“ศุภมาส” แถลงความสำเร็จของกระทรวง อว. ภายใต้กองทุนพิเศษแม่โขง-ล้านช้าง เผยปี 66 ได้รับอนุมัติ 13 โครงการ

“ศุภมาส” แถลงความสำเร็จของกระทรวง อว.ภายใต้กองทุนพิเศษแม่โขง-ล้านช้าง เผยปี 66 ได้รับอนุมัติ 13 โครงการ งบกว่า 103 ล้านบาท ทั้งรถไฟความเร็วสูงจีน – ลาว – ไทยตามยุทธศาสตร์เส้นทางสายไหม การใช้สมุนไพรในตำรับการแพทย์แผนไทยและแผนจีนเพื่อรักษาโรคมะเร็ง การบริหารจัดการน้ำ

วันที่ 5 ก.พ.2567 น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานเปิด “การประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อแลกเปลี่ยนแนวทางการดำเนินโครง การของ (อว.) ภายใต้กองทุนพิเศษแม่โขง-ล้านช้าง” พร้อมแถลงความสำเร็จและความก้าวหน้าของ (อว.) ในการดำเนินโครงการภายใต้กองทุนพิเศษแม่โขง-ล้านช้าง โดยมีนายเพิ่มสุข สัจจาภิวัฒน์ ปลัด (อว.) และนาย อู๋ จื้ออู่ อัครราชทูต และรองหัวหน้าสำนักงานสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำราชอาณาจักรไทย,น.ส.สุชาดา แทนทรัพย์ เลขานุการ (รมว.อว.),นางกรณิศ งามสุคนธ์รัตนา ประธานคณะทำงาน (รมว.อว.) และ น.ส.จันทร์เพ็ญ เมฆาอภิรักษ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวง เข้าร่วม ที่ ณ ห้องกมลทิพย์ ชั้น 2 โรงแรม เดอะ สุโกศล กรุงเทพฯ

น.ส.ศุภมาสฯ กล่าวว่า กรอบความร่วมมือแม่โขง -ล้านช้าง ประกอบด้วยสมาชิก 6 ประเทศ ได้แก่ ไทย กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา เวียดนามและจีน มีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มขีดความสามารถด้านการแข่งขัน ยกระดับการเติบโตทางเศรษฐกิจรวมทั้งลดช่องว่างทางเศรษฐกิจและส่งเสริมการพัฒนาอย่างยั่งยืนของประเทศสมาชิกลุ่มน้ำโขง โดยมีกองทุนพิเศษแม่โขง-ล้านช้างเป็นเครื่องมือและกลไกในการส่งเสริมความร่วมมือ

โดยในปี 2566 กระทรวง (อว.) ได้รับงบประมาณสนับสนุนจากกองทุนพิเศษแม่โขง-ล้านช้าง จำนวน 13 โครงการ ในวงเงินเกือบ 3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 103 ล้านบาท ได้แก่

  1. โครงการการเชื่อมโยงและยกระดับขีดความสามารถด้านสมุนไพรในพื้นที่ลุ่มน้ำโขงด้วยเทคโนโลยีสีเขียว
  2. โครงการ MLC-MSME Recovery Network Post COVIT-19
  3. โครงการโอกาสของโซ่อุปทานยานยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็กในภูมิภาคแม่โขง-ล้านช้าง
  4. โครงการการฟื้นฟูเส้นทางการท่องเที่ยวมรดกทางวัฒนธรรมจากยูนนานสู่พื้นที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้
  5. โครงการการพัฒนาและสาธิตระบบการรู้จำและตรวจจับข้อมูลสำหรับกระบวนการเลี้ยงโคเนื้อและการบริหารจัดการฟาร์มในภูมิภาคแม่โขงล้านช้าง
  6. โครงการริเริ่มความร่วมมือเพื่อสำรวจและพัฒนาศักยภาพการใช้สมุนไพรในตำรับการแพทย์แผนไทยและแผนจีนเพื่อการรักษาทางเลือกของโรคมะเร็ง
  7. โครงการความร่วมมือทางเทคนิคห่วงโซ่การผลิตที่ครอบคลุมการขยายพันธุ์ใหม่ไทย-จีน เพื่อพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน
  8. โครงการศึกษาผลกระทบของรถไฟความเร็วสูงจีน-ลาว-ไทยตามยุทธศาสตร์เส้นทางสายไหมใหม่ หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทางในมิติความร่วมมือทางสังคมและการดำรงชีพของประชาชน
  9. โครงการการเพิ่มศักยภาพบุคลากรด้านสุขภาพจิตเพื่อลดภาวะซึมเศร้าในวัยรุ่นในสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวและประเทศกัมพูชา
  10. โครงการการส่งเสริมการผลิตมันสำปะหลังที่ยั่งยืนโดยอาศัยเทคโนโลยีและนวัตกรรมในภูมิภาคแม่น้ำโขง
  11. โครงการการเพิ่มขีดความสามารถทางเทคโนโลยีของอุตสาหกรรมในประเทศและการจัดเตรียมร่างมาตรฐานผลิตภัณฑ์ตามข้อกำหนดของโครงการรถไฟความเร็วสูง
  12. โครงการการถ่ายทอดเทคโนโลยีและการแลกเปลี่ยนความรู้เกี่ยวกับเห็ดบริโภคได้เพื่อการพัฒนาทางเศรษฐกิจและการเกษตรที่ยั่งยืนระหว่างประเทศในภูมิภาคแม่น้ำโขง และ
  13. โครงการการจัดการทรัพยากรน้ำเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาที่ยั่งยืน

“โครงการภายใต้กองทุนพิเศษแม่โขง-ล้านช้าง จะเป็นกลไกหนึ่งในการพัฒนาประเทศไทยและสอดคล้องกับนโยบายและประเด็นเร่งด่วนที่ (อว.) ให้ความสำคัญ โดยเฉพาะด้านการผลักดันงานวิจัยและนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ตรงความต้องการ และนำมาใช้งานให้เกิดผลได้อย่างแท้จริง รวมถึงการส่งเสริมให้มหาวิทยาลัยและหน่วยงานของ อว. ต้องมีส่วนร่วมกับภาคชุมชนในการพัฒนาด้านต่างๆ อย่างทั่วถึง” น.ส.ศุภมาสฯ กล่าว

ด้านนายเพิ่มสุขฯ กล่าวว่า ตนมั่นใจว่ากระทรวง (อว.) มีความพร้อมและศักยภาพทั้งในด้านกำลังคน องค์ความรู้ ประสบการณ์ความเชี่ยวชาญในศาสตร์ต่างๆ ที่สามารถสนับสนุนการวางรากฐานการพัฒนาร่วมกับประเทศสมาชิก ทั้งในสาขาความร่วมมือหลักและความร่วมมือในด้านอื่นๆ เพื่อการเติบโตอย่างเข้มแข็งและยั่งยืนร่วมกันของอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง

สำหรับโครงการของกระทรวง (อว.) ได้รับการคัดเลือกและอนุมัติงบประมาณในการดำเนินงานจากกองทุนฯ มีทั้งสิ้น 34 โครงการ วงเงินรวม 322 ล้านบาท โดยในปี 2561 มีจำนวน 2 โครงการปี 2563 จำนวน 4 โครงการ ปี 2564 จำนวน 7 โครงการ ปี 2565 จำนวน 8 โครงการ และปี 2566 จำนวน 13 โครงการ


วช. – สสปน. ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ผนึกกำลังยกระดับอุตสาหกรรมไมซ์ไทย สู่เป้าหมายสร้างมูลค่าสูงด้วยงานวิจัยและนวัตกรรม

วช. – สสปน. ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ผนึกกำลังยกระดับอุตสาหกรรมไมซ์ไทย สู่เป้าหมายสร้างมูลค่าสูงด้วยงานวิจัยและนวัตกรรม

วันที่ 5 ก.พ.2567 เวลา 09.00 น. ในงาน “วันนักประดิษฐ์” ประจำปี 2567 ณ เวทีกลาง Event Hall 101 ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา : สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และ สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) ร่วมบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมไมซ์ไทยสู่การเป็นจุดหมายปลายทางมูลค่าสูงด้วยงานวิจัยและนวัตกรรม โดยมี ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (ผอ.วช.) และนายจิรุตถ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) เป็นประธานและผู้แทนลงนามของ 2 องค์กร

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (ผอ.วช.) กล่าวว่า สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ หรือ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ในวันนี้ได้มีการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือเพื่อยกระดับอุตสาหกรรมไมซ์ไทยสู่การเป็นจุดหมายปลายทางมูลค่าสูงด้วยงานวิจัยและนวัตกรรม ร่วมกับสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ (สสปน.) ซึ่งนับเป็นการนำความร่วมมือในการเชื่อมโยงงานวิจัยและนวัตกรรม เพื่อเพิ่มศักยภาพและยกระดับองค์ความรู้ในด้านต่างๆ ให้แก่ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมไมซ์ ความร่วมมือระหว่าง (วช.) กับ (สสปน.) เป็นการร่วมมือที่เกิดขึ้นมาอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2557 โดยปัจจุบัน (วช.) เป็นศูนย์กลางข้อมูลสารสนเทศด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ที่ให้บริการข้อมูลผลงานวิจัย องค์ความรู้งานวิจัยและนวัตกรรม ข้อมูลนักวิจัย ผ่านระบบคลังข้อมูลงานวิจัยไทย (TNRR) และในวันนี้ (วช.) มีความพร้อมในการสนับสนุน เชื่อมโยงแลกเปลี่ยนผลงานวิจัย องค์ความรู้งานวิจัยและนวัตกรรมที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมไมซ์ ซึ่งมุ่งหวังให้เกิดการขยายผล ผลักดันให้อุตสาหกรรมไมซ์ไทยมีความแข็งแกร่ง เสริมสร้างฐานรากสำคัญ และยกระดับสู่การเป็นจุดหมายปลายทางมูลค่าสูงด้วยงานวิจัยและนวัตกรรมต่อไป นอกจากนี้การผนึกกำลังของทั้งสององค์กรจะเป็นทิศทางที่ดีที่ทั้งสององค์กรต่างเล็งเห็นความสำคัญของงานวิจัยและนวัตกรรม เป็นเฟืองจักรสำคัญในการขับเคลื่อน ซึ่งจะช่วยส่งเสริม เชื่อมโยง แลกเปลี่ยน ให้เกิดความร่วมมือระหว่างกัน จะส่งผลให้ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมไมซ์ได้เพิ่มพูนความรู้ เสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับประเทศได้อย่างมั่งคั่ง ยั่งยืน

ด้านนายจิรุตถ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ กล่าวว่า อุตสาหกรรมไมซ์ถือได้ว่าเป็นอุตสาหกรรมที่มีความสำคัญในการสร้างรายได้ให้กับประเทศไทย โดยได้ถูกบรรจุให้เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับประเทศ ตามนโยบายรัฐบาลและแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 พ.ศ.2566–2570 หมุดหมายที่ 2 ประเทศไทยเป็นจุดหมายของการท่องเที่ยวที่เน้นคุณภาพและความยั่งยืน ดังนั้น การยกระดับความสามารถของผู้ประกอบการไมซ์จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง และหนึ่งในปัจจัยที่สำคัญ คือ ความรู้และข้อมูลต่างๆ ที่ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว (สสปน.) จึงหวังว่าความร่วมมือกับสำนักงานการวิจัยแห่งชาติในครั้งนี้ จะเป็นการเสริมสร้างรากฐานการเติบโตของอุตสาหกรรมไมซ์ของเราให้เป็นจุดหมายปลายทางมูลค่าสูงตามที่คาดหวังได้

การลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ ครั้งนี้นอกจากจะเป็นการเชื่อมโยงความร่วมมือด้านงานวิจัยและนวัตกรรม ระหว่าง (สสปน.) และ (วช.) แล้วยังเพิ่มศักยภาพและยกระดับองค์ความรู้ในด้านต่างๆ ให้แก่ผู้ประกอบการไมซ์ โดยมีแนวทางการทำงานที่ใช้ความร่วมแรงร่วมใจ และการแลกเปลี่ยนผลงานวิจัยและข้อมูลข่าวสารอุตสาหกรรมไมซ์ ความร่วมกันจัดกิจกรรมเพื่อเพิ่มพูนความรู้ทางวิชาการ การให้ความอนุเคราะห์จัดส่งเจ้าหน้าที่ในการเป็นวิทยากร การเผยแพร่และติดตามผลสัมฤทธิ์จากการดำเนินงาน ตามบันทึกข้อที่ได้กำหนดไว้ร่วมกัน


บริษัทโชคนิพล หมูป่า จำกัด ได้เป็นประธานพิธีเทท่องหล่อเหรียญหลวงพ่อทาพิมพ์นิยม รุ่น 1 รุ่น 2 องค์ใหญ่

บริษัทโชคนิพล หมูป่า จำกัด ได้เป็นประธานพิธีเทท่องหล่อเหรียญหลวงพ่อทาพิมพ์นิยม รุ่น 1 รุ่น 2 องค์ใหญ่

ที่วัดพะเนียงแตก ต มาบแค อ เมือง จ. นครปฐม นำโดย พระครูพิศาลสาธุวัฒน์ ( หลวงพ่อทองคำ จารุโภ ) เจ้าคณะอำเภอเมืองนครปฐม เจ้าอาวาสวัดพะเนียงแตก ประธานฝ่ายสงฆ์ พร้อมด้วยบริษ้ทโชคนิพลหมู่ป่า จำกัด นำโดยคุณแม่ลำพรรณ อ่อนสี, คุณนิพล ถ้ำน้อย, คุณเนตรแก้ว มังน้อย พร้อมครอบครัว และญาติๆ ได้เป็นประธานในงานเททองหล่อเหรียญหลวงพ่อทาพิมพ์นิยม รุ่นหนึ่งและรุ่นสอง องค์ใหญ่ ที่วัดพะเนียงแตก ในพิธีครั้งนี้ได้มีสาธุชนผู้มีจิตศรัทธาทั้งหลายร่วมพิธีในงานเททองหล่อเหรียญหลวงพ่อทาพิมพ์ใหญ่ รุ่นหนึ่งและรุ่นสอง องค์ใหญ่ เพื่อประดิษฐานไว้ ณ อุทยานหลวงพ่อทาองค์ใหญ่ เพื่อให้สาธุชนที่เข้ามาทำบูญได้กราบไหว้ขอพร และให้กับผู้ที่มาทำบุญได้ปิดทองขอพรเพื่อเป็นสิริมงคล

ทางวัดกล่าวว่า การหล่อหลวงพ่อทาองค์ใหญ่ รุ่นหนึ่งและรุุ่นสอง และเหรียญเล็ก มีจำนวน 500 เหรียญ ในหล่อครั้งนี้มีมวลสารเหรียญของหลวงพ่อทารุ่นหนึ่งที่ชำรุดได้นำเอามาร่วมหล่อในครั้งนี้ด้วย

หลังจากพิธีเททองหลวงพ่อทาองค์ใหญ่เสร็จ ทางด้าน พระครูพิศาลสาธุวัฒน์ จารุโก ( หลวงพ่อทองคำ ) ได้แจกเหรียญหลวงพ่อทาเหรียญเล็กให้กับคนที่มาในงานที่ได้จองในงานเอากับไปบูชาเพื่อความเป็นสิริมงคลต่อตนเองและครอบครัวต่อไป


สมคิด พรมมี ผู้สื่อข่าวนครปฐม

นายอำเภอกำแพงแสน นำข้าราชการ แสดงมุทิตาสักการะแด่เจ้าคณะอำเภอกำแพงแสน

นายอำเภอกำแพงแสน นำข้าราชการ แสดงมุทิตาสักการะแด่เจ้าคณะอำเภอกำแพงแสน

วันอาทิตย์ที่ 4 กุมภาพันธ์ 2567 เวลา 18.09 น. นายนรวีร์ ขันธหิรัญ นายอำเภอกำแพงแสน พร้อมด้วยปลัดอำเภอกำแพงแสน ข้าราชการหน่วยงานต่างๆ ผู้นำท้องที่ ท้องถิ่น ประชาชน และภาคีเครือข่ายต่างๆ ได้เข้ากราบแสดงมุทิตาสักการะแด่ พระครูอมรบุญญารักษ์ เจ้าคณะอำเภอกำแพงแสน เนื่องในโอกาสที่ท่านได้รับพระราชทานรางวัลเสาเสมาธรรมจักร ผู้ทำคุณประโยชน์ต่อพระพุทธศาสนา ประจำปีพุทธศักราช 2566 ที่ผ่านมา

โดยผลงานของท่านในฐานะเป็นพระเถระนักพัฒนาและเป็นผู้เปี่ยมด้วยความเมตตา ได้ดำเนินกิจกรรมต่างๆ ในลักษณะ บวร เช่น โครงการพุทธเกษตร “ปลูกผักสวนครัว” เพื่อเป็นแหล่งอาหารมอบให้วัด โรงเรียน ราชการและประชาชน และเนื่องในโอกาสที่พระครูอมรบุญญารักษ์ เจ้าคณะอำเภอกำแพงแสน ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์ จากชั้นโท เป็นพระครูสัญญาบัตรเจ้าคณะอำเภอชั้นเอก

ในการนี้นายนรวีร์ ขันธหิรัญ นายอำเภอกำแพงแสน เป็นผู้แทนอ่านประกาศเกียรติคุณรางวัลพระราชทานเสาเสมาธรรมจักร รางวัลพระสงฆ์ผู้ทำคุณประโยชน์ต่อพระพุทธศาสนา ของพระครูอมรบุญญารักษ์ เจ้าคณะอำเภอกำแพงแสน ในการนี้อีกด้วย


กลุ่มเหล็กสหวิริยา จับมือชุมชน พัฒนาบางสะพาน ตามแนวทาง ESG

กลุ่มเหล็กสหวิริยา จับมือชุมชน พัฒนาบางสะพาน ตามแนวทาง ESG”

วันที่ 3 ก.พ.67 ที่โรงเรียนบางสะพานวิทยา ต.กำเนิดนพคุณ อ.บางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์ นายผดุงศักดิ์ ปราณอุดมรัตน์ ผู้บริหารกลุ่มเหล็กสหวิริยาร่วมกับ บริษัทในเครือฯ ผู้แทนเครือข่ายธนาคารชุมชน และสภาผู้นำชุมชน เครือข่ายประมง เครือข่ายการศึกษา ได้ร่วมกันจัดงานสานสัมพันธ์เครือข่ายร่วมพัฒนาชุมชนบางสะพาน กลุ่มเหล็กสหวิริยา ปี พ.ศ. 2567 โดยมีนายสุทิน ประเสริฐศักดิ์ นายอำเภอบางสะพาน เป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรม พร้อมนายสมหมาย ปานทอง อุปนายกสมาคมกำนัน-ผู้ใหญ่บ้านแห่งประเทศไทย, นายวิเชียร เกตุงาม กำนันตำบลกำเนิดนพคุณ, ดร.ประสงค์ กลิ่นบรม ผอ.โรงเรียนบางสะพานวิทยา และกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้บริหารท้องถิ่น ชุมชนต่างๆ เข้าร่วมกิจกรรม

นายผดุงศักดิ์ กล่าวว่า กลุ่มเหล็กสหวิริยา ซึ่งประกอบไปด้วย บริษัทสหวิริยาสตีลอินดัสตรี จำกัด (มหาชน), บริษัทเหล็กแผ่นรีดเย็นไทย จำกัด (มหาชน), บริษัทบางสะพานบาร์มิล จำกัด (มหาชน), บริษัทเหล็กแผ่นเคลือบไทย จำกัด, บริษัทเวสท์โคสท์เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด และ บริษัทท่าเรือประจวบ จำกัด ได้เข้ามาริเริ่มประกอบธุรกิจอุตสาหกรรมเหล็กและธุรกิจที่เกี่ยวข้องในพื้นที่อำเภอบางสะพานมาเป็นเวลายาวนานถึง 30 ปี นั้น ตลอดระยะเวลาดังกล่าว สิ่งหนึ่งที่กลุ่มเหล็กสหวิริยาได้ให้ความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าการดำเนินธุรกิจให้ประสบผลสำเร็จและนำพาความเจริญทางเศรษฐกิจมาสู่พี่น้องอำเภอบางสะพาน นั่นก็คือการเข้าไปมีส่วนร่วมพัฒนาและยกระดับคุณภาพชีวิตชุมชนบางสะพาน อย่างต่อเนื่อง ตามแนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืน ที่เรียกว่า ESG

ซึ่ง ESG เป็นแนวคิดเกี่ยวกับการพัฒนาขององค์กรอย่างยั่งยืนที่ประกอบด้วย

  1. Environment คือ ความรับผิดชอบของบริษัทต่อสิ่งแวดล้อม
  2. Social คือ การจัดการความสัมพันธ์และมีการสื่อสาร กับ ลูกจ้าง ลูกค้า หรือผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย หรือโดยรวมเรียกว่าความรับผิดชอบต่อสังคม และ
  3. Governance นั่นคือการกำกับดูแลกิจการที่ดีภายใต้หลักแห่งธรรมาภิบาล โปร่งใส เชื่อถือได้

โดยแนวคิด ESG นี้ช่วยสร้างความน่าเชื่อถือให้แก่ธุรกิจ ด้วยการสะท้อนบทบาทความรับผิดชอบของธุรกิจที่มีต่อผู้มีส่วนได้เสีย และการนำเสนอผลการดำเนินงานในการพัฒนาธุรกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ กลุ่มเหล็กสหวิริยาจึงได้จัดงานสานสัมพันธ์เครือข่ายร่วมพัฒนาชุมชนบางสะพาน กลุ่มเหล็กสหวิริยา ปี พ.ศ. 2567 ขึ้นภายใต้แนวคิด “กลุ่มเหล็กสหวิริยาร่วมพัฒนาบางสะพานตามแนวทาง ESG” โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อกำหนดแนวทางความรับผิดชอบของธุรกิจที่มีต่อชุมชนผ่านนโยบายของกลุ่มบริษัทฯ และแนวทางความร่วมมือในการดำเนินงานด้านความรับผิดชอบต่อสังคม ตามแนวทาง ESG ผ่านเครือข่ายต่าง ๆ ในพื้นที่บางสะพาน นอกจากนี้ มีการแข่งขันกีฬาสานสัมพันธ์ระหว่างเครือข่าย และงานสังสรรค์เพื่อขอบคุณเครือข่ายร่วมพัฒนาชุมชนบางสะพาน

นายสุทิน ประเสริฐศักดิ์ นายอำเภอบางสะพาน กล่าวว่า ที่ผ่านมากลุ่มเหล็กสหวิริยา ได้ให้ความสำคัญในการพัฒนาคุณภาพชีวิตชุมชนในพื้นที่อำเภอบางสะพาน มาอย่างต่อเนื่อง ต้องขอบคุณกลุ่มในการให่การสนับสนุนชุมชนมาตลอด อีกทั้งร่วมพัฒนาชุมชนบางสะพาน อีกทั้งได้นำแนวทาง ESG คือ ความรับผิดชอบ 3 ด้านหลัก ได้แก่ ด้านสิ่งแวดล้อม ด้านสังคม และด้านการกำกับดูแล มาขับเคลื่อนผ่านโครงการต่าง ๆ เพื่อไปสู่การพัฒนาองค์กรและชุมชนบางสะพาน ให้เกิดความยั่งยืนซึ่งเป็นสิ่งที่ดี ได้มีส่วนร่วมในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของพี่น้องชาวอำเภอบางสะพาน มีผลงานเป็นที่ประจักษ์ต่อสาธารณชน

หลังจากนั้นได้มีเวทีเสวนา โดยมีตัวแทนจากผู้แทนเครือข่ายธนาคารชุมชน และสภาผู้นำชุมชน เครือข่ายประมง เครือข่ายการศึกษา เพื่อให้นำข้อมูลมานำเสนอความต้องการเพื่อใช้ในการในการขับเคลื่อนแนวทาง ESG ให้มีความคืบหน้าต่อไป


ข่าว ณัฐธภพ พันสาย / จ.ประจวบคีรีขันธ์ รายงาน 0649646443

ตำรวจทางหลวงโชว์ผลงานเด็ด ไล่สกัดรถที่ถูกโจรกรรม คนร้ายทิ้งรถ เผ่นหนี

นครพนม – ตำรวจทางหลวงโชว์ผลงานเด็ด ไล่สกัดรถที่ถูกโจรกรรม คนร้ายทิ้งรถ เผ่นหนี

วันที่ 4 ก.พ.2567 ผู้สื่อข่าว รายงานว่า พ.ต.ท.ไพโรจน์ ทรัพย์ประเสริฐ สว.ส.ทล.5 กก.4 บก.ทล. แจ้งว่าให้ช่วยสกัดและตรวจสอบรถยนต์ต้องสงสัย แล่นเข้าเขตพื้นที่ อ.โพนสวรรค์ จ.นครพนม หลังได้รับประสานจากตำรวจ สภ.สวี จ.ชุมพร ว่าเจ้าทุกข์แจ้งความรถและสามีหายตัวไป หวั่นว่ารถจะถูกโจรกรรมข้ามแม่น้ำโขง ไปประเทศเพื่อนบ้าน จึงประสาน ร.ต.อ. กัมปนาท กัลยานาม รอง สว.ส.ทล.5 กก.4 บก.ทล. พร้อม ด.ต.อภินันท์ จันทร์พเนาว์ ผบ.หมู่ ส.ทล.5 กก.4 บก.ทล. (ตู้ยามตำรวจทางหลวงหนองญาติ) ตรวจสอบตามเส้นทางที่คนร้ายขับรถต้องสงสัยผ่าน เป็นรถยี่ห้อฟอร์จูนเนอร์ สีขาว ทะเบียน กท 4324 ชุมพร ตรงตามที่รับแจ้ง ขณะขับหลบหนีไปตามถนนสายโพนสวรรค์-ท่าอุเทน

ขณะติดตามคนคันดังกล่าว พบว่าใช้ความเร็วสูงแล่น มุ่งหน้ามาลัดเลาะมาตามถนนสายรอง ผ่านพื้นที่ ต.บ้านผึ้ง เข้าสู่ ต.หนองญาติ จึงไล่ติดตามกระชันชิดแต่รถคันนี้หายไป จึงสอบ ถามชาวบ้านพบเบาะแสว่ารถแล่นเลี้ยวซ้ายข้างศูนย์พัฒนาที่ดิน จ.นครพนม บ.หนองญาติ ม.6 ต.หนองญาติ อ.เมือง ส่วนคนร้ายวิ่งหลบหนีไป จึงตรวจสอบพบว่าคนร้ายทิ้งกุญแจรถไว้ที่ช่องเก็บสัมภาระ ท้ายรถพบกางเกงขายาวผ้าร่ม เสื้อยืดแขนยาวสีเทา อาจจะเป็นของคนร้ายหรือนายขนบ หรือ แฝง อายุ 56 ปี เจ้าของผู้ครอบครองรถหรือไม่

ร.ต.ท.กัมปนาถ กล่าวว่า รถคันนี้ภรรยานายขนบ แจ้งความคนหายพร้อมรถไว้ที่ สภ.สวี ระบุว่าสามีนุ่งกางเกงขาสั้น เสื้อเชิ้ตแขนสั้นหายไปพร้อมรถเวลา 20.00 น. วันที่ 1 ก.พ.67 ที่ผ่านมา กระทั่งมาพบรถตันนี้โผล่ที่บริเวณป่าละเมาะบริเวณจุดดังกล่าว ส่วนนายขนบ ไม่พบตัวและไม่ทราบชะตากรรม จึงประสาน ร.ต.ท.สิทธิ์พล วงศ์นิโลบล รอง สว.(สอบสวน) สภ. เมืองนครพนม มาตรวจพร้อมสอบตรวจยึดไปเก็บรักษาไว้ที่โรงพัก พร้อมประสานตำรวจพิสูจน์หลักฐาน จ.นครพนม มาตรวจสอบหารอยนิ้วมือแฝงของคนร้ายเพื่อดำเนินการต่อไป ญาติให้นำหลักฐานมาติดต่อขอรับรถคืนที่โทร 04-251-1266


เทพข่าวร้อน
เพลิงพระกาฬ
ฟร้องข่าวสด รายงาน

มื้อเช้าอิ่มถึงเที่ยง!! สองผัวเมียขายข้าวเหนียวหมูแน่น ห่อเพียง 25 บาท

อุทัยธานี – มื้อเช้าอิ่มถึงเที่ยง!! สองผัวเมียขายข้าวเหนียวหมูแน่น ห่อเพียง 25 บาท ลูกค้าล้นร้านทุกวัน กำไรได้วันละ 2,000-3,000 บาท

เมื่อเวลา 07.30 น. ของวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2567 ผู้สื่อข่าวรายงานที่ร้านขายข้าวเหนียวหมูทอด ไก่ทอด ห่อละ 25 บาท ที่สามแยกตลาดใหม่ห้วยคต อ.ห้วยคต จ.อุทัยธานี ได้พบกับเจ้าของร้านซึ่งเป็นสองสามีภรรยา ชื่อนางสาวญาตาวี แศ่งย่าง อายุ 21 ปี และนายไกรสร แสนกือ อายุ 21 ปี พักอาศัยอยู่ที่อำเภอห้วยคต จ.อุทัยธานี ได้เปิดร้านขายข้าวเหนียวหมูห่อ มีทั้งเนื้อหมูทอด สามชั้นทอด เครื่องในตับไก่ และปีกไก่ทอด เปิดเผยว่า ทางร้านเองเริ่มออกขายตั้งแต่ตี 5 ถึง 3 โมงเช้า ทุกวัน จะหยุดทุกวันอังคาร ที่ร้านเองก็จะต้องเตรียมเนื้อหมูวันละ 30 กิโลกรัมข้าวเหนียว 30 กิโลกรัม วันหนึ่งก็ได้กำไรวันละ 2,000-3,000 บาท ต่อวัน เนื่องจากเริ่มออกทอดขายช่วงเช้า ประมาณ 3 โมงเช้าทางร้านก็ขายหมดแล้ว พร้อมกับเปิดเผยว่า ทางร้านขอขายเพียงห่อละ 25 บาท เพื่อให้ชาวบ้านนั้นอยู่ได้ แม่ค้าเองก็อยู่ได้

ส่วนบรรยากาศที่ร้านข้าวเหนียวหมูห่อ ได้พบกับชาวบ้านแน่นร้าน มีทั้งเด็กนักเรียน คณะครูและหน่วยงาน ต่างมาต่อคิวซื้อไปทานข้าวเช้า บางคนก็ซื้อไปฝากเพื่อนที่ทำงาน เสียงตอบรับจากชาวบ้านว่าที่ร้านข้าวเหนียวหมูห่อร้านนี้ ให้เยอะมาก กินเช้าอิ่มถึงตอนเที่ยง บางคนก็ซื้อติดมือไปกินถึงเย็น เนื่องจากที่ร้านช่วงเช้าก็ขายหมดแล้ว


ภาวิณี ศรีอนันต์ รายงาน

ผลการออกรางวัลสลากกาชาด ประจำปี 2567 จังหวัดเพชรบูรณ์

ผลการออกรางวัลสลากกาชาด ประจำปี 2567 จังหวัดเพชรบูรณ์

4 กุมภาพันธ์ 2567 เวลา 20.00 น. ที่เวทีกลางงานมะขามหวานนครบาลเพชรบูรณ์ นายจิรวัตร์ มณีโชติ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ เป็นประธานในพิธีออกสลากกาชาด ประจำปี 2567 โดยมี รองนายกเหล่ากาชาดจังหวัดเพชรบูรณ์ ปลัดจังหวัดเพชรบูรณ์ คณะกรรมการออกรางวัลสลากกาชาด ร่วมพิธี

สำหรับผลการออกสลากกาชาด ประจำปี 2567 มีดังนี้

  • รางวัลที่ 1 รถยนต์กระบะปิคอัพ TOYOTA REVO 4 ประตู พรีรันเนอร์ 2.4 Entry ได้แก่ หมายเลข 64276
  • รางวัลที่ 2 รถเก๋งโตโยต้า Yaris Ativ 1.2 Sport ได้แก่ หมายเลข 96443
  • รางวัลที่ 3 รถสามล้อไฟฟ้า ได้แก่ หมายเลข 95799, 27087, 79750, 01212, 63787, 12884, 21870, 04660, 52970, 89126
  • รางวัลที่ 4 โทรทัศน์สี Aconatic 43 นิ้ว Smart TV ได้แก่ หมายเลข 30801, 10252, 68650, 92313, 01839, 65921, 95942, 18903, 97091, 98552
  • รางวัลที่ 5 ตู้เย็น Toshiba 2 ประตู ขนาด 6.4 คิว ได้แก่ หมายเลข 60016, 67879, 93835, 32183, 94336, 96154, 42479, 59608, 72963, 38456, 36385, 77729
  • รางวัลเลขท้าย 4 ตัว หม้อทอดไร้น้ำมัน ได้แก่ หมายเลข 0492, 1266
  • รางวัลเลขท้าย 3 ตัว หม้ออบลมร้อน ได้แก่ หมายเลข 637, 053, 908

ทั้งนี้ผู้ที่ถูกเลขรางวัลให้มาติดต่อขอรับรางวัลภายในวันที่ 31 มีนาคม 2567 ในวันและเวลาราชการ หากพ้นกำหนดถือว่าสละสิทธิ์ ณ สำนักงานเหล่ากาชาดจังหวัดเพชรบูรณ์ (หลังที่ว่าการอำเภอเมืองเพชรบูรณ์) โทร. 056-721528


เผยแพร่โดย : สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเพชรบูรณ์

“เพชรบัวทอง”สุดยอดมะขามหวานเพชรบูรณ์ ปี 2567 รับถ้วยพระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

“เพชรบัวทอง”สุดยอดมะขามหวานเพชรบูรณ์ ปี 2567 รับถ้วยพระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2567 เวลา 18.30 น. ที่บริเวณเวทีกลางงานมะขามหวานนครบาลเพชร บูรณ์ หน้าศาลากลางจังหวัดเพชรบูรณ์ นางพัชรี ศาลาศิลป์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ เป็นประธาน ในพิธีมอบถ้วยพระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี แก่ นางขันทอง มอญคำ ที่ส่งมะขามพันธุ์เพชรบัวทอง เข้าประกวด และได้รับการคัดเลือกเป็นสุดยอดมะขามหวานเพชรบูรณ์ ประจำปี 2567 โดยมีนางชญากุล ผ่องโอภาส เกษตรจังหวัดเพชรบูรณ์ กล่าวรายงาน พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ เกษตรกร เข้าร่วมพิธี

จังหวัดเพชรบูรณ์จัดการประกวดมะขามหวาน ในงานมะขามหวานนครบาลเพชรบูรณ์ จำนวน 5 พันธุ์ ได้แก่ พันธุ์ศรีชมภู/พันธุ์ขันตี/พันธุ์สีทอง/พันธุ์ประกายทอง และพันธุ์อื่นๆ และนำมะขามหวาน 5 สายพันธุ์ ที่ได้รับรางวัลชนะเลิศ มาคัดเลือกเป็นสุดยอดมะขามหวานเพชรบูรณ์ ประจำปี 2567 โดยคณะกรรมการได้ลงพื้นที่สวนที่ได้รับรางวัลเก็บคะแนน โดยจะต้องเป็นสวนที่มีการบริหารจัดการสวนสร้างองค์ความรู้ที่ได้คุณภาพและมาตรฐาน สามารถพัฒนาเป็นเกษตรกรต้นแบบสวนมะขามสามารถเผยแพร่ขยายผลให้แก่สาธารณชนได้ ซึ่งผลการคัดเลือก ได้คัดมะขามหวานพันธุ์เพชรบัวทอง ที่ส่งเข้าประกวดในพันธุ์อื่นๆ ของนางขันทอง มอญคำ เกษตรกรตำบลตะเบาะ อำเภอเมืองเพชรบูรณ์ ชนะเลิศ เป็นสุดยอดมะขามหวานเพชรบูรณ์ ประจำปี 2567 รับถ้วยพระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

มะขามหวานพันธุ์เพชรบัวทองเป็นมะขามหวานสายพันธุ์ใหม่ เดิมเป็นมะขามหวานที่มาจากสวนของยายบัวมีลักษณะฝักใหญ่ รสชาติหวานให้ผลผลิตสูง ซึ่งเมื่อนายมณเฑียร(เจ้าของไร่มณเทียร) ได้ลองชิมและติดใจรสชาติ จึงได้นำมาขยายพันธุ์ต่อ ในปัจจุบันจึงมีแต่มะขามหวานไร่มณเฑียรเท่านั้นที่ปลูกมะขามหวานพันธุ์นี้อยู่


เผยแพร่โดย : สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเพชรบูรณ์

แถลงข่าวเปิดตัวภาพยนตร์ “มานี-มานะ” ซอฟต์พาวเวอร์ลพบุรี

จังหวัดลพบุรี – แถลงข่าวเปิดตัวไปเรียบร้อยแล้ว สำหรับ ภาพยนตร์ มานีมานะ The movie เป็นผลงานการกำกับของคุณ นันทพล กมุทวณิช หรือ อ้น อังกอร์ ที่ตั้งใจสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ให้เป็นซอฟต์พาวเวอร์ของจังหวัดลพบุรี ซึ่งเป็นบ้านเกิดของอาจารย์ รัชนี ศรีไพรวรรณ ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้นั่นเองมานีมานะ The movie ภาพยนตร์ไทย ซอฟต์พาวเวอร์จังหวัด ลพบุรี เตรียมพาคุณย้อนวัยกลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง

งานแถลงข่าวภาพยนตร์ มานีมานะ The movie จัดขึ้นที่ว่าการอำเภอชัยบาดาล จังหวัดลพบุรี โดยมีผู้ใหญ่ในจังหวัดให้เกียรติเดินทางมาร่วมงานมากมาย อาทิ สส.วรวงค์ วรปัญญานายกรองตรี ดร.ภาณุพงศ์ ศิริ นายอำเภอชัยบาดาล, สจ.มยุรี บุญจันทร์ สมาชิกสภาองค์กรบริหารส่วนจังหวัด, นายกดิเรก บุญจันทร์ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลหนองยายโต๊ะ, คุณวิชัย ฉัตรยิ่งมงคล นายกเทศบาล และดารา-นักแสดง ไม่ว่าจะเป็น เก่ง กฤษศิรวัชร, ไหล เป็นต่อ, ตานุ อนุชา สีพลเรือน, ตั้ม กฤตภาส ไชยองค์กา, ซัน เดโช สุขเมือง

โดย อ้น อังกอร์ ผู้กำกับภาพยนตร์ “มานีมานะ The movie” ได้เปิดเผยว่า “ ผมตั้งใจทำภาพยนตร์เรื่องนี้ เพื่อสะท้อนให้เด็กรุ่นใหม่เห็นว่าหากย้อนกลับไปเมื่อยุค90 หรือรุ่นพ่อ แม่ ของพวกเขา ตอนที่ยังไม่มีโทรศัพท์มือถือเขาใช้ชีวิตอยู่กันยังไง สมัยนี้ไปไหน มาไหนก็เจอแต่เด็กก้มดูโทรศัพท์ แทบจะไม่ได้คุยกันเลย ซึ่งภาพยนตร์เรื่องนี้นอกจากตั้งใจจะให้เป็นซอฟต์พาวเวอร์ของจังหวัดลพบุรีแล้ว ผมตั้งใจอยากจะให้เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจในตัวจังหวัดด้วย และทุกคนจะได้รู้ว่าลพบุรีจะไม่ใช่แค่ทางผ่านอีกต่อไป ยังมีอีกหลายอย่างที่รอทุกคนมาสัมผัส

สุดท้ายนี้ทางภาพยนตร์ มานีมานะ The movie ยังตามหานักแสดงหญิง และเด็กๆ ที่จะมารับบทมานี มานะ ปิติ ชูใจ หากใครคิดว่าแน่ คาแรคเตอร์ตรงตามบท มาเจอกันหน่อย เร็วๆ นี้จะมีการเปิดแคสอย่างเป็นทางการ


กฤษณ์ สนใจ ลพบุรี 0890899090