมชนให้เข้มแข็งและห่างไกลจากยาเสพติด และให้โอกาสแก่ผู้ติดยาเสพติดได้กลับคืนสู่สังคม จึงเป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งงานวิจัยเข้ามามีส่วนช่วยเป็นการบูรณาการความร่วมมือในการรวบรวมองค์ความรู้ในด้านกฎหมาย กระบวนการยุติธรรม กระบวนการป้องกัน บำบัด และแก้ไขปัญหายาเสพติด ตามเจตนารมณ์ของกฎหมายที่สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญเพื่อความผาสุกของประชาชน

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (ผอ.วช.) กล่าวว่า (วช.) ได้ให้ความสำคัญในการพัฒนากลไกที่จะทำให้ประเทศไทยไปสู่ความเป็นศูนย์กลางด้านวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม ทั้งในระดับชาติและระดับนานาชาติจึงได้มีการพัฒนาศูนย์รวมผู้เชี่ยวชาญ (Hub of Talents) และศูนย์กลางความรู้ (Hub of Knowledge) ซึ่งเป็นการสนับสนุนการสร้างกลุ่มหรือเครือข่ายนักวิจัยในประเด็นสำคัญของประเทศในมิติต่างๆ ก่อให้เกิดการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานในสถาบันอุดมศึกษา สถาบันวิจัย หน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน สำหรับศูนย์กลางองค์ความรู้ต้นแบบด้านการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด เป็นการต่อยอดงานวิจัยและนวัตกรรมที่ได้รับการสนับสนุนจาก (วช.) ในประเด็น ยุติธรรมท้าทายไทย 4.0 ในการแก้ไขปัญหาเร่งด่วนให้กับสังคมและชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งศูนย์กลางแห่งความรู้ (Hub of knowledge) เป็นพื้นที่สำหรับการรวบรวมองค์ความรู้ในด้านกฎหมาย กระบวนการยุติธรรม กระบวนการป้องกัน บำบัด และแก้ไขปัญหายาเสพติด ที่สอดคล้องกับการเสริมสร้างโอกาส ทางการศึกษา สร้างอาชีพ และคืนคนดีสู่สังคม

พลตำรวจโท เสนิต สำราญสำรวจกิจ ผู้บัญชาการโรงเรียนนายร้อยตำรวจ ได้กล่าวถึงความสำคัญของศูนย์กลางองค์ความรู้ต้นแบบด้านการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด ว่าเป็นการดำเนินงานไปพร้อมกันระหว่างศูนย์ PSDP-Hub และศูนย์ DLET-Hub ซึ่งโรงเรียนนายร้อยตำรวจได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยจาก (วช.) โดยมีวัตถุประสงค์สำคัญในการประยุกต์ใช้แพลตฟอร์มดิจิทัล เพื่อรวบรวมเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญและองค์ความรู้ด้านการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด ทั้งในเชิงกระบวนการทางกฎหมาย กระบวนการยุติธรรม และกระบวนการป้องกัน บำบัด แก้ไข ให้สามารถเข้าถึงประชาชน เด็กและเยาวชน และกลุ่มเสี่ยงต่างๆ ในระดับชุมชน

ด้าน ศาสตราจารย์ พลตำรวจตรีหญิง ดร.พัชรา สินลอยมา หัวหน้าศูนย์ PSDP-Hub กล่าวว่า ศูนย์ PSDP-Hub (www.psdp-hub.com) เป็นศูนย์กลางด้านความรู้ (Hub of Knowledge) ที่มีการรวบรวมองค์ความรู้ด้านยาเสพติดจากฐานข้อมูลทางวิชาการและประสบการณ์ของผู้เชี่ยวชาญทั้งในประเทศและต่างประเทศ ในขณะที่ศูนย์ DLET-Hub (www.dlet-hub.com) เป็นศูนย์รวมผู้เชี่ยวชาญ (Hub of Talents) ที่รวบรวมบุคลากรศักยภาพสูงจากหน่วยงานต่างๆ ในลักษณะของ “สมาคมแห่งเมธี” เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และส่งต่อไปยังผู้ใช้ประโยชน์กลุ่มต่างๆ โดยเป้าหมายของการดำเนินงานคือการถ่ายทอดองค์ความรู้และสร้างผู้เชี่ยวชาญรุ่นใหม่ ที่จะสามารถตอบคำถามหรือโจทย์ที่สังคมต้องการคำตอบเมื่อต้องเผชิญกับสภาวการณ์ด้านปัญหาการบังคับใช้กฎหมายยาเสพติดในมิติต่างๆ รวมไปถึงการให้ความช่วยเหลือหรือให้คำปรึกษาแก่ประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากปัญหายาเสพติด ซึ่งผลจากการดำเนินโครงการครั้งนี้ได้เกิดศูนย์ต้นแบบ (Pilot Hub) ที่จะนำไปสู่การจัดตั้งศูนย์กลางด้านความรู้ (Hub of Knowledge) และศูนย์รวมผู้เชี่ยวชาญ (Hub of talents) ด้านการแก้ไขปัญหายาเสพติดของประเทศไทยอย่างเต็มรูปแบบในอนาคต

ทั้งนี้ ภายในงานมีการเสวนาในหัวข้อ “ศูนย์กลางองค์ความรู้ ลงสู่ชุมชน เพื่อพัฒนาคน สร้างสังคมปลอดภัยจากยาเสพติด” โดยได้รับเกียรติจากผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องกับการปราบปรามยาเสพติดมาร่วมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์ในการเสวนาดังกล่าว


รฟฟท. เฉลิมฉลองครบรอบ 13 ปี ก้าวสู่อนาคตอย่างมั่นคง ด้วยการให้บริการรถไฟฟ้าตามหลักมาตรฐานสากล เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต และสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด ผู้ให้บริการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง เฉลิมฉลองเนื่องในโอกาสดำเนินกิจการครบรอบเป็นปีที่ 13 พร้อมก้าวสู่อนาคตอย่างมั่นคง ด้วยการให้บริการรถไฟฟ้าตามหลักมาตรฐานสากล เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต และสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

นายสุเทพ พันธุ์เพ็ง กรรมการผู้อำนวยการใหญ่บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด (รฟฟท.) หรือผู้ให้บริการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง เปิดเผยว่า ในวันที่ 23 กุมภาพันธ์ของทุกปี ถือเป็นวันครบรอบการก่อตั้งของบริษัทฯ ซึ่งจากประสบการณ์การดำเนินงานกว่า 13 ปี ที่บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด ได้ดำเนินกิจการในฐานะผู้ให้บริการเดินรถไฟฟ้า โดยเริ่มจากการบริหารโครงการระบบขนส่งมวลชนทางรถไฟเชื่อมท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และสถานีรับส่งผู้โดยสารท่าอากาศยานกรุงเทพมหานคร หรือ รถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ จนมาถึงการได้รับภารกิจสำคัญในการบริหารการเดินรถโครงการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง ซึ่งบริษัทฯมุ่งมั่นพัฒนาองค์กรสู่การเป็นผู้นำในการให้บริการเดินรถไฟฟ้าด้วยมาตรฐานระดับสากล มุ่งเน้นการสร้างความพึงพอใจสูงสุดแก่ผู้ใช้บริการ รักษามาตรฐานการปฏิบัติงานในด้านการเดินรถ และซ่อมบำรุง พัฒนาบุคลากรให้มีศักยภาพอยู่เสมอ รวมถึงรับผิดชอบต่อสังคม และสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวเนื่องกับธุรกิจขององค์กร

อีกทั้งสามารถเชื่อมโยงทุกการเดินทางกับระบบขนส่งสาธารณะอื่นๆ ได้อย่างสะดวก รวดเร็ว ปลอดภัย และหลังจากรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดงได้ขานรับนโยบาย Quick Win ของรัฐบาล และกระทรวงคมนาคม ดำเนินนโยบายอัตราค่าโดยสารรถไฟฟ้าสูงสุด 20 บาท ในระบบรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง ทั้ง 2 เส้นทาง ได้แก่ สายธานีรัถยา ช่วงสถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์-สถานีรังสิต และสายนครวิถี ช่วงสถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์–สถานีตลิ่งชัน ซึ่งเป็นการช่วยแบ่งเบาภาระค่าครองชีพให้แก่ประชาชนในปัจจุบัน รวมถึงสนับสนุนให้ประชาชนหันมาใช้บริการสาธารณะมากยิ่งขึ้นนั้น

โดยตั้งแต่เริ่มนโยบายดังกล่าวมาเป็นระยะเวลากว่า 4 เดือน ได้รับการตอบรับจากประชาชนเป็นอย่างมาก ส่งผลให้ในปัจจุบันรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง มีปริมาณผู้ใช้บริการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีค่าเฉลี่ยผู้ใช้บริการอยู่ที่ 27,564 คน/วัน และให้สามารถทำสถิติผู้ใช้บริการสูงสุด (New High) ได้อีกครั้งเมื่อวันศุกร์ที่ 9 กุมภาพันธ์ 2567 ซึ่งมีจำนวนผู้ใช้บริการอยู่ที่ 39,451 คน และหากนับตั้งแต่รถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดงเปิดให้บริการมาเป็นระยะเวลากว่า 2 ปี มีปริมาณผู้ใช้บริการรวมมากกว่า 15 ล้านคน ซึ่งบริษัทฯขอให้คำมั่นว่าจะไม่หยุดพัฒนาประสิทธิภาพด้านการให้บริการ และด้านอื่นๆในทุกมิติ รวมถึงผลักดันให้องค์กรเป็นผู้นำด้านระบบขนส่งทางรางที่มีความทันสมัย สามารถเข้าถึงความต้องการของประชาชนทุกกลุ่มอย่างเท่าเทียม

สำหรับแผนงานด้านการอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ใช้บริการด้วยระบบการขนส่งรอง (Feeder) เพื่อให้ผู้ใช้บริการสามารถเข้าสู่ระบบรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง บริษัทฯได้จัดแผนการรองรับ 6 เส้นทาง ได้แก่

  1. สถานีตลิ่งชัน–ถนนบรมราชชนนี
  2. สถานีตลิ่งชัน–บางหว้า
  3. สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์–ตลาดนัดจตุจักร
  4. สถานีหลักสี่–ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ
  5. สถานีหลักหก–มหาวิทยาลัยรังสิต(เริ่มให้บริการแล้วเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2566)
  6. สถานีรังสิต–มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รังสิต

ทั้งนี้ บริษัทฯยังคงมุ่งมั่นพัฒนาการเดินทางระบบการขนส่งรอง (Feeder) อย่างต่อเนื่อง เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้บริการสามารถเข้าถึงสถานีรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง ทั้ง 13 สถานี ได้อย่างสะดวก และมีความปลอดภัยสูงสุด

นอกจากนั้น บริษัทได้จัดงานทำบุญเลี้ยงพระ เนื่องในโอกาสครบรอบ 13 ปี ในวันศุกร์ที่ 23 กุมภาพันธ์ 2567 เพื่อความเป็นสิริมงคล และเพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 5 องค์พระผู้ทรงก่อตั้งกิจการรถไฟในประเทศไทย ตลอดจนพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ ผู้ทรงมีคุณูปการด้วยพระราชวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลในด้านการคมนาคมขนส่งทางรางในราชอาณาจักรไทย

อีกทั้งในโอกาสพิเศษครบรอบปีที่ 13 เพื่อเป็นการแสดงความขอบคุณผู้ใช้บริการที่ให้การสนับสนุน และไว้วางใจเดินทางโดยรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดงด้วยดีเสมอมา บริษัทฯ จึงได้จัดบูธกิจกรรมส่งเสริมการตลาด โดยมีนักแสดงชื่อดังจากช่อง 7 อาทิ โอ๊ต รัฐธีร์ และ แอนดรูว์ โคนินทร์ มาให้บริการเสิร์ฟเครื่องดื่มจากร้านดัง จำนวนกว่า 1,300 แก้ว อาทิ กาแฟเย็น ชาเขียวเย็น ชาไทยเย็น โกโก้เย็น ให้แก่ผู้โดยสารที่ถือบัตรโดยสารรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดงทุกประเภท ฟรี !!! ในวันศุกร์ที่ 23 กุมภาพันธ์ 2567 ณ บริเวณ ประตู 13 สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ ตั้งแต่เวลา 08.30 น.-16.30 น. หรือจนกว่าของจะหมด

ส่วนบริการลูกค้า 1690 ตลอด 24 ชั่วโมง หรือ www.srtet.co.th และสามารถติดตามข่าวสารของบริษัทฯ ได้ทั้งช่องทาง Facebook,Twitter,Instagram Youtube,Tiktok ในชื่อ “RED Line SRTET”

#รถไฟฟ้าสายสีแดง ยกระดับคุณภาพชีวิตชานเมือง


ธ.ก.ส.ประจวบฯ สานงานต่อ ก่องานใหม่ ช่วยผู้ประสบภัย สร้างฝายชะลอน้ำ ภายใต้โครงการกิจกรรม “สืบงาน รักษา ต่อยอด ปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติ สร้างฝายชะลอน้ำ”

ประจวบคีรีขันธ์ – ธ.ก.ส.ประจวบฯ สานงานต่อ ก่องานใหม่ ช่วยผู้ประสบภัย สร้างฝายชะลอน้ำ ภายใต้โครงการกิจกรรม “สืบงาน รักษา ต่อยอด ปลูกป่าเฉลิมพระ เกียรติ สร้างฝายชะลอน้ำ”

วันที่ 23 ก.พ. 2567 ที่บ้านไทรคู่ หมู่ 2 ตำบลร่อนทอง อำเภอบางสะพาน จังหวัดประจวบคีรี ขันธ์, นายนุกุล วัฒนากร ปลัดอาวุโสอำเภอบางสะพาน เป็นประธานร่วมกิจกรรมเรียงหินสร้างความแข็งแรงให้กับฝายชะลอน้ำบ้านไทรคู่ โดยมีนายสามารถ เอี่ยมวงษ์ รอง ผอ.ฝ่ายกิจการสาขาภาคตะวันตก(ธ.ก.ส.), นางวิภารัตน์ สัมนักษร ผอ.สำนักงาน ธ.ก.ส.จังหวัดประจวบคีรี ขันธ์, นายเดี่ยว อยู่ญาติมาก รองนายกอบต.ร่อนทอง, นายบุญยฤทธิ์ แดงรักษา ปลัด อบต. ร่อนทอง, นายสถาพร จานแก้ว ผจก.ธ.ก.ส.สาขาเกาะยายฉิม, นายคณิตพงศ์ สังสกฤษ ผช. ผจก.ธ.ก.ส.เกาะยายฉิม, นายมงคล สุขประเสริฐ กำนันตำบลร่อนทองพร้อมผู้ใหญ่บ้าน, พนักงาน ธ.ก.ส., พนักงาน อบต.ร่อนทอง, ครู-นักเรียนโรงเรียนธนาคารออมสิน และชาวบ้าน ร่วมกิจกรรมเรียงหินเทปูน

นางวิภารัตน์ สัมนักษร ผอ.สำนักงาน ธ.ก.ส.จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ กล่าว่า ธ.ก.ส.สาขาเกาะยายฉิม ร่วมกับชุมชนบ้านไทรคู่จัดกิจกรรมเรียงหินสร้างความแข็งแรงให้กับฝายชะลอน้ำบ้านไทรคู่ หมู่ 2 ตำบลร่อนทอง อ.บางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งฝายแห่งนี้ได้รับงบประมาณค่าวัสดุอุปกรณ์ในการสร้างจาก ธ.ก.ส. จำนวน 150,000 บาท และชุมชนช่วยงานทดแทนค่าจ้างแรงงาน 25,000 บาท รวมงบประมาณในการก่อสร้างเป็นเงิน 175,000 บาท โดยเป็นฝายแบบคอนกรีตเสริมเหล็กแทนดินเรียงหินท้ายฝาย กว้าง 3 เมตร ยาว 5 เมตร สูง 2 เมตร ขุดลอกลำห้วยยาว 100 เมตร สามารถกักเก็บน้ำได้ 1,000 ลูกบาศก์เมตร มีผู้ได้รับประโยชน์เป็นลูกค้าธนาคารจำนวน 42 ครัวเรือน เกษตรกรและชุมชนทั่วไป 65 ครัวเรือน รวม 107 ครัวเรือน พื้นที่การเกษตรจำนวน 1,786 ไร่ แบ่งเป็นปาล์มน้ำมัน 330 ไร่ ยางพารา 622 ไร่ มะพร้าว 834 ไร่

นายสามารถ เอี่ยมวงษ์ รอง ผอ.ฝ่ายกิจการสาขาภาคตะวันตก ( ธ.ก.ส.) กล่าวว่า สำหรับกิจกรรมในครั้งนี้อยู่ในโครงการ “สืบงาน รักษา ต่อยอด ปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติ สร้างฝายชะลอน้ำ” ที่ธ.ก.ส.เห็นว่าเป็นโครงการที่มีคุณค่า มีคุณประโยชน์ต่อเกษตรกรลูกค้าและชุม ชน ทั้งภาคเกษตรกรรมและการอุปโภคบริโภคของชุมชน เป็นการสร้างความชุ่มชื้นช่วยฟื้นฟูระบบนิเวศ ส่งเสริมการอนุรักษ์ดิน น้ำ ป่า

ซึ่ง ธ.ก.ส.ได้ดำเนินการโครงการสร้างฝายชะลอน้ำร่วมกับชุมชนในพื้นที่ใกล้เคียงของตำบลทองมงคล อำเภอบางสะพาน จังหวัดประจวบคีรี ขันธ์ ภายใต้ชื่อ “ทองมงคลโมเดล” เป็นการนำน้ำจากน้ำตกไทรคู่ ซึ่งเป็นน้ำตกที่อยู่ในตำบลทองคงมลและมีน้ำตลอดทั้งปี ส่งน้ำเข้าสู่ระบบประปาที่มีอยู่เดิม ก่อเกิดประโยชน์สูงสุดให้กับคนในตำบลทองมงคลอำเภอบางสะพาน มาตั้งแต่ปี 2555 ถึงปัจจุบัน และได้ดำเนินการสร้างฝายมาแล้วมากกว่า 20 แห่ง ปัจจุบันได้รับงบประมาณการสร้างจำนวน 2 แห่ง ได้แก่ ฝายบ้านไทรคู่ หมู่ 2 ตำบลร่อนทอง ซึ่งดำเนินการสร้างเสร็จแล้วจึงเกิดกิจกรรมเรียงหินในวันนี้ และกำลังอยู่ระหว่างดำเนินการที่ฝายบ้านห้วยพลู หมู่ 11 ตำบลร่อนทอง คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในมีนาคม โดยจะแจ้งความคืบหน้าให้ทราบในโอกาสต่อไป


ข่าว ณัฐธภพ พันสาย / จ.ประจวบคีรีขันธ์ 0649646443

อบต.ช่องสาริกา แถลงข่าวจัดโครงการ “เดิน วิ่งชมดอกกัลปพฤกษ์ มินิมาราธอน” ครั้งที่ 1

จังหวัดลพบุรี – องค์การบริหารส่วนตำบลช่องสาริกา ร่วมกับภาคอุตสาหกรรมพื้นที่ จัดโครงการ “เดิน – วิ่ง ชมดอกกัลปพฤกษ์” (PINK Flowers Running 2024 ช่องสาริกามินิมาราธอน ครั้งที่ 1

เมื่อวันที่ 23 ก.พ.2567 ดร.พัลลภ ภัทรบดี นายกองค์การบริหารส่วนตำบลช่องสาริกา ร่วมกับกลุ่มโรงงานอุตสาหกรรม ประกอบด้วยบริษัทเฌอร่า จำกัด (มหาชน), บริษัทซีโนสยาม ไบโอเทคนิค จำกัด, บริษัทสุธากัญจน์ จำกัด (มหาชน) และบริษัทดีคอนโปรดักส์ จำกัด มหาชน (สาขาลพบุรี) บันทึกข้อตกลงความร่วมมือ และแถลงข่าวสื่อมวลชน จัดโครงการ “เดิน – วิ่ง ชมดอกกัลปพฤกษ์” 2567 (PINK Flowers Running 2024 ช่องสาริกามินิมาราธอน Chongsarika Minimarathon) ครั้งที่ 1 ณ วัดถ้ำบ่อทอง หมู่ 13 ตำบลช่องสาริกา อำเภอพัฒนานิคม จังหวัดลพบุรี โดยมีนายพระครูภัทรธรรมคุณ เจ้าคณะอำเภอพัฒนานิคม นายธนณัฐ อาจินกิจ นายอำเภอพัฒนานิคมร่วมเป็นเกียรติในการแถลงข่าว

ดร.พัลลภ ภัทรบดี นายกองค์การบริหารส่วนตำบลช่องสาริกา กล่าวว่าการจัดงานครั้งนี้เนื่องมาจากสภาวะปัจจุบันของตำบลช่องสาริกานั้น ยังมีผู้ด้อยโอกาสคนพิการและผู้สูงอายุที่ยังไม่ได้รับการดูแลทางด้านการแพทย์อย่างเหมาะสม ซึ่งอาจเกิดจากการมีรายได้น้อยและรายได้ไม่เพียงพอต่อการนำมาใช้จ่ายในการดูแลสุขภาพหรือจัดหากายอุปกรณ์เพื่อช่วยในการดำเนินชีวิตประจำวัน ตามความจำเป็นและเหมาะสมกับสภาพร่างกายของตนเอง

องค์การบริหารส่วนตำบลช่องสาริกา ได้เลยเห็นถึงความสำคัญของปัญหาดังกล่าว จึงได้ดำเนินการโดยการจัดหากายอุปกรณ์และอุปกรณ์เสริมต่างๆอาทิเช่น รถสาล้อโยก รถวีลแชร์ เตียงผู้ป่วย วอกเกอร์ ไม้เท้าค้ำยัน และถุงยังชีพ เพื่อช่วยเหลือประชาชนกลุ่มเป้าหมายให้ได้รับการพัฒนาคุณภาพชีวิตให้ดีที่สุด แต่ทั้งนี้ก็ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของประชาชนเพราะการดำเนินงานดังกล่าวจำเป็นต้องใช้งบประมาณอีกจำนวนมาก จึงได้หารือกับทุกภาคส่วนตัวแทนจากผู้บริหารของหน่วยงานภาครัฐและเอกชนในพื้นที่ ได้มีแนวความคิดในการจัดให้มีโครงการเดิน – วิ่ง ชมดอกกัลปพฤกษ์” (PINK Flowers Running 2024 ช่องสาลิกามินิมาราธอน ครั้งที่ 1 เพื่อหารายได้ซึ่งเงินทั้งหมดก็หักค่าใช้จ่ายแล้วจะนำไปจัดซื้อการอุปกรณ์และอุปกรณ์เสริมต่างๆเพื่อมอบให้กับคนพิการผู้สูงอายุและผู้ด้อยโอกาสที่จะเป็นต้องได้รับการฟื้นฟูสมรรถภาพร่างกายให้เหมาะสมต่อการทำกิจวัตรประจำวัน เพื่อให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นและกิจกรรมดังกล่าวยังเป็นการดำเนินงานเพื่อส่งเสริมและสร้างความสนใจให้ ประชาชนในพื้นที่ร่วมกันออกกำลังกายเพื่อสุขภาพตลอดจนเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวในสถานที่สำคัญตำบลช่องสาริกานั่นคือถนนเส้นทางชมดอกกัลปพฤกษ์แห่งนี้

สำหรับถนนเส้นนี้จะเป็นเส้นทางที่มีดอกกัลปพฤกษ์บานสะพรั่งอยู่ทั้ง 2 ฝั่งถนนอย่างสวยงาม จึงอยากให้นักท่องเที่ยวและนักวิ่งทุกคนได้เก็บภาพความประทับใจ และภาพความทรงจำที่สวยงามในการมาเยือนช่องสาลิกาให้ได้อย่างเต็มที่ วันงานจะมีการปิดถนนตั้งแต่เวลา 05.00 – 09.00 นาฬิกาถึง เพื่อให้นักวิ่งได้วิ่งกันอย่างสบายใจโดยไม่ต้องกังวลว่าจะมีรถวิ่งผ่านมาทำให้เกิดอุบัติเหตุและทุกท่านยังสามารถถ่ายภาพบนเส้นทางวิ่งที่มีดอกกัลปพฤกษ์ที่สวยงาม นอกจากนี้เมื่อยืนอยู่บนถนนแล้วถ่ายภาพกับมาที่วัดจะเห็นองค์หลวงพ่อใหญ่ที่สง่างามไปด้วย วิ่งเสร็จแล้วยังสามารถขึ้นไปกราบไหว้บูชาสักการะและขอพรหลวงพ่อใหญ่ นอกจากนี้ยังมีจุดจำหน่ายสินค้า OTOP ชุมชน ภายในงานได้จับจ่ายใช้สอยติดมือกลับไปเป็นของฝากที่บ้านได้อีกด้วย


กฤษณ์ สนใจ ลพบุรี 0890899090

สวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน พมจ. แรงงานตราด รุดช่วยสองผัวเมียเดินเท้า หางานให้ทำ ยันเรื่องจริงไม่เท็จ

ตราด – สวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน พมจ. แรงงาน รุดช่วยสองผัวเมียเดินเท้า หางานให้ทำ ยันเรื่องจริงไม่เท็จ เมียท้องเกือบ 3 เดือน เดินเท้ามาหาพี่ชายไม่ได้สร้างสตอรี่หลอกลวงใครเรื่องจริง

วันนี้ 23 กพ.2567 นายสุรวัฒน์ ติงสุวาทิตย์ นักวิชาการแรงงานชำนาญการพิเศษรักษาราช การแทนสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดตราด ลงพื้นเร่งรีบช่วยเหลือหลังทราบข่าว พร้อมเจ้าหน้าที่แรงงานจังหวัดตราด พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดตราด เดินทางไปพบกับนายคมสันต์ พรมภักดี อายุ 30 ปี และ นายชัยวัฒน์ พรมภักดี อายุ 41 ปี ผู้เป็นพี่ชาย และ นส.กรรณิกา แสนคำแย ภรรยาของนายคมสันต์ พรมภักดี ได้พักที่บ้านพักของนายชัยวัฒน์ พรมภักดี ที่บ้านตำบลคลองใหญ่ อำเภอคลองใหญ่ จังหวัดตราด โดยเจ้าหน้าที่อาสามูลนิธิร่วมกตัญญูได้มาให้ความช่วยเหลือนําส่งถึงบ้านคลองใหญ่ เพื่อให้ความช่วยเหลือสองสามีภรรยาจากกรณีถูกนายจ้างเบี้ยวค่าแรง จนต้องเดินเท้ากลับมาจังหวัดตราด

โดยวันนี้ นายสุรวัฒน์ ติงสุวาทิตย์ นักวิชาการแรงงานชำนาญการพิเศษรักษาราชการแทนสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดตราด พร้อมเจ้าหน้าที่แรงงานจังหวัดตราด พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดตราด ได้ให้ความช่วยเหลือในการติดต่อหานายจ้างทำงาน โดยได้งานการแกะหัวปลาจากนายจ้าง ที่นำมาให้ทำถึงบ้าน พร้อมความช่วยเหลือตามเกณฑ์ของพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จ.ตราด อีกบางส่วน ในส่วนของการติดตามให้ความช่วยเหลือสองสามีภรรยา ที่คลาดเคลื่อนเรื่องการเข้าใจผิดว่า เจ้าหน้าที่แจ้งความเอาผิดสามีภรรยา ความจริงคือไปลงบันทึกประจำวันไว้ที่สภ.คลองใหญ่ ในการติดตามตรวจสอบข้อเท็จจริง และให้ความช่วยเหลือเท่านั้น ไม่ใช่แจ้งความเอาผิด จึงต้องการให้เข้าใจตรงกัน

และในส่วนของการติดตามนายจ้างที่ไม่จ่ายค่าจ้าง นายสุรวัฒน์ ติสุวาฑิตย์ รกน.สวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดตราด บอกว่า เนื่องจากสองสามีภรรยาจำชื่อนายจ้างไม่ได้ จึงไม่ติดใจในการติดตาม ซึ่งเจ้าหน้าที่ทำหน้าที่ในการช่วยเหลือ เยียวยาเป็นการเบื้องต้น พร้อมทั้งหางานให้ทำเพื่อให้สองสามีภรรยาสามารถดำรงชีวิตต่อไปได้

นายคมสันต์ และนายชัยวัฒน์ พรมภักดี สองพี่น้อง กล่าวว่า การนำเสนอข่าวว่านายคมสันต์และภรรยาเดินเท้าเพื่อเรียกร้องความสนใจและหลอกลวงสังคมนั้น ทำให้พวกตนเดือดร้อน ถูกสังคมเกลียดชัง ซึ่งเป็นข่าวไม่เป็นความจริงไม่ได้หลอกลวงใคร นายคมสันต์พาภรรยาเดินเท้าเพราะไม่มีเงิน และภรรยาก็ตั้งครรภ์จริงเกือบ 3 เดือนแล้ว ไม่ใช่ตั้งครรภ์ 2 ปี ตามที่มีสื่อโพสต์ข่าวนี้ โดยมีผลการตรวจจาก รพ.คลองใหญ่ยืนยัน นายคมสันต์ และนายชัยวัฒน์ บอกว่า นักข่าวจะเอาแต่นำเสนอโดยไม่ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อนไม่คำนึงถึงความเดือดร้อนของผู้อื่นจึงขอวอนสื่อช่วยแก้ไขให้ตนด้วย เพราสังคมจะเข้าใจตนเองและน้องชายผิดๆ และต้องขอขอบคุณหน่วยงานทุกหน่วยที่ยื่นมือมาให้ความช่วยเหลือในครั้งนี้ด้วย


ภาพ/ข่าว วิเชียร ม่วงสี จ.ตราด 095-4399425
พสิษฐ์ เขม้นเขตวิทย์ รายงาน ศูนย์รวมข่าวภาคตะวันออก 062-7584334

ตาเมาหนักนอนริมถนน สุดท้ายร้องไห้ ลั่นน้อยใจเกิดมาจน จนท.หวั่นเกิดอันตราย

อุทัยธานี – ตาเมาหนักนอนริมถนน สุดท้ายร้องไห้ ลั่นน้อยใจเกิดมาจน จนท.หวั่นกลัวรถยนต์สัญจรไปมาจำนวนมากชนเอา

เมื่อเวลา 08.00 น. วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2567 ผู้สื่อข่าวรายงานที่ถนน สายสว่างอารมณ์ -ทัพ ทัน ช่วงบริเวณริมสะพานคลองโพธิ์ อ.สว่างอารมณ์ จ.อุทัยธานี พบตาวัยสูงอายุได้นอน อยู่ริมถนน พร้อมกับรถจักรยานยนต์พลิกคว่ำ หลังจากนั้นได้เข้าไปสอบถามตาคนดังกล่าว ได้กลิ่นเหล้าขาวคละคลุ้ง และพบขวดเหล้าขาวน้ำเหล้าไหลนองกับพื้นถนน ตกอยู่บนถนน 1 ขวด จึงช่วยให้ตาลุกขึ้นมา และได้ช่วยนำรถ จยย.ที่ล้มตั้งขึ้นมา

หลังจากนั้นได้สอบถามว่าชื่อนายเทิน พิลึก สภาพด้วยอาการมึนเมา และได้สอบถามว่า จะไปไหน ตาเทินตอบด้วยว่าจะไปบ้านโค้กหม้อ ซึ่งมันคนละเส้นทางที่ตาจะขับรถไป ถามว่าไปกินเหล้าที่ไหนมาก็ตอบไม่ได้ ถามว่ากินเหล้าขาวมากี่ขวด ตอบว่ากินมาแล้ว 4 – 5 ขวด

ล่าสุดจนท.ตำราจได้มาถึงที่เกิดเหตุ จึงได้นำตัวตาไปยังสภ.สว่างอารมณ์ เพื่อรอให้อาการคุณตาหายเมาจึงนำส่งกลับบ้าน หากปล่อยไว้อยู่ตรงนี้หวั่นเกิดอุบัติเหตุรถชนได้

ระหว่างที่เจ้าหน้าที่ตำรวจนำตัวตาไปยังสภ.สว่างอารมณ์ ผู้สื่อข่าวได้สอบถามกับคุณตา คุณตาร้องไห้พร้อมลั่นคำพูดออกมาว่า น้อยใจตัวเองที่เกิดมาจนถูกคนย่ำยี จึงเครียดน้อยใจ ด้วยอาการเมามาก


ภาวิณี ศรีอนันต์ รายงาน