“บิ๊กอุ้ย ผบช.ภ.1” ร่วมแถลงผลการจับกุมคดียาเสพติดรายสำคัญ จำนวน 2 คดี

“บิ๊กอุ้ย ผบช.ภ.1” ร่วมแถลงผลการจับกุมคดียาเสพติดรายสำคัญ จำนวน 2 คดี

วันที่ 4 ก.พ.65 เวลา 11.00 น. ณ ตำรวจภูธรภาค 1 : พล.ต.ท.จิรพัฒน์ ภูมิจิตร ผบช.ภ.1 พร้อมด้วย พล.ต.ต.ชยานนท์ มีสติ ผบก.ภ.จ.สระบุรี, นายสมภพ สมิตะสิริ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสระบุรี, นายประสาร หยงสตาร์ ผอ.ปปส.ภาค 1, นายรัชพล ปาละกูล ผอ.ส่วนอำนวยการบังคับใช้กฎหมาย สำนักงาน ป.ป.ส. ภาค 1 และ พ.ต.อ.วันชนะ บวรบุญ รอง ผบก.ขส. บช.ปส. ร่วมผลการจับกุมคดียาเสพติดรายสำคัญ จำนวน 2 คดี โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

คดีที่ 1 จับเครือข่ายยาเสพติด ยึดของกลางยาบ้า 3,592,000 เม็ด และ ไอซ์ 73 กก. มูลค่ากว่า 170,000,000 บาท จับกุมผู้ต้องหา 3 ราย ได้แก่ นายธรรมรัตน์ จิตรสนอง, นายศิริกรณ์ ต้องเชื้อม และน.ส.รชาดา จิตรสนอง พร้อมด้วยของกลาง ยาเสพติด ให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) ประมาณ 3,592,000 เม็ด, ยาเสพติด ให้โทษประเภท 1 (ไอซ์) หนักประมาณ 73 กิโลกรัม และ รถยนต์เก๋งยี่ห้อฮอนด้า รุ่น JAZZ หมายเลขทะเบียน กบ 2683 ลพบุรี

โดยกล่าวหาว่า “ร่วมกันมียาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน) ไว้ในความครอบครองโดยผิดกฎหมาย เพื่อก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชน” โดยสามารถจับกุม เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2565 เวลาประมาณ 20.30 น. ได้ที่ บริเวณซอยข้างโรงเรียนเทพศิรินทร์ พุแค หมู่ 1 ต.พุแค อ.เฉลิมพระเกียรติ จ.สระบุรี

คดีที่ 2 จับผู้ค้ายาเสพติดรายใหญ่ ยึดกัญชา น้ำหนัก 649 กก. จับกุมผู้ต้องหา 1 ราย ได้แก่ นายกำพล หรือต้อม กิติผง อายุ 34 ปี อยู่บ้านเลขที่ 119 หมู่ 5 ต.โพนบก อ.โพนสวรรค์ จ.นครพนม พร้อมด้วยของกลาง ยาเสพติดให้โทษประเภท 5 (กัญชา) ซึ่งบรรจุอยู่ภายในกระสอบถุงปุ๋ย ห่อด้วยถุงพลาสติกสีดำ พันทับด้วยพลาสติกใส จำนวน 11 กระสอบ น้ำหนักประมาณ 477 กิโลกรัม โดยแต่ละกระสอบจะมียาเสพติดให้โทษประเภท 5 (กัญชา) พันทับด้วยกระดาษฟอยล์ สีทอง จำนวนกระสอบละ 44 ก้อน จำนวน 4 กระสอบ และจำนวนกระสอบละ 43 ก้อน จำนวน 7 กระสอบ ซึ่งตรวจค้นพบอยู่ภายในห้องเก็บของ หน้าห้องน้ำบ้านเลขที่ 183 หมู่ที่ 5 ต.บ่อตาโล่ อ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา,ยาเสพติดให้โทษประเภท 5 (กัญชา) ซึ่งบรรจุอยู่ภายในกระสอบถุงปุ๋ย ห่อด้วยถุงพลาสติกสีดำ พันทับด้วยพลาสติกใส จำนวน 4 กระสอบ น้ำหนักประมาณ 172 กิโลกรัม โดยแต่ละกระสอบจะมียาเสพติดให้โทษประเภท 5 (กัญชา) พันทับด้วยกระดาษฟอยล์ สีทอง จำนวนกระสอบละ 43 ก้อน ซึ่งตรวจค้นพบอยู่ภายในกระบะบรรทุกท้ายรถยนต์กระบะยี่ห้อมาสด้า รุ่น BT – 50 สีขาว หมายเลขทะเบียน 1ฒท 8070 กรุงเทพมหานคร

รวมยาเสพติดให้โทษประเภท 5 (กัญชา) ทั้งหมด 15 กระสอบ น้ำหนักประมาณ 649 กิโลกรัม, รถยนต์กระบะยี่ห้อมาสด้า รุ่น BT- 50 สีขาว หมายเลขทะเบียน 1ฒท 8070 กรุงเทพมหานครม และ กุญแจรถยนต์กระบะยี่ห้อมาสด้า รุ่น BT – 50 สีขาว หมายเลขทะเบียน 1ฒท 8070 กรุงเทพมหานคร

โดยกล่าวหาว่า “ครอบครองยาเสพติดให้โทษประเภท 5 (กัญชา) เพื่อการค้าโดยไม่ได้รับอนุญาต” จับกุมเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2565 เวลาประมาณ 09.45 น. โดยสามารถจับกุม ภายในบ้านเลขที่ 60/2 หมู่ที่ 5 ต.บ่อตาโล่ อ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

ศาลเจ้าไต้ฮงกง มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง จัดพิธีจุดเทียนเปิดงานเทศกาลตรุษจีน (ชิวสี่) ประจำปี 2565 สวดชัยมงคลคาถา (พะเก่ง) เฮง เฮง เฮง ตลอดปีขาล

ศาลเจ้าไต้ฮงกง มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง จัดพิธีจุดเทียนเปิดงานเทศกาลตรุษจีน (ชิวสี่) ประจำปี 2565 สวดชัยมงคลคาถา (พะเก่ง) เฮง เฮง เฮง ตลอดปีขาล

วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2565 เวลา 09.00 น. มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นายวิเชียร เตชะไพบูลย์ ประธานกรรมการฯ เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย คณะกรรมการฯ และผู้บริหารมูลนิธิฯ ร่วมในพิธีจุดเทียนเปิดงานเทศกาลตรุษจีน ประจำปี 2565 ในวันชิวสี่ หรือวันที่สี่ของเทศกาลตรุษจีน ซึ่งเป็นวันที่ประกอบพิธีอัญเชิญ (รับ) เทพเจ้าลงจากสวรรค์ และเริ่มประกอบพิธีสงฆ์สวดชัยมงคลคาถา (พะเก่ง) สะเดาะเคราะห์ แก้ปีชง เสริมโชคลาภ เสริมดวงชะตา โดยคณะสงฆ์ฝ่ายอนัมนิกาย ณ ศาลเจ้าไต้ฮงกง มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พลับพลาไชย กรุงเทพฯ

เทศกาลตรุษจีน มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง กำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 31 มกราคม-9 กุมภาพันธ์ 65 โดยขอเชิญชวนศิษยานุศิษย์ และสาธุชนทุกท่าน “สักการะหลวงปู่ไต้ฮง” ขอพรเนื่องในเทศกาลตรุษจีนเพื่อความเป็นสิริมงคลต้อนรับปีใหม่ ลงชื่อสวดชัยมงคลคาถา หรือ “พะเก่ง” เพื่อสะเดาะเคราะห์ ขอให้ครอบครัวมีสุข เสริมโชคลาภ เสริมดวงชะตา เสริมความมั่นคงสถาพร ตลอดปี พร้อมรับประทาน สาคูสิริมงคล เพื่อความกลมเกลียวและอยู่เย็นเป็นสุข รับฮู้ (ยันต์) ของหลวงปู่ไต้ฮง ติดหน้าบ้าน หรือพกติดตัวเพื่อคุ้มครอง เคาะระฆังทอง ให้ก้องกังวานเพื่อให้ชีวิตสดใส การงานรุ่งเรืองระบือไกล และร่วมขอพรเทพยดาฟ้าดินเนื่องในวันประสูติ (ทีกงแซ) ซึ่งในปีนี้ตรงกับวันที่ 8 ก.พ.65

ขออำนาจฟ้าดินเป็นที่พึ่ง ขอให้หลวงปู่ไต้ฮง และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ตนนับถือ ช่วยดลบันดาลให้ประสบโชคดีตลอดปีใหม่ (โดยในวันที่ 31 มกราคม และวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2565 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง เปิดบริการโต้รุ่ง)

เทศกาลตรุษจีน มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง เฮง ๆ ๆ ต้อนรับปีขาล มูลนิธิฯ เปิดให้มีการทำบุญพะเก่งออนไลน์ ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนป่อเต็กตึ๊ง 1418 หรือเฟซบุ๊ก แฟนเพจ facebook.com/atpohtecktung

เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง จัดให้มีมาตรการคุมเข้มทั้งในด้านการตั้งจุดคัดกรองเพื่อตรวจวัดอุณหภูมิโดยเจ้าหน้าที่ที่มีองค์ความรู้ด้านการช่วยเหลือฉุกเฉิน การจัดตั้งจุดบริการเจลแอลกอฮอล์ตามจุดต่างๆ การจัดทำสัญลักษณ์การเว้นระยะห่าง (Social Distancing) รวมถึงการขอความร่วมมือประชาชนผู้มีจิตศรัทธาสวมหน้ากากอนามัย สแกน QR Code แพลตฟอร์ม “ไทยชนะ” ทุกครั้งก่อนเข้าศาลเจ้าไต้ฮงกง และฝั่งสำนักงาน มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นอกจากนี้ยังจัดให้การฉีดพ่นยาฆ่าเชื้อไวรัสโคโรนา (โควิด-19) ซึ่งมูลนิธิฯ ได้ริเริ่มดำเนินการอย่างเคร่งครัดเรื่อยมา เพื่อเป็นการป้องกันและลดความเสี่ยงในการติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ให้กับประชาชน และผู้มีจิตศรัทธาที่เดินทางร่วมทำบุญสาธารณกุศลกับมูลนิธิฯ โดยในช่วงเทศกาลตรุษจีน มูลนิธิฯจะมีมาตรการฉีดพ่นยาฆ่าเชื้อไวรัสทุกวันหลังปิดทำการในแต่ละวัน

ชมรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ www.pohtecktung.org และเฟชบุ๊ก แฟนเพจ facebook.com/atpohtecktung หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สายด่วนป่อเต็กตึ๊ง 1418

#ซินเจียยู่อี่   ซินนี้ฮวดไช้.. เฮง เฮง เฮง ต้อนรับปีขาล #ป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต #แอปพลิเคชันป่อเต็กตึ๊ง1418 #ช่วยจริงอุ่นใจแม้ในนาทีฉุกเฉิน


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

วช. เสริมศักยภาพบุคลากรสายอุดมศึกษา ปั้นนักวิจัย-นักประดิษฐ์ขับเคลื่อน BCG

วช. เสริมศักยภาพบุคลากรสายอุดมศึกษา ปั้นนักวิจัย-นักประดิษฐ์ขับเคลื่อน BCG

สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ได้ร่วมเป็นกลไกสนับสนุนการพัฒนาบุคลากรวิจัยและนวัตกรรม และการสร้างเครือข่ายการวิจัย ได้จัดกิจกรรมการเพิ่มศักยภาพและมาตรฐานบุคลากรอุดมศึกษา : บ่มเพาะและแลกเปลี่ยนเรียนรู้เพื่อพัฒนาสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมขึ้น เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาศักยภาพบุคลากรสายอุดมศึกษาให้ได้รับการพัฒนาสู่มาตรฐานด้านการวิจัยและนวัตกรรมที่ตอบสนองยุทธศาสตร์ชาติตามความต้องการของสังคม ชุมชน ภาครัฐและเอกชน รวมถึงการยกระดับคุณภาพชีวิต การสร้างมูลค่าเพิ่ม และขีดความสามารถของประเทศในการแข่งขันระดับนานาชาติ

โดยในปี 2565 (วช.) ได้กำหนดกลุ่มเรื่องผลงานสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมให้มีความสอดคล้องกับกลุ่มเรื่องของ Thailand 4.0 และ BCG โมเดล 4 กลุ่ม ได้แก่ การเกษตรและอุตสาหกรรมการเกษตร, การสาธารณสุข สุขภาพ และเทคโนโลยีทางการแพทย์, การพัฒนาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ อุปกรณ์อัจฉริยะ พลังงานและสิ่งแวดล้อม, และการพัฒนาคุณภาพชีวิตและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ซึ่งการจัดกิจกรรมมีทั้งในรูปแบบ online และ onsite โดยได้รับความกรุณาจากผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความรอบรู้ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์ในการพัฒนาผลงานในการพัฒนาผลงานนวัตกรรมในเวทีระดับชาติและระดับนานาชาติ ที่จะมาให้ความรู้ ความเข้าใจ กับทีมสายอุดมศึกษา เพื่อพัฒนาผลงานนวัตกรรม ซึ่งจะเป็นกลไกหนึ่งในการพัฒนากำลังคน ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิจัยและนวัตกรรม ในการขับเคลื่อนการพัฒนาและสร้างนวัตกรรมในอนาคต

ทั้งนี้ (วช.) ยังได้ส่งเสริมและสนับสนุนผลงานนวัตกรรมของสายอุดมศึกษาในหลายรูปแบบ อาทิ การนำเสนอผลงานสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมในเวทีระดับชาติ, การนำเสนอผลงานสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมในเวทีระดับนานาชาติ,การสนับสนุนพัฒนา ต่อยอดขยายผล

กิจกรรมดังกล่าว จัดขึ้นภายในงาน “วันนักประดิษฐ์ ประจำปี 2565” ระหว่างวันที่ 4-6 กุมภาพันธ์ 2565 โดย ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) เป็นประธานในพิธีเปิด เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2565 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค ซึ่ง (วช.) ได้วางเป้าหมายให้กิจกรรมดังกล่าวเป็นกลไกสำคัญ ที่จะพัฒนาสมรรถนะและเทคนิคด้านการประดิษฐ์คิดค้นและนวัตกรรมของคณาจารย์และนิสิตนักศึกษาในระดับอุดมศึกษา ให้สามารถพัฒนาผลงานประดิษฐ์และนวัตกรรม ที่รองรับโจทย์และความต้องการของสังคมและประเทศ โดยจะมีพิธีปิดและมอบรางวัลกิจกรรมติดดาว ให้แก่ผู้ร่วมกิจกรรมบ่มเพาะ ที่นำเสนอผลงานด้านการประดิษฐ์คิดค้นและนวัตกรรมได้อย่างโดดเด่น พร้อมมอบประกาศนียบัตรให้แก่ผู้เข้าร่วมการบ่มเพาะตลอดการจัดกิจกรรม 3 วัน โดยคณะวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ ในวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2565 โดยมีดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ เป็นผู้มอบฯ


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

“บิ๊กราญ ผบช.น.” มอบประกาศเกียรติคุณ โครงการ “ตำรวจดี ศรีนครบาล”

“บิ๊กราญ ผบช.น.” มอบประกาศเกียรติคุณ โครงการ “ตำรวจดี ศรีนครบาล”

วันที่ 4 ก.พ.65 เวลา 09.30 น. ณ ห้องประชุมใหญ่ บช.น. : พล.ต.ท.สำราญ นวลมา ผบช.น. เป็นประธานในพิธีมอบประกาศเกียรติคุณ และของที่ระลึกให้แก่ผู้ได้รับคัดเลือกตามโครงการ “ตำรวจดี ศรีนครบาล” รางวัลหน่วยผู้มีความรับผิดชอบต่อสังคม (ฉีดวัคซีนโควิด 19 สูงสุด) และมอบทุนการศึกษา ให้แก่บุตร-ธิดา ของข้าราชการตำรวจ สหกรณ์ออมทรัพย์ตำรวจนครบาล จำกัด พร้อมด้วยผู้บังคับบัญชาระดับ รอง ผบช.น. และ ผบก. แต่ละ บก.ในสังกัด บช.น. โดยมีเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมพิธี

ในการรับรางวัลครั้งนี้ ส.ต.ต.เดชวิทย์ เลทเท็สสัน ตำแหน่งผู้บังคับหมู่ กองร้อยที่ 5 กองกำกับการอารักขา 1 กองบังคับการอารักขาและควบคุมฝูงชน ผู้ได้รับบาดเจ็บจากการปฏิบัติหน้าที่ควบคุมฝูงชน เป็นหนึ่งในผู้ที่ได้รับรางวัลในครั้งนี้ด้วย


Cr.ทีมประชาสัมพันธ์ บช.น.
สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

ม.นเรศวร วิจัยมะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง ได้มาตรฐานส่งออกได้รับ “รางวัลผลงานวิจัย ปี 65”

ม.นเรศวร วิจัยมะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง ได้มาตรฐานส่งออกได้รับ “รางวัลผลงานวิจัย ปี 65”

เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2565 ที่ผ่านมา : ผศ.ดร.พีระศักดิ์ ฉายประสาท คณบดีคณะเกษตรศาสตร์ทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยนเรศวร เจ้าของผลงาน “ศึกษาวิจัยมะม่วงให้ได้คุณภาพมาตรฐานส่งออก” เข้ารับรางวัลผลงานวิจัย ระดับดี ในงานวันนักประดิษฐ์ 2564-2565 จากรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ (นายดอน ปรมัตถ์วินัย) เผยสามารถยืดอายุการเก็บรักษามะม่วงน้ำดอกไม้สีทองได้นาน 33 วัน จากเดิม 15 วัน โดยการจัดการแบบครบวงจรจากต้นทาง สร้างความมั่นคงแก่เกษตรกร และเพิ่มโอกาสการเติบโตในตลาดโลก เตรียมส่งออกจริง ขนส่งทางเรือเดือนมีนาคม 2565

ผศ.ดร.พีระศักดิ์ ฉายประสาท เปิดเผยว่า จากสถานการณ์โควิด–19 ได้ส่งผลกระทบโดยตรงเกษตรกรผู้ปลูกมะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง เนื่องจากมีผลผลิตเกินความต้องการบริโภคภายในประเทศ และไม่สามารถส่งออกไปต่างประเทศได้ ที่ผ่านมา ไทยเป็นประเทศที่มีชื่อเสียงในการส่งออกมะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง ผลไม้หลักที่สร้างรายได้ให้กับประเทศไทยในปัจจุบัน ส่งออกไปต่างประเทศมากกว่าร้อยละ 60 อาทิ ประเทศญี่ปุ่น,เกาหลีใต้,จีน และ มาเลเซีย รวมทั้ง รัสเซีย และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ที่มีการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว ดังนั้น การวิจัยและพัฒนามะม่วงให้ได้มาตรฐานส่งออก มีอายุการเก็บรักษาได้นานขึ้น สามารถขนส่งทางเรือได้ เป็นการบรรเทาปัญหาอย่างสอดรับกับสถานการณ์ และยังช่วยสร้างความมั่นคงให้แก่การทำเกษตรกรรม และเพิ่มโอกาสการส่งออกผลไม้ของไทยไปต่างประเทศ

ทีมวิจัย ได้ศึกษาปัจจัยที่เหมาะสมต่อการฉายรังสีของมะม่วง จนค้นพบว่า การคัดเลือกความสมบูรณ์ของผลมะม่วงภายหลังการเก็บเกี่ยว ในระยะการสุกแก่ที่ 80% โดยใช้เทคนิค NIR (Near Infrared Spectroscopy) อย่างแม่นยำ ก่อนนำมาฉายรังสีชนิดก่อไอออน จะช่วยให้ผลผลิตมีความสมบูรณ์ผล และความแน่นของเนื้อที่ทนทานต่อการบอบช้ำ จึงเหมาะสมต่อการส่งออกไปต่างประเทศ รวมถึงการใช้สารละลายอะซอกซีสโตรบิน ร่วมกับการจุ่มน้ำร้อน เพื่อควบคุมการเกิดโรคหลังการเก็บเกี่ยว และการจุ่มน้ำเย็นเพื่อลดอุณหภูมิภายในผลผลิต ก่อนการคัดบรรจุและนำไปฉายรังสีชนิดก่อไอออน ทำให้ทราบว่า การฉายรังสีแกมมาและรังสีเอกซ์ที่ปริมาณ 400 Gy ที่ระยะสุกแก่ 80% มีความเหมาะสมต่อการฉายรังสีเพื่อการส่งออกมากที่สุด สะท้อนให้เห็นว่า เพื่อให้ได้ผลผลิตมะม่วงที่ได้มาตรฐานจะต้องดำเนินการแบบครบวงจรจากต้นทาง

จากนั้นจึงได้พัฒนาเทคนิคการยืดอายุมะม่วงน้ำดอกไม้สีทองด้วยตู้คอนเทนเนอร์ควบคุมสภาพบรรยากาศ (Controlled Atmosphere Storage) ควบคุมปริมาณออกซิเจน และคาร์บอนไดออกไซด์ตลอดระยะเวลาการเก็บรักษา สามารถเก็บรักษาคุณภาพผลผลิตในระหว่างการขนส่งได้ 15 วัน และมีอายุการเก็บรักษาเป็นเวลา 6 วัน ด้วยตู้คอนเทนเนอร์ควบคุมสภาพบรรยากาศ ที่อุณหภูมิ 25 องศาเซลเซียส และการเก็บรักษามะม่วงน้ำดอกไม้สีทองในสภาพดัดแปลงบรรยากาศ MAP (Modified atmosphere packaging) โดยการบรรจุถุงพลาสติก WEB (White ethylene absorbing bag) และเก็บรักษาที่อุณหภูมิ 13 องศาเซลเซียส ทำให้สามารถยืดอายุการเก็บรักษามะม่วงน้ำดอกไม้สีทองได้เป็นระยะเวลา 33 วัน เพิ่มขึ้นจากเดิม 15 วัน การขนส่งมะม่วงน้ำดอกไม้สีทองผลสดด้วยตู้คอนเทนเนอร์ควบคุมสภาพบรรยากาศ สามารถขนส่งทางเรือได้ที่มีต้นทุนต่ำได้ ผลผลิตจึงมีคุณภาพดีเมื่อไปถึงประเทศปลายทาง มีขั้นตอนที่สะดวกและเหมาะสมกับสภาพปัญหาแรงงานที่หายาก และมีราคาแพงในประเทศปลายทาง

ล่าสุด ผลผลิตมะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง จะถูกขนส่งทางเรือ เป็นครั้งแรกจากประเทศไทย ในช่วงเดือนมีนาคม 2565 ซึ่งเป็นช่วงต้นฤดูกาลมะม่วง ที่คาดว่าราคาผลผลิตอาจตกต่ำ ดังนั้นจึงเป็นการช่วยเหลือเกษตรกร ในช่วงฤดูกาลผลิตระหว่างเดือนเมษายน-พฤษภาคม ได้เป็นอย่างดี จากผลงานดังกล่าว จึงนำมาสู่การได้รับรางวัลผลงานวิจัย ระดับดี ประจำปี 2565 สาขาเกษตรศาสตร์และชีววิทยา จากรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ (นายดอน ปรมัตถ์วินัย) เมื่อวันที่ 2 ก.พ.65 ที่ผ่านมา สามารถมาเยี่ยมชมได้ภายในงานวันนักประดิษฐ์ ประจำปี 2564-2565 ตั้งแต่ วันที่ 2-6 ก.พ.65 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา กรุงเทพฯ


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

“บิ๊กยิ้ม” มอบสิ่งของอุปกรณ์ในการปฏิบัติหน้าที่ และวัตถุมงคล แก่ข้าราชการตำรวจภ.จ.ปทุมธานี

“บิ๊กยิ้ม” มอบสิ่งของอุปกรณ์ในการปฏิบัติหน้าที่ และวัตถุมงคล แก่ข้าราชการตำรวจภ.จ.ปทุมธานี ตามนโยบายของ พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร. ในการบำรุงขวัญและกำลังใจข้าราชการตำรวจผู้ปฏิบัติหน้าที่ มอบหมายให้ รองจเรตำรวจแห่งชาติเดินทางไปตรวจเยี่ยมสร้างขวัญและกำลังใจให้แก่ข้าราชการตำรวจ

เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2565 เวลา 10.00 น. พล.ต.ท.มนตรี ยิ้มแย้ม รองจเรตำรวจแห่งชาติ ได้เดินทางมาตรวจเยี่ยม ภ.จ.ปทุมธานี พบ พล.ต.ต.ชุมพล ชาญชนะโยธิน ผบก.ภ. จ.ปทุมธานี, พ.ต.อ.ตระกูล เกียวประเสริฐ รอง ผบก.ฯ, พ.ต.อ.ชุมวร ชมะทัต รอง ผบก.ฯ, พ.ต.อ.พีรพล โชติกเสถียร รอง ผบก.ฯ, พ.ต.อ.เอกชัย ลิ้มวุฒิวงศ์ รอง ผบก.ฯ, พ.ต.อ.โชคชัย คณะเจริญ รอง ผบก.ฯ, พ.ต.อ.ธนกฤต บุญเจริญ รอง ผบก.ฯ, พ.ต.อ.ประภาส มั่งคั่ง รอง ผบก.ฯ, ผกก.ในสังกัดและข้าราชการตำรวจในสังกัด อยู่ปฏิบัติหน้าที่ รายงานเหตุการณ์ปกติ

จึงได้มอบสิ่งของอุปกรณ์ในการปฏิบัติหน้าที่และวัตถุมงคล แก่ข้าราชการตำรวจและแนะนำข้อราชการ ดังนี้

  1. ผบ.ตร.และผู้บังคับบัญชาระดับสูงสุดทุกท่าน ฝากความห่วงใยมายังเพื่อนข้าราชการตำรวจและครอบครัว และขอบคุณข้าราชการตำรวจทุกคน ที่ตั้งใจปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มความสามารถ
  2. การตรวจสอบเรื่องร้องทุกข์/ร้องเรียน ต้องให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย
  3. ให้ ภ.จ.ปทุมธานี ดำเนินการตรวจสอบความพึงพอใจของผู้ร้องเรียนในการดำเนินการของเจ้าหน้าที่ ภายหลังจากการแจ้งผลการตรวจสอบให้ผู้ร้องเรียนทราบ
  4. กำชับการตรวจสอบข้อเท็จจริงต้องเป็นไปตามกรอบระยะเวลาที่ ตร.กำหนด ตามหนังสือสั่งการที่ 1013.51/2008 ลงวันที่ 9 ก.ค.64 ซึ่งหากทำการตรวจสอบข้อเท็จจริงไม่เป็นไปตามกรอบระยะเวลาโดยไม่มีผลเหตุผลอันสมควร จะพิจารณาข้อบกพร่องเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบ
  5. ในการปฏิบัติงานให้ยึดหลักกฎหมายความถูกต้องระมัดระวังปฏิบัติตามยุทธวิธีตำรวจ ตั้งอยู่ในความไม่ประมาท
  6. ให้หัวหน้าหน่วยควบคุมการปฏิบัติงานของผู้ใต้บังคับบัญชาอย่างใกล้ชิด รวมถึงดูแลความเป็นอยู่ ทั้งของข้าราชการตำรวจและครอบครัวให้คำปรึกษาหาทางออกแม้ยามเกิดปัญหา
  7. ศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมและพัฒนาศักยภาพของตนเองอยู่เสมอ เพื่อให้ก้าวทันโลกที่เปลี่ยนแปลงตลอด เพื่อประโยชน์ต่อตนเองและการปฏิบัติงาน
  8. มีความรักสามัคคีกันภายในหน่วยงาน ซื่อสัตย์ต่อตนเอง และเพื่อนร่วมงาน หนักนิดเบาหน่อยให้อภัยกัน
  9. ด้วยปัจจุบันมีสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส COVID-19 ให้ดูแลสุขภาพป้องกันตนเองไม่ให้ติดเชื้อในการปฏิบัติงานทุกครั้ง
  10. เร่งรัด การสืบสวน สอบสวน คดีที่เกิดขึ้นในเขตรับผิดชอบ ในกำหนดแนวทางการสืบสวนเพื่อติดตามจับกุมคนร้าย ตามนโยบายของ ผบ.ตร.,รอง ผบ.ตร.(สส) และผู้บังคับบัญชาที่ได้มอบไว้ ณ ภ.จ.ปทุมธานี อ.เมือง จ.ปทุมธานี

สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

“บิ๊กเด่น รอง ผบ.ตร.” เปิดปฏิบัติการบูรพา 491 ทลายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ส่งคนไทยข้ามแดน เหยื่อเผยถูกบังคับให้หลอกคนไทยด้วยกัน

“บิ๊กเด่น รอง ผบ.ตร.” เปิดปฏิบัติการบูรพา 491 ทลายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ส่งคนไทยข้ามแดน เหยื่อเผยถูกบังคับให้หลอกคนไทยด้วยกัน

วันมี่ 3 ก.พ.65 เวลาประมาณ 10.43 น. : พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ รอง ผบ.ตร. ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปอส.ตร.) หรือ PCT พร้อมด้วย พล.ต.ท.ธิติ แสงสว่าง ผบช.ภ.2, พล.ต.ต.อิทธิพร โพธิ์ทอง รอง ผบช.ภ.2, พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ ผบก.สส.ภ.2/หน.ชุดปฏิบัติการ PCT ชุดที่ 5, พล.ต.ต.พันธนะ นุชนารถ ผบก.สส.สตม./หน.ชุดปฏิบัติการ PCT ชุดที่ 1, พล.ต.ต.ณัฐพงษ์ สัตยานุรักษ์ ผบก.ภ.จ.สระแก้ว, พ.อ.ชัยณรงค์ กาสี รองเสธฯ กองกำลังบูรพา นำกำลังตำรวจ PCT ตำรวจภูธรภาค 2 และเจ้าหน้าที่หทารกองกำลังบูรพา ปูพรมตะเข็บชายแดนสระแก้ว บุกจับกุมเครือข่ายคอลเซ็นเตอร์รายใหญ่ พร้อมออกหมายจับอีกยกแก๊ง 17 ราย และเตรียมขยายผลออกหมายจับเจ้าของบัญชีม้าอีกกว่า 10 ราย

พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ฯ เปิดเผยว่า พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร. ได้สั่งการให้เร่งรัดปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่กำลังระบาดหนัก ซึ่งจากสืบสวนทราบว่าเครือข่ายแก๊งคอลเซ็น เตอร์ รายนี้มีสองสามีภรรยาอยู่ฝั่งประเทศไทย ทำหน้าที่ประสานงานกับชาวจีนหัวหน้าเครือข่ายและเป็นธุระจัดหาคนไทยไปทำงานในประเทศกัมพูชา ผ่านเว๊บไซต์จัดหางานประเทศเพื่อนบ้าน โดยหลอกว่ามีรายได้ดี งานสบาย เมื่อมีคนหลงเชื่อจะขับรถไปรับถึงบ้านและนำพาข้ามชายแดนไปยังประเทศกัมพูชา ชุดสืบสวนจึงได้รวบรวมพยานหลักฐานขออนุมัติศาลออกหมายจับสองสามีภรรยารายนี้

พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ฯ กล่าวต่อว่า ปฏิบัติการบูรพา 491 ทลายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ตัดวงจรส่งคนไทยข้ามแดนไปกัมพูชาในครั้งนี้ สามารถจับกุมผู้ต้องหา 2 ราย ที่กล่าวมาแล้ว คือ นายณฐกรฯ อายุ 28 ปี และ น.ส.อ้อยใจฯ อายุ 34 ปี ภรรยาของนายณฐกร แจ้ง 5 ข้อหาหนัก “ร่วมกันเป็นอั้งยี่, ข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำการใด ไม่กระทำการใด หรือจำยอมต่อสิ่งใด โดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย เสรีภาพ ชื่อเสียงหรือทรัพย์สินของผู้ถูกข่มขืนใจนั้นเองหรือของผู้อื่นฯ, หน่วงเหนี่ยวหรือกักขังผู้อื่นฯ เพื่อจะเอาคนลงเป็นทาส หรือให้มีฐานะคล้ายทาส หรือส่งออกไปนอกราชอาณาจักร หรือหน่วงเหนี่ยวซึ่งบุคคลหนึ่งบุคคลใด เพื่อให้ได้มาซึ่งค่าไถ่ โดยหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังบุคคลใด มีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ” จากการสอบปากคำผู้ต้องหาทั้งสอง ให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา โดยยอมรับว่ามีนายปอ หนวดงาม คนไทยเป็นขาใหญ่ควบคุมคอลเซ็นเตอร์ชาวไทยอยู่ฝั่งเขมร

จากนั้นได้เข้าตรวจค้นเซฟเฮ้าส์ลับที่ใช้พักคนไทยก่อนข้ามชายแดน 2 จุด ใน ต.โคกสูง อ.โคกสูง จ.สระแก้ว พบพยานหลักฐาน เช่น สมุดบัญชีธนาคาร ระบุชื่อเจ้าของบัญชี น.ส.ชุติมา ประนาประโคน กับ นายธนากร จันทรภิรมย์ หนังสือผ่านแดน (Border Pass) ของผู้ต้องหา สมุดจดบันทึกรายการเข้าออกและค่าใช้จ่าย จำนวน 1 เล่ม

หลังการตรวจค้นเซฟเฮ้าส์ได้นำผู้ต้องหาไปชี้จุดที่นำพาคนไทยข้ามชายแดนไปยังประเทศกัมพูชา บริเวณทุ่งนาด้านหลังปราสาทสด๊กก๊อกธม ซึ่ง รอง ผบ.ตร. พร้อมชุดปฏิบัติการ ต้องใช้การเดินเท้าไปอีกประมาณ 4 กิโลเมตร จึงจะถึงแนวชายแดน โดยผู้ต้องหาให้การว่าเมื่อข้ามไปถึงประเทศกัมพูชาแล้ว จะมีคนฝั่งกัมพูชานำทางต่อ เพราะว่าบริเวณแนวชายแดนมีกับระเบิดของทหารกัมพูชาอยู่ หากไม่ชำนาญเส้นทางจะทำให้ถูกกับระเบิดได้

พล.ต.ต.ธีรเดชฯ กล่าวว่า ขณะนำชี้ที่เกิดเหตุมีผู้เสียหายรายหนึ่ง อ้างว่าเคยเป็นเหยื่อในแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่หลบหนีกลับมาประเทศไทยได้ เข้าพบ พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ฯ พร้อมให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า หลังจากส่งคนไทยข้ามแดนแล้วก็จะมีคนมารับต่อ เมื่อไปถึงฐานปฏิบัติการของแก๊งคอลเซ็นเตอร์จากนั้นจะถูกจับเป็นทาส ให้ทำงานหลอกคนไทยให้โอนเงินให้ โดยบังคับให้ทำงานวันละ 15 ชั่วโมง ไม่มีวันหยุด ถูกกักขัง หากขัดขืนไม่ทำงานก็จะถูกทารุณต่างๆนาๆ ทั้งกักขังและทำร้ายร่างกาย ในบางรายถูกขายต่อให้กับแก๊งอื่นๆ สภาพเหมือนตกนรก แต่บางรายก็เต็มใจในการหลอกคนไทยเพราะจะได้เงินส่วนแบ่งดี แต่ผู้เสียหายรับไม่ได้ที่จะหลอกคนไทยด้วยกันจนมีผู้ถูกหลอกบางคนโทรกลับมาขอเงินคืน และถึงกับจะฆ่าตัวตาย

รอง ผบ.ตร. กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มีความห่วงใยกำชับให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติเร่งปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ที่สร้างความเดือดร้อนให้ประชาชนจำนวนมาก โดยเฉพาะในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 สำหรับคดีนี้ ได้พยานหลักฐานมาพอสมควรแล้วออกหมายจับบุคคลที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติมรวม 19 คน โดยเฉพาะ นายปอ หนวดงาม ตัวการใหญ่คนไทยที่ควบคุมคนไทยหลอกคนชาติเดียวกันเอง โดยจะเร่งประสานความร่วมมือกับประเทศกัมพูชา เพื่อนำตัวมาดำเนินคดี

พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ฯ กล่าวอีกว่า ปัจจุบัน “แก๊งคอลเซ็นเตอร์” ระบาดหนักและมีการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์หลากหลายรูปแบบ เช่น หลอกว่าเกี่ยวข้องกับคดียาเสพติด โดยปลอมตัวเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ หลอกว่าได้รับรางวัล หลอกให้หลงรักและชวนลงทุน หลอกให้กู้เงินออนไลน์ และมีการพัฒนาไปถึงการ หลอกให้โอนเงินเข้าเว็บเทรดเหรียญคริปโตเคอเรนซี่ ซึ่งเป็นเว็บเทรดผี โดยโอนเงินเข้าไปในรูปแบบสกุลเงินดิจิทัล (Usdt) แล้วไม่สามารถถอนเหรียญได้ จึงฝากเตือนพี่น้องประชาชน อย่าตกเป็นเหยื่อหลงเชื่อง่ายๆ หากพบเบาะแสสามารถแจ้งข้อมูลได้ที่ ศูนย์ PCT 081-8663000 เวลาราชการ หรือ สายด่วน บช.สอท. 1441 หรือ www.pct.police.go.th ตลอด 24 ชม.


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

“บิ๊กอู๊ด ผช.ผบ.ตร.” ขึ้นเหนือคุมเข้มศูนย์มือปืน หวั่นเกิดอาชญากรรมรุนแรง เน้นเสริมศักยภาพ พฐ.

“บิ๊กอู๊ด ผช.ผบ.ตร.” ขึ้นเหนือคุมเข้มศูนย์มือปืน หวั่นเกิดอาชญากรรมรุนแรง เน้นเสริมศักยภาพ พฐ.

วันที่ 3 ก.พ.65 บช.ภ.5 จ.เชียงใหม่ : พล.ต.ท.สมพงษ์ ชิงดวง ผช.ผบ.ตร. (สส 3) ในฐานะรองผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามผู้มีอิทธิพล มือปืนรับจ้าง และผู้ร้ายสำคัญ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปอร.ตร) พร้อมคณะประกอบด้วย พล.ต.ท.สุรพงษ์ ชัยจันทร์ ผบช.กมค., พล.ต.ต. บุญญฤทธิ์ รอดมา รอง ผบช.ภ.7, พล.ต.ต.วรากร อยู่อย่างไท ผบก.ส.3, พล.ต.ต.นิพนธ์ รัตนศิริแสงโชติ ผบก.อก.ภ.8, พล.ต.ต.มนตรี แป้นเจริญ ผบก.อก.สตม. และ พ.ต.อ.กฤตชาติ ใจอารีรอบ รองผบก.อก.ตชด. เดินทางลงพื้นที่ตรวจราชการที่ จ.ลำปาง, จ.ลำพูน และ จ.เชียง ใหม่ ตามข้อสั่งการของ พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร. ที่ต้องการนายตำรวจระดับสูงลงพื้นที่เมืองขนาดใหญ่ในต่างจังหวัดและจังหวัดท่องเที่ยวเพื่อกำชับเกี่ยวกับการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมรุนแรงและมือปืนรับจ้างที่อาจจะมีผู้ลักลอบเกิดขึ้นได้ในทุกพื้นที่ โดยมี พล.ต.ท.วีระ จิรวีระ ผบช.สพฐ.ตร., พล.ต.ต.วีรชน บุญทวี รอง ผบช.ภ.5 และ พล.ต.ต. กำธร อุ่ยเจริญ ผบก.สพฐ. 5 ให้การต้อนรับ

พล.ต.อ.สมพงษ์ฯ กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร. และ พล.ต.อ.สุชาติ ธีระสวัสดิ์ รอง ผบ.ตร. กำชับให้ตำรวจให้ความสำคัญกับอาชญากรรมรุนแรงและมือปืนรับจ้าง โดยมอบหมายให้ตนดูแลงานด้านการสืบสวน ตนจึงนำคณะตำรวจเดินทางตรวจเยี่ยมและตรวจสอบข้อมูลศูนย์มือปืนรับจ้างของจังหวัดลำปาง, ลำพูน และเชียงใหม่ รวมทั้งศูนย์พิสูจน์หลักฐาน 5 ซึ่งดูแลเกี่ยวกับนิติวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีใน 8 จังหวัดภาคเหนือของประเทศ เพื่อดูความเคลื่อนไหวของบรรดามือปืนที่อาจจะหลบมาอยู่ในพื้นที่ตะเข็บชายแดน และดูแนวโน้มของผู้ที่หวังจะก่อเหตุอาชญากรรมรุนแรง เพราะก่อนหน้านี้พบว่าในเมืองใหญ่และเมืองท่องเที่ยวมีโอกาสเกิดอาชญากรรมรุนแรงหรือการเลียนแบบขึ้นได้ทำให้เกิดความสูญเสียตามมา

พล.ต.ท.สมพงษ์ฯ กล่าวต่อว่า ในส่วนของศูนย์ข้อมูลมือปืนให้จัดทำฐานข้อมูลเพราะเมื่อเกิดเหตุจะสามารถเชื่อมโยงถึงมือปืนแต่ละกลุ่มอย่างถูกต้อง ทำให้สืบสวนคดีได้ง่ายโดยต้องทำให้ข้อมูลเป็นปัจจุบันที่สุด นอกจากนี้ในเรื่องกล้องวงจรปิดต้องมีการติดตั้งเพิ่มขึ้นให้เป็นเมืองปลอดภัย เพราะ 80 เปอร์เซ็นต์ ในนครบาลสามารถจับคนร้ายได้จากกล้องวงจรปิด โดยอาจจะต้องเชิญชวน อบต. เทศบาล หรือ อบจ. รวมทั้งหน่วยงานเอกชนติดตั้งกล้องวงจรปิดเพิ่มในแต่ละพื้นที่ด้วย นอกจากนี้ต้องระดมจับอาวุธปืน เพราะสมัยนี้ปืนหาได้ง่ายและราคาไม่แพง ตำรวจเองก็ต้องมีความระมัดระวังใช้ยุทธวิธีในการเข้าจับกุม สวมเสื้อเกราะเพื่อไม่ให้เกิดความสูญเสีย เพราะคนร้ายอาจจะพกอาวุธปืนตลอดเวลา

“ผมขอย้ำว่าปัจจุบันในส่วนของงานพิสูจน์หลักฐานมีความสำคัญมาก เพราะนิติวิทยาศาสตร์เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ศาลลงโทษคนร้าย เป็นหน่วยสนับสนุนที่ปิดทองหลังพระในหลายคดีตั้งแต่อดีตและปัจจุบัน ทั้งนี้ ตร. กำลังสนับสนุนอุปกรณ์และเครื่องมือให้ทันสมัยมากยิ่งขึ้น เพื่อให้การพิสูจน์หลักฐานเป็นไปอย่างรวดเร็วถูกต้องแม่นยำและเป็นธรรมด้วย” พล.ต.ท.สมพงษ์ฯ กล่าวในที่สุด

ด้าน พล.ต.ท.สุรพงษ์ฯ กล่าวเสริมว่า เรื่องของงานสอบสวน พล.ต.อ.สุทิน ทรัพย์พ่วง รอง ผบ.ตร. รับผิดชอบงานด้านกฎหมาย ได้ตั้งกลุ่ม Line ชื่อ “ศูนย์แก้ปัญหางานสอบสวน” เพื่อให้พนักงานสอบสวนทั่วประเทศ เข้ามาสอบถามขัอกฎหมายหรือระเบียบต่างๆในการทำสำนวนการสอบสวน โดยจะมีแอดมินนักกฎหมายเข้ามาตอบตลอด 24 ชม. เมื่อสำนวนทุกคดีมีปัญหาจะสามารถตอบได้ทันที พนักงานสอบสวนทั่วประเทศสามารถเข้าร่วมกลุ่มไลน์ได้ทุกคน


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

กนกวรรณ รมช.ศธ. รับมอบนวัตกรรมเครือข่ายห้องสมุดออนไลน์ ไฮบรารี่ มูลค่ากว่า 7 แสนบาท ให้บริการ e-Book ภายในศูนย์เรียนรู้วังจันทรเกษม ห้องสมุดต้นแบบ กศน.

กนกวรรณ” รมช.ศธ. รับมอบนวัตกรรมเครือข่ายห้องสมุดออนไลน์ ไฮบรารี่ มูลค่ากว่า 7 แสนบาท ให้บริการ e-Book ภายในศูนย์เรียนรู้วังจันทรเกษม ห้องสมุดต้นแบบ กศน.

วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2565 นางกนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานรับมอบนวัตกรรมเครือข่ายห้องสมุดออนไลน์ ไฮบรารี่ ต้นแบบ จากนายอเล็ก ซองด์ ฮัมเมล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไฮเท็คซ์ อินเตอร์แอคทีฟ จำกัด และนาย พสิษฐ์สัทคุณ จุลละมณฑล กรรมการและผู้อำนวยการฝ่ายเทคโนโลยีสารสนเทศ บริษัท สยามจุลละมณฑล จำกัด โดยมีนายกมล รอดคล้าย ที่ปรึกษา รมช.ศธ., นางสาวทรงศรี วิระรังษิยากรณ์, นายปรเมศวร์ ศิริรัตน์ และนายภูมิภัทร เรืองแหล่ รองเลขาธิการ กศน. ร่วมเป็นสักขีพยาน ณ ศูนย์การเรียนรู้วังจันทรเกษม กระทรวงศึกษาธิการ

รมช.ศธ. กล่าวว่า ในนามของกระทรวงศึกษาธิการ ขอขอบคุณบริษัท ไฮเท็คซ์ อินเตอร์ แอคทีฟ จากัด และบริษัท สยามจุลละมณฑล จากัด ที่ได้มอบนวัตกรรม เครือข่ายห้องสมุดออนไลน์ ไฮบรารี่ พร้อมอุปกรณ์มูลค่า 750,000 บาท ให้แก่สำนักงาน กศน. โดยจะให้บริการภายในศูนย์เรียนรู้วังจันทรเกษม ซึ่งเปรียบเสมือนห้องสมุดต้นแบบของสำนักงาน กศน. ซึ่งเปิดให้ข้าราชการ เจ้าหน้าที่ ตลอดจนประชาชนทั่วไปได้ใช้บริการ ตลอดจนครอบคลุมถึงชุมชน รอบกระทรวงศึกษาธิการแห่งนี้

จากที่ได้รับชมการสาธิต การใช้ห้องสมุดออนไลน์ผ่านแฟลตฟอร์มของบริษัทฯ ทำให้เห็นถึงความก้าวหน้าในวงการอ่าน การพัฒนาความสามารถในการเข้าถึงหนังสือรูปแบบ e-Book ของคนไทย เป็นการเข้าสู่ยุคดิจิทัลของห้องสมุดประชาชนในสังกัดสำนักงาน กศน. ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล ในการส่งเสริมการอ่านและการเรียนรู้ของคนไทย และนโยบายการพัฒนาห้องสมุดและการส่งเสริมการอ่านบนออนไลน์ ควบคู่กับการอ่านหนังสือ ซึ่งยังมีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน อีกทั้งยังช่วยในการสร้างนิสัยรักการอ่านในกลุ่มประชาชนทุกช่วงวัยอีกด้วย

ในปัจจุบันที่ประเทศไทยกำลังเผชิญภาวะวิกฤตโควิด 19 ทำให้การเรียนรู้ด้วยตนเองจากการค้นคว้าและเข้าถึงห้องสมุดออนไลน์ ช่วยแก้ไขปัญหาด้านการศึกษาเล่าเรียน และช่วยสร้างนิสัยรักการอ่านได้อย่างเหมาะสม หวังเป็นอย่างยิ่งว่านวัตกรรมการอ่านดังกล่าวจะเกิดประโยชน์ต่อผู้ใช้บริการอย่างเท่าเทียมและทั่วถึงในทุกพื้นที่

“สำหรับการขยายผลการใช้นวัตกรรมเครือข่ายห้องสมุดออนไลน์ ไฮบรารี่ ไปสู่พื้นที่และหน่วยงานในสังกัด ศธ.เพิ่มเติมนั้น คาดว่าจะมีเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน เนื่องจากนโยบายของสำนักงาน กศน. และหน่วยงานภายใต้การกำกับดูแลของ ศธ.สนับสนุนการใช้สินค้าลิขสิทธิ์ ห้องสมุดแต่ละแห่งจึงเลือกใช้ e-Book ที่ถูกลิขสิทธิ์มาให้บริการตามรูปแบบห้องสมุดออนไลน์ต้นแบบ รวมถึงโลกของการศึกษายุคใหม่จำเป็นต้องพัฒนาไปสู่ยุคดิจิทัลที่สามารถเข้าถึงแหล่งข้อมูลได้ง่าย สะดวก รวดเร็ว และครอบคลุมทุกพื้นที่ เพื่อสร้างความเท่าเทียมในการเรียนรู้และการศึกษาของประชาชนทุกคนแบบไร้พรมแดน”

นายอเล็กซองด์ ฮัมเมล กล่าวถึงการพัฒนาข้อมูลความรู้สู่รูปแบบดิจิทัลและการเผยแพร่ด้วยระบบออนไลน์ว่า เป็นเรื่องสำคัญสำหรับโลกยุคใหม่ ซึ่งเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตช่วยให้สามารถรับ-ส่ง องค์ความรู้ได้อย่างรวดเร็ว ทำให้นำข้อมูลมาประมวลผลปรับใช้ในการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และเพิ่มโอกาสทางการศึกษาได้อย่างทั่วถึง โดยประเทศไทยมีแนวโน้มการใช้สื่อดิจิทัลเพื่อการศึกษาและความบันเทิงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากพฤติกรรมการรับสื่อที่เปลี่ยนไป สอดคล้องกับการเติบโตของตลาดอุปกรณ์โทรศัพท์มือถือ แท็บเล็ต และเครื่องอ่านหนังสืออิเล็กทรอนิกส์

โดยฝั่งผู้ผลิตสื่อและสำนักพิมพ์ก็ปรับตัวผลิตสื่อในรูปแบบดิจิทัลมากขึ้น เมื่อเกิดการเปลี่ยน แปลงดังกล่าว ผนวกกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด 19 จึงเป็นปัจจัยเร่งเข้าสู่ยุคดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบเร็วขึ้น ดังนั้นเพื่อให้ห้องสมุดปรับตัวได้ทันต่อโลกยุคใหม่ ระบบห้องสมุดออนไลน์ ไฮบรารี่ จึงถูกพัฒนาขึ้นด้วยแนวคิดที่องค์กรไม่จำเป็นต้องใช้งบประมาณในการพัฒนาและดูแลระบบห้องสมุดออนไลน์ที่สูงและใช้เวลานาน แต่เน้นการใช้งบประมาณไปเพื่อจัดหา e-Book และสื่อการเรียนรู้ใหม่ ๆ มาผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนให้บริการอย่างทั่วถึงแทน

ปัจจุบันมีหน่วยงานและองค์กรใช้งานระบบห้องสมุดออนไลน์ ไฮบรารี่ ครอบคลุมทั้งหน่วยงานรัฐ บริษัทเอกชน สถาบันอุดมศึกษา โรงเรียน และห้องสมุดประชาชน อาทิ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค สำนักหอสมุดแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (สำนักงาน ก.พ.) บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โรงเรียนกำเนิดวิทย์ เป็นต้น

สำหรับการส่งมอบนวัตกรรมเครือข่ายห้องสมุดออนไลน์ ไฮบรารี่ ให้แก่กระทรวงศึกษาธิการในครั้งนี้ เป็นการพัฒนาและขยายผลความสำเร็จจากโครงการ 35 ห้องสมุดประชาชนออนไลน์ ที่เปิดให้บริการแก่ประชาชนทั่วประเทศอ่าน e-Book ฟรี ซึ่งมีผู้ใช้บริการอ่านหนังสือในระบบมากถึง 13,500 ครั้ง มีการยืม e-Book มากกว่า 4,500 ครั้ง และมีจำนวนการอ่านมากกว่า 80,000 นาที ดังนั้นเพื่อให้เกิดการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ทางบริษัทฯ จึงร่วมกับบริษัท สยามจุลละมณฑล จำกัด พัฒนานวัตกรรมเครือข่ายห้องสมุดออนไลน์ ไฮบรารี่ เพื่อส่งมอบแก่สำนักงานกศน. ได้นำไปเป็นต้นแบบขยายการใช้งานสู่อีกหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา เชื่อมั่นว่าจะก่อให้เกิดประโยชน์ทำให้นักเรียน นักศึกษา ประชาชน เข้าถึงแหล่งความรู้ได้ง่าย ทั่วถึงขึ้น ในทุกที่ ทุกเวลา เกิดเป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิตทุกช่วงวัยอย่างแท้จริง

นายพสิษฐ์สัทคุณ จุลละมณฑล กล่าวถึงที่มาของการส่งมอบนวัตกรรมเครือข่ายห้องสมุดออนไลน์ ไฮบรารี่ ว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด 19 ได้ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงของรูปแบบการดำเนินชีวิต และการศึกษา ไม่ว่าจะเป็นขั้นพื้นฐาน นอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัยในสถานศึกษาทุกแห่ง ต้องปรับตัวสู่ระบบการเรียนการสอนแบบออนไลน์ รวมไปถึงการเข้าถึงแหล่งข้อมูลความรู้สำคัญอย่างห้องสมุดที่ไม่สามารถเปิดให้บริการได้อย่างเต็มที่ ดังนั้นห้องสมุดจึงจำเป็นต้องนำเทคโนโลยีมาช่วยในการพัฒนาการให้บริการและปรับเปลี่ยนสู่รูปแบบห้องสมุดออนไลน์ เพื่อให้เหมาะสมกับสถานการณ์มากขึ้น

โดยบริษัทฯ ในฐานะผู้ให้บริการด้านการผลิต จัดจำหน่าย และพัฒนาสื่อนวัตกรรมเพื่อการศึกษาครบวงจร ได้มีผลักดัน ส่งเสริม และสนับสนุนให้หน่วยงานภาครัฐและประชาชนมีความเข้าใจถึงการใช้งานเครือข่ายห้องสมุดออนไลน์ ไฮบรารี่ ผ่านหลักสูตรอบรมระบบการบริหารงานห้องสมุด และการจัดกิจกรรมส่งเสริมการอ่านร่วมกับห้องสมุดประชาชนแต่ละแห่งจนประสบความสำเร็จจากโครงการ 35 ห้องสมุดประชาชนออนไลน์ที่ผ่านมา

ดังนั้น เพื่อเป็นการขยายผลต่อยอดความสำเร็จ จึงได้มีการนำเสนอนวัตกรรมเครือข่ายห้องสมุดออนไลน์ ไฮบรารี่ แก่สำนักงาน กศน. กระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งเป็นหน่วยงานที่มุ่งเน้นพัฒนาคุณภาพด้านการศึกษาของประชาชนอย่างทั่วถึง โดยหน่วยงานได้เห็นถึงความสำคัญและประโยชน์ที่จะได้รับจากนวัตกรรมฯ ดังกล่าว จึงได้มีการรับมอบและทดลองใช้นวัตกรรมเครือข่ายห้องสมุดออนไลน์ ไฮบรารี่ เป็นโครงการต้นแบบที่ศูนย์การเรียนรู้วังจันทรเกษม สถาบันส่งเสริมและพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้ (สพร.) สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย กระทรวงศึกษาธิการ โดยเปิดให้ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ภายในหน่วยงานกระทรวงศึกษาธิการ รวมถึงนักเรียน นักศึกษา และประชาชนบริเวณใกล้เคียงได้ร่วมทดลองใช้ ซึ่งจะมี e-Book ให้อ่านฟรี มากถึง 1,500 รายการ และคาดว่าจะมีผู้ใช้งานมากถึง 3,000 คน


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

แถลงข่าวการจัดงาน ‘CARE ASIA 2022’

แถลงข่าวการจัดงาน CARE ASIA 2022 งานแสดงสินค้า นวัตกรรม ที่ตอบโจทย์ความต้องการด้านการดูแลสุขภาพและความเป็นอยู่อย่างครบวงจรแห่งเอเชีย (The Leading International Trade Fair for Healthcare and Wellness Innovation and Solution in Asia)

วันที่ 31 มีนาคม – 3 เมษายน 2565 ณ ฮอลล์ 101 ไบเทค บางนา : บริษัท เบสท์ ออร์กาไนเซอร์ จำกัด ได้ผนึกกำลังร่วมกับ กระทรวงแรงงาน, หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย, สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน), มูลนิธิสถาบันการสร้างชาติ, บริษัท โนวา ออร์แกนิค จำกัด (มหาชน), สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน, มหาวิทยาลัยมหิดล, องค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น (เจโทร), ศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางการออกแบบสภาพแวดล้อมเพื่อทุกคน (Universal Design Center), คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณ์, สถาบันอาหาร กระทรวงอุตสาหกรรม, การเคหะแห่งชาติ, บริษัท ยังแฮปปี้ จำกัด, บริษัท โอพีพีวาย จำกัด, ชมรมคอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ตเพื่อผู้สูงวัย จัดงานแสดงสินค้า CARE ASIA 2022 มีกำหนดจัดงานขึ้นระหว่างวันที่ 31 มีนาคม – 3 เมษายน 2565 ณ อาคาร EH 101 ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค

โดยผู้จัดงานได้ปรับรูปแบบงานให้มีความครอบคลุมด้านการดูแลสุขภาพแบบครบวงจร ตอบโจทย์ผู้บริโภคในปัจจุบัน ซึ่งมีความต้องการที่หลากหลายและเฉพาะกลุ่ม โดยเน้นกลุ่มผู้สูงอายุที่ต้องการการดูแลเป็นพิเศษ นอกจากนี้ทางคณะผู้จัดงานยังต้องการสร้างงานนี้ให้เป็นเวทีในการแสดงนวัตกรรม เทคโนโลยีใหม่ๆ ในด้านผลิตภัณฑ์สุขภาพและบริการ เพื่อสร้างให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางด้านสุขภาพและบริการแห่งเอเชีย (Medical Hub) อีกทั้งยังเล็งเห็นถึงความสำคัญในการสร้างให้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตสินค้าด้านสุขภาพในภูมิภาคเอเชียอีกด้วย

และเพื่อเป็นผลประโยชน์แก่ผู้เข้าร่วมงานโดยตรง ทั้งผู้ร่วมออกบูธภายในงานและผู้สนับ สนุนการจัดงาน โดยได้ขยายฐานการประชาสัมพันธ์งานไปในวงกว้าง รุกคืบเชิญชวนบริษัทห้างร้านที่มีคุณภาพในประเทศญี่ปุ่น ไต้หวัน และจีน รวมถึงประเทศในแถบยุโรปอีกด้วย โดยเน้นการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายภายในงานเพิ่มขึ้น อีกทั้งยังมีการจัดงาน Business Matching, International Seminar, Virtual Exhibition และอื่น ๆ อีกมากมาย ภาย ในงานท่านจะได้พบกับนักธุรกิจต่างประเทศที่จะมาเป็นผู้บรรยาย แบ่งปันประสบการณ์ทางธุรกิจ แบ่งปันเทคนิคการพัฒนาธุรกิจ และได้พบผู้เข้าร่วมแสดงงาน และผู้ซื้อสินค้าที่มีคุณภาพอย่างแน่นอน คาด 4 วัน มีผู้เข้าร่วมงานกว่า 10,000 คน และมีเงินสะพัดภายในงานไม่ต่ำกว่า 200 ล้านบาท

โดยก่อนหน้านี้ใช้ชื่อว่า CARE EXPO THAILAND ปีนี้รีแบรนด์ดิ้งปรับภาพลักษณ์ใหม่ครั้งยิ่งใหญ่ CARE ASIA 2022 สร้างจุดแข็งเสริมความแข็งแกร่ง เพื่อตอกย้ำความเป็นผู้นำงานแสดงสินค้า นวัตกรรม เทคโนโลยี ที่ตอบโจทย์ความต้องการด้านการดูแลสุขภาพ และความเป็นอยู่ที่ดีอย่างครบวงจรแห่งเอเชีย ด้วยเจตนารมณ์ที่มุ่งมั่นในการยกระดับคุณภาพชีวิตสร้างความยั่งยืนแก่ระบบสุขภาพ ด้วยสถานการณ์ปัจจุบันที่ส่งผลให้ผู้คนเริ่มหันมาดูแลสุขภาพแบบองค์รวม และให้ความสำคัญในการดูแลสุขภาพในภาวะปกติเพื่อป้องกันก่อนที่จะเจ็บป่วย ครั้งเมื่อเจ็บป่วยก็มีการดูแลและเข้ารับการรักษาที่เหมาะสม ไปจนถึงการฟื้นฟูร่างกายและจิตใจหลังป่วยให้กลับมาแข็งแรงดังเดิม รวมไปถึงการเตรียมตัวของผู้สูงอายุ ให้เป็นผู้สูงวัยคุณภาพ เพื่อให้พร้อมก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอด (Super-Aged Society)

งาน CARE ASIA 2022 ตระหนักถึงความสำคัญในการพัฒนากิจการด้านสุขสภาพ (Wellness) ของประเทศไทย เพื่อการสร้างความเข้มแข็งและการเติบโตให้กิจการสุขสภาพของประเทศไทยก้าวสู่ระดับชั้นนำของโลก และช่วยขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศไทยสู่ความอายะต่อไป จึงได้ผนึกกำลังเสริมทัพความยิ่งใหญ่กับการลงนามในบันทึกความร่วมมือกับมูลนิธิสถาบันการสร้างชาติ เพื่อพัฒนารวมถึงสร้างความเข้มแข็งและเติบโตให้กับกิจการด้าน Healthcare and Wellness อย่างยั่งยืนในประเทศไทยอีกด้วย

อีกทั้งเป็นงานที่แสดงถึงการผลักดันทางธุรกิจการค้าระดับโลก ส่งเสริมประเทศไทยและพัฒนาขับเคลื่อนให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติ รวมถึงการพัฒนาเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการรายใหม่ ในการสร้างนวัตกรรม และโซลูชั่นใหม่ สำหรับผลิตภัณฑ์และบริการด้านการดูแลสุขภาพในภูมิภาคเอเชีย กับ 2 แพลตฟอร์มที่พร้อมตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ ในคอนเซ็ปต์ที่คำนึงถึงการดูแลสุขภาพที่ดีอย่างครบวงจร คือ กายภาพ อารมณ์ สติปัญญา สังคม และสิ่งแวดล้อม ได้แก่
CARE ASIA 2022 VIRTUAL EXHIBITION ประสบการณ์งานแสดงสินค้ารูปแบบใหม่แบบไร้ขีดจำกัดที่นำเอาเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในการจำลองงานอีเว้นท์ สู่รูปแบบการสร้างสภาพแวดล้อมเสมือนจริง เพื่อรองรับวิถีชีวิตปกติใหม่ (New Normal) โดยผู้สนใจสามารถเข้าร่วมชมงานได้ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปที่ https://careasia.eventpass.co/
CARE ASIA 2022 EXHIBITION งานแสดงสินค้าแบบเต็มรูปแบบ ที่พร้อมนำเสนอนวัตกรรม และโซลูชั่นการดูแลความเป็นอยู่ด้านสุขภาพ และงานธุรกิจอุตสาหกรรมด้านสุขภาพที่ครบวงจรที่สุดของเอเชีย ภายใต้มาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 19 อย่างเคร่งครัด โดยงานจัดขึ้นระหว่างวันที่ 31 มีนาคม – 3 เมษายน 2565 ณ ฮอลล์ 101 ไบเทค บางนา

สำหรับปีนี้ยิ่งใหญ่กว่าครั้งไหนๆ แฟร์เดียวจบครบทุกเรื่องสุขภาพ กับงาน CARE ASIA 2022 โดยความพิเศษที่จะได้พบในงาน จัดเต็มด้วยสินค้าไฮไลท์สินค้าและบริการที่เกี่ยวกับสุขภาพ ชีวิตความเป็นอยู่, อาหารเพื่อสุขภาพ, แพ็คเกจท่องเที่ยวทั้งในแบบไลฟ์สไตล์ และเชิงสุขภาพ, ประกันสุขภาพและการออมเงิน, การลงทุนหรือการวางแผนการลงทุนต่างๆ พร้อมทั้งโปรโมชั่นสุดพิเศษจากผู้ร่วมออกบูธแสดงสินค้าอีกมากมาย เป็นต้น


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน