วช. หนุน สจล. ใช้ปัญญาประดิษฐ์รักษามะเร็งปากมดลูก

ดร.วิบูลย์ ปิยวัฒนเมธา คณะวิศวกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) เปิดเผยว่า ได้รับทุนสนับสนุนจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ(วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ดำเนินโครงการกล้องสเตริโอกราฟฟิกเอนโดสโคปแบบสามมิติพร้อมระบบจำแนกภาพอัตโนมัติสำหรับการตรวจมะเร็งปากมดลูกระยะเริ่มต้น เพื่อสร้างภาพสามมิติและนำปัญญาประดิษฐ์เข้ามาช่วยเหลือในเรื่องการแพทย์ เพราะในสตรีไทย สาเหตุของการเสียชีวิตมากที่สุดคือมะเร็งปากมดลูก ถ้าไม่มีมาตรการหรือยุทธวิธีใหม่ที่มีประสิทธิภาพมาป้องกัน คาดว่าในปี 2568 จะมีผู้ป่วยรายใหม่สูงขึ้นเป็นปีละประมาณ 13,082 คน เสียชีวิต 7,871 ราย

ดร.วิบูลย์ฯ กล่าวต่อว่า จริงๆ มะเร็งปากมดลูกป้องกันได้และสามารถตรวจคัดกรองหาความผิดปกติได้ตั้งแต่ระยะก่อนมะเร็ง โดยการทำแพปสเมียร์ ที่ปัจจุบันมีการสร้างภาพสามมิติและใช้ปัญญาประดิษฐ์เข้ามาช่วยเหลือในเรื่องการแพทย์ เพราะทำให้เกิดความสะดวกสบายรวมทั้งเพิ่มประสิทธิภาพในการวินิจฉัยและรักษาโรคได้ดียิ่งขึ้น เช่น การสร้างภาพสามมิติด้วยกล้องเอนโดสโคปเพื่อช่วยในการผ่าตัดแบบสามมิติ ทำให้ผู้ผ่าตัดสามารถแยกชิ้นส่วนที่อยู่ห่างกันได้ดีขึ้นจากความลึกที่เพิ่มขึ้นจากการสร้างภาพสามมิติ นอกจากนี้ การใช้ปัญญาประดิษฐ์ช่วยในการเก็บข้อมูลของผู้ป่วย ใช้คัดกรองมะเร็งปากมดลูกในเบื้องต้น มาช่วยสร้างระบบอัตโนมัติที่จะช่วยให้แพทย์สามารถวินิจฉัยคนไข้ได้ดียิ่งขึ้น ทำให้ลดจำนวนผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูกลงได้

ดร.วิบูลย์ฯ กล่าวอีกว่า คณะวิจัยได้ออกแบบกล้องและระบบ ประกอบด้วยส่วนของกล้องที่เล็ก และด้วยระบบสองกล้องในหนึ่งเดียวทำให้เก็บภาพได้รอบด้านและครอบคลุมมากยิ่งขึ้นในระบบสามมิติ รวมทั้งในส่วนของระบบที่จะช่วยประมวลผลว่าภาพที่ได้มีแนวโน้มว่าจะเป็นโรคหรือไม่ ร้ายแรงในระดับใด เพื่อช่วยแพทย์ประกอบการตัดสินใจ การตรวจราขยายส่องสว่างหลังจากทาหรือชโลมด้วยน้ำยาเฉพาะ เพื่อตรวจหาความผิดปกติที่เกี่ยวข้องกับมะเร็ง หรือเพื่อตรวจยืนยันความปกติของเนื้อเยื่อบุผิว โดยการใช้ปัญญาประดิษฐ์เข้ามาช่วยค้นหาเซลล์ที่ผิดปกติ ทำให้ผู้ปฏิบัติงานมีเวลาตรวจสอบผลการคัดกรองมากขึ้น ความแม่นยำในการตรวจคัดกรองสูงขึ้น ดังนั้นระบบการคัดกรองเซลล์มะเร็งปากมดลูกด้วยปัญญาประดิษฐ์จึงช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกในปัจจุบันได้


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

เทียบชัดๆ ! บทลงโทษฝ่าฝืนข้อห้าม “ทางม้าลาย” ไทย VS ญี่ปุ่น

เทียบชัดๆ ! บทลงโทษฝ่าฝืนข้อห้าม “ทางม้าลาย”ไทย VS ญี่ปุ่น

จากกรณี พญ.วราลัคน์ สุภวัตรจริยากุล หรือหมอกระต่าย ถูกตำรวจขับบิ๊กไบก์ชนขณะข้ามทางม้าลายหน้าสถาบันไตภูมิราชนครินทร์ ถนนพญาไท เมื่อวันที่ 21 มกราคม ที่ผ่านมา จนเสียชีวิต สร้างความเสียใจให้กับผู้ทราบข่าวยิ่งนัก มีการพูดกันว่าสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดเหตุการณ์สะเทือนใจนี้ก็เพราะบทลงโทษของเราไม่รุนแรง ทำให้มีผู้ฝ่าฝืนกฎหมาย สู้บทลงโทษของญี่ปุ่นไม่ได้ เป็นเช่นนั้นจริงหรือไม่ ? ติดตามได้จากบทความนี้

1. ทำไมจึงต้องเปรียบเทียบบทลงโทษกับญี่ปุ่น ?เหตุที่ต้องเปรียบเทียบกับญี่ปุ่นก็เพราะญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุจราจรน้อยเป็นอันดับต้นๆ ของโลก ในขณะที่ไทยเป็นประเทศที่มีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุจราจรมากเป็นอันดับต้นๆ ของโลก (โดยเปรียบเทียบจำนวนผู้เสียชีวิตต่อจำนวนประชากรหนึ่งแสนคน) การเปรียบเทียบจะทำให้รู้ว่าเป็นเพราะบทลงโทษหรือไม่ ? จึงทำให้คนญี่ปุ่นเสียชีวิตจากอุบัติเหตุจราจรน้อยเป็นอันดับต้นๆ ของโลกอีกทั้ง ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่คนไทยจำนวนไม่น้อยได้ไปเยือนมาแล้ว ได้มีโอกาสสัมผัสกับการใช้รถใช้ถนนรวมทั้งการข้ามทางม้าลาย ทำให้การเปรียบเทียบเป็นที่เข้าใจได้ง่าย

2. บทลงโทษของไทยไม่รุนแรงเหมือนของญี่ปุ่นจริงหรือ ?

จากการเปรียบเทีบบทลงโทษในการฝ่าฝืนข้อห้าม “ทางม้าลาย” ระหว่างของไทยกับของญี่ปุ่นในแต่ละฐานความผิด ได้ผลดังนี้

(1) ไม่หยุดรถให้คนข้ามทางม้าลายบทลงโทษของไทยจะถูกปรับไม่เกิน 1,000 บาท ในขณะที่ของญี่ปุ่นจะถูกจำคุกไม่เกิน 3 เดือน หรือถูกปรับไม่เกิน 50,000 เยน (ประมาณ 15,000 บาท)

(2) ขับรถชนคนข้ามทางม้าลายได้รับบาดเจ็บบทลงโทษของไทยจะถูกจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ในขณะที่ของญี่ปุ่นจะถูกจำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 1 ล้านเยน (ประมาณ 300,000 บาท)

(3) ขับรถชนคนข้ามทางม้าลายเสียชีวิตบทลงโทษของไทยจะถูกจำคุกไม่เกิน 10 ปี และปรับไม่เกิน 200,000 บาท ในขณะที่ของญี่ปุ่นจะถูกจำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 1 ล้านเยน (ประมาณ 300,000 บาท)

จากการเปรียบเทียบจะเห็นได้ว่าบทลงโทษของไทยมีทั้งที่รุนแรงน้อยกว่าและรุนแรงมากกว่าของญี่ปุ่น แต่ทำไมไทยจึงมีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุจราจรมากกว่าญี่ปุ่นมาก ? หรือ ทำไมญี่ปุ่นจึงมีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุจราจรน้อยกว่าไทยมาก ?

3. ทำไมญี่ปุ่นจึงมีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุจราจรน้อยกว่าไทยมาก ?ในเมื่อบทลงโทษของญี่ปุ่นมีทั้งรุนแรงมากกว่าและรุนแรงน้อยกว่าบทลงโทษของไทย แล้วทำไมญี่ปุ่นจึงมีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุจราจรน้อยกว่าไทยมาก ? ที่เป็นเช่นนี้ อาจเป็นเพราะ

(1) ญี่ปุ่นมีการเข้มงวดกวดขันการบังคับใช้กฎหมายจราจรอย่างจริงจังมากกว่าไทย ?

(2) ญี่ปุ่นใช้มาตรการทางวิศวกรรมจราจรอย่างเต็มที่ เช่น สีทางม้าลายชัดเจน มีเครื่องหมายจราจรบนถนนเตือนก่อนถึงทางม้าลาย มีป้ายจราจรที่ชัดเจนและเพียงพอให้ผู้ขับขี่รู้ว่าข้างหน้ามีทางม้าลาย ซึ่งจะต้องลดความเร็ว มีไฟฟ้าแสงสว่างเพียงพอ มีการทาสีให้เป็นแถบนูน (Rumble Strip) ทำให้มีเสียงดังเมื่อขับรถผ่านก่อนถึงทางม้าลาย และบางแห่งมีการยกระดับทางม้าลายให้สูงกว่าระดับถนน เพื่อให้ผู้ขับขี่เห็นทางม้าลายและคนที่กำลังข้ามทางม้าลายได้ชัดเจนขึ้น เป็นต้น

(3) คนญี่ปุ่นส่วนใหญ่เคารพกฎ กติกาสังคม คนที่เคยไปเยือนญี่ปุ่นจะพบว่าคนญี่ปุ่นเป็นคนที่ทำตามข้อบังคับอย่างเคร่งครัด เช่น ข้ามถนนบนทางม้าลาย ไม่ทิ้งขยะในที่สาธารณะ ไม่ส่งเสียงดังในร้านอาหาร มีการเข้าคิวทุกการใช้บริการ ฯลฯ หรือคนที่เคยไปใช้ชีวิตในญี่ปุ่นคงเคยมีประสบการณ์ในการแยกขยะก่อนนำถุงขยะไปวางไว้ตามจุดและเวลาที่กำหนด แต่อย่างไรก็ตาม มีการสำรวจเมื่อไม่นานมานี้พบว่ามีผู้ขับขี่ในบางเมืองของญี่ปุ่นจำนวนไม่น้อยที่ไม่หยุดรถหน้าทางม้าลายที่ไม่มีสัญญาณไฟจราจร

(4) สอบใบขับขี่ในญี่ปุ่นยากมากการได้ใบขับขี่ในญี่ปุ่นเป็นเรื่องยากมาก ต้องเสียค่าใช้จ่ายสูงและใช้เวลานาน จึงอาจทำให้คนญี่ปุ่นขยาดกับการทำผิดกฎจราจร เพราะเมื่อทำผิดจะถูกพักการใช้ใบขับขี่หรือเพิกถอนใบขับขี่ก็ได้

ในญี่ปุ่นกระบวนการขอรับใบขับขี่จะต้องผ่านการอบรมที่โรงเรียนสอนขับรถถึง 48 ชั่วโมง แบ่งเป็น 2 ขั้นตอน ประกอบด้วยขั้นตอนที่ 1 มีการอบรมทฤษฎี 10 ชั่วโมง และฝึกหัดการขับรถในสนามฝึก 12 ชั่วโมง หลังจากนั้นเป็นการทดสอบ หากสอบผ่านก็จะได้รับใบขับขี่ฉบับชั่วคราวเพื่อเข้าอบรมขั้นตอนที่ 2 ต่อไป ซึ่งจะมีการอบรมให้ความรู้เกี่ยวกับการขับรถบนท้องถนนร่วมกับผู้อื่นได้อย่างปลอดภัย 16 ชั่วโมง และยังมีการฝึกหัดขับรถบนถนนจริงอีก 10 ชั่วโมง แล้วจะได้รับการประเมินความสามารถในการขับรถบนถนนจริงว่าสามารถขับรถได้หรือไม่ ? ถ้าได้ จะได้รับใบขับขี่ฉบับจริง โดยเฉลี่ยคนญี่ปุ่นจะใช้เวลาในการอบรมและสอบเพื่อรับใบขับขี่ประมาณ 3 เดือน เสียค่าใช้จ่ายขั้นต่ำประมาณ 100,000 บาท

ในขณะที่ในไทยจะต้องเข้ารับการอบรมที่โรงเรียนสอนขับรถของกรมการขนส่งทางบก หรือที่โรงเรียนเอกชนที่กรมฯ รับรองเป็นเวลา 15 ชั่วโมง แบ่งเป็นภาคทฤษฎี 5 ชั่วโมง และภาคปฏิบัติ 10 ชั่วโมง กรณีอบรมที่โรงเรียนของกรมฯ จะเสียค่าใช้จ่าย 650 บาท ส่วนกรณีอบรมที่โรงเรียนเอกชน จะเสียค่าใช้จ่าย 2,000-6,000 บาท

4. สรุปอุบัติเหตุจราจรในไทยเกิดจากข้อบกพร่องของผู้ขับขี่เป็นส่วนใหญ่ เป็นที่ทราบกันดีว่าผู้ขับขี่ในบ้านเราส่วนหนึ่งไม่เคารพกฎจราจร ด้วยเหตุนี้ พวกเราทั้งราษฎร์และรัฐจะร่วมมือร่วมใจกันแก้ขอบกพร่องนี้ได้อย่างไร ? เพื่อไม่ให้ประเทศไทยมีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุจราจรมากเป็นอันดับต้นๆ ของโลก


ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์
รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

ประกาศผลการแข่งขันเขียนโปรแกรม Scratch ระดับชาติ 2021

ประกาศผลการแข่งขันเขียนโปรแกรม Scratch ระดับชาติ 2021

เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2565 ณ โรงเรียนสาธิตพัฒนา : ได้มีการจัดการแข่งขันเขียนโปรแกรม Scratch ระดับชาติ 2021 (National Scratch Competition 2021) ซึ่งจัดการแข่งขันโดยสถาบัน Code Genius (สถาบันสอน Coding สำหรับเด็กอันดับหนึ่งในประเทศไทย) การแข่งขันในครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนจากหลายฝ่าย ได้แก่ B2S Club, Tipco, Black Canyon, Tofusan, Learn Corporation และ Ondemand ประถม โดยได้รับเกียรติจาก ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง รองผู้อำนวยการด้านระบบนวัตกรรม สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีมอบรางวัลให้แก่ผู้ชนะเลิศการแข่งขัน ณ โรงเรียนสาธิตพัฒนา

โครงการการแข่งขันเขียนโปรแกรม Scratch ระดับชาติ 2021 (National Scratch Competition 2021) ในครั้งนี้จัดขึ้นเป็นปีแรก การแข่งขันนี้จัดทำขึ้นมาเพื่อส่งเสริมการเขียนโปรแกรมด้วย Scratch ในระดับไม่เกินประถมศึกษาชั้นปีที่ 6 ซึ่งจะสอดคล้องกับสาระการเรียนรู้วิชาวิทยาการคำนวณที่เน้นให้ทักษะ Coding เป็นทักษะที่สำคัญแห่งศตวรรษที่ 21

คุณชนปทิน พลาพิภัทร (ผู้ก่อตั้งสถาบัน Code Genius) กล่าวว่า Coding เป็นวิชาใหม่ในสาขาวิทยาการคำนวณซึ่งถือเป็นวิชาที่สำคัญมากในปัจจุบัน และเป็นวิชาที่เอื้อประโยชน์ให้กับเยาวชนคนรุ่นใหม่ที่กำลังเติบโตในโลกศตวรรษที่ 21 โลกที่เทคโนโลยีเป็นคำตอบของทุกสิ่ง ผมจึงอยากให้ทุกคนตระหนักและตื่นตัว เกี่ยวกับวิชาการเรียนรู้ด้านเทคโนโลยี เรื่องของทักษะการเขียนโปรแกรม ทักษะการคิดวิเคราะห์ ทักษะการคิดอย่างเป็นระบบ เพราะนี่จะเป็นการช่วยให้น้องๆ เยาวชน สามารถใช้เทคโนโลยีได้อย่างชาญฉลาดและยังสามารถสร้างเทคโนโลยีเป็นของตนเองเพื่อส่วนรวมในอนาคตได้อีกด้วย

สำหรับปีนี้มีผู้สมัครเข้าร่วมการแข่งขันทั้งหมดจำนวน 153 คนจากทั่วประเทศ มีการแข่งขันตั้งแต่รอบคัดเลือกจนถึงรอบชิงชนะเลิศ โดยคัดเลือกผู้เข้าแข่งขันให้เหลือเพียง 50 คน เพื่อร่วมแข่งขันรอบชิงชนะเลิศในวันเสาร์ที่ 5 กุมภาพันธ์ 2565 ที่โรงเรียนสาธิตพัฒนา ซึ่งเป็นการแข่งขัน 2 รูปแบบ ได้แก่ Paper Test และ Lab Test

สำหรับผลการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศ มีดังนี้

รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ ด.ช.ฉัตรดนัย ลิ้มศิริรังสรรค์ จาก Krabi International School (โรงเรียนนานาชาติกระบี่) รับรางวัลเป็นเงินจำนวน 12,000 บาท, iPad Gen 9 และโล่ประกาศเกียรติคุณ ซึ่งเงินรางวัล และ iPad ได้รับการสนับสนุนจาก Learn Corporation

รองชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่ ด.ช.ศิรวิทย์ ศรีอาริยะเมตตา โรงเรียนอนุบาลตราด รับรางวัลเป็นเงินจำนวน 10,000 บาท พร้อมโล่ประกาศเกียรติคุณ

รองชนะเลิศอันดับที่ 2 ได้แก่เด็กชายวัชรวิชญ์ กลิ่นสุคนธ์ โรงเรียนอำนวยศิลป์ รับรางวัลเป็นเงินจำนวน 5,000 บาท พร้อมโล่ประกาศเกียรติคุณ

นอกจากนี้ทาง B2S Club ยังได้ให้เกียรติมอบของรางวัลสำหรับผู้ชนะทั้งสามคนอีกด้วย :
1.Giftcard จำนวน 3 รางวัล
รางวัลชนะเลิศ Gift Card มูลค่า 3,000 บาท
รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 Gift Card มูลค่า 2,000 บาท
รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 2 Gift Card มูลค่า 1,000 บาท

2.Gift Set สินค้ามูลค่ารวม 2,000 บาทสำหรับทั้ง 3 คน


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

“ครูโอ๊ะ” ผนึกกำลัง “กมล” และผู้บริหาร ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมสนามสอบครูผู้ช่วย “ร.ร.อนุบาลกำแพงเพชร – ร.ร.วัดคูยาง” จ.กำแพงเพชร

“ครูโอ๊ะ” ผนึกกำลัง “กมล” และผู้บริหาร ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมสนามสอบครูผู้ช่วย “ร.ร.อนุบาลกำแพงเพชร – ร.ร.วัดคูยาง” จ.กำแพงเพชร พร้อมให้กำลังใจผู้เข้าสอบ-ครูคุมสอบ แนะ ใช้สติมีสมาธิในการสอบ พร้อมอวยพรให้ทุกคน โชคดี ย้ำไม่มีเด็กเส้น ลั่นหากพบเรียกเงินแจ้งครูโอ๊ะได้ทันที

วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2565 เวลา 08.30 น. : นางกนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วยนายกมล รอดคล้าย ที่ปรึกษา รมช.ศธ. ได้เดินทางไปตรวจเยี่ยมและให้กำลังใจ ผู้ที่มาเข้ารับการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุเข้ารับราชการ ในตำแหน่งครูผู้ช่วยและบุคลากรทางการศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ปี พ.ศ.2564 รวมถึงกรรมการกลางคุมสอบ และทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ก่อนทำการสอบในช่วงเช้า ณ สนามสอบโรงเรียนอนุบาลกำแพงเพชร ซึ่งมีผู้สมัครเข้าสอบจำนวน 678 คน ใน 15 วิชาเอก จากนั้นเดินทางไปยังโรงเรียนวัดคูยาง จังหวัดกำแพงเพชร เพื่อให้กำลังใจกับทุกภาคส่วนด้วยเช่นกัน ซึ่งสนามสอบของโรงเรียนวัดคูยางมีผู้สมัครเข้าสอบ จำนวน 672 คน ใน 12 วิชาเอก

รมช.ศึกษาธิการ กล่าวตอนหนึ่งว่า ครูโอ๊ะ ได้รับเชิญมาเป็นประธานเปิดงานวันการศึกษาเอกชนภาคเหนือ ประจำปี พ.ศ.2565 และด้วยสไตล์การทำงานของครูโอ๊ะ เมื่อมาถึงจังหวัดกำแพงเพชรแล้ว สิ่งใดที่สามารถทำ แล้วจะก่อเกิดประโยชน์สูงสุดกับประเทศชาติ และการศึกษา ก็จะพยายามทำให้เต็มที่ ซึ่งประจวบเหมาะกับในวันนี้มีการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุเข้ารับราชการในตำแหน่งครูผู้ช่วยและบุคลากรทางการศึกษา ในสังกัด สพฐ. ปี พ.ศ.2564 จึงได้แวะมาเยี่ยม เพื่อให้กำลังใจผู้เข้าสอบทุกคน รวมถึงบุคลากร และเจ้าหน้าที่ ที่เป็นกรรมการกลางในการคุมสอบ

“ครูโอ๊ะขอให้กำลังใจผู้เข้ารับการสอบทุกคน ขอให้ทุกคนใช้สติและมีสมาธิกับการทำข้อสอบ เพราะเมื่อมีสมาธิ ปัญญาก็จะตามมา ที่สำคัญขอให้ทุกคนรอบคอบกับการอ่านและการตอบคำถาม ขอให้โชคดีกับการสอบทุกคน

ทั้งนี้ครูโอ๊ะขอย้ำกับทุกคนที่มาสอบในวันนี้ว่าทุกคนมีสิทธิ์เท่าเทียมกันหมด ไม่มีใครเป็นเด็กฝากเด็กเส้น ดังนั้นหากมีใครมาแอบอ้างเรียกรับเงินรับทอง แล้วบอกว่าสามารถช่วยเหลือให้ผ่านการสอบครูผู้ช่วยได้นั้น อย่าไปหลงเชื่อ และหากมีกรณีเรียกรับเงินก็ขอให้ทุกคนแจ้งเบาะแสมายังครูโอ๊ะได้ทันที ครูโอ๊ะพร้อมที่จะจัดการเพื่อให้การสอบเกิดความโปร่งใสและเป็นธรรม
กับทุกคน

ขอให้การสอบบรรลุตามวัตถุประสงค์ และขอบคุณทุกท่านที่มีส่วนในการช่วยกันขับเคลื่อนเพื่อให้เกิดสิ่งที่ดีงามและเป็นมาตรฐานที่ดีกับการศึกษาไทย ในนามของรัฐบาลภายใต้การนำของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรีทุกคน รมว.ศธ. และครูโอ๊ะ ขอให้กำลังใจ ขอชื่นชม ยกย่องพี่น้องข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ทั้งยังขอเป็นกำลังใจให้กับทุกภาคส่วนไม่ว่าจะตำแหน่งใดก็ตาม ถือว่าหัวใจของพวกเรา มีความตั้งใจที่จะทำให้บุตรหลานของเรา ได้รับการศึกษาที่ดีที่สุด ขอฝากทุกสิ่งทุกอย่างไว้ในหัวใจของบุคลากรทางการศึกษาทุกคน” รมช.ศึกษาธิการ กล่าว


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

สุดปัง รางวัล I-New Gen Award 2021 ปิดฉากยิ่งใหญ่ วันนักประดิษฐ์ ปี 2564–2565

สุดปัง รางวัล I-New Gen Award 2021 ปิดฉากยิ่งใหญ่ วันนักประดิษฐ์ ปี 2564–2565

วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2565 : สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จัดพิธีปิดงาน “วันนักประดิษฐ์ ประจำปี 2564–2565” และพิธีมอบรางวัลสิ่งประดิษฐ์ระดับเยาวชน ในโครงการ Thailand New Gen Inventor Award : I-New Gen Award 2021 ณ เวทีกลาง Event Hall 102-104 ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา กรุงเทพมหานคร โดยมี ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) เป็นประธาน พร้อมด้วยคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ และคณะผู้บริหารสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กล่าวว่า การจัดงานวันนักประดิษฐ์ ประจำปี 2564-2565 ได้รับการตอบรับการเข้าร่วมจัดแสดงนิทรรศการกว่า 1,000 ผลงาน โดยความร่วมมือจากหน่วยงานพันธมิตรของ (วช.) ไม่ว่าจะเป็นจากหน่วยงานจากภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา ทั้งในระดับมัธยมศึกษา อาชีวศึกษา และอุดมศึกษา ตลอดการจัดงานตั้งแต่วันที่ 2–6 กุมภาพันธ์ 2565 งานวันนักประดิษฐ์ได้รับความสนใจจากนักเรียน นักศึกษา และประชาชนทั่วไปเข้าร่วมชมงานจำนวนมาก ซึ่งการจัดงานในครั้งนี้จัดขึ้นภายใต้มาตรการป้องกันและควบคุมโรคโควิด-19 ตามที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนดอย่างเคร่งครัด และในวันนี้ (วช.) ยังจัดให้มีการมอบรางวัลสิ่งประดิษฐ์ระดับเยาวชนในโครงการ Thailand New Gen Inventor Award : I-New Gen Award 2021 อีกด้วย

สำหรับรางวัลสิ่งประดิษฐ์ระดับเยาวชน ในโครงการ Thailand New Gen Inventor Award : I-New Gen Award 2021 แบ่งออกเป็น 3 ระดับการประกวด ได้แก่ ระดับมัธยมศึกษา ระดับอาชีวศึกษา และระดับอุดมศึกษา ใน 5 กลุ่มเรื่อง ได้แก่ กลุ่มที่ 1 การเกษตร กลุ่มที่ 2 อาหาร กลุ่มที่ 3 สุขภาพและการแพทย์ กลุ่มที่ 4 พลังงาน เคมี และวัสดุชีวภาพ และกลุ่มที่ 5 การท่องเที่ยว

โดยรางวัลสิ่งประดิษฐ์ระดับเยาวชน ในโครงการ Thailand New Gen Inventor Award : I-New Gen Award 2021 ระดับมัธยมศึกษา กลุ่มที่ 1 การเกษตร รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ นวัตกรรมจากวัสดุธรรมชาติเลียนแบบวัสดุป้องกันภัยอันตรายของสิ่งมีชีวิตในการดูแลผลมะม่วง จากโรงเรียนพนมสารคาม “พนมสารคามอดุลวิทยา” จังหวัดฉะเชิงเทรา รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 1 ได้แก่ รถตัดหญ้าและพ่นสารทางชีวภาพ โดยใช้กลไกการบังคับด้วยคลื่นวิทยุสำหรับการแก้ไขปัญหาการปลูกทุเรียนของเกษตรกร จากโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยขอนแก่น ฝ่ายมัธยมศึกษา (มอดินแดง) จังหวัดขอนแก่น รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 2 ได้แก่ เพลทเปิดหน้ายางพารา จากโรงเรียนประจักษ์ศิลปาคาร จังหวัดอุดรธานี

ระดับมัธยมศึกษา กลุ่มที่ 2 อาหาร รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ ฉลากอัจริยะเพื่อบอกความสดของอาหารทะเลจากกระเจี๊ยบแดง จากโรงเรียนเซนต์หลุยส์ฉะเชิงเทรา จังหวัดฉะเชิงเทรา รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 1 ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ชะลอความเปรี้ยวปลาส้ม “ศิริส้ม” จากโรงเรียนสหราษฎร์รังสฤษดิ์ จังหวัดนครพนม รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 2 ได้แก่ เครื่องตำกะปิอัตโนมัติระบบปิด โรงเรียนคลองท่อมราษฎร์รังสรรค์ จังหวัดกระบี่

ระดับมัธยมศึกษา กลุ่มที่ 3 สุขภาพและการแพทย์ รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ต้านอนุมูลอิสระจากสารในเปลือกทุเรียน จากโรงเรียนพุนพินพิทยาคม จังหวัดสุราษฎร์ธานี รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 1 ได้แก่ เผอค้นหมี่อัตโนมัติ จากโรงเรียนหนองสูงสามัคคีวิทยา จังหวัดมุกดาหาร รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 2 ได้แก่ ครีมพอกหน้าสูตรกลางคืนจากพรอพอลิสและน้ำผึ้งชันโรง จากโรงเรียนธรรมวิทยามูลนิธิ จังหวัดยะลา

ระดับมัธยมศึกษา กลุ่มที่ 4 พลังงาน เคมี และวัสดุชีวภาพ รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ สีกันไฟนาโนซิลิกาจากแกลบจากโรงเรียนคัมภีร์วิทยา จังหวัดยะลา รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 1 ได้แก่ ผลิตภัณฑ์กำจัดลูกน้ำยุงลายชนิดเหลว จากแบคทีเรีย Bacillus thuringiensis var. israelensis (Bti) ที่เพาะเลี้ยงจากน้ำล้างเส้นขนมจีน จากโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัยนครศรีธรรมราช จังหวัดนครศรีธรรมราช รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 2 ได้แก่ แผ่นไฮโดรเจลปิดแผลบรรจุสารสกัดจากเมล็ดลำไย จากโรงเรียนจักรคำคณาทร จังหวัดลำพูน

ระดับมัธยมศึกษา กลุ่มที่ 5 การท่องเที่ยว รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ การอนุรักษ์ดนตรีมังคละบนดิจิทัลแพลตฟอร์มเพื่อพัฒนาการเรียนรู้สู่การส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมในจังหวัดอุตรดิตถ์ จากโรงเรียนพิชัย จังหวัดอุตรดิตถ์ รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 1 ได้แก่ การออกแบบลายผ้าครามด้วยฟังก์ชันทางคณิตศาสตร์ เพื่อสร้างชิ้นงานส่งเสริมการท่องเที่ยวจังหวัดสกลนคร จากโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จังหวัดสกลนคร รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 2 ได้แก่ การยกระดับกิจกรรมท่องเที่ยวเรียนรู้เชิงสร้างสรรค์ด้วยนวัตกรรมภาพปะติดเมล็ดข้าวย้อมสี ข้าวของพ่อก่องานศิลป์คู่ถิ่นเมืองคง อำเภอคง จังหวัดนครราชสีมา จากโรงเรียนเมืองคง จังหวัดนครราชสีมา

รางวัลสิ่งประดิษฐ์ระดับเยาวชน ในโครงการ Thailand New Gen Inventor Award : I-New Gen Award 2021 ระดับอาชีวศึกษา กลุ่มที่ 1 การเกษตร รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ เครื่องผลิตบรรจุภัณฑ์อาหารจากกาบหมากระบบกึ่งอัตโนมัติ จากวิทยาลัยเทคนิคสุราษฎร์ธานี จังหวัดสุราษฏร์ธานี รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 1 ได้แก่ เครื่องกรอเส้นด้ายสำหรับทอผ้าด้วยระบบไฟฟ้าอัตโนมัติ จากวิทยาลัยเทคนิคลำพูน จังหวัดลำพูน รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 2 ได้แก่ เครื่องทำความสะอาดไข่เป็ด จากวิทยาลัยการอาชีพไชยา จังหวัดสุราษฏร์ธานี

ระดับอาชีวศึกษา กลุ่มที่ 2 อาหาร รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 2 มี 2 ผลงาน ได้แก่ ผลงาน Clean Oysters : สตรีทฟู้ด จากวิทยาลัยเทคนิคสุราษฏร์ธานี จังหวัดสุราษฏร์ธานี และผลงานเครื่องช่วยแช่ข้าวและบ่มข้าวด้วยวิธีการนึ่งด้วยไอน้ำเพื่อทำข้าวฮางงอก จากวิทยาลัยสารพัดช่างอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี โดยในปีนี้

รางวัลชนะเลิศและรองชนะเลิศ อันดับ 1 ในกลุ่มเรื่องอาหาร ไม่มีผู้ได้รับรางวัล
ระดับอาชีวศึกษา กลุ่มที่ 3 สุขภาพและการแพทย์ รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ อุปกรณ์ช่วยใส่ท่อช่วยหายใจ จากวิทยาลัยเทคนิคเดชอุดม จังหวัดอุบลราชธานี

รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 1 ได้แก่ การออกแบบและสร้างกล่องควบคุมความดันลบสำหรับผู้ป่วยวิกฤตโรคติดต่อร้ายแรง ด้วยแสงยูวี-ซี จากวิทยาลัยเทคนิคพิจิตร จังหวัดพิจิตร

รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 2 มี 2 ผลงาน ได้แก่ เตียงนอนผู้ป่วยไฟฟ้าป้องกันแผลกดทับ วิทยาลัยเทคนิคฉะเชิงเทรา จังหวัดฉะเชิงเทรา และการออกแบบและสร้างกล่องควบคุมความดันบวกสำหรับแพทย์ผู้ทำการรักษาผู้ป่วยวิกฤตโรคติดต่อร้ายแรง จากวิทยาลัยเทคนิคพิจิตร จังหวัดพิจิตร

ระดับอาชีวศึกษา กลุ่มที่ 4 พลังงาน เคมี และวัสดุชีวภาพ รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 2 มี 2 ผลงาน ได้แก่ รถเข็นสตรีทฟู้ดไฟฟ้ารักษ์โลก จากวิทยาลัยการอาชีพอู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี และผลงานเครื่องผลิตน้ำดื่มจากความชื้นในอากาศด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ จากวิทยาลัยเทคนิคสุราษฎร์ธานี จังหวัดสุราษฏร์ธานี อุบลราชธานี โดยในปีนี้รางวัลชนะเลิศและรองชนะเลิศ อันดับ 1 ในกลุ่มเรื่องพลังงาน เคมี และวัสดุชีวภาพ ไม่มีผู้ได้รับรางวัล

ระดับอาชีวศึกษา กลุ่มที่ 5 การท่องเที่ยว รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 1 ได้แก่ ผลิตภัณฑ์จากใยกล้วยนาโนย้อมสีจากวัสดุธรรมชาติสินค้า OTOP ภูมิปัญญาไทย จากวิทยาลัยเทคนิคสุราษฎร์ธานี จังหวัดสุราษฏร์ธานี รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 2 ได้แก่ เตาปิ้งย่างรักษ์โลกเพื่อการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ จากวิทยาลัยเทคนิคสุราษฎร์ธานี จังหวัดสุราษฏร์ธานี โดยในปีนี้ไม่มีผู้ได้รับรางวัลชนะเลิศ ในกลุ่มเรื่องการท่องเที่ยว

รางวัลสิ่งประดิษฐ์ระดับเยาวชน ในโครงการ Thailand New Gen Inventor Award : I-New Gen Award 2021 ระดับอุดมศึกษา กลุ่มที่ 1 การเกษตร รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 2 ได้แก่ ชุดตรวจสอบพยาธิตัวตืดสกุล Raillietina ในสัตว์ปีกเศรษฐกิจ จากมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ กรุงเทพมหานคร โดยในปีนี้รางวัลชนะเลิศและรองชนะเลิศ อันดับ 1 ในกลุ่มเรื่องการเกษตร ไม่มีผู้ได้รับรางวัล
ระดับอุดมศึกษา กลุ่มที่ 2 อาหาร รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 1 ได้แก่ เครื่องขอดเกล็ดปลาตะเพียน จากมหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ จังหวัดกาฬสินธุ์

รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 2 ได้แก่ ผงหวานน้ำตาลโตนด จากมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา กรุงเทพมหานคร โดยในปีนี้ไม่มีผู้ได้รับรางวัลชนะเลิศ ในกลุ่มเรื่องอาหาร
ระดับอุดมศึกษา กลุ่มที่ 3 สุขภาพและการแพทย์ รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ ชุดอุปกรณ์ต้นแบบสำหรับต้านเชื้อจุลชีพที่ฟันเทียมด้วยโฟโตไดนามิกบำบัด จากมหาวิทยาลัยขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น

รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 1 ได้แก่ ชุดตรวจวัณโรคแบบอ่านผลด้วยตาเปล่า MTB Strip จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กรุงเทพมหานคร รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 2 ได้แก่ การออกแบบและพัฒนาอุปกรณ์กายภาพแขนผ่านกลไกสะท้อนแบบสมมาตร จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต จังหวัดปทุมธานี

ระดับอุดมศึกษา กลุ่มที่ 4 พลังงาน เคมี และวัสดุชีวภาพ รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 1 ได้แก่ ระบบผลิตไฟฟ้าวัฏจักรแรงคินสารอินทรีย์จากพลังงานทดแทนแบบผสมผสานของขยะชุมชนและพลังงานแสงอาทิตย์ จากมหาวิทยาลัยแม่โจ้ จังหวัดเชียงใหม่ รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 2 ได้แก่ แบตเตอรี่ของไทยสู่เป้าหมายการพัฒนาอย่างยังยืนและพึ่งพาตนเองได้ จากมหาวิทยาลัยขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น โดยในปีนี้ไม่มีผู้ได้รับรางวัลชนะเลิศ ในกลุ่มเรื่องพลังงาน เคมี และวัสดุชีวภาพ

ระดับอุดมศึกษา กลุ่มที่ 5 การท่องเที่ยว รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 1 ได้แก่ ระบบติดตามเรือนำเที่ยวโดยใช้โครงข่ายลอร่า: กรณีศึกษาชมรมเรือท่องเที่ยว บ้านท่าหิน อำเภอสทิงพระ จังหวัดสงขลา จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย จังหวัดสงขลา รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 2 ได้แก่ เครื่องประดับว่าววงเดือนจากแนวคิดโมดูลา จากมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ กรุงเทพมหานคร โดยในปีนี้ไม่มีผู้ได้รับรางวัลชนะเลิศ ในกลุ่มเรื่องการท่องเที่ยว

โดยผู้ได้รับรางวัล Thailand New Gen Inventor Award : I-New Gen Award 2021 จะได้รับเหรียญรางวัลพร้อมเงินรางวัลและเกียรติบัตรประกาศเกียรติคุณ เพื่อให้เยาวชนคนรุ่นใหม่มีความสนใจที่จะพัฒนาเป็นนักวิจัยและสร้างนวัตกรรมในอนาคต ได้แสดงความสามารถพิเศษด้านการประดิษฐ์คิดค้น ซึ่งจะนำไปสู่ช่องทางในการขยายฐานบุคลากรด้านการวิจัยและนวัตกรรมที่จะเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงประเทศในอนาคตต่อไป


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

พิธีเปิดโครงการสร้างเครือข่ายการมีส่วนร่วมของประชาชนในการป้องกันอาชญากรรมระดับตำบล ของสน.ชนะสงคราม

พิธีเปิดโครงการสร้างเครือข่ายการมีส่วนร่วมของประชาชนในการป้องกันอาชญากรรมระดับตำบล ของสน.ชนะสงคราม

วันที่ 5 ก.พ.65 ณ โรงเรียนวัดสังเวช เขตพระนคร กทม. : พ.ต.อ.เอกรัตน์ เปาอินทร์ รองผบก.น.1 เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการสร้างเครือข่ายการมีส่วนร่วมของประชาชนในการป้องกันอาชญากรรมระดับตำบล ของสน.ชนะสงคราม โดยมี ดร.พีรวัฒน์-ดร.ธัชวิน สุรเศรษฐ ที่ปรึกษารองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ, ประธานกต.ตร.กทม.(ภาคประชาชน), ประธานกต.ตร.บก.น.1, ประธานกต.ตร.บก.สายตรวจปฏิบัติการพิเศษ191, ประธานกต.ตร.สน.ชนะสงคราม, ประธานที่ปรึกษาผู้บัญชาการจเรตำรวจ และประธานที่ปรึกษากองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 พร้อมด้วย พ.ต.อ.สนอง แสงมณี ผู้กำกับสน.ชนะสงคราม, พ.ต.ท.เอกภณ พุทธิกุล รองผู้กำกับปราบปราม สน.ชนะสงคราม และคุณชบาไพร ธรรมวาสี รักษาการแทนผู้อำนวยการโรงเรียนวัดสังเวช

ซึ่งโครงการนี้เป็นโครงการจิตอาสาพระราชทานตามแนวพระราชดำริ โดยมีการฝึกอบรมให้กับอาสาสมัครผู้เข้าร่วมโครงการ 50 คน ในด้านการป้องกันภัยอาชญากรรม และยาเสพติดในชุมชน โดยผู้เข้าร่วมโครงการได้รับมอบประกาศนียบัตรและข้าวสาร พร้อมกันนั้น ดร.พีรวัฒน์-ดร.ธัชวิน สุรเศรษฐ ได้มอบเงินสนับสนุนให้กับโครงการนี้ด้วย


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

วช. มอบรางวัล โครงการบ่มเพาะบุคลากรอุดมศึกษา เพื่อพัฒนาสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรม

วช. มอบรางวัล โครงการบ่มเพาะบุคลากรอุดมศึกษา เพื่อพัฒนาสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรม

ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ มอบรางวัลกิจกรรมติดดาว แก่นักศึกษา ระดับอุดมศึกษา ที่เข้าร่วมกิจกรรมการเพิ่มศักยภาพและมาตรฐานบุคลากรอุดมศึกษา : บ่มเพาะและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เพื่อพัฒนาสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรม ในงานวันนักประดิษฐ์ ประจำปี 2564 -2565 หลังเข้าอบรมเสริมสร้างความรู้ และแรงบันดาลใจจากวิทยากรผู้เชี่ยวชาญ กว่า 3 วัน โดยมุ่งหวังให้สามารถนำความรู้ไปใช้พัฒนาประเทศได้ต่อไป

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ภายใต้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ได้จัดกิจกรรมการเพิ่มศักยภาพและมาตรฐานบุคลากรอุดมศึกษามาอย่างต่อเนื่อง ภายในงานวันนักประดิษฐ์ ทำให้เราได้เห็นภาพผลิตกรรมจากนักศึกษาสายอุดมศึกษาทั้งจากส่วนกลาง และส่วนภูมิภาค จำนวนหลายสถาบัน ที่ได้มุ่งมั่นตั้งใจนำเสนอความก้าวหน้าผลงาน อันสะท้อนการเติบโตของนักประดิษฐ์ นักวิจัย รวมทั้งพัฒนาการของผลิตกรรมที่มีความแปลกใหม่ น่าสนใจ โดยได้รับคำแนะนำ ความรู้ แรงบันดาลใจจากวิทยากรผู้เชี่ยวชาญ เพื่อบ่มเพาะนักประดิษฐ์ นักวิจัยเพื่อสร้างประโยชน์ให้แก่ประเทศชาติต่อไป นอกจากการอบรมแล้ว วช.ยังพร้อมสนับสนุนให้เกิดการต่อยอดนวัตกรรมไปสู่เชิงพาณิชย์ และหวังว่าในปีต่อๆ ไป โครงการฝึกอบรมบ่มเพาะบุคลากรอุดมศึกษานี้ จะมีสมาชิกเข้าร่วมเพิ่มมากขึ้น

กิจกรรมอบรมบ่มเพาะในครั้งนี้ มีสถาบันอุดมศึกษา ให้ความสนใจเข้าร่วมกว่า 25 สถาบัน (วช.) จึงได้มอบรางวัลกิจกรรมติดดาว ให้แก่ผลงานประดิษฐ์ที่มีความโดดเด่น ใน 4 กลุ่มเรื่อง และมอบเกียรติบัตรให้แก่ผู้เข้าร่วมอบรมทุกคน เพื่อเป็นกำลังใจให้สร้างสรรค์ผลงานดีๆ เช่นนี้ต่อไป โดยรางวัลกิจกรรมติดดาว แบ่งออกเป็น รางวัลระดับ 5 ดาว เงินรางวัล 5,000 บาท, ระดับ 4 ดาว เงินรางวัล 4,000 บาท และระดับ 3 ดาว เงินรางวัล 3,000 บาท แยกเป็น 4 กลุ่มเรื่อง ได้แก่

รางวัลกลุ่มการเกษตรและอุตสาหกรรมการเกษตร ระดับ 5 ดาว ได้แก่ ผลงานต้นแบบชุดตรวจสอบประสิทธิภาพสูงสำหรับการตรวจหาการติดพยาธิใบไม้ลำไส้ขนาดเล็กชนิด Haplorchis pumilio ในปลาน้ำจืดที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจโดยเทคนิค LAMP-LFD biosensor ระดับ 4 ดาว ได้แก่ ผลงานชุดตรวจทางชีวภาพสำหรับตรวจหาเชื้อไวรัส MrNV ในกุ้งกรามโดยเทคนิค CRISPR-CAS และระดับ 3 ดาว ได้แก่ ผลงานชุดตรวจไวรัสแบบแถบสีโรคควงสว่าน เป็นของมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ทั้ง 3 ผลงาน

รางวัลกลุ่มสาธาณสุข สุขภาพ และเทคโนโลยีทางการแพทย์ ระดับ 5 ดาว ได้แก่ ชุดตรวจ ”หยดและอ่าน” สำหรับตรวจยีน a-Thalassemia ชนิด SEA Type ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รางวัลระดับ 4 ดาว ได้แก่ ผลงานชุดตรวจพยาธิใบไม้ลำไส้ขนาดเล็กชนิด Centrocestus formosanus ในปลาเศรษฐกิจและมนุษย์ ของมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ และผลงานระบบจ่ายยาอัตโนมัติ ของสถาบันการจัดการปัญญาภิวัตน์ และรางวัลระดับ 3 ดาว ได้แก่ ผลงานถุงมือเคลือบยางธรรมชาติสำหรับการป้องกันรังสีเอกซ์ ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

รางวัลกลุ่มพัฒนาเทคโนโลยี ปัญญาประดิษฐ์ อุปกรณ์อัจฉริยะ พลังงานและสิ่งแวดล้อม ระดับ 5 ดาว ได้แก่ ผลงานอุปกรณ์ผลิตพลังงานไฟฟ้าขนาดเล็กไฮบริดไทรโบอิเล็กทริก-เพียโซอิเล็กทริก บนพื้นฐานวัสดุคอมโพสิตทางธรรมชาติ ของมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ รางวัลระดับ 4 ดาว ได้แก่ ผลงาน Smart Chemical Kinetic Learning ของมหาวิทยาลัยทักษิณ และรางวัลระดับ 3 ดาว ได้แก่ ผลงาน N-Bump (ลูกระนาดลดแรงกระแทก) ของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี

และรางวัลกลุ่มการพัฒนาคุณภาพชีวิตและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ รางวัลระดับ 5 ดาว ได้แก่ ผลงานการประยุกต์ภูมิปัญญาการย้อมผ้าไหมด้วยผลมะเกลือเชิงสร้างสรรค์ ของกลุ่มชาติพันธุ์ชาวกูย อำเภอสำโรงทาบ จังหวัดสุรินทร์ ของมหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ รางวัลระดับ 4 ดาว ได้แก่ การพัฒนาชุดกิจกรรมศิลปะภาพพิมพ์ปลอดสารพิษเพื่อส่งเสริมสุขภาวะสำหรับผู้สูงอายุ ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และรางวัลระดับ 3 ดาว ได้แก่ ผลงานผลิตภัณฑ์จักสานจากก้านบัวสู่เชิงพาณิชย์ ของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

“เสมา 3” เปิดงานวันการศึกษาเอกชนภาคเหนือ ยิ่งใหญ่สวยงาม ภายใต้มาตรการป้องกัน COVID-19

“เสมา 3” เปิดงานวันการศึกษาเอกชนภาคเหนือ ยิ่งใหญ่สวยงาม ภายใต้มาตรการป้องกัน COVID-19

วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2565 : นางกนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานในพิธีเปิดงาน วันการศึกษาเอกชนภาคเหนือ ครั้งที่ 8 ประจำปี พ.ศ.2565 พร้อมด้วย นายกมล รอดคล้าย ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ, นายพีรศักดิ์ รัตนะ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (เลขาธิการ กช.), นายประพัทธ์รัตนอรุณ รองเลขาธิการ (กช.), ดร.ศุภเสฏฐ์ คณากูล นายกสมาคมคณะกรรมการประสานและส่งเสริมการศึกษาเอกชน เข้าร่วมในพิธีเปิดงาน โดยมี นายเชาวลิตร แสงอุทัย ผู้ว่าราชการจังหวัดกำแพงเพชร สำนักงานศึกษาธิการจังหวัด ประธาน ปส.กช. จังหวัด และผู้บริหารโรงเรียนเอกชนในเขตภาคเหนือ ร่วมให้การต้อนรับและร่วมในพิธีเปิด โดยการจัดงานได้ดำเนินการภายใต้มาตรการป้องกัน COVID-19 ของกระทรวงสาธารณสุขอย่างเคร่งครัด

นางกนกวรรณฯ กล่าวว่า ชาวโรงเรียนเอกชนได้ถือเอาวันที่ 10 กุมภาพันธ์ ของทุกปี เป็นวันที่มีความสำคัญยิ่งของโรงเรียนเอกชน โดยเรียกวันนี้ว่า “วันการศึกษาเอกชน” เพราะเนื่องจากว่ารัฐบาลได้ประกาศใช้พระราชบัญญัติโรงเรียนราษฎร์เป็นครั้งแรก เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2461 สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน จึงได้ถือเอาวันนี้ กำหนดให้มีการจัดงาน วันการศึกษาเอกชนขึ้นทุกปี

นางกนกวรรณฯ กล่าวอีกว่า การจัดงานในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้บริหารและครูโรงเรียนเอกชนได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ทางวิชาการและนวัตกรรมทางการศึกษาให้นักเรียนได้มีโอกาสแสดงความสามารถแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกันและพัฒนาทักษะเพิ่มศักยภาพของตนเองเป็นการยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนให้สูงขึ้น ในปีนี้ได้กำหนดจัดงานขึ้นใน 5 ภาค ได้แก่ ภาคเหนือ (17 จังหวัด) จัดงานวันที่ 5-6 กุมภาพันธ์ 2565 ที่จังหวัดกำแพงเพชร,ภาคกลาง (18 จังหวัด) จัดงานวันที่ 15-16 กุมภาพันธ์ 2565 ที่จังหวัดสุพรรณบุรี,ภาคตะวันออก (8 จังหวัด) จัดงานวันที่ 17-18 กุมภาพันธ์ 2565 ที่จังหวัดระยอง,ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (20 จังหวัด) จัดงานวันที่ 18-19 กุมภาพันธ์ 2565 ที่จังหวัดอุบลราชธานี และภาคใต้ (14 จังหวัด) จัดงานวันที่ 25-26 กุมภาพันธ์ 2565 ที่จังหวัดภูเก็ต

ด้าน นายพีรศักดิ์ รัตนะ เลขาธิการ (กช.) กล่าวว่า สำหรับวันการศึกษาเอกชนที่จัดขึ้นในปีนี้ ได้มีการจัดกิจกรรมต่างๆ หลายรายการได้แก่

กิจกรรมที่ 1 เสวนาวิชาการ “การจัดการเรียนรู้เทคโนโลยีทักษะการคำนวณเพื่อพัฒนาสมรรถนะขั้นสูงพัฒนาทักษะการคิดชั้นสูงโดยใช้สื่อ และแหล่งเรียนรู้ดิจิทัล ซึ่งวิทยากร คือ รศ.ธีระวัฒน์ ประกอบผล วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2565 เวลา 13.00 น.

กิจกรรมที่ 2 การแข่งขันทักษะทางวิชากานของนักเรียนผ่านระบบออนไลน์
จัดทั้งสิ้น 30 รายการ 79 การแข่งขันเริ่มแข่งขัน วันที่ 22-23 และ 29-30 มกราคม 2565 โดยภาคเหนือ จะมีกิจกรรมเพิ่มอีก 38 รายการ 117 การแข่งขัน

กิจกรรมที่ 3 การมอบเกียรติบัตร
1.รางวัลสดุดีครูเอกชน ประจำปี 2565 จำนวน 20 คน
2.รางวัลโล่เกียรติคุณผู้ทำคุณประโยชน์ต่อการศึกษาเอกชน จำนวน 69 คน
3.รางวัลเข็มสดุดีทองคำ จำนวน 3 คน
4.รางวัลเข็มทองคำ OPEC HONOR จำนวน 1 คน
5.รางวัล OPEC AWARD ประจำปี 2565 จำนวน 63 คน

จากนั้นมีพิธีส่งมอบธงเจ้าภาพให้กับจังหวัดลำพูน เพื่อเป็นเจ้าภาพจัดงานวันการจัดงานวันการศึกษาเอกชน ประจำปี 2566 ต่อไป


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

วช.พาชม “เครื่องฟอกอากาศ” เมดอินไทยแลนด์ กำจัดเชื้อโรค ด้วยออกซิเจนบวก-ลบ

วช.พาชม “เครื่องฟอกอากาศ” เมดอินไทยแลนด์ กำจัดเชื้อโรค ด้วยออกซิเจนบวก-ลบ

วันที่ 6 ก.พ.65 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) จัดงานวันนักประดิษฐ์ 2564-2565 ที่ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา เป็นวันสุดท้าย หลังจากนำนวัตกรรมกว่า 1,000 ชิ้นมาจัดแสดงอย่างเต็มอิ่มกว่า 5 วัน หนึ่งในนั้น คือ นวัตกรรมเครื่องฟอกอากาศแบบผลิตออกซิเจนบวก-ลบ (Bipolar Ionizer) ผลงานของสมาคมกีฬาเครื่องบินจำลองและวิทยุบังคับ มีประสิทธิภาพป้องกัน PM 2.5 และกำจัดเชื้อแบคทีเรียและเชื้อโรคในอากาศ

นายพิศิษฐ์ มิตรเกื้อกูล นายกสมาคมกีฬาเครื่องบินจำลองและวิทยุบังคับ เจ้าของผลงาน เปิดเผยว่า ด้วยปัญหามลภาวะทางอากาศ นักวิจัยจึงได้ประดิษฐ์เครื่องฟอกอากาศขึ้น โดยใช้เทคโนโลยีไบโพลาร์ ไอออนไนเซอร์ (Bipolar Ionizer Technology) จากต่างประเทศ ด้วยวิธีการผลิตไอออน ประจุบวก-ลบ ให้กระจายรอบพื้นที่ เพื่อดักจับและทำลายเชื้อโรคต่างๆ เช่น เชื้อรา แบคทีเรียและเชื้อโรคที่อยู่ในอากาศได้ โดยไม่ก่อให้เกิดสารตกค้างหรือสารที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย โดยใช้เวลาพัฒนานานถึง 3 ปี จนประสบผลสำเร็จ และเป็นที่ยอมรับในต่างประเทศ ภายใต้การสนับสนุนทุนวิจัยจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)

คุณสมบัติเครื่องฟอกอากาศ ประกอบด้วยชั้นกรอง 3 ชั้น ได้แก่ ชั้นแรกเป็นไส้กรองพลาสติกผสมกับอนุภาคนาโนซิลเวอร์ (มีคุณสมบัติกำจัดเชื้อแบคทีเรีย) เพื่อดักจับฝุ่นละอองและเชื้อที่มีขนาดใหญ่ ชั้นที่สองเป็นไส้กรองทำด้วย Hepa Filter-H 13 มีคุณสมบัติในการกรองฝุ่นละอองขนาดเล็ก 0.3 ไมครอน สามารถป้องกันละอองฝุ่น PM 2.5 ซึ่งเป็นชนิดเดียวกับที่ใช้ทำหน้ากาก N-95 ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน และชั้นสุดท้ายเป็นเทคโนโลยีไบโพลาร์ ไอออนไนเซอร์ ซึ่งทำหน้าที่ผลิตสารฆ่าเชื้อแบคทีเรียและเชื้อโรคที่อยู่รอบตัว เมื่อเปิดเครื่องฟอกอากาศจะเกิดปฏิกิริยาไฟฟ้าเคมี กระตุ้นให้ออกซิเจนในอากาศแตกตัวไปเป็นขั้นบวกและลบ โดยออกซิเจนส่วนหนึ่งจะไปรวมตัวกับความชื้นของน้ำในอากาศแล้วเปลี่ยนเป็น ไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ และรวมตัวกับไฮโดรเจนกลายเป็นไฮดร็อกซิล หรือแอลกอฮอล์ แต่จะอยู่ในสถานะก๊าซ ซึ่งในทางการแพทย์มีการใช้สารทั้งสองตัวนี้ในการล้างแผลและฆ่าเชื้อโรค

ปัจจุบันมีการผลิตเครื่องฟอกอากาศ เพื่อสนับสนุนไปยังโรงพยาบาลและสถานพยาบาลต่างๆ เพื่อใช้ป้องกันเชื้อโรคให้กับบุคลากรด่านหน้า เช่น โรงพยาบาลกลาง,โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ,โรงพยาบาลตากสิน เป็นต้น และมีการพัฒนารุ่นต่างๆ โดยฝีมือของเยาวชนในสมาคมฯ พัฒนาทั้งแบบเสียบกับช่องเครื่องปรับอาการเพื่อบำบัดอากาศในพื้นที่ 70 ตร.ม. แบบพกพา กำจัดเชื้อโรคในรัศมี 1 เมตร และเครื่องบำบัดอากาศฆ่าเชื้อไวรัสแบบตั้งพื้น โดยตั้งเป้าจะพัฒนาต่อ ให้สามารถใช้งานได้ในโรงแรม รถยนต์ หรือเครื่องบิน รวมทั้งในสถานที่ต่างๆ เพื่อให้เกิดอากาศบริสุทธิ์ และเกิดโอโซนในอากาศน้อยลง พร้อมสร้างความมั่นใจให้ประชาชนหันมาใช้กันมากขึ้น เนื่องจากเป็นนวัตกรรมที่ดีต่อสุขภาพ นอกจากนี้ กำลังพัฒนาเครื่องตรวจวัดโควิด-19 จากลมหายใจ ให้แสดงผลผ่านหน้าจอได้ภายใน 1 นาที ได้ผลเทียบเท่ากับการตรวจแบบ RT-PCR ซึ่งจะสร้างประโยชน์อย่างมากต่อวงการแพทย์และสาธารณสุข รวมทั้งประชาชนชาวไทย


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

วช.จัดเสวนา “AI-Blockchain Integration Platform” มุ่งนำวิจัยไทย สู่อุตสาหกรรม อย่างเท่าทันโลก

วช.จัดเสวนา “AI-Blockchain Integration Platform” มุ่งนำวิจัยไทย สู่อุตสาหกรรม อย่างเท่าทันโลก

สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) เปิดเวทีเสวนา เรื่อง แนวโน้มการวิจัยเพื่ออนาคตอุตสาหกรรมไทย ในหัวข้อ“AI-Blockchain Integration Platform” จัดโดย สำนักประสานงานชุดโครงการการพัฒนาผลิตภัณฑ์ Innovative House ในงานวันนักประดิษฐ์ ประจำปี 2564 -2565 บรรยายโดย รศ.ดร.ศิริเดช บุญแสง คณบดีคณะเทคโนโลยีสารสนเทศ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง เผย AI และ Blockchain กำลังมา ต้องรู้เท่าทันและใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

รศ.ดร.ศิริเดช บุญแสง กล่าวว่า ในอนาคตอันใกล้ ภายใน 5–10 ปี ข้างหน้า เทคโนโลยีที่กำลังจะเข้ามาเป็นรูปเป็นร่างเชิงประจักษ์มากขึ้น คือ AI หรือปัญญาประดิษฐ์ และ Blockchain ซึ่งจะทำให้เกิด Smart living Smart Society ที่ผ่านมา มีผู้เชี่ยวชาญได้คาดการณ์ไว้ว่า AI จะเข้าสู่วงการอุตสาหกรรม โดยจะเข้ามาช่วยให้หุ่นยนต์มีความชาญฉลาด และทำให้กระบวนการผลิตของอุตสาหกรรมต่างๆ มีประสิทธิภาพมากขึ้น เป็นไปได้ที่จะมีหุ่นยนต์บริการ หุ่นยนต์ช่วยคน หรือหุ่นยนต์ทางการทหารเกิดขึ้น โดยใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์

การสร้าง Low code No code Framework เช่น Ciracore ซึ่งเป็น Platform สัญชาติไทย สำหรับช่วยพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ให้เป็นแอปพลิเคชัน จึงนับเป็นต้นแบบความก้าวหน้าของงานวิจัยไทยที่เป็นที่ต้องการของอุตสาหกรรมระดับโลกอย่างเห็นได้ชัด มีการนำไปใช้งานอย่างแพร่หลาย ด้วยลักษณะการใช้งานที่ง่าย หน่วยงานรัฐ สถาบันศึกษาสามารถใช้ได้ ทำงานโดยเชื่อมโยงอุปกรณ์ต่างๆ เช่น กล้อง เซ็นเซอร์ เข้ากับสมองกล และออกมาเป็นตัวปฏิบัติการ เช่น มอเตอร์ เครื่องยนต์ เป็นต้น สะท้อนให้เห็นจาก การนำไปใช้ในอุตสาหกรรมต่างๆ รวมทั้ง การค้า และการบริการ เช่น การตรวจสอบคุณภาพผลิตภัณฑ์ในกระบวนการผลิตเครื่องยนต์ ตรวจสอบคุณภาพหน้ากากอนามัยทดแทนแรงงานมนุษย์ การนับชิ้นงานผลิตภัณฑ์ต่างๆ การตรวจสอบทางการแพทย์ เช่น การนับจำนวนพยาธิ และการตรวจสอบสายพันธุ์โควิด-19 ในเวลาอันรวดเร็ว เป็นต้น

“ดังนั้น แนวโน้มความก้าวหน้าทางการวิจัย เพื่อต่อยอดในระดับอุตสาหกรรมอย่างเท่าทันโลกของประเทศไทย จึงอาจมองถึงการสร้างโมเดลแบบกระจาย (Blockchain) ของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ เนื่องจากการนำ Blockchain เข้ามาช่วย จะทำให้การสร้าง AI เกิดขึ้นได้ง่าย รวมทั้ง นวัตกรรมใหม่ๆ จะเกิดขึ้นจากการควบรวมของ AI และ Blockchain ด้วย เช่น การทำธุรกรรมทางการเงินจากการสแกนลายนิ้วมือ เนื่องจาก Blockchain มีควาฉลาด และมีความปลอดภัยสูง เชื่อว่าในอนาคตอันไม่ไกล ภายใน 5 ปีนี้ อุปกรณ์รอบๆ ตัวเรา จะมีความเป็นอัจฉริยะมากขึ้น ซึ่งเราจะต้องเตรียมตัว ทำการศึกษาวิจัย เพื่อให้การใช้ AI เกิดประโยชน์สูงสุด อันเป็นการส่งเสริมงานวิจัยจากหิ้งลงมาสู่ห้าง ได้อย่างแท้จริง” รศ.ดร.ศิริเดชฯ กล่าว


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน