กนกวรรณ รมช.ศธ. รับมอบนวัตกรรมเครือข่ายห้องสมุดออนไลน์ ไฮบรารี่ มูลค่ากว่า 7 แสนบาท ให้บริการ e-Book ภายในศูนย์เรียนรู้วังจันทรเกษม ห้องสมุดต้นแบบ กศน.

กนกวรรณ” รมช.ศธ. รับมอบนวัตกรรมเครือข่ายห้องสมุดออนไลน์ ไฮบรารี่ มูลค่ากว่า 7 แสนบาท ให้บริการ e-Book ภายในศูนย์เรียนรู้วังจันทรเกษม ห้องสมุดต้นแบบ กศน.

วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2565 นางกนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานรับมอบนวัตกรรมเครือข่ายห้องสมุดออนไลน์ ไฮบรารี่ ต้นแบบ จากนายอเล็ก ซองด์ ฮัมเมล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไฮเท็คซ์ อินเตอร์แอคทีฟ จำกัด และนาย พสิษฐ์สัทคุณ จุลละมณฑล กรรมการและผู้อำนวยการฝ่ายเทคโนโลยีสารสนเทศ บริษัท สยามจุลละมณฑล จำกัด โดยมีนายกมล รอดคล้าย ที่ปรึกษา รมช.ศธ., นางสาวทรงศรี วิระรังษิยากรณ์, นายปรเมศวร์ ศิริรัตน์ และนายภูมิภัทร เรืองแหล่ รองเลขาธิการ กศน. ร่วมเป็นสักขีพยาน ณ ศูนย์การเรียนรู้วังจันทรเกษม กระทรวงศึกษาธิการ

รมช.ศธ. กล่าวว่า ในนามของกระทรวงศึกษาธิการ ขอขอบคุณบริษัท ไฮเท็คซ์ อินเตอร์ แอคทีฟ จากัด และบริษัท สยามจุลละมณฑล จากัด ที่ได้มอบนวัตกรรม เครือข่ายห้องสมุดออนไลน์ ไฮบรารี่ พร้อมอุปกรณ์มูลค่า 750,000 บาท ให้แก่สำนักงาน กศน. โดยจะให้บริการภายในศูนย์เรียนรู้วังจันทรเกษม ซึ่งเปรียบเสมือนห้องสมุดต้นแบบของสำนักงาน กศน. ซึ่งเปิดให้ข้าราชการ เจ้าหน้าที่ ตลอดจนประชาชนทั่วไปได้ใช้บริการ ตลอดจนครอบคลุมถึงชุมชน รอบกระทรวงศึกษาธิการแห่งนี้

จากที่ได้รับชมการสาธิต การใช้ห้องสมุดออนไลน์ผ่านแฟลตฟอร์มของบริษัทฯ ทำให้เห็นถึงความก้าวหน้าในวงการอ่าน การพัฒนาความสามารถในการเข้าถึงหนังสือรูปแบบ e-Book ของคนไทย เป็นการเข้าสู่ยุคดิจิทัลของห้องสมุดประชาชนในสังกัดสำนักงาน กศน. ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล ในการส่งเสริมการอ่านและการเรียนรู้ของคนไทย และนโยบายการพัฒนาห้องสมุดและการส่งเสริมการอ่านบนออนไลน์ ควบคู่กับการอ่านหนังสือ ซึ่งยังมีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน อีกทั้งยังช่วยในการสร้างนิสัยรักการอ่านในกลุ่มประชาชนทุกช่วงวัยอีกด้วย

ในปัจจุบันที่ประเทศไทยกำลังเผชิญภาวะวิกฤตโควิด 19 ทำให้การเรียนรู้ด้วยตนเองจากการค้นคว้าและเข้าถึงห้องสมุดออนไลน์ ช่วยแก้ไขปัญหาด้านการศึกษาเล่าเรียน และช่วยสร้างนิสัยรักการอ่านได้อย่างเหมาะสม หวังเป็นอย่างยิ่งว่านวัตกรรมการอ่านดังกล่าวจะเกิดประโยชน์ต่อผู้ใช้บริการอย่างเท่าเทียมและทั่วถึงในทุกพื้นที่

“สำหรับการขยายผลการใช้นวัตกรรมเครือข่ายห้องสมุดออนไลน์ ไฮบรารี่ ไปสู่พื้นที่และหน่วยงานในสังกัด ศธ.เพิ่มเติมนั้น คาดว่าจะมีเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน เนื่องจากนโยบายของสำนักงาน กศน. และหน่วยงานภายใต้การกำกับดูแลของ ศธ.สนับสนุนการใช้สินค้าลิขสิทธิ์ ห้องสมุดแต่ละแห่งจึงเลือกใช้ e-Book ที่ถูกลิขสิทธิ์มาให้บริการตามรูปแบบห้องสมุดออนไลน์ต้นแบบ รวมถึงโลกของการศึกษายุคใหม่จำเป็นต้องพัฒนาไปสู่ยุคดิจิทัลที่สามารถเข้าถึงแหล่งข้อมูลได้ง่าย สะดวก รวดเร็ว และครอบคลุมทุกพื้นที่ เพื่อสร้างความเท่าเทียมในการเรียนรู้และการศึกษาของประชาชนทุกคนแบบไร้พรมแดน”

นายอเล็กซองด์ ฮัมเมล กล่าวถึงการพัฒนาข้อมูลความรู้สู่รูปแบบดิจิทัลและการเผยแพร่ด้วยระบบออนไลน์ว่า เป็นเรื่องสำคัญสำหรับโลกยุคใหม่ ซึ่งเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตช่วยให้สามารถรับ-ส่ง องค์ความรู้ได้อย่างรวดเร็ว ทำให้นำข้อมูลมาประมวลผลปรับใช้ในการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และเพิ่มโอกาสทางการศึกษาได้อย่างทั่วถึง โดยประเทศไทยมีแนวโน้มการใช้สื่อดิจิทัลเพื่อการศึกษาและความบันเทิงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากพฤติกรรมการรับสื่อที่เปลี่ยนไป สอดคล้องกับการเติบโตของตลาดอุปกรณ์โทรศัพท์มือถือ แท็บเล็ต และเครื่องอ่านหนังสืออิเล็กทรอนิกส์

โดยฝั่งผู้ผลิตสื่อและสำนักพิมพ์ก็ปรับตัวผลิตสื่อในรูปแบบดิจิทัลมากขึ้น เมื่อเกิดการเปลี่ยน แปลงดังกล่าว ผนวกกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด 19 จึงเป็นปัจจัยเร่งเข้าสู่ยุคดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบเร็วขึ้น ดังนั้นเพื่อให้ห้องสมุดปรับตัวได้ทันต่อโลกยุคใหม่ ระบบห้องสมุดออนไลน์ ไฮบรารี่ จึงถูกพัฒนาขึ้นด้วยแนวคิดที่องค์กรไม่จำเป็นต้องใช้งบประมาณในการพัฒนาและดูแลระบบห้องสมุดออนไลน์ที่สูงและใช้เวลานาน แต่เน้นการใช้งบประมาณไปเพื่อจัดหา e-Book และสื่อการเรียนรู้ใหม่ ๆ มาผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนให้บริการอย่างทั่วถึงแทน

ปัจจุบันมีหน่วยงานและองค์กรใช้งานระบบห้องสมุดออนไลน์ ไฮบรารี่ ครอบคลุมทั้งหน่วยงานรัฐ บริษัทเอกชน สถาบันอุดมศึกษา โรงเรียน และห้องสมุดประชาชน อาทิ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค สำนักหอสมุดแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (สำนักงาน ก.พ.) บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โรงเรียนกำเนิดวิทย์ เป็นต้น

สำหรับการส่งมอบนวัตกรรมเครือข่ายห้องสมุดออนไลน์ ไฮบรารี่ ให้แก่กระทรวงศึกษาธิการในครั้งนี้ เป็นการพัฒนาและขยายผลความสำเร็จจากโครงการ 35 ห้องสมุดประชาชนออนไลน์ ที่เปิดให้บริการแก่ประชาชนทั่วประเทศอ่าน e-Book ฟรี ซึ่งมีผู้ใช้บริการอ่านหนังสือในระบบมากถึง 13,500 ครั้ง มีการยืม e-Book มากกว่า 4,500 ครั้ง และมีจำนวนการอ่านมากกว่า 80,000 นาที ดังนั้นเพื่อให้เกิดการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ทางบริษัทฯ จึงร่วมกับบริษัท สยามจุลละมณฑล จำกัด พัฒนานวัตกรรมเครือข่ายห้องสมุดออนไลน์ ไฮบรารี่ เพื่อส่งมอบแก่สำนักงานกศน. ได้นำไปเป็นต้นแบบขยายการใช้งานสู่อีกหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา เชื่อมั่นว่าจะก่อให้เกิดประโยชน์ทำให้นักเรียน นักศึกษา ประชาชน เข้าถึงแหล่งความรู้ได้ง่าย ทั่วถึงขึ้น ในทุกที่ ทุกเวลา เกิดเป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิตทุกช่วงวัยอย่างแท้จริง

นายพสิษฐ์สัทคุณ จุลละมณฑล กล่าวถึงที่มาของการส่งมอบนวัตกรรมเครือข่ายห้องสมุดออนไลน์ ไฮบรารี่ ว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด 19 ได้ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงของรูปแบบการดำเนินชีวิต และการศึกษา ไม่ว่าจะเป็นขั้นพื้นฐาน นอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัยในสถานศึกษาทุกแห่ง ต้องปรับตัวสู่ระบบการเรียนการสอนแบบออนไลน์ รวมไปถึงการเข้าถึงแหล่งข้อมูลความรู้สำคัญอย่างห้องสมุดที่ไม่สามารถเปิดให้บริการได้อย่างเต็มที่ ดังนั้นห้องสมุดจึงจำเป็นต้องนำเทคโนโลยีมาช่วยในการพัฒนาการให้บริการและปรับเปลี่ยนสู่รูปแบบห้องสมุดออนไลน์ เพื่อให้เหมาะสมกับสถานการณ์มากขึ้น

โดยบริษัทฯ ในฐานะผู้ให้บริการด้านการผลิต จัดจำหน่าย และพัฒนาสื่อนวัตกรรมเพื่อการศึกษาครบวงจร ได้มีผลักดัน ส่งเสริม และสนับสนุนให้หน่วยงานภาครัฐและประชาชนมีความเข้าใจถึงการใช้งานเครือข่ายห้องสมุดออนไลน์ ไฮบรารี่ ผ่านหลักสูตรอบรมระบบการบริหารงานห้องสมุด และการจัดกิจกรรมส่งเสริมการอ่านร่วมกับห้องสมุดประชาชนแต่ละแห่งจนประสบความสำเร็จจากโครงการ 35 ห้องสมุดประชาชนออนไลน์ที่ผ่านมา

ดังนั้น เพื่อเป็นการขยายผลต่อยอดความสำเร็จ จึงได้มีการนำเสนอนวัตกรรมเครือข่ายห้องสมุดออนไลน์ ไฮบรารี่ แก่สำนักงาน กศน. กระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งเป็นหน่วยงานที่มุ่งเน้นพัฒนาคุณภาพด้านการศึกษาของประชาชนอย่างทั่วถึง โดยหน่วยงานได้เห็นถึงความสำคัญและประโยชน์ที่จะได้รับจากนวัตกรรมฯ ดังกล่าว จึงได้มีการรับมอบและทดลองใช้นวัตกรรมเครือข่ายห้องสมุดออนไลน์ ไฮบรารี่ เป็นโครงการต้นแบบที่ศูนย์การเรียนรู้วังจันทรเกษม สถาบันส่งเสริมและพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้ (สพร.) สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย กระทรวงศึกษาธิการ โดยเปิดให้ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ภายในหน่วยงานกระทรวงศึกษาธิการ รวมถึงนักเรียน นักศึกษา และประชาชนบริเวณใกล้เคียงได้ร่วมทดลองใช้ ซึ่งจะมี e-Book ให้อ่านฟรี มากถึง 1,500 รายการ และคาดว่าจะมีผู้ใช้งานมากถึง 3,000 คน


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

แถลงข่าวการจัดงาน ‘CARE ASIA 2022’

แถลงข่าวการจัดงาน CARE ASIA 2022 งานแสดงสินค้า นวัตกรรม ที่ตอบโจทย์ความต้องการด้านการดูแลสุขภาพและความเป็นอยู่อย่างครบวงจรแห่งเอเชีย (The Leading International Trade Fair for Healthcare and Wellness Innovation and Solution in Asia)

วันที่ 31 มีนาคม – 3 เมษายน 2565 ณ ฮอลล์ 101 ไบเทค บางนา : บริษัท เบสท์ ออร์กาไนเซอร์ จำกัด ได้ผนึกกำลังร่วมกับ กระทรวงแรงงาน, หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย, สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน), มูลนิธิสถาบันการสร้างชาติ, บริษัท โนวา ออร์แกนิค จำกัด (มหาชน), สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน, มหาวิทยาลัยมหิดล, องค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น (เจโทร), ศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางการออกแบบสภาพแวดล้อมเพื่อทุกคน (Universal Design Center), คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณ์, สถาบันอาหาร กระทรวงอุตสาหกรรม, การเคหะแห่งชาติ, บริษัท ยังแฮปปี้ จำกัด, บริษัท โอพีพีวาย จำกัด, ชมรมคอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ตเพื่อผู้สูงวัย จัดงานแสดงสินค้า CARE ASIA 2022 มีกำหนดจัดงานขึ้นระหว่างวันที่ 31 มีนาคม – 3 เมษายน 2565 ณ อาคาร EH 101 ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค

โดยผู้จัดงานได้ปรับรูปแบบงานให้มีความครอบคลุมด้านการดูแลสุขภาพแบบครบวงจร ตอบโจทย์ผู้บริโภคในปัจจุบัน ซึ่งมีความต้องการที่หลากหลายและเฉพาะกลุ่ม โดยเน้นกลุ่มผู้สูงอายุที่ต้องการการดูแลเป็นพิเศษ นอกจากนี้ทางคณะผู้จัดงานยังต้องการสร้างงานนี้ให้เป็นเวทีในการแสดงนวัตกรรม เทคโนโลยีใหม่ๆ ในด้านผลิตภัณฑ์สุขภาพและบริการ เพื่อสร้างให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางด้านสุขภาพและบริการแห่งเอเชีย (Medical Hub) อีกทั้งยังเล็งเห็นถึงความสำคัญในการสร้างให้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตสินค้าด้านสุขภาพในภูมิภาคเอเชียอีกด้วย

และเพื่อเป็นผลประโยชน์แก่ผู้เข้าร่วมงานโดยตรง ทั้งผู้ร่วมออกบูธภายในงานและผู้สนับ สนุนการจัดงาน โดยได้ขยายฐานการประชาสัมพันธ์งานไปในวงกว้าง รุกคืบเชิญชวนบริษัทห้างร้านที่มีคุณภาพในประเทศญี่ปุ่น ไต้หวัน และจีน รวมถึงประเทศในแถบยุโรปอีกด้วย โดยเน้นการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายภายในงานเพิ่มขึ้น อีกทั้งยังมีการจัดงาน Business Matching, International Seminar, Virtual Exhibition และอื่น ๆ อีกมากมาย ภาย ในงานท่านจะได้พบกับนักธุรกิจต่างประเทศที่จะมาเป็นผู้บรรยาย แบ่งปันประสบการณ์ทางธุรกิจ แบ่งปันเทคนิคการพัฒนาธุรกิจ และได้พบผู้เข้าร่วมแสดงงาน และผู้ซื้อสินค้าที่มีคุณภาพอย่างแน่นอน คาด 4 วัน มีผู้เข้าร่วมงานกว่า 10,000 คน และมีเงินสะพัดภายในงานไม่ต่ำกว่า 200 ล้านบาท

โดยก่อนหน้านี้ใช้ชื่อว่า CARE EXPO THAILAND ปีนี้รีแบรนด์ดิ้งปรับภาพลักษณ์ใหม่ครั้งยิ่งใหญ่ CARE ASIA 2022 สร้างจุดแข็งเสริมความแข็งแกร่ง เพื่อตอกย้ำความเป็นผู้นำงานแสดงสินค้า นวัตกรรม เทคโนโลยี ที่ตอบโจทย์ความต้องการด้านการดูแลสุขภาพ และความเป็นอยู่ที่ดีอย่างครบวงจรแห่งเอเชีย ด้วยเจตนารมณ์ที่มุ่งมั่นในการยกระดับคุณภาพชีวิตสร้างความยั่งยืนแก่ระบบสุขภาพ ด้วยสถานการณ์ปัจจุบันที่ส่งผลให้ผู้คนเริ่มหันมาดูแลสุขภาพแบบองค์รวม และให้ความสำคัญในการดูแลสุขภาพในภาวะปกติเพื่อป้องกันก่อนที่จะเจ็บป่วย ครั้งเมื่อเจ็บป่วยก็มีการดูแลและเข้ารับการรักษาที่เหมาะสม ไปจนถึงการฟื้นฟูร่างกายและจิตใจหลังป่วยให้กลับมาแข็งแรงดังเดิม รวมไปถึงการเตรียมตัวของผู้สูงอายุ ให้เป็นผู้สูงวัยคุณภาพ เพื่อให้พร้อมก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอด (Super-Aged Society)

งาน CARE ASIA 2022 ตระหนักถึงความสำคัญในการพัฒนากิจการด้านสุขสภาพ (Wellness) ของประเทศไทย เพื่อการสร้างความเข้มแข็งและการเติบโตให้กิจการสุขสภาพของประเทศไทยก้าวสู่ระดับชั้นนำของโลก และช่วยขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศไทยสู่ความอายะต่อไป จึงได้ผนึกกำลังเสริมทัพความยิ่งใหญ่กับการลงนามในบันทึกความร่วมมือกับมูลนิธิสถาบันการสร้างชาติ เพื่อพัฒนารวมถึงสร้างความเข้มแข็งและเติบโตให้กับกิจการด้าน Healthcare and Wellness อย่างยั่งยืนในประเทศไทยอีกด้วย

อีกทั้งเป็นงานที่แสดงถึงการผลักดันทางธุรกิจการค้าระดับโลก ส่งเสริมประเทศไทยและพัฒนาขับเคลื่อนให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติ รวมถึงการพัฒนาเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการรายใหม่ ในการสร้างนวัตกรรม และโซลูชั่นใหม่ สำหรับผลิตภัณฑ์และบริการด้านการดูแลสุขภาพในภูมิภาคเอเชีย กับ 2 แพลตฟอร์มที่พร้อมตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ ในคอนเซ็ปต์ที่คำนึงถึงการดูแลสุขภาพที่ดีอย่างครบวงจร คือ กายภาพ อารมณ์ สติปัญญา สังคม และสิ่งแวดล้อม ได้แก่
CARE ASIA 2022 VIRTUAL EXHIBITION ประสบการณ์งานแสดงสินค้ารูปแบบใหม่แบบไร้ขีดจำกัดที่นำเอาเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในการจำลองงานอีเว้นท์ สู่รูปแบบการสร้างสภาพแวดล้อมเสมือนจริง เพื่อรองรับวิถีชีวิตปกติใหม่ (New Normal) โดยผู้สนใจสามารถเข้าร่วมชมงานได้ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปที่ https://careasia.eventpass.co/
CARE ASIA 2022 EXHIBITION งานแสดงสินค้าแบบเต็มรูปแบบ ที่พร้อมนำเสนอนวัตกรรม และโซลูชั่นการดูแลความเป็นอยู่ด้านสุขภาพ และงานธุรกิจอุตสาหกรรมด้านสุขภาพที่ครบวงจรที่สุดของเอเชีย ภายใต้มาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 19 อย่างเคร่งครัด โดยงานจัดขึ้นระหว่างวันที่ 31 มีนาคม – 3 เมษายน 2565 ณ ฮอลล์ 101 ไบเทค บางนา

สำหรับปีนี้ยิ่งใหญ่กว่าครั้งไหนๆ แฟร์เดียวจบครบทุกเรื่องสุขภาพ กับงาน CARE ASIA 2022 โดยความพิเศษที่จะได้พบในงาน จัดเต็มด้วยสินค้าไฮไลท์สินค้าและบริการที่เกี่ยวกับสุขภาพ ชีวิตความเป็นอยู่, อาหารเพื่อสุขภาพ, แพ็คเกจท่องเที่ยวทั้งในแบบไลฟ์สไตล์ และเชิงสุขภาพ, ประกันสุขภาพและการออมเงิน, การลงทุนหรือการวางแผนการลงทุนต่างๆ พร้อมทั้งโปรโมชั่นสุดพิเศษจากผู้ร่วมออกบูธแสดงสินค้าอีกมากมาย เป็นต้น


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

“โดรนแปรอักษร” รับรางวัลผลงานประดิษฐ์คิดค้น ดีเด่น ปี 64 พร้อมโชว์สร้างสีสัน ในวันนักประดิษฐ์ 2-6 ก.พ. นี้

“โดรนแปรอักษร” รับรางวัลผลงานประดิษฐ์คิดค้น ดีเด่น ปี 64 พร้อมโชว์สร้างสีสัน ในวันนักประดิษฐ์ 2-6 ก.พ.นี้

นายพิศิษฐ์ มิตรเกื้อกูล จากสมาคมกีฬาเครื่องบินจำลองและวิทยุบังคับ เจ้าของผลงาน Drone Swarm Software นวัตกรรมการเรียนรู้การพัฒนาระบบซอฟต์แวร์โดรนแปรอักษร เข้ารับรางวัลผลงานประดิษฐ์คิดค้น ระดับดีเด่น ปี 2564 ในงานวันนักประดิษฐ์ ประจำปี 2564 -2565 จัดโดยสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา

นายพิศิษฐ์ มิตรเกื้อกูล กล่าวว่า นวัตกรรมโดรนแปรอักษร (Drone Swarm Software) ที่พัฒนาขึ้นโดยสมาคมกีฬาเครื่องบินจำลองและวิทยุบังคับ เป็นโดรนสัญชาติไทย ที่ผลิตโดยคนไทย ทั้งฮาร์ดแวร์ และซอฟต์แวร์ สำเร็จเป็นรายแรกของประเทศไทย และเป็นรายแรกในเอเชียตะวันออกเชียงใต้ โดยสามารถควบคุมโดรน ให้บินขึ้นพร้อมกันครั้งละหลายๆ ลำ และจัดเรียงตำแหน่งตามที่กำหนดโดยการสั่งงานจากคอมพิวเตอร์เพียงเครื่องเดียว ซึ่งสมาคมฯ มีทีมเยาวชนนักประดิษฐ์ที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญด้านอิเล็กทรอนิกส์ ไฟฟ้า การสร้างและการพัฒนาซอฟต์แวร์ ที่มีประสิทธิภาพการทำงานทัดเทียมกับของต่างประเทศ เช่น อเมริกาและจีนที่เป็นผู้นำในด้านนี้ โดยที่ผ่านมาได้นำไปจัดแสดง ในงานพระราชพิธีสำคัญต่างๆ เพื่อเป็นการเทิดพระเกียรติ และตอบสนองแนวโน้มการนำโดรนแปรอักษรมาใช้แสดงแทนการจุดพลุไฟมากขึ้น เพื่อลดการก่อเกิดมลภาวะทางอากาศ ให้สามารถลอยอยู่บนท้องฟ้าได้นานกว่า และสามารถแสดงเป็นรูปร่างต่างๆ ได้หลากหลาย

นับว่าเป็นการยกระดับการพัฒนาเทคโนโลยีของคนไทยให้ก้าวล้ำนำสมัยไปอีกขั้น มีศักยภาพและความสามารถในการต่อยอดเชิงธุรกิจ เพื่อจัดแสดงโดนแปรอักษรในงานต่างๆ สามารถกำหนดรูปแบบการแสดงได้ โดยเสียงไม่ดังเกินไป ลดอัตราการเกิดอัคคีภัยจากการจุดพลุ และสามารถใช้ในภารกิจด้านการขนส่งลำเลียงสิ่งของ ด้านการเกษตรเพื่อจัดการการเพาะปลูก และในภารกิจบรรทุกสารเคมีดับเพลิงเพื่อดับไฟป่า นอกจากนี้ ทางสมาคมยังร่วมกับองค์กรต่าง ๆ อาทิเช่น (วช.) และสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) จัดการอบรมถ่ายทอดองค์ความรู้เกี่ยวกับโดรนให้แก่นักเรียน นักศึกษา เพื่อนำความรู้ที่ได้รับไปพัฒนาต่อยอดให้เกิดความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีต่อไป โดยเยาวชนที่สนใจร่วมเรียนรู้ สามารถเข้าร่วมโครงการหนูน้อยเจ้าเวหากับสมาคมฯ ได้

“รู้สึกประทับใจเป็นอย่างยิ่ง ที่เยาวชนทีมวิจัยของเราจะได้นำสิ่งที่พัฒนาขึ้นเพื่อคนไทย มาช่วยสร้างคน สร้างอาชีพ และได้นำมาจัดแสดงในงานวันนักประดิษฐ์ ประจำปี 2564 -2565 ในครั้งนี้ ซึ่งเปรียบเสมือนเป็นเวทีของเราในการเผยแพร่องค์ความรู้สู่เยาวชนในการนำไปใช้ประโยชน์ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการแข่งขัน การกีฬา หรือเพื่อประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน ซึ่งเชื่อมั่นว่าเด็กไทยมีศักยภาพสามารถทำได้อย่างแน่นอน” นายพิศิษฐ์ฯ กล่าว

สำหรับการจัดแสดงโดรนแปรอักษร ในงานวันนักประดิษฐ์ปีนี้ เป็นการจัดแสดงแบบ Indoor ใน 4 ชุดการแสดง มีการออกแบบเป็นรูปภาพต่างๆ เช่น พายุ ไวกิ้ง คลื่น ดอกไม้ ลูกโลก โดยประชาชนทั่วไปสามารถร่วมรับชมการแสดงโดรนได้จนถึงวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2565 นี้ ณ Event Hall 102 -104 ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค (BITECH) บางนา กรุงเทพฯ โดยทีมนักประดิษฐ์จะคอยต้อนรับและให้ความรู้กันอย่างเต็มที่


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

‘กยศ.’ ตัวช่วยหรือภาระ

กยศ. ตัวช่วยหรือภาระ

เพราะรัฐมุ่งหวังจะให้โอกาสทางการศึกษาแก่ประชาชน จึงได้สร้างระบบกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ขึ้น ให้ประชาชนที่มีฐานะยากจนหรือขาดโอกาสและไม่มีทรัพยากรสนับสนุนเพียงพอ ได้เข้าสู่ระบบการศึกษา โดยมีเงินทุนให้กู้ยืมเพื่อพัฒนาตนเอง สร้างอาชีพและมีชีวิตที่ดีขึ้นในอนาคต

อย่างไรก็ตามสิ่งที่มุ่งหวังจะให้เป็นตัวช่วยมีหลายกรณีที่กลับกลายเป็นภาระ ที่เด็กและเยาวชนผู้กู้ยืมกองทุนเพื่อการศึกษาต้องชดใช้เมื่อเรียนจบ และเมื่อไม่พร้อมใช้ทุนก็จะถูกฟ้องคดี เกิดหนี้เสีย มีการยึดทรัพย์สินผู้ค้ำประกันเพื่อขายทอดตลาด เกิดผลกระทบอย่างมหาศาลทั้งต่อตัวเด็กเยาวชนผู้กู้ยืม ครอบครัวของเด็ก รวมทั้งผู้ค้ำประกัน

จุดอ่อนของกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษามีอย่างน้อย 3 ประการ คือ

1) นิยามหรือหลักการในการจัดตั้งกองทุนซึ่งมีคำสำคัญสามคำที่ต้องเลือกใช้คือ “ให้ทุน” เป็นการให้ทุนแบบให้เปล่า ให้ขาด ไม่รับเงินคืน เช่นให้ทุนสำหรับผู้เรียนดี ทุนการศึกษาเด็กพิการผู้ยากไร้ รับทุนแล้วไม่ต้องคืน “ให้ยืม” เป็นการให้เงินเพื่อนำไปใช้ในการศึกษา เมื่อเรียนจบก็ขอคืนเฉพาะเงินต้นโดยไม่มีดอกเบี้ย เงินต้นที่ได้คืนมาก็หวังเพียงเพื่อนำไปเป็นเงินทุนสำหรับคนรุ่นต่อไป “ให้กู้ยืม” คือต้องคืนทั้งเงินต้นเเละคิดดอกเบี้ย ซึ่งในประเทศ ไทยใช้นิยามและหลักการที่ 3 คือ “ให้กู้ยืม” ในการดำเนินการคือ เมื่อรับทุนไปแล้ว เรียนจบ ต้องใช้หนี้ทั้งเงินต้นและดอกเบี้ย

2)ในช่วงเริ่มต้นของกองทุน กยศ. มีกองทุนอีกหนึ่งกองทุนจัดตั้งควบคู่กันคือกองทุนเงินกู้ที่ผูกติดกับรายได้ในอนาคต Income Contingency loan ( ICL) เป็นการให้ทุนแบบให้กู้ยืมแต่ไม่ต้องชดใช้จนเป็นภาระแก่ผู้รับทุน แต่ระบบจะดำเนินการหักทุนคืนเอง เมื่อ ผู้เรียนเรียนจบและมีรายได้ หากยังไม่มีงานหรือตกงานกองทุนก็จะไม่หักทุนคืนโดยระบบนี้อาจพ่วงไปกับระบบการคิดภาษีประจำปี ซึ่งทำให้ภาระของผู้ใช้หนี้ไม่ยุ่งยากหรือซับซ้อนจนเกินไป น่าเสียดายเมื่อต้องเลือกให้เหลือเพียงกองทุนเดียวเพื่อง่ายต่อการบริหารจัดการ รัฐได้เลือกใช้กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ) แทนกองทุนเงินกู้ที่ผูกติดกับรายได้ในอนาคต (ICL) จึงทำให้เกิดความซับซ้อน ยุ่งยาก และหนี้สินของผู้กู้เกิดดอกเบี้ยทบต้น หมดความสามารถในการใช้หนี้ มีผลกระทบไปถึงทุกฝ่าย

3) เมื่อเลือกใช้กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ) หน่วยงานที่ดูแลกองทุนดังกล่าวเป็น กระทรวงการคลัง แทนที่จะเป็นกระทรวงศึกษาธิการ ทำให้ระบบบริหารจัดการใช้แนวคิดการบริหารการเงินเป็นสำคัญ ต่างจากการบริหารจัดการของ กองทุนที่กระทรวงศึกษาธิการดูแล ซึ่งจะมุ่งเน้นไปที่การสร้างโอกาส ช่วยเหลือ ผ่อนปรน และเน้นประโยชน์แก่ผู้กู้ โดยเชื่อว่า การลงทุนเพื่อสร้างคน หวังผลกำไรคุณภาพคนในอนาคต มากกว่าหวังเงินต้นหรือดอกเบี้ยและการใช้กระบวนการบังคับใช้ทางกฎหมายเพื่อเรียกเงินคืน

เมื่อจัดให้มีกองทุน กยศ. ขึ้น ได้มีผู้เข้ามาใช้บริการจำนวนมาก มีเงินทางหมุนเวียนถึงปัจจุบัน 5-6 แสนล้านบาท ข้อมูลเมื่อ 31 ตุลาคม 2564 พบว่ามีผู้กู้ 6,146,444 คน ชำระเงินกู้เรียบร้อยแล้ว 1,516,085 คน(25%), อยู่ในระหว่างชำระหนี้ 3,571,544 คน (81%), ปลอดหนี้ 992,903 คน (16%), เสียชีวิตและทุพพลภาพ 65,912 คน (1%), มีคนที่ไม่มีความสามารถในการผ่อนชำระถูกฟ้องร้องจำนวนมาก ซึ่งเกิดผลกระทบอย่างมหาศาล อันเป็นเพราะเงื่อนไขที่ถูกกำหนดจากกองทุน อาทิ ดอกเบี้ยสูง การต้องใช้เงินคืนในขณะที่ยังไม่มีรายได้หรือมีความพร้อม และระบบการค้ำประกัน ที่ทำให้ผู้ค้ำซึ่งหลายกรณีเป็นครอบครัว ครูอาจารย์ คนรู้จัก ที่บางคนแทบจะไม่เกี่ยวข้องกับผู้กู้เลยเเต่พลอยต้องรับผิดชอบไปด้วย

จากการสำรวจของพรรคภูมิใจไทย ผู้เสนอนโยบายปลดหนี้กองทุน กยศ. ได้ศึกษาวิจัยในช่วงการเลือกตั้งปี 2562 พบว่า แนวทางที่นักเรียนต้องการให้ใช้เพื่อแก้ปัญหามี 5 ข้อ คือ
1) การไม่ต้องมีผู้ค้ำ หรือปลดผู้ค้ำ
2) ไม่คิดดอกเบี้ย
3) ไม่มีเบี้ยปรับจากการชำระไม่ตรงเวลา
4)พักชำระหรือมีช่วงปลอดหนี้ 5 ปี และ
5) ใช้ภาษีเงินได้ประจำปีมาลดเงินกู้ ซึ่งหากอธิบายอย่างง่ายก็คือ ควรปรับจากระบบ “ให้กู้ยืม ” มาเป็น “ให้ยืม “ นั่นเอง เพราะนี่คือการสร้างคน มิใช่สร้างกำไรทางการเงิน

ช่วงสองถึงสามปีที่ผ่านมา มีการพยายามแก้ไขปัญหาเหล่านี้ โดยนำเสนอเป็นกฎหมาย เข้าสู่สภาและอยู่ในขั้นตอนของการพิจารณาวาระที่สองและสาม เพื่อนำไปสู่การประกาศใช้ต่อไป โดยหลักการสำคัญ คือทำให้ผู้ใช้หนี้กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษามีความสะดวกมากขึ้น เช่นมีระบบปลอดผู้ค้ำ ลดดอกเบี้ย มีระยะปลอดหนี้ มีการใช้หนี้เป็นการปฏิบัติงาน การทำกิจกรรมจิตอาสา การยกหนี้ให้ผู้มีผลการเรียนดี รวมทั้งเปลี่ยนจากการให้กู้เฉพาะเพื่อการศึกษาในระบบการศึกษาขั้นพื้นฐาน เช่นกู้เรียนมัธยมปลายหรืออุดมศึกษา ที่ต้องใช้เงินมาก ใช้เวลาเรียนนาน และกว่าจะมีงานทำ กว่าจะมีเงินใช้คืน ก็ล่วงเลยไปหลายปีทำให้กองทุนขาดสภาพคล่องเเละเป็นภาระของรัฐ มาเพิ่มเป็นให้กู้เพื่อเรียนหลักสูตรระยะสั้นด้วย โดยอาจเป็นหลักสูตร สามเดือน หกเดือน หนึ่งปี ซึ่งมีค่าใช้จ่ายไม่สูงมากนัก ผู้เรียนจบเเล้วมีงานทำ สามารถใช้หนี้กองทุนได้โดยเร็ว รวมทั้งเป็นการกระจายรายได้ไปยังสถานศึกษาขนาดเล็ก รวมทั้งโรงเรียนเอกชนนอกระบบ ที่จัดการศึกษานอกระบบและอาชีพ ซึ่งได้เเก่ โรงเรียนวิชาชีพ ศิลปะเเละกีฬา สร้างเสริมทักษะชีวิต กวดวิชา และอื่นๆที่เกี่ยวข้อง หรือกลุ่มองค์กรที่จัดตั้งสถานศึกษานอกระบบ ซึ่งเปิดหลักสูตรระยะสั้น นอกจากนี้การให้ทุนกู้ยืม หากเป็นหลักสูตรที่ตอบสนองทิศทางการพัฒนาประเทศ s-Curve หรือ New s- Cueve ก็อาจเปลื่ยนจากให้กู้ เป็นทุนให้เปล่าเพื่อผลิตกำลังคนตอบสนองทิศทางการพัฒนาประเทศอีกด้วย

กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ถูกจัดตั้งขึ้นโดยเจตนาดี และด้วยความมุ่งหวังว่าจะนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพของประชาชนผู้จะเป็นกำลังสำคัญของประเทศในอนาคต อย่างไรก็ตามการบริหารจัดการกองทุน อาจจะเกิดปัญหาขึ้นด้วยหลักการที่ไม่สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริง หรือกระบวนการบริหารจัดการที่เน้นตัวเลขจำนวนเงิน มากกว่าจำนวนผู้ประสบความสำเร็จที่จะส่งผลกระทบเขิงบวกต่อการพัฒนาประเทศในอนาคต เราจึงจำเป็นต้องปรับ ทั้งระบบคิด วิธีบริหารจัดการ และแนวทางการดำเนินการใหม่ อย่างน้อยก็ด้วยความหวังว่า นี่จะเป็นตัวช่วยสำหรับนักเรียน นักศึกษา และประชาชน ที่ขาดโอกาส แทนที่จะเป็นภาระให้ต้องตามไปแก้ไข เพราะวันหนึ่งเมื่อผู้เรียนเรียนจบจากสถานศึกษา เขาเหล่านี้ควรจะมีเเต่เฉพาะรอยยิ้มแห่งความหวังสำหรับอนาคต โดยไม่ควรต้องมีคราบน้ำตาอันเกิดจากภาระในการใช้เงินกู้ยืมเหมือนที่เกิดขึ้นเช่นในปัจจุบัน


บทความพิเศษ โดย ดร. กมล รอดคล้าย ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ

สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

“บิ๊กใหม่” รอง ผบ.ตร. เร่งติดตามคดีฝั่งรถเก๋ง BMW พบตัวรถโดนยิง 1 นัด เร่งติดตามหาตัวคนขับแบ็กโฮขุดหลุมฝังไขปริศนา

“บิ๊กใหม่” รอง ผบ.ตร.เร่งติดตามคดีฝั่งรถเก๋ง BMW พบตัวรถโดนยิง 1 นัด เร่งติดตามเจ้าของหรือคนขับรถแบ็กโฮขุดหลุมฝัง BMW เชื่อสามารถขยายผล สาวปมไขปริศนาได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น ในขณะที่ประสานตำรวจสากลช่วยตรวจสอบฝรั่งอเมริกันผู้ครอบครอบรถที่เดินทางกลับประเทศเมื่อ 10 ปีก่อน

จากกรณีพบรถยนต์เก๋ง BMW สีดำ รุ่น 323 I ปี 97 ที่พบถูกฝังในสวนปาล์ม โรงเรียนบ้านบางนกวัก หมู่ 2 ต.สวนหลวง อ.เฉลิมพระเกียรติ จ.นครศรีธรรมราช และคาดว่าเป็นรถที่เกี่ยวโยงกับขบวนการค้ายาเสพติดหรือการกระทำผิดคดีอาญารายแรง โดยตำรวจได้ยกรถนำมาตั้งหน้า สภ.เฉลิมพระเกียรติ เพื่อหาหลักฐานเพิ่มเติม แต่เนื่องจากภายในตัวรถมีดินอัดแน่นมาก จึงขอให้รถดับเพลิงเทศบาลตำบลดอนตรอ จำนวน 1 คัน มาฉีดน้ำเพื่อเกลี่ยดินที่อัดแน่นในรถให้หลุดออกอย่างช้า ๆใช้เวลาประมาณ 30 นาที ก็สามารถฉีดดินหลุดออกจนหมด จากการตรวจสอบข้อมูลรถยนต์คันดังกล่าวพบว่าผู้ครอบครองคนล่าสุดคือนายมิเชล อายุ 52 ปี สัญชาติอเมริกัน ซึ่งมาอาศัยอยู่ จ.ภูเก็ต แต่ได้เดินทางกลับประเทศไปเมื่อเกือบ 10 ปีก่อน ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น

ความคืบหน้าคดีปริศนาวันนี้ (3 ก.พ.) หลังจากตำรวจนำซากรถยนต์คันดังกล่าวขึ้นมาและนำมาไว้ที่หน้า สภ.เฉลิมพระเกียรติ จ.นครศรีธรรมราช โดยมีประชาชนที่ทราบข่าวเดินทางไปดูรถเก๋งปริศนากันอย่างต่อเนื่อง ทำให้บรรยากาศภายในสภ.เฉลิมพระเกียรติ คึกคักเป็นพิเศษ ในขณะที่เจ้าหน้าที่ศูนย์พิสูจน์หลักฐานตรวจสอบเก็บพยานหลักฐานพบว่า รถยนต์ถูกฝังดินมีความลึกประมาณ 1 เมตร อยู่ห่างจากเส้นทางถนนเข้าสวนปาล์มจนถึงจุดฝังรถยนต์มีระยะห่าง ประมาณ 300 เมตร และจากการตรวจสอบข้อมูลรถยนต์คันดังกล่าวพบว่าผู้ครอบครองคนล่าสุดคือนายมิเชล อายุ 52 ปี สัญชาติอเมริกัน

เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน บก.สส.ภ.8 และ กก.สส.ภ.จว.นครศรีธรรมราช เปิดเผยว่า หลังจากนำรถยนต์คันดังกล่าวขึ้นมาแล้วตรวจสอบข้อมูลรถยนต์พบว่านายมิเชล อายุ 52 ปี ชายชาวอเมริกามาอาศัยอยู่ใน จ.ภูเก็ต เป็นผู้ครอบครอง เดิมรถคันดังกล่าวทะเบียน กจ.3979 ภูเก็ต แต่ถูกยกเลิกทะเบียนเมื่อปี 53 และสอบประวัติจากบริษัทไฟแนนซ์ได้ส่งฟ้องศาลเมื่อปี 54 ซึ่งต่อมาทางให้ชุดสืบสวนเดินทางไปที่บ้านเช่าหลังหนึ่ง ใน จ.ภูเก็ต ซึ่งชายชาวอเมริกันคนนี้เคยพักอาศัยอยู่ โดยคนในละแวกใกล้เคียงยืนยันว่านายมิเชลล ไม่ได้อยู่บ้านหลังดังกล่าวนานแล้วและในอดีตเคยเห็นขับรถยนต์คันดังกล่าว

จากการตรวจสอบพบว่านายมิเชล เดินทางออกจากประเทศไทย เกือบ 10 ปี โดยผ่านทางด่านตรวจคนเข้าเมืองท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เมื่อวันที่ 12 ก.พ.2012 เวลา 17.32 น. ซึ่งทางผู้บังคับบัญชาระดับสูงประสานไปยังกองการต่างประเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ให้ติดต่อประสานงานกับตำรวจสากล ติดตามนายมิเชล เพื่อขอข้อมูลว่าหลังจากครอบครองรถยนต์คันดังกล่าวแล้วให้บุคคลใดครอบครองต่อเพื่อนำข้อมูลมาสืบสวนสอบสวนขยายผลคลี่คลายคดีฝังรถปริศนาคันดังกล่าวต่อไป

ล่าสุด พล.ต.อ.สุชาติ ธีระสวัสดิ์ รอง.ผบ.ตร. ได้ให้ความสนใจเดินทางลงพื้นที่อำนวยการติดตามความคืบหน้าในเรื่องนี้ โดยได้รับรายงานว่าล่าสุดจากเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานว่าพบรอยกระสุนปืนไม่ทราบขนาดที่ตัวรถ 1 นัด ซ่างอาจจะมีการยิงคนขับและคนในรถเสียชีวิตแต่แยกศพกับรถไปฝังคนและจุดกันเพื่ออำพรางคดี ทาง รอง ผบ.ตร.จึงสั่งการให้สอบสวนสืบสวนหาเจ้าของหรือคนขับรถแบ็กโฮที่เป็นผู้ขุดหลุมฝังรถ BMW สีดำ รุ่น 323 I ปี 97 คันดังกล่าว เพราะการนำรถทั้งคันไปฝังคงไม่ใช้แรงงานคนขุดหลุมแต่จะใช้รถแบ็กโฮขุดหลุถมอย่างแน่นอน อยู่ระหว่างการสอบสวนสืบสวนตามหาตัวเจ้ของหรือคนขับรถแบ็กโฮที่ขุดหลุมฝังรถ BMW ในเบื้องต้นเชื่อว่าเป็นคนในพื้นที่และหากยังมีชีวิตอยู่จะตามพบตัวในเร็ว ๆ นี้อย่างแน่นอน และจะทำให้การไขปมปริศนามีความกระจ่างชัดเจนมากยิ่งขึ้น


ธีรศักดิ์ อักษรกูล /นครศรีธรรมราช

นนทบุรี กระเช้าเครนร่วง ช่างไฟร่างกระแทกพื้นดับ

เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 4 ก.พ.65 ร.ต.อ.นิพนธ์ พลสวัสดิ์ รอง สว.สอบสวน สภ.รัตนาธิเบศร์ จ.นนทบุรี พร้อมเจ้าหน้าที่มูลนิธิร่วมกตัญญูเดินทางเข้าตรวจสอบ หลังจากได้รับแจ้งมีเจ้าหน้าไฟฟ้าตกจากกระเช้าเครนลงมาเสียชีวิต เหตุเกิดในโครงการหมู่บ้านเอื้ออาทรประชานิเวศน์ 3 ต.ท่าทราย อ.เมืองนนทบุรี จากนั้นจึงประสานแพทย์เวรจากสถาบันนิติวิทยาศาสตร์รุดเข้าตรวจสอบ ที่เกิดเหตุหน้าตึก 20 พบร่างของนายดำรงค์ เงินพลกรัง อายุ 33 ปี ช่างไฟฟ้านอนเสียชีวิตอยู่ โดยก่อนหน้าทางกู้ภัยพยายามช่วยเหลือโดยการปั๊มหัวใจแต่ก็ไม่เป็นผล ขณะเดียวกันในที่เกิดเหตุพบรถบรรทุก 6 ล้อที่มีเครนติดตั้งไว้จอดอยู่ ข้างตัวรถพบกระเช้าเหล็กตกหล่นลงมาอยู่กับพื้นมีร่องรอยของเหล็กฉีกขาด

จากการสอบถามนายสถาพร เพื่อนร่วมงานกล่าวว่า ทีมงานทั้งหมดเป็นผู้รับเหมาโดยมีการว่าจ้างมาจากการไฟฟ้านครหลวงให้มาทำการเปลี่ยนสายไฟใหม่ ซึ่งตอนเกิดเหตุไม่เห็นเหตุการณ์ในขณะนั้นนั่งก้มหน้าเตรียมอุปกรณ์อยู่จู่ๆ ได้ยินเสียงดังจึงหันมาดูถึงพบว่าตัวกระเช้านั้นตกลงมาอยู่ด้านล่างโดยมีนายดำรงค์ ติดค้างอยู่ในกระเช้าด้วย ซึ่งขณะนั้นนายดำรงค์ มีหน้าที่ขึ้นกระเช้าไปเปลี่ยนสายไฟ

ทางด้านแม่ค้าขายของอยู่ตรงจุดเกิดเหตุกล่าวว่า เจ้าหน้าที่หลายคนกำลังทำงานอยู่ จากนั้นได้ยินเสียงดังอย่างแรงจึงหันไปดูถึงพบว่ากระเช้าเหล็กนั้นล่วงหล่นมาด้านล่างโดยตัวของพนักงานคนนึงยืนพาดกับโครงเหล็กอยู่ในของกระเช้าในสภาพที่หมดสติ หลังจากนั้นทางเพื่อนร่วมงานได้นำตัวออกมาด้านนอกเพื่อรอเจ้าหน้าที่มาช่วยเหลือ

ทางด้านเจ้าหน้าที่ตำรวจ กล่าวว่าจากการตรวจสอบพร้อมกับทีมตรวจของสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ สันนิษฐานว่ากระเช้าที่ตกลงมานั้น น่าจะเกิดจากการรับน้ำหนักมากเกินไปเพราะมีร่องรอยของเหล็กช่วงรูร้อยน็อตนั้นฉีกขาด จึงเป็นสาเหตุให้กระเช้าล่วงหล่นลงมาพร้อมกับตัวนายดำรงค์ ทำให้เสียชีวิตดังกล่าว แต่อย่างไรก็ตามจะต้องทำการสอบปากคำเพื่อนร่วมงานเพิ่มเติมส่วนผู้เสียชีวิตได้มอบให้ทางเจ้าหน้าที่มูลนิธิร่วมกตัญญูนำส่งสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ ร.พ.ธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติรังสิตเพื่อชันสูตร ต่อไป


สาโรจน์ สว่างศรี / นนทบุรี

ชุมชนไทยเวียงคีรีวัน ร่วมกับ สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดนครนายก จัดกิจกรรมสืบสานประเพณีบายศรีสู่ขวัญข้าว และประเพณีเผาข้าวหลาม

นครนายก – ชุมชนไทยเวียงคีรีวัน ร่วมกับ สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดนครนายก จัดกิจกรรมสืบสานประเพณีบายศรีสู่ขวัญข้าว และประเพณีเผาข้าวหลาม

วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2565 ณ ลานพิธีตรงข้ามศาลาเอนกประสงค์ หมู่ที่ 1 บ้านคีรีวัน ต.ศรีนาวา อ.เมือง จ.นครนายก ชุมชนไทยเวียงคีรีวัน ร่วมกับสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดนครนายก, องค์การบริหารส่วนตำบลศรีนาวา, สภาวัฒนธรรมตำบลศรีนาวา, ผู้ใหญ่บ้าน ได้จัดพิธีสืบสานประเพณีบายศรีสู่ขวัญข้าว และประเพณีเผาข้าวหลาม ประจำปี 2565 ของตำบลศรีนาวา โดยมี นายราเมศ ลิ่มสกุล วัฒนธรรมจังหวัดนครนายก เป็นประธาน ว่าที่ร้อยตรีณัฐพงษ์ แก่นใจเด็ด ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 1 กล่าวรายงานวัตถุประสงค์การจัดงาน และนายพีระพล อั้งเจริญ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลศรีนาวา พัฒนาชุมชนจังหวัดนครนายก การท่องเที่ยวจังหวัดนครนายก กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และประชาชนเข้าร่วมพิธี

ประเพณีบายศรีสู่ขวัญข้าว และประเพณีเผาข้าวหลาม ของตำบลศรีนาวา เป็นประเพณีที่คนไทย ที่ประกอบอาชีพการทำนาจะยึดถือ และถือปฏิบัติเป็นประจำทุกปี ซึ่งชาวบ้านมีความเชื่อว่าเมื่อได้บูชาแม่พระโพสพ และเรียกขวัญข้าวที่ตกอยู่ท้องนาขึ้นสู่ยุ้งฉางแล้ว ในปีต่อๆไปจะได้ผลผลิตข้าวมากขึ้นปราศจากศัตรูพืชและสัตว์มาทำลายข้าว

ซึ่งประเพณีบายศรีสู่ขวัญข้าวจะมีขึ้น ตรงกับขึ้น 3 ค่ำ เดือน 3 ของทุกปี สำหรับตำบลศรีนาวาได้มีการจัดงานประเพณีบายศรีสู่ขวัญข้าวขึ้น ปีนี้เป็นปีแรก โดยเริ่มจากหมู่ที่ 1 บ้านคีรีวัน และได้จัดกิจกรรมประกอบพิธีบายศรีสู่ขวัญข้าว และกิจกรรมสืบสานประเพณีเผาข้าวหลาม ของหมู่บ้านทั้ง 8 หมู่บ้าน ในตำบลศรีนาวา เป็นการอนุรักษ์และสืบทอดประเพณีบายศรีสู่ขวัญข้าวให้คงอยู่ต่อไป เพื่อส่งเสริมความรัก ความสามัคคี ของประชาชนในตำบลศรีนาวา และให้เด็ก เยาวชน ประชาชนทั่วไปได้ศึกษาและเห็นคุณค่าการทำนา และกิจกรรมประเพณีในท้องถิ่น ให้คงอยู่คู่ตำบลศรีนาวา สืบไป


เนรมิต มงคลกิตติกานต์
ข่าวจังหวัดนครนายก

ทะลักไม่หยุด ! แรงงานพม่ากว่า 300 คน ลักลอบข้ามแดน

ประจวบฯ – ทะลักไม่หยุดแรงงานพม่ากว่า 300 คนลักลอบข้ามแดน

วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2565 ภายใต้การอำนวยการของ นายเสถียร เจริญเหรียญ ผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์, พ.อ.พงศ์พัฒน์ ห้องหลากสิน รองผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจจงอางศึก กองกำลังสุรสีห์ สั่งการให้ ร.ท.บรรชา ช้างเขียว ผบ.ควบคุม ส่วนลาดตระเวน ฉก.จงอางศึก/ ร.29 สนธิกำลังร่วมกับ นายชัยวุฒิ คุณาธิมาพันธ์ รักษาการป้องกันจังหวัดประจวบคีรีขันธ์, นายดฤษกร สายศิวานนท์ ปลัดอําเภอฝ่ายความมั่นคงอำเภอเมืองประจวบคีรีขันธ์, ตชด.146, ตำรวจ สภ.เมืองประจวบคีรีขันธ์, อส.จังหวัด, ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 9, ชรบ, ชุดการข่าว กอ.รมน. จ.ประจวบคีรีขันธ์ ภายหลังสืบทราบว่าจะมีการลักลอบข้ามแดนของแรงงานชาวเมียนมาร์ เจ้าหน้าที่จึงจัดชุดลาดตระเวนกระจายไปยังจุดต่าง ๆทั่วบริเวณแนวเทือกเขาตะนาวศรี รอยต่อชายแดนไทย-เมียนมาร์ ที่หมู่ 9 บ้านมะขามโพรง ต.เกาะหลัก อ.เมืองประจวบคีรีขันธ์ จ.ประจวบคีรีขันธ์

โดยเจ้าหน้าที่ใช้เวลากว่าชั่วโมงตรวจสอบจุดต้องสงสัยต่างๆ ยังไม่พบ กระทั่งได้ยินเสียงคนกระแอมอยู่ในพุ่มไม้รกครึ้ม จึงนำกำลังเข้าค้น ปรากฏว่ามีชาวเมียนมาร์หลบซ่อนอยู่จำนวนมาก จึงได้นำตัวออกมาในที่โล่ง นับได้จำนวนทั้งสิ้น 344 คน เป็นชาย 196 คน หญิง 148 คน บางรายพูดภาษาไทยได้เพราะเคยทำงานในโรงงานมาก่อน

สอบถามผ่านล่ามชาวพม่า ทราบว่า แรงงานชาวเมียนมาร์เดินทางมาจาก จังหวัดมะกุย จ.มันดาเลย์ และ จ.เมาะลำไย พักคอยที่บ้านมูด่อง ฝั่งเมียนมาร์ ห่างจากชายแดนไทยช่องสิงขรประมาณ 3 กิโลเมตร จากนั้นพากันเดินข้ามแดนตามช่องทางธรรมชาติ มารวมตัวแอบตามพุ่มไม้เพื่อหลบตาเจ้าหน้าที่ ก่อนรอให้นายหน้านำรถมารับยังจุดนัดหมาย ก่อนพาไปส่งที่มหาชัย จ.สมุทรสาคร โดยเสียค่าใช้จ่ายคนละ 20,000 – 25,000 บาท เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงให้ล่ามแปลเป็นภาษาพม่า ชี้แจงให้เข้าใจว่าการลักลอบข้ามแดนมายังประเทศไทยนั้นผิดกฏหมาย พร้อมทั้งประชาสัมพันธ์ให้เข้ามายังช่องทางที่ถูกต้องตามกฎหมาย จากนั้นจึงดำเนินการส่งกลับผู้หลบหนีเข้าเมืองกลับประเทศผ่านช่องทางธรรมชาติต่อไป


นัครินทร์ /ข่าวประจวบฯ

รพ.มะเร็งเปิดนิทรรศการ “วันมะเร็งโลก” (World Cancer Day 2022)

ลพบุรี – รพ.มะเร็งเปิดนิทรรศการ “วันมะเร็งโลก World Cancer Day 2022”

วันที่ 4 กุมภาพันธ์ของทุกปี เป็นวันมะเร็งโลกหรือ World Cancer Day ที่ โรงพยาบาลมะเร็งลพบุรี นายแพทย์เมธี วงศ์เสนา ผู้อำนวยการโรงพยาบาลมะเร็งลพบุรี พร้อมด้วยคณะผู้บริหารฯ ได้ร่วมกันเป็นประธาน เปิดนิทรรศการเนื่องใน “วันมะเร็งโลก” (World Cancer Day) ประจำปี 2565 เพื่อให้ความรู้ความเข้าใจแก่ผู้ป่วยมะเร็ง ญาติผู้ป่วย และ ประชาชนทั่วไป รวมถึงรณรงค์ให้ทุกคนใส่ใจ ตรวจสุขภาพร่างกายเป็นประจำทุกปี ซึ่งถือเป็นการขับเคลื่อนเชิงรุก เพื่อให้บริการตรวจคัดกรองมะเร็งที่พบมากในประชากรกลุ่มเสี่ยง ภายใต้สิทธิประโยชน์ ส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค เพื่อเป็นการกระตุ้นเตือนให้ทุกคน ตระหนักรู้ และร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการป้องกัน และลดอัตราการเกิดโรคมะเร็ง รวมถึงการดูแลตัวเองและคนที่คุณรักให้ห่างไกลจากโรคมะเร็ง

ซึ่งกิจกรรมภายในงาน ประกอบด้วย การจัดนิทรรศการให้ความรู้เกี่ยวกับมะเร็ง, การถามตอบปัญหาชิงรางวัล, การรักษามะเร็งทางเลือกด้วยพืชสมุน ไพร, คลินิกกัญชา, และการเสวนาวิชาการเกี่ยวกับโรงมะเร็งในประเทศไทย

ทั้งนี้โรคมะเร็งเป็นปัญหาสำคัญด้านสุขภาพเกิดขึ้นได้ในทุกระบบของร่างกายและพบว่าอัตราการเกิดโรคมะเร็งและอัตราการตายเพิ่มขึ้นทุกปีทั่วโลก แต่อย่างไรก็ตามมะเร็งหลายชนิดเป็นโรคที่สามารถรักษาให้หายขาดได้ถ้าพบตั้งแต่ในระยะแรก ซึ่งองค์การอนามัยโลก(WHO) และองค์การสหภาพต่อต้านมะเร็งระหว่างประเทศ (UICC) ได้กำหนดให้วันที่ 4 กุมภาพันธ์ ของทุกปี เป็นวันมะเร็งโลก หรือ World Cancer Day เพื่อให้ประชาชนทั่วโลก มีความรู้ มีทัศนคติที่ดีเกี่ยวกับโรคมะเร็ง และสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับโรคมะเร็ง

โดยปีนี้กำหนดหัวข้อการรณรงค์ในประเด็นมะเร็งปากมดลูกและการตรวจ HPV Self Test นั้น เพื่อเป็นการกระตุ้นเตือนให้ทุกคนกระหนักรู้และร่วม เป็นส่วนหนึ่งในการป้องกันและลดอัตราการเกิดโรคมะเร็ง ซึ่งมีผลกระทบในระดับบุคคลครอบครัวสังคมและประเทศชาติ เพื่อลดความเสี่ยงของการป่วยเป็นมะเร็งประชาชนควรปฏิบัติตนลดความเสี่ยงสังเกตอาการผิดปกติตัวเองเพื่อไม่เกิดโรค มะเร็งหรือสามารถพบการเกิดโรคมะเร็งได้ในระยะเริ่มแรกและสามารถรับการรักษาได้อย่างรวดเร็ว ทำให้มีโอกาสหายขาดไม่ต้องทุกข์ทรมานจากการคุกคามของโรค และเสียชีวิตจากโรคนี้ในที่สุด


กฤษณ์ สนใจ ลพบุรี 0890899090

ลืมโทรศัพท์ไว้หน้าร้านสะดวกซื้อวอนขอคืน.. แล้วจะไม่เอาเรื่อง

มุกดาหาร – ภาพจากกล้องวงจรปิดได้จับภาพหญิงรูปร่างอ้วน ได้หยิบเอาโทรศัพท์ที่เจ้าของลืมไว้ที่เก้าอี้นั่งบริเวณหน้าร้านสะดวกซื้อในตลาดมารวย เจ้าของวอนขอคืนแล้วจะไม่เอาเรื่อง เพราะในโทรศัพท์มีข้อมูลสำคัญหลายอย่าง โดยเฉพาะข้อมูลการเรียน

เมื่อวันที่ 4 ก.พ. 65 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภาพจากกล้องวงจรปิดได้จับภาพหญิงรูปร่างอ้วน ได้หยิบเอาโทรศัพท์ที่เจ้าของลืมไว้ที่เก้าอี้นั่ง บริเวณหน้าร้านสะดวกซื้อในตลาดมารวย ถนนมุกดาหาร – คำชะอี อำเภอเมือง จังหวัดมุกดาหาร ในวันที่ 1 ก.พ. 2565 เวลา 20.30 น. เจ้าของเครื่องโทรศัพท์วอนขอคืนแล้วจะไม่เอาเรื่อง เพราะในโทรศัพท์มีข้อมูลสำคัญหลายอย่าง โดยเฉพาะข้อมูลการเรียน

นางบัวพันธ์ ฉิมมานิตย์ อายุ 43 ปี บ้านเลขที่ 53 หมู่ 11 ตำบลดงเย็น อำเภอเมือง จังหวัดมุกดาหาร บอกว่า ลูกสาวได้มาซื้อของที่เซเว่น ประมาณ 20.30 น. วันที่ 1 ก.พ. ได้ออกจากร้านแล้วมานั่งที่หน้าเซเว่น ได้วางโทรศัพท์ไว้ที่เก้าอี้นั่ง แล้วได้เอาขยะไปทิ้ง เพื่อที่มาด้วยกันได้จอดรถจักรยานยนต์รออยู่ข้างนอก ก็ได้ไปขึ้นรถ ลืมไปว่าวางโทรศัพท์มือถือไว้ที่เก้าอี้นั่ง จนมาถึงหอพักจำได้ว่าลืมโทรศัพท์ ก็ได้กลับมา พอมาถึงก็ไม่เจอโทรศัพท์แล้ว ก็ได้โทรเข้าเครื่องปรากฏว่ามีคนรับเป็นผู้หญิงอายุประมาณ 18 ปี เขาบอกว่าอยู่ที่ร้านมินิมาร์ทแถวชุมชนคำหอย ตนเองก็บอกว่านัดรับโทรศัพท์ได้ไหม เขาบอกว่าไม่สะดวก และถามไปอีกว่า สะดวกตอนไหน เขาตอบว่าไม่สะดวก โทรไปอีกก็ไม่รับสาย และได้แจ้งความไว้ที่ สภ.เมืองมุกดาหาร ถ้าเขาเอามาคืนจะไม่เอาเรื่อง ให้เขาเอามาคืนที่แพทย์แผนไทย โรงพยาบาลมุกดาหาร ( ข้างไปรษณีย์ )

นางบัวพันธ์ ฉิมมานิตย์ บอกต่ออีกว่า โดยในวันแรกคาดว่าจะได้คืน เพราะเขารับสายเราอยู่ พยายามโทรไปหา ติดแต่ไม่มีคนรับสาย และประมาณบ่าย 2 โมง มีเสียงผู้ชายพูด และก็ตัดสายไปเลย อยากให้เขาเอามาคืน ติดต่อเขาได้อยู่ เขามีเจตนาจะไม่คืน ก็ไม่อยากเอาเรื่องเขาหรอก ก็เลยไปขอดูกล้องวงจรปิดที่ร้านเซเว่น เผื่อรู้จัก ถ้าอยู่คำหอยให้น้องที่เป็น อสม. ดูแล้วเขาไม่รู้จัก ล่าสุดได้เข้าแจ้งความร้องทุกข์กับ ร.ต.อ.บรรดิษฐ์ ทองมี รองสารวัตร (สอบสวน ) สภ.เมืองมุกดาหาร เพื่อติดตามตัวผู้กระทำความผิดมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป..


อนุศักดิ์ – เสาวภา แสนวิเศษ // มุกดาหาร 081-5449094