Green Transformation ทางรอดเศรษฐกิจไทย : เปิดวิสัยทัศน์ ‘ยศชนัน’ ปรับระบบ อว. ดันนวัตกรรมสีเขียวสู้ตลาดโลก

Green Transformation ทางรอดเศรษฐกิจไทย : เปิดวิสัยทัศน์ ‘ยศชนัน’ ปรับระบบ อว. ดันนวัตกรรมสีเขียวสู้ตลาดโลก

เมื่อวันที่ 27 เมษายน 2569 : ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) บรรยายพิเศษในหัวข้อ “Powering Thailand’s Green Economy with Science and Innovation” ในการสัมมนาหัวข้อ เปลี่ยนวิถีชีวิตพลิกเกมเศรษฐกิจด้วย Net Zero ภายในงานประชุมวิชาการประจำปี สวทช. (NAC2026) โดยระบุว่า ในวันที่เศรษฐกิจไทยถูกกดดันด้วยค่าครองชีพและต้นทุนพลังงานที่พุ่งสูง คำถามที่ถูกตั้งขึ้นเสมอคือในเมื่อเงินทองยังไม่มี เราจะเอางบประมาณที่ไหนไปทำเรื่องเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) ดังนั้นหากประเทศไทยไม่เริ่มต้นการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว (Green Transformation) เราจะไม่สามารถเป็นเศรษฐกิจสีเขียวอย่างเต็มรูปแบบได้ และเรื่องนี้คือกลไกหลักที่จะดึงงบประมาณมาแก้ปัญหาประเทศได้จริง

• สานต่อโมเดล BCG สู่เศรษฐกิจเพื่อสุขภาวะ (Wellness Economy)
ศ. ดร.ยศชนัน ประกาศจุดยืนว่า รัฐบาลจะเดินหน้าโมเดลเศรษฐกิจ BCG ต่อไปโดยไม่ทิ้งรากฐานเดิม แต่จะนำมาเป็นเครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจเพื่อสุขภาวะ (Wellness Economy) ตั้งแต่อากาศสะอาด อาหารปลอดภัย และเครื่องมือแพทย์ การทำธุรกิจคาร์บอนต่ำต้องตรวจสอบลึกถึงห่วงโซ่มูลค่า นวัตกรรมต้องตอบโจทย์ได้ว่ากระบวน การผลิตไปจนถึงระบบโลจิสติกส์มีการเอาเปรียบแรงงานหรือสร้างความไม่เท่าเทียมให้ใครหรือไม่ โดย รมว.อว. ระบุว่า “แม้การผลิตจะได้ผลดี แต่ต้องพิจารณาว่ากระบวนการดังกล่าวมีการเอารัดเอาเปรียบผู้ใดหรือไม่ ผู้ปฏิบัติงานได้รับค่าตอบแทนที่เท่าเทียมหรือไม่ เพราะแนวคิดคาร์บอนต่ำนั้นครอบคลุมถึงคุณค่าตลอดทั้งห่วงโซ่มูลค่า”

• ขับเคลื่อน 2 เครื่องยนต์เศรษฐกิจเพื่อปากท้อง
อว. วางทิศทางเศรษฐกิจไทยผ่าน 2 เครื่องยนต์หลัก เครื่องยนต์แรก คือ การอัปเกรดอุตสาหกรรมเดิมที่ไทยมีฐานอยู่แล้ว ทั้งภาคเกษตรผ่านการทำเกษตรแม่นยำ (Precision Agriculture) ภาคอุตสาหกรรม และภาคบริการ เพื่อเพิ่มผลิตภาพและลดต้นทุน ส่วนเครื่องยนต์ที่สองคือการสร้างอุตสาหกรรมใหม่ ผ่านเทคโนโลยีขั้นแนวหน้า (Frontier Industries) เช่น อุตสาหกรรมอวกาศ ยานยนต์ไฟฟ้า (EV)

• Net Zero คือความมั่นคงของชาติ (National Security)
กติกาการค้าโลกกำลังเปลี่ยนไป คาร์บอนกลายเป็นกำแพงภาษีผ่านนโยบายมาตรการปรับราคาคาร์บอนก่อนเข้าพรมแดน (CBAM) หากผู้ประกอบการไทยไม่ปรับตัวจะสูญเสียโอกาสทางเศรษฐกิจทันที การเปลี่ยนผ่านเรื่องนี้จึงมีความสำคัญเทียบเท่ากับความมั่นคงของชาติ (National Security) การลงทุนเทคโนโลยีสีเขียวคือการป้องกันความเสี่ยง หากปล่อยให้คาร์บอนเพิ่มขึ้น ความเสียหายจะทวีคูณไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ศ. ดร.ยศชนัน อธิบายว่า “เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) คือ จุดเดียวที่จะหยุดยั้งการทวีคูณของความเสียหายได้ เพราะหากไม่สามารถลดผลกระทบให้เป็นศูนย์ได้ ท้ายที่สุดประเทศก็จะไม่อาจอยู่รอดได้”

• ฉีกตำราวิจัยเดิม โลกวิกฤตไม่มีเวลาให้รอ กระบวนการวิจัยที่เริ่มจากการศึกษา ค่อยๆ วิจัย พัฒนานวัตกรรม แล้วนำไปหาตลาด เป็นสิ่งที่ช้าเกินไปสำหรับโลกปัจจุบัน ศ.ดร.ยศชนัน ชี้ว่า ปัญหาเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) เป็นเรื่องที่รอไม่ได้ การพัฒนานวัตกรรมยุคใหม่จึงต้องใช้กลยุทธ์ Backcasting คือ การตั้งเป้าหมายของประเทศในปี ค.ศ. 2030 ไว้ก่อน แล้วถอยกลับมาวางแผนเพื่อแก้ปัญหานักวิจัยที่มักเริ่มต้นทำงานจากความถนัดของตนเองเพียงอย่างเดียว โดยระบุว่า “เมื่อใช้งบประมาณจากภาษีของประชาชน ก็จำเป็นต้องพิจารณาว่าประชาชนกำลังเดือดร้อนในเรื่องใดเป็นหลัก การจัดสรรงบประมาณจะต้องมุ่งเน้นเพื่อแก้ไขความเดือดร้อนที่แท้จริง”
วางบทบาท อว. และพลังการทูตวิทยาศาสตร์

ศ.ดร.ยศชนัน กำหนดหมุดหมายสำคัญให้แก่บุคลากรสายวิทยาศาสตร์ โดยระบุว่า ในสภาวะที่ประเทศเผชิญวิกฤต นักวิจัยและวิศวกรต้องทำหน้าที่เป็นคลังสมอง (Think Tank) เพื่อยกระดับประเทศไทยสู่การเป็นประเทศที่มีรายได้สูง พร้อมย้ำว่า “ทุกคนอาจจะรู้สึกว่าเพ้อฝัน แต่ไม่ทำไม่ได้ เพราะนี่คือสิ่งที่เราเรียนมาเพื่อเปลี่ยนแปลงประเทศด้วยกัน”

โดย กระทรวง อว. กำหนดบทบาทองค์กรไว้ 3 มิติ มิติแรกคือการเป็นผู้สร้างระบบนิเวศ (Ecosystem Builder) ที่กระตุ้นให้คนอยากทำงาน มิติที่สองคือการเป็นผู้บูรณาการระบบ (System Integrator) รวบรวมทุกภาคส่วนเข้าด้วยกัน และมิติสุดท้ายคือการเป็นตัวเร่งการขยายผล (Accelerator) สนับสนุนให้นักนวัตกรออกไประดมทุนต่างประเทศหากตลาดไทยยังไม่พร้อม นอกจากนี้ยังชูนโยบายวิทยาศาสตร์แบบเปิด (Open Science) และการทูตวิทยาศาสตร์ (Science Diplomacy) ซึ่ง ศ. ดร.ยศชนัน ได้หารือร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศมาแล้ว เพื่อใช้แกะรอยจากสิทธิบัตร (Patent) และต่อยอดนวัตกรรม
ยืนบนไหล่ยักษ์ เลิกเสียท่าขายไอพีราคาถูก

ศ. ดร.ยศชนัน ยกบทเรียนจากการเสียท่าในอดีตที่เคยขายทรัพย์สินทางปัญญา หรือ IP ไปในราคาเพียง 5 ล้านบาท ทั้งที่มูลค่าจริงอาจสูงถึง 50 ล้านบาท พร้อมเน้นย้ำให้นักวิจัยกำหนดแผนทางออกให้ชัดเจน โดยยกตัวอย่างการวิจัยและพัฒนายาซึ่งมีความท้าทายและต้องใช้ทุนมหาศาลหลักพันล้านบาท ผู้วิจัยอาจไม่สามารถผลักดันจนจบกระบวนการได้ด้วยตนเอง จึงอาจจำเป็นต้องพิจารณาหยุดและขายเทคโนโลยีตั้งแต่ระยะแรกเพื่อบริหารความเสี่ยง ทั้งนี้วิธีที่ต้องเปลี่ยน คือ การทำตีพิมพ์แบบพุ่งเป้า เล็งวารสารระดับโลกเพื่อให้กลุ่มทุนยักษ์ใหญ่เป็นฝ่ายวิ่งเข้าหา เลิกรอให้คนมาอ้างอิงบทความวิจัยเพียงอย่างเดียว และต้องระวังนายทุนที่เข้ามากว้านซื้อเทคโนโลยีไปดองทิ้งไว้เพื่อตัดคู่แข่ง

โดย รัฐตรีการกระทรวง อว. เตรียมผลักดัน สวทช. ให้เป็นโครงสร้างพื้นฐานร่วม (Shared Infrastructure) ของทุกคน เพื่อเปิดพื้นที่ให้นักวิจัยสามารถเข้ามาทำงานวิจัยขั้นแนวหน้า (Frontier Research) วิทยาศาสตร์พื้นฐาน (Basic Science) และสร้างนวัตกรรมที่เกิดประโยชน์จริง โดยมีเป้าหมายเพื่อลดความเสี่ยงของนักวิจัยให้ได้มากที่สุด ในส่วนของงบประมาณรัฐในโครงการ ววน. จะเข้าไปสมทบทุนเฉพาะจุดที่มีความเสี่ยงสูงและเป็นวิทยาการใหม่ที่โลกยังไม่มี เพื่อให้นักนวัตกรไทยสร้างทรัพย์สินทางปัญญาของตัวเองโดยไม่ต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่จากศูนย์ แต่ใช้ ‘การยืนบนไหล่ยักษ์’ ต่อยอดความสำเร็จจากทั่วโลก

“วันนี้ถ้าท่านยืนบนไหล่ยักษ์ แล้วใช้มือของท่านเองสร้างสรรค์ผลงาน โดยเรียนรู้จากคนที่เขาลองผิดลองถูกมาแล้ว ประเทศจะไปข้างหน้าได้เร็วมาก เราเสียเวลากันไม่ได้อีกแล้ว” ศ. ดร.ยศชนัน กล่าว
กางตัวเลขเป้าหมาย 2030 พร้อมเป็นกองหน้าชนปัญหา
กระทรวง อว. กำหนดเป้าหมายผลลัพธ์ภายในปี 2030 ไว้อย่างชัดเจน 4 ด้าน ได้แก่ (1) การดันผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) จากเศรษฐกิจสีเขียวให้เพิ่มขึ้น 3 เปอร์เซ็นต์ (2) เตรียมความพร้อมกำลังคน 20 ล้านคนให้พร้อมรับมือการเปลี่ยนแปลงของโลก (Future Ready) (3) ลดความเสี่ยงด้านคาร์บอนลง 30 เปอร์เซ็นต์ และ (4) สร้างนวัตกรรม 5,000 ชิ้น ที่ขายทำกำไรได้จริง รมว.อว. ให้คำมั่นต่อนักวิจัยในการทำหน้าที่รับความเสี่ยงแทนว่า “ผมพร้อมเป็นผู้สนับสนุนอยู่เบื้องหลัง หากมีแรงปะทะหรือผลกระทบใดเกิดขึ้น ผมพร้อมจะเป็นผู้รับความเสี่ยงแทน ขอให้นักวิจัยทุกท่านทำหน้าที่เป็นกองหน้าและเดินหน้าขับเคลื่อนงานได้อย่างเต็มกำลัง” ศ.ดร.ยศชนันฯ กล่าวทิ้งท้าย


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

สถานีตำรวจนครบาลบางบอน กองบังคับการตำรวจนครบาล 9 กองบัญชาการตำรวจนครบาลร่วมจับกุมตัวผู้ต้องหาคดียาเสพติดตามหมายจับศาลอาญาธนบุรี

สถานีตำรวจนครบาลบางบอน กองบังคับการตำรวจนครบาล 9 กองบัญชาการตำรวจนครบาลร่วมกันจับกุมตัวผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาธนบุรี

ด้วยเมื่อวันที่ 24 เมษายน 2569 เวลา 14.30 น. กองบัญชาการตำรวจนครบาล โดยการอำนวยการของ พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น., พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รอง ผบช.น., พล.ต.ต.พัลลภ แอร่มหล้า รอง ผบช.น., พล.ต.ต.สามารถ พรหมชาติ ผบก.น.9, พ.ต.อ.ธีระชัย เด็ดขาด รอง ผบก.น.9, พ.ต.อ.ธนะเมษฐ์ วิจิตรจริยา ผกก.สน.บางบอน และ พ.ต.อ.ธิติพงษ์ สียา ผกก.สส.บก.น.9 นำโดย พ.ต.ท.ศุภกร กันทาลักษณ์ รอง ผกก.สส.สน.บางบอน, พ.ต.ท. วรวุฒิ เมธีวรรณกุล สว.สส.สน.บางบอน และ พ.ต.ท.สมศักดิ์ แสวงผล สว.สส.บก.น.9

ได้ร่วมกันจับกุมตัวผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาธนบุรีที่ 487/2569 และที่ 486/2569 ลงวันที่ 24 เมษายน 2569 คือ นายธงชัย หรือ บลู (สงวนนามสกุล) อายุ 36 ปี และ น.ส.พรนภา หรือ ทราย (สงวนนามสกุล) อายุ 36 ปี ในข้อกล่าวหาว่า “สมคบกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติดและได้มีการกระทำผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติดเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกัน และ ร่วมกันจำหน่ายาเสพติดให้โทษประเภท 1(เมทแอมเฟตามีนหรือยาบ้า) โดยการมีไว้เพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต” โดยใช้อำนาจเจ้าพนักงาน ปปส. ควบคุมตัวไว้ตามกฎหมาย 3 วัน เพื่อทำการรวบรวมพยานหลักฐาน สืบสวนขยาย และติด ตามยึดทรัพย์สิน และได้ทำการ ยึดเงินสดจำนวน 1,250,000 บาท และทรัพย์สินอื่นๆ ไว้เพื่อดำเนินการตามมาตรยึดทรัพย์

ต่อมาในวันเดียวกัน (24 เม.ย.2569) เวลาประมาณ 21.00 น. เจ้าพนักงานตำรวจได้ทำการยึดทรัพย์ รถยนต์เก๋งยี่ห้อฟอร์ด มัสแตง สีส้ม หมายเลขทะเบียน 6กฮ 32xx กรุงเทพมหา นคร มูลค่า 3,500,000 บาท จำนวน 1 คัน ไว้เพื่อดำเนินการตามมาตรการยึดทรัพย์ และในวันที่ 25 เมษายน 2569 เวลาประมาณ 16.00 น. เจ้าพนักงานตำรวจได้ร่วมกับเจ้าพนักงาน ปปส.กทม. ได้ทำการตรวจค้นและยึดอายัดที่ดินและสิ่งปลูกสร้างในหมู่บ้าน ต.พันท้ายนรสิงห์ อ.เมืองสมุทรสาคร จ.สมุทรสาคร มูลค่า 5,500,000 บาท ไว้เพื่อดำเนินการตามมาตรการยึดทรัพย์ รวมมูลค่าทรัพย์สินที่ยึดอายัด จำนวน 10,250,000 บาท

เหตุในคดีนี้สืบเนื่องจาก เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2569 เวลาประมาณ 18.30 น. เจ้าพนักตำรวจฝ่ายสืบสวน สน.บางบอน ได้ทำการจับกุมตัว น.ส.วิมลศิริ หรือปุ้ม (สงวนนามสกุล) อายุ 29 ปี ได้พร้อมของกลาง ไอซ์จำนวน 0.92 กรัม จากการสืบสวนขยายผลและเส้นทางการเงินพบว่า
น.ส.วิมลศิริฯ ได้สั่งซื้อไอซ์ของกลางมาจาก นายธงชัย หรือ บลู (สงวนนามสกุล) อายุ 36 ปี โดยชำระเงินโดยโอนจ่ายเข้าบัญชีธนาคารของ น.ส.พรนภา หรือ ทราย (สงวนนามสกุล) อายุ 36 ปี จึงทำการสืบสวนขยายผลเป็นคดีสมคบกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติด รวบรวมพยานหลักฐานเสนอต่อ พ.ต.อ.ธนะเมษฐ์ วิจิตรจริยา ผกก. สน.บางบอน และพนักงานสอบสวน สน.บางบอนยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อออกหมายจับตัวนาย ธงชัย หรือ บลู (สงวนนามสกุล) และ น.ส.พรนภา หรือ ทราย (สงวนนามสกุล) มาดำเนินคดี และนำไปสู่การยึดทรัพย์สินเพื่อดำเนินการตามมาตรยึดทรัพย์ยาเสพติดต่อไป


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

‘ยศชนัน’ มอบนโยบายให้ สวทช. เป็น “เครื่องยนต์วิจัยของประเทศ” เพื่อตอบโจทย์ประเทศรายได้สูง ด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

‘ยศชนัน’ มอบนโยบายให้ สวทช. เป็น “เครื่องยนต์วิจัยของประเทศ” เพื่อตอบโจทย์ประเทศรายได้สูง ด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

เมื่อวันที่ 27 เมษายน 2569 ณ โรงงานผลิตพืช (Plant Factory) สำนักงานพัฒนาวิทยา ศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) จ.ปทุมธานี : ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัต กรรม (อว.) ในฐานะประธานคณะกรรมการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (กวทช.) เป็นประธานการประชุมบอร์ด (กวทช.) นัดแรกพร้อมมอบนโยบายให้ สวทช. เป็น “เครื่องยนต์วิจัยของประเทศ” ที่ช่วยพาประเทศไทยก้าวสู่ประเทศรายได้สูง โดยมุ่งวิจัยตรงเป้าแม่นยำ และตอบโจทย์วิกฤตประเทศ

ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะกรรมการ (กวทช.) นัดแรก ได้มอบให้ (สวทช.) ยึดหลักการทำงานมุ่งวิจัยที่ตรงเป้า แม่นยำและตอบโจทย์นโยบาย 10 พลัสของรัฐบาล โดยให้ขับเคลื่อนผ่านแนวคิด New Research Engine หรือ “เครื่องยนต์วิจัยของประเทศ” ที่ไม่ได้เป็นเพียงการวิจัยขึ้นหิ้ง แต่ต้องเป็นเครื่องยนต์ที่ส่งผลกระทบสูง (High Impact) และเข้าถึงประชาชนในวงกว้าง โดย (สวทช.) จะเป็นเสมือน “เครื่องยนต์วิจัย” ที่ทำงานเชิงรุกเพื่อดูแลประชาชนทุกกลุ่มอย่างครอบคลุม โดยเริ่มต้นจากการวางรากฐาน ด้านเศรษฐกิจ ที่มุ่งเน้น “คนตัวเล็ก” อย่างเกษตรกรทั่วประเทศ ผ่านการใช้เทคโน โลยีเกษตรแม่นยำเพื่อลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิตให้มีคุณภาพสูง พร้อมทั้งติดอาวุธนวัตกรรมให้กลุ่ม SMEs สู่การเป็นอุตสาหกรรมยุคใหม่ที่แข่งขันได้ในตลาดโลกด้านสังคม มุ่งให้ยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนในวงกว้าง โดยเฉพาะการเตรียมความพร้อมสู่สังคมสูงวัยด้วยแพลตฟอร์มการแพทย์ดิจิทัลที่ช่วยให้การคัดกรองโรคสำคัญอย่างโรคไตเข้าถึงระดับชุมชนได้อย่างรวดเร็วควบคู่ไปกับการทลายกำแพงความเหลื่อมลํ้าทางการศึกษาด้วยระบบการเรียนรู้ที่ปรับตามความถนัดของเด็กแต่ละคน เพื่อสร้างบุคลากรคุณภาพให้กับประเทศในอนาคต

“เรากำลังเปลี่ยนผ่าน (สวทช.) ให้เป็นเครื่องยนต์ที่ทรงพลังกว่าเดิม งานวิจัยต้องเข้าถึง ‘คนตัวเล็ก’ และกลุ่มเป้าหมายทุกภาคส่วน โดยตั้งเป้าว่าในปี 2570 นวัตกรรมของเราจะสร้างประโยชน์แก่ประชาชนถึง 10 ล้านคน และสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมกว่า 17,000 ล้านบาท” ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนันฯ กล่าว

ด้าน ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ (สวทช.) กล่าวเสริมว่า “(สวทช.) พร้อมนำศักยภาพของบุคลากรวิจัยและทีมสนับสนุนรวมกว่า 3,000 คน จากศูนย์วิจัยแห่งชาติทั้ง 5 แห่ง และโครงสร้างพื้นฐานด้านการวิจัยและพัฒนา มาขับเคลื่อนเครื่องยนต์วิจัยของประเทศ โดยมุ่งเน้นนโยบาย “งานวิจัยที่ใช้ประโยชน์ได้จริง”โดยยึดความต้องการของภาคอุตสาหกรรมและภาคประชาชนเป็นตัวตั้ง

ทั้งนี้ตลอด 4 ปีที่ผ่านมา (สวทช.) ได้ดึงศักยภาพและความเชี่ยวชาญของบุคลากรวิจัยมาตอบโจทย์เร่งด่วนของประเทศภายใต้กลยุทธ์การพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อประเทศไทยยั่งยืน ผ่านกลไก “Battle และ Pre-battle” ซึ่งเป็นโครงการระยะเร่งด่วนที่ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อผลักดันให้ผลงานวิจัยออกจากห้องแล็บไปสู่การขับเคลื่อนเศรษฐกิจและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม และนำไปใช้งานได้จริงในวงกว้าง ทั้งในมิติการเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรม และการแก้ไขปัญหาปากท้องของพี่น้องประชาชน

“เราเปลี่ยนความเชี่ยวชาญของนักวิจัยให้กลายเป็นคำตอบของประเทศ ผ่านยุทธศาสตร์การทำงานเชิงรุกในรูปแบบโครงการ Battle และ Pre-battle ซึ่งเป็นภารกิจระยะเร่งด่วนที่ทำมาตลอด 4 ปี เพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่างานวิจัยไทยไม่ได้อยู่แค่บนหิ้ง แต่คือเครื่องยนต์สำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนประเทศไทยให้เดินหน้าอย่างแข็งแกร่ง” ศ. ดร.ชูกิจฯ กล่าวทิ้งท้าย

โอกาสนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวง (อว.) ได้ชมโรงงานผลิตพืช (Plant Factory) ของไบโอเทค (สวทช.) พร้อมกล่าวว่า Plant Factory เป็นตัวอย่างหนึ่งของนโยบายด้านที่ 1 (การยกระดับเกษตรกรรมด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง (Agri-Tech) และนโยบายเศรษฐกิจมูลค่าสูง) ของกระทรวง (อว.) ที่ต้องการยกระดับเกษตรกรรมไทยให้เป็นเศรษฐกิจมูลค่าสูง โดยโรงงานผลิตพืชไม่ใช่แค่การปลูกผักในร่มแบบธรรมดา แต่คือการใช้เทคโนโลยีควบคุมแสง-สารอาหารแบบ 100% เพื่อผลิต “สารออกฤทธิ์สำคัญ” สำหรับอุตสาหกรรมยา และเครื่องสำอางระดับโลก

“การเป็นประเทศรายได้สูงนั้น ตัวอย่างของ Plant Factory จะเห็นได้ชัดว่าเรากำลังเปลี่ยนจากการขายพืชผลเป็นกิโลกรัม มาเป็นการขายสารสกัดมูลค่าสูงที่เพิ่มรายได้ให้เกษตรกรยุคใหม่จากหลักหมื่นพุ่งสู่หลักแสนต่อไร่ นี่คือเกษตรแม่นยำที่กินได้จริงและเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรได้จริง” รมว.อว. กล่าว

โดยในช่วงบ่าย รัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. มีกำหนดการบรรยายพิเศษในหัวข้อ “Powering Thailand’s Green Economy with Science and Innovation” ซึ่งเกี่ยวข้องกับนโยบายของกระทรวง (อว.) ใน งานประชุมวิชาการ สวทช. ประจำปี 2569 หรือ NAC2026 ด้วย


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

สำนักงานศุลกากรภาคที่ 2 จับกุม อาหารเสริมชนิดผง ยี่ห้อดัง ไม่มี อย. ละเมิดเครื่องหมายการค้า เมืองกำเนิดต่างประเทศ มูลค่ากว่า 1 ล้านบาท

สำนักงานศุลกากรภาคที่ 2 จับกุม อาหารเสริมชนิดผง ยี่ห้อดัง ไม่มี อย. ละเมิดเครื่องหมายการค้า เมืองกำเนิดต่างประเทศ มูลค่ากว่า 1 ล้านบาท

ตามนโยบายของรัฐบาลในการป้องกันและปราบปรามการลักลอบนำของผิดกฎหมายเข้าในประเทศ ดร. เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ให้กรมศุลกากรเข้มงวดในการปราบปรามสินค้าผิดกฎหมาย เพื่อให้เป็นไปตามนโยบาย Quick Big Win ของรัฐบาล กรมศุลกากร โดยนายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกา กร รับนโยบายและสั่งการให้ทุกหน่วยปฏิบัติการอย่างเคร่งครัด

เมื่อวันที่ 26 เมษายน 2569 นางสาวสุนทรียา ทวิชาประสิทธิ์ รองอธิบดีกรมศุลกากร และนางสาวลลิตา อรรถพิมล ผู้อำนวยการสำนักงานศุลกากรภาคที่ 2 เปิดเผยว่าในวันที่ 25 เมษายน 2569 นายสุรัตน์ เรืองประยูร ผู้อำนวยการส่วนควบคุมทางศุลกากร ศภ.2 พร้อมด้วยนายณัฐภูมิ ดอกพุฒ หัวหน้าฝ่ายสืบสวนและปราบปราม สคศ. ศภ.2 เจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวนและปราบปราม ศภ.2 ร่วมกับด่านศุลกากรมุกดาหาร และหน่วยสืบสวนปราบปรามประจำพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ฝปป.2 สปป.1 กสป. ทำการตรวจสอบสินค้าตามใบขนสินค้าขาเข้า เนื่องจากสงสัยว่ามีสินค้าที่พยายามหลีกเลี่ยงการเสียอากรหรือหลีกเลี่ยงข้อห้ามข้อกำกัด

ผลการตรวจสอบ พบสินค้าที่ไม่ได้สำแดง ได้แก่ อาหารเสริมชนิด ละเมิดเครื่องหมายการค้า เมืองกำเนิดต่างประเทศ จำนวน 2,100 ห่อ น้ำหนักรวม 77.70 กิโลกรัม มูลค่ากว่า 1 ล้านบาท จึงยึดสินค้าทั้งหมดเก็บรักษาไว้ เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป กรณีดังกล่าวเป็นความผิดฐานยื่นใบขนสินค้า เอกสาร หรือข้อมูลไม่ถูกต้อง และเป็นการนำของที่ผ่านหรือกำลังผ่านพิธีการศุลกากรเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงการเสียอากร และหลีกเลี่ยงข้อห้ามข้อจำกัดอันเกี่ยวกับของนั้น ตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2560 พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 พระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ.2522 และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

เทศบาลบ้านกรูด จัดกิจกรรมการถ่ายทอดภูมิปัญญาจากผู้รู้เพื่อพัฒนารักษาและสืบสานที่ยั่งยืน การทำดอกไม้จันทน์และจัดพวงหรีด

เทศบาลบ้านกรูด จัดกิจกรรมการถ่ายทอดภูมิปัญญาจากผู้รู้เพื่อพัฒนารักษาและสืบสานที่ยั่งยืน การทำดอกไม้จันทน์และจัดพวงหรีด

วันพุธที่ 29 เมษายน 2569 เวลา 09:00 น.ที่ศูนย์พัฒนาและส่งเสริมอาชีพผู้สูงอายุ เทศบาลตำบลบ้านกรูด อำเภอบางสะพาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ นายอิศรา กาญจนรัตน์ นายกเทศ มนตรีตำบลบ้านกรูด เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการยกระดับคุณภาพชีวิตทุกช่วงวัย กิจกรรมที่ 2 การถ่ายทอดภูมิปัญญาจากผู้รู้เพื่อพัฒนารักษาและสืบสานที่ยั่งยืน (กิจกรรมการทำดอก ไม้จันทน์และจัดพวงหรีด) โดยมีนางสาวพนิดา ชูแข นักพัฒนาสังคมชำนาญการพิเศษ กล่าวรายงานการจัดโครงการ พร้อมด้วยคณะบริหาร ประธานสภาและสมาชิกสภาเทศบาล รองปลัดเทศบาล ผู้อำนวยการทุกส่วนกอง หัวหน้าสำนักปลัดเทศบาล หัวหน้าฝ่ายอำนวยการ พนักงานเทศบาล และผู้ร่วมกิจกรรม เข้าร่วมพิธีเปิด และได้รับเกียรติจาก นางสาวจีรวรรณ สุขผล ครูโรงเรียนบางสะพานวิทยา และนางสาววิไล ปักษี ปราชญ์ชุมชน เป็นวิทยากรบรรยาย

โครงการยกระดับคุณภาพชีวิตทุกช่วงวัย กิจกรรมที่ 2 การถ่ายทอดภูมิปัญญาจากผู้รู้เพื่อพัฒนารักษาและสืบสานที่ยั่งยืน (กิจกรรมการทำดอกไม้จันทน์และจัดพวงหรีด) ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจาก สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดประจวบ คีรีขันธ์ กำหนดจัดกิจกรรมระหว่างวันที่ 29 – 30 เมษายน 2569 โดยมีกลุ่มเป้าหมาย ประกอบด้วย ผู้สูงอายุ สมาชิกในครอบครัวผู้สูงอายุ จำนวน 40 คน มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างโอกาสให้ผู้สูงอายุมีอาชีพ สร้างรายได้ สามารถพึ่งพาตนเอง และเป็นการสนับสนุนส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่น ซึ่งถือเป็นกิจกรรมที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุในพื้นที่เทศบาลตำบลบ้านกรูด อีกทั้งผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้รับความรู้ ประสบการณ์ในการฝึกประดิษฐ์ดอกไม้จันทน์ เพื่อนำไปต่อยอดในการเพิ่มอาชีพและรายได้แก่ผู้ร่วมกิจกรรม



ข่าว ณัฐธภพ พันสาย / จ.ประจวบคีรีขันธ์ 0649646443

นายก อบจ.นครปฐม มอบเงินอุดหนุนตำรวจภูธร จ.นครปฐม เพื่อจัดทำโครงการติดตั้งระบบกล้องวงจรปิด CCTV (AI) ในเขตความรับผิดชอบของสถานีตำรวจภูธรนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม

นายก อบจ.นครปฐม มอบเงินอุดหนุนตำรวจภูธรจังหวัดนครปฐม เพื่อจัดทำโครง การติดตั้งระบบกล้องวงจรปิด CCTV (AI) ในเขตความรับผิดชอบของสถานีตำรวจภูธรนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม

วันพฤหัสบดีที่ 30 เมษายน 2569 อบจ.นครปฐม โดยการนำของ นายจิรวัฒน์ สะสมทรัพย์ นายก อบจ.นครปฐม มอบเงินอุดหนุนตำรวจภูธรจังหวัดนครปฐม เพื่อจัดทำโครงการติดตั้งระบบกล้องวงจรปิด CCTV (AI) ในเขตความรับผิดชอบของสถานีตำรวจภูธรนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการให้ความช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ตำรวจในการเพิ่มความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ช่วยป้องปรามอาชญากรรม บันทึกภาพเหตุการณ์ไว้เป็นหลักฐานเพื่อแจ้งความหรือดำเนินคดีต่างๆ


สมคิด พรมมี ผู้สื่อข่าว นครปฐม

“ครอบครัวตำรวจ เราไม่ทิ้งกัน” รอง ผบช.ภ.7 พร้อม ผบก.ภ.จว.นครปฐม นำคณะเยี่ยมตำรวจทุพพลภาพ สภ.ดอนตูม

“ครอบครัวตำรวจ เราไม่ทิ้งกัน” รอง ผบช.ภ.7 พร้อม ผบก.ภ.จว.นครปฐม นำคณะเยี่ยมตำรวจทุพพลภาพ สภ.ดอนตูม มอบเงิน-สิ่งของ สร้างขวัญกำลังใจ พล.ต.ต.อนันต์ นานาสมบัติ รอง ผบช.ภ.7, พล.ต.ต.พิทักษ์ อุปพงษ์ ผบก.ภ.จว.นครปฐม, คุณปุญภา อุปพงษ์
ประธานแม่บ้าน ตำรวจภูธรจังหวัดนครปฐม พร้อมด้วย พ.ต.อ.ยงลิต ศุภผล ผกก.สภ.ดอนตูม,
พ.ต.ท.สมยศ ทรัพย์จรัสแสง รอง ผกก ป.สภ.ดอนตูม, พ.ต.ท.ทักษิณ ทองดี สว.อก.สภ. ดอน ตูม, ว่าที่ พ.ต.ต.สมองค์ ใจสำรวม สวป.สภ.ดอนตูม, คุณสุธาสินี ตุมรสุนทร, คุณกิ่งแก้ว ศุภผล, คุณนิยม ฆ้องรัตนพรชัย สมาชิกแม่บ้าน ภ.จว.นครปฐม และข้าราชการตำรวจในสังกัด ภ.จว.นครปฐม ร่วมตรวจเยี่ยม ด.ต.วรรณลภย์ บุญพันธ์ ผบ.หมู่ (ป.) สภ.ดอนตูม ข้าราชการฯตำรวจสังกัด ภ.จว.นครปฐม ที่ทุพพลภาพจากการปฏิบัติหน้าที่ ตามโครงการ “ครอบครัวตำรวจ เราไม่ทิ้งกัน เพื่อตำรวจที่ทุพพลภาพจากการปฏิบัติหน้าที่”

ในการนี้ พล.ต.ต.อนันต์ นานาสมบัติ รอง ผบช.ภ.7 ได้มอบเงินสวัสดิการข้าราชการตำรวจ จำนวน 5,000 บาท และคุณปุญภา อุปพงษ์ ประธานแม่บ้านตำรวจภูธรจังหวัดนครปฐม ได้มอบเงินช่วยเหลือจากสมาคมแม่บ้านตำรวจ จำนวน 5,000 บาท เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจ

ทั้งนี้ พล.ต.ต.พิทักษ์ อุปพงษ์ ผบก.ภ.จว.นครปฐม ได้นำเครื่องอุปโภคบริโภคและสิ่งของจำเป็นมามอบให้แก่ข้าราชการตำรวจและครอบครัว


สมคิด พรมมี ผู้สื่อข่าว นครปฐม

ผู้ตรวจราชการสำนักนายกฯ และคณะกรรมการธรรมมาธิบาลจังหวัด ก.ธ.จ. ลงพื้นที่ จ.ประจวบฯ ตรวจโครงการสะพานข้ามทางรถไฟ หลังชาวบ้านร้องเรียนเป็นจำนวนมาก

ประจวบคีรีขันธ์ – ผู้ตรวจราชการสำนักนายกฯ และคณะกรรมการธรรมมาธิบาลจังหวัด ก.ธ.จ. ลงพื้นที่ จ.ประจวบฯ ตรวจโครงการสะพานข้ามทางรถไฟ หลังชาวบ้านร้องเรียนเป็นจำนวนมาก

วันอังคารที่ 28 เมษายน 2569 ที่ห้องประชุม ชั้น 2 ที่ว่าการอำเภอทับสะแก จังหวัดประ จวบคีรีขันธ์ นางสาววรพรรณ เลิศไกร ผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรี เขตตรวจราชการที่ 4 ในฐานะประธานกรรมการธรรมาภิบาลจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการธรรมาภิบาลจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ (ก.ธ.จ.) ครั้งที่ 1/2569

โดยมี นายทนงศักดิ์ รุ่งรัศมี ปลัดอาวุโสอำเภอทับสะแก น.ส.ปารีณา ซักเซ็ค นายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลทับสะแก นายสุวัฒน์ สมะตะ โยธาธิการและผังเมืองจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ คณะกรรมการธรรมาภิบาลจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ (ก.ธ.จ.) หัวหน้าแขวงทางหลวงชนบท ตัวแทนการรถไฟแห่งประเทศไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง

สำหรับวาระเพื่อพิจารณา ที่ประชุมได้ให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาสะพานเกือกม้าข้ามทางรถไฟทางคู่ในพื้นที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยในการสัญจรของประชาชน โดยได้หารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ การรถไฟแห่งประเทศไทย แขวงทางหลวงชนบทประจวบคีรีขันธ์ สำนักงานโยธาธิการและผังเมืองจังหวัด นายอำเภอทับสะแก และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อกำหนดแนวทางปรับปรุงแก้ไขให้มีความปลอดภัยและเหมาะสมกับสภาพพื้นที่

นอกจากนี้ ที่ประชุมได้พิจารณาการสอดส่องโครงการพัฒนาพื้นที่ตามแนวพระราชดำริและหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 โดยมีมติให้บรรจุโครง การดังกล่าวไว้ในแผนการสอดส่องของ ก.ธ.จ. เพิ่มเติม พร้อมกำหนดแผนลงพื้นที่ในระยะต่อไป รวมถึงการนำเสนอผลการสอดส่องโครงการตามแผนปฏิบัติงาน จำนวน 7 โครงการ และการพิจารณาเรื่องร้องเรียนของประชาชน กรณีการก่อสร้างถนนสายเพชรเกษมช่วงหัวหิน–ปราณบุรี และเรื่องอื่น ๆ โดยเฉพาะโครงการพัฒนาน้ำบาดาลเพื่อความมั่นคงระดับชุมชนที่มีลักษณะทิ้งร้าง ซึ่งที่ประชุมมีมติรับไว้พิจารณาและเร่งรัดหาแนวทางแก้ไข

ในช่วงบ่าย คณะกรรมการฯ ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงบริเวณจุดเสี่ยงสะพานเกือกม้าข้ามทางรถไฟทางคู่ จำนวน 4 จุด ในพื้นที่อำเภอทับสะแก ได้แก่ บริเวณหน้าเทศบาลตำบลทับสะแก จุดกลับรถหมู่ที่ 1 ตำบลนาหูกวาง จุดกลับรถหน้าโรงเรียนบ้านดอนทราย และจุดกลับรถบ้านโคกตาหอม หมู่ที่ 9 ตำบลอ่างทอง เพื่อตรวจสอบสภาพปัญหาและรับฟังข้อคิดเห็นจากหน่วยงานในพื้นที่

พร้อมกันนี้ ได้ลงพื้นที่ติดตามโครงการพัฒนาน้ำบาดาลเพื่อความมั่นคงระดับชุมชน หมู่ที่ 9 ตำบลอ่างทอง เพื่อตรวจสอบสภาพการดำเนินงานจริง และนำข้อมูลมาประกอบการพิจารณาแนวทางฟื้นฟูหรือปรับปรุงโครงการให้สามารถกลับมาใช้ประโยชน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ อันจะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนในพื้นที่อย่างยั่งยืนต่อไป



ข่าว ณัฐธภพ พันสาย / จ.ประจวบคีรีขันธ์ 0649646443

รพ.ศุภมิตรจับมือรพ.เอสเฉพาะทางด้านกระดูกสันหลังและข้อ ยกระดับการรักษา คืนเวลา คุณภาพชีวิตที่ดี แก่ประชาชน

สุพรรณบุรี – โรงพยาบาลศุภมิตร สุพรรณบุรี จับมือ โรงพยาบาล เอส เฉพาะทางด้านกระดูกสันหลังและข้อ ประกาศพันธมิตรทางการแพทย์เฉพาะทาง ยกระดับการรักษาโรคกระดูกสันหลังและข้อสู่มาตรฐานระดับประเทศ เพื่อประชาชนในจังหวัดสุพรรณบุรีและจังหวัดใกล้เคียง ภายใต้แนวคิด “Supamitr and S Spine Health Network” คืนเวลา คุณภาพชีวิตที่ดี เพื่อเพิ่มเวลาแห่งความสุขให้มากขึ้น

พญ.ษธิวี สุขารมณ์ (หมอจูน) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) โรงพยาบาลศุภมิตร สุพรรณ บุรี เปิดเผยว่า โรงพยาบาลศุภมิตร “ศุภมิตร มิตรดีที่คุณ อุ่นใจ” ผู้นำด้านบริการสุขภาพในจังหวัดสุพรรณบุรี ได้ร่วมมือทางการแพทย์เฉพาะทางอย่างเป็นทางการร่วมกับโรงพยาบาล เอส เฉพาะทางด้านกระดูกสันหลังและข้อ (S Spine & Joint Hospital) โดยมีนายแพทย์ดิตถพงษ์ บุญอำพล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารโรงพยาบาลเอส เฉพาะทางด้านกระดูกสันหลังและข้อ มาบรรยายให้ความรู้ทางด้านกระดูกสันหลังและข้อ ซึ่งมีผู้บริหาร ทีมแพทย์ โรงพยาบาลศุภมิตร สุพรรณบุรี พร้อมด้วยแขกผู้มีเกียรติและประชาชนให้ความสนใจทางด้านกระดูกสันหลังและข้อ มาร่วมรับฟังการบรรยายจำนวนมาก

สำหรับความร่วมมือนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับมาตรฐานการรักษาโรคกระดูกสันหลังและข้อ ประชาชนในจังหวัดสุพรรณบุรีและจังหวัดใกล้เคียงสามารถเข้าถึงบริการผ่าตัดเฉพาะทางระดับประเทศ ความสำคัญของความร่วมมือ สำหรับโรคปวดหลังและหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทเป็นหนึ่งในปัญหาสุขภาพที่พบมากที่สุดในประชากรวัยทำงาน โดยข้อมูลจากองค์การอนามัยโลกระบุว่า ประชากรกว่า 80% มีโอกาสเผชิญกับอาการปวดหลังในช่วงหนึ่งของชีวิต ในขณะที่ผู้ป่วยในพื้นที่จังหวัดสุพรรณบุรีและจังหวัดใกล้เคียงที่ต้องการรับการผ่าตัดเฉพาะทางยังคงต้องเดินทางไกลกว่า 100 กิโลเมตร เพื่อรับบริการในกรุง เทพมหานคร ซึ่งก่อให้เกิดทั้งภาระค่าใช้จ่ายการสูญเสียเวลาและะความล่าช้าในการรักษาที่อาจส่งผลต่อการฟื้นฟูในระยะยาว

ซึ่งความร่วมมือระหว่างโรงพยาบาลศุภมิตรและโรงพยาบาล เอส เฉพาะทางด้านกระดูกสันหลังและข้อ ในครั้งนี้ จะช่วยเติมเต็มช่องว่างดังกล่าว ด้วยการนำเทคนิคการผ่าตัดกระดูกสันหลังแบบ Minimally Invasive Endoscopic Spine Surgery มาให้บริการในพื้นที่จังหวัดสุพรรณบุรีเป็นครั้งแรก เทคนิคดังกล่าวมีจุดเด่นสำคัญ ได้แก่ แผลผ่าตัดขนาดเล็กไม่เกิน 1 เซนติเมตร ลดความเจ็บปวดหลังผ่าตัดอย่างมีนัยสำคัญ และช่วยให้ผู้ป่วยฟื้นตัวได้รวดเร็ว สามารถกลับบ้านได้ภายใน 1 วันหลังผ่าตัด

ผลลัพธ์ดังกล่าวสะท้อนถึงศักยภาพของโรงพยาบาลเอส เฉพาะทางด้านกระดูกสันหลังและข้อ ซึ่งตลอดระยะเวลา 9 ปีที่ผ่านมา ได้พัฒนาและต่อยอดความเชี่ยวชาญด้านการวินิจฉัยและรักษาอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งเน้นการรักษาที่ต้นเหตุของปัญหา ควบคู่กับการนำเทคโนโล ยีทางการแพทย์ที่ทันสมัยมาใช้ในการดูแลผู้ป่วย จนก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในผู้นำด้านการรักษาเฉพาะทาง และได้รับความไว้วางใจจากผู้ป่วยมากกว่าแสนราย พร้อมทั้งได้รับรางวัลระดับโลกและการยอมรับในระดับประเทศ ซึ่งสะท้อนถึงมาตรฐานการรักษาและความเชื่อมั่นจากผู้รับบริการ

สำหรับโรงพยาบาลศุภมิตรเป็นโรงพยาบาลเอกชนชั้นนำของจังหวัดสุพรรณบุรี ก่อตั้งขึ้นเพื่อให้บริการด้านสุขภาพที่มีคุณภาพสูงแก่ประชาชนในพื้นที่และจังหวัดใกล้เคียง ด้วยทีมแพทย์เฉพาะทางครบถ้วน เทคโนโลยีทางการแพทย์ขั้นสูง และการบริการที่ครบวงจร โรงพยาบาลศุภมิตรมุ่งมั่นในการเป็นศูนย์กลางการดูแลสุขภาพระดับภูมิภาค ภายใต้วิสัยทัศน์ “คืนเวลา คุณภาพชีวิตที่ดี เพื่อเพิ่มเวลาแห่งความสุข”


ภัทรพล พรมพัก สุพรรณบุรี

โรงพยาบาลมะเร็งลพบุรี จัดการแข่งขันกอล์ฟการกุศล ช่วยเหลือผู้ป่วยมะเร็งยากไร้

ที่สนามกอล์ฟ มณฑลทหารบกที่ 13 จังหวัดลพบุรี นายแพทย์ ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข อดีตอธิบดีกรมการแพทย์ พร้อมด้วย นายแพทย์ เมธี วงศ์เสนา ผู้อำนวยการโรงพยาบาลมะเร็งลพบุรี ตอลดจน คณะกรรมการที่ปรึกษาโรงพยาบาลมะเร็งลพบุรี ร่วมกัน เปิดการแข่งขัน กอล์ฟการกุศล เพื่อจัดหารายได้จัดตั้งกองทุน “ บ้านดารารัตน์และช่วยเหลือผู้ป่วยมะเร็งยากไร้ ”

ซึ่งบ้านดารารัตน์ เป็นบ้านพักสำหรับคนไข้ ที่ต้องรอการฉายแสง เนื่องจากผู้ป่วยโรคมะเร็งในรายที่ต้องฉายแสง ต้องฉายแสงต่อเนื่องกันอย่างน้อย ประมาณ 4-8 สัปดาห์ บ้านดารารัตน์ จะช่วยให้ผู้ป่าย และญาติผู้ป่วยไม่ต้อง เสียเวลา และค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปกลับภูมิลำเนา ระหว่างรอการฉายแสง

การแข่งขัน กอล์ฟการกุศล เพื่อผู้ป่วยมะเร็งผู้ยากไร้ในครั้งนี้ มีทีมนักกีฬากอล์ฟ จากหน่วยงานต่าง เข้าร่วมทำการแข่งขันรวามทั้งสิ้น 39 ทีม ซึ่งผู้ชนะการแข่งขัน จะได้รับถ้วยรางวัลเกียรติยศ จากเรืออากาศเอกสมชาย ธนะสิทธิชัย ผู้อำนวนการสถาบันมะเร็งแห่งชาติ ถ้วยรางวัลเกียรติยศ จากนายแพทย์ไพโรจน์ สุรัตนวนิช รองอธิบดีกรมการแพทย์ และ ถ้วยรางวัลเกียรติยศ จากคณะกรรมการโรงพยาบาลมะเร็งลพบุรี

ขณะที่ประเภททีม จะได้รับถ้วยรางวัลเกียรติยศ จาก นายแพทย์ณัฐพงศ์ วงศ์วิวัฒน์ อธิบดีกรมการแพทย์ และประเภทบุคคล OVER ALL LOW GROSS จะได้รับถ้วยรางวัลเกียรติยศ จาก นายแพทย์ ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข


กฤษณ์ สนใจ ลพบุรี 0890899090