มธ.คิดแล้ว นวัตกรรม “Breath Trainer” ฝึกกล้ามเนื้อหายใจให้แข็งแรง เตรียมรับรางวัลฯ ในงานวันนักประดิษฐ์ 2564-2565

มธ.คิดแล้ว นวัตกรรม “Breath Trainer” ฝึกกล้ามเนื้อหายใจให้แข็งแรง เตรียมรับรางวัลฯ ในงานวันนักประดิษฐ์ 2564-2565

นักวิจัย คณะสหเวชศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ คิดค้นนวัตกรรม “เครื่องฝึกความแข็งแรงของกล้ามเนื้อหายใจ (Breath Trainer) ในการฝึกควบคุมการหายใจเข้า-ออกอย่างช้าๆ (Slow breathing) เพื่อช่วยลดความดันโลหิตสูง ป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจ และหลอดเลือดสมอง โดยการสนับสนุนทุนวิจัยจาก (วช.) และ (สวทช.) แนะนำกลุ่มคนทั่วไปสามารถฝึกได้ เพื่อช่วยให้การหายใจเป็นไปอย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพ เกิดประโยชน์ต่อสุขภาพร่างกายและจิตใจ ในวันที่ 2 ก.พ.65 นี้ นักวิจัยเตรียมเข้ารับรางวัลผลงานประดิษฐ์คิดค้น ในงานวันนักประดิษฐ์ ประจำปี 2564-2565

รศ.ดร.กรอนงค์ ยืนยงชัยวัฒน์ จากภาควิชากายภาพบำบัด คณะสหเวชศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เจ้าของผลงาน “เครื่องฝึกความแข็งแรงของกล้ามเนื้อหายใจ (Breath Trainer)” กล่าวว่า ได้พัฒนาสิ่งประดิษฐ์นี้ขึ้น เพื่อฝึกการหายใจลึกและช้า โดยเน้นฝึกที่บริเวณกล้ามเนื้อกระบังลม และชายโครง (costal muscle) ซึ่งเป็นกล้ามเนื้อหลักของการหายใจ และหลีกเลี่ยงการใช้กล้ามเนื้อช่วยในการหายใจ (accessory muscle) สามารถวัดอัตราการหายใจ โดยมีค่าความถูกต้องเมื่อเทียบกับเครื่องมือวัดสัญญาณชีพอื่น ช่วยเพิ่มปริมาตรปอด โดยเฉพาะส่วนปอดกลีบล่าง (lower lobes) ซึ่งมักพบว่าเป็นบริเวณที่มีปัญหา เช่น ภาวะปอดแฟบ ลักษณะเด่น คือ สามารถปรับระดับแรงดัน/แรงต้าน เซตเป้าหมายการฝึก เพิ่มระดับความยาก-ง่าย และสามารถย้อนดูประวัติการฝึกหายใจได้ ตัวเครื่องสามารถเคลื่อนย้ายได้ง่าย และผ่านการทดสอบหัวข้อความปลอดภัยทางไฟฟ้าและคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า

เครื่องฝึกฯ จะช่วยให้กล้ามเนื้อหายใจเข้ามีความแข็งแรง อันเป็นการเพิ่มสมรรถภาพทางการหายใจและความทนทานของหลอดเลือดระบบหายใจ นำไปสู่การลดความดันโลหิตสูง และอาการเหนื่อยในกลุ่มผู้ที่มีปัญหาหายใจไม่สะดวก หายใจสั้นตื้น ไม่ทั่วท้อง หายใจไม่อิ่ม หรือเหนื่อยง่ายเมื่อต้องทำกิจกรรมต่างๆ เช่น ในกลุ่มผู้สูงอายุที่มีภาวะมวลกล้ามเนื้อน้อย ในกลุ่มคนทั่วไป และยังเหมาะกับกลุ่มนักกีฬา ที่ต้องการเพิ่มความทนทานของหัวใจและการหายใจ นับเป็นเทคนิคเบื้องต้นอย่างหนึ่งในการรักษาทางกายภาพบำบัด โดยมีการนำมาใช้รักษาในกลุ่มผู้ป่วยต่างๆ เช่น กลุ่มผู้ป่วยที่มีภาวะความดันโลหิตสูง,กลุ่มผู้ป่วยภาวะเหนื่อยหอบ (เพื่อควบคุมการหายใจเข้าออกให้ช้าๆ) ผู้ป่วยกลุ่มโรค COPD,ผู้ป่วยโรคหัวใจ,ผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรังที่ฟอกเลือดด้วยเครื่องฟอกไตเทียม และผู้ป่วยโรคเรื้อรังอื่นๆ

โดยได้พัฒนาเป็นเครื่องมือต้นแบบ ประกอบด้วย 1.ชุดวัดคลื่นไฟฟ้าหัวใจ เป็นตัวจับสัญญาณ เพื่อวัดอัตราการหายใจเข้า และออก ส่งสัญญาณป้อนกลับ (feedback) ไปยังผู้ใช้งาน,2.ชุดวัดแรงดันอากาศที่สัมพันธ์กับระดับการหายใจในรูปแบบชุดรัดช่องท้อง พันรอบบริเวณทรวงอกส่วนล่างหรือบริเวณชายโครงของผู้ฝึก ใช้หลักการเดียวกับ arm cuff ที่ใช้พันรอบแขนเพื่อทำการวัดความดัน และมี sensor วัดแรงดันด้านในสำหรับจับสัญญาณการหายใจเข้า-ออกจากการเคลื่อนที่ของทรวงอก,3.ซอฟต์แวร์รับสัญญาณและวิเคราะห์สัญญาณ (Respiratory Training) ที่แสดงและบันทึกผลผ่านหน้าจอ ใน Application บน smartphone ว่านอกจากนี้ยังมีกล่องวัดสัญญาณและชุดปั๊มแรงดัน เพื่อกระชับให้พอดีกับรูปร่างของแต่ละคน

ผลงานวิจัย ได้รับทุนสนับสนุนโครงการจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) และสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ในการสร้างเครื่องมือ นวัตกรรม เทคโนโลยี ผลิตภัณฑ์ใหม่ไปสู่การผลิตเชิงพาณิชย์ ลดการนำเข้าเครื่องมือที่ใช้ในการฝึกการหายใจ นอกจากนี้หากสามารถลดต้นทุนในการผลิตและเข้าสู่เชิงพาณิชย์ได้ จะทำให้ผู้ป่วยที่มีความจำเป็นต้องเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อหายใจ สามารถหาซื้อได้ง่าย ราคาถูก ส่งผลให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ลดภาระการพึ่งพิงผู้อื่นได้ โดยในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2565 นักวิจัยเตรียมเข้ารับรางวัลการวิจัยแห่งชาติรางวัลผลงานประดิษฐ์คิดค้น รางวัลประกาศเกียรติคุณ ในงานวันนักประดิษฐ์ ประจำปี 2564-2565 ที่จะถึงนี้อีกด้วย


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

เริ่มแล้ว “ตรุษจีนปีขาล เบิกบานสำราญใจ” ไหว้รับพลังราชบุรีเมืองมังกร ชวนเช็คอินกำแพงเมืองจีนจำลอง

เริ่มแล้ว “ตรุษจีนปีขาล เบิกบานสำราญใจ” ไหว้รับพลังราชบุรีเมืองมังกร ชวนเช็คอินกำแพงเมืองจีนจำลอง

นายนภินทร ศรีสรรพางค์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธานเปิดงาน “ตรุษจีนปีขาล เบิกบานสำราญใจ” ท่องเที่ยวไหว้รับพลังราชบุรีเมืองมังกร ที่จัดโดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ได้ร่วมมือกับ จังหวัดราชบุรี โดยเทศบาลเมืองราชบุรี พร้อมระบุว่า “เทศกาลตรุษจีน” วันตรุษจีน หรือที่ชาวจีน วันขึ้นปีใหม่ตามประเพณีของชาวจีน จะถือเป็นประเพณีปฏิบัติอยู่ 3 วัน คือ วันจ่าย วันไหว้ และวันขึ้นปีใหม่ เป็นการฉลองวันขึ้นปีใหม่ตามธรรมเนียมจีน ซึ่งถือเป็นเทศกาลที่มีความสำคัญมากในวัฒนธรรมจีน โดยมีความเชื่อว่าถ้าปฏิบัติธรรมเนียมได้อย่างถูกต้องตามประเพณี จะเกิดความเจริญมั่งคั่ง ความสันติสุข ความไพบูลย์ต่อวงศ์ตระกูล ตลอดจนความรุ่งเรืองของกิจการค้าขายต่างๆ และความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน

ซึ่งในอดีตจังหวัดราชบุรีได้รับการขนานนามว่า เป็นเมืองแหล่งรวมวัฒนธรรมของชนเผ่าต่างๆ ที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรมของจีนก็ได้หลั่งไหลเข้ามาในจังหวัดราชบุรี ในช่วงรัชกาลที่ 4 และชาวไทยเชื้อสายจีนในจังหวัดราชบุรีนี้ได้สร้างวัฒนธรรม ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความเป็นอัตลักษณ์อันทรงคุณค่าแก่จังหวัดราชบุรี

โดยการจัดงานในครั้งนี้ เพื่อเป็นการนำเสนอเอกลักษณ์ ของเมืองมังกร ชาวจีน เชื่อกันว่ามังกรจะนำมาซึ่งอายุยืนยาว ความเจริญรุ่งเรือง โชคลาภวาสนา ในงานจะพบกับ อุโมงค์หัวมังกร หางอุโมงค์หัวเสือ หัวมังกร เปรียบดังเมืองราชบุรี และการเดินผ่านลอดท้องมังกรนั่นเชื่อว่าจะเสริมสร้างความเป็นสิริมงคลให้โชคลาภ หัวเสือ ที่สื่อถึงปีนี้เป็นปีขาล และเปรียบเสมือนเป็นการรับพลังบวก สิงโต เป็นสัตว์มีความศักดิ์สิทธิ์ และเชื่อกันว่าผู้ใดได้ชม การเชิดสิงโต นั่นจะบันดาลโชคลาภมาให้ คอยช่วยปกป้องและปัดเป่าโพยภัยต่างๆ มีการแจกส้ม ผลไม้มงคล

ซึ่งคนไทยเชื้อสายจีนจะนิยมนำส้มไปกราบไหว้ผู้ใหญ่เพื่อขอพร พร้อมกับมอบอั่งเปา ซึ่งหมายถึง เป็นเงินของขวัญที่มีการให้และรับในวัฒนธรรมจีนเป็นประจำในเทศกาลตรุษจีน และนำเสนอแหล่งท่องเที่ยวของจังหวัดราชบุรี ตามรอยเส้นทางมงคล สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ตามเส้นทางมังกรเสริมมงคล จาก หัวมังกร คือศาลหลักเมือง,เกล็ดมังกร คือ ศาลเจ้าพ่อกวนอู วัดหนองหอย,สันหลังมังกร คือ วัดหนองหอย,ท้องมังกร คือ ศาลเจ้าแม่หม่าโจ้ว บ้านโป่ง,หางมังกร คือ วัดต้นกระทุ่ม ศาลเจ้าพ่อเสือ และทุกสถานที่แห่งนี้เป็นสถานที่สิ่งศักดิ์ ได้รวบรวมมาไว้ในงาน เพื่อรับพลังดีๆ ในด้านบวก รวมถึงการแสดงม่านน้ำบอกเล่าเรื่องราวเมืองมังกรของจังหวัดราชบุรี และยังเป็นการจัดงานเพื่อเฉลิมฉลองครบรอบ 47 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-จีน และสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศไทยและสาธารณรัฐประชาชนจีน ในวันขึ้นปีใหม่ตามธรรมเนียมจีนและการท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลตรุษจีน ภายใต้ชื่อ “ตรุษจีนปีขาล เบิกบานสำราญใจ”

และเป็นต้นแบบในการจัดกิจกรรมที่มีการดำเนินงาน และการบริหารจัดการเรื่องความปลอดภัยตามมาตรการสาธารณสุขและมาตรฐาน SHA+ และครั้งนี้มุ่งหวังให้เป็นกิจกรรมที่สามารถความประทับใจ ที่จะกระตุ้นให้เกิดการเดินทางมาท่องเที่ยวและใช้จ่ายในช่วงเทศกาลตรุษจีน รวมถึงเป็นการช่วยเหลือผู้ประกอบการในพื้นที่จังหวัดราชบุรี จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 (โควิด-19)

สำหรับ งาน “ตรุษจีนปีขาล เบิกบานสำราญใจ” จัดขึ้นในระหว่างวันที่ 29 มกราคม ถึง 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2565 ภายในงานทุกวันจะพบกับกิจกรรมที่หลากหลาย ประกอบไปด้วย อุโมงค์หัวมังกร หางอุโมงค์หัวเสือ หัวมังกร เปรียบดังเมืองราชบุรี และการเดินผ่านลอดท้องมังกรนั่นเชื่อว่าจะเสริมสร้างความเป็นสิริมงคลให้โชคลาภ หัวเสือ ที่สื่อถึงปีนี้เป็นปีขาลและเปรียบเสมือนเป็นการรับพลังบวก เช็คอินกับจุดถ่ายภาพ (Installation Art) ประติมากรรมศิลปะ จำลองเมืองจีน และกำแพงเมืองจีนที่สวยงามอลังการ พิเศษไปกับ Landmark ของงาน กับจุดถ่ายภาพ 12 นักกษัตร กิจกรรมสาธิตรังสรรค์การทำอาหารมงคลในเทศกาลตรุษจีน

กิจกรรมเปิดบูธ DIY เขียนพู่กันคำอวยพรจีน, ประดิษฐ์โคมจีน และเพ็นท์หน้ากากจีน กิจกรรมออกบูธจำหน่ายสินค้าและอาหาร กว่า 30 ร้านค้า,กิจกรรมการแสดงทางวัฒนธรรม การแสดงร่วมสมัยวัฒนธรรมไทยจีน,สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในจังหวัดราชบุรี ไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ตามเส้นทางมังกรเสริมมงคล จาก หัวมังกร เกล็ดมังกร สันหลังมังกร ท้องมังกร หางมังกร และเสริมดวงด้วยโหราศาสตร์จีน เคล็ดลับเสริมมงคล ไหว้ขอพร รับพลังบวก เสริมโชคลาภ เงินทอง จาก อาจารย์ คฑา ชินบัญชร และจัดการแสดงม่านน้ำบอกเล่าเรื่องราวเมืองมังกรของจังหวัดราชบุรี กว่า 100 เมตร ประกอบแสง สี เสียง และพลุไฟ อย่างอลังการ และรับชมคอนเสิร์ตจากศิลปินที่มีชื่อเสียง เช่น Seasin Five, ปราโมทย์ วิเลปะนะ,ActArt และ Morvasu

ขอเชิญทุกท่านเข้ามาร่วมงานเทศกาลตรุษจีนท่องเที่ยวไหว้รับพลังเมืองมังกร ซึ่งทุกท่านที่จะเข้าร่วมงานจะต้องลงทะเบียนผ่านระบบออนไลน์เข้างานผ่านทางแอพพลิเคชั่น app QueQ เท่านั้น จำกัดสิทธิ์การเข้างาน 450 คนต่อวัน ซึ่งการจัดกิจกรรมในครั้งนี้ยึดมาตรฐานความปลอดภัยตามมาตรการผ่อนปรนเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 และงานนี้ปลอดภัยสุด สุด วันที่ 29 มกราคม – 2 กุมภาพันธ์ 2565 ตั้งแต่เวลา เวลา 16.00–21.00 น. ณ บริเวณริมเขื่อนรัฐประชาพัฒนา อำเภอเมือง จังหวัดราชบุรี


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

วัชระร้องลุงตู่ ค้านทรูควบรวมดีแทค ผูกขาดการค้าลิดรอนสิทธิ์ปชช.

วัชระร้องลุงตู่ค้านทรูควบรวมดีแทคผูกขาดการค้าลิดรอนสิทธิ์ปชช.

(31 ม.ค.65) เมื่อเวลา 11.00 น. ที่ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ ทำเนียบรัฐบาล นายวัชระ เพชรทอง อดีตส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ยื่นหนังสือถึงพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ขอให้กำกับดูแลให้คณะกรรมการ กสทช. และคณะกรรมการแข่งขันทางการค้าดำเนินการให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ และกฎหมายทุกฉบับโดยเคร่งครัด โดยไม่ให้มีการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่หรือปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ซึ่งจะส่งผลให้ประชาชนผู้บริโภคถูกเอารัดเอาเปรียบ ถูกลิดรอนสิทธิ์ในการเลือกใช้บริการโทรคมนาคมพื้นฐาน จากกรณีกลุ่มบริษัทในเครือซีพี (กลุ่มบริษัททรู) จะควบรวมกิจการกับกลุ่มบริษัทในเครือเทเลนอร์ (กลุ่มบริษัทดีแทค) ซึ่งปรากฏว่ามีนักวิชาการ นักคุ้มครองผู้บริโภค รวมทั้งประชาชนทั่วไปได้แสดงความกังวลถึงสิทธิของผู้บริโภคในการเลือกใช้บริการโทรคมนาคมพื้นฐานที่จะถูกลิดรอนไปอันเป็นผลจากการควบรวมกิจการดังกล่าว เนื่องจากตามข้อมูลของ กสทช.ในปัจจุบันมีผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่จำนวน 141 ล้านเลขหมาย ผ่านผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ 3 รายใหญ่ (ไอไอเอส ทรู และดีแทค) 132 ล้านเลขหมาย คิดเป็นส่วนแบ่งการตลาดรวมกันสูงถึงร้อยละ 93 และทั้ง 3 ราย ล้วนเป็นผู้มีอิทธิพลเหนือตลาดทั้งสิ้น แต่เมื่อมีการควบรวมกิจการระหว่างกลุ่มทรูและกลุ่มดีแทคแล้วจะเป็นรายที่มีส่วนแบ่งการตลาดสูงถึงร้อยละ 57 ซึ่งถือว่าจะเป็นผู้มีอิทธิพลเหนือตลาดเป็นอย่างยิ่ง ที่สำคัญกว่านั้นการควบรวมนี้จะทำให้กลุ่มบริษัทใหม่หลังการควบรวมจะกลายเป็นผู้ถือครองคลื่นความถี่จำนวนมากที่สุดรายหนึ่งของประเทศไทย คือจำนวน 1,260 เมกะเฮิรตซ์ ซึ่งขัดต่อเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย “มาตรา 60 …คลื่นความถี่เป็นสมบัติของชาติเพื่อใช้ให้เกิดประโยชน์แก่ประเทศชาติและประชาชน … องค์กรดังกล่าว (กสทช.) ต้องจัดให้มีมาตรการป้องกันมิให้มีการแสวงหาประโยชน์จากผู้บริโภคโดยไม่เป็นธรรมหรือสร้างภาระแก่ผู้บริโภคเกินความจำเป็น … ป้องกันการ กระทำที่มีผลเป็นการขัดขวางเสรีภาพในการรับรู้หรือปิดกั้นการรับรู้ข้อมูลหรือข่าวสารที่ถูกต้อง … และป้องกันมิให้บุคคลหรือกลุ่มบุคคลใดใช้ประโยชน์จากคลื่นความถี่โดยไม่คำนึงถึงสิทธิของประชาชนทั่วไป…”

การควบรวมกิจการดังกล่าวอันเป็นการจำกัดลิดรอนสิทธิ์ของผู้บริโภค จึงถูกบัญญัติให้เป็นอำนาจหน้าที่ของ กสทช. ตาม พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ. 2553 “มาตรา 27 (11) กำหนดมาตรการป้องกันมิให้มีการกระทำอันเป็นการผู้ขาดหรือก่อให้เกิดความเป็นธรรมในการแข่งขัน…” “มาตรา 27 (13) คุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชนมิให้ถูกเอาเปรียบจากผู้ประกอบกิจการและคุ้มครองสิทธิในความเป็นส่วนตัวและเสรีภาพของบุคคลในการสื่อสารถึงกันโดยทางโทรคมนาคมและส่งเสริมสิทธิเสรีภาพและความเสมอภาคของประชาชนในการเข้าถึงและใช้ประโยชน์คลื่นความถี่…” และ “มาตรา 31… ตรวจสอบการดำเนินการของผู้ประกอบกิจการฯ มิให้มีการดำเนินการใด ๆ ในประการที่น่าจะเป็นการเอาเปรียบผู้บริโภค …” ซึ่ง กสทช. (กทช. ในขณะนั้น) ได้ดำเนินการตามบทบัญญัติข้างต้นโดยออก ประกาศ กทช. เรื่อง มาตรการป้องกันมิให้มีการกระทำอันเป็นการผูกขาดหรือก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมในการแข่งขันในกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2559 โดยเฉพาะใน “ข้อ 8 … การเข้าซื้อหุ้นเกินร้อยละ 10 ของจำนวนหุ้นทั้งหมดของผู้รับใบอนุญาตรายอื่นจำกระทำมิได้ เว้นแต่ กสทช.จะอนุญาต และหากการดำเนินการนั้นส่งผลให้เกิดการผูกขาดหรือลดหรือจำกัดการแข่งขันในการให้บริการ กสทช. อาจจะสั่งห้ามการถือครองกิจการ หรือกำหนดมาตรการเฉพาะ …”

นอกจากนั้น พ.ร.บ.การประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2544 มาตรา 21 บัญญัติให้ กสทช.ต้องกำหนดมาตรการป้องกันการผูกขาด ทำให้กลุ่มทรูและกลุ่มดีแทค ต้องรายงานรายละเอียดการควบรวมกิจการต่อเลขาธิการ กสทช. ก่อนการดำเนินการใด ๆ โดยต้องมีรายละเอียดเป็นไปตามประกาศ กสทช. เรื่อง มาตรการกำกับดูแลการรวมธุรกิจในกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2561 ข้อ 5-11ซึ่งเลขาธิการ กสทช. ต้องเสนอรายงานดังกล่าว กสทช. พิจารณาภายใน 60 วัน เพื่อให้กำหนดเงื่อนไขป้องกันความเสียหายในทันทีให้เป็นไปตามมาตรา 22 ของกฎหมายฉบับดังกล่าวโดยมีมาตรการป้องกันการผูกขาดหรือการแข่งขันอย่างไม่เป็นธรรมให้เป็นไปตามประกาศข้างต้นในข้อ 12 อีกทั้งกลุ่มทรูและกลุ่มดีแทค ประกอบธุรกิจอื่น ๆ นอกเหนือไปจากกิจการที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ กสทช. จึงต้องดำเนินการตาม พ.ร.บ.การแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2560 “มาตรา 51 …แจ้งผลการควบรวมธุรกิจต่อคณะกรรมการแข่งขันทางการค้าภายใน 7 วัน เว้นแต่การควบรวมจะทำให้ผูกขาดหรือมีอำนาจเหนือตลาด ต้องได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการก่อนการดำเนินการ…” โดยมีรายละเอียดตามประกาศคณะกรรมการแข่งขันทางการค้า เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการขออนุญาตและการอนุญาตการรวมธุรกิจ พ.ศ. 2561 โดยเฉพาะในข้อ 10 แต่กลับปรากฏเป็นข่าวในสื่อสารมวลชนว่าหน่วยงานภายใต้คณะกรรมการแข่งขันทางการค้าได้ปฏิเสธการดำเนินการ และอ้างว่าไม่ใช่อำนาจของตน แต่เป็นอำนาจของ กสทช. แต่เพียงผู้เดียว เพราะเป็นข้อยกเว้นในมาตรา 4 (4) ซึ่งไม่ใช่ข้อเท็จจริงของกฎหมายตามที่กล่าวอ้างแต่อย่างใด เนื่องจากทั้งสองกลุ่มบริษัทล้วนประกอบธุรกิจอย่างหลากหลายนอกเหนือจากโทรคมนาคม
จึงขอให้นายกรัฐมนตรี กำกับให้หน่วยงานทั้งสองดำเนินการให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ และกฎหมายทุกฉบับโดยเคร่งครัด โดยไม่ให้มีการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่หรือปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ซึ่งจะส่งผลให้ประชาชนผู้บริโภคถูกเอารัดเอาเปรียบ ถูกลิดรอนสิทธิ์ในการเลือกใช้บริการโทรคมนาคมพื้นฐาน และอาจถูกครหาว่าเป็นผู้มีอำนาจหนุนหลังนายทุนเอกชนที่มีกำลังทรัพย์เอาเปรียบประชาชน อันอาจทำให้ประเทศไทยเสียโอกาสความสามารถในการแข่งขันด้านต่าง ๆ กับต่างประเทศอีกด้วย

นายวัชระ กล่าวว่า วันนี้วันตรุษจีนได้ไหว้เจ้าตอนเช้า ขอพรจากเทพเจ้าทุกชั้นฟ้าและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ดลบันดาลให้พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี แก้ไขปัญหาอย่าให้มีการควบรวมทรูกับดีแทค  อย่าให้มีการผูกขาดทางการค้าเอาเปรียบประชาชน


คึกคัก เปิดงาน “อว. BCG Market” ในงานเกษตรแฟร์ ปี 65

คึกคัก เปิดงาน “อว. BCG Market” ในงานเกษตรแฟร์ ปี 65

วันที่ 30 มกราคม 2565 : ศ.พิเศษ ดร. เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รมว.อว. มอบหมายให้ รศ.(พิเศษ) ดร.ดวงฤทธิ์ เบ็ญจาธิกุล ชัยรุ่งเรือง เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. และโฆษกกระทรวง กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เป็นประธานเปิดงาน “อว. BCG Market” ในงานเกษตรแฟร์ ปี 2565 พร้อมเยี่ยมชมบูธผลงานวิจัยกว่า 100 ผลงาน โดยมี ดร.จงรัก วัชรินทร์รัตน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวต้อนรับ และ ดร. จันทร์เพ็ญ เมฆาอภิรักษ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กล่าวรายงานโครงการ อว. BCG Market” ณ เวที หน้าศาลาหกเหลี่ยม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กรุงเทพมหานคร

พิธีเปิดงาน “อว. BCG Market” ในงานเกษตรแฟร์ ปี 2565 เป็นพิธีเปิดงานที่ให้ผู้มาร่วมงานช่วยกันจับผ้าพันคอและแกะผ้าพันคอที่จัดเตรียมไว้ ใครจับผ้าพันคอผืนไหนก็จะได้ผ้าผืนนั้นกลับไป ถือเป็นการเปิดงานที่พิเศษ และในเวลาต่อมา รศ.(พิเศษ) ดร.ดวงฤทธิ์ เบ็ญจาธิกุล ชัยรุ่งเรือง เลขานุการรัฐมนตรีว่าการและโฆษกกระทรวง กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และ ศ.ดร.นพ.สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม พร้อมด้วย ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ ได้เยี่ยมชมบูธผลงานวิจัย พร้อมมอบผ้ากันเปื้อน ให้เป็นที่ระลึกกับนักวิจัยที่นำผลงานวิจัยมาร่วมงานและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์จากผลงานวิจัยที่ได้รับการสนับสนุนจาก วช. ที่บูธ อว. BCG Market ในงานเกษตรแฟร์ ปี 2565 ณ ศาลาหกเหลี่ยม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กรุงเทพมหานคร

นอกจากนี้ ภายในงาน “อว. BCG Market” ยังมีการเสวนา “BCG ช่วยสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการอย่างไรบ้าง” โดย คุณแสงชัย ธีรกุลวาณิช ประธานสมาพันธ์ SME ไทย และ ผู้แทนจาก สวทช. ให้เกียรติร่วมการเสวนา โดยมีประชาชนเข้าร่วมฟังเสวนา และเลือกซื้อสินค้าจากผลงานวิจัยเป็นจำนวนมากบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

เปิดแล้วงานมนัสการรอบพระพุทธบาทพลวง เขาคิชฌกูฏ จันทบุรี ภายใต้มาตรการป้องกันโควิด – 19

เปิดแล้วงานมนัสการรอบพระพุทธบาทพลวง เขาคิชฌกูฏ จันทบุรีภายใต้มาตรการป้องกันโควิด – 19

วันนี้ ( 31 ม.ค.65 ) ที่วัดพลวง พระครูประดิษฐ์ศาสนการ เจ้าอาวาสวัดทุ่งตาอินท์ ประธานที่ปรึกษากองทุนนิธิพระพุทธบาทพลวง นำพุทธศาสนิกชน นักแสวงบุญร่วมพิธีแสดงมุทิตาจิต ขอพร หน้ารูปเหมือนบูรพาจารย์และกล่าวคำสักการะบูรพาจารย์ที่บุกเบิกงานนมัสการรอบพรุทธบาทพลวงให้การจัดงานเทศกาลนมัสการรอยพระพุทธบาทพลวง เขาคิชฌกูฏ จังหวัดจันทบุรีปีนี้เป็นไปด้วยความราบรื่น หลังหยุดมา 1 ปี เนื่องจากสถานการณ์โควิด -19 หลังจากนั้น ที่บริเวณสันเขื่อนพลวง นายสุธี ทองแย้ม ผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบุรี ได้นำหัวหน้าส่วนราชการ พุทธศาสนิกชน ประชาชน นักแสวงบุญร่วมพิธีบวงสรวง ปิดป่าเปิดเขาโดย พระครูประดิษฐ์ศาสนการ เจ้าอาวาสวัดทุ่งตาอินท์ ประธานที่ปรึกษากองทุนนิธิพระพุทธบาทพลวงเป็นประธานสวดคาถา ปิดป่า

ทั้งนี้งานเทศกาลนมัสการรอยพระพุทธบาทพลวง เขาคิชฌกูฏ จังหวัดจันทบุรี ที่เคยจัดขึ้นเป็นประจำแต่ต้องมาหยุดเมื่อปีที่แล้วเนื่องจากสถานการณ์โควิด – 19 และในปีนี้ คณะทำงานศูนย์ปฏิบัติการควบคุมโรคจังหวัดจันทบุรี หรือ ศปก.จังหวัดจันทบุรีได้อนุญาตให้มีการจัดงานได้ภายใต้มาตรการป้องกันโควิด – 19 อย่างเคร่งครัด และต้องจองผ่านแอป QueQ ของกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืชเท่านั้นไม่รับ Walk in หน้างาน โดยผู้ที่จะขึ้นไปนมัสการรอยพระพุทธบาทพลวง บนยอดเขาคิชฌกูฏต้องเป็นผู้ที่ได้รับวัคซีนครบ 2 เข็มโดยแสดงเอกสารรับรองการรับวัคซีนหรือการยืนยันจากแอปพลิเคชั่นหมอพร้อม / แสดงเอกสารรายงานผลการตรวจโควิด -19 ด้วยวิธี RT-PCR หรือ Rapid Antigan test หรือ ATK ไม่เกิน 3 วัน จากสถานพยาบาลของรัฐ หรือ สถานพยาบาลเอกชนที่กระทรวงสาธารณสุขรับรองแสดงผลทดสอบว่าไม่พบเชื้อ / กรณีผู้ที่เคยป่วยโควิด -19 ที่ได้รับการรักษาหายแล้วต้องมีเอกสารรับรองผลการตรวจรักษาว่าหายป่วยมาแล้วไม่เกิน 90 วัน ผู้ที่จะขึ้นไปบนเขาต้องปฏิบัติตามมาตรการและระเบียบของกรมอุทยานแห่งชาติฯ อย่างเคร่งครัด การจองคิวรถเพื่อขึ้นไปบนยอดเขาสามารถจองได้ 2 คิว ผ่านแอปพลิเคชั่น QueQ โดยมีขั้นตอนรวม 4 ขั้นตอน ทั้งนี้คิวรถที่จะให้บริการขึ้นไปบนเขามี 2 คิว คือ คิววัดพลวง มีรถบริการจำนวน 111 คิว และคิววัดกระทิงมีรถบริการ 31 คิว โดยจะสมารถขึ้นไปบนยอดเขาได้รอบละ 4,000 คน วันละ 4 รอบ รวมวันละ 16,000 คน

อย่างไรก็ตาม ผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบุรีได้บูรณาการทุกภาคส่วนเพื่อรองรับนักแสวงบุญที่จะหลั่งไหลมาขึ้นเขานมัสการรอบพุทธบาท มีการตั้งชุดเคลื่อนที่ และเจ้าหน้าที่ประจำจุดต่าง ๆ ในการทำความสะอาดป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโควิด -19 โดยเฉพาะจุดที่มีการสัมผัสร่วมกันอาทิ ห้องน้ำสาธารณะ คิวรถ เส้นทางเดินราวสะพาน เป็นต้นสร้างความเชื่อมั่น ปลอดภัยแก่นักแสวงบุญ แต่ก็ขอให้ผู้ที่จะขึ้นไปนมัสการรอบพระพุทธบาทพลวงบนยอดเขาคิชฌกูฏต้องปฏิบัติตัวตามมาตรการป้องกันตัวเองไม่ประมาท


ภาพ/ข่าว จรัล บรรยงคเสนา จ.จันทบุรี
พรเทพ เขม้นเขตวิทย์ รายงานจากศูนย์ข่าวภาคตะวันออก

นายชาญชัย คงทัน รองผู้ว่าฯ นครพนม นำทีมลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ราคาสินค้าในตลาดสด และตรวจเยี่ยม “โครงการหมูพาณิชย์…ลดราคา! ช่วยประชาชน” ในเขตพื้นที่อำเภอบ้านแพง

นครพนม – นายชาญชัย คงทัน รองผู้ว่าฯ นครพนม นำทีมลงพื้นที่ติดตามสถาน การณ์ราคาสินค้าในตลาดสด และตรวจเยี่ยม “โครงการหมูพาณิชย์…ลดราคา! ช่วยประชาชน” ในเขตพื้นที่อำเภอบ้านแพง

วันที่ 31 ม.ค. 65 นายชาญชัย คงทัน รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม พร้อมด้วย พาณิชย์จังหวัด ปศุสัตว์จังหวัด ด่านกักกันสัตว์ ตำรวจภูธรจังหวัด ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ราคาสินค้าในตลาดสด และตรวจเยี่ยมโครงการหมูพาณิชย์…ลดราคา! ช่วยประชาชน ในเขตพื้นที่อำเภอบ้านแพง จังหวัดนครพนม ตามที่ผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนมได้สั่งการให้มีการติดตามสถานการณ์ราคาสินค้าอย่างใกล้ชิด เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะสินค้าที่ใช้ในชีวิตประจำวัน สรุปผลของการลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ฯ ได้ดังนี้

  1. การจำหน่ายหมูเนื้อแดงตาม “โครงการหมูพาณิชย์…ลดราคา! ช่วยประชาชน” ณ ร้านครูรักหมูสด จำหน่ายหมูเนื้อแดง ราคา 150 บาท/กก. วันละ 50 กก. ระหว่างวันที่ 16 – 31 ม.ค. 65
  2. ราคาจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคและพืชผัก ณ ตลาดสดนาพระชัย ตำบลหนองแวง อำเภอบ้านแพง จังหวัดนครพนม
  • ไข่ไก่ เบอร์ 2 ราคา 110 บาท/แผง
  • น้ำมันปาล์มโอลีน 60 บาท/ขวด
  • มะละกอ 20 บาท/กก.
  • กะหล่ำปลี/ผักกาดขาว/แตงกวา/มะเขือเทศ 20 บาท/กก.
  • ผักบุ้ง 15 บาท/กก.
  • คะน้า 30-40 บาท/กก.
  • พริกจินดา 40 บาท/กก.
  • ปลานิล 75 บาท/กก.
  • ปลาดุก 80 บาท/กก.
  • เนื้อวัวสด 300 บาท/กก.
  • ไก่ทั้งตัวรวมเครื่องใน 80 บาท/กก.
  • น่องติดสะโพก 80 บาท/กก.
  • อกไก่ 80 บาท/กก.

อย่างไรก็ตาม ทางพาณิชย์จังหวัดจะจับตาดูแลราคาสินค้าอย่างใกล้ชิด นอกจากนี้ เจ้าหน้า ที่ได้แนะนำและกำชับให้ปิดป้ายแสดงราคาจำหน่ายให้ชัดเจน ไม่ฉกฉวยโอกาสขึ้นราคาหรือจำหน่ายสินค้าสูงเกินสมควร


ที่มา : สำนักงานพาณิชย์จังหวัดนครพนม

เทพข่าวร้อน รายงาน

ประชาชนชาวคลองใหญ่เชื้อสายจีน เดินทางไหว้ศาลเจ้าแม่ทับทิมในวันตรุษจีน ขอพรให้ประกอบกิจการค้ารุ่งเรือง เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ครอบครัว

ประชาชนชาวอําเภอคลองใหญ่เชื้อสายจีน เดินทางไหว้ศาลเจ้าแม่ทับทิมอําเภอคลองใหญ่ในวันตรุษจีนขอพรให้ประกอบกิจการค้ารุ่งเรือง เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ครอบครัว

เมื่อช่วงเช้ามืดที่ผ่านมาของวันที่ 31 ม.ค. 65 บรรยากาศวันไหว้ในเทศกาลตรุษจีน ประชาชนชาวอําเภอคลองใหญ่ ที่มีเชื้อสายจีนต่างนำสิ่งของเครื่องเซ่นไหว้นำไปไหว้บรรพบุรุษ และนำไปไหว้ตามศาลเจ้าต่างๆ ในพื้นที่ โดยที่ศาลเจ้าแม่ทับทิมคลองใหญ่ มีประชาชนทยอยนำเครื่องเซ่นไหว้ไปไหว้ที่ศาลเจ้าแม่ทับทิมคลองใหญ่กันแบบทยอยกันมา สำหรับสิ่งของที่นำไปไหว้ส่วนใหญ่ยังเป็นไก่ต้ม หัวหมู และเป็ด รวมทั้งขนม และผลไม้ต่างๆ จำนวนมาก

ทั้งนี้ วันตรุษจีน ถือเป็นหนึ่งในเทศกาลที่สำคัญที่สุดของชาวจีน เป็นวันขึ้นปีใหม่ตามปฏิทินจีน ชาวไทยเชื้อสายจีนให้ความสำคัญกับวันนี้เป็นอย่างมาก จะมีการไหว้เจ้า ไหว้บรรพบุรุษ ขอพรให้ประกอบกิจการค้ารุ่งเรือง ประสบความสำเร็จในการประกอบอาชีพ และเพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ครอบครัว ใส่เสื้อผ้าสีแดงซึ่งถือเป็นสีที่เป็นมงคล รวมไปถึงญาติใกล้ชิดจะได้ อั่งเปา ซึ่งเป็นซองสีแดงใส่ด้วย ธนบัตรใหม่เพื่อโชคดี

อย่างไรก็ตามนายอาภากร เจริญผล นายกองค์การบริหารส่วนตําบลคลองใหญ่ ก็ได้พาครอบครัวมาเส้นไหว้เจ้าแม่ทับทิมคลองใหญ่เป็นประจําทุกปี พร้อมแจกอั่งเปาให้กับสิงโตที่มาทําการแสดงเชิดสิงโตอีกด้วย ประชาชนที่เข้ามาเส้นไหว้ต่างระวังโรคระบาดโควิด-19 เพื่อเป็นการปฏิบัติตามมาตรการป้องกันปัญหาการแพร่ระบาดของโรคโควิด – 19 ได้มีการตั้งจุดคัดกรองประชาชน ที่เข้ามาไหว้ศาลเจ้าแม่ทับทิมคลองใหญ่ทุกคนต้องสวมหน้ากากอนามัยหรือหน้ากากผ้า พร้อมทั้งล้างมือด้วยแอลกอฮอล์เจลล์ทุกครั้งที่ทางเจ้าหน้าที่ได้ตั้งเอาไว้ให้ รวมถึงการเว้นระยะห่างระหว่างบุคคล เพื่อป้องกันตนเองจากโรคโควิด-19

นางสุจินตา แสงจันทร์ ผู้ที่มาเส้นไหว้เป็นประจําทุกปี ได้กล่าวว่า การมาเส้นไหว้เจ้าแม่เป็นการที่เคราพบนับถือเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวทําให้จิตใจสบายดีขึ้นตลอดทั้งปี พร้อมกันนี้ทางหมู่บ้านโครงการมั่นคง 1 ก็ได้เส้นไหว้เจ้าที่เพื่อเป็นศิริมงคลในหมู่บ้านและขอพรให้กิจการรุ่งเรืองค้าขายให้รํ่ารวยตลอดทั้งปี


ภาพ/ข่าว วิเชียร ม่วงสี จ.ตราด
พรเทพ เขม้นเขตวิทย์ รายงานจากศูนย์ข่าวภาคตะวันออก

ท่องเที่ยวและกีฬายโสธร จัดโครงการ ‘ยกระดับการท่องเที่ยว’

ท่องเที่ยวและกีฬายโสธรจัดโครงการยกระดับการท่องเที่ยว

นายชลธี ยังตรง ผู้ว่าราชการจังหวัดยโสธร เปิดโครงการยกระดับการท่องเที่ยวเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวของกลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง จัดขึ้นโดยท่องเที่ยวและกีฬายโสธร นำคณะสื่อมวลชนในพื้นที่ชมวิถีชาวบ้านและแหล่งท่องเที่ยวของจังหวัดยโสธร 2 วัน 1 คืน

โดยเริ่มไหว้พระธาตุกู่จาน วัดกู่จาน ตำบลกู่จาน อำเภอคำเขื่อนแก้ว จังหวัดยโสธร สร้างขึ้นเมื่อราวพุทธศตวรรษที่ 12 หรือพร้อมกับพระธาตุพนม จังหวัดนครพนม เป็นที่เคารพสักการะของพุทธศาสนิกชนชาวจังหวัดยโสธร และภาคอีสานของประเทศไทย

จากนั้น พักโฮมสเตย์บ้านห้องแซง ตั้งอยู่ทางทิศเหนือของอำเภอเลิงนกทา จังหวัดยโสธร เป็นชุมชนเก่าแก่มานานกว่า 150 ปี แต่ไม่มีหลักฐานปรากฏว่ามีการก่อตั้งถิ่นฐานเมื่อใดมีการสันนิษฐานว่าประชาชนในชุมชนแห่งนี้มีเชื้อสายผู้ไท อพยพย้ายถิ่นมาจากเมืองเซโปนและเมืองพิน แขวงสะหวันนะเขตสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว

นอกจากยังได้กินข้าวผัดโบราณ เยือนโกดังข้าวเลิงนกทา แลนด์มาร์คใหม่ของ อ.เลิงนกทา จ.ยโสธร เป็นทั้งร้านคาเฟ่ ร้านอาหาร เเละจำหน่ายข้าวสารหอมมะลิ อินทรีย์ มาตรฐานส่งออกพื้นที่กว้างขวาง มีสระว่ายน้ำ หนองน้ำ สวนดอกไม้ ให้ถ่ายรูปและเดินชมวิว

จากนั้น ไปกราบพระมหาเจดีย์ชัยมงคล ตั้งอยู่ วัดผาน้ำทิพย์เทพประสิทธิ์วรารามตำบลผาน้ำย้อย อำเภอหนองพอก จังหวัดร้อยเอ็ด มีลักษณะ เป็นมหาเจดีย์ขนาดใหญ่ที่วิจิตรพิสดาร ใช้ศิลปกรรมร่วมสมัยระหว่างภาคกลางและภาคอีสานเป็นการผสมกันระหว่างพระปฐมเจดีย์ และพระธาตุพนม ใช้งบประมาณก่อสร้างกว่า 3,000 ล้านบาท ดำเนินการสร้างโดย “พระอาจารย์ศรี มหาวิโร” ซึ่งเป็นศิษย์ พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต


รุ่งอรุณทรงกลด บุญปก /ประยง​ อินอ่อน
รายงาน

กล้องวงจรจับภาพคนร้าย งัดหน้าต่างบ้านเข้ามาลักทรัพย์ได้ยินเสียงเด็กร้อง.. ตกใจหลบหนี

นครนายก – กล้องวงจรจับภาพคนร้าย งัดหน้าต่างบ้านเข้ามาลักทรัพย์ได้ยินเสียงเด็กร้องตกใจหลบหนี

`เมื่อเวลา 00.31 น. ของวันที่ 31 มกราคม 2565 ศูนย์วิทยุเมืองนายกได้รับแจ้งเหตุมีคนร้ายเข้ามาจะลักทรัพย์ภายในบ้าน บริเวณร้านขายปลาหมึกย่างริมทาง บ้านเลขที่ 4 หมู่ 4 ตำบลบ้านใหญ่ อำเภอเมือง จังหวัดนครนายก อยู่ใกล้แถวหมู่บ้านพรศรัณ เจ้าหน้าที่สายตรวจรถจักรยานยนต์ ได้ไปตรวจสอบยังบ้านที่เกิดเหตุแล้ว และได้ประสานตำรวจสายสืบเมืองนครนายก ให้เข้ามาหาข้อมูลเก็บหลักฐานในเช้าของวันนี้ พบนายพุทธิชัย เกตุบรรจง อายุ 31 ปี และคุณกาญจนา เพิ่มเพียร อายุ 30 ปี สามีภรรยารอเจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่ที่หน้าบ้านได้พาเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าไปดูห้องนอนและชี้จุดที่คนร้ายได้เข้ามาทางหน้าต่างของบ้านมีรอยนิ้วมือติดอยู่ที่กระจก เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้เก็บข้อมูลหลักฐานเพื่อติดตามตัวคนร้ายมาดำเนินคดีต่อไป

จากการให้สัมภาษณ์ของคุณกาญจนา เพิ่มเพียร เจ้าของบ้านที่เกิดเหตุได้เล่าว่าเมื่อช่วงเที่ยงคืนกว่า ตนกับสามีได้ออกมานั่งติวหนังสือเตรียมสอบบรรจุเป็นราชการครูที่หน้าบ้านโดยปล่อยให้ลูกสาวนอนหลับอยู่ที่ห้องนอนโดยติดตั้งกล้องวงจรปิดไว้เพื่อดูลูกสาวผ่านทางโทรศัพย์มือถือ และต่อมาได้ยินเสียงลูกสาวร้องไห้เสียงดังจึงได้ดูที่โทรศัพย์มือถือพบมีชายวัยรุ่นตัดผมทรงสกินเฮด ใส่เสื้อแขนสั้น กางเกงขาสั้น ได้เข้ามาในห้องนอนและได้เข้าไปจับตัวของลูกสาวทำให้ลูกสาวตกใจร้องไห้เสียงดังทำให้คนร้ายตกใจกลัวรีบโดดหนีออกทางหน้าต่างเข้าป่าหลบหนีไปได้ ส่วนทรัพย์สินคนร้ายยังไม่ได้เอาอะไรไป

จึงอยากจะฝากถึงทุกคนที่ได้ดูข่าวนี้พอจะมีบาะแสรู้ตัวคนร้ายว่าเป็นใคร แจ้งมาได้ที่ 090-3877031 คนร้ายคนนี้กล้ามากที่เข้ามาถึงในบ้านได้ และฝากเจ้าหน้าที่ตำรวจช่วยติดตามตัวคนร้ายคนนี้มาดำเนินคดีให้ได้


เนรมิต มงคลกิตติกานต์
ข่าวจังหวัดนครนายก

ผวจ.ยโสธร มอบรางวัลการประกวดสื่อสร้างสรรค์ ส่งเสริมเครือข่ายครอบครัวคุณธรรม “เรื่องดี ๆ ที่บ้านฉัน”

ผวจ.ยโสธร มอบรางวัลการประกวดสื่อสร้างสรรค์ ส่งเสริมเครือข่ายครอบครัวคุณธรรม “เรื่องดี ๆ ที่บ้านฉัน”

นายชลธี ยังตรง ผู้ว่าราชการ จังหวัดยโสธร เป็นประธานพิธีมอบโล่รางวัล การประกวดสื่อสร้างสรรค์ ส่งเสริมเครือข่ายครอบครัวคุณธรรมหัวข้อ “เรื่องดี ๆ ที่บ้านฉัน” ที่ห้องประชุมข้าวหอมมะลิอินทรีย์ ชั้น 3 ศาลากลางจังหวัดยโสธร โดยสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดยโสธร ดังนี้

  • รางวัลชนะเลิศ เงินรางวัล 5,000 บาท พร้อมเกียรติบัตร ผลงาน “ความสุขใดเล่า…จะเท่าบ้านเรา” ทีมมหาวิทย์สตูดิโอ อำเภอมหาชนะชัย เจ้าของผลงานได้แก่นางสาวบุญเลิศ เสริมศรี และนางสาวอภิษฎา งามแสง
  • รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 1 เงินรางวัล 3,000 บาท พร้อมเกียรติบัตร ผลงาน “สานรักสานสามัคคี ร่วมทำสิ่งดีกับครอบครัว” ทีมโรงเรียนบ้านดอนมะยาง กม.3 อำเภอเมืองยโสธร เจ้าของผลงานได้แก่นางสาวนัทริยา ครู่แก้ว และเด็กชายธราธร ไตรยสุทธิ์
  • รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 2 เงินรางวัล 2,000 บาท พร้อมเกียรติบัตร ผลงาน “ครอบครัวสดใส…สู่สังคมสุขสันต์” ทีมครอบครัวตัวนอ อำเภอเมืองยโสธร เจ้าของผลงาน ได้แก่นายณัฒตพงษ์ ก่ำแก้ว และเด็กหญิงเพ็ญพิชชา ก่ำแก้ว

ทั้งนี้ การประกวดสื่อสร้างสรรค์ส่งเสริมเครือข่ายครอบครัว คุณธรรมหัวข้อ “เรื่องดี ๆ ที่บ้านฉัน” เป็นการเปิดโอกาสให้เด็ก เยาวชนและผู้ปกครอง ได้ร่วมกันผลิตสื่อสร้างสรรค์ เครือข่าย ครอบครัวคุณธรรม เพื่อส่งเสริมให้เกิดการสื่อสาร สร้างความเข้า ใจอันดีในครอบครัว ก่อให้เกิดความรัก ความสามัคคี การช่วยเหลือ เกื้อกูลกันในครอบครัว ทำให้สมาชิกในครอบครัวเป็นผู้มีคุณธรรม จริยธรรม เป็นแบบอย่างที่ดีแก่ครอบครัวอื่นๆ และเป็นแบบอย่าง ต่อชุมชนและสังคมอีกด้วย


รุ่งอรุณทรงกลด​ บุญปก
////รายงาน